ไทยพีบีเอสร่วมงาน TIFFCOM 2025 เปิดตัว ‘Sanctuary’ ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ ผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก

ไทยพีบีเอสร่วมงาน TIFFCOM 2025 เปิดตัว 'Sanctuary' ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ ผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก

ไทยพีบีเอสร่วมงาน TIFFCOM 2025 เปิดตัว ‘Sanctuary’ ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ ผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่เวทีโลก

วันพุธ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.38 น.

ไทยพีบีเอส ร่วมแสดงศักยภาพในงาน TIFFCOM 2025 ตลาดคอนเทนต์นานาชาติ ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเปิดตัวซีรีส์ “Sanctuary” ผลงานสร้างสรรค์ สะท้อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม ตอกย้ำบทบาทของไทยพีบีเอสในฐานะหนึ่งในองค์กรหลักที่ร่วมผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่สายตาผู้ชมทั่วโลก

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมและเผยแพร่ภาพยนตร์และวีดีทัศน์ในต่างประเทศ ประจำปี 2568 ที่จัดขึ้นโดยกองภาพยนตร์และวีดีทัศน์ สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ณ เทศกาลภาพยนตร์นานานาชาติแห่งโตเกียว ครั้งที่ 38 หรือ TIFFCOM 2025 ระหว่างวันที่ 29–31 ตุลาคม 2568 ณ Tokyo Metropolitan Industrial Trade Center กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เพื่อแสดงศักยภาพของผู้ผลิตสื่อไทยบนเวทีนานาชาติ พร้อมเปิดตัว “Sanctuary” ซีรีส์แนวดรามา แฟนตาซี ที่สะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติทางธรรมชาติ

นายคริษ อรรคราช ผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์ ไทยพีบีเอส กล่าวว่า “Sanctuary เป็นซีรีส์ที่เราตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ชมทั้งในไทยและต่างประเทศได้เห็นพลังของเรื่องเล่าที่มีคุณค่า และสะท้อนปัญหาที่ทุกสังคมเผชิญร่วมกัน อย่างปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งกำลังทวีความรุนแรงในสังคมไทยและทั่วโลก การถ่ายทอดความเข้าใจใหม่ ๆ เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่แค่ในมิติของมนุษย์เท่านั้น แต่รวมถึงการอยู่ร่วมกับธรรมชาติและทุกชีวิตบนโลก  ซีรีส์ Sanctuary จึงไม่ได้เป็นเพียงผลงานเพื่อความบันเทิง แต่ยังเป็นการตั้งคำถามต่อบทบาทของมนุษย์ในยุคที่ภัยพิบัติกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคนบนโลกนี้ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากจากตลาด TIFFCOM”

ด้าน นางสาวปภาภรณ์ เฉลิมวนิชย์ ผู้อำนวยการศูนย์สื่อสารและส่งเสริมการตลาดเพื่อสาธารณะ ไทยพีบีเอส กล่าวว่า การเข้าร่วมงาน TIFFCOM และงาน Thailand Night ในปีนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของไทยพีบีเอสในการขยายพื้นที่ของสื่อสาธารณะไทยไปสู่ระดับโลก ทั้งในมิติของการสร้างคุณค่าร่วมในวงการอุตสาหกรรมบันเทิงระหว่างประเทศ และการขยายฐานผู้ชมไปยังตลาดสากล ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการผลักดันให้คอนเทนต์ของไทยพีบีเอสได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ แต่ยังเป็นส่วนช่วยเสริมให้วัฒนธรรมไทยเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

TIFFCOM เป็นงานแสดงคอนเทนต์บันเทิงระดับนานาชาติ มีผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และผู้ซื้อคอนเทนต์จากทั่วโลกเข้าร่วม ไทยพีบีเอสจึงใช้โอกาสนี้ในการแสดงบทบาทในฐานะหนึ่งในองค์กรหลักที่ร่วมผลักดันคอนเทนต์ไทยสู่ระดับสากล เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับพันธมิตรจากนานาประเทศ ผ่านการนำเสนอคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและความสร้างสรรค์

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่

▪Website : http://www.thaipbs.or.th  

▪ Application : Thai PBS

▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

สส.เชียงใหม่ ปชน. อัด รัฐบาลนิ่งเฉยปัญหาสารพิษจากเหมืองแร่ แฉกระทบแม่น้ำสาละวินแล้ว

สส.เชียงใหม่ ปชน. อัด รัฐบาลนิ่งเฉยปัญหาสารพิษจากเหมืองแร่ แฉกระทบแม่น้ำสาละวินแล้ว

5 พ.ย. 2568 17:45 น.

สส.เชียงใหม่ ปชน. อัด รัฐบาลนิ่งเฉยปัญหาสารพิษจากเหมืองแร่ แฉกระทบแม่น้ำสาละวินแล้ว

“ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์” สับแหลก แปลกใจกับ MOU แร่แรร์เอิร์ธ เร่งรีบจัดการลับๆ 4 วันจบ ประโยชน์ของชาติอื่นจัดการรวดเร็ว แต่ปัญหาของชาติไทย กลับนิ่งเฉย ล่าสุดสารพิษกระทบแม่น้ำสาละวินแล้ว

วันที่ 5 พ.ย. 2568 นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคปชน. โพสต์เฟซบุ๊ก ว่า แม่น้ำจากเหมืองแร่ประเทศเพื่อนบ้านเป็นพิษทุกสาย จากแค่น้ำกก-น้ำสาย ตอนนี้มาน้ำสาละวินอีก ปัญหาที่รัฐบาลอืดอาดไม่แก้ที่ต้นตอ แปลกใจกับ MOU แร่แรร์เอิร์ธ เร่งรีบจัดการลับๆ 4 วันจบ ประโยชน์ของชาติอื่นจัดการรวดเร็ว แต่ปัญหาของชาติไทยกลับนิ่งเฉย ไม่ทำอะไรเลย อีกปัญหาใหญ่ทางภาคเหนือ ที่ไม่ถูกพูดถึงจากรัฐบาลเลย คือ ปัญหาแม่น้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองแร่ในเมียนมา แล้วส่งของเสียผ่านแม่น้ำ ไหลเข้าสู่ประเทศไทยทางจังหวัดเชียงราย-เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ที่รัฐบาลทั้งชุดนี้ รวมถึงชุดที่แล้วเพิกเฉย ไม่แก้ปัญหาที่ต้นตอ และยังรับมือกับปัญหาภายในประเทศกันแบบลวก ๆ และตอนนี้ไม่ใช่เพียงน้ำกก น้ำสาย แต่ยังพบน้ำสาละวิน ที่ไหลเข้าทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นพิษเพิ่มขึ้นอีก และเมื่อเปรียบเทียบการแก้ปัญหานี้กับการเซ็น MOU แร่แรร์เอิร์ธกับสหรัฐอเมริกาเมื่อสัปดาห์ก่อน ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกัน แต่ผลลัพธ์การทำงานต่างกันชัดเจน เพราะรัฐบาลทำงานกันไวมากกับการเอื้อประโยชน์ให้สหรัฐอเมริกา เร่งรัดและรวดเร็วมาก 4 วันจบ แต่กับปัญหาของประชาชนคนไทย ในเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกันโดยตรง กลับอืดอาดชักช้า ไม่มีอะไรขยับเลย

นายภัทรพงษ์ ระบุว่า ผมขอไล่เรียง ไทม์ไลน์ ของรัฐบาล กับการดำเนินการ MOU ฉบับนี้ให้ฟังครับ เริ่มที่วันจันทร์ที่ 20 ต.ค. กระทรวงต่างประเทศของไทย ได้รับร่าง MOU ฉบับนี้จากสหรัฐฯ วันพุธที่ 22 ต.ค. กระทรวงต่างประเทศเรียกประชุมร่าง MOU โดยมี กรมอุตฯ เหมืองแร่ กรมเจรจาระหว่างประเทศ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ BOI มาเข้าร่วมประชุมหารือแก้ไขร่างขั้นต้น โดยมีการแก้ไขจากดราฟแรกที่สหรัฐส่งมาเพียง 4 จุด วันพฤหัสบดีที่ 23 ต.ค. เช้า กรมอุตฯเหมืองแร่ และกรมทรัพฯธรณี เข้าชี้แจงรองนายกที่ดูแลกระทรวงอุตสาหกรรม (สุชาติ ชมกลิ่น) วันพฤหัสบดีที่ 23 ต.ค. ต่อมา คณะรัฐมนตรีมีการประชุมลับเพื่อพูดคุยเนื้อหาร่าง MOU โดยไม่มีข้อเสนอจากรัฐมนตรีแม้แต่คนเดียวในการแก้ไขข้อความใด ๆ เพิ่มเติม หลังจากนั้นกระทรวงต่างประเทศของไทยจึงส่งร่างที่ไทยปรับแก้ให้สหรัฐอเมริกาตรวจสอบ ซึ่งสหรัฐฯ ก็เห็นชอบกับการเสนอแก้ไขของรัฐบาลไทยทั้งหมด (แน่นอนสิครับ ไม่มีการแก้เนื้อหาในส่วนที่สหรัฐฯ ได้เปรียบแบบเกินเหตุเลย)

นายภัทรพงษ์ ระบุว่า เราจะเห็นชัดเจนครับ กระบวนการทำ MOU แร่แรร์เอิร์ธครั้งนี้จบไวมาก เพียง 4 วันเท่านั้น และชัดเจนมาก ว่าไม่มีรัฐมนตรีคนไหน มั่นใจใน MOU ฉบับนี้เลย เพราะทันทีที่เป็นประเด็นสังคม แทนที่รัฐมนตรีทั้งหลายที่เกี่ยวข้องจะอธิบายถึงประโยชน์และไขข้อกังวลของประชาชน รัฐมนตรีแทบทุกคนกลับเรียงหน้าออกมาพูดว่า MOU ฉบับนี้ยกเลิกเมื่อไหร่ก็ได้ และที่หนักขึ้นไปอีก คือ รองนายกฯ ที่กำกับกระทรวงอุตสาหกรรม ที่เป็นรัฐมนตรีกระทรวงทรัพฯ และสิ่งแวดล้อม กลับให้สัมภาษณ์ว่า รัฐบาลไม่ได้อยากเซ็น MOU ฉบับนี้ คำถามตัวโต ๆ ครับ แล้วเซ็นทำไม ทำไมไม่มีการแก้ไขถ้อยคำที่ทำให้ไทยเสียประโยชน์ใน MOU จากรัฐมนตรีเลย ทำไมต้องประชุมลับ และทำไมต้องเร่งรัดจัดการในเวลาแค่ 4 วันกับ MOU ฉบับนี้

หากจะบอกว่าไทยเก่งการต่างประเทศ ในเรื่องนี้ ก็ไม่ใช่ เพราะกับรัฐบาลชุดนี้ กว่าหนึ่งเดือนที่ทำงานมา ไม่เคยมีการเจรจากับเมียนมาและจีน ในการแก้ปัญหาน้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมาแล้วส่งผลกระทบมายังไทยเลย เวทีการเจรจาระดับอาเซียน รัฐมนตรีไทยก็หลบ ให้รองปลัดไปแทน เวทีการเจรจาอาเซียน-จีนด้านสิ่งแวดล้อมโดยตรง รัฐมนตรีก็หลบ ให้รองปลัดไปแทนอีก ทั้ง ๆ ที่ประเทศอื่นส่งรัฐมนตรีไป ทิ้งโอกาสการแก้ปัญหาให้ประชาชนคนไทยอย่างไม่ละอาย บวกกับรัฐบาลชุดที่แล้วที่มีเวลาเป็นปีในการจัดการ แต่ก็มีการเจรจาระดับรัฐมนตรีต่อรัฐมนตรีกับเมียนมาไปเพียงครั้งเดียว และไม่มีอะไรคืบหน้า ทำให้การแก้ปัญหาที่ต้นตอไม่ถูกขยับโดยรัฐบาลไทยเลย

นายภัทรพงษ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน คนจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และเชียงราย กำลังเจอกับปัญหาแม่น้ำสาละวิน แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก เป็นพิษ ประปาหมู่บ้านเจอตะกั่วเกินเกณฑ์ ตรวจปัสสาวะคนก็เจอสารหนูเกินมาตรฐาน แม่น้ำที่ประชาชนเคยใช้ปลูกพืชผล ปลูกข้าวกิน ตอนนี้ปนเปื้อนหมด แต่ทุกคนก็ยังต้องกินพืชผลจากน้ำปนเปื้อนเหล่านั้น ปลาที่มีปรอทในเกณฑ์เสี่ยงกับเด็ก สตรีมีครรภ์ และผู้สูงอายุ แต่ภาครัฐกลับบอกว่ากินได้ไม่มีปัญหา เจ้าหน้าที่ของรัฐกินปลาถ่ายรูปโชว์ก็มี นี่คือปัญหาใหญ่ที่สะท้อนให้เห็นว่า ทำไมเราจำเป็นต้องมีรัฐบาลที่เข้าใจปัญหาและทำงานแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่รัฐบาลที่ไม่รู้เรื่องอะไรเลย แล้วปล่อยให้ประชาชนต้องเผชิญกับปัญหามลพิษไปตามยถากรรมแบบนี้ครับ

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่คุมเข้มราคาสินค้าลอยกระทง วัสดุทำกระทงยังปกติ

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่คุมเข้มราคาสินค้าลอยกระทง วัสดุทำกระทงยังปกติ

5 พ.ย. 2568 16:53 น.

กรมการค้าภายใน ลงพื้นที่คุมเข้มราคาสินค้าลอยกระทง วัสดุทำกระทงยังปกติ

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในช่วงวันลอยกระทงปีนี้ ซึ่งตรงกับวันที่ 5 พ.ย.68 ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่สายตรวจลงพื้นที่ตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าที่ใช้ในช่วงเทศกาลลอยกระทงระหว่างวันที่ 3 – 5 พ.ย.68 เพื่อป้องกันการจำหน่ายสินค้าที่เอาเปรียบผู้บริโภค โดยลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณย่านปากคลองตลาดและตลาดยอดพิมาน ซึ่งเป็นแหล่งค้าดอกไม้และวัสดุประดิษฐ์กระทงที่สำคัญของกรุงเทพฯ

โดยจากการตรวจสอบพบว่า ราคาจำหน่ายสินค้าโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ปกติ ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา เช่น ใบตองมัดละ 1 กิโลกรัม (กก.) ประมาณ 25 บาท หยวกกล้วยชิ้นละ 5–20 บาท (ขึ้นอยู่กับขนาด) กลีบกระดาษกระทง มัดละ 5 บาท ดอกบัว (10 ดอก) มัดละ 40-80 บาท ดอกบานไม่รู้โรย 1 กก. ถุงละ 150-200 บาท ดอกกล้วยไม้ 1 กก. ถุงละ 40-60 บาท ดอกรัก ขีดละ 30-40 บาท ดอกพุด ขีดละ 7-10 บาท และธูปเทียนคู่ละ 5–20 บาท โดยในส่วนของ กระทงสำเร็จรูป มีหลากหลายรูปแบบให้ประชาชนเลือกซื้อ ทั้งกระทงใบตอง กระทงขนมปัง กระทงอาหารปลาข้าวโพด และกระทงจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งมีราคาจำหน่ายแตกต่างกันไปตามขนาด รูปแบบ และความประณีตในการประดิษฐ์ เช่น กระทงใบตองสำเร็จรูปขนาด 6-8 นิ้ว มีราคาตั้งแต่ 70-100 บาท กระทงอาหารปลาข้าวโพด ขนาด 6-8 นิ้ว มีราคา 25-60 บาท

“ขอเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการจำหน่ายสินค้าช่วงเทศกาลปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะการปิดป้ายแสดงราคาสินค้าให้ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนสามารถเปรียบเทียบราคาได้ก่อนตัดสินใจซื้อ และเพื่อป้องกันการเอาเปรียบผู้บริโภค หากพบผู้ประกอบการไม่ปิดป้ายแสดงราคา จะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนผู้ที่จำหน่ายสินค้าราคาสูงเกินสมควร กักตุนสินค้า หรือปฏิเสธการจำหน่าย มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

อย่างไรก็ตาม กรมการค้าภายในขอเชิญชวนประชาชนตรวจสอบราคา เปรียบเทียบคุณภาพก่อนซื้อสินค้า และหากไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านราคา ปริมาณ หรือพบเห็นการจำหน่ายสินค้าที่เอาเปรียบผู้บริโภค สามารถแจ้งร้องเรียนได้ที่ สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เร่งดำเนินการตรวจสอบและแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

เลือกตั้ง 2569 “อภิสิทธิ์” ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมสร้างพรรคปชป. ไม่หวั่นเลือดเก่าไหลออก

เลือกตั้ง 2569 “อภิสิทธิ์” ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมสร้างพรรคปชป. ไม่หวั่นเลือดเก่าไหลออก

5 พ.ย. 2568 14:40 น.

เลือกตั้ง 2569 “อภิสิทธิ์” ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมสร้างพรรคปชป. ไม่หวั่นเลือดเก่าไหลออก

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เปิดแคมเปญ “สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ” ชวนคนรุ่นใหม่ร่วมสร้างพรรค-พรรคสร้างชาติ ระบุชวนมาเหนื่อย ถ้ากระแสตอบรับดี ส่งครบทุกเขต ไม่กังวลเลือดเก่าไหลออก ยอมรับเริ่มต้นจากศูนย์

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 พ.ย. 2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นำคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคบางส่วนเปิดแคมเปญ Kick-off รับผู้ประสงค์จะยื่นแสดงความจำนงลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.ในนามพรรคประชาธิปัตย์ โดยใช้สโลแกนว่า “สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ” ว่า เป็นการแถลงผลสรุปการหารือ กก.บห.พรรค แม้ขณะนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยังไม่รับรองกก.บห.พรรคชุดใหม่ แต่ด้วยสภาวะการเมืองไม่สามารถรอได้ จึงเริ่มต้นเปิดแคมเปญนี้เพื่อเชิญชวนผู้ที่สนใจและปรารถนาดีต่อบ้านเมือง ให้มาร่วมกับพรรค โดยการสมัครเป็นสส. เพราะมองว่าขณะนี้บ้านเมืองมีปัญหาที่สะสมเรื้อรังยืดเยื้อมาอย่างยาวนาน ส่วนหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นเพราะการเมืองไม่สุจริต ที่สร้างปัญหาที่วิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ทุกวันทั้งเงินทุนสีเทา การทุจริตคอร์รัปชัน การทำผิดกฎหมาย จนถึงขั้นอาจทำอาชญากรรมข้ามชาติ การเมืองทุจริตเป็นที่มาของระบบเศรษฐกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นหากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ ส่วนตัวมองว่า ต่อไปก็มองไม่เห็นว่า บ้านเมืองจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างไร

“อีกทั้งข่าวการเมืองทุกวันนี้ กลับกลายเป็นว่า ใครจะอยู่พรรคไหน นโยบายมีแต่เรื่องตัวเลขสองหลัก จึงไม่เชื่อว่าการเมืองไทยจะเดินต่อไปแบบนี้ได้โดยที่ประชาชนจะเดือดร้อนมากขึ้น ดังนั้น พรรคประชาธิปัตย์ แม้ยังไม่ได้มีการอนุมัติผู้สมัคร สส.แม้แต่เขตเดียว แต่นับถึงวันนี้เราจะบอกว่า ใครที่เชื่อเรื่องสุจริต มีดีในตัว แนวทางที่จะพัฒนาประเทศควรเป็นอย่างไร ขอเชิญชวนท่านให้มาอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะพรรคพร้อม “สร้างคน คนสร้างพรรคและพรรคสร้างประเทศ” นี่คือแนวทางที่พรรคจะเดินหน้า จึงเป็นที่มาของแคมเปญ “สส. ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ” โดยสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ขอย้ำว่า “อย่ารอคนอื่นมาเป็นตัวแทนของท่าน เพราะ สส.ที่ดี คุณเองก็เป็นได้นะ”

เมื่อถามว่า พรรคปชป. จะส่งผู้สมัครครบทุกเขตหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า หากได้รับการตอบรับจากทั่วประเทศ ก็ส่งครบทุกเขตแน่นอน ส่วนกรณีที่สื่อเคยวิเคราะห์ว่า พื้นที่แต่ละพื้นที่ เป็นฐานของพรรคการเมืองต่างๆ ส่วนตัวต้องการที่จะตั้งต้นใหม่ว่า ไม่มีใครเป็นเจ้าของพื้นที่ไหน ไม่มีใครเป็นเจ้าของประชาชน จึงขอเชิญชวนให้ประชาชน ส่งคนดีมาเป็นผู้แทนฯที่ดี ซึ่งส่วนตัวในใจต้องการส่งลงครบทุกเขต เพราะมองว่าพรรคประชาธิปัตย์ ควรเป็นพรรคของการเมืองที่เป็นของประชาชนทุกคน เมื่อถามย้ำว่า การเริ่มต้นการเมืองใหม่ในสภาวะที่ใช้เงินซื้อ-ขายกัน จะสามารถไปได้มากน้อยแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับประชาชนเพราะทราบดีว่าการเลือกตั้งหลายครั้งที่ผ่านมา จากการวิเคราะห์ของหลายฝ่ายพบว่า มีการใช้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ส่วนตัวเชื่อว่า จะมีจุดพลิกผัน ถ้ายังปล่อยการเมืองให้เป็นแบบนี้ เศรษฐกิจ, สังคมจะติดอยู่แบบนี้ตลอดไป และจะเสื่อมโทรมลงด้วยซ้ำ ดังนั้นหากสามารถทำให้ประชาชนมองเห็นอันตรายจากเรื่องเหล่านี้ได้ แม้ไม่มีใครบอกได้ว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ส่วนตัวยืนยันว่า จะเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งที่ไม่ยอมให้การเลือกตั้งเป็นเรื่องของการประมูลซื้อ-ขาย วันนี้บ้านเมืองต้องมองให้เลยคำว่าสโลแกนไปได้แล้ว เพราะต้องเริ่มต้นเอาเรื่องใหญ่ของประเทศมาคุยกัน ทั้งการค้าการลงทุน และรายละเอียดของเศรษฐกิจ,สังคม ภาคส่วนต่างๆ ตนเชื่อว่า หากไม่สร้างเครื่องจักรที่จะนำความเติบโตทางเศรษฐกิจให้ สุดท้ายจะส่งผลให้อีกหลายปัญหาแก้ไขไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นสโลแกน จึงยังไม่ได้ข้อสรุป

เมื่อถามถึงกรณีเลือดเก่าที่ไหลออกจากพรรคนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถือว่าตอนนี้ ตนตั้งต้นจากศูนย์ และส่วนตัวก็ยังไม่ได้อนุมัติผู้สมัครคนใด ดังนั้นคนเก่าจะลาออกไปก็ไม่ว่ากัน เพราะเคารพการตัดสินใจ แต่เชื่อว่า จะมีคนพร้อมที่จะร่วมแนวทางเดียวกันเพียงพอที่จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์เดินต่อไปได้ เมื่อถามถึงกรณีนายเฉลิม ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลาออกและจะนำ สส. บางส่วนไปด้วย จะส่งผลอะไรกับพรรคหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า กว่าจะยุบสภา จำนวน สส. จะเหลือน้อยมาก ตนขอตั้งสมมติฐานใหม่โดยเริ่มต้นใหม่จากปี 2570 เราจะสร้างคน คนสร้างพรรค และพรรคก็จะสร้างบ้านเมืองที่ดีต่อไป ยอมรับว่า สส. ที่จะออกไปได้มาลากับตนแล้ว ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ โดยให้เหตุผลว่า ด้วยความเคารพจะอยู่เลือกหัวหน้าพรรคให้ก่อน แต่คงไม่ได้อยู่ร่วมทำงานด้วยกัน แต่ขณะนี้ที่ยังไม่ลาออกจากพรรค เพราะจะสูญเสียสถานภาพทางกฎหมาย ในฐานะ สส. “ที่เชิญชวนนี่ ไม่ได้ชวนมาสบาย เพราะวันนี้ถ้าไม่เหนื่อยบ้านเมืองก็ไม่ดีขึ้น ชวนมาเหนื่อยชวนมาทุ่มเทกับเราว่า ถึงเวลาแล้วมาทำการเมืองกัน ไม่เหมือนกับการเมืองที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้”

ญี่ปุ่นส่งทหารล่าหมี เร่งแก้ปัญหาหมีทำร้ายคน ปีนี้ตายแล้ว 12 ศพ

ญี่ปุ่นส่งทหารล่าหมี เร่งแก้ปัญหาหมีทำร้ายคน ปีนี้ตายแล้ว 12 ศพ

5 พ.ย. 2568 13:40 น.

ญี่ปุ่นส่งทหารล่าหมี เร่งแก้ปัญหาหมีทำร้ายคน ปีนี้ตายแล้ว 12 ศพ

กองกำลังป้องกันตนเองของญี่ปุ่นลงพื้นที่ปฏิบัติการล่าหมี ในจังหวัดอากิตะ ทางตอนเหนือของประเทศ หลังเกิดเหตุหมีทำร้ายคนถี่ ๆ ทั่วประเทศ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 12 ศพ และบาดเจ็บกว่าร้อยคน 

ทหารพร้อมรถบรรทุกและรถจี๊ปหลายคันลงพื้นที่ช่วยกันปฏิบัติการไล่ล่าหมี ขณะที่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเตือนชาวบ้านให้อยู่แต่ในบ้านหลังพระอาทิตย์ตก ห้ามเข้าใกล้ป่า และพกกระดิ่งไว้ขณะเดินทาง เพื่อป้องกันการเผชิญหน้ากับหมีที่ออกมาหาอาหารใกล้ชุมชน

รัฐบาลญี่ปุ่นยอมรับว่านี่คือสถานการณ์วิกฤตสัตว์ป่าครั้งใหญ่สุดในรอบหลายสิบปี โดยเฉพาะในจังหวัดอากิตะซึ่งพบหมีมากกว่า 8,000 ครั้ง เพิ่มขึ้นกว่า 6 เท่าจากปีก่อน สาเหตุคาดว่าเกิดจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้แหล่งอาหารของหมีในป่าลดลง ผนวกกับปัญหาชนบทที่ประชากรลดฮวบ จนไม่มีนักล่าคอยควบคุมจำนวนสัตว์ป่าเหมือนในอดีต

นายเคอิ ซาโต้ รองหัวหน้าคณะเลขานุการคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวย้ำว่า “เราจะไม่สามารถรอช้าได้อีกต่อไป เพราะจำนวนผู้บาดเจ็บจากหมีเพิ่มขึ้นแทบทุกวัน” พร้อมระบุว่าการเข้าช่วยของทหารถือเป็นการปฏิบัติการพิเศษ เพื่อช่วยขนย้ายและติดตั้งกรงดักหมี ขณะที่การล่าหมีจะมอบหมายให้กับนายพรานมืออาชีพในพื้นที่

ปีนี้จังหวัดอากิตะเพียงแห่งเดียวมีรายงานพบหมีมากกว่า 8,000 ครั้ง เพิ่มขึ้นถึง 6 เท่าจากปีก่อน ส่วนเมืองคะซุโนะที่เพิ่งถูกส่งกำลังเข้าช่วย เป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังที่มีทั้งบ่อน้ำพุร้อน ภูเขาสวยงาม และสวนแอปเปิ้ล แต่ตอนนี้กลับต้องเผชิญกับวิกฤตหมีป่า

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มีเหตุหมีบุกทำร้ายคนถึงในซูเปอร์มาร์เก็ต ป้ายรถเมล์ และรีสอร์ตน้ำพุร้อน สร้างความหวาดกลัวไปทั่วญี่ปุ่น โดยเมื่อราว 10 ปีก่อน ญี่ปุ่นเคยใช้กองทัพช่วยควบคุมสัตว์ป่ามาก่อน โดยใช้เฮลิคอปเตอร์ลาดตระเวนล่ากวางป่าที่สร้างความเสียหายให้พื้นที่เพาะปลูก แต่ครั้งนี้ถือเป็นการระดมทหารครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นยุคใหม่เพื่อรับมือกับหมีป่าบุกเมือง

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หมีทำร้ายคน

ฮ่องกงอายัดทรัพย์ 11,500 ล้าน โยง Prince Group ของ “เฉิน จื้อ”

ฮ่องกงอายัดทรัพย์ 11,500 ล้าน โยง Prince Group ของ "เฉิน จื้อ"

5 พ.ย. 2568 12:44 น.

ฮ่องกงอายัดทรัพย์ 11,500 ล้าน โยง Prince Group ของ “เฉิน จื้อ”

ทางการฮ่องกง แถลงเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (4 พ.ย.) ว่าได้ดำเนินการอายัดทรัพย์สินมูลค่า 2,750 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง (ประมาณ 11,500 ล้านบาท) ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรข้ามชาติ ซึ่งสื่อท้องถิ่นระบุว่าเป็น “Prince Group” ที่บริหารโดยนายเฉิน จื้อ นักธุรกิจชาวจีน-กัมพูชา

Prince Group ซึ่งมีฐานอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ถูกกล่าวหาว่าดำเนินการ “ศูนย์สแกมเมอร์ขนาดใหญ่ โดยใช้แรงงานที่ถูกค้ามนุษย์มาหลอกลวงเหยื่อจากทั่วโลก โดยนายเฉิน จื้อ วัย 38 ปี ได้ถูกศาลสหรัฐฯ ฟ้องร้องในข้อหาสมคบคิดฉ้อโกงทางโทรศัพท์ และสมคบคิดฟอกเงิน 

ตำรวจฮ่องกงเปิดเผยว่า การอายัดทรัพย์สินครั้งนี้เกี่ยวข้องกับขบวนการที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนร่วมในการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมข้ามพรมแดนระหว่างประเทศ และกิจกรรมการฟอกเงิน โดยอ้างอิงจากข้อมูลข่าวกรองที่รวบรวมได้จากหลายแหล่ง

ทรัพย์สินที่ถูกอายัดประกอบด้วย เงินสด, หุ้น และกองทุน ที่ถือครองโดยบุคคลและนิติบุคคล ซึ่งเชื่อว่าเป็น เงินที่ได้จากการก่ออาชญากรรม ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจไม่ได้ระบุชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องโดยตรง และยังไม่มีการจับกุมใด ๆ ในปฏิบัติการนี้ แต่หน่วยงานสืบสวนและข่าวกรองทางการเงินของฮ่องกงยังคงดำเนินการสอบสวนต่อไป

รายงานระบุว่า บริษัทฮ่องกงอย่างน้อย 18 แห่ง ถูกสหรัฐฯ ขึ้นบัญชีดำเนื่องจากความเชื่อมโยงกับ Prince Group ซึ่งรวมถึงบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สองแห่ง ได้แก่ Khoon Group และ Geotech Holdings

การดำเนินการของฮ่องกงเกิดขึ้นภายหลังที่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ได้ประกาศคว่ำบาตรเครือข่ายข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ไปเมื่อเดือนตุลาคม โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่านี่เป็นการดำเนินการครั้งใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพุ่งเป้าไปที่บุคคล 146 คนภายในเครือข่าย Prince Group

นอกจากนี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อัยการไต้หวันก็ได้ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย 25 คน และยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับ Prince Group มูลค่า 4.5 พันล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 4,734 ล้านบาท) ซึ่งรวมถึงรถยนต์หรู 26 คัน, อสังหาริมทรัพย์ และบัญชีธนาคาร ที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและการบังคับใช้แรงงาน

ขณะที่ ทางการสิงคโปร์ก็เพิ่งยึดทรัพย์สินที่เชื่อมโยงกับ Prince Group ไปกว่า 150 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งรวมถึงอสังหาริมทรัพย์ 6 แห่ง บัญชีธนาคาร บัญชีหลักทรัพย์ และเงินสด.

ที่มา CNA

จีนยืนยันขยายเวลา “ระงับ” ภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ 24% คงไว้แค่ 10%

จีนยืนยันขยายเวลา "ระงับ" ภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ 24% คงไว้แค่ 10%

5 พ.ย. 2568 12:16 น.

จีนยืนยันขยายเวลา “ระงับ” ภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ 24% คงไว้แค่ 10%

กระทรวงการคลังจีนออกแถลงการณ์ว่า คณะรัฐมนตรีจีนได้ตัดสินใจขยายเวลาการระงับการเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติมในอัตราร้อยละ 24 สำหรับสินค้าจากสหรัฐอเมริกา ออกไปอีกเป็นเวลา 1 ปี โดยจะยังคงเก็บภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 10 ไว้ตามเดิม

แถลงการณ์ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของกระทรวงการคลังระบุว่า การระงับภาษีเพิ่มเติมร้อยละ 24 ต่อสินค้าสหรัฐฯ จะมีผลต่อเนื่องไปอีกหนึ่งปี ขณะที่อัตราภาษีร้อยละ 10 จะยังคงอยู่ การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตาม “ฉันทามติที่บรรลุในการหารือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างจีน-สหรัฐฯ” และจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายนนี้

การประกาศดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ได้จัดการเจรจาในเกาหลีใต้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งส่งผลให้มีการยืดหยุ่นข้อตกลงสงบศึกทางการค้าออกไปเป็นเวลาหนึ่งปี

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (4 พ.ย.) ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามรับรองข้อตกลงอย่างเป็นทางการ โดยรัฐบาลสหรัฐฯ จะลดภาษีนำเข้าเพิ่มเติมที่เก็บจากสินค้าจีนจากร้อยละ 20 ลงเหลือร้อยละ 10 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 10 พฤศจิกายนเช่นกัน

ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกได้เพิ่มสูงขึ้นในปีนี้ โดยทั้งสองฝ่ายต่างขึ้นภาษีตอบโต้กันและกันในอัตราที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่ง ภาษีนำเข้าของทั้งสองฝ่ายเคยแตะระดับที่สูงถึงสามหลัก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการค้าอย่างมาก

นับตั้งแต่นั้นมา ทั้งสองประเทศก็ได้เข้าสู่ช่วงสงบศึกที่ไม่ราบรื่น ขณะที่ผู้นำทางเศรษฐกิจระดับสูงได้พบปะหารือกันหลายครั้งในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้จะยังคงมีความตึงเครียดเกี่ยวกับประเด็นการควบคุมการส่งออกและประเด็นอื่น ๆ

ในแถลงการณ์แยก จีนยังระบุด้วยว่าจะยกเลิกภาษีในอัตราร้อยละ 15 สำหรับสินค้าเกษตรกรรมบางชนิดของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงถั่วเหลืองด้วย.


ที่มา AFP

“อนุทิน” ยัน 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ ตามไทม์ไลน์ บอกเป็นนายกฯ แล้วก็เป็นไปตลอด

“อนุทิน” ยัน 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ ตามไทม์ไลน์ บอกเป็นนายกฯ แล้วก็เป็นไปตลอด

5 พ.ย. 2568 11:50 น.

“อนุทิน” ยัน 31 ม.ค. 69 ยุบสภาฯ ตามไทม์ไลน์ บอกเป็นนายกฯ แล้วก็เป็นไปตลอด

“นายกฯ อนุทิน” ยันยุบสภาฯ 4 เดือน ตามสัญญาที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน 31 ม.ค. ลั่นไม่ยอมให้ใครด่าฟรี บอกเป็นนายกฯ แล้วก็เป็นไปตลอด แต่จะฝากอะไรไว้

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 ที่ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย แสดงวิสัยทัศน์ ในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 ในหัวข้อ “Thailand’s Next Frontier : A National Economic Vision วิสัยทัศน์ประเทศไทยในโลกใหม่” ในรูปแบบการสัมภาษณ์ เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่าจะยุบสภา 4 เดือน ตามเอ็มโอเอ ที่ทำไว้กับพรรคประชาชนหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า 4 เดือนคือสิ่งที่เราได้สัญญาไว้กับพรรคประชาชน เพราะมองกันว่าบ้านเมืองในขณะนั้นการยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่คืนอำนาจให้ประชาชนน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด พรรคที่เป็นรัฐบาลตอนนั้นมีข้อสงสัยว่านายกฯรักษาราชการยุบสภาฯหรือไม่ จึงต้องมีวิธีการดำเนินการให้มีการยุบสภาฯ เราเล่นตามกติกาพรรคประชาชนมี สส. มากกว่าเรา แต่เขาไม่มีแคนดิเดตนายกฯ เมื่อต้องเลือกตั้งคืนอำนาจให้ประชาชนจึงเป็นที่มาของเอ็มโอเอ เมื่อถามว่ายืนยันตามไทม์ไลน์เดิมหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ตนยืนยันตลอดไม่เคยเปลี่ยน มีคนเยอะแยะมาบอกว่าจะมีเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ เอาเป็นข้ออ้างได้ ตนรับฟังแต่รับรองไม่ปฏิบัติตาม เพราะพรรคประชาชนทำให้ตนเป็นนายกฯ ตนต้องรักษาสัญญาที่มีไว้ เมื่อครบสี่เดือนก็ต้องยุบสภาฯ เมื่อถามถึงกระแสข่าวจะยุบสภาฯก่อนหากมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็ต้องดูสถานการณ์ในแต่ละช่วงเวลา การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะอภิปรายโดยวัตถุประสงค์อะไร เราต้องดูไทม์ไลน์กว่าจะยื่นอภิปรายได้สภาฯเปิดสมัยประชุมเดือนธ.ค. ตั้งใจยุบสภาฯวันที่ 31 ม.ค.อยู่แล้ว คนคงไม่ปล่อยให้ใครมาด่ารัฐบาลเล่นๆฟรีๆ หากเป็นเกมการเมือง รัฐบาลสู้เกมการเมืองไม่ได้ก็ยุบสภาไปห่างแค่เดือนเดียวคงไม่ทำให้เกิดความแตกต่างอะไร

เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าพร้อมหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ตนพร้อมตั้งแต่เขาเอาออกจากรัฐบาล และการประชุม สส. พรรคภูมิใจไทยวาระแรกหลังเข้ามาเป็นรัฐบาลในปี 66 คือบอกให้เตรียมตัวเลือกตั้งเพราะมันเกิดขึ้นได้ทุกวัน บอกสมาชิกพรรคว่าเลือกตั้งเกิดขึ้นได้เสมอ หากพรุ่งนี้เลือกตั้งก็ต้องพร้อม เมื่อถามว่าพร้อมกลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งหรือไม่ นายอนุทินกล่าวติดตลกว่า ก็ดีเหมือนกันเป็นนายกฯ ตอนนี้ตนเป็นนายกฯแล้ว ตอนที่ยังไม่เป็นยังกลัวๆกล้าๆ แต่พอเป็นแล้วเห็นสิ่งที่สามารถทำได้ให้กับบ้านเมืองด้วยความเป็นนายกฯ หากเราทำได้ดีจะเป็นยาวเป็นสั้นไม่ได้มีความสำคัญ สำหรับตนเป็นแล้วก็คือเป็น ตั้งแต่ปี 47-49 ที่ตนได้เป็นรัฐมนตรีแล้วมีการรัฐประหาร ตนออกไปจากการเมือง 13-14 ปี คนที่ไม่สนิทกันมากเขาก็เรียกตนเป็นรัฐมนตรีทุกคำ วันนี้ต่อให้ตนเป็นนายกฯ 3-4 เดือน คนก็เรียกตนว่านายกฯเหมือนที่ตนเรียกนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ หรือนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ว่าท่านนายกฯ แต่อยู่ที่ว่าเวลาที่มีอยู่ทำอะไรให้มันปังไปสักอัน เป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์กับบ้านเมืองเป็นภาพจำ ได้กลับหรือไม่กลับเราก็ถือว่าบอกตัวเองได้แล้วว่าความเป็นนายกฯทำสิ่งอะไรไว้

สุดสลด น้ำป่าซัดเด็กอินโดนีเซียดับ 15 ราย ยังสูญหายอีก 8 ฝนยังถล่มไม่หยุด

สุดสลด น้ำป่าซัดเด็กอินโดนีเซียดับ 15 ราย ยังสูญหายอีก 8 ฝนยังถล่มไม่หยุด

5 พ.ย. 2568 11:11 น.

สุดสลด น้ำป่าซัดเด็กอินโดนีเซียดับ 15 ราย ยังสูญหายอีก 8 ฝนยังถล่มไม่หยุด

เกิดเหตุสุดสลดในจ.ปาปัว อินโดนีเซีย เมื่อเด็กอย่างน้อย 15 คนถูกกระแสน้ำป่าซัดเสียชีวิต ขณะพยายามข้ามแม่น้ำในหมู่บ้านห่างไกล ขณะที่เด็กอีก 8 คนที่ยังสูญหาย จากเหตุคล้ายกันในหมู่บ้านใกล้เคียง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ที่หมู่บ้านดาล เขตนดูกา หลังฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้แม่น้ำเอ่อล้นตลิ่งและไหลเชี่ยวพัดกลุ่มเด็กอายุระหว่าง 8–17 ปีไปต่อหน้าต่อตาผู้คนในพื้นที่ โดย พ.ต.อ.อัลเฟรโด อากุสตินุส รุมเบียก หัวหน้าตำรวจท้องถิ่นเผยว่า พบศพแล้วเพียง 1 ราย ส่วนที่เหลือยังคงสูญหาย

ขณะเดียวกัน เด็กอีก 8 คนในหมู่บ้านใกล้เคียงก็ถูกน้ำป่าซัดหายไปในวันเดียวกัน หลังพยายามข้ามแม่น้ำกับพ่อแม่ ทว่ากระแสน้ำที่เชี่ยวกรากได้แยกพวกเขาออกจากครอบครัว เจ้าหน้าที่กู้ภัยระบุว่าการค้นหาทำได้ยาก เนื่องจากพื้นที่เป็นภูเขาสูงและอยู่ในเขตพื้นที่สีแดง ซึ่งเป็นพื้นที่ขัดแย้งระหว่างกองทัพอินโดนีเซียกับกลุ่มแบ่งแยกดินแดนปาปัว

ด้านสำนักงานบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติอินโดนีเซีย (BNPB) ได้ออกคำเตือนให้ประชาชนในหลายพื้นที่ของปาปัวเตรียมพร้อมรับมือ น้ำท่วมและฝนตกหนักที่จะเกิดขึ้นอีกในหลายวันข้างหน้า

ทั้งนี้ เขตนดูกานับเป็นพื้นที่อ่อนไหวของอินโดนีเซีย เพราะเคยเกิดเหตุรุนแรงหลายครั้ง รวมถึงเหตุโจมตีคนงานก่อสร้างสะพานที่เสียชีวิตนับสิบรายในปี 2018 และเหตุลักพาตัวนักบินชาวนิวซีแลนด์ในปี 2023 ซึ่งถูกปล่อยตัวหลังถูกควบคุมตัวนานกว่า 19 เดือน.

ที่มา : channelnewsasia

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ อินโดนีเซีย

“คิม จองอึน” เดือด ตรวจการก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์การศึกษาสร้างล่าช้า สั่งเร่งให้เสร็จภายในปีนี้

"คิม จองอึน" เดือด ตรวจการก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์การศึกษาสร้างล่าช้า สั่งเร่งให้เสร็จภายในปีนี้

5 พ.ย. 2568 10:32 น.

“คิม จองอึน” เดือด ตรวจการก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์การศึกษาสร้างล่าช้า สั่งเร่งให้เสร็จภายในปีนี้

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือ ลงพื้นที่กรุงเปียงยางตรวจไซต์ก่อสร้างโรงงานผลิตอุปกรณ์เรียนและสื่อการสอน ตำหนิเจ้าหน้าที่รัฐทำงานล่าช้าจนไร้ความคืบหน้าหลายปี สั่งเร่งสร้างให้เสร็จภายในสิ้นปี 2568

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ลงตรวจสอบความคืบหน้าการก่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องเขียนและอุปกรณ์การศึกษาในกรุงเปียงยาง เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

ระหว่างการตรวจเยี่ยม นายคิมแสดงความไม่พอใจอย่างหนัก พร้อมตำหนิเจ้าหน้าที่คณะรัฐมนตรีและกระทรวงศึกษาธิการที่ปล่อยให้โครงการล่าช้า โดยชี้ว่า พรรคแรงงานเกาหลีได้เน้นย้ำเรื่องการเสริมสร้างฐานวัสดุด้านการศึกษาในที่ประชุมพรรคมาหลายปี แต่โรงงานเหล่านี้กลับไม่มีความคืบหน้าตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จนถึงกลางปีนี้จึงเริ่มดำเนินการจริง

ผู้นำเกาหลีเหนือระบุว่า ความล่าช้าเกิดจาก ทัศนคติและแนวคิดที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหน้าที่ และสั่งให้ปัญหานี้ถูกหยิบยกขึ้นพิจารณาอย่างจริงจังในที่ประชุมพรรคแรงงานครั้งต่อไป ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนหน้า พร้อมกันนี้ นายคิมได้ชื่นชมทหารที่ถูกระดมมาช่วยก่อสร้าง พร้อมกล่าวว่า โรงงานผลิตอุปกรณ์การศึกษาเป็นโรงงานสำคัญที่จะทำให้สามารถจัดหาให้กับทั่วประเทศได้ 

นอกจากนี้ เขายังสั่งกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับวัยและสรีระของนักเรียน พร้อมกำหนดกรอบเวลาว่าต้องสร้างแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2568 เพื่อให้โรงงานสามารถเดินเครื่องผลิตได้ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า

ทั้งนี้ โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในความพยายามของรัฐบาลเกาหลีเหนือในการยกระดับระบบการศึกษา แม้ประเทศจะยังเผชิญภาวะเศรษฐกิจและการคว่ำบาตรจากนานาชาติก็ตาม.