ธนกรเชื่อ ผู้นำพรรคคือตัวชี้ขาดชนะเลือกตั้ง ชูนโยบายภูมิใจไทย

ธนกรเชื่อ ผู้นำพรรคคือตัวชี้ขาดชนะเลือกตั้ง ชูนโยบายภูมิใจไทย

ธนกรเชื่อ ผู้นำพรรคคือตัวชี้ขาดชนะเลือกตั้ง ชูนโยบายภูมิใจไทย

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.33 น.

“ธนกร” เชื่อ ผู้นำพรรคคือตัวชี้ขาดชนะเลือกตั้ง ชูนโยบาย “ภูมิใจไทย” พร้อมทุกมิติ เน้นปฏิบัติจริง ผลลัพธ์จับต้องได้เป็นรูปธรรม วอนคนไทยเลือกกลับมาเป็นรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศต่อเนื่อง ไม่ให้ประเทศต้องสะดุดจากการเปลี่ยนแกนนำรัฐบาลบ่อยๆ

นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมในการเลือกตั้งว่า แม้วันนี้อาจจะมีบางฝ่ายออกมาประเมินว่า การเลือกตั้งครั้งนี้กระแสจะกลายเป็นตัวชี้ขาด แต่เท่าที่ตนมองเชื่อว่า เรื่องของผู้นำพรรคการเมืองคนไหนมาแรงน่าจะเป็นตัวที่ชี้ขาดมากกว่า โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยนั้น ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาสามารถพูดได้เลยว่า ท่านทุ่มเททำงานให้พี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่ วันนี้พรรคภูมิใจไทยภายใต้การนำของท่านนายกฯ พยายามทำให้ประชาชนเห็นอย่างเป็นรูปธรรมมาตลอดว่า นโยบายต่างๆ ที่พรรคพูดไปทุกอย่างนั้น เรานำไปสู่การปฏิบัติและเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง พรรคเตรียมพร้อมนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประเทศและประชาชนในทุกด้าน ขอให้ประชาชนเชื่อมั่นในพรรคภูมิใจไทยว่า เราทำได้จริง ทำได้เร็ว ทำได้เลย

เมื่อถามถึงจุดแข็งของนโยบายของพรรคภูมิใจไทย นายธนกร กล่าวว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทยมีจุดแข็งสำคัญคือ พรรคมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนมากกว่าการตอบโต้สาดโคลนกันทางการเมือง รวมถึงการสานต่อนโยบายที่เข้าถึงประชาชนและได้รับความชื่นชอบอย่างแท้จริง จึงทำให้พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่เน้นการปฏิบัติจริงและผลลัพธ์ที่จับต้องได้เป็นรูปธรรม ดังนั้น เชื่อว่านโยบายของพรรคจะตอบโจทย์ประชาชนที่วันนี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขาเบื่อหน่ายความขัดแย้งทางการเมือง ที่วันๆ เอาแต่สาดโคลน เล่นเกมการเมืองเพื่อประโยชน์ตัวเองมากกว่าปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนเต็มทีแล้ว

“พรรคภูมิใจไทยไม่ใช่พรรคบ้านใหญ่ แต่เป็นพรรคของคนไทยทุกบ้าน มีทีมเศรษฐกิจที่มีความรู้มากมายอย่างท่านศุภจี และท่านเอกนิติแคนดิเดตนายกฯ อีกท่านที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องต่างประเทศ เราจึงเสนอนโยบายเพื่อแก้ปัญหาปากท้องประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เพื่อใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง วันนี้เราแสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะกลับมาเป็นรัฐบาลอีกครั้ง เพื่อบริหารประเทศอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้ประเทศต้องสะดุดจากการเปลี่ยนแกนนำรัฐบาลบ่อยครั้ง เพราะวันนี้พี่น้องประชาชนคาดหวังไว้อย่างสูงกับการทำงานของพรรคภูมิใจไทย ดังนั้น เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากทุกนโยบายต้องพร้อมในทุกด้าน และต้องยกระดับเพิ่มขึ้นด้วย ตามสโลแกนที่ว่า พูดแล้วทำ พลัส” นายธนกร กล่าว

ชลัฐลั่น! ภูมิใจไทยยุคใหม่ ไม่ยึดติดอุดมการณ์เก่า พร้อมรับนโยบายดีจากทุกฝ่าย

ชลัฐลั่น! ภูมิใจไทยยุคใหม่ ไม่ยึดติดอุดมการณ์เก่า พร้อมรับนโยบายดีจากทุกฝ่าย

ชลัฐลั่น! ภูมิใจไทยยุคใหม่ ไม่ยึดติดอุดมการณ์เก่า พร้อมรับนโยบายดีจากทุกฝ่าย

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.24 น.

“ชลัฐ” ย้ำจุดยืน “ภูมิใจไทย” ไม่ยึดติดพรรค-อุดมการณ์ พร้อมเปิดรับนโยบายที่ดีจากทุกฝ่ายเพื่อประชาชน หากได้เป็นแกนนำรัฐบาล

นายชลัฐ  รัชกิจประการ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย โพสต์คลิปวิดีโอกล่าวถึงอุดมการณ์และนโยบายของพรรคภูมิใจไทย ว่า พรรคภูมิใจไทยมีนโยบายชัดเจน ไม่ยึดติดกับพรรคใดพรรคหนึ่ง และไม่ได้ยึดติดกับอุดมการณ์แบบตายตัว โดยพร้อมเปิดรับนโยบายที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนจากทุกฝ่าย เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศ มากกว่าการยึดติดกับกรอบแนวคิดเดิมที่ไม่สามารถตอบโจทย์การพัฒนาประเทศได้ หากได้รับโอกาสจากประชาชนให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

“เราไม่ยึดติดกับพรรคใด พรรคหนึ่ง และไม่ได้ยึดติดกับอุดมการณ์ เพราะหากคุณยังยึดติดกับอุดมการณ์ที่มากเกินไป และนโยบายที่เหลือไม่ถูกปรับ จะนำมาพัฒนาได้อย่างไร“ นายชลัฐ กล่าวและว่า เราให้ความสำคัญกับนโยบายที่ดีต่อประชาชน ถ้าเราได้เป็นแกนนำรัฐบาล เราพร้อมที่จะเอามาร่วมอยู่ในนโยบายของเรา

สมช ร่อนแถลงการณ์ แจง 7 ประเด็น หากถูก เขมร ละเมิดใช้สิทธิในการป้องกันตนเอง

สมช ร่อนแถลงการณ์ แจง 7 ประเด็น หากถูก เขมร ละเมิดใช้สิทธิในการป้องกันตนเอง

สมช ร่อนแถลงการณ์ แจง 7 ประเด็น หากถูก เขมร ละเมิดใช้สิทธิในการป้องกันตนเอง

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 12.07 น.

วันนี้ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ได้เผยแพร่ แถลงการณ ถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา 7 ข้อ ว่า

1.สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของสภาความมั่นคงเเห่งชาติ ซึ่งมี นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ยินดีกับแถลงการณ์ร่วม (Joint Statement) ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการประชุม คณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee : GBC) ไทย – กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ ๓/๒๕๖๘ ที่สะท้อนให้เห็นความจริงใจและเจตนารมณ์ของไทยในการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธีผ่าน กรอบความร่วมมือระดับทวิภาคีที่ทั้งสองประเทศมีร่วมกัน โดยแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวดำเนินการภายใต้ กรอบที่สภาความมั่นคงและคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๖๘

สมช. ร่อนแถลงการณ์

2.สมช. ขอยืนยันว่าการลงนามในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวเป็นผลจาก การพิจารณาและตัดสินใจร่วมกัน ของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองชีวิต ความปลอดภัย และความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่และประชาชน ทั้งนี้ ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในหลักการ แห่งสันติภาพและการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ประเทศไทยถูกละเมิดอธิปไตย หรือถูกรุกรานอีกครั้ง ประเทศไทยมีความจำเป็นและมีสิทธิอันชอบธรรมในการใช้สิทธิในการป้องกัน ตนเองตามหลักความจำเป็นและได้สัดส่วน ภายใต้กรอบของกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมาย ระหว่างประเทศ  ซึ่งประเทศไทยได้ปฏิบัติตามพันธกรณีดังกล่าวมาโดยตลอดอย่างเคร่งครัดและสม่ำเสมอ

3.ประเด็นการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไทย – กัมพูชา

– ที่ผ่านมารัฐบาล กองทัพ ภายใต้การสนับสนุนของประชาชน ได้ร่วมกันทำหน้าที่ในการปกป้อง อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนอย่างสุดความสามารถ ซึ่ง สมช. ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อความสูญเสียของเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และประชาชนผู้บริสุทธิ์ อย่างไรก็ดี สมช. มีการบูรณาการ ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐ และประชาชนอย่างเหมาะสม ครอบคลุม และต่อเนื่อง ตลอดจนดูแลความเป็นอยู่และความปลอดภัย ของประชาชนในพื้นที่อย่างเต็มที่

สมช. ร่อนแถลงการณ์

4.ประเด็นด้านมนุษยธรรม

– ที่ผ่านมา ประเทศไทยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและ กฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองชีวิต ศักดิ์ศรี และความปลอดภัย ของบุคคลที่ไม่เข้าร่วมการสู้รบเป็นหลัก จึงนำมาซึ่งการปล่อยตัวเชลยศึกกัมพูชาจำนวน ๑๘ คน ในวันนี้ ตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติครั้งที่ ๑๘/๒๕๖๘ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทย ในการปฏิบัติตามหลักมนุษยธรรมและพันธกรณีระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด

– ประเทศไทยคาดหวังให้กัมพูชา แสดงท่าทีและบทบาทอย่างเป็นรูปธรรมในการปฎิบัติตามหลัก กฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรมในลักษณะเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ส่งผล กระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยของประชาชน เช่น การคุ้มครองสวัสดิภาพและอำนวยความสะดวก คนไทยในกัมพูชาให้กลับประเทศได้อย่างปลอดภัย การป้องกันอันตรายจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคล เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์สูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งนี้ กัมพูชาต้องแสดงความจริงใจในการร่วมมือและเร่งรัด การเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่เสี่ยงอย่างจริงจัง

ขอย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการสำคัญของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่าง ประเทศ ได้แก่ หลักการแบ่งแยกพลรบกับพลเรือน (Principle of Distinction) หลักความได้สัดส่วน (Proportionality) และหลักมนุษยธรรม (Humanity) รวมถึงเป็นไปตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ สะสม ผลิต และโอนทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และการทำลายทุ่นระเบิดดังกล่าว (Ottawa Convention) ซึ่งมุ่งหมายให้รัฐภาคีงดการใช้และการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อพลเรือนดำเนินการเก็บกู้ ทุ่นระเบิดอย่างเป็นระบบและป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียต่อทุกฝ่ายในอนาคต

– เห็นว่าการยึดมั่นในหลักมนุษยธรรมและการปฏิบัติตามพันธกรณีตามอนุสัญญาดังกล่าวอย่าง จริงใจ จะเป็นรากฐานสำคัญในการสร้าง ความไว้วางใจ สันติภาพ และความปลอดภัยอย่างยั่งยืน ตามแนวชายแดนและในภูมิภาคโดยรวม

สมช. ร่อนแถลงการณ์

5.ประเด็นการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ และการหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต

– เมื่อวันที่ ๑๗ – ๑๘ ธันวาคม ๒๕๖๘ กระทรวงการต่างประเทศของไทยร่วมกับสำนักงานว่าด้วย ยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) จัดการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยหุ้นส่วน ระดับโลกเพื่อต่อต้านอาชญากรรมหลอกลวงทางอินเทอร์เน็ต (International Conference on the Global Partnership against Online Scams) โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า ๖๐ ประเทศ ซึ่งไทยถือว่าปัญหา ดังกล่าวเป็นภัยคุกคามร้ายแรงและเป็นปัญหาร่วมของประชาคมระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณ นานาประเทศที่สนับสนุนบทบาทของไทยในเวทีดังกล่าว อย่างไรก็ดี เป็นที่น่าเสียดายที่กัมพูชาไม่ได้ เข้าร่วมการประชุมฯ

– ที่ผ่านมา สำนักงานตำรวจแห่งชาติของไทยได้จัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อการความร่วมมือในการป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติรวมถึงการหลอกลวงทางไซเบอร์และการค้ามนุษย์ร่วมกับกัมพูชา แต่การดำเนินการยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก จึงต้องการเห็นกัมพูชาร่วมมือในการดำเนินการปราบปราม อาชญากรรมดังกล่าวอย่างเด็ดขาดและเป็นรูปธรรม เพื่อความมั่นคงของภูมิภาค

6. ประเด็นเขตแดน

– การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจะดำเนินการภายใต้กลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย – กัมพูชา ซึ่งไทยปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ เเละสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้อง และยึดถือตาม แผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ เป็นหลัก เนื่องจากมีความชัดเจน ถูกต้องแม่นยำ สอดคล้องกับภูมิประเทศจริง และลากเส้นตามฐานของกฎหมายระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม การประชุม JBC ที่จะมีขึ้นในอนาคต จำเป็นต้องคำนึงถึงเงื่อนไขและห้วงเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลรักษาการ ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลในอนาคตที่จะพิจารณาการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวต่อไป ซึ่งอาจมีการทบทวน บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วย การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (MOU 43) จึงต้องคำนึงถึงเง่ือนไขในอนาคตด้วย

สมช. ร่อนแถลงการณ์

7.สุดท้ายนี้ ยืนยันว่าประเทศไทยจะดำรงการปฏิบัติตามแถลงการณ์ร่วมฯ ตราบเท่าที่กัมพูชาจะดำเนินการ ตามแถลงการณ์ร่วมฯ ดังกล่าวเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ทหารจะดำรงความพร้อมที่จะปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน ความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติ ตลอดจนความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน เป็นสำคัญ

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก Army Military Force 

อภิสิทธิ์ ขอให้คนไทยสุขสมหวัง ชวนร่วม ปชป ทำการเมืองสุจริตพาประชาชนหายจน

อภิสิทธิ์ ขอให้คนไทยสุขสมหวัง ชวนร่วม ปชป ทำการเมืองสุจริตพาประชาชนหายจน

อภิสิทธิ์ ขอให้คนไทยสุขสมหวัง ชวนร่วม ปชป ทำการเมืองสุจริตพาประชาชนหายจน

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.07 น.

วันนี้ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568 นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ อวยพรประชาชน เนื่องในโอกาสวันส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ โดยขอให้ทุกสิ่งที่ประชาชนต้องทนผ่านพ้นไปด้วย และขอให้เริ่มต้นในปี 2569 ด้วยความหวัง ความหวังที่จะมีมีชีวิตที่ดี มีความสุข ความสมหวัง ความสำเร็จสำหรับทุก ๆ คน ซึ่งไม่เป็นเพียงแต่การตั้งความหวัง และเชิญชวนมาร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ ทำการเมืองสุจริต นำบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถของพรรคฯ ไปรับใช้ประชาชน เพื่อให้ประเทศไทยหายจน คนไทยหายจน ในปีใหม่ 2569 นี้

อภิสิทธิ์

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมงาน Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมงาน Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026

‘กรมส่งเสริมการเกษตร’ ร่วมงาน Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026

วันอังคาร ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.59 น.

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมหม่อนไหม รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมนายสุริยะ คำปวง รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมพิธีเปิดกิจกรรม ในงาน Amazing Thailand Phayao Countdown Flora Fest 2026 ณ บริเวณถนนสายท่องเที่ยวเกษตรงามริมกว๊านพะเยา โดยงานจะเริ่มให้นักท่องเที่ยว เข้าชมตั้งแต่วันที่ 28 – 31 ธันวาคม 2568

ทั้งนี้ ในส่วนของกรมส่งเสริมการเกษตร เชิญชวนนักท่องเที่ยวเข้ามารับชมทุ่งดอกไม้ 5 สายพันธุ์พร้อมรับของที่ระลึกตลอดการจัดงาน สำหรับพื้นที่จัดแสดง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมบูรณาการทุกหน่วยงานการจัดงานครั้งนี้

-(016)

อย. และ FoSTAT เปิดตัว ‘Smart Kids with Good Health’ เดินหน้าปลูกฝังเยาวชน ฉลาดเลือก กินดี สุขภาพดี

อย. และ FoSTAT เปิดตัว ‘Smart Kids with Good Health’  เดินหน้าปลูกฝังเยาวชน ฉลาดเลือก กินดี สุขภาพดี

อย. และ FoSTAT เปิดตัว ‘Smart Kids with Good Health’ เดินหน้าปลูกฝังเยาวชน ฉลาดเลือก กินดี สุขภาพดี

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และ สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) เปิดตัว “Smart Kids with Good Health” ส่งเสริมโรงเรียนต้นแบบ อย.น้อย เดินหน้าสร้างเยาวชนไทยกินดี สุขภาพดี

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีประกาศความร่วมมือ ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) เพื่อขับเคลื่อนการเสริมสร้างความรู้ด้านอาหารและโภชนาการแก่เยาวชนไทย ผ่านกิจกรรม “Smart Kids with Good Health” มุ่งส่งเสริมโรงเรียนต้นแบบ อย.น้อย ปลูกฝังเยาวชน ฉลาดเลือก กินดี สุขภาพดี วางรากฐานการดูแลสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเรียน และต่อยอดสู่คุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข ขับเคลื่อนนโยบาย “รอบรู้ เพื่ออยู่อย่างมีคุณภาพชีวิต” โดยยึดหลัก 3 รู้ อยู่รอด คือ รอบรู้ข้อมูลสุขภาพที่ถูกต้อง ตระหนักรู้สถานะสุขภาพของตนเอง และรอบรู้วิธีแก้ปัญหาสุขภาพ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

“การประกาศความร่วมมือระหว่าง อย. และ FoSTAT ในวันนี้ สะท้อนถึงพลังของการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ในการร่วมกันสร้างสังคมแห่งสุขภาวะที่ดีอย่างยั่งยืน มุ่งยกระดับทักษะชีวิตเพื่อสุขภาวะ (Life Skills for Wellbeing) ของเยาวชนไทย ผ่านการเสริมสร้างความรู้ด้านความปลอดภัยอาหารและโภชนาการที่ถูกต้อง ควบคู่กับการพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อสุขภาวะอย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ ถ่ายทอดต่อ และร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมแห่งการบริโภคอย่างมีความรู้ มีความรับผิดชอบ และเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว” นายพัฒนา กล่าว

เภสัชกรหญิงสุภัทรา บุญเสริม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเครือข่ายโรงเรียน อย.น้อย อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรอบรู้ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพแก่เยาวชนไทย ผ่านการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาควิชาการ สำหรับกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือภายใต้บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย (FoSTAT) โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ดำเนินกิจกรรม “Smart Kids with Good Health” นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับกิจกรรม อย.น้อย ในโรงเรียน เพื่อขับเคลื่อนนำไปสู่การพัฒนาเป็นนักสื่อสารผลิตภัณฑ์สุขภาพรุ่นใหม่

‘บิ๊กซี ราชดำริ’ ส่งผ่านความมงคลทุกมิติรับปีใหม่ ด้วยพลังและศรัทธาจาก ‘ครอบครัวมหาเทพ’

‘บิ๊กซี ราชดำริ’ ส่งผ่านความมงคลทุกมิติรับปีใหม่ ด้วยพลังและศรัทธาจาก ‘ครอบครัวมหาเทพ’

‘บิ๊กซี ราชดำริ’ ส่งผ่านความมงคลทุกมิติรับปีใหม่ ด้วยพลังและศรัทธาจาก ‘ครอบครัวมหาเทพ’

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ท่ามกลางจังหวะชีวิตอันเร่งรีบของย่านราชดำริ ใจกลางกรุงเทพมหานคร มีพื้นที่หนึ่งที่ผู้คนจำนวนมากเลือกหยุดพัก ไม่ใช่เพียงเพื่อการจับจ่ายใช้สอย หากแต่เพื่อ “ตั้งจิต ตั้งใจ และตั้งศรัทธา” พื้นที่แห่งนั้นคือ บิ๊กซี ราชดำริ ซึ่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้ค่อย ๆ หล่อหลอมบทบาทของตนเองให้เป็นมากกว่าศูนย์การค้า แต่เป็น “ศูนย์รวมศรัทธา” ที่เชื่อมโยงผู้คนเข้ากับพลังใจ ความหวัง และความเป็นสิริมงคล

จุดเริ่มต้นแห่งศรัทธา : พระแม่อุมาเทวี พลังต้นกำเนิด

เรื่องราวแห่งศรัทธาของ บิ๊กซี ราชดำริ เริ่มต้นจากการประดิษฐาน “พระแม่อุมาเทวี”
ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งพลัง ความรัก ความเมตตา และการประทานพร บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้า ตามคติพราหมณ์ – ฮินดู พระแม่อุมาเทวีคือ “ศักติ” หรือพลังจักรวาล อันเป็นรากฐานของการกำเนิดและการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง การอัญเชิญพระแม่อุมาเทวีมาประดิษฐาน ถือเป็นการวาง “พลังตั้งต้น” ให้พื้นที่แห่งนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยน ความสมดุล และการคุ้มครอง เปรียบเสมือนการโอบอุ้มผู้คนที่ก้าวเข้ามาด้วยความเมตตาและความปรารถนาดี

ความสมดุลแห่งจักรวาล : การประดิษฐานพระศิวะมหาเทพ

ต่อมา บิ๊กซี ราชดำริ ได้ประดิษฐาน “องค์พระศิวะมหาเทพ” ณ เทวสถาน ชั้น 7 พระมหาเทพ
ผู้เป็นสัญลักษณ์แห่งการควบคุม ทำลายล้างความชั่วร้าย และเปลี่ยนผ่านเพื่อการเริ่มต้นใหม่ ตามหลักความเชื่อ พระศิวะจะทรงพลังอย่างสมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อมีพระศักติ หรือพระแม่อุมาเทวี เคียงข้าง การมีอยู่ร่วมกันของพระแม่อุมาเทวีและพระศิวะ จึงสะท้อน “สมดุลแห่งจักรวาล” ระหว่างพลังและสภาวะนิ่ง ความเมตตาและการปกป้อง เป็นรากฐานสำคัญก่อนการกำเนิดของพระโอรสทั้งสอง

หมุดหมายสำคัญ : การสถาปนาพระโอรสทั้งสองแห่งครอบครัวมหาเทพ

เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ได้จัดพิธีสถาปนา “องค์พระพิฆเนศปางเด็ก” และ “องค์พระขันธกุมารปางเด็ก” ณ เทวสถานพระศิวะ ชั้น 7 บิ๊กซี ราชดำริ อย่างเป็นทางการ เพื่อประกาศอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญ

พิธีศักดิ์สิทธิ์ครั้งนี้ นำโดย นายอัศวิน – นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และกรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส พร้อมคณะผู้บริหารกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ศูนย์การค้า พนักงาน และผู้มีจิตศรัทธา  โดยได้รับเกียรติจาก นายซูซีล กูมาร์ ดาห์นูก้า ประธานหอการค้าอินเดีย – ไทย ให้เกียรติร่วมพิธี และดำเนินพิธีโดยพราหมณ์จากประเทศอินเดีย ซึ่งประกอบพิธีตามแบบแผนดั้งเดิมอย่างครบถ้วน สง่างาม และเปี่ยมด้วยพลังศรัทธา

ความหมายของ “ปางเด็ก” : การเริ่มต้นด้วยความบริสุทธิ์และความหวัง

การเลือกประดิษฐาน “พระพิฆเนศปางเด็ก” เทพแห่งสติปัญญา ความสำเร็จ และการขจัดอุปสรรค และ “พระขันธกุมารปางเด็ก” เทพแห่งพลัง ความกล้าหาญ และการคุ้มครอง สะท้อนความหมายเชิงลึกถึง “การเริ่มต้นที่บริสุทธิ์” การเติบโต และศักยภาพที่ไม่สิ้นสุด เปรียบเสมือนการส่งพลังใจให้ผู้ศรัทธาเริ่มต้นทุกก้าวของชีวิตด้วยความหวังและความเชื่อมั่น

ประกาศความสมบูรณ์แห่ง “ครอบครัวมหาเทพ”

ด้วยการสถาปนาพระโอรสทั้งสองในครั้งนี้ ทำให้ บิ๊กซี ราชดำริ มีการประดิษฐาน “ครอบครัวมหาเทพ” อย่างสมบูรณ์ อันประกอบด้วย พระแม่อุมาเทวี : พลังต้นกำเนิด ความรัก และความเมตตา, พระศิวะมหาเทพ : การปกป้อง การเปลี่ยนผ่าน และการขจัดความชั่วร้าย, พระพิฆเนศ : ความสำเร็จ สติปัญญา และการเปิดทางชีวิต, พระขันธกุมาร : พลัง ความกล้าหาญ และชัยชนะ

ทั้งหมดนี้รวมกันเป็นตัวแทนของพลังสร้างสรรค์ ความสมดุล และความมงคลในทุกมิติของชีวิตจากศูนย์การค้า สู่ศูนย์รวมศรัทธาใจกลางกรุงเทพฯ อีกทั้ง การประกาศความสมบูรณ์แห่งครอบครัวมหาเทพในครั้งนี้ สะท้อนวิสัยทัศน์ของกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ในการยกระดับพื้นที่ให้เป็นมากกว่าสถานที่ทางเศรษฐกิจ แต่เป็นพื้นที่แห่งศรัทธา ที่ผู้คนสามารถเข้ามาสักการะ ขอพร และเติมพลังใจได้ท่ามกลางวิถีชีวิตเมืองใหญ่

บิ๊กซี ราชดำริ จึงยืนหยัดเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์ก ที่ผสานศรัทธา วัฒนธรรม และชีวิตประจำวันเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน และงดงามอย่างแท้จริง

Life & Health : เรื่องที่คนใช้รถต้องรู้ ก่อนเดินทางไกลอย่างปลอดภัย

Life&Health : เรื่องที่คนใช้รถต้องรู้ ก่อนเดินทางไกลอย่างปลอดภัย

Life&Health : เรื่องที่คนใช้รถต้องรู้ ก่อนเดินทางไกลอย่างปลอดภัย

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ช่วงเทศกาลปีใหม่ถือเป็นช่วงเวลาที่มีการเดินทางไกลด้วยรถยนต์มากที่สุดช่วงหนึ่งของปี ถนนหลายสายเต็มไปด้วยรถที่ต้องวิ่งต่อเนื่องยาวนานกว่าปกติ ขณะที่สถิติอุบัติเหตุและรถเสียกลางทางยังคงเกิดขึ้นทุกปี โดยสาเหตุสำคัญจำนวนไม่น้อยมาจาก “รถไม่พร้อมใช้งาน”

การเตรียมรถให้พร้อมก่อนออกเดินทางจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความอุ่นใจ แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงทั้งต่อผู้ขับขี่ ผู้โดยสาร และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน โดยเฉพาะรถที่ใช้งานในเมืองเป็นหลัก เมื่อถึงช่วงเดินทางไกล รถต้องทำงานหนักและต่อเนื่อง ความเสื่อมสะสมของชิ้นส่วนต่าง ๆ จึงอาจแสดงผลออกมาโดยไม่ทันตั้งตัว

ดังนั้นเพื่อช่วยให้ผู้ขับขี่ตรวจเช็กความพร้อมของรถอย่างเป็นระบบ เสริมความมั่นใจก่อนออกเดินทาง ให้ทุกเส้นทางในช่วงปีใหม่กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย มีคำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับวิธีการดูแลรถ “คนใช้รถต้องรู้ ก่อนเดินทางไกล ปีใหม่กลับถึงบ้านปลอดภัย”

ข้อมูลจาก ชวิศ ยงเห็นเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์มาตรฐานสากลฝีมือคนไทย ภายใต้แบรนด์ “POP” ซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมากกว่า 30 ปี ระบุว่า หากมองในภาพรวมปัญหารถเสียระหว่างทางไกลมักไม่ใช่เรื่องเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้นแบบฉับพลัน  แต่เป็นผลจาก “ความเสื่อมสะสม” ที่ถูกมองข้ามมาเป็นเวลานาน 

ตัวอย่างเช่น ระบบระบายความร้อนที่เริ่มทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แบตเตอรี่ที่แรงดันไฟเริ่มตก หรือยางที่มีสภาพไม่สม่ำเสมอ เมื่อรถต้องทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน ความบกพร่องเล็กน้อยเหล่านี้จะถูกขยายผลอย่างรวดเร็ว กล่าวง่าย ๆ คือ รถเสียเพราะไม่ได้ถูกเตรียมให้พร้อมสำหรับภาระการใช้งานแบบเดินทางไกล

ทั้งนี้ ปัญหารถเสียระหว่างทางไม่ได้สะท้อนเพียงพฤติกรรมของผู้ใช้รถเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงช่องว่างระหว่างการใช้งานจริงกับการบำรุงรักษาเชิงระบบ รถส่วนใหญ่มักถูกใช้งานในเมืองระยะสั้น เมื่อถึงเวลาต้องเดินทางไกล รถจะต้องทำงานหนักและต่อเนื่องยาวนาน ความเสื่อมที่สะสมไว้จึงแสดงผลออกมาในช่วงเวลานั้น

ตรวจความพร้อม 4 ระบบหลัก ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

ก่อนเดินทางไกลผู้ใช้รถควรให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมของรถอย่างรอบด้าน การตรวจเช็คไม่ควรจำกัดเพียงบางรายการ แต่ควรประเมินความพร้อมของระบบหลักทั้งคัน ซึ่งประกอบด้วย 4 ระบบสำคัญ การตรวจเช็กระบบเหล่านี้ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานจะช่วยลดความเสี่ยงระหว่างการเดินทางได้อย่างชัดเจน ได้แก่

1.             ระบบที่ทำให้รถ “ไปได้” เช่น เครื่องยนต์ น้ำมันเครื่อง และของเหลวต่าง ๆ

2.             ระบบที่ทำให้รถ “หยุดได้” เช่น ระบบเบรก ผ้าเบรก และน้ำมันเบรก

3.             ระบบที่ทำให้รถ “ทรงตัวได้” เช่น ยาง ลมยาง และช่วงล่าง

4.             ระบบที่ทำให้รถ “สื่อสารได้” เช่น ระบบไฟส่องสว่าง ไฟเตือน และที่ปัดน้ำฝน

อะไหล่ที่ใกล้หมดอายุควรเปลี่ยนก่อนเดินทางไกล อย่ารอให้ “หมดอายุการใช้งาน” บนถนน

อะไหล่ หรือชิ้นส่วนที่มีอายุการใช้งานตามเวลา ควรเปลี่ยนล่วงหน้าก่อนเดินทางไกล เช่น ยาง สายพาน แบตเตอรี่ หรือผ้าเบรก หากอยู่ในช่วงใกล้ครบอายุการใช้งาน ควรตัดสินใจเปลี่ยนก่อนเดินทาง แม้ยัง “พอใช้งานได้” เพราะต้นทุนของการเปลี่ยนก่อนเดินทาง ต่ำกว่าต้นทุนความเสี่ยงจากการเกิดอุบัติเหตุ ความเสียหายที่อาจลุกลาม ผลกระทบต่อชีวิต และค่าเสียเวลา เมื่อต้องจอดเสียกลางทางอย่างเทียบไม่ได้ หลักคิดสำคัญคือ อย่ารอให้อะไหล่ “หมดอายุการใช้งาน” บนถนน

รถอายุเกิน 5 ปี หรือระยะทางเกิน 100,000 กิโลเมตร ควรตรวจเช็กเชิงลึก

สำหรับรถที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 5 ปี หรือมีระยะทางเกิน 100,000 กิโลเมตร ควรได้รับการตรวจเช็กเชิงลึกในจุดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น ระบบยางและท่อในห้องเครื่อง ระบบระบายความร้อนทั้งชุด ระบบช่วงล่างและบุชยาง รวมถึงระบบไฟและเซนเซอร์เตือนต่าง ๆ เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้มักเสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะทางเพียงอย่างเดียว

หากเกิดเหตุฉุกเฉินกลางทาง สิ่งที่ผู้ใช้ต้องรู้

สิ่งที่ควรทำ ได้แก่ จอดรถในจุดที่ปลอดภัย เปิดไฟฉุกเฉิน ดับเครื่องยนต์ ประเมินอาการจากสัญญาณเตือน และติดต่อผู้เชี่ยวชาญหรือศูนย์บริการก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ

สิ่งที่ไม่ควรทำ คือ ไม่ควรฝืนขับต่อเมื่อมีไฟเตือนรุนแรง ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำขณะเครื่องยนต์ร้อน และไม่ควรซ่อมแซมเฉพาะหน้า โดยไม่เข้าใจสาเหตุที่แท้จริง

เลือกใช้อะไหล่คุณภาพสูง ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

อะไหล่ไม่ใช่เพียงชิ้นส่วนทดแทน แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัยโดยตรง อะไหล่คุณภาพไม่ได้วัดจากราคา หรือรูปลักษณ์ภายนอก แต่คือความสามารถในการทำงานได้อย่างสม่ำเสมอภายใต้สภาวะกดดัน การเดินทางไกลถือเป็นบททดสอบที่แท้จริงของอะไหล่ เนื่องจากรถต้องทำงานหนักต่อเนื่อง อะไหล่คุณภาพต่ำอาจใช้งานได้ดีในเมือง แต่อาจไม่ทนต่อความร้อน ความเร็ว และระยะเวลา ซึ่งท้ายที่สุดจะสะท้อนออกมาเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

รถพร้อม คนต้องพร้อมด้วย

ความปลอดภัยบนท้องถนนไม่ใช่เรื่องของรถเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของระบบทั้งหมด ตั้งแต่การเตรียมรถ การเลือกใช้อะไหล่ การวางแผนการเดินทาง ไปจนถึงสภาพร่างกายของผู้ขับขี่ ดังนั้น นอกจากการเตรียมรถแล้ว การเตรียมความพร้อมของผู้ขับขี่เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ผู้ขับขึ่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ วางแผนเส้นทางและเวลาพัก ไม่ฝืนขับเมื่อร่างกายไม่พร้อม เพราะรถที่พร้อม แต่คนไม่พร้อม ก็ยังไม่ปลอดภัย ซึ่ง‘การเดินทางที่ดี’ คือการเดินทางที่ทุกคนถึงบ้านอย่างปลอดภัย ไม่ใช่แค่ถึงเร็วที่สุด

การตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียว อาจทำให้ความเสียหายลุกลามจากเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้ใช้รถต้องยึดสัญญาณเตือนของรถเป็นหลัก ไม่ฝืนใช้งาน และไม่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยขาดข้อมูล เนื่องจากความเสียหายรุนแรงส่วนใหญ่มักเกิดจากการ “ฝืนใช้งานต่อ” ทั้งที่ระบบแจ้งเตือนแล้ว

ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ ก่อนเดินทางไกล ผู้ขับขี่ต้องเตรียมรถให้พร้อม และเตรียมคนขับขี่ให้พร้อมด้วย เพื่อกลับถึงจุดหมายปลายทางอย่างราบรื่นปลอดภัยในทุกเส้นทาง สำหรับบริษัท ชลิต อินดัสทรี จำกัด เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์รายใหญ่ของไทย ภายใต้แบรนด์ “POP” ที่ ซึ่งได้รับการยอมรับในอุตสาหกรรมยานยนต์มาอย่างยาวนานมากกว่า 30 ปี  โดยมุ่งเน้นการผลิตชิ้นส่วนที่มีความทนทานและได้มาตรฐานสากล เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยในการขับขี่ของผู้ใช้รถยนต์ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ส่วนบุคคลจนถึงรถยนต์เพื่อการพาณิชย์   สอบถามรายละเอียด ที่ร้านอะไหล่รถยนต์ชั้นนำ ตัวแทนจำหน่าย หรือเว็บไซต์ https://chalitindustry.com

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

‘สามย่านมิตรทาวน์’ ตอกย้ำการเป็น No.1 ปาร์ตี้เคาน์ทดาวน์โนแอล แท็กทีมพาร์ตเนอร์แบรนด์ดัง ชวนคนรุ่นใหม่‘จิบนมชนแก้วฉลองข้ามปี’

‘สามย่านมิตรทาวน์’ ตอกย้ำการเป็น No.1 ปาร์ตี้เคาน์ทดาวน์โนแอล      แท็กทีมพาร์ตเนอร์แบรนด์ดัง ชวนคนรุ่นใหม่‘จิบนมชนแก้วฉลองข้ามปี’

‘สามย่านมิตรทาวน์’ ตอกย้ำการเป็น No.1 ปาร์ตี้เคาน์ทดาวน์โนแอล แท็กทีมพาร์ตเนอร์แบรนด์ดัง ชวนคนรุ่นใหม่‘จิบนมชนแก้วฉลองข้ามปี’

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

 ถ้าพูดถึงปาร์ตี้ส่งท้ายปีแบบสนุกได้เต็มที่ ไม่ต้องมีแอลกอฮอล์ชื่อของ สามย่านมิตรทาวน์ คือเดสติเนชันที่สายไลฟ์สไตล์นึกถึงเป็นอันดับแรก ซึ่งในปีนี้ สามย่านมิตรทาวน์ ยังคงเดินเกมรุกตอกย้ำการเป็น No.1 No-Alcohol Party Destination ด้วยการแท็กทีมพาร์ตเนอร์แบรนด์ดัง MILO, F&N, KitKat Drink, และ Nesvita เล่นใหญ่จัดเต็มใน “ลานนมสามย่าน 2025” ซิกเนเจอร์อีเวนต์ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ซึ่งปีนี้มาในคอนเซปต์ Milk Club #MitrVibes ชวนทุกคน “จิบนมชนแก้วฉลองข้ามปี” ระหว่างวันที่ 29 – 31 ธันวาคม 2568 ตั้งแต่ 4 โมงเย็น – 4 ทุ่ม และพิเศษร่วมเคานต์ดาวน์ข้ามปี แบบสุดมันส์ถึงตี 1

ธีรนันท์ กรศรีทิพา ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการพัฒนาธุรกิจรีเทล บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความพิเศษของงานว่า “ลานนมสามย่านคือซิกเนเจอร์อีเวนต์ที่เราใช้เป็นแพลตฟอร์มในการพัฒนา ‘ประสบการณ์’ อย่างต่อเนื่อง ปีนี้เราชัดเจนมากขึ้นในการยกระดับงานสู่การเป็น No-Alcohol Party Destination ภายใต้คอนเซปต์ ‘Milk Club’ ซึ่งตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่สนุกได้โดยไม่ต้องพึ่งแอลกอฮอล์

ความพิเศษของปีนี้คือการผนึกกำลังกับพาร์ตเนอร์ เพื่อสร้างประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากที่อื่น พบกับการ Come Back!! ของ ไมโลทาวเวอร์ ในรอบ 6 ปี ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสุขที่ทุกคนคิดถึง การกลับมาครั้งนี้จึงไม่ใช่การทำซ้ำ แต่เป็นการพา ‘ความทรงจำดีๆ’ กลับมามีชีวิตอีกครั้งในพื้นที่ที่ทุกเจเนอเรชันสามารถสร้างประสบการณ์ร่วมกันได้จริง และฟรีคอนเสิร์ตที่จัดเต็มที่สุดตั้งแต่เคยมีมา ขณะเดียวกัน เรายังต่อยอดบทบาทของลานนมสามย่านในฐานะพื้นที่แห่งโอกาสอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปิดเวทีให้เยาวชน นักเรียน นักศึกษา และศิลปินฝึกหัดจากหลากหลายค่าย ได้แสดงศักยภาพบนเวทีเดียวกับศิลปินมืออาชีพเพื่อสร้างแรงบันดาลใจและคอมมูนิตี้ทางดนตรีที่เติบโตไปพร้อมกัน”

“ลานนมสามย่าน” ยังคงเป็นอีเวนต์ที่รวมทุกเจเนอเรชันไว้ด้วยกัน ตั้งแต่สายปาร์ตี้ สายคอนเสิร์ต สายกิจกรรม ไปจนถึงสายโซเชียล กับไฮไลต์ที่จัดเต็มกว่าทุกปี

ไมโลทาวเวอร์คืนบัลลังก์ไวรัล พร้อมเมนูพิเศษจากพาร์ตเนอร์

ห้ามพลาด! กับการกลับมาของ ไมโลทาวเวอร์ รสชาติในวันวานที่หลายคนคิดถึง เสิร์ฟความเข้มข้นหอมมันเป็นเอกลักษณ์ในไซส์ทาวเวอร์ยักษ์ อร่อยได้แบบไม่ต้องกลัวแฮงก์ เสริมทัพด้วยเมนูพิเศษจากพาร์ตเนอร์ F&N Milk Bar กับเมนูสุดอินเทรนด์ นำโดย ทีพอทชาไทย Slusshy,ข้าวไข่เจียว คาร์เนชัน, นมตราหมี Slusshy นมโคสดแท้ 100%, Magnolia Blue Sky Smoothie, KitKat Drink ช็อกโกแลตร้อนสุดพรีเมียม, Nesvita บิสคอฟ ดีไลท์ หอมคาราเมลกรุบกรอบ และอีกหลากหลายเมนูคาว-หวาน เสิร์ฟความฟินทะลุปรอทกับฟรีคอนเสิร์ต ตลอด 3 วัน จาก 20 ศิลปินดัง พร้อมเปิดพื้นที่เดบิ้วต์ให้กับน้องๆ ได้แสดงความสามารถทางดนตรีบนเวทีเดียวกับศิลปิน

วันที่ 29 ธ.ค. นำโดยศิลปินสายเอนเตอร์เทน นนท์ ธนนท์ และ อะตอม ชนกันต์ ต่อด้วยวันที่ 30 ธ.ค. ร้องเพลงฮิตกันให้ดังสุดเสียงกับวง Scrubb ต่อด้วยวงดนตรีสุดเท่ Tilly Birds ส่งท้ายความสนุกให้สุดใน วันที่ 31 ธ.ค. “นับถอยหลังเคานต์ดาวน์” ก้าวสู่ปี 2026 ไปพร้อมกับเสียงเพลงจากศิลปินสุดยูนีค POLYCAT พร้อมเติมเต็มโมเมนต์ชนนมข้ามปี ด้วย “Confetti fills the air at Samyan Mitrtown หิมะกลางสามย่าน” ซีนส่งท้ายปีเก่า
ที่สามย่านมิตรทาวน์ตั้งใจยกระดับโมเมนต์ข้ามปีให้พิเศษกว่าที่เคย ด้วย Confetti กว่า 300,000 ชิ้น โปรยลงมาปกคลุมพื้นที่ เปลี่ยนค่ำคืนแห่งการเคาท์ดาวน์ให้กลายเป็นพื้นที่ของความสุขและพลังบวก ที่ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น”

เติมความสนุกด้วยกิจกรรม เปิดวาร์ปมิตรใหม่ มากำจัดทุกความเหงาให้งานนี้ไม่มีเฉา ส่วนใครที่เป็นสายแดนซ์ ห้ามพลาดกับ Random Dance โยกย้ายไปกับจังหวะมันๆ เพลงฮิต ท่าฮอต และยังมีจุดเช็คอินถ่ายรูปเก๋ ๆ รวมถึงเปิดพื้นที่สุดอาร์ตให้ลูกค้าได้ปลดปล่อยจินตนาการความคิดสร้างสรรค์เพื่อตอบโจทย์การเป็น PLACEMAKING SPACE

ความจึ้งของลานนมสามย่านยังไม่หมดเท่านี้ เพราะปีนี้สามย่านมิตรทาวน์จัดเต็มร้านอาหารสุดฮิตติดเทรนด์โซเชียลกว่า 30 ร้าน มารวมตัวให้ชิมกันแบบจุก ๆ พิเศษสำหรับลูกค้า AIS เตรียมใช้พอยต์แลกส่วนลดเพิ่มความฟินสูงสุด 40 บาท ตลอด 3 วันในแคมเปญ “อิ่มฟิน อร่อยฟรี”

นอกจากนี้ สามย่านมิตรทาวน์ ยังวอร์ม Vibe ปาร์ตี้สร้างเซอร์ไพรส์ปล่อยกิจกรรมอุ่นเครื่องความสนุกแจกเครื่องดื่มเมนูไฮไลต์ฟรีจากพาร์ตเนอร์และ “ลานนมสามย่าน TUKTUK CARAVAN” คาราวานตุ๊ก ๆ สุดไอคอนิกวิ่งรอบเส้นทาง สามย่าน-สยาม-บรรทัดทองบูสต์เอเนอร์จีด้วยเสียงเพลง ความคึกคัก และพลังโซเชียล เปลี่ยนท้องถนนให้เต็มไปด้วยความสนุกจากเสียงเพลง เรียกกระแสก่อนเข้าสู่งานใหญ่ปลายปี

มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโมเมนต์ที่สนุก อบอุ่น และมีสไตล์ที่สุดในงาน “ลานนมสามย่าน 2025” Milk Club #MitrVibes จิบนมชนแก้วฉลองข้ามปี วันที่ 29 – 31 ธ.ค. นี้! ตั้งแต่ 4 โมงเย็น – 4 ทุ่ม และในวันที่ 31 ธ.ค. ชนนมข้ามปีไปกับ Polycat และซีน Countdown “Confetti fills the air at Samyan Mitrtown หิมะกลางสามย่าน” ที่ปีนี้จัดเต็มด้วย Confetti สุดอลังการกว่า 300,000 ชิ้น ณ ศูนย์การค้าสามย่านมิตรทาวน์

สามย่านมิตรทาวน์เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 10.00 – 22.00 น. พิเศษในวันที่ 31 ธ.ค. จะเปิดให้บริการถึงตี 1 และเพื่อความสะดวกในการเดินทางของชาวมิตร MRT เปิดให้บริการ ตั้งแต่เวลา 06.00 – 02.00 น. ของวันที่ 1 มกราคม 2569

เปิดผลงานคอลแลบส่งท้ายปี ‘Jim Thompson by LISA VON TANG’ เมื่อดีไซเนอร์ระดับโลกหยิบ ‘ผ้าไทย’ มาครีเอต ‘รีสอร์ตแวร์’ ในแบบ East Meets West

เปิดผลงานคอลแลบส่งท้ายปี ‘Jim Thompson by LISA VON TANG’ เมื่อดีไซเนอร์ระดับโลกหยิบ ‘ผ้าไทย’ มาครีเอต ‘รีสอร์ตแวร์’ ในแบบ East Meets West

เปิดผลงานคอลแลบส่งท้ายปี ‘Jim Thompson by LISA VON TANG’ เมื่อดีไซเนอร์ระดับโลกหยิบ ‘ผ้าไทย’ มาครีเอต ‘รีสอร์ตแวร์’ ในแบบ East Meets West

วันพุธ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

จิม ทอมป์สัน แบรนด์ไอคอนิกไลฟ์สไตล์ระดับโลกจากเมืองไทย ยังคงพาผ้าไทยไปสู่สายตาคนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเผยผลงานคอลแลบแห่งปีร่วมกับ Lisa Von Tang (ลิซ่า วอน แทง) ดีไซเนอร์ชาวจีน-เยอรมันที่ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นที่สิงคโปร์ ในคอลเลกชัน Jim Thompson by LISA VON TANG ร่วมรังสรรค์ผลงานรีสอร์ตแวร์จากผ้าสุดไอคอนิกของจิม ทอมป์สัน พร้อมดึงแรงบันดาลใจในการออกแบบจากศิลปะสไตล์Chinoiserie ที่ผสมผสานระหว่างความเป็นตะวันตกและตะวันออกได้อย่างน่าสนใจ

Lisa Von Tang  และ บี อินทวงศ์

ผลงานคอลเลกชันนี้มี Lisa Von Tang เป็นผู้ออกแบบและได้ บี อินทวงศ์ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ของธุรกิจแฟชั่น แบรนด์จิม ทอมป์สัน ร่วมคัดสรรผ้าที่เหมาะกับดีไซน์และซิลลูเอต โดยคอลเลกชันนี้มาในคอนเซปต์ Resort Wear with an Urban Edge ที่ตั้งใจให้ไอเทมทุกชิ้นสามารถนำไปมิกซ์แอนด์แมตช์เป็นลุคที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคนี้จริง ๆ ทั้งวันทำงาน ออกงานอีเวนต์ รวมถึงวันไปเที่ยวที่ต้องการบาลานซ์ระหว่างความสบายและสไตล์ที่ดูดี

บี อินทวงศ์ พิถีพิถันในการคัดเลือกผืนผ้าที่สะท้อนความสวยงามและผิวสัมผัสที่มีเสน่ห์เฉพาะตัวของผ้าจิม ทอมป์สันจากฝีมือคนไทย ทั้งผ้าไหม ลินิน แจ็กการ์ด ที่มอบทั้งความพลิ้วไหวและน้ำหนักที่ทิ้งตัวพอดี สอดรับกับซิลลูเอตสุดชิคของไอเทมในคอลเลกชัน ส่วน Lisa Von Tang ก็ได้พาผ้าไทยไปโลดแล่นบนผลงานคัตติ้งสุดเนี้ยบที่เน้นโชว์ความงามตามธรรมชาติของเนื้อผ้า เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าหัตถศิลป์ไทยและความโมเดิร์นเข้ากันได้อย่างน่าทึ่ง

เล็ก ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร

บี อินทวงศ์ ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์ ธุรกิจแฟชั่น จิม ทอมป์สัน กล่าวว่า “หัวใจของคอลเลกชันนี้คือ ‘ผ้า’ เพราะนี่คือดีเอ็นเอของจิม ทอมป์สัน ลิซ่านำผ้าจิม ทอมป์สันไปตีความผ่านมุมมองร่วมสมัยในสไตล์ Urban จนได้เป็นดีไซน์ที่สดใหม่ ทั้งการเล่นกับเทกซ์เจอร์ การพับผ้าให้เห็นผืนผ้าทั้งสองด้าน และการโชว์ความสวยแบบดิบ ๆ ของเส้นใย สไตล์ที่มีโมเดิร์นทวิสต์แบบนี้เป็นการตอกย้ำถึงศักยภาพของผ้าไทยบนรันเวย์โลก เราดีใจที่ได้ร่วมงานกับลิซ่าเพื่อพาหัตถศิลป์เมืองไทยไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่น่าตื่นเต้น”

Lisa Von Tang เสริมว่า “ฉันตั้งใจคือการออกแบบแฟชั่นที่ช่วยส่งพลังและเติมความมั่นใจให้ผู้สวมใส่ ผลงานของฉันมักสะท้อนการหลอมรวมระหว่างประวัติศาสตร์ทรงคุณค่าและโลกยุคใหม่ ตลอดจนการเบลนด์สไตล์ของโลกตะวันออกกับตะวันตก ในคอลเลกชันนี้ เราได้ครีเอตไอเทมที่มีความเป็น ‘City Resort’ ไอเทมทุกชิ้นต้องแมตช์ง่าย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทั่วโลกที่ต้องการทั้งสไตล์และความคล่องตัว”

ปรางค์ อภินรา ศรีกาญจนา

คอลเลกชันนี้มาพร้อมไอเทม 14 ชิ้นที่เล่นกับดีเทลสไตล์ Chinoiserie ทั้งคอจีน กระดุมจีน เส้นสายที่มีทรงชัดเจน รังสรรค์จากผ้าจิม ทอมป์สัน ในโทน Soft Neutral แต่ก็แทรกด้วยไอเทมสีฟ้าสะดุดตา นำเสนอทั้งท่อนบน กระโปรง เดรส กางเกง ในผิวสัมผัสและซิลลูเอตที่หลากหลาย

Must-have ชิ้นแรกต้องยกให้ Leo De Janeiro Sleeveless Mini Dress กับผ้าจิม ทอมป์สันลวดลายงานเพนต์เครื่องเคลือบสีน้ำเงิน-ขาว เดรสดีไซน์เข้ารูปและกระโปรงปล่อยชายระบายแบบไม่สมมาตร ตามมาด้วย Sleeveless Mandarin-collar Crop Top เสื้อครอปในลวดลายเดียวกันที่จับคู่กระโปรงสุดไอคอนิก Maxi Draped Skirt กลายเป็นหนึ่งในคีย์ลุคของคอลเลกชันนี้ ถัดมาคือ Linen Maxi เดรสยาวสีเทาโดดเด่นด้วยดีเทลคอจีนและงานถัก Macramé แสนประณีต ผ้าลินินดูดเบาสบายแต่ได้น้ำหนักและอยู่ทรงกำลังพอดี ต่อด้วยโททอลลุคในผ้าแจ็กการ์ดสีงาช้าง ที่นำกางเกงขากว้างทรงสวยมาจับคู่กับเสื้อพอดีตัวคอจีน กลายเป็นลุคเก๋เรียบเท่ นอกจากนี้ยังมี Linen Vest เข้ารูปจับคู่กระโปรงพลีทแบบ Semi-sheer เฉดเดียวกัน ดูพลิ้วไหวมองเพลิน

คอลเลกชันนี้ยังใส่ความเท่และโมเดิร์นเข้ามาซิลลูเอตที่ดูเข้มแข็งมีพลัง แต่แทรกรายละเอียดที่น่าสนใจ อย่าง Double-breasted Blazer สีน้ำตาลทองเข้ารูปทำจากผ้าไหม 100% และ Long-sleeved Mini Dress ดีเทลกระดุมจีนด้านหน้า พร้อมเติมเต็มคอลเลกชันด้วยไอเทมที่ใส่ได้ทุกวันอย่าง กางเกงขากว้าง เสื้อคอจีนแขนกุดพร้อมกระดุมจีน และเสื้อคอจีนแขนสั้น ที่นำมาจับคู่ครีเอตลุคกันได้ง่าย ๆ

ทั้งบี และลิซ่าต่างก็เห็นตรงกันว่า คอลเลกชันนี้เป็นการสร้างสมดุลระหว่างความสง่างามของยุคเก่าและความโมเดิร์นของยุคใหม่ ไอเทมทุกชิ้นช่วยเติมความมั่นใจและบ่งบอกสไตล์ของผู้สวมใส่ได้เป็นอย่างดี

งานเปิดตัวคอลเลกชัน Jim Thompson by LISA VON TANG จัดขึ้นอย่างอบอุ่นที่พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน พร้อมยังมีการจัดแสดงคอลเลกชันในแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ Jim Thompson Art Center โดยมีดารา นางแบบ เซเลบริตี้ และอินฟลูเอนเซอร์ในวงการแฟชั่นมากมาย ตบเท้าร่วมงานเปิดตัวในครั้งนี้ อาทิ ซินดี้ สิรินยา บิชอพ, พีท ทองเจือ, เจ็ง วิไลลักษณ์ ทองเจือ, ปรางค์ อภินรา ศรีกาญจนา, ดวง วรรณพร โปษยานนท์ และ เล็ก ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร

ช้อปคอลเลกชัน Jim Thompson by LISA VON TANG ได้แล้ววันนี้ผ่านช่องทางจำหน่ายของทั้งสองแบรนด์ รวมถึงสโตร์จิม ทอมป์สัน สาขาสุรวงศ์ ไอคอนสยาม สยามพารากอน เซ็นทรัล ภูเก็ต ฟลอเรสต้า และทางออนไลน์ที่ www.jimthompson.com และช็อปของ Lisa Von Tang ในสิงคโปร์