นักวิชาการ มธ. แนะรัฐฟื้นฟูหาดใหญ่ จัดบิ๊กอีเวนต์ปีใหม่ ดึงเงินเข้าพื้นที่ ชวนบริษัทมหาชนทำCSR

นักวิชาการ มธ. แนะรัฐฟื้นฟูหาดใหญ่ จัดบิ๊กอีเวนต์ปีใหม่ ดึงเงินเข้าพื้นที่ ชวนบริษัทมหาชนทำCSR

นักวิชาการ มธ. แนะรัฐฟื้นฟูหาดใหญ่ จัดบิ๊กอีเวนต์ปีใหม่ ดึงเงินเข้าพื้นที่ ชวนบริษัทมหาชนทำCSR

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.44 น.

เร่งฟื้นฟูหาดใหญ่ นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ 3 ผู้สมัคร สส. เขต 2 จ.สงขลา ต้องเสนอ HOW ว่าจะทำอย่างไร มากกว่าจะทำอะไร แนะรัฐบาลใช้โอกาสปีใหม่ดึงเม็ดเงินเข้าพื้นที่ จัดบิ๊กอีเวนต์ ชักชวนหน่วยงานรัฐจัดสัมมนา พร้อมดึงบริษัทมหาชนลงพื้นที่ทำ CSR แนะยกเครื่องเศรษฐกิจใหม่ ปรับทิศทางจากเมืองชอปปิงสู่เมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร พักผ่อน weekend ใช้ต้นทุนด้านการศึกษา-สุขภาพ ดึงต่างชาติอยู่ยาว

ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ และในอนาคตอันใกล้กำลังจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยมีผู้สมัครรับเลือกตั้ง ในพื้นที่เขต 2 จ.สงขลา ที่น่าจับตามองและอยู่ในความสนใจของสังคม ได้แก่ นายศาสตรา ศรีปาน อดีตแชมป์เก่า 2 สมัย ที่ครั้งนี้ลงสมัครในนามพรรคภูมิใจไทย นายจุรี นุ่มแก้ว จากพรรคประชาธิปัตย์และ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ จากพรรคประชาชนโดยสิ่งที่จะเป็นจุดตัดในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือภาพลักษณ์ของผู้สมัคร และแนวทางปฏิบัติ หรือ HOW ที่มีรูปธรรมชัดเจนของผู้ลงสมัคร เพราะสิ่งที่คนหาดใหญ่ต้องการในเวลานี้คือผู้แทนที่เป็นนักปฏิบัติที่สามารถนำหลักการต่างๆ ไปก่อให้เกิดผลได้จริง ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่จะบอกว่าจะเข้ามาทำอะไร แต่ต้องมี HOW คือต้องนำเสนอว่าจะทำสิ่งนั้นอย่างไรด้วย ส่วนปัญหาของหาดใหญ่เชื่อว่าผู้สมัครทุกท่านทราบดีและนำมาสู่นโยบายที่อาจจะไม่แตกต่างกันมากนัก

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปด้วยว่า สำหรับข้อเสนอเร่งด่วนภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน หรือ Quick win ที่ควรต้องเร่งดำเนินการเพื่อฟื้นฟูหาดใหญ่ คือการกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยการจัดบิ๊กอีเวนต์ต่างๆ ให้ผู้คนเข้ามาจับจ่ายใช้สอย ไม่ว่าจะเป็นการให้หน่วยงานราชการต่างๆ ในภาคใต้มาจัดอบรมสัมมนาในพื้นที่หาดใหญ่เพิ่มขึ้น หรือจะเป็นการประสานไปยังบริษัทเอกชนใหญ่ๆ ระดับมหาชน เพื่อมาทำกิจกรรมความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม(CSR) ในลักษณะของโครงการที่จะฟื้นฟูหาดใหญ่รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง

“หลายอย่างมันรอเลือกตั้งไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ในช่วงปีใหม่เราน่าจะดึงเงินสักก้อนมาสู่ผู้ประกอบการ จริงอยู่ที่เรามีนโยบายมาตรการสินเชื่อเพื่อการช่วยเหลือไปแล้ว ซึ่งส่วนตัวไม่ได้ติดตรงนั้น แต่สิ่งเหล่านั้นมันทำได้แค่ช่วยผู้ประกอบการ แต่ไม่ได้ทำให้ผู้ประกอบการยืนได้ เพราะมันไม่ใช่การหารายได้ ดังนั้นรายได้ที่ช่วยหาดใหญ่ได้เร็วที่สุดมันมีแค่เงินของรัฐที่ช่วยผ่านการอบรมสัมมนา ไปจัดกิจกรรมที่กระตุ้นการท่องเที่ยว หรือกลไกที่จะทำให้ชาวต่างชาติมาเที่ยว สิ่งเหล่านี้ คือ Quick win ระยะสั้น” ผศ. ดร.เกียรติอนันต์ กล่าว

นอกจากเรื่องเศรษฐกิจแล้ว สิ่งที่ชาวหาดใหญ่ให้ความสำคัญอย่างมากในเวลานี้ คือเรื่องความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านภูมิอากาศ หรือน้ำท่วม ดังนั้นจะต้องมีแผนการดำเนินงานรับมือที่จะก่อให้เกิดความมั่นใจได้ว่าโอกาสที่จะเกิดมหาอุทกภัยครั้งใหญ่และนำมาซึ่งความสูญเสียแบบที่ผ่านมาต้องเกิดขึ้นได้น้อย ผ่านการจัดระบบผังเมือง และแผนบริหารจัดการภัยพิบัติที่ดี รวมไปถึงการมีกลไกในการฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติที่รวดเร็วมากพอให้ผู้คนรู้สึกมั่นใจได้ว่าหากเกิดภัยพิบัติขึ้นอีกทุกอย่างจะได้รับการถูกออกแบบ วางแผนและจัดการอย่างเป็นระบบ ดังนั้น ช่วงเวลาเหล่านี้จึงเป็นจังหวะที่ดีอย่างยิ่งที่จะเปลี่ยนให้หาดใหญ่กลายเป็นเมืองต้นแบบที่มีความยืดหยุ่นในการรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปด้วยว่า แม้สภาวะเศรษฐกิจของหาดใหญ่ในเวลานี้กำลังประสบกับภาวะวิกฤติซึ่งทุกฝ่ายจะต้องเร่งเข้าไปดำเนินการช่วยเหลือเยียวยาโดยเร็ว และควรใช้จังหวะวิกฤตินี้เปลี่ยนเป็นโอกาสในการเปลี่ยนทิศทางเพื่อพลิกโฉมยกเครื่องการพัฒนาเศรษฐกิจหาดใหญ่ เพราะต้องยอมรับว่าช่วงที่ผ่านมาก่อนเกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เศรษฐกิจหาดใหญ่ก็ซบเซามาเป็นเวลานาน ตลาดที่เคยคึกคักหนาแน่นไปด้วยผู้คนอย่างตลาดกิมหยงต้องเงียบเหงาลง รวมถึงอีกหลายๆ พื้นที่ก็ประสบสภาวะเช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ หาดใหญ่ควรปรับเปลี่ยนจากการเป็นเมืองชอปปิง มาเป็นแหล่งอาหารการกิน เป็นแหล่งพักผ่อนในช่วง weekend ซึ่งตอนนี้เมืองสงขลาเพิ่งได้รับการประกาศให้เป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารโลกจากองค์การยูเนสโกโดยหาดใหญ่สามารถใช้ผลผลิตจากแบรนด์นี้เพื่อสร้างให้กลายเป็นแหล่งกินแหล่งเที่ยว พร้อมกันนี้ หาดใหญ่ยังเป็นเมื่องการศึกษา ควรจะดึงนักศึกษาต่างชาติเข้ามา โดยการปรับปรุงหลักสูตรนานาชาติ หรือ การทำ MOU กับประเทศอื่นๆ ที่จะทำให้คนต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวเชิงการศึกษา และใช้เวลาอยู่ในพื้นที่ได้นานกว่า ที่สำคัญคือหาดใหญ่ยังมีความเข้มแข็งเรื่องการแพทย์ มีโรงพยาบาลชั้นนำของภาคใต้ตั้งอยู่ และมีศูนย์ดูแลผู้สูงวัยที่มีคุณภาพสูงในระดับสากลอยู่ในหลายๆ แห่ง จึงสามารถขยับไปสู่มิติการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health Tourism) ที่จะทำให้ชาวต่างชาติอยากจะมาใช้ชีวิตเกษียณได้

นักวิชาการ มธ. วิเคราะห์กระแสเลือกตั้ง ชี้ผลโพล’คนกรุงเกือบครึ่งยังลังเล’ พบได้ไม่บ่อย

นักวิชาการ มธ. วิเคราะห์กระแสเลือกตั้ง ชี้ผลโพล'คนกรุงเกือบครึ่งยังลังเล' พบได้ไม่บ่อย

นักวิชาการ มธ. วิเคราะห์กระแสเลือกตั้ง ชี้ผลโพล’คนกรุงเกือบครึ่งยังลังเล’ พบได้ไม่บ่อย

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.42 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ เผย พบไม่บ่อย กรณีนิด้าโพลสะท้อนกระแสการเมือง “คนกรุง” เกือบครึ่งยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใคร-พรรคใด เชื่อจุดตัดสำคัญอยู่หลังปีใหม่ที่การหาเสียงจะจริงจัง ระบุ แชมป์เก่า “ปชน.” ชนะเพราะผู้นำเป็นแม่เหล็ก เสริมด้วยกระแส “มีลุงไม่มีเรา” แต่รอบนี้ “เท้ง” ยังไม่ดึงดูดพอและไม่มีกระแสส่ง ต้องรอดูแคมเปญหลังจากนี้ ด้าน “ประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” ยังมีคนหนุน พยายามชูเป็นทางเลือกใหม่แทน “ลุงตู่” ส่วน “ภูมิใจไทย” รีแบรนด์เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของฝั่งอนุรักษ์นิยม “อนุทิน” เล่นบทคนรักชาติ ปกป้องแผ่นดิน ดึง “ศุภจี-เอกนิติ-สีหศักดิ์” เรียกคะแนนนิยม แต่ไม่ง่าย เพราะยังติดภาพ “พรรคจากบุรีรัมย์”

จากกรณีที่ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลของ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจ เรื่อง กระแสการเมือง กรุงเทพมหานคร ซึ่งทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-18 ธ.ค. 2568 พบว่าบุคคลที่คนกรุงเทพมหานคร (กทม.) จะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้ อันดับ 1 ร้อยละ 47.25 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้ ขณะที่พรรคการเมืองที่คน กทม. จะสนับสนุนในวันนี้ พบว่า อันดับ 1 ร้อยละ 40.20 ระบุว่า ยังหาพรรคการเมืองที่เหมาะสมไม่ได้เช่นกัน

ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การที่กระแสการเมืองใน กทม. ยังมีผู้ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกใครหรือพรรคใดถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ในทุกๆ การสำรวจความคิดเห็น ทว่าในครั้งนี้กลุ่มก้อนของผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจในพื้นที่ กทม. มีจำนวนถึงเกือบครึ่งหนึ่งของโพล ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ และมีนัยสำคัญ จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ค่อยพบเห็นมากนักในการเลือกตั้งก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสามารถตั้งสมมติฐานได้ทั้งรูปแบบระยะสั้นและระยะยาว สำหรับในระยะสั้นเป็นไปได้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน กทม. ยังอยู่ในช่วงของการชั่งน้ำหนักและเกิดความลังเลจริงๆ ว่าจะเลือกใคร แต่คิดว่าเมื่อเข้าสู่ช่วงปี่กลองของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเข้มข้นขึ้นในช่วงหลังปีใหม่ 2569 เป็นต้นไป จะต้องกลับมาดูโพลกันอีกสัก 2 ครั้งในเดือน ม.ค. 2569 เพราะเมื่อการหาเสียงเริ่มเข้มข้นขึ้นจะเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขของผู้ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจเริ่มลดลงโดยธรรมชาติ

ขณะที่สมมติฐานระยะยาว จะเป็นในทางกลับกัน กล่าวคือหากความลังเลหรือความไม่แน่ใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน กทม. ยังไม่ลดลง ก็มีความเป็นไปได้ว่าผู้คนอาจรู้สึกว่าไม่มีตัวเลือกใดเลยที่มีความเหมาะสม ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ จุดวัดใจของทุกพรรคการเมืองจะเกิดขึ้นในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของการเลือกตั้งว่าจะงัดไพ่เด็ดหรือกลยุทธ์อะไรออกมา

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า ส่วนการที่แชมป์เก่าที่เคยครองพื้นที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ถึง 32 เขต ใน กทม. จากการเลือกตั้งในปี 2566 อย่างพรรคประชาชน หรือพรรคก้าวไกลเดิม จะสามารถทำได้เหมือนเดิมหรือไม่นั้น มองว่าขณะนั้นเกิดขึ้นได้เพราะกระแสมีลุงไม่มีเรา ที่ทำให้สามารถช่วงชิงคะแนนเสียงจากผู้ที่ยังลังเลว่าจะเลือกใคร จนคว้าชัยชนะได้ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง แต่ความท้าทายในครั้งนี้คือยังไม่มีกระแสส่งเหมือนครั้งนั้น กระนั้น กระแสก็เป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นได้ ฉะนั้นแคมเปญของพรรคประชาชนหลังปีใหม่จะเป็นจุดชี้ชะตา

“หากถามว่าแล้วจะมีปัจจัยอะไรที่ทำให้คนกรุงเทพฯ เปลี่ยนใจไปจากส้ม ก็ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกคนในกรุงเทพฯ ที่เลือกเพราะความเป็นพรรค ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในแม่เหล็กสำคัญในการดึงคะแนนมาคือตัวผู้นำพรรค แต่ตอนนี้จากคะแนนล่าสุดของคนที่จะเป็นนายกฯ ของนิด้าโพลระบุว่า คุณเท้ง ณัฐพงษ์ มีคะแนนอยู่ที่ 16.95% แต่คะแนนพรรคประชาชนอยู่ที่ 26.25% ซึ่งมีช่องว่างอยู่ ขณะที่คะแนนของแคนดิเดตนายกฯ ท่านอื่นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับคะแนนนิยมของพรรคจะไม่ห่างกันเยอะ ดังนั้น คิดว่าปัจจัยสำคัญตอนนี้คือตัวผู้นำพรรคส้มกระแสยังไม่ดึงดูดเท่าสองคนก่อนหน้านี้ แต่ต้องรอให้เข้าสู่ช่วงหลังปีใหม่ว่าแคมเปญต่างๆ ที่เชื่อว่าพรรคจะจัดชุดใหญ่ออกมา จะสามารถสร้างกระแสให้กระพือได้เหมือนสองครั้งก่อนหน้านี้หรือไม่ เดือนหน้าจะเป็นตัวชี้วัดว่าส้มจะมาหรือไม่มาใน กทม.” ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งทางพรรคเชื่อว่าจะมีแนวโน้มของคะแนนที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น ก็น่าจะยังมีฐานเสียงเดิมที่ให้การสนับสนุนอยู่อีกจำนวนไม่น้อย อีกทั้งการที่ภูมิทัศน์ทางการเมืองเปลี่ยนแปลงไปจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมาจากการไม่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้เป็นตัวเลือกหลักของชนชั้นกลางกลุ่มอนุรักษ์นิยมในพื้นที่ กทม. แล้ว จึงเป็นไปได้ที่ฐานคะแนนจากส่วนนี้ยังอยู่ในช่วงของการชั่งน้ำหนักอยู่เช่นกันว่าจะเลือกพรรคการเมืองใดเป็นตัวแทน และพรรคประชาธิปัตย์เองก็เห็นในจุดนี้และมีความพยายามที่จะสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นทางเลือกใหม่ให้กับฝั่งอนุรักษ์นิยม อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์เลยจุดสูงสุดไปแล้ว และคงไม่สามารถคว้าที่นั่งได้เป็นหลักร้อยเหมือนเช่น 10 กว่าปีก่อน ฉะนั้นความท้าทายจึงอยู่ที่ว่าจะสามารถเปลี่ยนใจคน กทม. ให้กลับมาเลือกพรรคได้มากน้อยแค่ไหน

ดร.ปุรวิชญ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนพรรคที่ก่อนหน้านี้ไม่เน้นการสร้างกระแส และมีฐานเสียงสำคัญอยู่ในต่างจังหวัดอย่างพรรคภูมิใจไทย ซึ่งไม่สามารถคว้าชัยชนะใน กทม. ได้เลยจากการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา จะสังเกตเห็นว่าในครั้งนี้ทางพรรคภูมิใจไทยมีความพยายามที่จะรีแบรนด์ตัวเองตั้งแต่ช่วงต้นปีเพื่อให้เป็นทางเลือกหนึ่งของฐานเสียงกลุ่มอนุรักษ์นิยม

“ประจวบเหมาะกับเหตุการณ์ปะทะไทย-กัมพูชา ที่คุณอนุทิน ก็เล่นบทบาทการเป็นคนรักชาติ ซึ่งหากพูดกันตามข้อเท็จจริง สิ่งเหล่านี้ก็โดนอกโดนใจโหวตเตอร์อนุรักษ์นิยมจำนวนไม่น้อยกับแนวทางของการพิทักษ์ผืนแผ่นดินไทยแบบนี้ ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกที่คนกรุงเทพฯ จำนวนหนึ่งไปกาให้ภูมิใจไทย และคุณอนุทิน แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจากฝั่งอนุรักษ์นิยมที่จะกาพรรคภูมิใจไทยได้ เพราะติดความรู้สึกว่าเป็นพรรคที่มาจากบุรีรัมย์ ไม่ใช่พรรคแบบคนกรุง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคุณอนุทิน ก็ดึงเทคโนแครตอย่างคุณศุภจี คุณเอกนิติ คุณสีหศักดิ์ มาร่วมพรรคเพื่อเป็นภาพโชว์ว่าเราเป็นพรรคที่มีศักยภาพ และพร้อมทำงานโดยมืออาชีพ ซึ่งเชื่อว่าจะดึงคะแนนได้จำนวนหนึ่ง แต่แค่การเอา 3 คนที่มีโปรไฟล์ดีมาเข้าร่วมก็ไม่ง่าย เพราะคน กทม. ยังติดภาพจำเดิมๆ ของภูมิใจไทย ซึ่งโหวตเตอร์กลุ่มนี้จะมีแนวโน้มไปเลือกคุณอภิสิทธิ์มากกว่า จึงเป็นเหตุผลให้คุณอภิสิทธิ์พยายามวาดภาพว่าตนเป็นทางเลือกเช่นกัน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าฐานของฝั่งอนุรักษ์นิยมจะไม่ได้เป็นฐานเดียว ซึ่งประชาธิปัตย์กับภูมิใจไทยต่างก็ต้องช่วงชิงจากฐานตรงนี้” ดร.ปุรวิชญ์ กล่าว

วธ.รับมอบไม้จันทน์หอม จัดสร้าง ‘พระโกศจันทน์’ คาดแล้วเสร็จ ก.ย.69

วธ.รับมอบไม้จันทน์หอม จัดสร้าง ‘พระโกศจันทน์’ คาดแล้วเสร็จ ก.ย.69

วธ.รับมอบไม้จันทน์หอม จัดสร้าง ‘พระโกศจันทน์’ คาดแล้วเสร็จ ก.ย.69

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.10 น.

วธ. รับมอบไม้จันทน์หอม จัดสร้างพระโกศจันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ”สมเด็จพระพันปีหลวง“

วันที่ 25 ธันวาคม  2568 เวลา 15.09 น. นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) รับมอบไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์และพระหีบจันทน์ เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เป็นผู้ส่งมอบ ณ สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร จังหวัดนครปฐม

นางสาวซาบีดา กล่าวว่า ทส. ได้จัดหาไม้จันทน์หอมสำหรับนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์ เพื่อใช้ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยคัดเลือกไม้จันทน์หอม ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ตำบลหาดขาม อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งมีลักษณะเหมาะสม ยืนต้นตายตามธรรมชาติ เปลาตรง และมีพิธีบวงสรวงไม้จันทน์หอมไปเมื่อวันเสาร์ที่ 6 ธันวาคม ที่ผ่านมา จากนั้นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ดำเนินการตัดและแปรรูปไม้จันทน์หอม จำนวน 20 ต้น ได้ไม้จันทน์หอมแปรรูปเป็นขนาดต่าง ๆ จำนวน 130 ท่อน และ 1,000 แผ่น ทั้งนี้ ไม้จันทน์หอมที่ส่งมอบเพื่อนำไปจัดสร้างพระโกศจันทน์ พระหีบจันทน์ และส่วนประกอบอื่น ๆ ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ เป็นความร่วมมือระหว่างกัน ในอันที่จะดำเนินการตามแบบแผนโบราณราชประเพณีและเพื่อให้สมพระเกียรติยศ ทำให้การตัดไม้จันทน์หอมและการเคลื่อนย้ายมายังสำนักช่างสิบหมู่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

นางสาวซาบีดา กล่าวอีกว่า วธ. โดยกรมศิลปากรจะนำไม้จันทน์หอมแปรรูปดังกล่าวไปจัดทำพระโกศจันทน์ พระหีบจันทน์ และส่วนประกอบอื่น ๆ ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายแบบ ทั้งนี้ ในการดำเนินการต้องอาศัยช่างหลายประเภท ได้แก่ ช่างโลหะ ดำเนินการจัดสร้างโครงโลหะ ช่างไม้ประณีตแปรรูปไม้จันทน์เป็นรูปลักษณะต่าง ๆ เพื่อใช้ฉลุลวดลาย ช่างโกรกฉลุ โกรกและฉลุลายตามแบบ ช่างประดับลาย นำดอกลายที่สำเร็จแล้วมาประดับกับโครงพระโกศ ซึ่งแต่ละขั้นตอนต้องใช้ความละเอียดรอบคอบ ประณีตและพิถีพิถัน คาดว่าการดำเนินการจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2569 พร้อมกันนี้จะได้บันทึกองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดสร้างพระโกศจันทน์และพระหีบจันทน์  ตั้งแต่การจัดหาต้นจันทน์หอม พิธีบวงสรวง พิธีการตัดต้นจันทน์หอม ขั้นตอนการจัดสร้างโดยละเอียด เพื่อเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชาติ และสืบทอดองค์ความรู้สู่ช่างรุ่นต่อไป

คุรุสภาจัดงานวันครูปี69 เทิดพระเกียรติ ‘พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน’

คุรุสภาจัดงานวันครูปี69 เทิดพระเกียรติ 'พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน'

คุรุสภาจัดงานวันครูปี69 เทิดพระเกียรติ ‘พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.53 น.

คุรุสภา จัดงานวันครู ครั้งที่ 70 ปี 2569 ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เทิดพระเกียรติ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” พร้อมชวนประกวดสปอตโทรทัศน์วันครู ชิงเงินรางวัล รวม 1.6 แสนบาท

ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า คุรุสภากำหนดจัดงานวันครู ครั้งที่ 70 วันที่ 16 มกราคม 2569 หัวข้อ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ ในรูปแบบผสมผสาน ทั้ง Onsite และ Online โดยกิจกรรมในส่วนกลางได้กราบเรียนเชิญนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีการงานวันครู ณ หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ

การจัดงานวันครูในปีนี้ มีการจัดพิธีบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พิธีน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และการจัดนิทรรศการเทิดพระเกียรติฯ เช่น นิทรรศการพระราชสมัญญาพระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน นิทรรศการตามรอยพระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน กิจกรรมเขียนข้อความลงบนแผ่นรูปหัวใจ ในหัวข้อกิจกรรมครูดีตามรอย “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เป็นต้น นอกจากนี้ มีพิธีทำบุญตักบาตรวันครู พิธีบูชาบูรพาจารย์และระลึกถึงพระคุณบูรพาจารย์ พิธีคาราวะครูอาวุโส พิธีมอบรางวัลของคุรุสภา และ การปาฐกถาพิเศษ หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ครั้งที่ 8 รวมถึงมีกิจกรรมทางวิชาการในรูปแบบการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านการเสวนา นิทรรศการวิชาการออนไลน์ การอบรมผ่านหลักสูตรออนไลน์หลายหัวข้อผ่าน Platform http://www.wankru.ksp.or.th

สำหรับการจัดงานวันครูในส่วนภูมิภาค นอกจากรูปแบบการจัดงานหลักแล้ว จะมีการจัดกิจกรรมสัปดาห์วันครู ระหว่างวันที่ 11-17 มกราคม 2569 เพื่อส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครู และความเข้าใจอันดีระหว่างครูกับประชาชน มีกิจกรรมสาธารณประโยชน์หรือกิจกรรมจิตอาสา แสดงถึงความรับผิดชอบและความเสียสละของครูที่มีต่อสังคม กิจกรรมครูเยี่ยมบ้านเด็ก กิจกรรม “หนึ่งคำขวัญ  หนึ่งสถานศึกษา” โดยกำหนดคำขวัญวันครูให้เป็นคำขวัญประจำสถานศึกษา ตลอดปี 2569 และมีพิธีมอบรางวัลต่าง ๆ ตามที่เห็นสมควร ณ สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดทุกแห่ง โดยสามารถบริหารจัดการเพิ่มสถานที่จัดงานวันครูในระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา หรือสถานที่ที่มีความพร้อมได้ตามความเหมาะสม

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวต่อไปว่า นอกจากกิจกรรมที่กล่าวมาแล้ว คุรุสภายังได้จัดกิจกรรมประกวดสปอตโทรทัศน์วันครู หัวข้อ “พระผู้ทรงเป็นแม่และครูแห่งแผ่นดิน” เพื่อประชาสัมพันธ์และรณรงค์ให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป ตระหนักถึงความสำคัญของครูและวิชาชีพทางการศึกษา และระลึกถึงพระคุณครู รวมทั้งร่วมกิจกรรมงานวันครูด้วยการผลิตสื่อที่สร้างสรรค์ในรูปแบบสปอตโทรทัศน์ ชิงเงินรางวัล มูลค่ารวม 160,000 บาท

ในโอกาสนี้จึงขอเชิญชวนนักเรียน นิสิต นักศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา และประชาชนทั่วไป ส่งผลงานเข้าประกวด เป็นทีม ๆ ละ 2 – 5 คน หรือ ส่งผลงานเดี่ยว ความยาว 0.30 – 1 นาที โดยผลงานที่ชนะเลิศ รับเงินรางวัล จำนวน 60,000 บาท รองชนะเลิศ อันดับ 1 จำนวน  40,000 บาท รองชนะเลิศ อันดับ 2 จำนวน 30,000 บาท และ รางวัลชมเชย จำนวน 3 รางวัล รางวัลละ 10,000 บาท ส่งผลงานได้ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 26 ธันวาคม 2568 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ หมายเลขโทรศัพท์ 0 2282 2743

“ งานวันครู ครั้งที่ 70 พ.ศ. 2569 ครั้งนี้ มุ่งหวังให้ศิษย์และประชาชนได้ร่วมกัน “น้อมจิตคารวะ และระลึกถึงพระคุณครู” ย้อนรำลึกถึงคุณค่าของครู แสดงความกตัญญูกตเวที และตระหนักถึงบทบาทสำคัญของครูในฐานะผู้หล่อหลอมอนาคตของชาติ ขอเชิญชวน นักเรียน นิสิต นักศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน ติดตามรายละเอียดของการจัดงานวันครู และเข้าร่วมกิจกรรมทั้งการจัดงานวันครูในส่วนกลาง ณ หอประชุมคุรุสภา หรือ หน่วยจัดงานวันครูในส่วนภูมิภาคทุกจังหวัดทั่วประเทศ พร้อมติดตามข่าวสารงานวันครูผ่านช่องทาง Platform http://www.wankru.ksp.or.th เว็บไซต์คุรุสภา http://www.ksp.or.th และ แฟนเพจเฟซบุ๊กคุรุสภา” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว.

สพฐ.-พว.ตอกย้ำการเรียนรู้ สร้างเด็กไทยสู่โลกอนาคต

สพฐ.-พว.ตอกย้ำการเรียนรู้ สร้างเด็กไทยสู่โลกอนาคต

สพฐ.-พว.ตอกย้ำการเรียนรู้ สร้างเด็กไทยสู่โลกอนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.41 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ ห้องประชุมนานาชาติเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน( ศูนย์การศึกษาหนองระเวียง) จังหวัดนครราชสีมา ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เป็นประธานในพิธีเปิด “โครงการพัฒนานวัตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ด้วยรูปแบบ Active Learning”สำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ ระดับมัธยมศึกษา สร้างต้นแบบพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร มหาสารคาม ชัยภูมิ บุรีรัมย์ สุรินทร์ และนครราชสีมา จาก 61 โรงเรียน จำนวนทั้งสิ้น 1,283 คน

โดยมี ผศ.วรวัฒน์ ทิพจ้อย ผู้อำนวยการสำนักวิชาการศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี กล่าวรายงาน  ซึ่งเป็นการประชาสัมพันธ์โครงการด้วยการจัดสัมมนาทางวิชาการการสะท้อนผลการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทักษะการคิดขั้นสูงเชิงระบบ สู่การพัฒนานวัตกรรมและเผยแพร่กระตุ้นการเปลี่ยนแปลงในระดับชั้นเรียนต่อไป โดยการประชุมวิชาการครั้งนี้ มีการนำเสนอผลงานนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ของครู และนวัตกรรมนักเรียนมากกว่า 367 รายการ สอดคล้องกับแผนปฏิรูปประเทศ(ฉบับปรับปรุง)และสนองกับการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่21 ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นการตอกย้ำนโยบายกระทรวงศึกษาธิการและสพฐ. ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จ           

ดร.พิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า โลกแห่งการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลต้องการผู้เรียนที่คิดวิเคราะห์เป็น แก้ปัญหาเป็น มีความคิดสร้างสรรค์ และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของศตวรรษที่ 21  และ GPAS 5 Steps เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่มีกิจกรรมให้ผู้เรียนต้องสังเกต วิเคราะห์ข้อมูล ตั้งคำถาม ลงมือทดลอง นำความรู้มาใช้ ออกแบบแนวทางแก้ปัญหา สื่อสารนำเสนอ ตรวจสอบและกำกับตนเองทุกขั้นตอน ทำให้ผู้เรียนมีบทบาทเป็น “เจ้าของการเรียนรู้” มากขึ้น ที่สำคัญ กระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps สอดคล้องกับการพัฒนาความฉลาดรู้ให้กับผู้เรียน มุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการคิดขั้นสูง ภาษา ดิจิทัล และการดำรงชีวิตอย่างเป็นองค์รวม ด้วยเหตุนี้ จึงต้องการผลักดันการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เป็นกลไกสำคัญของการปฏิรูปการเรียนรู้ระดับห้องเรียนทั่วประเทศ

“วันนี้เป็นวันสำคัญวันหนึ่งที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี จัดอบรมพัฒนาครูให้เข้าใจการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Stepsและจัดให้มีการประกวดนวัตกรรมนักเรียนระดับมัธยมศึกษา เพื่อที่จะให้เกิดการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์ ซึ่งเด็กจะต้องเตรียมความพร้อมในการเรียนรู้ตั้งแต่ระดับอนุบาล จนถึงระดับมัธยมศึกษา ไม่จำเป็นต้องรอให้จบมหาวิทยาลัย ครูต้องคิดสร้างสรรค์ให้โอกาสกับนักเรียนทุกคน”เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาครูและพัฒนานักเรียนโดยเฉพาะระดับห้องเรียน  ดังนั้นศักยภาพของผู้เรียนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ตามบัญญัติของกฎหมายการศึกษาแห่งชาติ มาตรา 22 ที่บอกว่าผู้เรียนสำคัญที่สุดนั่นก็หมายความว่าผู้เรียนทุกคนมีความหมาย ผู้เรียนทุกคนมีอนาคต แต่อนาคตของพวกเขาจะไปถึงฝัน จะไปถึงสิ่งที่เขามุ่งหวังได้แค่ไหนเพียงใด อยู่ที่การพัฒนาครู พัฒนาผู้บริหารที่จะสร้างขวัญกำลังใจของพวกเขาให้เป็นจริง ซึ่งการออกแบบการจัดการเรียนการสอนจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ดังนั้น เราจึงต้องออกแบบให้เด็กได้เรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการปฏิรูปการเรียนรู้ระดับห้องเรียน

ดร.พิเชฐ กล่าวอีกว่า นักเรียนทุกคนมีความฝัน มีศักยภาพด้วยตัวเองตามหลักพหุปัญญา ครูบาอาจารย์ก็มีความเก่ง มีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา อย่างไรก็ตามการที่จะพัฒนาให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น และสร้างโอกาสให้เด็กทุกคนจะต้องมีการขยายผลการพัฒนา ตอนนี้เรานำร่องภาคอีสานตอนกลางและตอนล่าง ซึ่งทางอีสานตอนบนอีก 10 จังหวัด ก็มีความสนใจ รวมถึงภาคอื่น ๆ ด้วย ดังนั้น สพฐ.ก็จะขยายผลการเรียนการสอนแบบ Active Learning GPAS 5 Steps ให้ทั่วทุกภูมิภาคตามบริบทของพื้นที่ เพราะต้องการสร้างเวทีให้การเรียนรู้ระหว่าง ครู นักเรียน ระหว่างนักเรียนด้วยกัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่เราจะต้องขยายผลให้เหมาะสมให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคตามบริบทของพื้นที่ อย่างไรก็ตามหัวใจของ Active Learning เป็นหัวใจของการเรียนการสอนที่บูรณาการในทุกวิชา ถ้าครูเข้าใจหัวใจของการสอนการวัดประเมินผล การเสนอผลงาน สามารถนำไปใช้กับทุกวิชาซึ่งเรามีทั้งหมด 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ บวกประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง ถ้าหากครูได้เรียนรู้อย่างถ่องแท้และได้พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่ภาคไหนของประเทศไทยก็จะนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนได้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งตนเชื่อว่า 245 เขตพื้นที่การศึกษาจะร่วมใจการสร้างสรรค์นวัตกรรมครู นักเรียนและมีเวทีให้กับเด็ก ๆ โดยการสนับสนุนของ สพฐ.ร่วมมือกับภาครัฐภาคเอกชน โดยเฉพาะ สถาบันอุดมศึกษา

ผศ.วรวัฒน์ ทิพจ้อย ผู้อำนวยการสำนักวิชาศึกษาทั่วไป มหาลัยวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี กล่าวว่า เราได้เห็นภาพและผลงานที่เกิดขึ้นจากกระบวนการพัฒนานวัตกรรมครู สู่นวัตกรรมนักเรียนผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ Active Learning ด้วยกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps มีความตื้นตันใจ ซึ่งภาพการทำงานว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มีภารกิจส่วนหนึ่งคือการยกระดับคุณภาพการศึกษา พัฒนาครูซึ่งเป็นหนึ่งภารกิจ บทบาทหน้าที่ที่พวกเราได้มีส่วนร่วมดำเนินการในการขับเคลื่อนที่จะยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่โรงเรียนซึ่งผลงานที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ก็จะสามารถต่อยอดนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้ในระดับอุดมศึกษาต่อไป อีกทั้งเป็นการสร้างพื้นที่ในการเรียนรู้ตลอดจนผลิตภัณฑ์ต่างๆให้เกิดเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นในชุมชน ท้องถิ่น เพื่อต่อยอดเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระดับชุมชนท้องถิ่นและเข้าสู่ระดับประเทศต่อไป

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ อดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา กล่าวว่า สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.)  มีความภูมิใจมาก เพราะผู้บริหาร สพฐ.ให้ความสำคัญในการพัฒนาครูและนักเรียนอย่างมาก โดยเฉพาะคุณภาพที่เป็นรูปธรรมและผลที่ออกมาก็เป็นผลเชิงประจักษ์ว่า นักเรียนเป็นผู้สร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า เวลานี้เด็กประถมศึกษาสามารถสร้างนวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพอาชีพของพ่อแม่ได้ ส่วนเด็กมัธยมสามารถสร้างนวัตกรรมผ่านกระบวนการวิจัย ทำให้ประเทศไทยสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาได้ และคุณภาพที่เกิดขึ้นจากโรงเรียนที่ได้พัฒนามาเป็นรูปแบบมาตรฐานสอดคล้องกับยูเนสโกและโออีซีดีทุกประการซึ่งเป็นมาตรฐานของโลก แสดงว่าเราสามารถสร้างโรงเรียนให้เป็นมาตรฐานของโลกได้แล้ว

ดร.ศักดิ์สิน กล่าวว่า ขณะนี้ทางภาคอีสานตอนล่างมีความตื่นตัวมากในการใช้ทรัพยากรของท้องถิ่นมาสร้างนวัตกรรม ซึ่งถ้าเราสามารถขยับขยายและพัฒนาต่อไปเด็กเหล่านี้จะเป็นผู้ปลุกเศรษฐกิจในท้องถิ่นให้เป็นเศรษฐกิจระดับชาติได้อย่างมั่นคง เพราะฉะนั้นเด็กที่มีความรู้ในเรื่องของนวัตกรรม รับรองได้ว่าอนาคตจะไม่พบกับความยากจนอย่างแน่นอน และการเรียนรู้ในเรื่องของการสร้างนวัตกรรมนั้น หัวใจสำคัญที่สุดคือกระบวนการและกระบวนการนอกจากจะสร้างนวัตกรรมได้ตั้งแต่ผลงานชิ้นเล็ก ๆ ในระดับอนุบาลจนถึงงานวิจัยในระดับ ม.ปลาย จะสามารถนำไปใช้เรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้ เพราะขณะนี้เด็ก ม.ปลายได้เรียนผ่านกระบวนการวิจัยจนสามารถสร้างนวัตกรรมได้แล้ว เพราะฉะนั้นมหาวิทยาลัยจะต้องปรับหลักสูตรเป็นActive Learning GPAS 5 Steps แล้วเพราะการเรียนรู้ทุกอย่างต้องใช้กระบวนการ

“กระบวนการจะเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการสอบพิซา ซึ่งเราตกพิซ่ามา 20 ปี ทุกปีจะมีการติวก่อนสอบยิ่งติวยิ่งสอบไม่ได้ เพราะข้อสอบพิซ่าเป็นเนื้อหาที่ใกล้ตัว เพราะฉะนั้นสิ่งที่จะนำไปใช้ในการสอบพิซ่าคือกระบวนการ แม้แต่โอเน็ตถ้าใช้กระบวนการไปวิเคราะห์ข้อสอบรับรองเด็กจะทำข้อสอบได้ แต่ที่ผ่านมาเด็กเราไม่มีกระบวนการก็ทำข้อสอบไม่ได้ เพราะคนไทยเข้าใจว่า หนังสือเรียนคือความรู้ อ่านมาก ๆ เรียนมาก ๆ ท่องมาก ๆ จำได้ จะได้อันดับที่ดี เด็กจะมีความรู้มากแต่สอบผ่านไปสองวันก็จะลืมหมด แต่ถ้าเด็กได้ฝึกสร้างโครงงานรู้จักกระบวนการจนเกิดเป็นนวัตกรรมขึ้นมา เขาจะไม่ลืมตลอดชีวิต เพราะการท่องเนื้อหาจากหนังสือ ไม่ใช่ความรู้ แต่พ่อแม่เด็กเข้าใจว่า การที่เด็กจำได้มาก ๆ นั่นคือความรู้ ดังนั้นเราต้องเอาเนื้อหาไปเปลี่ยนเป็นความรู้ ซึ่งต้องมีกระบวนการหรือเครื่องมือในการเอาเนื้อหาไปสร้างสมรรถนะ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ครูจะต้องมาปรับ มิฉะนั้นเด็กเรียนไปแล้วจะไม่ได้อะไรเลย”ดร.ศักดิ์สินกล่าว

ทันสมัย-โปร่งใส-เป็นธรรม! สพฐ.เล็งทบทวนแนวรับนักเรียนปี 69

ทันสมัย-โปร่งใส-เป็นธรรม! สพฐ.เล็งทบทวนแนวรับนักเรียนปี 69

ทันสมัย-โปร่งใส-เป็นธรรม! สพฐ.เล็งทบทวนแนวรับนักเรียนปี 69

วันพฤหัสบดี ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 14.37 น.

เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2568 นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ประกาศปฏิทินการรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และปีที่ 4 ประจำปีการศึกษา 2569 ซึ่งประเภทห้องเรียนปกติ ที่จะมีเด็กสมัครเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก กำหนดเปิดรับสมัครช่วงวันที่ 19 – 23 มีนาคม 2569 นั้น ตนได้วางแผนจะประชุมหารือร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของ สพฐ.เพื่อทบทวนแนวปฏิบัติการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2569 ให้ทันสมัยและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อีกทั้งจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษา ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และตัวแทนในพื้นที่ต่างจังหวัด เพื่อนำความคิดเห็นต่างๆ ที่เป็นประโยชน์มาสรุปเป็นแนวปฏิบัติการรับนักเรียนปี 2569 ต่อไป

“สพฐ.ขอให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าแนวปฏิบัติการรับนักเรียนในปีการศึกษา 2569 จะยึดหลักความเสมอภาค โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และให้เด็กมีที่เรียนครบทุกคน พร้อมทั้งกำชับไปยังสถานศึกษาทุกแห่งห้ามมีการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับผลประโยชน์ที่นั่งเรียนอย่างเด็ดขาด” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

โซเชียลจีนเดือด รุมวิจารณ์ “นโยบายลูกคนเดียว” หลังการเสียชีวิตของอดีตแม่ทัพการคุมประชากร

โซเชียลจีนเดือด รุมวิจารณ์ "นโยบายลูกคนเดียว" หลังการเสียชีวิตของอดีตแม่ทัพการคุมประชากร

25 ธ.ค. 2568 15:42 น.

โซเชียลจีนเดือด รุมวิจารณ์ “นโยบายลูกคนเดียว” หลังการเสียชีวิตของอดีตแม่ทัพการคุมประชากร

ชาวเน็ตจีนแห่คอมเมนต์วิจารณ์นโยบายลูกคนเดียวในอดีต หลังการเสียชีวิตของ “เผิง เพ่ยหยุน” อดีตประธานคณะกรรมการวางแผนครอบครัวฯ โดยมองว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ประชากรจีนลดฮวบและเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว พร้อมระบุ “เด็กที่ไม่มีโอกาสได้เกิด กำลังรอคุณอยู่ในภพหน้า”

กลายเป็นประเด็นร้อนบนโลกโซเชียลมีเดียของจีนตลอดสัปดาห์นี้ เมื่อข่าวการเสียชีวิตของ นางเผิง เพ่ยหยุน (Peng Peiyun)อดีตประธานคณะกรรมการวางแผนครอบครัว ผู้ควบคุมนโยบายลูกคนเดียวของจีนในช่วงปี 1988-1998 ได้รับกระแสตอบรับที่เต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์ แทนที่จะเป็นการไว้อาลัยตามปกติ

นางเผิงเสียชีวิตลงที่กรุงปักกิ่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (21 ธ.ค.) ในวัยเกือบ 96 ปี โดยสื่อของรัฐบาลจีนได้ยกย่องเธอว่าเป็น “ผู้นำที่โดดเด่น” ในงานด้านสตรีและเด็ก อย่างไรก็ตาม ในแพลตฟอร์มเว่ยป๋อ กลับเต็มไปด้วยข้อความตัดพ้อและโจมตีผลลัพธ์ของนโยบายที่เธอเคยกำกับดูแล

หนึ่งในข้อความที่มีผู้โพสต์ระบุถึงการบังคับทำแท้งและทำหมันที่เป็นผลพวงจากนโยบายคุมกำเนิดสุดโต่งในอดีต ระบุ “เด็กๆ เหล่านั้นที่สูญเสียไป กำลังรอคุณอยู่ที่นั่น (ภพหน้า)” 

นโยบายลูกคนเดียวถูกนำมาใช้ระหว่างปี 1980 ถึง 2015 เนื่องจากความกังวลเรื่องประชากรล้นประเทศ ซึ่งส่งผลให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายอย่างรุนแรงในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่มีค่านิยมอยากมีบุตรชายเพื่อสืบสกุลและดูแลยามแก่เถอะ จนนำไปสู่ปัญหาการทำแท้งทารกเพศหญิงและการทอดทิ้งเด็ก

ชาวเน็ตรายหนึ่งโพสต์ว่า “ถ้าเราเลิกใช้นโยบายลูกคนเดียวก่อนหน้านั้นสัก 10 ปี ประชากรจีนคงไม่ดิ่งเหวขนาดนี้!” ขณะที่อีกรายเสริมว่า “เด็กเหล่านั้นถ้าได้เกิดมา ตอนนี้คงอยู่ในวัยเกือบ 40 ปี ซึ่งเป็นวัยที่สร้างพลังให้ประเทศได้มากที่สุด”

ปัจจุบัน จีนกำลังเผชิญกับภาวะประชากรลดลงอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 โดยข้อมูลล่าสุดในปี 2024 ประชากรลดลงเหลือ 1.39 พันล้านคน และเสียตำแหน่งประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกให้กับอินเดียไปเมื่อปี 2023

แม้ในช่วงปี 2010 นางเผิงจะเริ่มเปลี่ยนทัศนคติและเสนอให้ผ่อนปรนนโยบายลง แต่ดูเหมือนจะสายเกินไป ปัจจุบันรัฐบาลจีนพยายามทุกวิถีทางเพื่อกระตุ้นอัตราการเกิด ทั้งการให้เงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็ก การเพิ่มวันลาคลอด และสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหาสังคมสูงวัยและการขาดแคลนแรงงานได้

วิกฤตนี้สร้างความกังวลว่าเศรษฐกิจที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกอย่างจีน จะต้องแบกรับภาระงบประมาณมหาศาลในการดูแลผู้สูงอายุ ท่ามกลางจำนวนคนวัยทำงานที่น้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งจะกลายเป็นระเบิดเวลาทางเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้.

ที่มา Reuters

เศรษฐีใหม่รับคริสต์มาส ลอตเตอรีพาวเวอร์บอลแตกที่รัฐอาร์คันซอ คว้าแจ็กพอต 5.6 หมื่นล้านบาท

เศรษฐีใหม่รับคริสต์มาส ลอตเตอรีพาวเวอร์บอลแตกที่รัฐอาร์คันซอ คว้าแจ็กพอต 5.6 หมื่นล้านบาท

25 ธ.ค. 2568 14:28 น.

เศรษฐีใหม่รับคริสต์มาส ลอตเตอรีพาวเวอร์บอลแตกที่รัฐอาร์คันซอ คว้าแจ็กพอต 5.6 หมื่นล้านบาท

ตั๋วลอตเตอรีพาวเวอร์บอลที่ขายในรัฐอาร์คันซอ คว้าแจ็กพอตมหาศาล 1.817 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 56,480 ล้านบาท จากการออกรางวัลงวดคืนคริสต์มาสอีฟ หลังไม่มีผู้ถูกรางวัลยาวนานกว่า 3 เดือน นับเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดของเพาเวอร์บอลปี 2025 และมากเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ โดยผู้ถูกรางวัลมีทางเลือกรับเงินก้อน 834.9 ล้านดอลลาร์ก่อนหักภาษี

สำนักงานลอตเตอรีพาวเวอร์บอล ประกาศผลการออกรางวัลประจำคืนวันพุธที่ผ่านมา (24 ธ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งตรงกับวันคริสต์มาสอีฟ โดยปรากฏว่ามีผู้ซื้อสลากจากรัฐอาร์คันซอเพียงรายเดียวที่ถูกรางวัลแจ็กพอต หลังไม่มีผู้ถูกรางวัลใหญ่มานานกว่า 3 เดือน โดยหมายเลขที่ออกได้แก่ 04, 25, 31, 52, 59 และหมายเลขพาวเวอร์บอล คือ 19

แรงซื้อสลากในช่วงโค้งสุดท้ายส่งผลให้มูลค่าเงินรางวัลพุ่งสูงเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรก โดยสรุปยอดรวมแจ็กพอตอยู่ที่ 1.817 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 56,480 ล้านบาท) ซึ่งถือเป็นเงินรางวัลแจ็กพอตที่ใหญ่ที่สุดของปี 2025 เงินรางวัลที่สูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประวัติศาสตร์ลอตเตอรีของสหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ ผู้โชคดีสามารถเลือกรับเป็นเงินสดก้อนเดียวก่อนหักภาษี มูลค่า 834.9 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 25,953 ล้านบาท)

แมตต์ สตรอว์น ประธานกลุ่มผลิตภัณฑ์พาวเวอร์บอล กล่าวแสดงความยินดีว่า “นี่คือรางวัลที่จะเปลี่ยนชีวิตไปอย่างสิ้นเชิง ขอขอบคุณผู้เล่นทุกคนที่ร่วมสนุก เพราะทุกใบที่ซื้อมีส่วนช่วยสนับสนุนโครงการและบริการสาธารณะทั่วประเทศ”

สถิติที่น่าสนใจจากการถูกรางวัลครั้งนี้ประกอบด้วยเป็นการถูกแจ็กพอตหลังจากไม่มีใครถูกรางวัลติดต่อกันถึง 46 งวด ครั้งสุดท้ายคือ 6 ก.ย. 2025 นอกจากนั้น ยังนับเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของรัฐอาร์คันซอที่มีผู้ถูกรางวัลแจ็กพอต โดยครั้งแรกเกิดเมื่อปี 2010 และเป็นการถูกรางวัลใหญ่ในวันคริสต์มาสอีฟครั้งแรกในรอบ 14 ปี นับตั้งแต่ปี 2011

พาวเวอร์บอลออกแบบมาให้แจ็กพอตสะสมจนมีมูลค่ามหาศาล เนื่องจากโอกาสในการถูกรางวัลใหญ่มีเพียง 1 ใน 292.2 ล้าน เท่านั้น อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่สลากระบุว่าโอกาสในการถูกรางวัลสมนาคุณอื่นๆ ที่เล็กลงมานั้นมีสูงกว่ามาก

ปัจจุบันสลากพาวเวอร์บอลจำหน่ายในราคาใบละ 2 ดอลลาร์ ครอบคลุมพื้นที่ 45 รัฐ รวมถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี., เปอร์โตริโก และหมู่เกาะเวอร์จินของสหรัฐฯ.

ที่มา AP

“ทรัมป์” ต่อสายคุยเด็กวันคริสต์มาสอีฟ เตือนระวัง “ซานต้านิสัยไม่ดี” แอบเข้าประเทศ

"ทรัมป์" ต่อสายคุยเด็กวันคริสต์มาสอีฟ เตือนระวัง "ซานต้านิสัยไม่ดี" แอบเข้าประเทศ

25 ธ.ค. 2568 12:57 น.

“ทรัมป์” ต่อสายคุยเด็กวันคริสต์มาสอีฟ เตือนระวัง “ซานต้านิสัยไม่ดี” แอบเข้าประเทศ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเมลาเนีย เปิดบ้านพักมาร์อาลาโก รับสายเด็กๆ ทั่วอเมริกาผ่านสายด่วน NORAD เจ้าตัวหยอดมุกระวัง “ซานต้านิสัยไม่ดี” ลอบเข้าเมือง และการหยอกล้อเรื่องถ่านหินในถุงเท้าคริสต์มาส พร้อมย้ำจุดยืนสนับสนุนถ่านหินว่าเป็นพลังงาน “สะอาดและสวยงาม” ก่อนตบท้ายด้วยการอวยพรคริสต์มาสถึงกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม

ในช่วงค่ำของวันคริสต์มาสอีฟ (24 ธ.ค.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง เมลาเนีย ทรัมป์ ได้ร่วมสืบสานประเพณีรับสายโทรศัพท์จากเด็กๆ ที่โทรเข้ามายังหน่วยบัญชาการป้องกันอวกาศอเมริกาเหนือ (NORAD) ซึ่งจัดกิจกรรมจำลองการติดตามเส้นทางการเดินทางของซานตาคลอสไปทั่วโลก

ในระหว่างการสนทนากับเด็กวัย 4 ขวบ และ 10 ขวบจากรัฐโอคลาโฮมา ทรัมป์ได้สอดแทรกประเด็นเรื่องการตรวจสอบผู้เดินทางเข้าประเทศในสไตล์ของเขาว่า “เราต้องมั่นใจว่าซานต้าเป็นคนดี ซึ่งซานต้าเป็นคนดีมากอยู่แล้ว” เขากล่าวต่อว่า “เราต้องการให้แน่ใจว่าเขา (ซานต้า) ไม่ได้ถูกแทรกซึม และเราจะไม่มี “ซานต้านิสัยไม่ดี” ลักลอบแทรกซึมเข้ามาในประเทศของเรา” อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ขยายความเพิ่มเติมว่าซานต้านิสัยไม่ดีหมายถึงอะไร

ช่วงเวลาที่เรียกเสียงหัวเราะได้มากที่สุด คือตอนที่ทรัมป์คุยกับเด็กหญิงวัย 8 ขวบจากรัฐแคนซัส เมื่อเขาถามเธอว่าอยากได้ของขวัญอะไร และเด็กหญิงตอบกลับมาทันทีว่า “อะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ถ่านหิน” (ตามความเชื่อที่ว่าเด็กนิสัยไม่ดีจะได้ถ่านหินเป็นของขวัญ)

ทรัมป์รีบตอบกลับด้วยสโลแกนหาเสียงสุดโปรดของเขาว่า “หนูหมายถึงถ่านหินที่สะอาดและสวยงามน่ะเหรอ?” ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคนในห้อง แม้แต่เมลาเนียที่รับสายอยู่อีกเครื่องยังต้องหันมายิ้ม “ถ่านหินน่ะสะอาดและสวยงามนะ โปรดจำไว้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม… แต่หนูคงไม่อยากได้ถ่านหินสะอาดๆ ใช่ไหม?” ซึ่งเด็กหญิงยืนยันว่าเธออยากได้ตุ๊กตาบาร์บี้ เสื้อผ้า และขนมมากกว่า

เมื่อเด็กชายวัย 8 ขวบจากรัฐนอร์ทแคโรไลนาถามว่า ซานต้าจะโกรธไหมถ้าไม่มีใครวางคุกกี้ไว้ให้ ทรัมป์ตอบว่าซานต้าคงไม่โกรธแต่อาจจะผิดหวัง พร้อมแซวรูปร่างของซานต้าว่า “หนูรู้ไหมว่าซานต้าเขาออกจะไปทาง “เชรูบิก” (Cherubic) หน่อย หรือพูดง่ายๆ คือค่อนข้างเจ้าเนื้อนั่นแหละ ผมว่าซานต้าน่าจะอยากกินคุกกี้นะ”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังแอบแซวเมลาเนียที่นั่งอยู่ข้างๆ ขณะที่เธอกำลังตั้งใจฟังเด็กๆ ในสายว่า “ดูสิ เธอมีสมาธิจดจ่อได้ดีมาก โดยที่ไม่ต้องฟังเสียงผมเลยสักนิด”

แม้ในสายจะพูดคุยกับเด็กๆ อย่างสนุกสนาน และบ่นว่าอยากคุยทั้งวันแต่ต้องกลับไปจัดการเรื่องสงครามรัสเซีย-ยูเครนต่อ แต่ทรัมป์ยังคงรักษาธรรมเนียมการโพสต์โซเชียลมีเดียถึงคู่ปรับทางการเมืองเหมือนเช่นปี 2024 และปี 2017

โดยในปีนี้เขาโพสต์ข้อความว่า: “สุขสันต์วันคริสต์มาสแด่ทุกคน รวมถึงพวก “เศษสวะฝ่ายซ้ายจัด” ที่กำลังพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อทำลายประเทศของเรา แต่พวกเขากำลังล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า”

ที่มา AP

กงสุลใหญ่นิวยอร์ก เร่งประชาสัมพันธ์คนไทย 10 มลรัฐ รีบลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

กงสุลใหญ่นิวยอร์ก เร่งประชาสัมพันธ์คนไทย 10 มลรัฐ รีบลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

25 ธ.ค. 2568 12:31 น.

กงสุลใหญ่นิวยอร์ก เร่งประชาสัมพันธ์คนไทย 10 มลรัฐ รีบลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เดินหน้าประชาสัมพันธ์เชิงรุก เชิญชวนคนไทยผู้มีสิทธิเลือกตั้งใน 10 มลรัฐ รีบลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ให้ทันภายใน 5 ม.ค. 2569 

นางสาวสมใจ ตะเภาพงษ์ กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก เดินหน้าประชาสัมพันธ์เชิงรุกผ่านทุกช่องทาง โดยมุ่งเจาะกลุ่มสมาคมและชมรมคนไทยในพื้นที่เขตรับผิดชอบของสถานกงสุลใหญ่ฯ ครอบคลุม 10 มลรัฐ ได้แก่ คอนเนคทิคัต  เมน แมสซาชูเซตส์ นิวแฮมเชียร์ นิวเจอร์ซีย์ นิวยอร์ก โอไฮโอ เพนซิลเวเนีย โรดไอแลนด์ และเวอร์มอนต์ เพื่อเชิญชวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่พำนักอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว รีบลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรทางอินเทอร์เน็ต สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ. 2569

ทั้งนี้ การลงทะเบียนสามารถดำเนินการได้ระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 5 มกราคม 2569 (ตามเวลาประเทศไทย ตลอด 24 ชั่วโมง) หากพ้นกำหนดดังกล่าว ผู้มีสิทธิจะไม่สามารถออกเสียงเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคมที่ผ่านมา ระหว่างเวลา 11.00–16.00 น. (เวลาท้องถิ่น) ศูนย์วัฒนธรรมไทยแห่งรัฐนิวยอร์ก เมืองควีนส์ ได้จัดงานฉลองเทศกาลคริสต์มาสให้แก่นักเรียน ผู้ปกครอง และสมาชิกศูนย์ฯ โดยมีคนไทยจากสมาคมไทยในรัฐนิวยอร์กและรัฐใกล้เคียงเข้าร่วมงานประมาณ 200 คน

ในโอกาสนี้ คุณสุจิตรา ปาลีวงศ์ ประธานศูนย์วัฒนธรรมไทยแห่งรัฐนิวยอร์ก ได้เชิญนางสาวสมใจ ตะเภาพงษ์ กงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก และกงสุล ธรรมจิตร ฐิติมนตรี เข้าร่วมงานด้วย โดยระหว่างร่วมงานดังกล่าว นางสาวสมใจ ตะเภาพงษ์ ได้กล่าวประชาสัมพันธ์และชี้แจงรายละเอียดขั้นตอนการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรทางอินเทอร์เน็ต โดยระบุว่า ผู้มีสิทธิสามารถลงทะเบียนได้ด้วยตนเองผ่านเว็บไซต์ https://boraservices.bora.dopa.go.th/election/popout/

นอกจากนี้ สถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ยังพร้อมอำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่ประสบปัญหาในการลงทะเบียนออนไลน์ โดยสามารถติดต่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่สถานกงสุลใหญ่ฯ ในวันและเวลาราชการ ทั้งนี้ เอกสารที่ใช้ประกอบการลงทะเบียน ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน และหนังสือเดินทางไทยสำหรับผู้ที่บัตรประชาชนหมดอายุหรือสูญหาย สถานกงสุลใหญ่ฯ สามารถดำเนินการจัดทำให้ใหม่ได้

ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่อีเมล์ Info@thaicgny.com และเว็บไซต์ https://newyork.thaiembassy.org

สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี พ.ศ. 2566 ที่สถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก จัดให้มีการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ มีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งทั้งหมด 2,980 คน และมีผู้มาใช้สิทธิจริง 2,597 คน

ไพโรจน์ ปักษาษิณ ผู้สื่อข่าวประจำรัฐนิวยอร์ก รายงาน.