ชำแหละ‘ปาร์ตี้ลิสต์’ 4 พรรคหลัก สะท้อนบุคลิก มุมคิด ภาพลักษณ์

ชำแหละ‘ปาร์ตี้ลิสต์’ 4 พรรคหลัก สะท้อนบุคลิก มุมคิด ภาพลักษณ์

ชำแหละ‘ปาร์ตี้ลิสต์’ 4 พรรคหลัก สะท้อนบุคลิก มุมคิด ภาพลักษณ์

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.55 น.

ชำแหละ‘ปาร์ตี้ลิสต์’ 4 พรรคหลัก สะท้อนบุคลิก มุมคิด ภาพลักษณ์

23 ธันวาคม 2568 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “เทพไท – คุยการเมือง” หัวข้อ “ชำแหละ ปาร์ตี้ลิสต์ 4 พรรคหลัก” ระบุว่า…

ชำแหละ ปาร์ตี้ลิสต์ 4 พรรคหลัก

หลังจากคณะกรรมการเลือกตั้ง(กกต.) ประกาศกำหนดให้มีการยื่นใบสมัคร สส.ระบบบัญชีรายชื่อ หรือปาร์ตี้ลิสต์ ต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง ในวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ทำให้พรรคการเมืองหลายพรรค ประกาศรายชื่อ สส. ในระบบบัญชีรายชื่อ 100 คน โดยเรียงตามลำดับตัวอักษร ซึ่งยังไม่ได้จัดลำดับ สส. ในระบบบัญชีรายชื่ออย่างเป็นทางการ

ตอนนี้มีพรรคการเมืองประกาศรายชื่อ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ พรรคละ 100 คน เพื่อทำไพรมารี่โหวตตามกฎหมายพรรคการเมือง ซึ่งพรรคที่ประกาศรายชื่อเป็นพรรคแรก คือ พรรคประชาธิปัตย์ , พรรคประชาชน , พรรคเพื่อไทย และพรรคภูมิใจไทย ตามลำดับ

ซึ่งผมจะขออนุญาตวิเคราะห์รายชื่อสส.ระบบบัญชีรายชื่อ 100 คนของแต่ละพรรค ซึ่งสื่อให้เห็นบุคลิกของพรรคการเมืองแต่ละพรรคว่ามีแนวความคิด หรือมีพื้นฐานความคิดต่อการเสนอรายชื่อสส.ปาร์ตี้ลิสต์ สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของพรรคอย่างไร

1.พรรคประชาธิปัตย์

ถือว่าเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุด การจัดรายชื่อ สส.ระบบบัญชีรายชื่อ สอดคล้องกับบุคลิกของพรรค เมื่อเป็นพรรคเก่าแก่ มีสมาชิกผู้อาวุโส มีอดีตรัฐมนตรี มีอดีตสส.เป็นจำนวนมาก การจัดบัญชีสส.ระบบบัญชีรายชื่อ จึงเห็นรายชื่อของผู้อาวุโสทางการเมือง อดีตรัฐมนตรี อดีตสส.เป็นจำนวนมาก มีผู้สมัครสส.ของพรรคในอดีต ที่ไม่อยากลงในเขตเลือกตั้ง โดยเงื่อนไขหรือปัจจัยต่างๆนานา

แต่สุดท้ายเมื่อกระแสของพรรค หลังจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาเป็นหัวหน้าพรรค ทำให้คะแนนนิยมในระบบบัญชีรายชื่อสูงขึ้น จึงทำให้อดีตรัฐมนตรี อดีตสส.หรืออดีตผู้สมัครในอดีต เสนอตัวลงในระบบบัญชีรายชื่อเป็นจำนวนมาก

จึงทำให้เห็นรายชื่อของสส.ในระบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาธิปัตย์ เน้นหนักไปทางอดีตสส.และอดีตรัฐมนตรีเป็นส่วนใหญ่

2.พรรคประชาชน

ซึ่งถือว่าเป็นพรรคการเมืองใหม่ และประสบความสำเร็จการเลือกตั้ง 2 ครั้ง และได้รับเลือกตั้งหรือสส.ระบบบัญชีรายชื่อเป็นจำนวนมาก ทำให้มีผู้ประสงค์จะสมัครในระบบบัญชีรายชื่อหลายคน

พรรคมีวิธีการคัดผู้เหมาะสมลงสมัครใน สส.ระบบบัญชีรายชื่อ โดยเน้นคนรุ่นใหม่เป็นหลัก ซึ่งจะเห็นความหลากหลายของกลุ่มที่ลงสมัครใน สส.ระบบบัญชีรายชื่อ เช่น กลุ่มอาชีพกลุ่มNGO ภาคประชาสังคม กลุ่มหลากหลายทางเพศ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน นักธุรกิจรายย่อย กลุ่มธุรกิจรายใหญ่ กลุ่มนักวิชาการ ฯลฯ

จึงทำให้เห็นภาพส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคประชาชน ค่อนข้างหลากหลายและโดยภาพรวมแล้วเป็นคนรุ่นใหม่

3.พรรคเพื่อไทย

ได้ประกาศรายชื่อส.ส. บัญชีรายชื่อ 100 คน ถ้าดูภาพรวมของรายชื่อ สส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย จะเห็นว่าแม้จะเน้นคนรุ่นใหม่เพื่อแข่งขันกับพรรคประชาชน แต่คนรุ่นใหม่ที่อยู่ในระบบบัญชีรายชื่อส่วนใหญ่ จะเป็นลูกหลานของอดีตแกนนำพรรค อดีตสส. อดีตรัฐมนตรี อดีตนายทุน รวมไปถึงการมีรายชื่อของอดีตสส. อดีตแกนนำ ทั้งพ่อทั้งลูก หรือบางคนพ่ออยู่อีกพรรค ฝากลูกมาอยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย

จึงเห็นภาพรวมของ สส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคเพื่อไทยในลักษณะเป็นลูกของอดีตแกนนำ อดีตรัฐมนตรี และอดีตนักการเมืองของพรรคเพื่อไทยเป็นส่วนใหญ่

4.พรรคภูมิใจไทย

ประกาศรายชื่อส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน ส่วนใหญ่จะเป็นบิ๊กเนม จะเป็นผู้มีชื่อเสียง ตัวแทนบ้านใหญ่เป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับพรรคภูมิใจไทยได้ดูด สส.บ้านใหญ่ และดูดนักการเมืองจากพรรคการเมืองอื่นมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ตัวแทนของกลุ่มที่ดูดมาขอสมัครลงในระบบบัญชีรายชื่อ จึงทำให้เห็นรายชื่อบ้านใหญ่ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทยหลายบ้าน ซึ่งยังไม่ได้จัดลำดับความสำคัญของรายชื่อในสส.บัญชีรายชื่อเลย

จึงทำให้เป็นปัญหาของพรรคภูมิใจไทย เพราะรายชื่อแต่ละคนแย่งกันอยู่ในลำดับต้นๆของระบบบัญชีรายชื่อ ต้องเหยียบกัน ต้องขี่กันด้วยซ้ำ ซึ่งจะทำให้การจัดลำดับบัญชีเป็นไปด้วยความยากลำบาก

ทั้งหมดนี้เป็นรายชื่อที่ประกาศออกมา 100 รายชื่อของแต่ละพรรค และสามารถสื่อให้เห็นแนวความคิด บุคลิกของพรรคว่า พรรคมีแนวทางในการคัดสรร หรือในการเลือกคนมาอยู่ในระบบบัญชีรายชื่ออย่างไรบ้าง

‘กต.’แถลงการณ์ 5 ข้อวงประชุมอาเซียนสมัยพิเศษ ย้ำ 3 เงื่อนไขนำสู่เจรจา‘หยุดยิง’

‘กต.’แถลงการณ์ 5 ข้อวงประชุมอาเซียนสมัยพิเศษ ย้ำ 3 เงื่อนไขนำสู่เจรจา‘หยุดยิง’

‘กต.’แถลงการณ์ 5 ข้อวงประชุมอาเซียนสมัยพิเศษ ย้ำ 3 เงื่อนไขนำสู่เจรจา‘หยุดยิง’

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.26 น.

‘กต.’แถลงการณ์ 5 ข้อวงประชุมอาเซียนสมัยพิเศษ ย้ำ 3 เงื่อนไขนำสู่เจรจา‘หยุดยิง’

กระทรวงการต่างประเทศ ออกแถลงการณ์การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษ (Special ASEAN Ministers’ Meeting: Special AMM) วันที่ 22 ธันวาคม 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ดังนี้

ตามที่เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศได้เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน สมัยพิเศษ ว่าด้วยสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมี ดาโตะ เซอรี อูตามา ฮาจี โมฮามัด บิน ฮาจี ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เป็นประธาน นั้น

1. ไทยขอขอบคุณมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียน ที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษครั้งนี้ ซึ่งไทยได้แสดงความพร้อมที่จะเข้าร่วมตั้งแต่ต้น ด้วยเห็นว่า อาเซียนจะสามารถมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในเรื่องนี้บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง รวมถึงขอขอบคุณความปรารถนาดีของประเทศสมาชิกอาเซียนที่ร่วมหารืออย่างสร้างสรรค์ และแสดงความประสงค์อย่างแรงกล้าให้ไทยและกัมพูชากลับสู่กระบวนการเจรจา รวมถึงผ่านกลไกทวิภาคี และดำเนินการเพื่อนำไปสู่การยุติการสู้รบทุกรูปแบบ

2. ไทยได้ใช้โอกาสนี้ ยืนยันความมุ่งมั่นของไทยในการบรรลุสันติภาพที่แท้จริง ยั่งยืน และตั้งอยู่บนการดำเนินการที่เป็นรูปธรรม ที่ผ่านมา ไทยได้ใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด แต่ไทยไม่อาจเพิกเฉยต่อการละเมิดข้อตกลงในแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทยกับกัมพูชาที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ รวมถึงการวางทุ่นระเบิด ซึ่งยังก่อให้เกิดความสูญเสียและเป็นภัยต่อพลเรือนและทหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเหตุการณ์ล่าสุดเมื่อวานนี้ (21 ธันวาคม 2568) ที่ทหารไทยสูญเสียขา เป็นครั้งที่ 8 จากการลอบวางทุ่นระเบิดใหม่ของฝ่ายกัมพูชา

3. ไทยได้ชี้แจงให้ประเทศสมาชิกอาเซียนทราบถึงข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและแจ้งจุดยืนของไทย โดยเฉพาะเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการที่จะนำไปสู่การหารือเพื่อลดระดับความตึงเครียดที่จะนำไปสู่สันติภาพ ได้แก่

(1) กัมพูชาจะต้องเป็นฝ่ายประกาศหยุดยิงก่อน

(2) การหยุดยิงของฝ่ายกัมพูชาจะต้องเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง โดยจะต้องมีการตรวจสอบโดยฝ่ายทหารตามความเป็นจริงในพื้นที่

(3) ฝ่ายกัมพูชาจะต้องร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิดกับฝ่ายไทยอย่างจริงจัง

4. ที่ประชุมฯ ยินดีที่ทั้งสองฝ่ายจะหารือเพื่อนำไปสู่การกลับมาหยุดยิงและการยุติการเป็นปรปักษ์ โดยจะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ในวันที่ 24 ธันวาคม 2568 เพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินการ ขั้นตอน และการตรวจสอบการหยุดยิงในรายละเอียดต่อไป ทั้งนี้ สอดคล้องกับท่าทีของฝ่ายไทย ที่ย้ำว่า การหยุดยิงไม่สามารถเกิดขึ้นจากการประกาศฝ่ายเดียว ต้องเกิดจากเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ เพื่อให้การหารือที่จะนำไปสู่การหยุดยิง สะท้อนความเป็นจริงในพื้นที่และมีความยั่งยืน

5. รัฐบาลไทยพร้อมที่จะหารือบนพื้นฐานของผลประโยชน์ อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติเป็นสำคัญ ไทยยังคงปรารถนาสันติภาพ แต่สันติภาพที่ยั่งยืนจะต้องมาพร้อมกับความมั่นคงและความปลอดภัยของประชาชนไทย ซึ่งฝ่ายไทยหวังที่จะเห็นความจริงใจของกัมพูชาที่สะท้อนผ่านการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เพื่อสันติภาพที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงสันติภาพที่อยู่บนกระดาษเท่านั้น

คำถามของ ‘ช่อ’ ต่อแผนการรบ แรงสะเทือนที่พรรคส้มต้องรับ

คำถามของ ‘ช่อ’ ต่อแผนการรบ แรงสะเทือนที่พรรคส้มต้องรับ

คำถามของ ‘ช่อ’ ต่อแผนการรบ แรงสะเทือนที่พรรคส้มต้องรับ

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 07.00 น.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาในช่วงเวลานี้ มีการปะทะ มีการยิง มีการใช้อาวุธและมีผู้เสียชีวิต

กองทัพไทยส่งกำลังประจำการในพื้นที่ควบคุมพื้นที่ปฏิบัติการ และควบคุมข้อมูลด้านความมั่นคงอย่างเข้มงวด

ในสภาพเช่นนี้ คำพูดเกี่ยวกับการใช้กำลัง ไม่ใช่เรื่องถกเชิงความเห็นทั่วไปแต่เชื่อมตรงไปถึงการปฏิบัติการจริงและการรับรู้ของสังคมในวงกว้าง

ชื่อของ “ช่อ” พรรณิการ์ วานิช จึงถูกดึงเข้าสู่ประเด็นทันที จากการออกรายการหนึ่ง ซึ่งมีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการใช้กำลังของทหาร ท่ามกลางสถานการณ์ชายแดนที่มีการปะทะจริง

คำถามที่เป็นแกนของข้อถกเถียง เริ่มจากประโยคว่า

“ถ้าจะรบ ไหนแผนเตรียมความพร้อมการรบ รบเบ็ดเสร็จให้จบไป จะรบถึงพนมดงรักหรือพนมเปญ จะเข้าไปสิบกิโล ยี่สิบกิโล ตกลงจะเป็นอย่างไร”

นี่คือคำถามของช่อโดยตรง ไม่ใช่การตั้งคำถามเชิงนโยบายลอย ๆ แต่เป็นการไล่ถามไปที่ขอบเขตของการใช้กำลังทั้งพื้นที่ เป้าหมาย และระยะของการปฏิบัติการ

แม้จะไม่มีคำว่า “กางแผนการรบ” ปรากฏตรงตัว แต่ถ้อยคำอย่าง “ไหนแผนเตรียมความพร้อมการรบ”และ “จะรบถึงไหน” เมื่อถูกพูดในบริบทที่มีการสู้รบจริง ย่อมถูกเชื่อมโยงไปถึงแกนของแผนการรบของทหารโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

ถัดจากนั้น ช่อวางเงื่อนไขต่อทันทีว่า“ไม่ได้ต้องการรู้ยุทธวิธีละเอียดไม่อยากรู้ และไม่ควรบอกให้ฝ่ายตรงข้ามรับรู้”

การรีบวางเงื่อนไขเช่นนี้ สะท้อนชัดว่าผู้ตั้งคำถามเองก็รับรู้ดี ว่าคำถามก่อนหน้าเข้าใกล้พื้นที่อ่อนไหว ซึ่งทหารไม่สามารถอธิบายต่อสาธารณะได้

เพราะสำหรับทหาร แผนการรบและยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่แนวคิดเชิงทฤษฎี แต่คือกรอบที่กำหนดการใช้กำลังการเคลื่อนกำลัง และความปลอดภัยของกำลังพลในสนามจริง

การเปิดเผยทิศทาง เป้าหมาย หรือขอบเขตการรบ ย่อมทำให้ฝ่ายตรงข้ามประเมินการเคลื่อนไหวได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีประเทศใดทำ ในช่วงที่การปฏิบัติการกำลังเกิดขึ้นจริง

จากนั้น ช่อขยายคำถามต่อไปชัดเจนว่าสิ่งที่ต้องการรู้คือ “ยุทธศาสตร์ในการรบ”

ในคำถามของช่อเอง ยุทธศาสตร์ไม่ได้ถูกพูดในเชิงนามธรรม แต่ถูกตั้งเป็นคำถามตรง ๆ ว่า จะรบแบบไหน รบเพื่อเป้าหมายอะไร และจะขยายการรบไปถึงระดับใด

เมื่อวางคำถามทั้งหมดของช่อเรียงต่อกันสิ่งที่สังคมได้ยิน จึงไม่ใช่เพียงการแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ แต่เป็นการเรียกร้องให้ทหารออกมาอธิบายว่า

หากจะใช้กำลังจริง

จะรบอย่างไร

จะรบไปถึงไหน

และมีแผนการรบของทหารรองรับอยู่หรือไม่

นี่คือเหตุผลที่คำถามชุดนี้ ถูกตีความว่าเป็นการเรียกร้องให้เปิดทิศทางของแผนการรบ ทั้งที่รู้กันดีว่าแผนการรบและยุทธศาสตร์ของทหาร ไม่อาจเปิดเผยต่อสาธารณะได้ โดยเฉพาะในช่วงที่สถานการณ์ยังปะทะกันอยู่

ตรงนี้เอง คือแกนของข้อวิจารณ์ทั้งหมด

ประเด็นของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่การใส่ร้ายหรือการบิดคำพูด

แต่เกิดจากรูปแบบคำถาม เมื่อถูกตั้งในจังหวะเวลาเช่นนี้ ย่อมเปิดช่องให้ถูกอ่านไปในทิศทางนั้นได้

ยิ่งคำถามดังกล่าว ออกมาจากบุคคลที่มีภาพจำทางการเมืองชัดเจน การรับรู้ของสังคม ย่อมไม่แยกคำถามออกจากตัวบุคคล

ภาพจำทางการเมืองของ “ช่อ” สะสมมาจากจุดยืนในอดีต ที่วิพากษ์บทบาทของทหาร และกรอบความคิดด้านความมั่นคงมาอย่างต่อเนื่อง

แม้จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตไม่สามารถลงสมัครหรือดำรงตำแหน่งใดได้อีก แต่น้ำหนักทางความคิดไม่ได้หายไป

ในทางตรงกันข้าม “ช่อ” ยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในผู้กำหนดกรอบความคิด ของพรรคประชาชน หรือที่สังคมเรียกกันทั่วไปว่า “พรรคส้ม” ไม่ใช่ในฐานะแขกนอกวง แต่ในฐานะคนที่แนวคิดถูกใช้อ้างอิงและถูกยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งของทิศทางทางการเมืองของพรรคนี้

ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ ทำให้คำถามของ “ช่อ” ไม่เคยถูกฟังแยกออกจากพรรคส้ม อย่างแท้จริง แม้จะไม่มีตำแหน่ง แม้จะไม่มีบทบาทในโครงสร้างพรรค แต่ในทางการเมือง แนวคิดของช่อยังถูกนับรวมเป็น “เสียงเดียวกัน”

เมื่อคำถามเรื่องแผนและขอบเขตการรบออกมาจากบุคคลที่มีสถานะเช่นนี้ แรงสะเทือนจึงไม่ได้ตกอยู่ที่ตัวบุคคลเพียงลำพัง แต่พุ่งตรงไปถึงพรรคส้มโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

พรรคอาจไม่ได้ส่งใครไปออกรายการอาจไม่ได้ออกแถลงการณ์ และอาจไม่ได้กำหนดท่าทีอย่างเป็นทางการ แต่การไม่พูด ไม่ชี้แจง และไม่กำหนดเส้น ก็เท่ากับการยอมให้สังคมรับรู้ว่า กรอบความคิดเช่นนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองพรรคส้ม

นี่คือจุดที่พรรคส้มไม่อาจหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบทางการเมืองได้ เพราะเมื่อเลือกเดินการเมืองแบบพึ่งพาบุคคลที่มีอิทธิพลทางความคิดสูง แต่ไม่มีตำแหน่งให้ตรวจสอบ ทุกถ้อยคำในประเด็นอ่อนไหว ย่อมกลายเป็นภาระของพรรคโดยอัตโนมัติ

กรณีนี้จึงไม่ได้สะท้อนแค่คำถามของช่อ แต่สะท้อนการตัดสินใจของพรรคส้มเองที่ยอมให้การเมืองของพรรค ถูกขับเคลื่อนด้วย “เครือข่ายความคิด” มากกว่าท่าทีที่ชัดเจนขององค์กรพรรค

ในประเด็นที่มีต้นทุนสูงอย่างความมั่นคงพรรคไม่อาจเลือกยืนกึ่งกลาง ไม่อาจปล่อยให้บุคคลในแนวเดียวกันพูดแทน แล้วถอยออกมาบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว

เพราะในการเมืองแบบนี้ คำถามบางคำ เมื่อออกจากปากคนอย่างช่อ ไม่ใช่แค่คำถามของบุคคล แต่ถูกอ่านว่าเป็นทิศทางของพรรค

และพรรคที่ยอมให้ภาพนั้นดำรงอยู่ ก็ต้องยอมรับผลทางการเมืองที่ตามมา โดยไม่อาจผลักภาระนั้นออกไปจากตัวเองได้อีกต่อไป

ทีมข่าวแนวหน้าออนไลน์

ปชป.ผุดแคมเปญ ‘ไทยหายจน’พุ่งเป้าชนะลต. ภท.เปิด100ชื่อชิงปาร์ตี้ลิสต์

ปชป.ผุดแคมเปญ  ‘ไทยหายจน’พุ่งเป้าชนะลต.  ภท.เปิด100ชื่อชิงปาร์ตี้ลิสต์

ปชป.ผุดแคมเปญ ‘ไทยหายจน’พุ่งเป้าชนะลต. ภท.เปิด100ชื่อชิงปาร์ตี้ลิสต์

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“อภิสิทธิ์”ปลุก 33 ว่าที่ผู้สมัคร สส.กรุงเทพฯ ใช้การเมืองสุจริต เปลี่ยนแปลงประเทศ โวปีเลือกตั้งลงท้ายด้วย 9 “ปชป.”โกยชัยชนะเลือกตั้ง เปิดแคมเปญ“ไทยหายจน”พาคนไทยหลุดพ้นปัญหา ไม่ต้องทนหายใจไปวันๆ ภท.เปิด 100 ปาร์ตี้ลิสต์ไม่จัดอันดับ‘คนดัง-บ้านใหญ่-ทายาทนักการเมือง’พรึ่บ จับตา 24 ธ.ค.‘อนุทิน’นำแถลงนโยบายพรรค พร้อมเปิดตัว‘3ว่าที่แคนดิเดตนายกฯ’พ่วง‘500ว่าที่ผู้สมัคร สส.’ ‘หนู’อุบจับมือ ปชน.กลัวกลืนน้ำลาย

เมื่อวันที่ 22ธันวาคม2568 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. พร้อมด้วย นายสกลธี ภัทธิยกุล รองหัวหน้าพรรค ดูแล กทม.นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรคและผู้อำนวยการศูนย์เลือกตั้ง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาผู้อำนวยศูนย์อำนวยการเลือกตั้งพรรค แถลงเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.กทม.ทั้ง 33เขต โดย นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ระบบการคัดเลือกว่าที่ผู้สมัคร สส. กทม.ทั้ง 33เขตผ่านกระบวนการที่เป็นไปตามกฎหมาย ตนไม่ได้บอกว่า เลือกถูกคน แต่เมื่อผู้ได้รับเลือกให้สวมเสื้อพรรคเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้ง ต้องหาเสียงภายใตักรอบกฎหมาย บนความซื่อสัตย์สุจริต และตนมองว่า นักการเมืองที่ดี นอกจากมีกฎ กติกาและมารยาทแล้ว ต้องมีมารยาท ดังนั้นขอให้ยึดมั่นในแนวทางที่ถูกต้อง สร้างประเพณีวัฒนธรรมการเมืองที่ดี

‘มาร์ค’โวปีเลือกตั้งลงเลข9ปชป.ชนะ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า การลงสมัครเลือกตั้งอย่ากังวลว่า ไม่มีใครรู้จัก เพราะตนสมัยลงเลือกตั้งครั้งแรก เดินไปที่ไหนเคาะประตูแนะนำตัว ประชาชนถามว่า ผู้สมัครอยู่ไหน นึกว่าตนเป็นอาสาหาเสียงทำให้ทีมงานบอกว่า ห้ามใส่รองเท้าผ้าใบ ให้ใส่รองเท้าทำงาน เพื่อให้ดูเป็นผู้ใหญ่ ดังนั้นขอให้เดินเข้าไปอย่ากังวล หากมีดี ตั้งใจที่ดี เข้าหาประชาชนและทำให้ประชาชนเห็น หลายคนบอกว่า เป็นผู้สมัครหน้าใหม่ สด มาจากศูนย์ แต่พรรคปชป.ไม่ได้เริ่มจากศูนย์ บางเรื่องอาจมีจุดอ่อน อดีตถูกโจมตี แต่พรรคปชป.คนกทม. รับรู้และไว้วางใจ ยืนยันว่ากรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) นำสิ่งเหล่านั้นกลับมาเป็นกำลัง ขอให้มุ่งมั่น ตั้งใจเดินหน้าและประสบความสำเร็จการทำงาน เพื่อการเมืองสุจริตเปลี่ยนแปลงประเทศไทย

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่า พื้นที่ กทม.เป็นศูนย์กลางทุกอย่าง มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ระบบการบริหารราชการ ขณะที่ในประวัติศาสตร์การเมือง พื้นที่ กทม.ถือเป็นหัวใจของการเมือง ผลการเลือกตั้งของกทม.มักจะไปแบบทางใดทางหนึ่ง คนกทม.เลือกไปในทางเดียวไม่ว่าเขตไหน สิ่งที่ต้องตระหนัก คือ ต้องเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาของพื้นที่ที่สมัครรับเลือกตั้ง ทั้งนี้คนกทม. มองว่าผู้สมัคร คือ เป็นตัวแทนของพรรคการเมืองและความคิดทางการเมือง ที่ผ่านมาประชาธิปัตย์มีโอกาสครองใจคนกทม.หลายสมัย ชนะท่วมท้น ทั้งสส.มีผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2คน มี สก.สข.หากเชื่อเลือกดวง สังเกตว่าในปีเลือกตั้งที่ลงท้ายด้วยเลข 9 เช่น ปี 2519 2529 2539 พรรคประชาธิปัตย์จะชนะ

หลุดพ้นทนหายใจสู่’ไทยหายจน’

นายอภิสิทธิ์ ยังแถลงเปิดแคมเปญหาเสียงอย่างเป็นทางการ โดยระบุตอนหนึ่งว่า จากที่ได้เชิญชวนประชาชนผ่านโซเชียลมีเดียเพื่อบอกความอึดอัดในปัจจุบันประชาชนต้องทนอะไรและไม่อยากทนอะไร ปรากฎว่ามีคำตอบกลับมาหลายหมื่นคน อารมณ์เดียวกันว่ามีเรื่องจำนวนมากที่ไม่อยากทน เช่น ความยากลำบาก ปากท้อง หลายคนไม่อยากทนความจน เป็นเกษตรกร ไม่ทนต่อราคาผลผลิตทางการเกษตรตกต่ำ ผู้ประกอบการรายย่อย บอกว่าไม่อยากทนราคาสินค้าที่ต่างชาติตัดราคา และไม่อยากทนเรื่องหนี้นอกระบบ คนที่มองยาวไปกว่านั้นคิดถึงลูกหลาน ไม่อยากทนกับระบบการศึกษาที่ล้าหลัง หลายคนเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ไม่อยากทนกับภัยพิบัติ ฝุ่นพีเอ็ม2.5และสุดท้ายคือ อาการที่ต้องทนหายใจ ถึงเวลาที่พรรคปชป.ต้องประกาศว่า ประเทศไทยไม่ทน พรรคขออาสามาเปลี่ยนแปลงสภาพที่เป็นอยู่ เพราะพรรคมาในการเมืองสุจริต ไม่มีประโยชน์ทับซ้อน มาในฐานะสถาบันการเมือง สามารถตอบโจทย์ประเทศได้ว่า ไม่ต้องทนหายใจไปวันๆ การเลือกตั้งปี69 พรรคปชป.และประชาชนจะกลับมาทำสิ่งที่ทุกคนทนหายใจ ให้เป็นไทยหายจน โดยเป้าหมายสุดท้ายคือ หลุดพ้นจากปัญหาทนหายใจ ไปสู่ภาวะไทยหายจน

ภท.เปิด100ปาร์ตี้ลิสต์ไม่จัดอันดับ ‘

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคภูมิใจไทย เปิดเผยรายชื่อผู้แสดงความจำนงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ (Party-list) ครบทั้ง 100 คนโดยไม่มีการจัดลำดับ โดยมีขุนพลทางการเมือง อดีตรัฐมนตรี ทายาทนักการเมือง ดังนี้ 1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย2. นายกนก วงษ์ตระหง่าน 3 นายกมล วิภาดาพิสุทธิ์ 4 นายกฤษฎา หลีนวรัตน์ อดีตนายกเทศมนตรีธัญบุรี 5 นางกษมา จิรภัคเสถียร6 นายกิตติชัย เอ่งฉ้วน7 นายกิติศักดิ์ นาอ่อน8 นายเกรียงยศ สุดลาภา9 นายเกียรติ เหลืองขจรวิทย์10 นายโกวิทย์ นาพิมพ์11 นายไกรสร วิศิษฎ์วงศ์12 นายขจรศักดิ์ สีทองหลาง13 นายขวัญชัย สกุลทอง14 นายจักรกฤษณ์ การะเกด15 นายจักรวัฒน์ ฐิติพิทยา 16 นายจำลอง ช่วยรอด17 นายจิณณา สืบสายไทย18 นางสาวจิณตภา ฐิติพิทยา19 นายชลัฐ รัชกิจประการ บุตรชายพิพัฒน์ รัชกิจประการ 20 นายชูเกียรติ น้ำเงิน 21 นายเชน หมั่นเขตกิจ22 นายเชิง รักหาญ23 นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และบุตรชายคนโตของนายเนวิน ชิดชอบ24 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ บุตรสาวชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี 25.นางสาวณัฐกฤตา วิบูลย์วุฒิวงศ์26 นายณัฐพล จรัสสุริยพงศ์27 นางสาวณัฐสุดา เจริญพันธุ์28 นางสาวณิชกานต์ สิงห์ขจร29 นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล 30 นายทรงศักดิ์ ทองศรี31 นายธนกร วังบุญคงชนะ32 นายธนกฤต ชาติอนุลักษณ์33 นางสาวธนัชดา ตันจรารักษ์34 นายธนิศร์ ศรีประเทศ35 นายธรรมรงศักดิ์ รักงาม36 นายธานี เกสทอง37 นายนภินทร ศรีสรรพางค์38 นางสาวนันทนา สงฆ์ประชา39 นายนาวิน สังฆมาตร40 นายนิกร จำนง 41 นายบุญเกิด ทรงรัมย์42 นายบุญอยู่ รอดพะดี43 นายปกรณ์ มุ่งเจริญพร44 นายปารเมศ โพธารากุล 45 นายปิติ ปิตุเตชะ46 นางสาวปิยพร ไพบูลย์47 นายเผดิมชัย สะสมทรัพย์48 นายพงศกร อรรณนพพร49 นายพนม จันทร์ศรีทอง50 นางสาวพัชรนันท์ โกศลสมบัตินนท์

51 นายพัฒนา พร้อมพัฒน์52 นางพัทธนันท์ สมใจ53 นายพิกิฎ ศรีชนะ54 นางพิชชารัตน์ เลาหะพงศ์ชนะ55 นายพิเชฎฐ์ ชัยศรี56 นายพินิจ จันทรสุรินทร์57 นายพิบูลย์ รัชกิจประการ58 นายพิพัฒน์ชัย ภัครัชตานนท์59 นายพีรพร สุวรรณฉวี60 นายพีระเพชร ศิริกุล 61 นางพูนสุข โพธิ์สุ62 นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์63 นายมงคลพัฒน์สรรณ์ไตรภพ64 นายมนตรี สันติลักขณาวงศ์65 นายมานพ เกตุเมฆ66 นพ. มารุต มัสยวาณิช67 นายยุทธพล อังกินันท์68 นายยูฮันบูละ 69 นายร่มธรรม ขำนุรักษ์70 นายรังสิกร ทิมาตฤกะ71 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก72 นายราเชนทร์ มาลัยวงศ์73 นางสาวรินทร์ลิตา อดิษะ74 นายวราวุธศิลปอาชา75 นายวันชนะ แถมยิ้ม76 นายวีระยุทธ งามจิตร77 นางสาววีราภรณ์ เกียรติชัยพัฒนา78 นางสาวศศิธร กิตติธรกุล79 นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู80 นายศุภชัย ใจสมุทร 81 นางสาวศุภมาศ อิศรภักดี82 นายสมนึก หาห้วยทราย83 นายสมฤกษ์ บัวใหญ่84 นายสรวิศ ธานีโต 85 นายสวัสดิ์ อุทัยแสน86 นายสวาป เผ่าประทาน87 นายสัญญา คงสมบัติ88 นางสาวสัตตบุษย์ บุญเรือง89 นายสันติ พร้อมพัฒน์90 นายสิรภพ ดวงสอดศรี91 นายสุพิน บุญเลิศ92 นายสุรศักดิ์ เลิศรุจิกุล93 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล94 นางสุวณาปิยะพิสุทธิ์95 นายอนุชา บูรพชัยศรี96 นายอรุณ พรหมคุณ97 นายอาทิตย์ ฉัตรชัยพลรัตน์98 นายอารี ไกรนรา99 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ 100 นายเอกภพ เพียรวิเศษ

24ธ.ค.เปิดนโยบายพรรคชุดใหญ่

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่า วันที่ 24ธ.ค.เวลา 10.00น.จะประชุมและแถลงนโยบายพรรในการหาเสียงเลือกตั้ง ที่โรงละครอักษรา คิงเพาเวอร์ ชั้น3 โดยผู้แถลงนโยบาย ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยและน.ส.ซาบีดาไทยเศรษฐ์ ทั้งนี้ หลังแถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทย ในการหาเสียงเลือกตั้งแล้ว จะมีการเปิดตัวผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้ง 2ระบบของพรรคคือ ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้งและผู้สมัครเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่ออย่างเป็นทางการ

‘หนู’อุบจับมือปชน.กลัวกลืนน้ำลาย

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท.ให้สัมภาษณ์ถึงหลังการเลือกตั้งเสร็จสิ้น อยากจับมือกับพรรคเพื่อไทยหรือพรรคประชาชนมากที่สุด นายกฯ ถามกลับว่า ทำไมต้องใช้คำว่าจับมือ แต่เป็นใครก็ตามที่ช่วยกันสร้างประโยชน์ให้บ้านเมือง วันนี้คนไทยต้องสมัครสมานสามัคคีเป็นหลักก่อน เพราะเรามีเรื่องกับเพื่อนบ้านอยู่ ส่วนเรื่องการเมืองปล่อยไปตามกลไก และต้องรอหลังการเลือกตั้ง ใครพูดอะไรไปก่อน ก็จะกลายเป็นต้องไปกลืนน้ำลายวุ่นวายไปหมด เรื่องอะไรที่อยู่เหนือการควบคุม ตนไม่มีความเห็นดีกว่า เมื่อถามว่า นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ระบุว่า ถ้าพรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล พรรคประชาชนพร้อมเป็นฝ่ายค้าน นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเป็นนายกฯได้ ก็เพราะเสียงของท่าน ส่วนที่หัวหน้าพรรคประชาชน ระบุนโยบายของพรรคภูมิใจไทยอาจไม่สามารถร่วมงานกันได้ นายอนุทิน กล่าวว่า ภูมิใจไทยวันนี้ เราพยายามทำให้ประชาชนเชื่อใจ มั่นใจ และเดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งด้วยความพร้อม จากนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และประชาชน

เมื่อถามถึงผลสำรวจความเห็นประชาชนจากหลายสำนัก ระบุว่าพรรคภูมิใจไทยคะแนนนิยมอยู่ในอันดับ3จะทำอย่างไรให้ได้รับนิยมมากขึ้น นายอนุทิน กล่าวว่า จากอันดับบ๊วยมาอันดับ3ก็ขอบคุณพี่น้องประชาชนมากๆ เมื่อถามว่าวันที่ 24ธ.ค.จะแถลงนโยบายพรรคภูมิใจไทย จะเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯทั้ง3คนด้วยหรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนบอกว่า“เอาเป็นว่าไม่ผิดหวังก็แล้วกัน”ต่อข้อถามว่าจีบนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรคสำเร็จแล้วหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทำงานด้วยกันต่อไป

‘พท.’เชื่อ’ยศชนัน’ดึงคะแนนได้

ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค พท. ให้สัมภาษณ์ถึงบัญชีรายชื่อ สส.ของพรรค พท.ที่ปรากฏตามสื่อ โดยมีชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท.อยู่ด้วย ว่า ที่ประชุมกก.บห.ได้หารือกันในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคควรจะอยู่ในบัญชีรายชื่อ จึงได้ไปทาบทาม ซึ่งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีก็ได้ตอบรับ ส่วนการจัดลำดับจะต้องพิจารณาอีกครั้ง โดยชื่อที่ปรากฎต่อสาธารณะขณะนี้ เป็นรายชื่อที่เรียงตามตัวอักษร ก. ถึง ฮ.เท่านั้น โดยในอีก 1-2 วันนี้ จะพิจารณาจัดลำดับอีกครั้ง ก่อนจะไปสมัครในวันที่ 28ธ.ค.เมื่อถามว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3คน ควรจะอยู่ในบัญชีลำดับต้นหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า ควรอยู่ลำดับต้น เพราะเป็นบุคคลสำคัญของพรรค

ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลโพลคนกรุงเทพฯเกือบ 50เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ตัดสินใจ หลังเดินเครื่องหาเสียงแล้วจะดึงคะแนนเสียงในส่วนนี้ได้มากน้อยแค่ไหน นายประเสริฐ กล่าวว่า เรามั่นใจ เนื่องจากแคนดิเดตนายกฯของพรรคที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่กี่วัน แต่มีคะแนนนิยม มีผลโพลดีขึ้นตลอดเวลา จึงมั่นใจว่า จะแย่งคะแนนในส่วนนี้มาได้ เพราะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีทั้ง 3คน ก็เป็นคนที่มีความรู้ ความสามารถ คิดว่าจะโดนใจประชาชน ส่วนพรรคได้ประเมินหรือไม่ว่าคะแนนความนิยมของ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ของบางโพลที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อวันที่ 16 ธ.ค. ที่ผ่านมานั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันอยู่ การที่คะแนนนิยมเพิ่มขึ้นมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะนายยศชนัน เป็นคนรุ่นใหม่ มีความรู้ จบศาสตราจารย์ คิดว่าเป็นจุดขายจุดหนึ่งและการที่มาลงสมัครเป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย ที่เดิมมีฐานคะแนนอยู่แล้ว ก็เป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน อีกทั้ง นายยศชนัน เป็นคนรุ่นใหม่ที่น่าสนใจ อยู่ในช่วงเวลาที่ใช้พลังขับเคลื่อนประเทศได้อย่างเต็มที่ เมื่อถามว่า นอกจากนโยบายแล้ว ตัวนายยศชนัน จะดึงคะแนนจากกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจได้หรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า มั่นใจ เพราะหลังลงพื้นที่ ได้รับคะแนนตอบรับเป็นอย่างดี เชื่อกระแสนิยมจะดีขึ้น

‘อ๋อย’ยังอยู่พท.แค่เปลี่ยนบทบาท

นายประเสริฐ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง ลาออกจากตำแหน่งประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ว่า นายจาตุรนต์ได้ทำหน้าที่นี้มาสักพักหนึ่งแล้ว โดยได้วางยุทธศาสตร์ร่วมกับคณะกรรมการบริหารพรรคมา และขณะนี้เข้าสู่การเลือกตั้ง จึงได้แจ้งมายังตน และหัวหน้าพรรคว่า มีความประสงค์อยากทำเรื่องประชามติ และรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคเห็นด้วย และจะให้การสนับสนุนนายจาตุรนต์ในการขับเคลื่อนเรื่องการทำประชามติ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ยืนยันว่านายจาตุรนต์ ไม่ได้ออกจากพรรคเพื่อไทย เพียงแต่ภารกิจหน้าที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นเรื่องธรรมดา และขณะนี้คณะกรรมยุทธศาสตร์ยังเป็นชุดเดิม โดยมีรองประธานทำหน้าที่รักษาการ ขณะที่ประธานคนใหม่กำลังพูดคุยกันอยู่.

‘ทสท.’ประกาศ3มาตรการสกัดทุนดำ

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ประกาศเจตจำนงแน่วแน่ในการสร้างการเมืองสุจริต โดยชี้ว่า คอร์รัปชันคือ”มะเร็งร้าย”ที่กัดกินประเทศไทยจนเศรษฐกิจดิ่งเหว แม้งบประมาณแผ่นดินจะสูงเกือบ 4 ล้านล้านบาท แต่ชีวิตประชาชนกลับลำบากแสนสาหัส เพราะเงินถูกสูบไปสร้างความมั่งคั่งให้ผู้มีอำนาจที่โกงกิน แทนที่จะไปสร้างความมั่นคงในชีวิตให้ประชาชนพร้อมเตือนว่าหากปล่อยให้อาชญากรข้ามชาติและแก๊งทุนดำ เข้ามาซื้อตัวนักการเมืองเพื่อยึดอำนาจรัฐ ประเทศไทยอาจกลายเป็น”รัฐล้มเหลว” (Fail State) เช่นเดียวกับบางประเทศในอเมริกาใต้หรือแอฟริกา พรรคไทยสร้างไทยจึงเสนอ 3 มาตรการใหญ่ เพื่อล้างบางคนโกงให้สิ้นซากดังนี้ 1. การเพิ่มโทษคนโกงชาติ ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองให้มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต 2. การให้อำนาจประชาชน 50,000 รายชื่อ สามารถลงมติถอดถอนองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญได้ หากพบพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ให้คนโกง 3.การจัดตั้ง “ป.ป.ช. ภาคประชาชน” เพื่อให้ภาคเอกชนและภาคพลเมืองเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบโครงการรัฐและมีอำนาจดำเนินคดีตามกฎหมายได้จริง พรรคไทยสร้างไทยขออาสาเป็นแนวหน้าในการขจัดการโกงกิน และให้คำมั่นว่าหากได้รับโอกาสเข้าไปบริหารประเทศ จะเร่งผลักดันมาตรการทั้ง3ข้อให้เป็นกฎหมายบังคับใช้ภายใน 6 เดือนแรกของการเป็นรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่ความมั่นคงอย่างยั่งยืน

‘วัน อยู่บำรุง’โยกซบ’โอกาสใหม่’

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ค่ำวันที่ 21 ธ.ค.2568 นายวัน อยู่บำรุง กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า“เมื่อวันที่ชีวิตเดินเข้ามาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง!!! “ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 20ธ.ค.มีภาพของนายวัน นั่งพูดคุยกับนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ โดยมีนายประภัสร์ จงสงวน อดีตผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และอดีตกรรมการยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) สมาชิกพรรคโอกาสใหม่ร่วมอยู่ด้วย รวมถึงมีรายงานข่าวว่า นายวันได้พูดกับคนในพรรคพปชร.ว่า อาจตัดสินใจทางการเมืองอีกครั้ง ขณะที่นายจตุพร เปิดเผยว่าตนได้พบกับนายวันจริง ซึ่ง นายวัน แวะเข้ามาที่พรรค ได้มีโอกาสคุยกับตนและกก.บห.ถึงนโยบายต่างๆ โดยนายวันรับสนใจนโยบายพรรค ส่วนอนาคตจะมาร่วมงานกับพรรคโอกาสใหม่หรือไม่ ขอให้เป็นการตัดสินใจของนายวัน ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 12ธ.ค.นายวันเ พิ่งจะพา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง บิดา ไปสมัครสมาชิกพรรคพปชร.กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด

‘MOUดีอี’พ่นพิษ DSIลุยสอบโยง2นักการเมือง ‘ประเสริฐ’โวยถูกดิสเครดิต

‘MOUดีอี’พ่นพิษ  DSIลุยสอบโยง2นักการเมือง  ‘ประเสริฐ’โวยถูกดิสเครดิต

‘MOUดีอี’พ่นพิษ DSIลุยสอบโยง2นักการเมือง ‘ประเสริฐ’โวยถูกดิสเครดิต

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

“ไชยชนก”เผย ดีเอสไอ สอบปม MOU กระทรวงดีอีกับบริษัทจากสิงคโปร์โยง 2 นักการเมือง ชี้เป็นหน้าที่ ดีเอสไอ สอบสวน ปมให้สแกนม่านตา กระทบประชาชน 1.2 ล้านคน ด้าน“ประเสริฐ” อ้างยังไม่มีหนังสือจากดีเอสไอ เชิญไปสอบ ยันพร้อมชี้แจงเพราะแค่เป็นพยานการทำ MOU โวย เชื่อดิสเครดิตการเมือง

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เรียกสอบกรณี MOU ระหว่างกระทรวงดีอี กับบริษัทจากประเทศสิงคโปร์ มีการสาวไปถึงนักการเมืองหรือไม่ ว่า ต้องรอผลการสืบสวนสอบสวนของดีเอสไอ และได้ยินว่ามีการเรียกอดีตปลัดกระทรวงดีอี ซึ่งจากคำให้การของอดีตปลัดฯ ก็จะมีการเรียก นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมว.ดีอีก็ต้องรอดูผลการวินิจฉัย ซึ่งหน้าที่ของตน คือการรวบรวมข้อมูลที่ตรวจสอบพบในกระทรวงฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่ได้กำกับดูแล ส่งให้กับดีเอสไอ โดยมีเอกสารสำคัญหลายส่วนที่มีข้อน่าสงสัย แต่การวินิจฉัยก็เป็นหน้าที่ของดีเอสไอ

เมื่อถามย้ำว่า ข้อมูลที่ดีเอสไอ ตรวจสอบ เชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ก็พบเอกสารที่มีลายเซ็น ซึ่งขณะนี้มีความเชื่อมโยงเพียง 1-2 คน

ด้านพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีดีเอสไอ สอบปากคำอดีตปลัดกระทรวงดีอี พบข้อมูลเชื่อมโยงถึงระดับนโยบาย ว่ารายละเอียดคงต้องสอบถามดีเอสไอ แต่ส่วนตัวไม่ทราบ เพราะได้ให้นโยบายไป เมื่อถามว่าช่วงนี้ใกล้ช่วงที่จะมีการเลือกตั้ง เป็นการดิสเครดิตทางการเมืองหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ไม่ทราบ เรื่องรูปคดีรวมถึงสำนวน ต้องถามดีเอสไอ ตนได้ให้นโยบายว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วง เพราะมีประชาชนเกี่ยวข้องมากกว่า 1.2 ล้านคน ในเรื่องการสแกนม่านตา และเราไม่ทราบว่าข้อมูลตรงนี้จะถูกเอาไปทำอะไรบ้าง

ที่พรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ดีเอสไอ จะเรียกสอบกรณีลงนามทำ MOU ในขณะที่ดำรงตำแหน่ง รมว.ดีอี กับทางบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี จากประเทศสิงคโปร์ ซึ่งปรากฏภาพนายเบน สมิธ ร่วมเฟรม ว่ายังไม่ได้รับประสานจากดีเอสไอ ให้เข้าชี้แจงและให้ข้อมูล แต่อยากจะชี้แจงว่า การทำ MOU หรือข้อตกลงต่างๆ ของกระทรวงฯ จะมีการพิจารณารายละเอียด ว่าทำได้หรือไม่อย่างไร ซึ่งหน่วยงานราชการจะตรวจสอบ มีทั้งคณะกรรมการกฤษฎีกา สำนักงานอัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศ เมื่อดูครบถ้วนแล้วจึงสามารถลงนามได้

นายประเสริฐ กล่าวอีกว่า จากนั้นจะแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือสำนักงานปลัดกระทรวงฯ ยืนยันว่ากระบวนการขั้นตอนต่างๆ เป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ยืนยันว่ามีความบริสุทธิ์ใจ และไม่มีหมกเม็ดอะไร ไม่ทราบว่านายเบน สมิธ มาปรากฏตัวอยู่ในการลงนาม MOU ดังกล่าว ได้อย่างไร เพราะตนไปในฐานะที่เป็นพยานในการลงนาม MOU ซึ่งการลงนามเป็นฝ่ายราชการ โดยปลัดกระทรวงฯ และตัวแทนของบริษัทจากสิงคโปร์ ซึ่งแต่ละปีกระทรวงฯ ได้เซ็น MOU กับหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งต่างประเทศและในประเทศ ยืนยันว่าการลงนามนั้นมีความบริสุทธิ์ใจ และดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย

นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัวกับนายเบน สมิธ และระหว่างการลงนาม MOU ก็ไม่ได้พูดคุยกันแต่อย่างใด ครั้งนั้นปลัดกระทรวงฯ เชิญตนไปในฐานะที่เป็นพยานการทำ MOU ยืนยันว่าไม่มีประเด็นอื่น เมื่อถามว่าขณะนี้เข้าสู่การเลือกตั้ง มองว่ามีการเชื่อมโยงเป็นประเด็นทางการเมืองหรือไม่ นายประเสริฐ กล่าวว่า คิดว่าฝ่ายที่ไม่หวังดีมีความพยายามโยงเป็นเรื่องการเมือง ซึ่งกำลังเข้าสู่การเลือกตั้ง เป็นการดิสเครดิตให้เกิดความเสียหายโดยปราศจากข้อเท็จจริง เรื่องนี้ต้องระวัง เพราะตนไม่อยากให้เป็นเรื่องการเมือง ยืนยันว่าพร้อมเข้าชี้แจงต่อดีเอสไอ หากได้รับหนังสือเชิญมา

เจาะลึกโครงสร้างปอยเปต เมื่ออาณาจักรสแกมเมอร์ถูกถอดปลั๊ก เริ่มกลายเป็นเมืองร้าง

เจาะลึกโครงสร้างปอยเปต เมื่ออาณาจักรสแกมเมอร์ถูกถอดปลั๊ก เริ่มกลายเป็นเมืองร้าง

เจาะลึกโครงสร้างปอยเปต เมื่ออาณาจักรสแกมเมอร์ถูกถอดปลั๊ก เริ่มกลายเป็นเมืองร้าง

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 22.05 น.

22 ธันวาคม 2568 ดร.สุริยะใส กตะศิลา คณบดีวิทยาลัยผู้นำและนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เมื่อขุมเงินสีเทาถูกทะลาย ปอยเปตจะกลายเป็นเมืองร้าง”

ปอยเปตไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว
ไม่ใช่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์
แต่คือ “เมืองที่ถูกหล่อเลี้ยงด้วยเงินสีเทา”
คาสิโน สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ คือโครงสร้างหลักที่ทำให้เมืองนี้ยังหายใจอยู่

หลายปีที่ผ่านมา ขุมเงินเหล่านี้ไม่ได้เลี้ยงแค่เครือข่ายผิดกฎหมาย
แต่ค้ำจุน โครงสร้างอำนาจทั้งระบบ
เงินจากการหลอกลวงคนทั่วโลก
ถูกแปลงเป็นอำนาจ การเมือง และการคุ้มครองจากรัฐเงา
นี่คือความจริงที่ไม่ค่อยมีใครพูดตรง ๆ

แต่เมื่อไทยเริ่ม “ทะลายฐานสแกมเมอร์” อย่างจริงจัง
เมื่อเส้นเลือดการเงินถูกตัด
ปอยเปตจึงไม่ได้แค่สะดุด
แต่มันกำลัง ถูกถอดปลั๊กทั้งระบบ

และนั่นคือเหตุผลที่เราเห็นภาพอันน่ารังเกียจ
การอพยพพลเรือนออกบางส่วน
ไม่ใช่เพื่อความปลอดภัย
แต่เพื่อเปิดพื้นที่ให้กำลังติดอาวุธแฝงตัวเข้าไปแทน
ซุ่มตามจุดต่าง ๆ และใช้การซุ่มยิงข้ามฝั่งใส่ทหารไทย

นี่ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ของรัฐที่มั่นคง
แต่มันคือ เฮือกสุดท้ายของอำนาจที่กำลังจะหมดลมหายใจ
เมื่อเงินหาย ศักยภาพหาย
สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความรุนแรงแบบไร้ศักดิ์ศรี

ปอยเปตกำลังเผชิญความจริงข้อหนึ่ง
ถ้าไม่มีเงินสีเทา
เมืองนี้จะไม่เหลืออะไรให้ยืนอยู่ได้
และระบอบที่เคยอาศัยเงินสกปรกหล่อเลี้ยงอำนาจ
ก็ต้องเลือกทางที่ต่ำที่สุดเพื่อยื้อเวลา

นี่จึงไม่ใช่เรื่อง “สันติภาพ”
แต่คือการดิ้นรนของอำนาจที่ถูกเปิดโปง
และเมื่อขุมเงินสีเทาถูกทะลายจนหมด
ปอยเปตในแบบที่เรารู้จัก
อาจไม่เหลืออยู่บนแผนที่อีกต่อไป…

‘อดีต สว.’ชวนฟังคลิปนาทีหนีตายปอยเปต ชี้มีคนไทยสั่งการ หนีระเบิดปืนใหญ่ไทยชัดเจน (คลิป)

'อดีต สว.'ชวนฟังคลิปนาทีหนีตายปอยเปต ชี้มีคนไทยสั่งการ หนีระเบิดปืนใหญ่ไทยชัดเจน (คลิป)

‘อดีต สว.’ชวนฟังคลิปนาทีหนีตายปอยเปต ชี้มีคนไทยสั่งการ หนีระเบิดปืนใหญ่ไทยชัดเจน (คลิป)

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 21.26 น.

วันที่ 17 ธันวาคม 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (ส.ส.)โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า โปรดช่วยกันฟังหน่อยครับ ว่า 

ผมได้ยินภาษาไทยสั่งการให้สแกมเมอร์ คอลเซนเตอร์ หลบหนีลง

จากอาคารที่เป็นรังสแกมเมอร์ถูกต้องแล้วใช่มั้ยครับ

ฟังซ้ำหลายทีก็ยืนยันว่า หูผมไม่น่าจะเพี้ยนนะ?

จากข่าววันนี้ 22ธค 2568

”รังสแกมเมอร์ปอยเปตแตกเผ่นหนีตาย “

ฟังดีๆต้นคลิปที่สั่งสแกมเมอร์ให้หนีลงมาก่อน 

เป็นภาษาไทยชัดเจนมาก !!!

เสียงคนสั่งการมี2คนๆหนึ่งเป็นคนไทย

อีกคนเป็นเขมร สั่งการให้แก้งค์คอลเซนเตอร์ 

สแกมเมอร์คนไทย และคนเขมรให้หลบลงมาจากตึกที่ทหารเขมรใช้โจมตียิงทหารไทย 

ก่อนจะโดนไทยยืนปืนใหญ่และทิ้งระเบิดที่ตึกทั้ง2หลัง

ตอบ 7 คำถามไทย-กัมพูชา โต้คำลวง ฮุน เซน ทีละประเด็นอย่างละเอียด

ตอบ 7 คำถามไทย-กัมพูชา โต้คำลวง ฮุน เซน ทีละประเด็นอย่างละเอียด

ตอบ 7 คำถามไทย-กัมพูชา โต้คำลวง ฮุน เซน ทีละประเด็นอย่างละเอียด

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 20.35 น.

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กระทรวงการต่างประเทศ Ministry of Foreign Affairs of the Kingdom of Thailand  โพสต์ข้อความว่า  Q&A เชิงข้อเท็จจริง–เป็นสากล–มีความชอบธรรม เพื่อตอบโต้สารโฆษณาชวนเชื่อของ ฮุน เซน เมื่อ 21 ธ.ค.68

Q1: กัมพูชาถูกรุกรานโดยไทยจริงหรือไม่
A: ไม่จริง ข้อเท็จจริงที่ตรวจสอบได้จากหลายแหล่ง เช่น OSINT และรายงานภาคสนาม ยืนยันว่า ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้เปิดฉาก
ใช้กำลังทางทหารก่อน ทั้งการยิงอาวุธเข้ามาในเขตแดนไทย การเคลื่อนกำลังรุกล้ำพื้นที่ และการใช้พื้นที่ต้องห้ามทางทหาร

Q2: ไทยอ้าง “ป้องกันตนเอง” เป็นข้ออ้างหรือไม่
A: ไม่ใช่ข้ออ้าง แต่เป็นสิทธิที่ชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ การป้องกันตนเองของไทยอยู่ภายใต้หลักความจำเป็น (Necessity) และความได้สัดส่วน (Proportionality) ตามกฎบัตรสหประชาชาติ มาตรา 51 เนื่องจากเป้าหมายของไทย
เป็นเป้าหมายทางทหารเท่านั้น และไม่มีนโยบายโจมตีพลเรือนหรือโครงสร้างพื้นฐานพลเรือน

Q3: ข้อกล่าวหาว่าไทย “สร้างเรื่องปราบปรามสแกมเมอร์” เพื่อกลบข่าวการรุกราน จริงหรือไม่
A: ไม่จริง ข้อกล่าวอ้างเป็นการบิดเบือนเหตุผล เครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ตามแนวชายแดนกัมพูชาเป็นข้อเท็จจริงที่สื่อสากล องค์การระหว่างประเทศ เช่น สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมข้ามชาติแห่งสหประชาชาติ (UNODC) รวมทั้ง
หลายประเทศยอมรับมานาน การปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์เป็นประเด็นความมั่นคงข้ามชาติ ไม่ใช่ข้ออ้างทางทหาร 
ไม่ใช่เป้าหมายทางทหาร และไม่เกี่ยวกับการเริ่มต้นการสู้รบ

Q4: กัมพูชาถูกกดดันให้หยุดยิงฝ่ายเดียวจริงหรือไม่
A: ไม่จริง ข้อเสนอหยุดยิงที่ประชาคมระหว่างประเทศเรียกร้อง เป็นการเรียกร้องให้ ทุกฝ่ายยุติการใช้กำลังและการคุกคาม แต่ฝ่ายกัมพูชายังคงยิงอาวุธจากพื้นที่ชายแดน เคลื่อนกำลังรุกล้ำ วางทุ่นระเบิด จึงไม่อาจกล่าวได้ว่าถูก “บีบฝ่ายเดียว”

Q5: กัมพูชาปกป้องตนเอง แต่กลับถูกกล่าวหาว่ายั่วยุ จริงหรือไม่
A: เพราะพฤติการณ์ในสนามรบไม่สอดคล้องกับคำกล่าวอ้าง เนื่องจากกัมพูชาเป็นฝ่ายยิงก่อน บุกรุกพื้นที่เข้ามาก่อน 
มีการใช้พื้นที่พลเรือนและโบราณสถานเป็นฐานที่มั่นทางทหาร และมีการวางทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน การกระทำเหล่านี้ ไม่เข้าข่ายการป้องกันตนเอง แต่เป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

Q6: การกล่าวว่า “อำนาจเป็นผู้ตัดสินความจริง” ถูกต้องหรือไม่
A: ไม่ถูกต้อง เนื่องจากในระเบียบโลกปัจจุบัน หลักฐาน ข้อเท็จจริง และกฎหมายระหว่างประเทศเป็นตัวตัดสิน ประเทศไทยนำเสนอข้อมูลที่ตรวจสอบได้ มีหลักฐานอ้างอิง ซึ่งแตกต่างจากการใช้วาทกรรมด้วยอารมณ์และการชวนเชื่อ

Q7: เหตุใดประชาคมโลกจึงเรียกร้องให้กัมพูชายับยั้งชั่งใจ
A: เพราะพฤติกรรมของกัมพูชาเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการยกระดับความขัดแย้ง การยับยั้งชั่งใจไม่ใช่การกดขี่ประเทศเล็ก แต่เป็นกลไกป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย และลดการสูญเสียของพลเรือนทุกฝ่าย

ไทยขอยืนยันอีกครั้งว่า กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากยิงก่อน–บุกรุก–วางระเบิด โดยไทยใช้สิทธิป้องกันตนเองอย่างจำกัด

และได้สัดส่วนประชาคมโลก ยึดหลักฐาน ไม่ใช่วาทกรรม และการชวนเชื่อไม่อาจแทนที่ข้อเท็จจริงและกฎหมายระหว่างประเทศได้
 

ชัยวุฒิ เรียกร้อง ทรัมป์ ต้องจัดการเรื่องสแกมเมอร์ในกัมพูชาให้เด็ดขาด ก่อนเรียกร้องให้ไทยหยุดยิง

ชัยวุฒิ เรียกร้อง ทรัมป์ ต้องจัดการเรื่องสแกมเมอร์ในกัมพูชาให้เด็ดขาด ก่อนเรียกร้องให้ไทยหยุดยิง

ชัยวุฒิ เรียกร้อง ทรัมป์ ต้องจัดการเรื่องสแกมเมอร์ในกัมพูชาให้เด็ดขาด ก่อนเรียกร้องให้ไทยหยุดยิง

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.20 น.

“ชัยวุฒิ” เรียกร้อง”ทรัมป์” จัดการสแกมเมอร์ในกัมพูชาให้เด็ดขาด ก่อนเรียกร้องให้ไทยหยุดยิง ย้ำ ปัญหายังไม่จบ สันติภาพเกิดไม่ได้

วันที่ 22 ธันวาคม 2568 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ประเทศไทยและกัมพูชาหยุดยิง ถอนกำลังอาวุธ และหันมาเจรจาร่วมกัน ว่า ตนขอเรียกร้องกลับไปยังสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะประธานาธิบดี โดนัล ทรัมป์ ควรทบทวนบทบาทของตนเอง และเร่งเข้ามาจัดการกับปัญหาสำคัญที่กำลังส่งผลกระทบต่อคนทั้งโลกและประเทศไทย นั่นคือปัญหาแก๊งสแกมเมอร์จากประเทศกัมพูชา

“ปัจจุบันภัยจากสแกมเมอร์ถือเป็นปัญหาระดับนานาชาติ ที่สร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก ทั้งในประเทศไทยและอีกหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งหากปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง ก็ไม่อาจนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริงระหว่างไทยและกัมพูชาได้ ถ้าวันนี้เรื่องสแกมเมอร์ยังไม่จบ ไม่มีทางเกิดสันติภาพระหว่างไทยกับกัมพูชาได้หรอก” นายชัยวุฒิ กล่าว

หัวหน้าพรรครักชาติ ยังเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาจัดการกับแก๊งสแกมเมอร์ และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ก่อนที่จะออกมาเรียกร้องให้เกิดการหยุดยิงหรือการเจรจาทางการเมืองระหว่างสองประเทศ

ชายแดนสระแก้ว เดือด กัมพูชา ยิง BM-21 กว่า 180 นัด ทอ.ส่ง F-16 ทิ้งบอมบ์

ชายแดนสระแก้ว เดือด กัมพูชา ยิง BM-21 กว่า 180 นัด ทอ.ส่ง F-16 ทิ้งบอมบ์

ชายแดนสระแก้ว เดือด กัมพูชา ยิง BM-21 กว่า 180 นัด ทอ.ส่ง F-16 ทิ้งบอมบ์

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.01 น.

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ จ.สระแก้ว ประจำวัน 22 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น.

กกล.บูรพา ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา  เป็นวันที่ 15 โดยมีการรบปะทะ เพื่อยึดครองพื้นที่ ใน 3 พื้นที่

1.พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา :  ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการเสริมความแข็งแรงของที่มั่น และใช้อาวุธปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด, ปืนเล็ก ,ยานรบ และใช้ BM 21 ระดมยิงตอบโต้มายังฝ่ายเราอย่างต่อเนื่อง กว่า 120 นัด

2.พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง : ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการเสริมความแข็งแรงของที่มั่น และใช้อาวุธปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด, ปืนเล็ก และใช้ BM 21 ระดมยิงตอบโต้มายังฝ่ายเรา  กว่า 60 นัด

3. พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง : ฝ่ายกัมพูชาเสริมความแข็งแรงของที่มั่น และมีการใช้อาวุธปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนเล็กตอบโต้เข้ามายังพื้นที่ฝ่ายเรา 

โดยในวันนี้ กองทัพอากาศ โดย F16 ได้ปฏิบัติการโจมตีที่หมายทางทหาร จำนวน 2 ที่หมาย ในพื้นที่ฝั่งตรงข้ามบ้านคลองแผง และตรงข้ามบ้านหนองจาน นอกจากนี้ กกล.บูรพาได้ปฏิบัติการต่อที่หมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ในพื้นที่บริเวณฝั่งปอยเปต ตรงข้าม ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ โดยพิสูจน์ทราบว่าเป็นอาคารของเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาใช้เป็นที่ตั้งพลซุ่มยิงและติดตั้งระบบแอนตี้โครน 

ที่สำคัญ ได้รับรายงานการสูญเสียกำลังพลจากเหตุการณ์ปะทะ ในพื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา จำนวน 1 นาย คือ ส.อ.กัมปนาท ทองแสง สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ 

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จำนวน 4 อำเภอ ทางจังหวัดสระแก้วร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้ประกาศให้อพยพมายังศูนย์พักพิงชั่วคราวและปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อความปลอดภัย โดยปัจจุบันได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวให้บริการ จำนวน 40 ศูนย์ มีประชาชน รวม 17,441 คน