สวยสะกด ‘ขวัญ อุษามณี’ คว้านักแสดงนำหญิงดีเด่น ‘พระพิฆเนศทองคำ’ จากบทบาทสุดขลัง

สวยสะกด ‘ขวัญ อุษามณี’ คว้านักแสดงนำหญิงดีเด่น ‘พระพิฆเนศทองคำ’ จากบทบาทสุดขลัง

สวยสะกด ‘ขวัญ อุษามณี’ คว้านักแสดงนำหญิงดีเด่น ‘พระพิฆเนศทองคำ’ จากบทบาทสุดขลัง

วันจันทร์ ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.35 น.

เรียกได้ว่าสวยและเก่งสมมง “บาร์บี้เมืองไทย” จริงๆ สำหรับนางเอกสาว “ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์” ที่ล่าสุดทำเอาวงการบันเทิงต้องลุกขึ้นปรบมือให้ เมื่อเธอเข้ารับรางวัลอันทรงเกียรติ “พระพิฆเนศทองคำ ครั้งที่ 3”  ในสาขา นักแสดงนำหญิงดีเด่น จากภาพยนตร์เรื่อง  “มูลู หน้าครู” ผลิตโดย บริษัท จันธารา 168 จำกัด

โดยการประกาศรางวัลในครั้งนี้ ถือเป็นการการันตีฝีมือการแสดงของ “ขวัญ อุษามณี ไวทยานนท์”  ที่เข้าถึงบทบาทได้อย่างลึกซึ้ง ในภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวความเชื่อ ความศรัทธา และพิธีกรรมทางไสยศาสตร์ที่เข้มข้น ซึ่งตัวเอกอย่างขวัญต้องแบกรับอารมณ์ที่หลากหลาย จนสามารถชนะใจคณะกรรมการและผู้ชมไปได้อย่างเอกฉันท์

ทางด้านแฟนคลับต่างพากันร่วมแสดงความยินดีผ่านโซเชียลมีเดียอย่างล้นหลาม โดยมองว่ารางวัลนี้คือผลตอบแทนความทุ่มเทตลอดหลายปีในวงการ และเป็นการคัมแบ็กสู่จอเงินอย่างสง่างาม ในขณะที่บริษัทผู้ผลิตอย่าง จันธารา 168 โดย หัวเรือใหญ่ “บุ๊ค เรืองเพ็ชร จันทร” ก็ได้รับคำชมในการกล้าฉีกกฎการทำหนัง และผลักดันให้นักแสดงได้โชว์ศักยภาพถึงขีดสุดงานนี้บอกได้คำเดียวว่า “ตัวแม่ก็คือตัวแม่ ขวัญ อุษามณี” ยังคงรักษามาตรฐานและพิสูจน์ให้เห็นว่ากาลเวลาทำอะไรฝีมือของเธอไม่ได้จริงๆ 

โปรดเกล้าฯ เลื่อนยศ ‘พลเอก’ แม่ทัพกุ้ง และ 14 ทหารราชองครักษ์

โปรดเกล้าฯ เลื่อนยศ 'พลเอก' แม่ทัพกุ้ง และ 14 ทหารราชองครักษ์

โปรดเกล้าฯ เลื่อนยศ ‘พลเอก’ แม่ทัพกุ้ง และ 14 ทหารราชองครักษ์

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.18 น.

โปรดเกล้าฯ เลื่อนยศ ‘พลเอก’ แม่ทัพกุ้ง และ 14 ทหารราชองครักษ์ ส่วน ‘อดีตผบ.ทอ.’ รับพระราชทานเครื่องราชย์ มปช.

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2568 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศทหาร และพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เป็นกรณีพิเศษ ให้นายทหารราชองครักษ์พิเศษ 15 นาย 

1.พล.อ.ณัฐวัฒน์ อัคนิบุตร

2.พล.ร.อ.วศินสรรพ์ จันทวรินทร์ ร.น.

3.พล.อ.อ.สุรสีห์ สิมะเศรษฐ์

4.พล.อ.อ.แอร์บูล สุทธิวรรณ

5.พล.ร.อ.ภราดร พวงแก้ว ร.น.

6.พล.ต.อนิรุจน์ ปุกหุต

7.พล.ร.ท.นพดล ฐิตวัฒนะสกุล ร.น

8.พล.ร.ท.รณรงค์ สิทธินันทร์ ร.น

9.พล.อ.ต.เอกศักดิ์ เทภาสิต

10.พล.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์

11.พล.ร.อ.ดุลยพัฒน์ ลอยรัตน์ ร.น.

12.พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์

13. พล.ร.อ.ชาติชาย ทองสะอาด ร.น.

14.พล.ร.ท.ประวุฒิ รอดมณี ร.น.

15.พล.ท.บุญสิน พาดกลาง

โดยมีกำหนดพิธีเข้ารับพระราชทานประดับเครื่องหมายยศ และพิธีเข้ารับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ในวันอาทิตย์ที่28 ธันวาคม2568 นี้ ณ อาคาร 606 สนามเสือป่า พระราชวังดุสิต

‘ธรรมนัส’ลั่น!เป็นคนชัดเจน กธ.ส่งตัวเองเป็นแคนดิเดตนายกฯคนเดียว

'ธรรมนัส'ลั่น!เป็นคนชัดเจน กธ.ส่งตัวเองเป็นแคนดิเดตนายกฯคนเดียว

‘ธรรมนัส’ลั่น!เป็นคนชัดเจน กธ.ส่งตัวเองเป็นแคนดิเดตนายกฯคนเดียว

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 11.06 น.

“ธรรมนัส”ลั่น!เป็นคนชัดเจน กธ.ส่งตัวเองเป็นแคนดิเดตนายกฯคนเดียว ไม่ห่วงโดนโจมตีจนกระทบหาเสียง บอกโดนมาตลอดจนชาวบ้านชินแล้ว เผยรอบนี้ลงปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 ส่ง”อัครา”ลงเขตแทน ระบุไม่รีบประกาศจับ-ไม่จับมือใคร เหตุทำไม่ได้จะเสียคน

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม (กธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงแคนดิเดตนายกฯ พรรค กธ.ว่า มีตนเพียงคนเดียว เราไม่อยากให้มองว่าเอาคนนั้นคนนี้เข้ามา เอาคนเดียวให้ชัดๆ ไปเลย

ผู้สื่อข่าวถามว่า การมีแคนดิเดตนายกฯ คนเดียว ไม่ห่วงว่าจะมีความเสี่ยงหากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้น ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การเมืองต้องกล้าได้กล้าเสีย เมื่อถามย้ำว่า การที่เป็นแคนดิเดตนายกฯคนเดียว และถูกโจมตีมาอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลกระทบในช่วงหาเสียงหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ก็โดนมาตลอดอยู่แล้ว โดนมาจนชิน จนชาวบ้านเขารับได้ เมื่อถามถึงเหตุผลในการส่งแคนดิเดตนายกฯคนเดียว ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า การเมืองของตนคิดไม่เหมือนคนอื่น น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์พรรคก็คิดไม่เหมือนคนอื่น ถ้าจะเดินการเมืองให้ชัดเจน เราไม่อยากให้มองว่าพรรคนี้ก็รู้ทั้งรู้ว่าเจ้าของพรรคเป็นตน ก็ให้รู้ไปเลย คนเดียวไปเลย ตนก็อยากให้ลูกพรรคได้รับชัยชนะให้เยอะที่สุด เรื่องอื่นตนไม่ได้คิดทั้งนั้น

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ในวันที่ 25 ธ.ค.จะมีการเปิดตัวผู้สมัคร สส.ของพรรค กธ.ส่วนแคมเปญหาเสียงในครั้งนี้นั้น เป็นเรื่องของประธานยุทธศาสตร์พรรคไปดำเนินการ ส่วนสโลแกนพรรคในการหาเสียงนี้ครั้งคือ ทำมากกว่าพูด ส่วนเป้า สส.ในครั้งนี้นั้น คนที่เป็นการเมืองจริงๆ ก็ต้องประเมินต่ำไว้ก่อน ส่วนเป้าก็ต้องตั้งตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีอดีต สส.ที่ย้ายมาสังกัดพรรค และรวมกับ สส.เดิมของพรรค ขณะนี้มีจำนวนเท่าไหร่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า จำไม่ได้น่าจะประมาณ 60 กว่าคน อดีต สส.เกรดเอ อยู่กับพรรค กธ.มากพอสมควร ส่วนผู้สมัครที่พลาดครั้งที่แล้ว ก็อยู่กับตนมานาน เชื่อว่าเขาจะเข้าใจดี  เมื่อถามอีกว่า คาดหวังจังหวัดใดเป็นพิเศษหรือไม่ที่จะได้ สส.ยกจังหวัด เช่น พะเยา ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มีหลายจังหวัด แต่ไม่อยากพูด ส่วนภาคใต้เราตั้งเป้าตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์วางไว้ ตนไม่แม่นเรื่องตัวเลข

เมื่อถามว่า ร.อ.ธรรมนัส จะลงสมัคร สส.แบบแบ่งเขตหรือไม่ ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ไม่ โดยจะให้ นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ลงสมัคร สส.แบบแบ่งเขตที่ จ.พะเยา แทน ส่วนตนลงสมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1

ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาชน (ปชน.) ประกาศหากพรรค ภท.เป็นฝ่ายรัฐบาล พรรค ปชน.จะเป็นฝ่ายค้าน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า มันไกลเกินไป อย่าเพิ่งพูด เดี๋ยวทำไม่ได้จะเสียคนอีก

‘อนุทิน’ยิ้มตอบ หลังสื่อถามแคนดิเดตนายกฯภูมิใจไทย

‘อนุทิน’ยิ้มตอบ หลังสื่อถามแคนดิเดตนายกฯภูมิใจไทย

‘อนุทิน’ยิ้มตอบ หลังสื่อถามแคนดิเดตนายกฯภูมิใจไทย

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.55 น.

“อนุทิน”นำถกครม. ยิ้มตอบ หลังสื่อถามแคนดิเดตนายกฯภูมิใจไทย ด้าน รมต.ลาประชุม 6 คน

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยผู้สื่อข่าวถามถึงแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน เพียงแต่ยิ้มไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้มีรัฐมนตรีลาประชุม 6 คน ประกอบด้วย 1.น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน 2.นายอัครา พรหมเผ่า รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 3.พล.อ.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมช.กลาโหม 4.นายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รมช.เกษตรและสหกรณ์ 5.จ.อ.ยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รมช.อุตสาหกรรม และ 6.นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รมช.มหาดไทย

‘กกต.’ชงฟันอาญา-เพิกถอนสิทธิ 3 นักล็อบบี้ เปิดพฤติการณ์ทุจริตเลือก‘สว.’ระดับประเทศ

‘กกต.’ชงฟันอาญา-เพิกถอนสิทธิ 3 นักล็อบบี้ เปิดพฤติการณ์ทุจริตเลือก‘สว.’ระดับประเทศ

‘กกต.’ชงฟันอาญา-เพิกถอนสิทธิ 3 นักล็อบบี้ เปิดพฤติการณ์ทุจริตเลือก‘สว.’ระดับประเทศ

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.47 น.

‘กกต.’ชงศาลฎีกาฟันอาญา-เพิกถอนสิทธิ 3 คนกลางร่วมขบวนการทุจริตเลือก‘สว.’ระดับประเทศ หลักฐานชัดจ่ายเงินจ้างสมัคร-เปย์ที่พัก-ค่าเดินทาง-แลกลงคะแนน ส่วนอีก‘22 ผู้สมัคร’ระทึกเจอสั่งสอบเพิ่ม ด้านศาลรัฐธรรมนูญเตรียมไต่สวนพยาน 6 ปาก 24 ธ.ค.นี้ ปม‘ภูมิธรรม-ทวี’ยุ่งสอบฮั้วสว. ลุ้นกำหนดวันวินิจฉัย

23 ธันวาคม 2568 เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เผยแพร่คำวินิจฉัย กกต.มีคำสั่งให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอน สิทธิเลือกตั้งของนายอับดุลเลาะ สือแม ผู้ถูกร้องที่ 24 นายมะยาลี บาโด ผู้ถูกร้องที่ 25 และนายมูฮัมหมัดมัสรี ฮามิ ผู้ถูกร้องที่ 26 ซึ่งทั้งหมดเป็นบุคคลที่ไม่ใช่ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 62 และรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 พร้อมดำเนินคดีอาญาตามมาตรา 77 (1)ของกฎหมายเดียวกัน และให้กันนายซูรียา ดือเระ ผู้มีสิทธิ์เลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศกลุ่ม 7 หมายเลข 26 ผู้ถูกร้องที่ 5 ไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญา

กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากมีการร้องว่า ในการเลือกตั้งสว.ระดับประเทศ วันที่ 26 มิ.ย.67 การลงคะแนนเลือกบุคคลในกลุ่มเดียวกันของกลุ่มที่ 7 ผู้ถูกร้องที่ 1 ถึง 23 ได้ 0 คะแนนเพราะไม่ลงคะแนนเลือกตนเอง ซึ่งเป็นการทุจริตเลือกตั้งในลักษณะสมยอมกันในการลงคะแนนเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 77 (1) มาตรา 79 มาตรา 81พ.ร.ป. ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. 2561

จากพยานหลักฐาน กกต.รับฟัง ได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 24 เป็นผู้ร้องขอให้ ผู้ถูกร้องที่ 5  ซึ่งมีอาชีพรับจ้างกรีดยางมีรายได้เดือนละ 600 บาทไม่ได้ประสงค์จะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกวุฒิสภา เข้าสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาอำเภอจะแนะ จ.นราธิวาส โดยรับจะดูแลและมีการออกค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้เมื่อผู้ถูกร้องที่ 5 ผ่านการคัดเลือกมาเป็นผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ ผู้ถูกร้องที่ 24 เป็นผู้ประสานให้ผู้ถูกร้องที่ 25และ26 พาผู้ถูกร้องที่ 5 เดินทางไปกรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าร่วมการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ โดยสนับสนุนค่าตั๋วเครื่องบินเดินทางจากจังหวัดนราธิวาส มายังกรุงเทพฯ และค่าที่พัก ให้แก่ผู้ถูกร้องที่ 5

เมื่อผู้ถูกร้องที่ 5 ผู้ถูกร้องที่ 25 และ26เดินทางไปถึงโรงแรมอิมเพลส เมืองทองธานี ซึ่งเป็นที่พักแล้ว ผู้ถูกร้องที่ 5 ผู้ถูกร้องที่ 25และ 26 ได้เข้าพักที่โรงแรมในห้องเดียวกัน และมีบุคคลมาพบผู้ถูกร้องที่ 5 ที่ห้องพัก พร้อมมอบเงินสดจำนวน 10,000 บาท ให้แก่ผู้ถูกร้องที่ 5 โดยแลกเปลี่ยนกับการที่ผู้ถูกร้องที่ 5ลงคะแนนเลือกตามหมายเลขประจำตัวผู้สมัครที่จดไว้ในกระดาษที่ผู้ถูกร้องที่ 5 ได้รับมา

ผู้ถูกร้องที่ 24,25 และ26 รู้เห็นเป็นใจในการกระทำดังกล่าว ซึ่งมีลักษณะการกระทำร่วมกันเป็นขั้นตอน แบ่งหน้าที่กันทำโดยมีเป้าหมายให้ผู้ถูกร้องที่ 5 เข้าถึงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศ เพื่อให้ผู้ถูกร้องที่ 5 ลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรายอื่น

จึงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้ถูกร้องที่ 24,25 และ26จัด ทำให้เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณ เป็นเงินได้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้แก่ผู้ใด อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (1) และผู้ถูกร้องที่ 5 ได้รับเงิน ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัครรับเลือกหรือไม่ลงสมัครรับเลือกเพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครผู้ใดและเรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเพื่อเลือกหรืองดเว้น ไม่เลือกผู้ใด อันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 79 และมาตรา 81ของกฎหมายเดียวกัน  ซึ่งการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 5 และผู้ถูกร้องที่ 24 ถึงผู้ถูกร้องที่ 26 เป็นการทุจริต การเลือก ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ตามพ.ร.ป.ว่าด้วย การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา 2561 มาตรา 62 และรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ทั้งนี้ ตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำที่ ลต. สว 1/2568คดีหมายเลขแดงที่ ลต.สว 47/2568 ลงวันที่ 5 ส.ค.68

คดีนี้มีผู้ถูกร้องซึ่งเป็นผู้มีสิทธิ์เลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับประเทศกลุ่มที่ 7 รวม23ราย และบุคคลผู้ไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์เลือกสมาชิกวุฒิสภาอีก 3 ราย ซึ่งกกต.ได้แยกลงมติเฉพาะผู้ถูกร้องที่ 5 และผู้ถูกร้องที่ 24-26 ส่วนผู้ถูกร้องที่เป็นผู้มีสิทธิ์เลือกสว.อีก 22 รายกกต.ได้สั่งแยกให้ไปทำการไต่สวนเป็นอีกสำนวนหนึ่งโดยให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 4 ส่วนกลางซึ่งเป็นคณะเดิมดำเนินการไต่สวนเพิ่มเติมให้สิ้นกระแสความและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามระเบียบกกต.ว่าด้วยการสืบสวนไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้(24 ธ.ค.68) ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดไต่สวนพยาน 6ปากในคดีที่ประธานวุฒิสภาส่งคำร้องของสมาชิกวุฒิสภาที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 42 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สิ้นสุดลง เฉพาะตัว หรือไม่  เนื่องจากผู้ถูกร้องทั้งสองขณะดำรงตำแหน่งได้ใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษเป็นเครื่องมือแทรกแซงกระบวนการตรวจสอบการเลือกสมาชิกวุฒิสภาของกกต. อันเป็นการกลั่นแกล้ง กดดัน ข่มขู่ และครอบงำสมาชิกวุฒิสภาซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ จนถือได้ว่าผู้ถูกร้องทั้งสองไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรม เป็นการฝ่าฝืน ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) และ (5) เป็นเหตุให้ความเป็นรัฐมนตรีของผู้ถูกร้องทั้งสองสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ ในเวลา10.30น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

พยานทั้ง 6 ปาก ได้แก่ พลตำรวจตรีฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา นายภูมิธรรม เวชยชัย  อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม  พันตำรวจตรี ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร้อยตำรวจเอกสรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และนายแสวง  บุญมี เลขาธิการกกต.

ไม่ประสงค์งานการเมือง ‘สีหศักดิ์’บอก’อนุทิน’ไม่เคยทาบทามเป็นแคนดิเดตนายกฯ

ไม่ประสงค์งานการเมือง 'สีหศักดิ์'บอก'อนุทิน'ไม่เคยทาบทามเป็นแคนดิเดตนายกฯ

ไม่ประสงค์งานการเมือง ‘สีหศักดิ์’บอก’อนุทิน’ไม่เคยทาบทามเป็นแคนดิเดตนายกฯ

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.45 น.

“สีหศักดิ์”บอก”อนุทิน”ไม่เคยทาบทามเป็นแคนดิเดตนายกฯ ย้ำไม่ประสงค์งานการเมือง ประสงค์แต่งานต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสข่าวการเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หลังมีภาพโปสเตอร์เชิญชวนแถลงนโยบายในวันที่ 24 ธ.ค.ซึ่งเป็นภาพตนเองยืนขนาบข้าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ร่วมกับ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง โดย นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า “เปล่าครับ ไม่ได้เป็น ผมรับผิดชอบในส่วนของการต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งเป็นบทบาทของผม”

เมื่อถามว่า บอกได้หรือไม่ว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยลงตัวแล้วหรือยัง นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า “ก็นายกฯ คงพิจารณาอยู่มั้งครับ” เมื่อถามต่อว่า แคนดิเดตใช่ตัวนายเอกนิติ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ หรือไม่ นายสีหศักดิ์ระบุว่า ต้องไปถามนายเอกนิติ และนางศุภจี เอง

เมื่อถามว่า หากนายอนุทินร้องขอให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ จะรับหรือไม่ นายสีหศักดิ์ ตอบว่า ตนไม่มีความประสงค์ทางการเมือง ขอรอดูสถานการณ์อีกที เมื่อถามว่า ที่ผ่านมา นายอนุทินเคยทาบทามให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ยังไม่เคยมีการทาบทาม เพราะเข้าใจว่ามี 2 ท่านอยู่แล้ว เมื่อถามย้ำว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในครั้งหน้า จะกลับมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อีกใช่หรือไม่ นายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบเหมือนกัน แต่ขณะนี้ตนดูแลเรื่องการต่างประเทศอยู่

ด้าน นายเอกนิติ ซึ่งเดินเข้าตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ต่อประเด็นดังกล่าว โดยอยู่ระหว่างการพูดคุยโทรศัพท์

‘เอกพร’หนุน สส.เขต1 นครพนม ชูนโยบาย พท. เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ-แก้หนี้ครัวเรือน

'เอกพร'หนุน สส.เขต1 นครพนม ชูนโยบาย พท. เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ-แก้หนี้ครัวเรือน

‘เอกพร’หนุน สส.เขต1 นครพนม ชูนโยบาย พท. เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ-แก้หนี้ครัวเรือน

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 10.08 น.

‘เอกพร’หนุน สส.เขต1 นครพนม ชูนโยบาย พท. เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจ-แก้หนี้ครัวเรือน ย้ำ! ที่มารัฐบาลเสียงข้างน้อย ยุบสภาหนีการตรวจสอบ ทิ้งภาระให้ต้องเลือกตั้งใหม่ ขอเลือกพท.ยกจังหวัด

เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.2568 นางมนพร เจริญศรี อดีต สส.เขต 2 นครพนม พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายเอกพร รักความสุข อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ลงพื้นที่ปราศรัยย่อย ตามชุมชนหมู่บ้าน สนับสนุน ดร.ภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ อดีต สส.เขต 1 นครพนม พรรคเพื่อไทย หาเสียงชูนโยบายพรรคเพื่อไทย (พท.) ภายใต้สโลแกนการยกเครื่องเพื่อไทย เพื่อไทยทำได้ เน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว รวมถึงการแก้หนี้สินในครัวเรือน นอกจากนี้ยังย้ำผลกระทบต่อประเทศไทย จากปัญหาการตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย รวมถึงการยุบสภา ทำให้การพัฒนาประเทศหยุดชะงัก โดยไม่คำนึงถึงความเป็นอยู่ประชาชน

นายเอกพร กล่าวปราศรัยประเด็นสำคัญว่า ถือเป็นหนึ่งเดียวในโลกสำหรับรัฐบาลเสียงข้างน้อย ที่มาจากการแอบตกลงทำสัญญา MOA ระหว่างพรรครัฐบาลเสียงข้างน้อย กับพรรคฝ่ายค้ำ ทำให้ระบอบประชาธิปไตย เกิดความพิสดาร แปลกประหลาด แบบไม่เคยมีมาก่อน เสมือนการขับรถสวนเลน ซ้ำร้ายมีการยุบสภาหนีการตรวจสอบ ของพรรคฝ่ายค้าน ถือว่าเป็นการทิ้งภาระให้ประชาชน กระทบการพัฒนาประเทศ ต้องเลือกตั้งใหม่ ทั้งที่ยังไม่ครบวาระ การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคเพื่อไทย จึงย้ำความจำเป็นที่พี่น้องประชาชน จะต้องสนับสนุนพรรคเพื่อไทย ที่มีนโยบายเกิดประโยชน์ต่อประชาชน แท้จริง และคำนึงถึงความเป็นอยู่ประชาชนเป็นหลัก เข้าไปตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก เดินหน้าขับเคลื่อนประเทศไทย ฝากเลือกเพื่อไทยยกจังหวัด 

ต้นทางขัดแย้ง!‘ชัยวุฒิ’ถามจุกๆแคนดิเดตนายกฯ‘พท.’จาก‘ตระกูลชินวัตร’ จะแก้ปัญหาชายแดนได้อย่างไร

ต้นทางขัดแย้ง!‘ชัยวุฒิ’ถามจุกๆแคนดิเดตนายกฯ‘พท.’จาก‘ตระกูลชินวัตร’ จะแก้ปัญหาชายแดนได้อย่างไร

ต้นทางขัดแย้ง!‘ชัยวุฒิ’ถามจุกๆแคนดิเดตนายกฯ‘พท.’จาก‘ตระกูลชินวัตร’ จะแก้ปัญหาชายแดนได้อย่างไร

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.34 น.

‘ชัยวุฒิ’ตั้งคำถามแคนดิเดตนายกฯ‘เพื่อไทย’จะแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาได้อย่างไร เหตุเป็นต้นทางขัดแย้ง หวั่นถูก‘ตระกูลชินวัตร’ครอบงำ

23 ธันวาคม 2568 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ(รช.) ออกมาตั้งคำถามถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย (พท.) ว่า เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยเป็นบุคคลในตระกูลชินวัตร ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งที่เชื่อมโยงกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา หากบุคคลในตระกูลชินวัตรขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศอีกครั้ง จะสามารถเข้าไปแก้ไขปัญหาความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาให้กลับสู่ความสงบได้อย่างไร

พร้อมเรียกร้องให้ชี้แจงอย่างชัดเจน เพื่อคลายข้อสงสัยของประชาชน เนื่องจากเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อประเทศ

“ส่วนตัวมีความกังวลว่าหากแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างไรว่าจะไม่ถูกครอบงำทางการเมืองจากนายทักษิณ ชินวัตร และน้องสาว เพราะประชาชนจำนวนมากมีความห่วงใย และต้องการคำอธิบาย” นายชัยวุฒิ กล่าว

การเมืองแบบ’พรรคส้ม’ ถูกหลอกซ้ำซาก-ไม่ประสีประสา-ไร้ชั้นเชิงทางการเมือง

การเมืองแบบ'พรรคส้ม' ถูกหลอกซ้ำซาก-ไม่ประสีประสา-ไร้ชั้นเชิงทางการเมือง

การเมืองแบบ’พรรคส้ม’ ถูกหลอกซ้ำซาก-ไม่ประสีประสา-ไร้ชั้นเชิงทางการเมือง

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 09.14 น.

เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมือง โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เท “ส้ม“

ผลโพลล์คนยังไม่ตัดสินใจเลือกใครยังมีอีกมาก

ไอโอของแต่ละพรรคต้องทำงานหนักมากขึ้น

พรรคน้ำเงิน คือผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเลือกตั้งครั้งนี้

ด้วยอภินันทนาการจากพรรคส้ม ที่ “อ่อนชั้นเชิงการเมือง“ ส่งบอลเข้าเท้าพรรคน้ำเงินเต็มข้อ

ยิ่งมีสงคราม ไทย-กัมพูชา ยิ่งเพิ่มความร้อนแรงของพรรคน้ำเงิน

จากพรรคขนาดกลางทะลุกราฟเป็นพรรคใหญ่ ด้วยระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ 2 เดือน

ไต่ชั้นขึ้นเป็นพรรคอันดับหนึ่ง

จากที่พรรคส้มคิดว่าเป็นผู้คุมเกมตอนทำ MOA กลายเป็นทำให้พรรคน้ำเงินเป็นผู้คุมเกมแทน

มากไปกว่านั้น เกมการเมืองที่ไม่มีการต่อเวลาให้ “คนอ่อนหัดการเมือง” อย่างพรรคส้มได้ตั้งตัว

พรรคน้ำเงินเปิดเกมรุกด้วยการรวม “บ้านใหญ่“ และเปิดกว้างการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

ในขณะที่พรรคส้มโดนเทให้โดดเดี่ยว

หลังจากช้ำใจด้วยการถูก ”หลอกลวงทางการเมืองครั้งใหญ่“ โดยพรรคน้ำเงิน

จึงปิดกั้นตัวเอง ประกาศขีดเส้นใต้ไว้ชัดเจนล่วงหน้าว่า “มีน้ำเงิน ไม่มีส้ม”

ตั้งธงว่ามีสองทางให้ประชาชนเลือกเท่านั้น คือ จะเลือกส้ม หรือเลือกน้ำเงิน?

ความโดดเดี่ยวทางการเมืองไม่ใช่หนทางจะทำงานให้บ้านเมืองได้

เพราะการเมืองคือการทำงานร่วมกันของพรรคการเมืองต่างๆ ตามสไตล์ไทย

มันไม่ใช่ ”การเมือง 2 ขั้ว“ อย่างประเทศอเมริกา หรืออังกฤษ

ตอนนี้ความโดดเดี่ยวทำให้ “พรรคส้มถูกเท” ทั้งจากพรรคการเมืองด้วยกัน และประชาชน

มีเหตุผลสนับสนุนด้วยผลโพลล์ทุกสำนักว่า “คนยังไม่ตัดสินใจเลือกใครมากกว่า 40%“

พรรคส้มยังดื้อดึง และหลงตัวเองจากคะแนนที่ล้นหลามในการเลือกตั้งที่ผ่านมา

ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืนเสมอไปในการเมืองไทย

โดยเฉพาะการเมืองแบบพรรคส้มที่ถูกหลอกซ้ำซาก

คนไทยได้สื่อให้พรรคส้มรู้ตัวแล้วว่า

คนระแวงพรรคส้มที่ยังไม่ประสีประสา แต่ได้ ส.ส. จากกระแสล้วนๆ ซ้ำยังไม่รู้จักเรียนรู้ประสบการณ์ทางการเมือง

เลือกไปเดี๋ยวก็ถูกหลอกอีก จึงตัดสินใจไม่เลือกดีกว่า

คำตอบสั้นๆ แต่บาดใจ เพราะความไม่มีชั้นเชิงทางการเมืองของพรรคส้มเอง

ผมในฐานะ “ผู้สนับสนุนพรรคส้ม“ มาก่อนรู้สึกได้

และความรู้สึกนี้จะส่งผลถึงผู้สนับสนุนคนอื่นๆ ที่เคยลงคะแนนให้พรรคส้มจากครั้งที่แล้ว

ทำให้ไม่แปลกใจว่า คะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งหน้า

พรรคส้มจะถูกเทกระจาด

‘สามก๊ก’ฉบับชาติวิบัติ ภาค3! ศึกรอบใหม่ปะทุ หลังแตกแยกจะกลับเป็นปึกแผ่นด้วยการผสมพันธุ์

‘สามก๊ก’ฉบับชาติวิบัติ ภาค3! ศึกรอบใหม่ปะทุ หลังแตกแยกจะกลับเป็นปึกแผ่นด้วยการผสมพันธุ์

‘สามก๊ก’ฉบับชาติวิบัติ ภาค3! ศึกรอบใหม่ปะทุ หลังแตกแยกจะกลับเป็นปึกแผ่นด้วยการผสมพันธุ์

วันอังคาร ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 08.58 น.

‘สามก๊ก’ฉบับชาติวิบัติ ภาค3! ศึกรอบใหม่ปะทุ หลังแตกแยกจะกลับเป็นปึกแผ่นด้วยการผสมพันธุ์

23 ธันวาคม 2568 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (อดีต กกต.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ปั่นไปไหน – สมชัย ศรีสุทธิยากร” เรื่อง “สามก๊กฉบับชาติวิบัติ ภาค 3 (มีการปรับเปลี่ยนฝ่ายและชื่อตัวละครให้สอดคล้องสถานการณ์)” ระบุว่า…

สามก๊กฉบับชาติวิบัติ ภาค 3

(มีการปรับเปลี่ยนฝ่ายและชื่อตัวละครให้สอดคล้องสถานการณ์)

ตอนที่ 1 :  ปี่กลองแห่งการศึกรอบใหม่

แผ่นดินตงง้วนนั้น เป็นศึกมาช้านานแล้วก็เป็นสุข เป็นสุขไม่นานก็กลับเป็นศึกอีก เรื่องราวของการแบ่งแยกอาณาจักรเป็นสามก๊กจึงมิอาจอวสานโดยง่าย

จ๊กก๊ก : หลังจากเล่าทอนจากไป อาณาจักรเปลี่ยนผู้ปกครองถึง 3 รุ่น วันนี้อาเท้งผู้เป็นทายาทกลับมิสู้ฟู่ฟ่ารุ่งเรืองเท่า แต่แม้กระแสความนิยมของชาวตงง้วนจะลดน้อยถอยลง คะแนนนิยมจากการสำรวจของสำนักพยากรณ์ฟ้าดิน ยังสูงกว่าก๊กอื่นแต่อยู่ในสถานการณ์ที่มิอาจประมาทได้

ง่อก๊ก : ซุนสิน นั้น หลังจากเดินทางเร่ร่อนนอกกำแพงใหญ่ถึง 18 ปี  ถูกชักชวนด้วยคำสาบานบนเกาะดอกท้อให้คืนกลับแผ่นดิน  แต่แทนที่จะสงบเสงี่ยม กลับทำตัวยิ่งใหญ่  ดีลลับจึงกลายเป็นดีลล้ม ถูกจำจอง ณ คุกหลวง ทิ้งง่อก๊ก ไว้กับ จุนหนิม  และแอบส่งเสริม บัณฑิตซุนเชน ผู้เป็นญาติให้เป็นกระบี่มือหนึ่งของแผ่นดิน

วุ่ยก๊ก : อาณาจักรขยายตัวเข้มแข็ง จากการปกครองที่ต่อเนื่องถึง 9 ปี ของโจตู่  แม้กระแสมีเราไม่มีลุงจะโหมพัดจนซวนเซไปพัก แต่ บัดนี้โจหนู อาศัย MOA ครอบครองตราหยกแผ่นดิน แม่น้ำโบราณหลายสายจึงไหลมารวม  อาจกลายเป็นเต็งหนึ่งของศึกใหญ่ที่จะมาถึง

สัญญาณปี่กลองแห่งการศึกครั้งใหม่ดังขึ้นแล้ว แผ่นดินที่เคยสงบกลับครึกครื้น ที่เคยปึกแผ่นกลับแตกแยก

หลังจากแตกแยกจะกลับปึกแผ่นด้วยการผสมพันธุ์อีกครั้ง