ทวี ยันคดีฮั้ว สว. ต้องเดินหน้า ยังอยู่ในอายุความ ย้ำไม่เคยแทรกแซง กกต.แจ้งข้อหาเอง

ทวี ยันคดีฮั้ว สว. ต้องเดินหน้า ยังอยู่ในอายุความ ย้ำไม่เคยแทรกแซง กกต.แจ้งข้อหาเอง

ทวี ยันคดีฮั้ว สว. ต้องเดินหน้า ยังอยู่ในอายุความ ย้ำไม่เคยแทรกแซง กกต.แจ้งข้อหาเอง

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.35 น.

‘ทวี สอดส่อง’แจงคดีฮั้วส.ว.ไม่เคยแทรกแซง ชี้กกต.เป็นคนแจ้งข้อหา ยันต้องเดินหน้าเพราะอยู่ในอายุความ

วันที่ 17 มกราคม 2569  พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และแคนดิเดตคนายกฯพรรคประชาชาติ อดีตรมว.ยุติธรรม กล่าวถึงการดำเนินคดีเกี่ยวกับเรื่องฮั้วส.ว.ว่า อย่างที่เราเคยบอกไปแล้วว่า สังคมจะไปรอด จะต้องมีหลักนิติธรรม นั่นก็คือบุคคลทุกคนต้องอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน เป็นคำนิยามของนิติธรรม ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คนกระทำความผิดไม่ว่าเป็นใครก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับใช้กฎหมาย 

 พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า โดยเฉพาะไม่ได้บอกวาองค์กรไหน ศาล ถ้าผิดก็ต้องโดน นิติบัญัตติก็ต้องโดน บ้านเมืองถ้าคนอยู่ในตำแหน่งไม่ยึดหลักนิติธรรม และไม่เข้มแข็งทางร่างกายและจิตใจก็ลำบาก และหากไปดูแล้วก็จะพบว่า อำนาจส.ว.เยอะมาก เมื่อมีอำนาจเยอะ ก็ต้องเปิดให้มีการตรวจสอบ 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ส่วนเรื่องคดีฮั้วส.ว. ตั้งแต่ตอนที่ตนเป็นรมว.ยุติธรรม แล้วมีคดีนี้ขึ้น ก็เป็นเรื่องการวินิจฉัยของคณะกรรมการคดีพิเศษ ว่าพบการไหลเวียนของเงินแบบผิดปกติ เขาสงสัยว่าเม็ดเงินนี้เป็นการฟอกเงินหรือไม่ แต่ตอนนั้นยังไม่ได้รับเป็นคดีพิเศษนะ แต่เขาสงสัยก็ดำเนินการสืบสวนสอบสวน แต่ตอนตนอยู่ก็ไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ต่อมากกต.เป็นผู้แจ้งข้อหาเขา 

พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ต่อมามีเรื่องที่ส.ว.ไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อมีคำสั่งอะไรมาก็เคารพ แต่ระหว่างการพิจารณาคดี ตอนที่ตนไปไต่สวน เขาถามคนที่ไต่สวน ก็บอกว่าถูกกกต.แจ้งข้อกล่าวหา ทั้ง 200 กว่าคน แล้วตนจะไปแกล้งได้ยังไง กกต.เป็นองค์กรอิสระ ไม่รู้จักกับตนเลย ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพยานหลักฐาน สำคัญคือเราเป็นรัฐมนตรี ต้องไม่ให้ใครแทรกแซงคดี ไม่แทรกแซงข้าราชการประจำ และตัวเราก็ต้องไม่ไปแทรกแซงด้วย ให้เขาทำตามข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานให้เขาเดินอย่างมีศักดิ์ศรี และมันเป็นเรื่องที่อยู่ในอายุความ ก็ต้องเดินต่อ จะต้องไม่ให้ใครอยู่เหนือกฎหมายทุกเรื่อง

‘มาร์ค’ เป่าปาก! บอกไม่มีแล้ว คนพูด ประชาธิปัตย์สูญพันธุ์

‘มาร์ค’ เป่าปาก! บอกไม่มีแล้ว คนพูด ประชาธิปัตย์สูญพันธุ์

‘มาร์ค’ เป่าปาก! บอกไม่มีแล้ว คนพูด ประชาธิปัตย์สูญพันธุ์

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

‘มาร์ค’ เป่าปากอุ่นใจ! ไม่มีแล้วคนพูด ‘ปชป.สูญพันธุ์’ โวแหลกกลัวอีก 20 วันจะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรบ. จะเตรียมตัวไม่ทัน

17 มกราคม 2569 ที่โรงละครเคแบงค์ สยามพิฆเนศ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวตอนหนึ่งในงานรวมพลคนทำเป็น รวมสนับสนุนงานระดมทุนประชาธิปัตย์

“3 เดือนเดินมาถึงจุดนี้ผมอุ่นใจในระดับหนึ่ง ไม่มีใครพูดเรื่องสูญพันธุ์แล้ว เริ่มมีคนบอกว่าไม่ใช่พรรคเล็กแล้ว มีคนเริ่มพูดว่าเป็นพรรคตัวแปรแล้ว กลัวอย่างเดียวอีก 20 วันจะได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลจะเตรียมตัวไม่ทัน“ นายอภิสิทธิ์ กล่าว

อนุทิน ลุยชุมพรครั้งแรก อ้อนขอ สส. ภูมิใจไทย ยกจังหวัด

อนุทิน ลุยชุมพรครั้งแรก อ้อนขอ สส. ภูมิใจไทย ยกจังหวัด

อนุทิน ลุยชุมพรครั้งแรก อ้อนขอ สส. ภูมิใจไทย ยกจังหวัด

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.18 น.

‘อนุทิน’ มั่นใจกระแสตอบรับดีเกินคาด ชมทีมงานชุมพรเข้มแข็ง อ้อนพี่น้องกา3ผู้สมัครฯเบอร์ 4 ยกจังหวัด พ่วงเบอร์ 37 พรรคภูมิใจไทย ประกาศดันสานต่อ ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นรายได้-ลดรายจ่าย ชูแก้ปัญหาน้ำ-พืชผลเกษตร ยกระดับสาธารณสุขตั้งศูนย์มะเร็ง-ศูนย์หัวใจในพื้นที่ หยอด ‘ชาวสวี’ ทำอะไรก็ขอให้เป็นเรื่องกล้วยๆ ยันกา ‘ภท.’ ได้ ‘ศุภจี’ มาช่วยดูเรื่องค้าขาย-ส่งออก รับปากดันสารพัดนโยบายแน่นอน ไม่ต้องกลัว ถ้าไม่ทำถูกกระทืบตายแน่

วันที่ 17 มกราคม 2569 เมื่อเวลา12.00น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และคณะ เดินทางต่อมาถึงตลาดสดเขาปีบ ตำบลทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร เพื่อหาเสียงช่วยผู้สมัครสส.ชุมพรของพรรคทั้ง3 เขต และพบปะพี่น้องประชาชนบริเวณตลาดสด ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่น ประชาชนต่างเข้ามาขอถ่ายรูปเซลฟี่กับนายอนุทิน พร้อมให้กำลังใจ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก 

จากนั้นนายอนุทินได้ขึ้นกล่าวปราศรัยย่อยว่า ต้องขอบคุณพี่น้องที่ให้หมวกตนมาสวมเมื่อสักครู่ด้วย ช่วยตนได้เยอะเลย เพราะอากาศร้อน วันนี้ตนมาฝากเนื้อฝากตัว และก็ฝากเบอร์ คือเบอร์ 4 ชุมพร ทั้ง 3 คนจับได้เบอร์ 4 หมดเลย ก็ขอให้พ่อแม่พี่น้องได้ให้ความมั่นใจ และให้ความไว้วางใจกับ นายสุพล จุลใส ผู้สมัคร สส.ชุมพร เขต3 พรรคภูมิใจไทย หรือสส.ลูกช้าง ซึ่งเบอร์ 4 เหมือนกัน แต่จะขอเบอร์ 4 อย่างเดียวไม่พอ เพราะเดี๋ยวลูกช้างเข้าไปคนเดียว ก็ฝากลูกหนูเข้าไปด้วย เบอร์ 37 เป็นเบอร์ของพรรคภูมิใจไทย 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนดีใจมากที่ได้มาพบกับพ่อแม่พี่น้องชาวชุมพร กว่าจะจีบลูกช้าง ลูกหมี(นายชุมพล จุลใส) ได้ลูกหนู แทบต้องไปเกิดใหม่ ตนอยากร่วมงานทางการเมือง อยากทำงานผ่าน สส. ลูกช้าง  ลูกหมี และก็นายวิชัย สุดสวาสดิ์ ผู้สมัครสส.ชุมพร เขต1 พรรคภูมิใจไทย และนายกิตติศักดิ์ พรหมรัตน์ ผู้สมัครสส.ชุมพร เขต2 พรรคภูมิใจไทย ก็ฝากพ่อแม่พี่น้องชาวชุมพรให้โอกาสกับตน และพรรคใจไทยด้วย วันนี้ตนรู้สึกว่าทีมงานที่ชุมพรมีความเข้มแข็งมาก เพราะมีทั้งทีมนายก อบจ. นายกโต้งมาช่วยงาน มาเป็นกระบุงเลย ได้รับความอบอุ่นมากๆ การต้อนรับเหนือความคาดหมายจริงๆ ตนต้องถือว่าเป็นพระคุณอันยิ่งใหญ่ ที่พ่อแม่พี่น้องชาวชุมพรได้มอบให้ตน 

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า สิ่งที่พวกเราจะทำให้พวกท่าน เพราะเรารู้ปัญหา และสิ่งที่พวกท่านอยากได้คืออะไร ปัญหาปากท้อง ปัญหาการสร้างรายได้ ราคาพืชผลทางการเกษตร ผลไม้ อย่างทุเรียน ตอนน้ำแล้ง ตนได้เข้าสู่สวนทุเรียนแล้วเห็นกับตา อยู่กรุงเทพฯไม่เคยเห็น ตอนเป็นรมว.มหาดไทย เขาพามาที่ชุมพรเห็นเลยว่าน้ำแต่ละหยุดมีค่ายังไง ถ้าไม่มีน้ำทุเรียนของคนชุมพรจะเป็นยังไง แต่ถ้าเราสามารถจัดการน้ำมาให้ได้ รายได้ของคนชุมพรอย่างเช่นชาวสวนทุเรียนก็จะเพิ่มมากขึ้น รายได้อื่นๆ ยางพารา และก็ปาล์มก็จะตามขึ้นมาด้วย

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า เลือก สส. พรรคภูมิใจไทยทั้ง 3 คนเข้ามารับรองว่าเสียงของคนชุมพรจะดังกึกต้อง พวกตนก็จะต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความเจริญในจังหวัดชุมพร พ่อแม่พี่น้องที่ทำมาหากิน หาเช้ากินค่ำ เราจะกระตุ้นให้พ่อแม่พี่น้องมีรายได้ที่มากขึ้น อย่างเช่นพ่อแม่พี่น้องที่ขายสินค้า ขายอาหาร ขายของกิน ไปขึ้นทะเบียนคนละครึ่งพลัส อย่าหลุด อย่าพลาดอีก แต่ตนจะขยายให้ครอบคลุมให้มากกว่าเดิม จะให้พ่อแม่พี่น้องไปขึ้นทะเบียนได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ คนขายของก็จะได้ขายมากขึ้น นี่คือสร้างรายได้ ลดรายจ่าย คนที่ไปซื้อของโดยใช้คนละครึ่งพลัส ก็ลดรายจ่ายลงมาครึ่งหนึ่ง ซื้อ 1 ได้ 2 นี่คือโครงการคนละครึ่งพลัส ที่มั่นใจว่าจะทำให้คุณภาพชีวิตของเรา ทำให้เรามีความสุข ทำให้เราจับจ่ายใช้สอย ทำให้เราค้าขายของได้มากขึ้น 

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ราคาพืชผลทางการเกษตรก็เช่นกัน ไปขายทุเรียนลูกไม่ได้แล้ว แกะออกมาขายทีละพู ใส่แล้วขายไปเผลอๆถ้าทำทุเรียนได้ดี น้ำถึงแล้วปุ๋ยถึง มีการพัฒนาสายผลิตพันธุถึง เราสามารถขายทุเรียน แค่ถาดเดียว เท่ากับราคาทุเรียนทั้งลูกได้ นี่คือสิ่งที่พวกเราต้องนำมาให้กับพ่อแม่พี่น้อง ให้มีการพัฒนาตลาด เพิ่มมูลค่าของสินค้าให้กับพ่อแม่พี่น้องให้ได้ ส่วนเรื่องการสาธารณสุขไม่ได้ห่วงอยู่แล้ว เพราะว่าเราก็จะเพิ่ม ในเรื่องของสุขภาพ โรงพยาบาลต่างๆ จะมีการตั้งศูนย์มะเร็ง เพราะตนเคยเป็นรมว.สาธารณสุขมา 4 ปีเต็ม รู้วิธี รู้ผู้คน รู้วิธีที่จะไปบอกกับคุณขอว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องมีศูนย์มะเร็งที่จังหวัดชุมพร ตอนนี้ศูนย์มะเร็งที่ใกล้ที่สุดอยู่จ.สุราษฎร์ธานี อยู่จ.นครศรีธรรมราช เมืองใหญ่ทั้งคู่ คนชุมพรไปต้องไปเข้าคิว เพราะฉะนั้นมาตั้งอยู่ที่ชุมพรจะได้มีแหล่งการรักษาพยาบาลที่ดี นอกจากศูนย์มะเร็งแล้วต้องตั้งศูนย์หัวใจด้วย โรคหัวใจ มาให้กับพ่อแม่พี่น้องชุมพรให้เข้าถึง มีสุขภาพแข็งแรง เกิดญาติพี่น้องพ่อแม่เราเจ็บป่วย เราก็จะได้ไม่ต้องหยุดงาน ไม่ต้องพาท่านทั้งหลายเหล่านั้นข้ามไปยังจังหวัดอื่นๆ เสียโอกาส เสียเงิน ค่าเดินทาง เสียเวลาทำมาหากินของพวกเรา 

“ชุมพรมี สส. ยกจังหวัด 3 คน ใครไม่ฟังไม่ได้ ลูกช้างฟาดงวง ใครไม่ฟัง ลูกหมีตะปบ ใครไม่ได้ฟัง สส.วิชัย ว่าที่สส.กิต ก็จะต้องดำเนินการทุกอย่าง ให้ความต้องการของพ่อแม่พี่น้อง ชาวชุมพรมันเกิดขึ้นให้ได้ สิ่งที่พ่อแม่พี่น้องชาวชุมพรต้องการก็คือ ความตั้งใจของพรรคภูมิใจไทยที่จะบันดาลสิ่งเหล่านั้นให้กับพ่อแม่พี่น้องทุกคน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมมาเห็นแล้วมั่นใจ ว่าชุมพรจะต้องมีการพัฒนา ชุมพรจะต้องเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพ มีคนมาท่องเที่ยวเยอะๆ เราจะทำให้การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเกิดขึ้นพ่อแม่พี่น้องก็จะได้มีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ไม่มีนักเลงคนไหนกล้าเข้าชุมพรแล้ว เข้ามาลูกหมีตะปบตายหมด เพราะฉะนั้นเราจะต้องเอาแต่สิ่งดีๆ สิ่งที่เป็นมงคล เข้ามาในจังหวัดชุมพร ทำให้มันเจริญ ที่มันเจริญอยู่แล้วเจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้นไปอีก มีของดีอยู่แล้ว มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนเคารพไปทั่วประเทศ มีกรมหลวงชุมพรฯคุ้มครอง เป็นสิริมงคล ผมมาชุมพร ต้องขอโทษที่ไม่เคยออกมาตรงนี้เลย เพราะมากี่ทีก็ไปไหว้เสด็จเตี่ย ไม่มีโอกาสมาที่นี่ วันนี้มีโอกาสมาแล้ว ก็จะขอฝากเนื้อฝากตัวให้กับพ่อแม่พี่น้องชาวชุมพร รับรองว่าพวกเราจะไม่ทำให้ท่าน ให้ท่านผิดหวัง เพราะเราพูดแล้วทำ แหลงแล้วทำ ขอฝากพรรคภูมิใจไทย ผู้สมัคร สส.ทั้ง3 คน เบอร์ 4 พรรคภูมิใจไทย เบอร์ 37 อนุทิน ชาญวีรกูล มาฝากเนื้อฝากตัวกับท่าน เลือกอนุทิน คนติดดิน รับใช้คนชุมพร” นายอนุทิน กล่าว

ต่อมาในเวลา12.45น. นายอนุทิน และคณะ ได้เดินทางต่อมาลงพื้นที่หาเสียงที่บริเวณตลาดนัดดอนหว้า ต.ครน อ.สวี จ.ชุมพร มีประชาชนตั้งแถวสองข้างทางเข้ามาต้อนรับนายอนุทิน ขอถ่ายรูปเซลฟี่ และชูป้ายให้กำลังใจกันอย่างคึกคักเช่นเดิม จากนั้นนายอนุทิน ขึ้นกล่าวปราศรัยบนรถขยายเสียงตอนหนึ่งว่า ตนมาอำเภอสวีเป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกมาในช่วงที่เป็น รมว.สาธารณสุข ซึ่งนั้นมีเหตุน้ำท่วม มาสวี 2 ครั้งน้ำท่วมทุกครั้ง คราวที่แล้วอุทกภัย คราวนี้มา น้ำใจท่วมหัวใจตน นอกจากนี้ตนขอบคุณแม่ค้าที่นำเค้กกล้วยหอมมามอบให้ ก็ขอให้ชาวสวีทำอะไรก็กล้วยๆ เหมือนเค้กกล้วยหอมนี้ ตนเดินมาสังเกตเห็นที่คอของพี่น้องชาวชุมพร สร้อยคอไม่ต่ำกว่า 5 บาททุกคน เชื่อว่าประชาชนคงทำมาหากินได้ แต่พรรคภูมิใจไทย โดยตนและผู้สมัคร สส. เป็นคนที่จะมาเป็นผู้แทนของจังหวัดชุมพร หลายคนคงคิดว่าได้ 3 คนนี้มาแล้ว จะได้อนุทินด้วย แต่ไม่ใช่ได้ 3 คนนี้มาแล้วยังไม่พอ ถ้าไม่กาเบอร์ 37 อนุทินมาไม่ได้ เพราะฉะนั้นขอให้ซื้อแพ็คคู่ ซื้อ สส. แพ็คนายกฯ ไปด้วย จะได้พูดเต็มปากว่าชุมพรมี สส. ยกจังหวัด และมีนายกฯ ชื่ออนุทิน เป็นลูกน้องชาวชุมพรทุกคน และช่วยกันนำความเจริญ นำมาซึ่งโอกาสให้ชาวชุมพรได้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น โดยสิ่งแรกที่จะเข้าไปแล้วทำคือ โครงการคนละครึ่งพลัสเฟส 2 

“ประชาชนไม่ต้องกลัว เพราะหากไม่ทำเดี๋ยวตนตาย ไม่ใช่พ่อแม่พี่น้องอดตาย แต่ผมจะตายก่อน ถูกประชาชนกระทืบแบนแน่นอน ซึ่งโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสแรก พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งสำคัญกับตนมากที่สุด เชื่อว่าแม่ค้าขายของได้มากขึ้นแน่นอน ถือเป็นการเพิ่มรายได้ ส่วนการลดรายจ่าย คือการที่เราใช้เงินครึ่งเดียว เท่ากับเราเพิ่มรายได้ให้คนขาย และลดรายจ่ายให้ผู้ซื้อ โครงการนี้ไม่มาไม่ได้” นายอนุทิน กล่าว

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ทุกคนทราบดีว่าหากตนเข้าไป คนที่จะมาดูเรื่องการค้าขายส่งออกให้ทุกคนคือ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่จะส่ง ขายส่งออกสินค้าไปขายให้ได้ราคาดี ทั้งในและต่างประเทศ โดยเจ๊ศุภจี จะจัดการเรื่องการเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตร พัฒนาสายพันธุ์ที่ดี หาช่องทางการตลาด ขายแบบที่เขาอยากกิน ไม่ใช่ไปกองขาย ให้เขาถวิลหาสินค้าของเรา ส่วนน้ำมันปาล์มเราก็ไปใช้วิธีให้แปรสภาพ ให้สามารถขายได้ในลักษณะสินค้าอุตสาหกรรม ไม่ใช่ขายน้ำมันดิบเฉยๆ เพื่อให้ประชาชนเพิ่มรายได้ นี่คือสิ่งที่พรรคภูมิใจไทยคิดมาโดยตลอด และจะหาช่องทางการตลาด ช่องทางการปรับปรุงคุณภาพสินค้า ให้เป็นสินค้าที่มีมูลค่า ต้นทุนน้อย กำไรเยอะ พอกันทีสำหรับชาวชุมพรที่จะไปเร่ขายของ เราต้องทำให้คนเห็นว่า ที่ชุมพรมีสินค้ามากมายที่สามารถเป็นที่ต้องการของคนในท้องถิ่น รวมถึงในประเทศและต่างประเทศด้วย ส่วนเรื่องการท่องเที่ยว จังหวัดชุมพรสวยงามมาก ตนเห็นผ่านโซเชียลก็อยากมาเที่ยว อยากมากินอาหาร แต่เรายังไม่ได้ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างเต็มที่ พรรคภูมิใจไทยจะเข้ามาส่งเสริมการท่องเที่ยว ให้คนมาเที่ยวจังหวัดชุมพรแบบมืดฟ้ามัวดิน ให้รายได้เข้ามา คนจะได้ไม่ต้องออกไปทำงานต่างจังหวัด ขณะเดียวกันยังมีเรื่องอื่นๆอีก พรรคภูมิใจไทยจะทำให้ประชาชนไม่ต้องทำอะไรมาก เรื่องการทำงานให้พวกตนไปทำแทน ให้ประชาชนรอวันอาทิตย์ที่ 8ก.พ.นี้ เข้าคูหากาเบอร์ 4 

จากนั้นนายอนุทิน และคณะ ได้เดินทางไปพบปะประชาชน ที่บริเวณตลาดสดเทศบาลเมืองชุมพร และบริเวณศาลหลักเมืองชุมพร เป็นจุดสุดท้ายของจ.ชุมพร ก่อนจะเดินทางต่อไปหาเสียงที่ถนนคนเดิน​ จังหวัด​ประจวบคีรีขันธ์​ และเดินทางกลับ​ กทม.

ราษฎรใหม่ ปะทะ พรรคส้ม เมื่อความไว้ใจถูกทรยศด้วยเกมอำนาจ

ราษฎรใหม่ ปะทะ พรรคส้ม เมื่อความไว้ใจถูกทรยศด้วยเกมอำนาจ

ราษฎรใหม่ ปะทะ พรรคส้ม เมื่อความไว้ใจถูกทรยศด้วยเกมอำนาจ

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.04 น.

วันนี้ 17 มกราคม พ.ศ. 2569 ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์ร่ายยาวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวกับการสั่งสอนพรรคประชาชน โดยมีข้อความระบุว่า “สงครามสั่งสอน มีคนตั้งข้อสังเกตุว่า ผมโพสต์ถึงพรรคประชาชนทุกวัน บางวัน 2 โพสต์ มีนัยยะอะไรแอบแฝง? อย่าได้แปลกใจ เพราะนี่คือ “การสั่งสอนพรรคประชาชน“ มันเป็นเรื่องอะไรของผมที่ต้องไปสั่งสอน ผมเก่งอะไรนักหนา? นั่นเพราะมีบรรดาอาจารย์นักวิชาเกินแบกส้มไว้เต็มสมอง โดยไม่มีความเข้าใจใน ”โลกการเมืองจริง“

สาเหตุของผมง่ายๆ ชัดเจน เพราะพรรคประชาชนกำลังหลงระเริงกับคะแนนครั้งที่แล้ว ที่บวมขึ้นด้วยกระแส “มีลุง ไม่มีเรา” ทำให้พรรคประชาชนที่ผมเลือกมากับมือได้เปลี่ยนจุดยืน ไม่ว่าผู้ช่วยหาเสียงบรรดาศักดิ์อย่างธนาธร ที่ท่องคาถาว่า “ทุกคนในพรรคเท่าเทียม เราไม่เทา ไทยเท่าทัน” แต่เกิดอาการ ”พลิกลิ้น“ อยู่หลายรอบ และรอบสำคัญคือ เอาคะแนน 14.4 ล้านเสียง ที่ประชาชนมอบให้ไปบรรณาการเซ่นพรรคภูมิใจไทย จนทำให้เติบโตเป็นพรรคอันดับหนึ่งอย่างทุกวันนี้

ชูวิทย์

เบื้องหลังของ ”ดีลลับ“ ที่ยันว่าไม่มี เพียงแค่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญเท่านั้น ดันเป็นธนาธรคนเดิมไปดีลกับอนุทินเอง คนเดียวกับที่ไปดีลทักษิณที่ฮ่องกงก่อนการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อไทยคราวที่แล้ว เมื่อพรรคส้มเป็น ”การเมืองใหม่“ ที่จะรื้อการเมืองเก่า สร้างชุดความเชื่อเสนอทิศทางใหม่ในการบริหารประเทศด้วยมืออาชีพและการปฏิรูประบบอย่างถอนรากถอนโคนออกจากวังวน “การเมืองเก่า” แต่การเปลี่ยนแปลงต้องเป็นไปด้วยวิธีการที่ประนีประนอม เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความแตกแยกครั้งแล้วครั้งเล่า

ชูวิทย์ก็เป็น ”ราษฎรใหม่“ ที่จะรื้อการเมืองที่นำเอาเรื่องล่อแหลมต่อศรัทธาของคน แบ่งแยกความคิด แบ่งชนชั้นให้คนเชื่อ สร้างความแตกแยกบาดลึกแก่สังคมและพรรคการเมืองนั้นคือ “พรรคประชาชน” ราษฎรใหม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองได้อย่างเสรี มีเหตุผล และต่อต้านอย่างแข็งขัน เมื่อไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างๆ รวมถึงการนำบ้านเมืองไปในทิศทางสุ่มเสี่ยง อย่างเช่นในครั้งก่อน เมื่อการเลือกตั้งปี 2566 ที่ผมต่อต้าน “กัญชาเสรี” ของพรรคภูมิใจไทย ผมต่อสู้ด้วยตัวคนเดียวในฐานะราษฎร จนถูกพรรคภูมิใจไทยฟ้องนับสิบคดี ผมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ผลออกมายกฟ้องทุกคดี เพราะศาลเห็นว่าเป็นการวิพากษ์วิจารณ์อย่างชอบธรรมตามสิทธิที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

ชูวิทย์

แต่พรรคประชาชนกลับนำคะแนนที่ราษฎรโหวตให้ไปยกให้พรรคภูมิใจไทยด้วยข้อเสนอสุดประหลาด ให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และตัวเองยอมไปเป็นฝ่ายค้าน (ฝ่ายค้ำ) ความหลงผิดนี้เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ จำต้องถูกลงโทษโดยราษฎรที่เคยให้คะแนน การสั่งสอนพรรคประชาชนที่บอกว่าเป็นการเมืองใหม่ ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องชอบหรือเชียร์การเมืองเก่า แต่เราเบื่อ “ราษฎรเก่า“ ที่หลงมัวเมากับทุกพรรคการเมืองทั้งใหม่และเก่า ที่อ้างว่าทำเพื่อประเทศชาติ ยึดมั่นถือมั่นเพียงภาพลวงตาของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง พรรคใดพรรคหนึ่งอย่างหัวปักหัวปำ ไร้เหตุผล ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง

พรรคทำผิดพลาดแล้วกลับมาขอโอกาสซ้ำๆ อีกด้วยนโยบายใหม่ อันจะทำให้พรรคหลงกับอำนาจที่ราษฎรมอบให้ทุกครั้งด้วยโอกาสของราษฎรเพียงแค่หนึ่งครั้งในวันเลือกตั้งเท่านั้น หลังจากนั้นพรรคการเมืองจะทำอย่างไรกับราษฎรก็ได้ ผมจึงขอใช้โอกาสนี้เปิดการ “สั่งสอน“ พรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทยในครั้งที่แล้ว เราไม่ได้เป็นศัตรูทางการเมือง และไม่สนับสนุนอย่างไม่ลืมหูลืมตา เพราะไม่ได้เป็นนักการเมือง หรือมีแรงปรารถนาทางการเมืองในอนาคตราษฎรทั้งหลายจะเลือกพรรคใดนับเป็นสิทธิของท่าน มีถึง 50 พรรค ในการแข่งขันหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ และผมจะไม่ชี้นำ หากพรรคประชาชนได้พิสูจน์ปรับปรุงตัวในครั้งหน้า ไม่ว่าจะได้เป็นฝ่ายรัฐบาล หรือฝ่ายค้าน ในการนำความเชื่อมั่นกลับมาสู่ราษฎรพวกเราอาจจะกลับมาโหวตให้ท่านอีกก็ได้

ชูวิทย์

แต่ในครั้งนี้ ต้องให้ท่านได้รับการลงโทษจากการทำงานการเมืองที่ผิดพลาดของตัวพวกท่านเองก่อน เพราะทุกครั้งที่มีการเลือกตั้งพวกท่านก็หันมาหาเรา เพื่อให้ลงคะแนนสนับสนุนด้วยการหาเสียงที่ฉาบฉวย หากราษฎรไม่เข้มแข็ง ไม่รู้เท่าทัน ไม่ร่วมมือกัน จะถูกนักการเมืองหลอกใช้เรื่อยไป ไม่ว่านักการเมืองเก่าใหม่สีเทาทั้งหลาย เราเป็น ”คนสุดท้ายในห่วงโซ่การเมือง“ ที่ต้องรับชะตากรรมต่อการลงคะแนนให้พรรคการเมืองเพียงครั้งเดียว ดังนั้นไม่ว่าการตัดสินใจใดๆ ของพรรคการเมือง จะต้องรับผิดชอบต่อการกระทำนั้นอย่างจริงใจ และระวังตัวไม่ทำตามอำเภอใจอีกต่อไป ผมในฐานะ ”ราษฎรใหม่“ จะรณรงค์สุดความสามารถเพื่อสั่งสอนบทเรียนนี้ให้แก่พรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้”

ชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันมากมายกับโพสต์ของ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กับ สงครามสั่งสอน เมื่อความไว้วางใจถูกแทนที่ด้วยเกมอำนาจ เช่น

“เหมือนกันค่ะ จากคนเคยเลือก 1 ครั้ง”

“ลุงไม่ต้องหวังดีกับส้มมากก้อได้ครับ แค่หวังดีกับประเทศชาติให้มากๆก้อพอ”

“ถ้ายังไม่ตาย สมัยหน้าลงสมัคนะลุง ลุงเก่ง ลุงฉลาดที่สุดในโลกแล้วค่ะ”

“อยู่ให้ถึงวันเลือกตั้งก๊อนนน”

“เฮียอธิบายมาจนผมเข้าใจแล้วครับเฮีย…ผมจะเลือกส้มทั้ง3ใบ เพื่อเฮียคนเดียวเลยครับ (ดูแลสุขภาพด้วยนะครับเฮีย)”

“ขอสักพรรคในใจครับ พรรคไหนดีสำหรับลุง 5555

“ลุยต่อครับ ในยุคที่มนุษย์เชื่อว่าโลกแบน พอมีคนเสนอทฤษฎีโลกกลมพร้อมหลักฐานข้อพิสูจน์ กลับถูกต่อต้านและหนักมากด้วยครับ สุดท้ายก็เปลี่ยนแปลงมาได้อย่างทุกวันนี้ เปลี่ยนโครงสร้างประเทศนี้น่ะยากหน่อย ประชากรบางส่วนยังไม่พร้อมพัฒนาเพราะกลัวการออกจาก safe zone แต่ผมก็เชื่อว่าสักวันต้องเปลี่ยนได้ ส้มมีพลังมากพอ อย่าหลุดจากอุดมการณ์นี้ก็พอ ไปกันต่อครับ”

ชูวิทย์
ชูวิทย์
ชูวิทย์
ชูวิทย์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก

สุดซอยสู้ทุนเทา เอกนัฏ การันตี หลังถูกครหา ภูมิใจไทย อุ้มทุนเทา

สุดซอยสู้ทุนเทา เอกนัฏ การันตี หลังถูกครหา ภูมิใจไทย อุ้มทุนเทา

สุดซอยสู้ทุนเทา เอกนัฏ การันตี หลังถูกครหา ภูมิใจไทย อุ้มทุนเทา

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.35 น.

17 มกราคาม พ.ศ. 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะผู้ช่วยหาเสียงพื้นที่กทม. พรรคภูมิใจไทยกล่าวถึงคำวิจารณ์ที่มีการระบุ พรรคภูมิใจไทยอุ้มสีเทาว่า คำถามใหญ่ และข้อกังวลใหญ่ก็คือ เรื่องมีเรา ไม่มีเทายืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยสีน้ำเงิน ไม่ใช่สีเทา 

“สำหรับผมใครไปดูผลการทำงานได้ ตอนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ผมสุดซอยสู้กับทุนเทา สู้กับกลุ่มธุรกิจศูนย์เหรียญ ตั้งแต่วันแรกที่ผมเข้ามาเป็นรัฐมนตรี ผมต่อสู้กับกระบวนการลักลอบนำเข้ากากอุตสาหกรรม ผมก็ประกาศตัวสู้จนกระทั่งหลายโรงงานถูกปิด กระทั่งผมและทีมงานถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายหลายพันล้าน แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านั้นมันคือผลพลอยได้ คือประโยชน์ที่ประชาชนคนไทยควรจะได้รับ สำหรับผมมีแต่ขาวกับดำ” นายเอกนัฏ กล่าว

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์
เอกนัฏ พร้อมพันธุ์
เอกนัฏ

ขอขอบคุณภาพจาก เฟซบุ๊ก พรรคภูมิใจไทย,เฟซบุ๊ก เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ (ขิง) 

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“มลภาวะจากฝุ่น PM 2.5” โดยมากจะเกิดในช่วงฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง  ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง หากมีฝุ่น PM 2.5 ในอากาศปริมาณสูงมาก จะมีลักษณะคล้ายกับมีหมอกควัน โดยฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และซึมเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ตัวฝุ่นเองยังเป็นพาหะนำสารมลพิษอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายด้วย เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ให้ความสำคัญในการหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (ววน.) ประเทศไทยปลอดภัยจาก  PM 2.5  โดยมุ่งเน้นพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาคุณภาพอากาศจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน และมีจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สูงในช่วงฤดูแล้ง

น.ส.เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง วช. วว. และโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ที่ได้ร่วมกันพัฒนาสวนต้นแบบซึ่งใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นเป็นกลไกในการลดฝุ่นในเขตเมือง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชุมชนปรับเปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากระบบที่มีการเผา มาเป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจุดความร้อนแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคเหนือที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองเป็นประจำทุกปี โดยพื้นที่ “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” แห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับและทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และคุณภาพอากาศที่ยั่งยืนต่อไป

ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า วว. พร้อมส่งเสริมให้ชุมชนปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ระบบที่ปลอดการเผา โดยนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้เป็นวัสดุปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ช่วยลดการเกิดฝุ่น PM 2.5 และลดจุดความร้อน ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่การเกษตร อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมในวันนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการเรียนรู้ของนักเรียน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการพัฒนาสวนลดฝุ่นในเขตเมือง เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบของฝุ่นต่อสุขภาพของนักเรียนและประชาชนในชุมชน

ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทีมนักวิจัย วว. พร้อมภาคีเครือข่ายพันธมิตร ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมขับเคลื่อนโครงการเพื่อใช้ประโยชน์จากพรรณไม้ดอกไม้ประดับและข้อมูลที่ได้จากงานวิจัย มาประยุกต์ใช้ในการจัดตกแต่งภูมิทัศน์ในพื้นที่โรงเรียน ให้เป็นสวนต้นแบบที่สามารถป้องกันมลภาวะสิ่งแวดล้อมอย่างเช่น ฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สำหรับนักเรียน อาจารย์ นักวิชาการ และผู้ที่สนใจ

นอกจากนี้ยังได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิเช่น ตอฟาง และตอข้าวโพด รวมทั้งเศษพืชอื่นๆ ซึ่งเดิมมักถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา โดยการดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนกระบวนการเผาเป็นการย่อยสลายและหมัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ลดปริมาณการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และพร้อมเดินหน้าสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ดังนี้

การสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก โดยทีมนักวิจัย วว. ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา ได้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดอกแอสเตอร์ หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาท/ราย

ลดการเผา-พัฒนาพื้นที่เกษตร นอกจากการลดมลภาวะจากการเผาแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยและสามารถออกดอกในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เช่น ดอกเก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน เป็นต้น โดยดอกไม้ที่ปลูกนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มมูลค่าและสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น นอกจากนั้นการดำเนินงานภายใต้โครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่เป้าหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

สถาบันในเครือสารสาสน์ จัดงาน ‘แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)’

สถาบันในเครือสารสาสน์ จัดงาน ‘แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)’

สถาบันในเครือสารสาสน์ จัดงาน ‘แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)’

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.59 น.

นายพิสุทธ์ ยงค์กมล กรรมการบริหารกลุ่มสถาบันการศึกษาในเครือสารสาสน์ เป็นประธานเปิดงาน “แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)” โดยมี ดร.ยงสิทธิ์ ยงค์กมล และ พระอัครสังฆราช ฟรังซิสเซเวียร์ วีระ อาภรณ์รัตน์ ร่วมเปิดงาน ณ ศาลาดนตรีสุริยเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต

นายพิสุทธ์ กล่าวว่า เนื่องในโอกาสวันครู สถาบันในเครือสารสาสน์ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริมคุณค่าความเป็นครู จึงจัดทำโครงการ “แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)” เพื่อเทิดพระเกียรติ “พ่อครูแห่งแผ่นดิน” พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และเพื่อรำลึกถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “แม่ครูแห่งแผ่นดิน” ผู้ทรงเป็นต้นแบบของครูผู้ให้ ทั้งด้านความเมตตา ความเสียสละ และการทำนุบำรุงการศึกษาไทย

โครงการนี้มุ่งปลูกจิตสำนึกแห่งการให้แก่ผู้เข้าร่วม ผ่านการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ตระหนักถึงคุณค่าความเป็นครู ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างวัฒนธรรมการแบ่งปันแก่ผู้ขาดแคลนและผู้พิการ การจัดโครงการ “Pay It Forward” จึงไม่ใช่เพียงกิจกรรมวันครู หากแต่เป็นการสืบสานพลังแห่งความดี จากครูสู่ศิษย์ จากสถานศึกษาสู่ครอบครัว ชุมชน และสังคม เพื่อร่วมกันสร้างสังคมแห่งการเกื้อกูลอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ โครงการยังได้รับพลังขับเคลื่อนสำคัญจากเยาวชนผู้นำนักเรียนในโครงการ Sarasas Youth Leadership ซึ่งมีบทบาทในการร่วมวางแผนและดำเนินกิจกรรมระดมทุนด้วยจิตอาสา เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนยากไร้และผู้ด้อยโอกาส การมีส่วนร่วมของเยาวชนในครั้งนี้สะท้อนถึงการปลูกฝังคุณค่าความเป็น “ผู้ให้” การพัฒนาภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบต่อสังคม และการเติบโตเป็นพลเมืองคุณภาพที่พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้กับสังคมในอนาคต

อีกทั้ง โครงการดังกล่าวยังมุ่งสืบสานคุณค่าความเป็นครูผู้ให้ ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณธรรมและจิตสำนึกรักสังคม (CSR) โดยมุ่งเน้นให้ผู้พิการและเด็กด้อยโอกาสที่ขาดแคลน จำนวน 1 ภาค / 1 โรงเรียน ได้รับความสุข แรงบันดาลใจ และพลังบวกในการดำเนินชีวิต ผ่านการบรรเลงดนตรีและการแสดงทางศิลปวัฒนธรรม อาทิ

                •             Sarasas Jazz Big Band (SJB) วงแจ๊สในเครือสารสาสน์

                •             Sarasas Cantabile Chorus (SCC) วงขับร้องประสานเสียงครูในเครือสารสาสน์

                •             Sarasas Affiliated Chorus (SAC) วงขับร้องประสานเสียงนักเรียนในเครือสารสาสน์

                •             วง Symphony Orchestra จากตัวแทน 3 โรงเรียนในเครือสารสาสน์ ได้แก่ โรงเรียนสารสาสน์เอกตรา โรงเรียนสารสาสน์พิทยา และโรงเรียนสารสาสน์วิเทศบางบอน

ภายในงานยังมีการฉายภาพยนตร์สั้น “Pay It Forward” ซึ่งจัดสร้างโดยคณะกรรมการบริหารสถาบันการศึกษาในเครือสารสาสน์ ภายใต้แนวคิดการส่งต่อความงดงามแห่งการเรียนรู้ สะท้อนคุณค่าการดูแลตนเองและผู้อื่นอย่างเป็นรูปธรรม ภาพยนตร์ดังกล่าวสร้างสรรค์ขึ้นในปี พ.ศ. 2568 ณ โรงเรียนในเครือสารสาสน์ โดยความร่วมมือของนักเรียน คุณครู และบุคลากรทุกฝ่าย ร่วมกับบริษัท สตูดิโอคำม่วน จำกัด เพื่อส่งเสริมแนวคิดการเป็น “ผู้ให้” และการแบ่งปันความปรารถนาดีอย่างต่อเนื่องในสังคม

ในโอกาสนี้ ยังได้มีพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่โรงเรียนผู้พิการและโรงเรียนผู้ด้อยโอกาส เพื่อเป็นการส่งต่อโอกาสทางการศึกษา และตอกย้ำเจตนารมณ์ของโครงการ “แสงแห่งครู สู่แสงแห่งชีวิต (Pay It Forward)” ที่มุ่งสร้างคุณค่าทางใจ ควบคู่กับการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทย

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของเยี่ยมเหยื่อเครนถล่มพระราม 2

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของเยี่ยมเหยื่อเครนถล่มพระราม 2

ในหลวง-พระราชินี พระราชทานสิ่งของเยี่ยมเหยื่อเครนถล่มพระราม 2

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.14 น.

“ในหลวง-พระราชินี” โปรดเกล้าฯให้ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานไปมอบผู้บาดเจ็บจากเหตุเครนก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 ถล่ม และทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ พร้อมพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทาน ไปมอบแก่ผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 ถล่มลงบริเวณเกาะกลางถนนพระราม 2  อำเภอเมืองสมุทรสาคร   จังหวัดสมุทรสาคร และทับรถยนต์ที่แล่นผ่านมา ทำให้มีผู้ที่ได้รับบาดเจ็บและมีผู้เสียชีวิต  ในการนี้  ทรงรับผู้บาดเจ็บทุกรายไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  และทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ รวมทั้งพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย

วันที่  17 มกราคม 2569   เวลา 10.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอำนาจ เจริญศรี ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เชิญดอกไม้ และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปมอบแก่ นางศรีไพร นามกรณ์  ประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เครนก่อสร้างทางยกระดับถนนพระราม 2 ถล่มลงบริเวณเกาะกลางถนนพระราม 2  หน้าโรงแรมปารีส การ์เด้นท์ อินน์  เชิงสะพานข้ามแม่น้ำท่าจีน  อำเภอเมืองสมุทรสาคร   จังหวัดสมุทรสาคร และทับรถยนต์ที่แล่นผ่านมา  เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2569 และเข้ารับการรักษาพยาบาล  ณ  โรงพยาบาลเจษฎา 2 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร ต่อจากนั้น

เวลา 10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นายอำนาจ เจริญศรี  ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เชิญดอกไม้และตะกร้าสิ่งของพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ  พระบรมราชินี  ไปมอบแก่ นายไหน่ อู ( MR.NAING OO) ชาวเมียนมาร์ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เดียวกัน และเข้ารับการรักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลมหาชัย 1 อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร 

ในการนี้  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  ทรงรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวทุกรายไว้เป็นคนไข้ในพระบรมราชานุเคราะห์  กับทรงรับผู้เสียชีวิตไว้เป็นศพในพระบรมราชานุเคราะห์ กับพระราชทานเงินสงเคราะห์ช่วยเหลือในการจัดการศพ รายละ 20,000 บาท  แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตด้วย  การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาในครั้งนี้ ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แก่ผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวอย่างหาที่สุดมิได้
 

เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึงบัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ

เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึงบัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ

เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึงบัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

‘เช็กลิสต์ทักษะสำคัญ’ มีไว้ไม่ตกงาน ของขวัญจากใจคนธรรมศาสตร์ ถึง ‘บัณฑิตจบใหม่’ ทั่วประเทศ

        ปัจจุบันสถานการณ์สังคมและโลกกำลังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะจากการที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างมากในชีวิตมนุษย์ ซึ่งส่งผลให้โลกของการทำงานเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ โดยงานวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ (MIT) ที่เผยแพร่เมื่อ พ.ย. 2568 ชี้ว่า AI สามารถทำงานแทนมนุษย์ได้แล้วถึง 11.7% ของตลาดแรงงานทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา

นอกจากนี้ ปี 2568 ยังได้กลายเป็นอีกปีที่สร้างปรากฏการณ์เลิกจ้างคนมหาศาลทั่วโลก อย่างบริษัทในสหรัฐฯ มีการเลย์ออฟพนักงานแล้วกว่า 1.17 ล้านตำแหน่ง โดยสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2563 ซึ่งแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon ยังมีการปลดพนักงานถึง 1.4 หมื่น – 3 หมื่นคน เพื่อลดโครงสร้างองค์กร และสนับสนุนการใช้ AI หรือ Nissan เอง ก็มีแผนจะลดจำนวนพนักงานราว 2 หมื่นตำแหน่งทั่วโลก คลื่นเลิกจ้างเหล่านี้ยังมาพร้อมกับการลดตำแหน่งงานระดับเริ่มต้นอีกด้วย

        เนื่องในบรรยากาศวันรับปริญญาของบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในปี 2569 นี้ คนธรรมศาสตร์หลายช่วงวัย (Generation) ตั้งแต่ Gen Alpha ไปจนถึง Gen Baby boomer จึงขอมอบถ้อยความกำลังใจ รวมถึงเช็กลิสต์ทักษะจำเป็นที่ต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้าสู่โลกการทำงาน เพื่อเป็นของขวัญให้กับบัณฑิตทั่วประเทศที่กำลังจะผลัดใบไปสู่ชีวิตการทำงาน

— อย่าหยุดเรียนรู้ อย่าท้อเมื่อล้มเหลว —

เริ่มกันที่ Gen Baby boomer อย่าง . (พิเศษ) นรนิติ เศรษฐบุตร อดีตนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่กลั่นกรองประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยถ้อยความกระชับว่า การเข้าสู่ชีวิตการทำงาน ไม่ใช่การต้องหยุดเรียนรู้ หากแต่เป็นการเรียนรู้ในขณะที่ประกอบอาชีพไปด้วย ฉะนั้น สิ่งสำคัญคืออย่า

หยุดที่จะเรียนรู้ และจงหมั่นทบทวน ขวนขวายความรู้อยู่เสมอ นอกจากนี้ อีกสิ่งที่ควรต้องเตรียมก็คือ ทักษะในการแก้ไขปัญหา อันถือเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะสำหรับชีวิตส่วนตัว หรือชีวิตการทำงาน ในการทำงานมีทั้งความล้มเหลวและความสำเร็จ เมื่อล้มเหลวก็อย่าได้ท้อ ให้ใช้ความล้มเหลวเป็นครูหาทางแก้ไขเพื่อไปสู่ความสำเร็จ

“บัณฑิตปัจจุบันถือเป็นอนาคตของชาติ กล่าวคืออนาคตของประเทศอยู่ในมือของเขาเหล่านี้ เพราะฉะนั้นก็ขอให้มีการนำความรู้ที่ได้มาและความตั้งใจไปใช้ในการทำงาน และไม่ใช่แค่เพื่อครอบครัวหรือตัวเอง แต่เพื่อผู้อื่น หรือสังคมและประเทศด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้สามารถไปด้วยกันได้” อาจารย์นรนิติ กล่าวเสริม

— เทคโนโลยีและจริยธรรมในการใช้งาน —

ต่อมาที่ Gen X ทาง . ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า จากการที่ AI เข้ามามีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตของทุกคนในปัจจุบัน และจะเข้าไปเปลี่ยนรูปแบบงานในทุกอาชีพ ทักษะที่ทุกคนควรจะมีคือ การปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงรู้จักนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่องานหรือหน้าที่ความรับผิดชอบ และที่สำคัญคือการใช้ให้ถูกต้องเหมาะสม       มีจริยธรรม รวมถึงเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม โดยสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้สามารถอยู่รอดในตลาดแรงงานได้ในอนาคต

ไม่เพียงเท่านั้น ถึงแม้ทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีอย่าง AI จะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทักษะพื้นฐาน อย่างการคิดแบบมีเหตุมีผล การวิเคราะห์และแยกแยะ การมีวินัย การเคารพตัวเองและผู้อื่น  การทำงานร่วมกับคนอื่น ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งและจะขาดไปไม่ได้ เพื่อเป็นทั้งหลักยึดในการทำงาน และหลักยึดในการดำเนินชีวิตต่อไปหลังจากนี้

— 3 สิ่งที่ควรมี กับ 3 สิ่งที่ควรทิ้งไป —

ในส่วน Gen Y ผศ. ดร.สุภมาส สุชาตานนท์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า 3 สิ่งที่ต้องเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่โลกการทำงาน คือ 1. การมีใจสู้พร้อมรับทุกความผิดหวังที่เจอ 2. อย่าหยุดเรียนรู้ และพัฒนาตัวเอง แต่ให้เป็นนักเรียนของโลกใบนี้ไป

ตลอดชีวิต (Live Long Learning) และ 3. ขอให้ทุกคนเปิดใจยอมรับความแตกต่าง มีความเข้าอกเข้าใจ และให้เกียรติผู้อื่นอยู่เสมอ เพราะโลกในการทำงานจะมีคนหลากหลายทั้งในแง่อายุ และความคิด

เมื่อมีสิ่งที่ต้องเตรียมแล้ว ผศ. ดร.สุภมาส มองว่า มีอีก 3 สิ่งที่ควรทิ้งไปด้วย ได้แก่ 1. ความคิดที่ตายตัว และเป็นสูตรสำเร็จ เพราะในชีวิตจริงไม่มีเฉลยท้ายบทเหมือนในห้องเรียน แต่เต็มไปด้วยทางเลือก และคำตอบนับไม่ถ้วน ซึ่งจะต้องตัดสินใจตามบริบทที่เกิดขึ้นขณะนั้น 2. ทิ้งการละเลยสุขภาพทั้งกายและใจ เพราะสุขภาพเป็นต้นทุนสำคัญในการทำงานที่นำกลับมาได้ยากหากไม่มีการดูแลตอนอยู่ในช่วงวัยที่ยังทำได้ และ 3. ทิ้งการปล่อยโอกาส โดยถ้าเจอโอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิตอย่าปล่อยให้หลุดมือ และอย่ากลัวที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา หรือคิดว่ายังไม่เก่งพอ แต่ให้ทำให้ตัวเองดีพอจะรับโอกาส หรือสามารถสร้างโอกาสให้ตัวเองและผู้อื่นได้

— อย่ากดดัน ทำในสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ —

ขณะที่ Gen ซึ่งอยู่ในช่วงวัยเดียวกันบัณฑิตทั่วประเทศในปีนี้อย่าง Gen Z นั้น ดลยวัต สร้อยสนธิ์ นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกปัจจุบันคือยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง ความไม่แน่นอน ความตึงเครียดและความขัดแย้ง (Disruptive Era) จากสถานการณ์ของภูมิรัฐศาสตร์ และระบบเศรษฐกิจทั่วโลก จากสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ บัณฑิตในยุคปัจจุบันจึงถือเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่จะควบคุม หรือกำหนดสถานการณ์ของโลกหลังจากนี้ต่อไป

ดังนั้น จึงอยากให้ขอเสนอให้บัณฑิตมีการเตรียมตัวใน 5 เรื่องก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ด้วยแนวคิด GRAD+ โดย G คือ Good Principle หรือการมีหลักการที่ดีและมั่นคง รวมถึงรู้จักรักและเคารพตัวเอง ส่วน R คือ Resilience หรือการล้มแล้วลุกได้ แม้เจอความผิดหวังและเสียใจ ขณะที่ A คือ Accept หรือการยอมรับความแตกต่างหลากหลายอื่นๆ นอกจากกรอบความคิดเดิมของตัวเอง และ D คือ Delight หรือ ความสุขและความปีติ โดยมองโลกในแง่บวกอย่างสมเหตุสมผลและอยู่ในความเป็นจริง และสุดท้าย + คือ การยึด 4 เรื่องต่อไปไม่ให้เปลี่ยนแปลง เพื่อจะร่วมสร้างสังคมและโลกที่ดีไปด้วยกัน

Gen Z อีกคนหนึ่งอย่าง สริตา ชนกนำชัย บัณฑิตคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เกียรตินิยมอันดับ 1 ผู้ได้รับรางวัลเรียนดีทุนภูมิพล ซึ่งเข้าสู่โลกการทำงานแล้ว ได้สื่อสารถึงเพื่อนบัณฑิตว่า อยากให้บัณฑิตทุกคนเตรียมสภาพใจให้พร้อมรับสิ่งที่จะต้องเจอในโลกการทำงาน เนื่องจากไม่ว่าตอนเรียนจะมีการเตรียมตัว และเรียนรู้มามากขนาดไหน แต่เมื่อเข้าสู่การทำงานจริงจะพบแต่ความท้าทาย สิ่งที่อาจทำให้

ผิดหวัง ความเหนื่อยล้า และความเสียใจ รวมถึงสภาพแวดล้อมจะแตกต่างจากการเรียนในมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง

“แม้ด้วยสถานการณ์ภายนอกต่างๆ ที่เกิดขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเศรษฐกิจหรือสังคม แต่อยากบอกบัณฑิตทุกคนว่าอย่ากดดันตัวเองมากเกินไป และทำสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ให้ดีที่สุด อย่าไปกังวลกับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้มากนัก” สริตา กล่าวให้กำลังใจบัณฑิตทุกคน

— จงเชื่อมั่นในตนเอง —

ปิดท้ายด้วยน้องเล็กสุดอย่าง Gen Alpha ชินวีร์ วิเศษสรรค์ หรือ น้องชิน นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 และประธานคณะกรรมการนักเรียน โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้สะท้อนความคาดหวังถึงบัณฑิตจบใหม่ว่า คาดหวังว่าบัณฑิตที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกการทำงานในปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยความสดใหม่ของความรู้ แนวคิด และอุดมคติ จะนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้การทำงาน สร้างอิทธิพลเชิงบวก และขับเคลื่อนสังคมไปข้างหน้า ซึ่งจะเป็นอนาคตให้กับคนรุ่นต่อไปในอนาคต

“ขอเป็นกำลังใจให้บัณฑิตจบใหม่ทั่วประเทศ และอยากให้เชื่อมั่นในตัวเอง รวมถึงเปิดพื้นที่ให้กับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ เพราะโลกน่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากในอนาคตจากเทคโนโลยี และปัจจัยต่างๆ และในฐานะคนรุ่นถัดไปการได้เห็นพี่ๆ บัณฑิตเติบโต เรียนรู้ และปรับตัวกับโลกจะเป็นอีกแรงบันดาล จะบทเรียนสำหรับการเรียนรู้ได้อย่างดีในอนาคต” ชินวีร์ กล่าวในตอนท้าย

ยกย่องบุคคลต้นแบบ! ม.วงษ์ชวลิตกุล เชิดชูเกียรติ ‘แม่ทัพกุ้ง’ มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

ยกย่องบุคคลต้นแบบ! ม.วงษ์ชวลิตกุล เชิดชูเกียรติ 'แม่ทัพกุ้ง' มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

ยกย่องบุคคลต้นแบบ! ม.วงษ์ชวลิตกุล เชิดชูเกียรติ ‘แม่ทัพกุ้ง’ มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

ม.วงษ์ชวลิตกุล มอบดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ‘พล.อ.บุญสิน พาดกลาง’ เชิดชูเกียรติผู้สร้างคุณูปการ ต้นแบบผู้จัดการความมั่นคงยุคใหม่

วันที่ 17 มกราคม 2569 สภามหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล มีมติเห็นชอบมอบปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการ ประจำปีการศึกษา 2567 แด่ พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาหารทหารบกเพื่อเชิดชูเกียรติในฐานะบุคคลผู้มีความรู้ความสามารถโดดเด่นด้านการบริหารจัดการ และอุทิศตนปฏิบัติหน้าที่เพื่อประเทศชาติและสังคมอย่างต่อเนื่อง

การมอบปริญญากิตติมศักดิ์ครั้งนี้ สะท้อนถึงบทบาทของ พลเอก บุญสิน ในการเป็นแบบอย่างของ “ผู้จัดการความมั่นคงยุคใหม่” ที่สามารถบูรณาการศาสตร์ด้านการจัดการเข้ากับภารกิจความมั่นคงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีวิสัยทัศน์กว้างไกล รอบคอบ และยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นศูนย์กลาง

สภามหาวิทยาลัยวงษ์ชวลิตกุล ได้หม้อปริญญาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ในครั้ง ไม่เพียงเป็นการเชิดชูเกียรติบุคคลผู้สร้างคุณูปการ หากยังเป็นการตอกย้ำบทบาทของสถาบันการศึกษาในการส่งเสริมคุณค่าแห่งความเป็นผู้นำ การเสียสละ และความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจแก่เยาวชนและบุคลากรทางการศึกษา

พิธีมอบปริญญาดังกล่าวจัดขึ้นอย่างสมเกียรติ สะท้อนเจตนารมณ์ของมหาวิทยาลัยในการยกย่องบุคคลต้นแบบ และร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน