บังกลาเทศ วิกฤตพลังงาน กระทบต้นทุนผลิตเสื้อผ้ารองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงาน กระทบต้นทุนผลิตเสื้อผ้ารองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

4 เม.ย. 2569 22:49 น.

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงาน กระทบต้นทุนผลิตเสื้อผ้ารองเท้าแบรนด์ดังระดับโลก

บังกลาเทศ วิกฤตพลังงานในบังกลาเทศเป็นปัญหาที่สะสมมานานและทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2024-2026 โดยมีสาเหตุหลักมาจากโครงสร้างการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้าและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก ดังนี้ครับ


บังกลาเทศ สาเหตุหลักของวิกฤตพลังงาน

  • การพึ่งพาการนำเข้าสูง (Import Dependency): บังกลาเทศพึ่งพาพลังงานจากการนำเข้ากว่า 40-65% โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) และน้ำมัน เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกผันผวน ประเทศจึงได้รับผลกระทบโดยตรง
  • การขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ: วิกฤตทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ (Dollar Crisis) ทำให้รัฐบาลขาดสภาพคล่องในการจ่ายค่านำเข้าเชื้อเพลิงและจ่ายเงินอุดหนุนให้โรงไฟฟ้าเอกชน ส่งผลให้โรงไฟฟ้าหลายแห่งต้องหยุดเดินเครื่อง
  • ก๊าซธรรมชาติในประเทศลดลง: แหล่งก๊าซธรรมชาติในบังกลาเทศเองมีปริมาณลดน้อยลงเรื่อยๆ ทำให้ต้องหันไปนำเข้า LNG จากต่างประเทศมากขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้า

ผลกระทบจาก “สงครามอิหร่าน” ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ความตึงเครียดหรือสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านส่งผลกระทบต่อบังกลาเทศในเชิงยุทธศาสตร์อย่างรุนแรง:

  • เส้นทางการค้าช่องแคบฮอร์มุซ: ประมาณ 2 ใน 3 ของ LNG ที่บังกลาเทศนำเข้า (หลักๆ จากกาตาร์และโอมาน) ต้องส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากเส้นทางนี้ถูกปิดหรือหยุดชะงักจากสงคราม จะทำให้บังกลาเทศขาดแคลนก๊าซทันที
  • ราคาพลังงานพุ่งสูง: สงครามในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น (Energy Shock) บังกลาเทศที่งบประมาณจำกัดอยู่แล้วจึงไม่สามารถสู้ราคาเพื่อซื้อก๊าซในตลาดจร (Spot Market) ได้
  • ความมั่นคงด้านพลังงาน: เมื่อซัพพลายลดลง รัฐบาลต้องประกาศตัดไฟเป็นระยะ (Load-shedding) และควบคุมการใช้พลังงานอย่างเข้มงวด

ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเสื้อผ้าและรองเท้าแบรนด์ดัง

อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม (Ready-Made Garments – RMG) ซึ่งเป็นรายได้หลักกว่า 80% ของการส่งออกของประเทศ ได้รับผลกระทบหนักที่สุด:

  • การผลิตหยุดชะงัก: โรงงานหลายแห่งเผชิญกับการตัดไฟบ่อยครั้งและแรงดันก๊าซที่ต่ำเกินไป ทำให้เครื่องจักรทำงานไม่ได้เต็มประสิทธิภาพ มีข้อมูลระบุว่ากำลังการผลิตอาจลดลงถึง 30-50% ในบางช่วง
  • ต้นทุนที่สูงขึ้น: เพื่อให้ผลิตทันกำหนดส่ง โรงงานต้องใช้เครื่องปั่นไฟ (Generators) ที่ใช้น้ำมันดีเซลซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าก๊าซมาก ประกอบกับค่าไฟฟ้าที่รัฐบาลปรับขึ้นต่อเนื่องเพื่อลดภาระการอุดหนุน
  • ความเชื่อมั่นของแบรนด์ระดับโลก: แบรนด์ดังระดับโลก (เช่น H&M, Zara, Adidas) ที่สั่งผลิตจากบังกลาเทศเริ่มกังวลเรื่องความล่าช้าในการส่งมอบ (Lead time) หากวิกฤตยืดเยื้อ แบรนด์เหล่านี้อาจตัดสินใจย้ายฐานการผลิตหรือโยกย้ายออเดอร์ไปยังประเทศอื่นที่มีพลังงานเสถียรกว่า เช่น เวียดนาม หรืออินเดีย

รัฐบาลบังกลาเทศกำลังพยายามแก้ไขโดย

  1. ปรับโครงสร้างราคา: ขึ้นค่าไฟและก๊าซเพื่อลดภาระหนี้ภาครัฐ
  2. แสวงหาแหล่งนำเข้าใหม่: พยายามทำสัญญาระยะยาวกับประเทศอื่นนอกเหนือจากโซนความขัดแย้ง และขอความช่วยเหลือด้านพลังงานจากเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย
  3. ผลักดันพลังงานหมุนเวียน: แม้จะยังทำได้ช้า (ปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 2-4%) แต่เริ่มมีการรณรงค์ให้ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาโรงงานอุตสาหกรรมเพื่อช่วยประหยัดไฟในช่วงกลางวัน

อิหร่านระทึก ขีปนาวุธตกใกล้ รง.นิวเคลียร์ ดับ 1 ศพ อพยพกว่า 200

อิหร่านระทึก ขีปนาวุธตกใกล้ รง.นิวเคลียร์ ดับ 1 ศพ อพยพกว่า 200

4 เม.ย. 2569 22:01 น.

อิหร่านระทึก ขีปนาวุธตกใกล้ รง.นิวเคลียร์ ดับ 1 ศพ อพยพกว่า 200

ขีปนาวุธตกใส่อาคารใกล้โรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ของอิหร่าน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ ขณะที่บริษัทพลังงานของรัสเซียระบุว่า อพยพพนักงานกว่า 200 คนออกจากโรงงานแห่งนี้แล้ว

สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อของรัฐบาลอิหร่านรายงานว่า เมื่อช่วงเช้าวันเสาร์ที่ 4 เม.ย. 2569 มีขีปนาวุธตกใส่บริเวณรอบนอกของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร (Bushehr) ในอิหร่าน สร้างความเสียหายแก่อาคารหลังหนึ่ง เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเสียชีวิต 1 ศพ

ขณะที่หน่วยงานเฝ้าระวังด้านนิวเคลียร์ของสหประชาชาติ (IAEA) เปิดเผยว่า ยังไม่มีรายงานระดับรังสีที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ได้ออกมาเตือนถึงการโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ พร้อมเรียกร้องให้มี “การใช้กำลังทหารอย่างอดกลั้นถึงที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์”

ด้าน โรซาตอม (Rosatom) บริษัทพลังงานนิวเคลียร์ของรัฐบาลรัสเซีย เปิดเผยในวันนี้ว่ากำลังดำเนินการอพยพพนักงาน 198 คน ออกจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร แต่ไม่ได้ระบุว่ามีรังสีรั่วไหลแต่อย่างใด

เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้วที่พื้นที่ดังกล่าวตกเป็นเป้าหมายนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. โดยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชห์ร ถือเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพียงแห่งเดียวของอิหร่านที่ยังเปิดใช้งานอยู่

ทางด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้อย่างดุเดือดต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเตือนว่าหากมีสารกัมมันตรังสีรั่วไหลออกมา มันอาจจะ “ทำลายชีวิตผู้คนในเมืองหลวงแถบอ่าวเปอร์เซีย ไม่ใช่แค่ในเตหะราน”

นายอารักชียังย้ำเตือนให้ชาติตะวันตกนึกถึง “ความโกรธแค้น” ที่พวกเขาเคยมีต่อกรณีที่รัสเซียโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซาปอริซเซียในยูเครนในลักษณะเดียวกันนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

แผ่นดินไหว 5.9 เขย่าอัฟกานิสถาน บ้านถล่มดับ 12 ศพ

แผ่นดินไหว 5.9 เขย่าอัฟกานิสถาน บ้านถล่มดับ 12 ศพ

4 เม.ย. 2569 18:50 น.

แผ่นดินไหว 5.9 เขย่าอัฟกานิสถาน บ้านถล่มดับ 12 ศพ

เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ในเทือกเขาฮินดูกูช ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน สะเทือนหลายประเทศ บ้านพังในกรุงคาบูล คร่าชีวิต ประชาชน 12 ศพ

วันที่ 4 เมษายน 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 5.9 ในภูมิภาคเทือกเขาฮินดูกูช ทางตะวันออกของประเทศอัฟกานิสถาน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ศพ และมีผู้บาดเจ็บหลายราย หลังจากที่บ้านหลังหนึ่งพังถล่มในกรุงคาบูล

หน่วยงานจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของอัฟกานิสถานระบุว่า เหตุการณ์บ้านพังถล่มเกิดขึ้นจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวที่มีความลึกประมาณ 177 กิโลเมตร โดยข้อมูลจากศูนย์วิจัยธรณีวิทยาเยอรมนี ระบุว่าแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายประเทศในภูมิภาค รวมถึงกรุงอิสลามาบัดของปากีสถาน กรุงคาบูล และกรุงนิวเดลี ของอินเดีย.

ที่มา Reuters

สว.นันทนา ร้องวิป 3 ฝ่าย จัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลให้เหมาะสม

สว.นันทนา ร้องวิป 3 ฝ่าย จัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลให้เหมาะสม

สว.นันทนา ร้องวิป 3 ฝ่าย จัดสรรเวลาอภิปรายนโยบายรัฐบาลให้เหมาะสม

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.55 น.

“สว.นันทนา”เรียกร้อง”วิป 3 ฝ่าย” จัดสรรเวลาอภิปราย”นโยบายรัฐบาล”ให้เหมาะสม-กว้างขวาง แย้ม”พันธุ์ใหม่”เตรียมพร้อมแล้ว

5 เมษายน 2569 น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มพันธุ์ใหม่ ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมในอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาล ว่า ทางวุฒิสภาได้แจ้งเพียงให้สมาชิกลงชื่อที่จะอภิปราย แต่ยังไม่ได้แจ้งว่าจะให้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งที่ผ่านมาให้เวลาน้อยมากประมาณ 4 นาที ทำให้แทบจะพูดอะไรกันไม่ได้เลย ฉะนั้น จึงอยากเรียกร้องให้ทางคณะกรรมการประสานงานในสภาแทนราษฎร (วิป) ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน รวมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) พิจารณาเรื่องการจัดสรรเวลาให้ดี เพราะนี่ถือเป็นการอภิปรายนโยบายใหญ่ เนื่องจากหากจะอยู่กันไปครบเทอมคือ 4 ปี ก็ควรที่จะให้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง

เมื่อถามว่า สว.พันธุ์ใหม่ ได้เตรียมความพร้อมอย่างไรบ้าง น.ส.นันทนา กล่าวว่า เราได้มีการเตรียมความพร้อมในการที่จะอภิปราย แต่เรายังไม่เห็นทิศทางว่าจะให้อภิปรายอย่างไร จะอภิปรายเป็นกลุ่มๆ เช่น หมวดการศึกษา หมวดเศรษฐกิจ หรืออย่างไร ก็ยังไม่ได้แจ้งมา ให้เพียงแค่ลงชื่ออย่างไร จึงยังไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร แต่ทั้งนี้ เราได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วสำหรับการจะอภิปรายในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเราจะแบ่งการอภิปรายกันให้หลากหลายเพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน

ปิยบุตร ฟันธง! ยุบพรรคส้มคือหอกทิ่มแทง สกัดเกมพลิกขั้วอำนาจ

ปิยบุตร ฟันธง! ยุบพรรคส้มคือหอกทิ่มแทง สกัดเกมพลิกขั้วอำนาจ

ปิยบุตร ฟันธง! ยุบพรรคส้มคือหอกทิ่มแทง สกัดเกมพลิกขั้วอำนาจ

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.35 น.

5 เมษายน 2569 นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 (3 ครั้งที่ผ่านมา รอด 1 ยุบ 2) ของพรรค “อนาคตใหม่/ก้าวไกล/ประชาชน” สาระสำคัญมิใช่อยู่ที่ “ยุบพรรค”

แต่คดี “ยุบพรรค” ครั้งที่ 4 นี้ จะสำแดงเดชในช่วงยามที่รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยไปไม่รอด เกิดความขัดแย้งภายในพรรคหรือระหว่างพรรคร่วม หรือมีวิกฤติความชอบธรรม จนทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้

เมื่อถึงเวลานั้น 119 เสียงของพรรคประชาชนจะกลายเป็นปัจจัยกำหนดขั้วรัฐบาลใหม่

ดังนั้น คดียุบพรรค จึงต้องทำหน้าที่เป็น “หอก” เพื่อปักหลัง ควบคุม ทิ่มแทงพรรคประชาชนไว้ก่อน เพื่อทำให้พรรคแตก เสียงแตก เสียงหาย หรือตัดสินใจกำหนดตั้งรัฐบาลยาก จนอาจทำให้พวกพรรคการเมืองแบบเดิมๆกลับไปร่วมรัฐบาลกันดังเดิม หรืออาจทำให้พรรคประชาชนง่อยเปลี้ยเสียขา อ่อนกำลังในยามที่ต้องตัดสินใจครั้งสำคัญ

ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน

ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน

ไทยศักยภาพเหนือกว่า ทร.ไม่หวั่นกัมพูชา รับเรือคอร์เวตจากจีน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.01 น.

จีนส่งเรือคอร์เวต Type 056 ถึงเรือฐานทัพเรือเรียมแล้ว กัมพูชา เตรียมรับมอบ 8 เม.ย. ด้าน ทร. ย้ำ ไม่กระทบความมั่นคงทางทะเลไทย ลั่น มีกำลังทางเรือเหนือกว่า

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 แหล่งข่าวระดับสูงกองทัพเรือ เปิดเผยว่า วานนี้ (4 เม.ย.) เวลาประมาณ 10.00 น. เรือคอร์เวตติดขีปนาวุธนำวิถี Type 056 จำนวน 1 ลำ ของกองทัพเรือกัมพูชา ซึ่งได้รับมอบจากสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเข้าเทียบท่า ณ ท่าเรือแห่งที่ 1 ฐานทัพเรือเรียม พร้อมกำลังพลประจำเรือครบชุด

พิธีรับมอบเรือจากสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน (สปจ.) จะจัดขึ้นในช่วง 09.00 น. ของวันที่ 8 เมษายนนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในความร่วมมือด้านการทหารระหว่างสองประเทศ โครงการนี้รวมการจัดหาเรือคอร์เวต Type 056 จำนวน 2 ลำให้กองทัพเรือกัมพูชา เพื่อเสริมกำลังทางทะเลและยกระดับศักยภาพในการปฏิบัติการ

สำหรับความคืบหน้า การส่งมอบลำที่ 2 ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยรายงานความคืบหน้าประมาณ 70% คาดว่าจะส่งมอบในเดือนมิถุนายน 2569

รายงานระบุว่า การตรวจรับเรือคอร์เวตได้จัดขึ้นในช่วงเดือนตุลาคม 2568 โดยมีนายเตีย บัญ เข้าร่วมในกระบวนการดังกล่าว

การเสริมกำลังครั้งนี้สร้างความกังวลต่อภูมิภาค เนื่องจากกัมพูชาเสริมอาวุธทางทะเลท่ามกลางความตึงเครียดชายฝั่ง ทำให้ไทยและเพื่อนบ้านต้องจับตาการขยายกำลังทางทะเลในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

สำหรับเรือคอร์เวต Type 056 (Jiangdao-class) เป็นเรือรบขนาดเล็ก–กลาง เน้นป้องกันชายฝั่งของจีน ระวางขับน้ำ 1,300–1,500 ตัน ติดขีปนาวุธนำวิถี YJ-83 ต่อต้านเรือผิวน้ำ และ HHQ-10 สำหรับป้องกันภัยทางอากาศระยะใกล้

โดยก่อนหน้านี้ พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ได้ระบุถึงกรณีนี้ว่า กองทัพเรือกัมพูชาจะได้รับความช่วยเหลือจากจีน ในการจัดหาเรือคอร์เวต แบบ Type 056 จำนวน 2 ลำนั้น ในเวลาอันใกล้นี้ กองทัพเรือ ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนเกิดความมั่นใจว่า สถานการณ์ดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางทะเลของประเทศไทยแต่อย่างใด และขอให้ประชาชนมั่นใจในขีดความสามารถของกองทัพเรือไทย

ปัจจุบัน กองทัพเรือไทย มีขีดความสามารถด้านกำลังรบทางเรือที่มีความพร้อมรบสูง ทั้งในด้านยุทโธปกรณ์ การฝึก บุคลากรและประสบการณ์ในการปฏิบัติการทางทะเล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติการร่วมระหว่างกำลังทางเรือและกำลังทางอากาศ ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมพื้นที่ทางทะเล การเฝ้าตรวจ และการตอบสนองต่อสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 

ทั้งนี้ เรือคอร์เวต Type 056 เป็นเรือรบขนาดกลาง เหมาะสำหรับภารกิจลาดตระเวนและรักษาความมั่นคงในเขตน่านน้ำใกล้ฝั่ง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบในเชิงยุทธศาสตร์แล้ว กองทัพเรือไทยยังคงมีศักยภาพโดยรวมที่เหนือกว่า ทั้งในด้านจำนวน ประเภทของเรือรบ ระบบอาวุธ และขีดความสามารถในการปฏิบัติร่วมหลายมิติ

อย่างไรก็ตาม กองทัพเรือก็มิได้นิ่งนอนใจต่อพัฒนาการด้านความมั่นคงในภูมิภาค และจับตามองการเสริมสร้างขีดความสามารถกำลังทางเรือของประเทศในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด และมีแผนเสริมสร้างขีดความสามารถกำลังทางเรืออย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงเพิ่มเติมจำนวน 1 ลำ ภายในปีงบประมาณนี้ และมีแผนเสนอจัดหาเพิ่มเติมอีก 1 ลำในปีถัดไป เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการป้องกันประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

กองทัพเรือ ขอยืนยันว่าได้ติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงทางทะเลในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด พร้อมไปกับการพัฒนาขีดความสามารถของกำลังรบทางเรืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปกป้องอธิปไตยและรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชนไทยในทุกสถานการณ์

ย้ำจุดยืน DNA ลุง ธนกร ลั่นความจริงมีหนึ่งเดียว

ย้ำจุดยืน DNA ลุง ธนกร ลั่นความจริงมีหนึ่งเดียว

ย้ำจุดยืน DNA ลุง ธนกร ลั่นความจริงมีหนึ่งเดียว

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.33 น.

5 เมษายน 2569 กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตา เมื่อ นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ออกมาเคลื่อนไหวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ด้วยข้อความชวนคิด “ความจริงมีหนึ่งเดียว” พร้อมตอกย้ำจุดยืนทางการเมืองที่ชัดเจน คือ “DNA ลุง” ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้”

ข้อความที่นายธนกร โพสต์ “ผมเคยบอกวันหนึ่งจะเข้าใจความจริงมีหนึ่งเดียว.DNAลุง”

ทั้งนี้ ภายหลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเป็นจำนวนมาก อาทิ “ถ้าลุงได้บริหารประเทศตอนนี้ คงไม่ใครกล้ากักตุนน้ำมัน , คนไทยส่วนใหญตามกระแส ไม่ค่อยยอมรับความจริง ความขัดแย้งภายในสังคมจึงเกิดครับ , คิดว่าใครทำอะไรอยู่ก็คงน่าจะรู้แก่ใจตัวเองกันทั้งนั้นแหละค่ะ , ก็ไม้ใช่หนูเหมือนกัน , DNAลุงตู่คือDNAของคนทำงานเพื่อประโยชน์ประชาชนประเทศชาติเป็นหลัก พิมพ์แค่นี้น่าจะ เข้าใจ , แต่วันนี้ผมไม่เข้าใจทำไมไม่เฉลี่ยทุกเฉลี่ยสุข” เป็นต้น

ชัยวุฒิ ผุดไอเดียแจกคูปองลดค่าน้ำมัน จี้นายกฯเร่งกู้วิกฤตพลังงาน จัดสินค้าราคาถูกช่วยชาวบ้าน

ชัยวุฒิ ผุดไอเดียแจกคูปองลดค่าน้ำมัน จี้นายกฯเร่งกู้วิกฤตพลังงาน จัดสินค้าราคาถูกช่วยชาวบ้าน

ชัยวุฒิ ผุดไอเดียแจกคูปองลดค่าน้ำมัน จี้นายกฯเร่งกู้วิกฤตพลังงาน จัดสินค้าราคาถูกช่วยชาวบ้าน

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.26 น.

ชัยวุฒิ เรียกร้อง นายกฯ เร่งกู้วิกฤตน้ำมันแพง พร้อมเสนอแจกคูปอง-สินค้าราคาพิเศษ ช่วยกลุ่มเปราะบาง

เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2569 เวลา 08.00 น. นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ เรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่ที่กำลังจะเข้าบริหารประเทศอย่างเต็มตัว เร่งออกมาตรการรับมือวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมเสนอนายกรัฐมนตรี แก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ประชาชนจะเดือดร้อนจนทนไม่ไหว

นายชัยวุฒิ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากในขณะนี้ พร้อมชวนให้ทุกภาคส่วนที่ออกมาแสดงความคิดเห็น รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ร่วมกันสะท้อนปัญหาและนำเสนอแนวทางแก้ไขไปยังรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลกำลังจะมีอำนาจเต็มในการบริหารงานหลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งจะทำให้สามารถกำหนดทิศทางและมาตรการช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรมและตรงจุด

‘อยากให้หลายคนที่ออกมาพูดกัน ช่วยกันนำเสนอแนวทางแก้ไขให้กับรัฐบาล รวมถึงประชาชนที่เดือดร้อนจากปัญหาต่าง ๆ ก็ช่วยกันนำเสนอปัญหาไปที่รัฐบาล เพราะว่าต่อไป รัฐบาลก็จะมีอำนาจเต็ม หลังจากแถลงนโยบาย จะได้กำหนดนโยบาย กำหนดแนวทางมาช่วยเหลือประชาชน ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุด’ นายชัยวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้หัวหน้าพรรครักชาติ ได้เน้นย้ำด้วยว่า การจัดหาเม็ดเงินเข้ามาบริหารจัดการปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินหรือวิธีการอื่น ๆ ถือเป็นภารกิจที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุด โดยได้เสนอแนวทางบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น อาทิ การแจก “คูปองส่วนลด” เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รวมถึงการจัดเตรียม “สินค้าราคาพิเศษ” เพื่อลดค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งมาตรการเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำโดยทันที

โดยเฉพาะการหาเงินเข้ามาน จากการกู้หรือการอะไรก็ตาม เพื่อมาแก้ปัญหาในเรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ซึ่งอาจจะแจกให้พี่น้องประชาชนในลักษณะของคูปองครับ เพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูง หรืออาจจะเตรียมสินค้าบางอย่างในราคาพิเศษให้พี่น้องประชาชน อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำโดยด่วน

ทั้งนี้ นายชัยวุฒิ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเข้าไปดูแลและเยียวยา “กลุ่มเปราะบาง” ซึ่งรวมถึงผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกร เนื่องจากเป็นกลุ่มที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
 
‘​การเยียวยาช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง คนที่เดือดร้อน คนที่มีปัญหาจริง ๆ ทุกกลุ่ม ทั้งผู้มีรายได้น้อยและเกษตรกรนะครับ ที่จะมีปัญหาได้แน่นอน ให้รีบเข้ามาช่วยดูแลโดยด่วน’ 
นายชัยวุฒิ กล่าว

นอกจากนี้ นายชัยวุฒิ ยังฝากข้อคิดเห็นที่น่าสนใจไปยังรัฐบาลด้วยว่า ผู้ที่จะเข้ามารับตำแหน่งดูแลกระทรวงพลังงานนั้นไม่สำคัญเท่ากับบทบาทของ นายกรัฐมนตรี

‘ใครมาดูแลเรื่องพลังงานไม่สำคัญ สำคัญที่ท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นแกนนำ เป็นหัวหน้าของรัฐบาล ต้องรีบหามาตรการมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วนเลยครับ ก่อนที่ปัญหาวิกฤตจะบานปลาย ประชาชนจะเดือดร้อนจนอยู่ไม่ได้แล้วครับ’ นายชัยวุฒิ กล่าว

กางแผน ศบก.! พิพัฒน์ จับมือคลัง-พลังงาน ทบทวนต้นทุนน้ำมันจริง

กางแผน ศบก.! พิพัฒน์ จับมือคลัง-พลังงาน ทบทวนต้นทุนน้ำมันจริง

กางแผน ศบก.! พิพัฒน์ จับมือคลัง-พลังงาน ทบทวนต้นทุนน้ำมันจริง

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.01 น.

5 เมษายน 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผมขอขอบคุณและเคารพทุกเสียงสะท้อนของพี่น้องประชาชนครับ

ทุกความคิดเห็นและข้อกังวลเรื่องราคาน้ำมันและค่าครองชีพในขณะนี้ ผมรับฟังอย่างใกล้ชิดและไม่ได้นิ่งนอนใจ

ตอนนี้รัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน เพื่อลดภาระค่าครองชีพของพี่น้องประชาชน ก่อนช่วงสงกรานต์นี้

ผมและคณะกรรมการ ศบก. ได้รวบรวมข้อมูลและตั้งข้อสังเกตเรื่อง “ค่าการกลั่น” และ “โครงสร้างราคา” ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคขนส่ง และวันนี้ได้ถูกส่งต่อยอดในระดับนโยบาย โดยกระทรวงการคลังและกระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอ ครม. 6 เมษายนนี้

แนวทางสำคัญคือการทบทวนต้นทุนที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ทั้งค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และ War Premium เพื่อให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้นเพราะ “ราคาน้ำมัน” คือ ต้นทุนหลักของระบบขนส่ง และเชื่อมโยงโดยตรงกับ “ค่าโดยสารของพี่น้องประชาชน”

ในส่วนของกระทรวงคมนาคมจะกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ภาระต้นทุนถูกผลักไปยังประชาชน โดยยึดหลักสำคัญ

• ค่าโดยสารต้องเป็นธรรม

• ประชาชนต้องไม่แบกรับต้นทุนเกินจำเป็น

• มีน้ำมันเพียงพอ รองรับการเดินทางช่วงเทศกาล

ผมและท่านนายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า การบูรณาการทำงานร่วมกันของทุกหน่วยงาน จะสามารถดูแลค่าครองชีพของประชาชน และทำให้ระบบขนส่งของประเทศเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

#ลดค่าครองชีพ
#คมนาคมเพื่อประชาชน

หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.

หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.

หนุน อนุทิน เดินตลาดฟังเสียงจริง! เทพไท จี้อัปวงเงินคนละครึ่ง 5,000 บาท ช่วย ปชช.

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.05 น.

5 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า หนุน อนุทิน เดินตลาด ฟังเสียงประชาชน

ผมเห็นภาพข่าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี แต่งตัวแบบสบายๆ ใส่เสื้อยืดคอกลมสีดำ เดินห้างโลตัสบางกะปิ เพื่อตรวจราคาสินค้าของโครงการไทยช่วยไทย ได้เจอกับประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยสินค้าในห้างโลตัส จึงเห็นท่าทีของประชาชนที่มีความรู้สึกต่อการบริหารราชการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ในสถานการณ์วิกฤตน้ำมัน ได้เข้ามาพูดคุยกับนายอนุทิน โดยถามถึงคำว่า รวยไม่ไหวแล้ว หมายถึงใครรวย หมายถึงประชาชนหรือนายทุนรวยกันแน่

ส่วนอีกคนก็เข้ามาขอร้องว่า น้ำมันแพง ช่วยหน่อย ปล่อยแบบนี้ตายแน่ ซึ่งมีอีกหลายความรู้สึกของประชาชน ที่สะท้อนความรู้สึกมายังตัวนายอนุทินในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องสินค้าราคาแพง ผมอยากให้นายกอนุทิน ได้ใช้เวลาว่างในวันหยุดหรือวันไหนก็ได้ ลงพื้นที่เดินตลาด เดินห้าง เพื่อจะได้รับรู้ถึงความรู้สึกของประชาชน และความยากลำบาก เพราะมีประชาชนส่วนหนึ่งได้สะท้อนปัญหาทางสื่อโซเชียล ซึ่งเห็นกันอย่างมากมายว่า ประชาชนคิดอย่างไรกับคำว่า รวยไม่ไหวแล้ว และราคาน้ำมันแพงน้ำมันขาดตลาด ประชาชนเดือดร้อนกันอย่างไร และจะได้รู้ถึงความรู้สึกของประชาชนอีกส่วนหนึ่ง ที่ไม่ได้เล่นสื่อโซเชียล หรือไม่ได้ระบายความรู้สึกผ่านสื่อโซเชียล จะได้ระบายความรู้สึกผ่านตัวนายอนุทินโดยตรง

ผมสนับสนุนให้มีการลงพื้นที่สัมผัสกับพี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนสิ่งที่นายกอนุทินพยายามชี้แจงกับประชาชน ถึงโครงการช่วยเหลือประชาชน คือนโยบายคนละครึ่ง ซึ่งเป็นนโยบายยาวิเศษ หรือนโยบายเรือธงของรัฐบาลอนุทิน1 จนมาถึงรัฐบาลอนุทิน2 ที่ได้รับอนิสงฆ์จากรัฐบาลของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่โครงการคนละครึ่งพลัส การช่วยเหลือประชาชนเท่าเดิม คือคนละ 2000 บาท อาจไม่เพียงพอกับสถานการณ์ปัจจุบัน ที่น้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลน ประชาชนเดือดร้อนอย่างแสนสาหัส จึงอยากให้รัฐบาลเพิ่มวงเงินงบประมาณ โครงการคนละครึ่งเป็น 5000 บาท เพื่อช่วยเหลือทุกคนทุกกลุ่ม ไม่ต้องให้มีการลงทะเบียนในการใช้สิทธิ์ เพราะจะเป็นการช่วยเหลืออย่างไม่ทั่วถึง

จึงฝากรัฐบาลให้คิดทบทวน เรื่องวงเงิน 2000 บาท และการลงทะเบียนการใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่ง เป็นวงเงินคนละ 5000 บาท โดยไม่จำกัดสิทธิ์