สส.สหรัฐฯ ต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง หลังเครื่องบินลงจอดในทะเลสาบ

สส.สหรัฐฯ ต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง หลังเครื่องบินลงจอดในทะเลสาบ

13 ก.ย. 2569 23:48 น.

สส.สหรัฐฯ ต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง หลังเครื่องบินลงจอดในทะเลสาบ

ทอม ทิฟฟานี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ ต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่ง หลังเครื่องบินที่เขาโดยสารเกิดความขัดข้องจนต้องลงจอดกลางทะเลสาบ โดยตัวเขากับนักบินได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 13 ก.ย. 2569 ว่า นายทอม ทิฟฟานี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐวิสคอนซิน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย หลังจากเครื่องบินเล็กที่เขาโดยสารต้องร่อนลงจอดในทะเลสาบ ส่งผลให้เขากับนักบินต้องว่ายน้ำกลับเข้าฝั่งเพื่อความปลอดภัย

สำนักงานนายอำเภอท้องถิ่นระบุว่า ทิฟฟานี ซึ่งเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันในการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าการรัฐวิสคอนซิน กำลังเดินทางด้วยเครื่องบินขนาดเล็กในคืนวันเสาร์ (12 ก.ย.) ก่อนที่ตัวเครื่องจะประสบปัญหาทางเทคนิค ส่งผลให้นักบินต้องนำเครื่องลงจอดฉุกเฉินในทะเลสาบวอซอ (Lake Wausau)

นายทิฟฟานีกล่าวว่า เขาและนักบินโทรแจ้งเหตุฉุกเฉิน 911 ทันทีที่เครื่องบินลงจอด

“เมื่อเครื่องบินเริ่มจมลง เราก็ออกจากตัวเครื่องและว่ายน้ำไปยังบริเวณน้ำตื้น เพื่อรอจนกว่าเจ้าหน้าที่กู้ภัยจะนำเรือมารับ” นายทิฟฟานีโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดีย โดยนักบินเองก็ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเช่นกัน

นายทิฟฟานีเปิดเผยเพิ่มเติมในวันอาทิตย์ว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่เขาเดินทางกลับจากการรับประทานอาหารเย็นที่ ลาครอส เคาน์ตี โดยเครื่องบินเกิดสูญเสียพลังงานกะทันหันขณะกำลังเร่งเครื่องเข้าสู่สนามบินวอซอ ดาวน์ทาวน์

ด้านสำนักงานนายอำเภอของเขต มาราธอน เคาน์ตี ระบุในแถลงการณ์ว่า เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเหตุ 911 เรื่องเครื่องบินตกในทะเลสาบเมื่อเวลา 20.49 น. วันเสาร์ตามเวลาท้องถิ่น ทั้งคู่สามารถออกจากตัวเครื่องบินและว่ายไปยังบริเวณน้ำตื้นได้ ก่อนที่เรือแล่นด้วยแรงลม ของสถานีดับเพลิงวอซอจะเข้าช่วยเหลือในเวลาประมาณ 21.05 น. หรือราว 15 นาทีต่อมา

เจ้าหน้าที่ยืนยันว่า ทิฟฟานีและนักบินเป็นเพียงสองคนที่อยู่บนเครื่องบินรุ่น Beechcraft K35 ซึ่งเป็นเครื่องบินเครื่องยนต์เดี่ยว ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้สูงสุด 5 คน

“พระเจ้าคุ้มครองเราในคืนนี้ และผมรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ได้มานั่งอยู่ในโรงพยาบาลโดยมีคริส ภรรยาของผมอยู่ข้างๆ” ทิฟฟานีกล่าว “ประสบการณ์แบบนี้ช่วยเตือนสติว่าชีวิตของเรานั้นมีค่ามากเพียงใด”

ทีมงานหาเสียงของนายทิฟฟานีระบุว่า เขาได้รับแผลถลอกเล็กน้อยบริเวณเหนือตาขวาจากเหตุการณ์นี้

อนึ่ง ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุทำให้เกิดความขัดข้อง โดยสำนักงานบริหารการบินแห่งชาติ (FAA) และคณะกรรมการความปลอดภัยการขนส่งแห่งชาติ (NTSB) จะเข้ามาสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว ส่วนซากเครื่องบินยังคงจมอยู่ในทะเลสาบ ซึ่งทีมกู้ภัยกำลังเร่งดำเนินการกู้ขึ้นมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

พบแล้ว 6 ศพ เรือเฟอร์รี่อินโดนีเซียล่ม สูญหายอีก 120 คน

พบแล้ว 6 ศพ เรือเฟอร์รี่อินโดนีเซียล่ม สูญหายอีก 120 คน

13 ก.ย. 2569 22:49 น.

พบแล้ว 6 ศพ เรือเฟอร์รี่อินโดนีเซียล่ม สูญหายอีก 120 คน

เหตุเรือเฟอร์รี่ของอินโดนีเซียล่มนอกชายฝั่งเกาะชวา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ศพ โดยเจ้าหน้าที่ช่วยผู้ประสบภัยได้แล้วนับร้อยราย แต่ยังคงมีผู้สูญหายอีกกว่า 120 คน

เจ้าหน้าที่กู้ภัยในอินโดนีเซียเปิดเผยว่า เหตุเรือข้ามฟาก “เวอร์โก ทรานสปอร์ต 8” (Virgo Transport 8) ล่มขณะเดินทางระหว่างเกาะชวากับเกาะบอร์เนียว หลังเผชิญสภาพอากาศเลวร้ายในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. 2569 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 6 ศพ และมีผู้สูญหายอีก 129 คน

เรือลำนี้มีผู้โดยสาร 213 คน และลูกเรือ 30 คน ขาดการติดต่อกับบริษัทเจ้าของเรือในเวลาประมาณ 02.00 น. วันอาทิตย์ หลังจากเดินทางออกจากเมืองสุราบายา ในจังหวัดชวาตะวันออก

สำนักงานค้นหาและกู้ภัยแห่งชาติอินโดนีเซีย (Basarnas) รายงานความคืบหน้าล่าสุดว่า มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย และพบผู้รอดชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย ทำให้ยอดผู้ได้รับความช่วยเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 108 คน ขณะที่อีก 129 คนยังคงสูญหาย

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอเอฟพีระบุว่า เรือกู้ภัยลำแรกที่บรรทุกผู้รอดชีวิตเดินทางมาถึงท่าเรือในเมืองบันจาร์มาซิน (Banjarmasin) ซึ่งเป็นเมืองทางชายฝั่งตอนใต้ของเกาะบอร์เนียว ก่อนช่วงค่ำ โดยผู้รอดชีวิตบางส่วนถูกลำเลียงด้วยเปลไปขึ้นรถพยาบาลที่มารอรับ ขณะที่บางส่วนต้องนั่งรถเข็นหรือต้องการคนช่วยพยุงเดิน

นายดูดี พูร์วากันดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมอินโดนีเซีย แถลงข่าวที่เมืองบันจาร์มาซินว่า “จากข้อมูลที่เราได้รับอิงจากการสำรวจทางอากาศด้วยเฮลิคอปเตอร์… เรือได้พลิกคว่ำแต่ยังไม่จม ณ เวลา 15.00 น. ตัวเรือยังไม่จมลงไป แต่ได้พลิกคว่ำแล้ว”

ก่อนหน้านี้ นายไอ ปูตู สุดายานา หัวหน้าทีมค้นหาและกู้ภัยท้องถิ่น ให้สัมภาษณ์กับเอเอฟพีว่า กัปตันเรือได้รายงานไปยังเจ้าของเรือว่า เรือกำลัง “เอียง” ก่อนจะขาดการติดต่อไป

นายสุดายานาบอกผู้สื่อข่าวอีกว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องฝ่าคลื่นสูงถึง 2.5 เมตรเพื่อเข้าถึงเรือเฟอร์รี่ “มันเสี่ยงอันตรายอย่างมากสำหรับเรือต่างๆ แม้กระทั่งเรือของ Basarnas ความยาว 40 เมตรของเราเอง ก็ยังตกอยู่ในความเสี่ยงสูงเช่นกัน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

อิหร่านเผย เรือสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

อิหร่านเผย เรือสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

13 ก.ย. 2569 22:04 น.

อิหร่านเผย เรือสินค้าถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ

อิหร่านเปิดเผยว่า เรือสินค้าของพวกเขาถูกโจมตีขณะอยู่ในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ ในขณะที่พวกเขากำลังจะประชุมร่วมกับชาติอาหรับเพื่อชี้แจงแนวทางการควบคุมช่องแคบแห่งนี้

สื่อรัฐบาลอิหร่านเปิดเผยว่า เรือสินค้าของอิหร่านถูกโจมตีในช่วงเช้าวันอาทิตย์ (13 ก.ย. 2569) ที่นอกชายฝั่งเกาะเกชม์ (Qeshm Island) ในช่องแคบฮอร์มุซ เพียงหนึ่งวันก่อนที่รัฐบาลเตหะรานจะชี้แจงต่อประเทศในภูมิภาค เรื่องที่พวกเขาจะบริหารจัดการเส้นทางน้ำสายสำคัญแห่งนี้

เหตุโจมตีครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 4 ราย ในขณะที่ภัยคุกคามต่อการขนส่งสินค้าทางเรือในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น หลังจากกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน สามารถยึดเกาะแห่งหนึ่งบริเวณช่องแคบ “บับ เอล-มันเดบ” (Bab el-Mandeb) ในทะเลแดงเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าว IRNA ของรัฐบาลอิหร่าน อ้างคำพูดของผู้ว่าราชการเกาะเกชม์ว่า การโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของ “ศัตรูซึ่งเป็นผู้ก่อการร้าย” ซึ่งเป็นคำพูดที่สื่อถึงสหรัฐฯ ขณะที่กองทัพอเมริกันยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นใดๆ อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯ เคยโจมตีเรือสินค้าของอิหร่านมาแล้วหลายครั้ง ตามมาตรการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน เพื่อกดดันทางเศรษฐกิจ

ด้านสำนักงานปฏิบัติการการค้าทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) ระบุว่า มีเรือลำหนึ่งถูกโจมตีด้วยวัตถุระเบิดขณะแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ไม่ยืนยันแน่ชัดว่าเป็นเหตุการณ์เดียวกับที่สื่ออิหร่านรายงานหรือไม่ โดย UKMTO ระบุเพิ่มเติมว่า เกิดเพลิงไหม้บนเรือ และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกำลังเร่งอพยพผู้คน

เกาะเกชม์ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองท่าบันดาร์อับบาส ของอิหร่าน ประมาณ 22 กม. ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่อิหร่านใช้ในการอ้างสิทธิ์และแสดงอำนาจควบคุมเหนือช่องแคบฮอร์มุซ

เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุโจมตี รัฐบาลอิหร่านยังคงแสดงท่าทีแข็งกร้าว โดยประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “ประชาชนของเราจะไม่ยอมก้มหัวให้กับการข่มขู่ และอิหร่านจะไม่มีวันยอมจำนน”

อีกด้านหนึ่ง รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศของชาติในตะวันออกกลาง มีกำหนดประชุมร่วมกันในวันจันทร์ที่ประเทศโอมาน เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางของอิหร่านและโอมานในการบริหารจัดการการจราจรทางน้ำบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความตึงเครียดทางการเมืองและเหตุโจมตีเรือสินค้า

อิหร่านเสนอแผนการเก็บค่าธรรมเนียมการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กำหนดให้เรือขาเข้าต้องเดินทางผ่านน่านน้ำของอิหร่าน ส่วนเรือขาออกให้ผ่านทางน่านน้ำของทั้งอิหร่านและโอมาน อย่างไรก็ตาม อิหร่านย้ำเงื่อนไขว่าช่องแคบจะเปิดใช้อย่างสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อสหรัฐฯ ยุติการปิดล้อมทางทะเลเท่านั้น

ทั้งนี้ ปัจจุบันมีเพียงอิรักเท่านั้นที่ยืนยันเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ขณะที่บาห์เรนปฏิเสธการเข้าร่วมเนื่องจากไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิหร่าน ส่วนประเทศอื่นๆ ในกลุ่มอ่าวอาหรับยังไม่มีความชัดเจน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews

‘ดร.ณัฐวุฒิ’ ร้อง ผบ.ตร. ขอโอนสำนวนคดีไปยังกองปราบฯ หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม

14 กันยายน 2569 เวลา 15:19 น.

ดร.ณัฐวุฒิ

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณหน้า สน.ทองหล่อ ก่อนหน้านี้ของ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม แล สมชัย ศรีสุทธิยากร จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ไปทั้งสังคม

ล่าสุดวันจันทร์ ที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งขาติ ปทุมวัน ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ,ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ (MD) บจ.AURELIAN group และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG ในฐานะผู้เสียหาย เดินทางไปยื่นหนังสือต่อ พล.ต.อ.กิติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร.

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

ขอให้โอนคดี สน.ทอหล่อ ไปยังกองปราบปราม กองบัญชาสอบสวนกลาง ในคดีที่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ผู้ต้องหาที่ 1 นายปริญญา เทวานฤมิตรกุล ผู้ต้องหาที่ 2 นายยิ่งชีพอัชฌานนท์ ผู้ต้องหาที่ 3 โดยมีข้อมูลทางลับว่า พี่สาว นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้พิพากษาเยาวชนและครอบครัวกลางจังหวัดระยอง เข้ามาจุ้นในคดี ทำให้คดีล่าช้า เกรงว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรม

ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม
ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม

ดีเอสไอ จ่อประสานขอผลวินิจฉัย กกต. คดีฮั้ว สว. ประกอบสำนวน อั้งยี่-ฟอกเงิน ฟันกลุ่มผู้ต้องหา

14 กันยายน 2569 เวลา 14:42 น.

โฆษกDSI เผย “พงส.คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.” เตรียมทำหนังสือประสาน ‘กกต.’ 4 โมงเย็นวันนี้ หลัง“7 อรหันต์ กกต.”ลงมติวินิจ ฉัยชี้มูลคดีฮั้ว สว.67 เพื่อนำรายงานผลพิจารณาของบอร์ด กกต. เข้าสู่สำนวนด้วย เหตุเป็นคำสั่งของอัยการคดีพิเศษ

วันที่ 14 กันยายน 2569 พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยสำนักประชาสัมพันธ์ กกต. เตรียมแถลงผลการพิจารณาของ กกต. สำนวนการไต่สวนการเลือก สว. ในเวลา 15.00 น. วันนี้ (14 ก.ย.)ว่า เนื่องด้วยในวันนี้ ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีการนัดหมายประชุมลงมติวินิจฉัยชี้ขาดผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้วเลือก สว. ตามกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งก็เป็นหนึ่งในประเด็นที่ทางพนักงานอัยการคดีพิเศษได้กำหนดให้ดีเอสไอ ซึ่งรับผิดชอบสำนวนสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จะต้องนำรายงานความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งเข้าสู่สำนวนการสอบสวนของดีเอสไอเช่นเดียวกัน

ดังนั้น แม้ว่าความเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันนี้จะมีการวินิจฉัยชี้ขาดอย่างไรก็ตาม ทางดีเอสไอนำโดยพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ จะดำเนินการจัดทำหนังสือประสานขอข้อมูลไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อนำมาประกอบพิจารณาในสำนวนของดีเอสไอโดยเร็วที่สุด เนื่องด้วยสำนวนของดีเอสไอก็มีประเด็นของการสอบปากคำและพยานหลักฐานที่ได้รวบรวมไว้แล้ว

โฆษกดีเอสไอ เผยอีกว่า ทางดีเอสไอมีความจำเป็นต้องรอดูข้อเท็จจริงและรายงานข้อมูลความเห็นการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เรียบ ร้อยก่อน เพื่อดูว่าข้อเท็จจริงมีการยุติอย่างไร สั่งฟ้องดำเนินคดีส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งกี่ราย หรือไม่สั่งฟ้องกี่ราย และด้วยเหตุผลใดบ้าง

โฆษกดีเอสไอ เผยต่อว่า ส่วนกรณีที่สื่อสารมวลชนมีการเผยแพร่เอกสารพยานในสำนวนคดีฮั้ว สว. รายหนึ่ง ว่านายเอกราช ช่างเหลา ได้ส่งหนังสือกลับคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้ง โดยระบุว่าตนเองถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอข่มขู่ เพื่อให้การเท็จแลกกับการถูกกันเป็นพยานในคดีนั้น ซึ่งก็มีการตั้งข้อสังเกตว่าทางดีเอสไอจะต้องมีการแจ้งความดำเนินคดีแก่พยานรายดังกล่าวฐานให้การเท็จหรือไม่ เพราะ ในเอกสารคำให้การครั้งแรก และครั้งหลังมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงนั้น

ตนขอเรียนว่าเนื่องด้วยพยานได้มีการส่งหนังสือขอให้ถ้อยคำไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้ง อีกทั้งพยานรายนี้ก็อยู่ในส่วนของสำนวนคดีตามกฎหมายเลือกตั้ง (คดีฮั้ว สว.) ซึ่งไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอแต่อย่างใด จึงทำให้ตนไม่สามารถตอบแทนชุดคณะทำงานของ กกต.ได้ แม้ว่าดีเอสไอจะมีการส่งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอไปร่วมทำการสืบสวนสอบสวนกับเจ้าหน้าที่ กกต. ก็ตาม แต่ย้ำว่าพยานรายดังกล่าวไม่ได้อยู่ในสำนวนคดีหลักของดีเอสไอ

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยด้วยว่า ส่วนประเด็นที่พยานรายดังกล่าว (นายเอกราช ช่างเหลา) ได้มีการร้องสอบวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ (นายเอกรินทร์) ที่สอบปากคำตนเองว่ามีการข่มขู่เพื่อให้การเท็จนั้น ตนได้ดำเนินการตรวจสอบแล้วพบว่าทางกรมสอบสวนคดีพิเศษยังไม่ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง หรือคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงแก่เจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ถูกกล่าวพาดพิงแต่อย่างใด

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวยังได้รับรายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ว่าถึงแม้ว่าผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งวันนี้จะมีการชี้มูลผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกี่รายก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการชี้มูลส่งศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งทั้ง 229 ราย หรือไม่มีการชี้มูลบุคคลใด หรือชี้มูลเพียงแค่บางส่วน ทางดีเอสไอก็มีความจำเป็นต้องนำรายงานความคิดเห็นของคณะกรรมการการเลือกตั้งมาใช้ประกอบการพิจารณากับสำนวนคดีของดีเอสไอทุกประเด็น ซึ่งก็ไม่ได้เป็นการการันตีว่าผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้งในวันนี้จะต้องมีผลผูกพัน 100% ต่อสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ

เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ ทางดีเอสไอก็ได้มีการสั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย ไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษเรียบร้อยแล้ว แต่เพียงแค่ว่าพนักงานอัยการคดีพิเศษมีคำสั่งให้ดีเอสไอต้องรวมสำนวนกับทาง กกต. จึงทำให้สำนวนถูกตีกลับมาและต้องรอคำวินิจฉัยในคดีของ กกต. แต่ปัจจุบันพยานหลักฐานในสำนวนของดีเอสไอในตอนนี้พบว่ามีผู้กระทำความผิดในขบวนการอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. มากกว่า 8 ผู้ต้องหาล็อตแรก โดยเฉพาะกลุ่มเครือข่ายที่เป็นหัวจ่ายระดับสายจังหวัด ซึ่งเชื่อมโยงเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย อนึ่ง ดีเอสไอจึงต้องรอดูข้อเท็จจริงในที่ประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้งวันนี้ก่อน เพื่อที่ดีเอสไอจะได้สรุปสำนวนและมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ครบจบทีเดียว ก่อนส่งกลับไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษอีกครั้ง

“ภราดร” ชงคลัง เคาะต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ยันงบเหลือ 5 หมื่นล้าน

14 กันยายน 2569 เวลา 14:03 น.

วันที่ 14 ก.ย. ที่ทำเนียบ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะกำกับสำนักงบประมาณ กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการไทยช่วยไทยพลัส ว่า ขณะนี้ใกล้จะสิ้นสุดเฟสแรกในปลายเดือนกันยายนนี้ โดยทางกระทรวงการคลังกำลังอยู่ระหว่างประเมินสถานการณ์เพื่อพิจารณาความจำเป็นในการดำเนินโครงการต่อ ทั้งนี้ ในส่วนของงบประมาณระยะแรกยังมีวงเงินคงเหลืออยู่ราว 4 หมื่นถึง 5 หมื่นล้านจากพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ซึ่งมีความพร้อมและเพียงพอที่จะนำมาใช้ขับเคลื่อนโครงการได้ทันทีหากกระทรวงการคลังเห็นชอบ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้อนุมัติในหลักการเรียบร้อยแล้ว โดยเปิดทางให้สามารถดำเนินการต่อได้หากสถานการณ์มีความเหมาะสม

นายภราดร กล่าวว่านอกจากนี้ ในด้านแหล่งเงินทุนนั้น รัฐบาลมีงบประมาณหลายกระเป๋า โดยยังมีกระเป๋าใหม่ คือพ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาท ที่พร้อมหยิบยกมาใช้จ่ายเพิ่มเติมได้ทันที หากสถานการณ์มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณในการช่วยเหลือประชาชน

นันทนา สวมหมวกเซฟตี้! นำ สว.ซัดสภา 2 หมื่นล้านไม่ปลอดภัย หวั่นฝ้าเพดานร่วงใส่หัว-ตกสระมรกต

14 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

14 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา สมาชิกวุฒิสภา (สว.) นำโดย น.ส.นันทนา นันทวโรภาส พร้อมด้วย นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ น.ต.วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ และนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีฝ้าเพดานบริเวณโรงอาหารชั้น B2 อาคารรัฐสภา พังถล่มลงมาเมื่อวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา

โดย น.ส.นันทนา ได้นำหมวกนิรภัยขึ้นมาสวมก่อนเริ่มการแถลงข่าว พร้อมกล่าวว่า หากจะมีสวัสดิภาพในการเดินไปมาในสภาแห่งนี้คงจะต้องสวมหมวกนิรภัย เนื่องจากเหตุการณ์ฝ้าถล่มในห้องอาหารซึ่งเป็นจุดที่สมาชิกรัฐสภา เจ้าหน้าที่ สื่อมวลชน และบุคลากรทุกคนเข้าไปใช้บริการ ลองนึกภาพหากถล่มลงมาในวันนี้ หลายท่านอาจไม่ได้มายืนรายงานข่าวตรงนี้ นี่คือเรื่องสวัสดิภาพของคนในรัฐสภา

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา พวกตนเคยมาแถลงข่าวที่ห้องนี้ว่า ในวันที่ 15 ก.ค.2569 จะครบสัญญารับประกันของรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งสภาพรัฐสภาตอนนั้นคือน้ำท่วม ส้วมแตก ผนังร้าว เพดานรั่ว และฝ้าถล่ม เราพูดตั้งแต่วันนั้นแต่กลับไม่มีใครลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหา ทว่าหลังจากวันนั้น ประธานรัฐสภาได้เดินตรวจสอบและบอกว่าชำรุดทรุดโทรมมาก จึงต้องหางบประมาณมาซ่อมแซม ทำไมถึงไม่เรียกผู้รับเหมาคือ บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) เข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้นก่อนจะหมดสัญญา สวัสดิภาพของคนในสภาตอนนี้ เดินไปก็ต้องคอยมองฝ้าเพดาน และถ้ามองแต่ข้างบนก็อาจจะเดินตกสระมรกต ซึ่งเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาก็มีพระสงฆ์เดินตกไปยังบริเวณดังกล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า การประชุมในห้องประชุมรัฐสภาว่า เมื่อมีฝนตกลงมา เจ้าหน้าที่ต้องถือถังมารองน้ำ ไม่ใช่น้ำฝนก็เป็นน้ำแอร์ หยดลงมา ยังไม่รวมหนูตายในสระมรกตและสัตว์ต่างๆ ที่ออกมาช่วงน้ำท่วม ซึ่งทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะรัฐสภาไทยมีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของหน่วยงานราชการในโลก รองจากอาคารเพนตากอนของสหรัฐอเมริกา หากสื่อต่างชาติมาถ่ายภาพว่ารัฐสภาหรูหรา ราคา 2 หมื่นล้านบาท มีฝ้าถล่ม ฝนตกเมื่อไหร่น้ำรั่ว ภาพลักษณ์สภาไทยในแง่การได้มาซึ่งสมาชิกก็แย่อยู่แล้ว ยังมีปัญหาโครงสร้างอาคารอีก ทำให้ภาพลักษณ์ป่นปี้หมด จึงขอเรียกร้องให้แก้ไขปรับปรุงเพื่อสวัสดิภาพของคนที่อยู่ในนี้ ไม่ต้องเจอน้ำท่วม ส้วมแตก ฝ้าถล่ม ส่วนเรื่องความสวยงามไม่ต้องพูดถึง เพราะไม่มีอยู่แล้ว

ด้าน นายสุนทร กล่าวว่า ตนเป็นคนหนึ่งที่อภิปรายเรื่องความปลอดภัยของรัฐสภามาโดยตลอด ทั้งอันตรายจากเพลิงไหม้ น้ำรั่ว ประตูแตก และกรณีฝ้าถล่มเมื่อเวลา 06.30 น.ตนได้เข้าไปตรวจความเรียบร้อย แต่พบว่าถูกปิดไว้ ทำให้ไม่สามารถเข้าไปตรวจได้ ทราบว่าในวันนี้จะมีวิศวกรมาเจาะตรวจหลายจุดที่มีรอยน้ำ คาดว่าสาเหตุเกิดจากระบบแอร์มีน้ำหยดใส่เพดาน การเดินแล้วน้ำหยดใส่หัวไม่ใช่เรื่องปกติ นายสุนทรยังย้ำว่านอกจากเรื่องฝ้า ยังมีน้ำท่อล่างพุ่งขึ้นมาเต็มลานจอดรถ B2 ซึ่งสาเหตุมาจากปั๊มน้ำที่ดูดน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาเสีย และหวั่นเกรงว่าช่วงน้ำขึ้น น้ำใต้ดินจะดันขึ้นมา อีกทั้งยังพบรอยร้าวบริเวณกระเบื้องสระมรกต

“มันมีหลายจุดมากๆ และเราก็ออกมาบอกบ่อยๆ แต่ผู้มีอำนาจกลับเกรงใจผู้รับเหมา เรื่องนี้เป็นเรื่องของความถูกต้อง จึงอยากให้ตรวจสอบให้ดี ความปลอดภัยของทุกท่านมีความสำคัญ ไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุขึ้น สถาปนิกผู้ออกแบบซึ่งเป็นศิลปินแห่งชาติ ตั้งชื่อสภาแห่งนี้ว่าสัปปายะสภาสถาน แปลว่าสถานที่ประกอบกรรมดี จึงอยากให้อาคารนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการทำความดี ไม่อยากให้กลายเป็นสถานที่ประกอบกรรมชั่วหรือการโกง ขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องมีความเกรงกลัวต่อบาปบ้าง” นายสุนทร กล่าว

ขณะที่ น.ต.วุฒิพงศ์ กล่าวว่า ข้าราชการรัฐสภามองว่าท่อแอร์มีเชื้อรา ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของผู้เข้ามาทำงาน ซึ่งไม่สามารถนำพระเหนือดวงเข้ามาช่วยได้ ต้องแก้ไขด้วยวิทยาศาสตร์ ที่ผ่านมาไม่มีการตรวจเรื่องเชื้อราและแอร์ปรับอุณหภูมิไม่ได้ ทำให้มีคนป่วย จึงอยากให้ช่วยกันติติงไปยังรัฐบาล นอกจากนี้ยังมีปัญหาถนนทรุดรอบรัฐสภา สิ่งผิดปกติเหล่านี้เมื่อพบความไม่ชอบมาพากลต้องแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบและแจ้งประชาชนให้รับทราบว่า เงินงบประมาณไม่ได้จมไปกับการฉ้อฉลทุจริต

นายพรชัย กล่าวว่า รัฐสภาแห่งนี้มีอาคันตุกะต่างชาติเข้ามาใช้งานต่อเนื่อง ในทางสถิติรัฐสภาของเราน่าจะประสบอุบัติเหตุจากโครงสร้างการก่อสร้างเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจแต่เป็นความอับอาย โชคดีที่ฝ้าถล่มในวันที่ไม่มีการใช้งาน หากมีผู้เสียชีวิตใครจะรับผิดชอบ พร้อมเสนอให้เปิดเผยข้อมูลก่อนหมดระยะเวลารับประกัน 60 วัน ตรวจสอบว่าใครเป็นผู้เซ็นรับรอง รวมถึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมการอิสระจากภายนอกเข้ามาตรวจสอบจุดเสี่ยงภายในรัฐสภา และตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง สส. และ สว.เพื่อติดตามจุดเสียหายไม่ตรงสเปกและหาผู้รับผิดชอบ

น.ส.มณีรัฐ กล่าวว่า ฝากถึงฝ่ายสถานที่ให้ช่วยตรวจสอบความปลอดภัยของกล้องวงจรปิดในจุดอับสายตาและในลิฟต์ เนื่องจากรัฐสภามีผู้เข้าออกจำนวนมาก การเดินทางกลับช่วงกลางคืนบริเวณลานจอดรถทำให้เกิดความกังวลเรื่องสวัสดิภาพ

ส่วนนายวิลาศ กล่าวว่า กรณีฝ้าถล่มและน้ำรั่วเกิดขึ้นมาแล้วมากกว่า 10 ครั้ง เพียงแต่หลายครั้งไม่เป็นข่าว เช่น เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ฝ้าเคยถล่มในห้องประชุมสัมมนาติดกับห้องอาหาร B2 แม้ผู้รับจ้างระบุว่าส่งมอบงาน 100% เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2566 แต่ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2567 เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกลับเซ็นรับรองงานเสร็จสมบูรณ์ 100% ตามความเห็นของคณะกรรมการตรวจการจ้าง

นายวิลาศ กล่าวต่อว่า ตนจึงได้นำเรื่องไปร้องเรียนตามมาตรา 157 ต่อ ป.ป.ช.และตั้งข้อสังเกตว่าการอ้างเรื่องความชื้นจากแอร์นั้น วิศวกรยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ ทั้งนี้ วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) เคยเข้ามาตรวจพบจุดเสี่ยงถึง 101 จุด (เสี่ยงมาก 91 จุด เสี่ยงปานกลาง 10 จุด) จึงขอให้ประธานรัฐสภาเร่งติดตามแก้ไขปัญหาและเรียกร้องความเสียหายจากผู้รับเหมา ไม่ใช่เอางบประมาณแผ่นดินก้อนใหม่มาใช้ซ่อมแซม

น.ส.นันทนา กล่าวปิดท้ายว่า เจ้าหน้าที่สภาได้เดินมาแจ้งว่าขอให้อยู่ในประเด็นแถลงเรื่องฝ้าถล่ม ซึ่งโอกาสหน้าจะเชิญนายวิลาศมาอธิบายรายละเอียดเรื่องจุดเสี่ยงเพิ่มเติม ย้ำว่าข้อเรียกร้องให้ประธานรัฐสภาเข้ามาดูแล และไม่ควรนำงบแผ่นดินก้อนใหม่มาใช้ แต่ควรเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้รับเหมา ตลอดจนนำคนนอกเข้ามาช่วยตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสและคืนความสง่างามให้รัฐสภา

เลื่อนพบ DSI ครั้งที่ 3 สส.สมชาติ ปชน.อ้างติดภารกิจ ยังไม่ให้ปากคำในฐานะพยาน คดีนอมินีอสังหาฯภูเก็ต

14 กันยายน 2569 เวลา 13:05 น.

จากกรณีดีเอสไออยู่ระหว่างสอบสวนความเชื่อมโยงของ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน (ปชน.) กับบริษัทเอกชนที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ร่วมกับชาวต่างชาติ เพื่อขยายผลว่ามีการใช้คนไทยเป็น “นอมินี” หรือไม่ ล่าสุดดีเอสไอนัดนายสมชาติเข้าให้ข้อมูลในฐานะพยานเป็นครั้งที่ 3 วันที่ 14 ก.ย.69 หลังจากก่อนหน้านี้มีการเลื่อนนัดมาแล้ว 2 ครั้ง โดยอ้างติดภารกิจประชุมสภาและลงพื้นที่

วันนี้ (14 กันยายน 2569) คณะพนักงานสืบสวน กองคดีความมั่นคง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินการตรวจสอบสถานะล่าสุดของการนัดหมายเข้าให้ปากคำในฐานะพยานตามหมายเรียกพยานครั้งที่ 3 ของ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ซึ่งนัดหมายวันจันทร์ที่ 14 ก.ย.69 พบว่า นายสมชาติ ได้มีการส่งหนังสือแจ้งขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำในฐานะพยานออกไปก่อน โดยให้เหตุผลว่าติดประชุมและติดภารกิจลงพื้นที่ต่างจังหวัด ซึ่งการแจ้งเหตุขัดข้องดังกล่าว ทางคณะพนักงานสืบสวนอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อนัดหมายใหม่อีกครั้ง หลังรับทราบหนังสือแจ้งขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำในฐานะพยานครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 มาตรา 24 จะระบุถึงอำนาจของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ในการสืบสวนสอบสวน แต่ สส.สมชาติ เป็นเพียงพยาน ไม่ใช่ผู้ต้องหา จึงมีความแตกต่างกัน ซึ่งถ้าเป็นหมายเรียกผู้ต้องหา แล้วไม่เข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกผู้ต้องหา 2 ครั้ง จึงจะพิจารณาขอศาลออกหมายจับได้ แต่ถ้าเป็นหมายเรียกพยานดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะไม่สามารถใช้อำนาจจับกุมหรือขอศาลออกหมายจับได้ ดังนั้น หากมองถึงเจตนารมณ์หนังสือฉบับแรกของ สส.สมชาติ ที่มีการระบุก่อนหน้านี้ว่าประสงค์เข้าให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์ต่อการสืบสวนของดีเอสไอ จึงเป็นประเด็นที่คณะพนักงานสืบสวนมองว่าหากบุคคลมีความประสงค์ที่จะให้ข้อเท็จจริง ให้ความร่วมมือเต็มที่ตามที่มีการแสดงเจตนารม์ไว้จริงๆ ก็ควรเข้ามาให้ข้อมูลชี้แจง มากกว่าการส่งหนังสือขอเลื่อนหมายเรียกพยานถึง 3 ครั้ง ทั้งนี้ หาก สส.สมชาติ มีความประสงค์จะเข้ามาพบพนักงานสืบสวนในวันเวลาใดหลังจากนี้ แม้ไม่ตรงตามเอกสารนัดหมาย ก็สามารถดำเนินการได้ เพราะพนักงานสืบสวนพร้อมรับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงของพยานเสมอ

ขณะที่ นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรคประชาชน ยอมรับผ่านโทรศัพท์สั้นๆ ว่า “ตนเองได้รับเอกสารหมายเรียกในฐานะพยานของดีเอสไอ ซึ่งนัดหมายวันที่ 14 ก.ย.69 จริง แต่ได้ส่งหนังสือขอเลื่อนหมายเรียกพยานดังกล่าวออกไปก่อน”

สว.จี้รัฐบาล-สำนักพุทธฯ แก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาศาสนา ป้องกันไม่ให้เกิดภาคต่อปีหน้า แนะกำกับการใช้เงิน-ตรวจสอบเงินบริจาคให้โปร่งใส

14 กันยายน 2569 เวลา 12:05 น.

“สว.”จี้”รัฐบาล-สำนักพุทธฯ” แก้ปัญหาวิกฤตศรัทธาศาสนา ป้องกันไม่ให้เกิดภาคต่อปีหน้า แนะกำกับการใช้เงิน-ตรวจสอบเงินบริจาคให้โปร่งใส ด้าน”ปกรณ์”แจงเพิ่งได้รับงบฯ 70 เตรียมเร่งจัดระบบ ฐานข้อมูลวัด-พระ-เงินบริจาค เข้าระบบออนไลน์ รับสะเทือนใจไม่น้อยเหตุปมฉาว”สมีโชติ-สีกาเอ๋”

14 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยในช่วงกระทู้ถามสด นายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สว.ตั้งถามนายกฯ ต่อประเด็นวิกฤติศรัทธาในพระพุทธศาสนา ภาคสอง ที่เกิดขึ้นกับกรณีของสมีโชติ และสีกาเอ๋ ที่พุทธวัดพุทไธศวรรย์ จ.พระนครศรีอยุธยา และพบการยักยอกเงินวัดไปให้กับสีกาคนสนิท ทั้งนี้ ได้ตั้งคำถามต่อการตรวจสอบ และกำกับของสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดยเฉพาะการตรวจสอบเงินบริจาคให้โปร่งใส่ รวมไปถึงพระต่างชาติ พระเมียนมา ที่หาผลประโยชน์ในประเทศไทย โดยปัญหารอบที่แล้วรัฐบาลไม่ได้รับปากว่าจะแก้ ปัจจุบันเกิดเหตุซ้ำ ดังนั้น มีคำถามต่อการทำงานเชิงรุกของ พศ.

โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับ พศ. ชี้แจงแทนนายกฯ ว่า ฐานะที่ตนเป็นชาวพุทธ และเป็นเด็กวัดมาก่อน รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยกว่าชาวพุทธ กับเหตุที่เกิดขึ้นไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นมาตั้งแต่พุทธกาล หากศึกษาพระธรรมวินัยเรื่องที่เกิดขึ้นล้วนมาจากความประพฤติที่มิชอบของคนที่อยู่นอกรีต ตนฐานะกำกับ พศ. รับทำงานจากรัฐบาลชุดก่อนที่ทำสืบต่อมา สิ่งที่ทำในเบื้องต้น คือ ทำฐานข้อมูลกลาง เพื่อทำข้อมูลพระ เพื่อช่วยมหาเถระสมาคมตรวจสอบ ฐานข้อมูลพระปัจจุบันยังไม่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ จึงให้ พศ. ดำเนินการแล้ว โดยล่าสุดมีพระ 2 แสนรูป ทำทะเบียนไปแล้ว 1.8 แสนรูป หรือ คิดเป็น 89% สามารถตรวจสอบประวัติได้ ทั้งนี้ปี 2570 ได้งบประมาณเพื่อทำฐานข้อมูลพระ คาดว่าจะทำให้แล้วเสร็จภายในปีนี้

นายปกรณ์ ชี้แจงต่อว่า ต่อจากนั้น คือทำทะเบียนวัด โดยปัจจุบันวัดในประเทศไทยมีทั้งหมด 4.4 หมื่นวัด ฐานข้อมูลต้องนำมารวม เพราะวัดเกี่ยวข้องกับพระ ศาสนสมบัติของวัด และศาสนสมบัติกลาง ต้องบริหารจัดการให้เรียบร้อย โดยต้องทำระบบจัดการทรัพย์สินของวัด ระบบศาสนสมบัติกลาง ระบบบริหารจัดการนิตยภัต และระบบกฎหมายและมติมหาเถระสมาคม เพื่อทำให้เป็นรูปแบบดิจิทัลและออนไลน์ทั้งหมด

“สำหรับบัญชีวัดจะทำในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์และเชื่อมโยงเข้าส่วนกลาง เพื่อให้ พศ. ตรวจสอบได้ ทุกวันนี้ทำด้วยมือ ตรวจได้ทุกสิ้นเดือน ระบบบริจาค อี-โดเนชัน จาก 4.4 แสนวัด ทำแล้ว 4.2 หมื่นวัด ขณะนี้อยู่ระหว่างเร่งรัด ไม่อยากให้นำไปใช้ช่องทางก่อเหตุสลดใจเยี่ยงนี้ หากเงินบริจาคเข้าระบบจะลดปัญหาติดตามและตรวจสอบได้” นายปกรณ์ ชี้แจง

นายปกรณ์ ชี้แจงต่อว่า ประเด็นพุทธพาณิชย์ ใช้ช่องทางดังกล่าวแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว เป็นสิ่งที่หาทางแก้ไข เป็นไปได้หรือไม่หากทำวัตถุมงคลการบริจาคต้องเข้าวัด มีบัญชีอี-โดเนชันให้เรียบร้อย ไม่มีประโยชน์ทางอื่นหรือรับส่วนตัว หรือตั้งมูลนิธิ หรือสมาคมรองรับ จะสามารถป้องกันได้เพราะตรวจสอบได้ว่ารูปไหนไม่รับเงิน แต่มีพฤติกรรม ไม่ออกบิณฑบาตร แต่มีฉันทุกวัน ไม่ลงโบสถ์ แต่มีลูกศิษย์เต็มไปหมด จะสามารถตรวจสอบได้” นายปกรณ์ ชี้แจง

นายปกรณ์ ชี้แจงต่อว่า ขณะที่บทบาทของมหาเถระสมาคม มีมติเปิดบัญชีวัดชัดเจนว่าต้องเป็นเจ้าอาวาส หรือ ไวยาวัจกรร่วมกับผู้ที่เจ้าอาวาสมอบหมาย แต่การเปิดบัญชีวัดไม่ได้เชื่อมกับระบบออนไลน์ทำให้ตรวจสอบได้ยาก แต่พยายามทำ สัญญากับ สว.ว่าจะทำให้เป็นอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด โดยวัดต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ขณะที่การบัญชีรับจ่าย ต้องทำและส่งให้ พศ.จังหวัดตรวจทุกเดือน

“พฤติกรรมของพระบางรูป ต้องแยกจากพระพุทธศาสนา ขอเรียกร้องให้รณรงค์ช่วยเหลือพระพุทธศาสนา และมหาเถระสมาคมดำรงไว้ซึ่งศรัทธาพระพุทธศาสนา เพราะพูดน้อยมาก แต่เรื่องที่ไม่ดีต่อคณะสงฆ์ คลิป ข่าว สิ่งเหล่านี้เป็นดราม่าคนไทยชอบและแชร์ แต่ด้วยความเป็นพุทธศาสนิกชน แม้ไม่ถูกใจเรา ควรพิจารณาว่าควรพูดสร้างประเด็นที่มีปัญหาต่อพระพุทธศาสนาหรือไม่ ขอความอนุเคราะห์สว.ช่วยผม รัฐบาล มหาเถระสมาคมอีกแรง เรื่องไหนที่ไม่ดีไม่ต้องกระพือมาก ส่วนเส้นทางเงินที่จับได้ จะสืบต่อไปโดย ปปง.และ ปปท.ดูแลเรื่องคดี” นายปกรณ์ ชี้แจง

ทั้งนี้ นายปริญญา ตั้งคำถามต่อว่า หากแก้ปัญหาได้ จะไม่มีประเด็น แต่ปีนี้ภาคสอง ไม่อยากให้ปีหน้าเกิดภาคสาม ดังนั้นที่ต้องทำคือ ควบคุมการใช้เงินของวัด ทั้งนี้รัฐบาลก่อนบอกว่าวัดถือเงินได้ไม่เกิน 1 แสนบาท แต่จะทำอย่างไร เพราะกรรมการเถระสมาคมไม่มีสิทธิ์ล้วงลูก ตรวจสอบ หรือแท้จริงแล้วเถระสมาคมถือเงินเกิน 1 แสนบาทด้วย เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อประชาชนพูดจารุนแรงเพราะปัญหาทำลายศรัทธาของประชาชน ส่วนเงินบริจาคที่ใช้แบบอี-โดเนชันมีเป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนมากยังเป็นเงินสดตรวจสอบได้ยาก

นายปกรณ์ ชี้แจงว่า พยายามทำข้อมูลทั้งหมด ตนขอความอนุเคราะห์ให้กำลัง พศ.บ้าง จะพยายามทำให้ดีที่สุด ทั้งนี้ พศ.รับไม่ได้กับพฤติกรรมที่เป็นอยู่ และไม่ชอบที่ถูกตำหนิว่าไม่ทำหน้าที่ ส่วนกรรมการเถระสมาคม ปฏิบัติตามมติเถระสมาคมทุกอย่าง และตรวจสอบได้ สำหรับรายละเอียดและข้อมูลจะนำไปทำส่วนที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ เปิดงานGastech เจอม็อบพลังงานบุกประชิด ตะโกนลั่นช่วยรับหนังสือหน่อย ทีม รปภ.อารักขาเข้ม ปฎิเสธจ้อสื่อ

14 กันยายน 2569 เวลา 11:54 น.

นายกฯ เปิดงานGastech เจอม็อบพลังงานบุกประชิดกลางไบเทค ตะโกนลั่นช่วยรับหนังสือหน่อย ทีม รปภ.อารักขาเข้ม เจ้าตัวปฎิเสธจ้อสื่อ บอกไม่อยู่หลายวันได้คิดถึง

เมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 ที่ฮอลล์แสดงสินค้า และนิทรรศการ EH 98 – 104 ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาในงาน Gastech Bangkok 2026 Exhibition & Conference โดยภายหลังกล่าวเปิดงานนายกฯได้เดินเยี่ยมชมบูธภายในงาน ระหว่างนั้นมีตัวแทนเครือข่ายชุมชนผู้ได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมก๊าซฟอสซิลและพลังงาน นําโดย นายมนูญ วงษ์มะเชาะห์ นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังาน กรีนพีช ประเทศไทย ซึ่งชุมนุมประท้วงอยู่ด้านหน้าไบเทคบางนา เพื่อยื่นข้อเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนบทบาทการร่วมเป็นเจ้าภาพกับกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานฟอสซิลรายใหญ่โดยถือป้ายข้อความ “ระยอง ไม่ไหว แล้วโว๊ย พวกมึงรวย พวกกูจน”

โดยผู้ชุมนุมบางส่วนได้เดินเข้ามาในพื้นที่จัดงานมายืนถือป้าย NO NEW FOSSIL GAS , กำไรไม่กี่คน ภาระคนทั้งประเทศ Greenpeace และข้อความ หยุดโรงไฟฟ้าบูรพา เป็นต้น

ทั้งนี้ตัวแทนกลุ่มยังได้ชูหนังสือเปิดผนึก พร้อมตะโกนว่า “คุณอนุทินช่วยรับหนังสือชาวบ้านหน่อยค่ะ“ โดยนายกฯหันไปมอง ขณะเจ้าหน้าที่ได้มาเจรจาขอให้ยื่นหนังสือกับตัวแทนศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์รัฐบาลแทน แต่ทางกลุ่มระบุว่า จะรอตรงนี้จนกว่านายกฯจะมาคุย เพราะเราไม่เคยได้รับคำตอบอะไรเลย จากนั้นตัวแทนผู้ชุมนุมยืนอ่านหนังสือร้องเรียน

ทั้งนี้ภายหลังเปิดงานทีมรักษาความปลอดภัยได้พานายกฯเลี่ยงออกจากงานอีกประตูหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุม ขณะที่นายกฯไม่ได้ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยเมื่อกล่าวเปิดงาน เดินชมบูธ และรีบเดินทางกลับทันที ช่วงหนึ่งนายกฯได้กล่าวกับรัฐมนตรีและทีมงานด้วยว่า “ขอบคุณนะครับ เดี๋ยวผมไม่อยู่อีก2-3 วัน”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อสักครู่เดินผ่านผู้ชุมนุมด้านพลังงานได้มีการสั่งการอะไรหรือไม่เรื่องพลังงาน นายอนุทิน ไม่ตอบคำถาม เมื่อถามว่าวันเดียวกันนี้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะแถลงคดีฮั้วสว. นายกฯมีความเห็นอย่างไร นายกฯไม่ตอบคำถาม ก่อนขึ้นไปนั่งบนรถและพร้อมโบกมือและกล่าวว่า บ๊ายบาย

ผู้สื่อข่าวถามว่าขอสัมภาษณ์นายกฯเพราะนายกฯจะไม่อยู่หลายวัน นายกฯ ตอบว่า จะได้คิดถึง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการรักษาความปลอดภัยในงานเป็นไปอย่างเข้มงวด ใช้หน่วยปฏิบัติการพิเศษกองบัญชาการตำรวจนครบาล 5 (ชุด ปพ.บก.น.5หรือนปพ.บก.น.5) โดยมีตำรวจสันติบาลและนครบาลเป็นหลัก ซึ่งรัฐมนตรีมีตำรวจสันติบาลประกบเป็นรายคน พร้อมเข้มงวดทุกประตูมีตำรวจ ปพ.บก.น.5 ยืนประจำทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนนายกฯจะเดินทางมาถึงไบเทคทางผู้ชุมนุมได้นำป้ายผ้าขนาดใหญ่มีข้อความระบุว่า “YOU GAS DEAL OUR LOSS” แขวนไว้ด้านหน้าไบเทค ก่อนเจ้าหน้าที่จะดึงป้ายดังกล่าวออก ก่อนนายกฯจะเดินทางมาถึง