‘ก้อย รัชวิน’ยอมรับเคยทุ่มทุกอย่างให้ลูกจนลืมดูแลตัวเอง 2 ปีเต็ม! เพราะอยากเป็นแม่ที่ดีที่สุด

3 กันยายน 2569 เวลา 11:23 น.

เปิดมุมมองการเลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจของ “ก้อย รัชวิน” ผ่านรายการ On the way with Chom หลังเคยเครียดหนักจนน้ำนมไม่ไหล ยอมรับไม่มีเวลาให้ตัวเองถึง 2 ปีเต็ม และการเตรียมใจรับมือเมื่อลูกเติบโตเข้าสู่วัยรุ่นและต้องมีชีวิตเป็นของตัวเอง ย้ำชัดเป้าหมายสูงสุดในการเลี้ยงลูกไม่ใช่ความสำเร็จหรือความเก่ง แต่เป็นการได้เห็นลูกเติบโตอย่างมีความสุขและปลอดภัยคือที่สุด

การเป็นคุณแม่แบบเต็มเวลา คิดว่าง่ายกว่าหรือยากกว่ากัน ?

ก้อย รัชวิน : ก้อยว่าทั้งแม่ที่ทำงานเต็มเวลาและแม่ที่ต้องทำงาน ต่างมีภาระหน้าที่เหมือน ๆ กัน และเหนื่อยเหมือน ๆ กัน แต่ว่ามันอาจจะคนละบริบทมากกว่า คือเราอยู่กับลูก 100% บางทีก็รู้สึกว่าต้องรับมือกับลูก ทั้งอารมณ์ ความรู้สึก พฤติกรรม ทุกอย่าง แต่คนที่ออกไปทำงานเขายังต้องไปเจอแรงกดดันในที่ทำงาน สังคมข้างนอก เจอความรับผิดชอบที่นอกเหนือจากเรื่องในบ้าน และเขาต้องทำสองอย่างพร้อมกัน มีความกดดันและความเหนื่อยที่แตกต่างจากแม่แบบเต็มเวลา อาจจะโอเคฉันได้มุ่งเน้นกับการเลี้ยงลูกแบบเต็มที่ แต่มันก็จะมีพลังงานที่อยู่กับลูกทั้งวันเลย เราอาจจะไม่ค่อยได้มีสังคมหรือดูว่าโลกภายนอกเขาทำอะไรยังไง ถามว่ายากง่ายแตกต่างกันไหมก้อยก็ว่าแม่ทุกคนทุ่มเท แล้วก็ต่างเสียสละไม่แพ้กัน ช่วง 2 ปีแรกที่เหมือนเราเลี้ยงลูก 100% แล้วไม่ได้ออกไปไหนเลย แทบจะไม่มีเวลาให้ตัวเอง พอลูกเข้าโรงเรียนแล้วข้าง ๆ โรงเรียนทะเลเป็นยิม ส่งลูกเสร็จเราก็บอกว่าเดี๋ยวขอเข้ายิมก่อนที่จะกลับไปหาตัวเล็กที่บ้าน ได้ออกกำลังกายสักหนึ่งชั่วโมง ฟินมาก บางทีก็อยู่ไปสัก 2 ชั่วโมง ให้ร่างกายมันได้ตื่นตัว มีพลังงาน หรือบางทีเราได้ปล่อยพลังงานที่มันอัดแน่นอยู่ในตัวออกมาผ่านทางการออกกำลังกาย มันก็ทำให้รู้สึกว่าเราได้ปลดปล่อยอะไรบางอย่างออกไปบ้าง ก้อยก็ว่าแม่ทุกคนควรจะมีเวลาพัก และมีเวลาของตัวเองบ้าง

เรื่องไหนที่เราซีเรียสมาก ๆ ตอนเป็นคุณแม่มือใหม่ มองย้อนกลับไปแล้วคิดเยอะไปเอง ?

ก้อย รัชวิน : เรื่องให้นมค่ะ ช่วงที่ก้อยคลอดลูกคนแรก มันคือช่วงโควิด-19 แล้วก็เราไม่มีประสบการณ์ของการเลี้ยงลูกเลย คือไม่มีใครมาบอกเลยว่า การให้นมคือเรื่องใหญ่มาก คือเข้าใจว่า เป็นแม่ก็ให้นมตามปกติ แต่ไม่รู้เลยว่าการให้นม กรรมวิธีการผลิตนมนั้นมันจะมีผลต่อฮอร์โมน ร่างกาย และชีวิตจิตใจเรายังไงบ้าง และตอนนั้นคือก้อยอยู่ที่ภูเก็ต ห่างจากครอบครัวเลย ช่วงแรกคืองงมาก ต้องหาพยาบาลมาอยู่ที่บ้าน เพื่อที่จะช่วยเราว่าเราจะต้องทำยังไง เพราะเราเป็นคุณแม่มือใหม่ เราไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ ตะกุกตะกัก ลูกต้องให้นมด้วยวิธีไหน น้ำนมมาหรือยัง ตอนนั้นจะมีทางเลือกว่าจะเข้าเต้าหรือว่าจะปั๊มนม เหมือนหาจุดพอดีของตัวเองไม่เจอ ได้นอนวันละ 3 ชั่วโมง ผลปรากฏคือเหนื่อยมาก นอนน้อยมาก ๆ ก็รู้สึกว่าเราเครียด พอยิ่งเครียด น้ำนมมันยิ่งไม่มา คุณหมอบอกอย่าไปเครียด มันเป็นคำที่พูดง่ายแต่มันยากมากที่จะทำ การที่จะเป็นคุณแม่ที่มีความสุข ถ้าแม่มีความสุข นมมันก็จะไหลสะดวก จนผ่านเวลามาสักพักหนึ่ง กว่าที่เราจะเริ่มปรับตัวได้ และเข้าใจกลไกของมัน พอเราหาจุดที่มันสมดุลได้ น้ำนมก็เริ่มมา เราก็มีความสุข พอเราไม่ได้เอาใจไปเค้นกับมันมาก ว่ามันจะต้องมาแบบนั้นแบบนี้ มันก็เริ่มดีขึ้น อันนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ทุลักทุเลที่สุดในช่วงการมีลูกคนแรกค่ะ

ทำอาหารให้ลูกเองไหม ?

ก้อย รัชวิน : ช่วงแรก ๆ ถ้าเป็นลูกคนแรกมีทำบ้างค่ะ แต่ก็ต้องบอกตามตรงว่าไม่ใช่คนที่ทำอาหารเก่ง แต่เราเป็นคนศึกษาเก่ง เป็นคนชอบอ่าน ชอบโภชนาการ ต้องกินอันนั้นอันนี้ ลูกวัยนี้ควรจะกินอาหารแบบนี้ เราก็จะเลือกวัตถุดิบหรือเลือกสารอาหารที่มันเหมาะสมให้กับลูกในแต่ละช่วงวัย แต่ที่สำคัญเลยคือ 5 หมู่ ต้องมีโปรตีน แร่ธาตุ คาร์โบไฮเดรต วิตามิน ต้องครบ แต่พอถึงวัยหนึ่ง เขาจะเริ่มเลือก เขาจะเริ่มรู้แล้วว่าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร พี่กับน้องจะไม่เหมือนกัน แต่อย่างน้อยเรารู้แล้วว่าถ้าลูกไม่ชอบกินสิ่งนี้ เราจะหาสารอาหารที่มันมาทดแทนให้ลูกได้อย่างไรบ้าง ก็ต้องไปศึกษาว่าถ้าไม่ได้โปรตีนจากสัตว์ ก็ต้องได้โปรตีนจากพืช

ให้นมแม่อยู่นานไหม ?

ก้อย รัชวิน : ก็ประมาณปีกว่าเลยค่ะ ทั้งคู่เลย

มีปัญหาเรื่องขนมหวานไหม บ้านนี้ตามใจลูกไหม ?

ก้อย รัชวิน: เรารู้อยู่แล้วว่าน้ำตาลมันไม่ดี แต่ว่าเด็กกินไปมันไม่ได้ส่งผลในวันนี้ แต่มันสะสมในร่างกายไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นถ้าถามตัวก้อยเอง จะเรียกว่าเข้มงวดขนาดนั้นไหมก็ไม่ถึงขั้นนั้น แต่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะให้มากกว่า อย่างสมมุติว่าเราให้ลูกกินไอศกรีมทุกวัน ลูกจะรู้สึกว่ามันเป็นนิสัยที่จะต้องได้กินไอศกรีมทุกวันเป็นกิจวัตร ก็เลยคุยกับสามีว่าเราให้ได้ แต่ให้เป็นโอกาสเป็นรางวัลไหม หรือถ้าเรารู้ว่าน้ำตาลจากไอศกรีมมันหวานมาก เราเปลี่ยนเป็นทำไอศกรีมแท่งเอง เอาผลไม้ไปปั่นแล้วแช่แข็งให้เขา ทำเป็นไอศกรีมแท่งให้เขากิน ก็คือหาวิธีไปไม่ได้อยากให้เขาติดหวาน แต่ถามว่าถึงขั้นห้ามเลยไหม ตอนเด็กเราก็ชอบเหมือนกัน ก็พยายามสร้างความสมดุลค่ะ แต่สามีก็จะตามใจ เพราะรู้ว่าการให้ไอศกรีมลูกจะได้ความรัก ได้อ้อมกอดจากลูก อยากจะทำให้ลูกมีความสุข เราเห็นแล้วเราก็ดุ แต่มันเป็นความสุขของเขาและความสุขของลูกด้วย บางทีเราก็ต้องปล่อย และพยายามให้มันพอดีกันค่ะ

ถ้าพ่อทนไม่ได้เวลาเห็นลูกอยากได้ของ แต่ถ้าแม่คิดว่ายังไม่ควรให้ คุยกันยังไง ?

ก้อย รัชวิน: คุยเลยค่ะ แบบผู้ใหญ่คุยกัน เล่าให้ฟังสมมุติว่าทะเลเขาจะชอบเครื่องบิน และบางทีเครื่องบินที่บ้านมันก็เยอะมาก ๆ แล้ว เราก็จะบอกเขาว่า เดี๋ยวรอวันเกิดไหม อันนี้เรามีแล้วนะ มันจะมีอยู่ช่วงเทศกาลหนึ่งที่เขาจะได้ของเล่นเยอะมาก พอผ่านไปเขาก็จะอยากได้อีก เพราะรู้สึกว่าเขาได้มาตลอด เราก็จะรู้สึกว่าไม่อยากให้เขารู้สึกว่าของเหล่านี้มันได้มาง่าย ๆ อยากให้เขาเห็นคุณค่าของของเล่นแต่ละชิ้น ย้อนนึกถึงตัวเราเองในสมัยเด็ก กว่าจะได้ของเล่นแต่ละชิ้น รู้สึกหวงแหนและรักษาอย่างดี ก็อยากให้ลูกรู้สึกแบบนั้นเหมือนกัน ไม่ได้อยากให้เขาเล่นแล้วก็ทิ้ง และได้ของใหม่ตลอด เพราะฉะนั้นจะบอกลูกว่า วันนี้ไม่ได้จริง ๆ ถ้าร้องไห้ ปล่อยให้ร้องไปเลย แม่รู้ว่าลูกเสียใจ แต่วันนี้ไม่ได้ เพราะอะไรก็เล่าให้ฟังไปเขาอาจจะยังไม่เข้าใจในวันนี้ แต่ก้อยเชื่อว่ามันซึมเข้าสมองเขา แล้วพอเรากอดเขา แล้วบอกว่า “โอเค เดี๋ยววันนี้เรากลับบ้านกันนะไม่เป็นไร แล้ววันหลังค่อยมาใหม่ หรือไม่ก็รอวันเกิดนะ พี่ทะเลถ้าอยากได้อะไรให้เขียนไว้ก่อน” แล้วอาจจะมีข้อตกลงเล็ก ๆ ว่าถ้าทำสิ่งนี้ได้ จะได้รับสิ่งนี้

ความท้าทายสำหรับคนที่มีลูกมากกว่า 1 คน การให้ทั้งความรักและความยุติธรรม บาลานซ์เรื่องนี้อย่างไร ?

ก้อย รัชวิน: ด้วยความที่ก้อยมีพี่น้องมาตั้งแต่เด็กมีพี่ชาย เราเป็นน้องมาก่อน เลยค่อนข้างจะเข้าใจวิถีของแม่ ตอนเด็ก ๆ จะรู้สึกว่า แม่รักลูกไม่เท่ากันหรือเปล่า แต่สุดท้ายแล้วมันไม่ใช่ มันคือใครน่าเป็นห่วงกว่ากัน จะมีลูกบางคนที่เรารู้สึกว่าคนนี้น่าเป็นห่วงจัง แต่คนนี้เขาช่วยตัวเองได้ ดูแลตัวเองได้ แต่ในแง่ของความรู้สึก ด้วยความที่เป็นเด็กเล็กแน่นอนว่าเขาก็ต้องการความรักทั้งคู่ มันอยู่ที่การเลี้ยงดูของเรา อยู่ที่มุมมองความคิดของเราว่าจะเลี้ยงให้เขารักกันอย่างไร อันนี้ก้อยว่ามันก็ยากเหมือนกัน ไม่ใช่แค่การแบ่งความรักให้ลูก เพราะอย่างไรแม่ทุกคนก็รักลูกอยู่แล้ว แต่เราจะต้องมุ่งเน้นใครที่ดูน่าเป็นห่วงมากกว่า เป็นสิ่งที่ทำให้อีกคนอาจจะรู้สึกโดยไม่รู้ตัว แต่สิ่งหนึ่งที่พยายามทำให้ลูกทั้งสองคนอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ระหว่างความเป็นผู้ชายกับความเป็นผู้หญิง ก็คือการเคารพสิทธิของกันและกัน ไม่อยากให้เขารู้สึกว่าเพราะเป็นพี่เกิดก่อนจะต้องได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือเพราะฉันเป็นน้อง เด็กกว่า เลยมีอภิสิทธิ์ ไม่อยากเอาการเกิดก่อนเกิดหลังมาเป็นจุดที่ทำให้เขาไม่เท่าเทียมกัน ยังไม่เห็นผลในวันนี้หรอกแต่เชื่อว่าสิ่งที่เราสร้างในวันนี้ มันไม่ได้สร้างแค่เด็กคนหนึ่งที่มีความสุข แต่เรากำลังสร้างผู้ใหญ่ที่จะโตเป็นคนที่ดีในสังคม เข้าใจกฎเกณฑ์ของสังคม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้

ประโยคไหนที่เราพูดกับลูกบ่อย ๆ เพื่อให้เขารู้ว่าเรารัก ?

ก้อย รัชวิน : ทุกคืนก็จะกอดน้องนอนด้วยกัน ก็จะบอกว่า “แม่รักทะเลนะครับ แม่รักเวลานะคะ คุณคือชีวิต คือดวงใจ คือทุกสิ่งทุกอย่างของแม่ You are my life, my soul, my everything ” จะพูดประโยคนี้กับเขาทุกวัน (น้ำตาคลอ)

ชมพู่ อารยา : “เป็นแก้วตาดวงใจของแม่นะลูก” อันนี้คือคำที่พี่พูดทุกวัน เขาจะชอบเวลาได้ยินคำว่าแก้วตาดวงใจ ลูกแปลไม่ออกหรอกว่าคืออะไร แต่พอโตขึ้นจะเข้าใจว่า Don’t mess up

การเป็นแม่อะไรยากที่สุด ?

ก้อย รัชวิน: รู้สึกว่าทุกวันมีอะไรให้เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ ไม่มีอะไรเหมือนเดิม การที่เราต้องปรับตัวไปพร้อม ๆ กับเขา และเรียนรู้ไปพร้อมกับเขา มันเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด ความรักความผูกพันที่เราให้เขาไปทุกวัน อยากให้สิ่งนี้คงอยู่กับเขาไป ไม่ว่าเขาจะโตเป็นหนุ่ม แต่งงาน มีลูก มีครอบครัวของตัวเอง หรือในช่วงวัยหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่ทุกคนมักจะบอกว่า เดี๋ยวพอเป็นวัยรุ่นเขาจะไม่เอาพ่อแม่ เราคิดตลอดเลยว่าตอนเด็กเรารักกัน สนิทกันขนาดนี้ มันจะมีสักวันเลยหรือที่อยู่ ๆ ลูกจะเปลี่ยนเป็นอีกคนที่เราไม่รู้จัก ได้ยินเรื่องนี้มาเยอะมาก ขณะเดียวกันก้อยก็เตรียมใจนะ

ถ้ามองข้ามเรื่องความเก่ง ความสำเร็จต่าง ๆ สิ่งที่อยากเห็นในชีวิตลูกคืออะไร ?

ก้อย รัชวิน : เอาแค่ทุกวันนี้เลย เชื่อว่าปัจจุบันสำคัญที่สุด ณ เวลานี้คืออยากเห็นเขาเติบโตอย่างมีความสุขทุกวัน มีรอยยิ้ม มีเสียงหัวเราะทุกวัน กินอิ่ม นอนหลับ ตื่นมามีพลัง สุขภาพกายดี สุขภาพใจดี มีความสุขในการได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ในทุก ๆ วัน แค่นี้ก็พอแล้วสำหรับคนเป็นแม่

ด่วน! MGI ประกาศยกเลิกอินเดียเจ้าภาพ ย้ายจัดประกวด Miss Grand International 2026 กลับไทย

3 กันยายน 2569 เวลา 10:32 น.

บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ยุติบทบาทของประเทศอินเดียในการเป็นเจ้าภาพจัดการประกวด Miss Grand International 2026 ซึ่งเดิมมีกำหนดจัดขึ้นในช่วงเดือนกันยายน ตุลาคม 2569 พร้อมเตรียมดึงการประกวดระดับโลกกลับมาจัดขึ้นที่ประเทศไทย

สาเหตุการยกเลิกสัญญาเจ้าภาพทางบริษัทฯ ระบุว่า การตัดสินใจยกเลิกสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพของอินเดียในครั้งนี้ เนื่องจากพบปัญหาด้านการดำเนินงานและมาตรฐานการจัดงานที่ไม่เป็นไปตามข้อตกลง รวมถึงไม่ตรงตามมาตรฐานสากลที่ MGI กำหนดไว้ เพื่อรักษาภาพลักษณ์ คุณภาพ และประสบการณ์ที่ดีที่สุดของการประกวดระดับนานาชาติ บริษัทจึงจำเป็นต้องยุติการทำงานร่วมกับเจ้าภาพเดิมทันที

งานนี้ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิสแกรนด์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาควบคุมสถานการณ์อย่างทันท่วงที โดยย้ายการจัดการประกวด Miss Grand International 2026 กลับมาจัดที่ประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้การดำเนินงาน กิจกรรมของสาวงาม และการถ่ายทอดสดเป็นไปตามมาตรฐานสูงสุดขององค์กร  ทั้งนี้แฟนนางงามทั่วโลกได้รับทราบข่าวพร้อมกันผ่านทางช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการของ Miss Grand International และ Miss Grand Thailand เมื่อช่วงเช้าเวลา ที่ผ่านมา สำหรับกำหนดการ กิจกรรมเก็บตัว ตลอดจนสถานที่จัดการประกวดรอบตัดสินในประเทศไทย ทางองค์กร MGI จะมีการเปิดเผยรายละเอียดและกำหนดการอย่างเป็นทางการให้แฟนนางงามได้ติดตามกันอีกครั้งเร็ว ๆ นี้

Harry Potter and the Philosopher’s Stone ภาคซีรีส์ เตียมฉาย ช่วงคริสต์มาสนี้ทาง HBO Max

3 กันยายน 2569 เวลา 10:12 น.

เตรียมตัวกลับสู่ โรงเรียนเวทย์มนต์อีกครั้งเพราะทาง HBO Max ได้ปล่อยตัวอย่างทางการของ Harry Potter and the Philosopher’s Stone (แฮร์รี่ กับศิลาอาถรรพ์) ฉบับซีรีส์ออกมาให้แฟน ๆ ได้ตื่นตาตื่นใจกันแล้ว พร้อมคอนเฟิร์มกำหนดการฉายความมหัศจรรย์ต้อนรับเทศกาลวันหยุดส่งท้ายปี ช่วงคริสต์มาสปีนี้

การกลับมาของซีรีส์ที่ทุกคนรอคอย กำลังจะเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Harry Potter ซีซั่นแรกจะดัดแปลงจากหนังสือเล่มแรกในชื่อเดียวกันอย่าง Harry Potter and the Philosopher’s Stone (แฮร์รี่ กับศิลาอาถรรพ์)  โดยตัวอย่างล่าสุดนี้ได้เผยให้เห็นภาพบรรยากาศอันคุ้นเคยภายในโรงเรียนเวทมนตร์ในตำนานอย่าง ฮอกวอตส์ ในรูปแบบงานสร้างระดับภาพยนตร์ทุนสร้างสูง พร้อมการแนะนำทีมนักแสดงรุ่นใหม่ที่จะมารับบทเป็นตัวละครหลักไม่ว่าจะเป็น แฮร์รี่ พอตเตอร์, รอน วีสลีย์ และเฮอร์ไมโอนี่ เกรนเจอร์ รวมถึงทัพนักแสดงแถวหน้าที่ตบเท้าเข้ารับบทบาทอาจารย์และบุคลากรในฮอกวอตส์

จุดเด่นสำคัญของการนำ Harry Potter กลับมาฃในรูปแบบซีรีส์ทาง HBO Max คือโอกาสในการเจาะลึกรายละเอียดเนื้อหาจากในหนังสือของ J.K. Rowling ได้อย่างครบถ้วนและลงตัวมากขึ้น ต่างจากเวอร์ชันภาพยนตร์จอเงินในอดีตที่ต้องรวบรัดตัดตอนเนื้อหาบางส่วนออกไป สำหรับแฟน ๆ ที่ตั้งตารอการกลับมาของโลกเวทมนตร์ เตรียมเคลียร์คิวรอรับความสุขส่งท้ายปี กับ Harry Potter and the Philosopher’s Stone 

สำหรับใครที่เป็นแฟนตัวยงของ Harry Potter ละก็ห้ามพลาดเด็ดขาด พบกันคริสต์มาสนี้ ทาง HBO Max 

แนวหน้าแอดมิน #ฟิรุมุคุง

Harry Potter and the Philosopher’s Stone

ต็อง วิตดิวัต คืนวงการรอบ 9 ปี ส่งเพลงช้าสุด ‘ซึ้งหากในค่ำคืนนี้’

3 กันยายน 2569 เวลา 09:39 น.

สวัสดีครับ ผม ต็อง วิตดิวัต นะครับ หลายท่านอาจจะรู้จักผมในฐานะลูกชายของ คุณพ่อ วินัย พันธุรักษ์ เมื่อ 9 ปีก่อน ผมมีโอกาสได้ฝากผลงานเพลง อย่าปล่อยมือฉันไป และ อย่าทำให้ฉันฝันเก้อ เอาไว้ ซึ่งอาจจะเป็นเพลงในความทรงจำของใครหลายๆคน หลังจากนั้นผมก็ไม่ได้มีโอกาสได้กลับมามีผลงานในฐานะศิลปินเดี่ยวอีกเลยตั้งแต่นั้น ผมใช้เวลาหลายปี ในการตามหาหนทางในการกลับมาเป็นศิลปินอีกครั้ง แต่ก็ยังหาไม่เจอ ในใจก็คิดสงสัยอยู่บ่อยๆว่า เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่ถูกเลือกไว้ให้ผมหรือเปล่า

อย่างไรก็ดี หลังจากค่อยๆประติดประต่อความฝันขึ้นมาใหม่ พร้อมรวบรวมกำลังใจให้กลับมาได้อีกครั้ง เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมได้กลับมาทำงานอีกครั้ง กับพ่อ ในการทำช่อง โซเชี่ยลมีเดีย ในชื่อช่อง วินัย พันธุรักษ์ พร้อมกับ วางแผนเส้นทางของการเป็นศิลปินเดี่ยวของผมไว้ด้วย วันหนึ่ง ผมบอกเพื่อนรักของผมตั้งแต่สมัยเรียน ที่ชื่อ อุกฤษฏ์ ว่า ผมจะกลับมาแต่งเพลงอีกครั้ง ผมอยากจะลองพยายามเต็มที่อีกซักครั้งนึง เพื่อนผมซึ่งเชื่อมั่นในตัวผมแบบไร้เหตุผลก็พูดกับผมว่า เรามาลงทุนทำมาสเตอร์ด้วยกันเถอะ ตัวผมเอง ก็บอกเพื่อนไปตามตรงว่า ผมไม่มั่นใจเลยว่ามันจะสำเร็จนะ แต่ก็จะตั้งใจทำให้ดีที่สุด ผมทำ demo เพลงแบบ เรียบง่าย ด้วยเสียงร้องและ เปียโน หนึ่งตัว แล้วเอาไปปรึกษา พี่จอร์จ Producer และ พี่ชาย ที่เคยช่วยให้เพลง อย่าปล่อยมือฉันไป และ อย่าทำให้ฉันฝันเก้อ ได้เป็นที่รู้จัก หาช่องทางดู ว่า เราจะทำให้เพลงนี้ดีขึ้น และ จะทำให้ผมกลับมาออกเพลงนี้ ในฐานะศิลปิน อีกครั้งได้อย่างไร ระหว่างเวลาที่ผ่านมาหลายปีเพลงๆนี้ ได้ผ่านการเดินทาง พัฒนาไปเรื่อย ในรูปแบบต่างๆ โดย พี่จอร์จ และ เคน ศรายุทธ มือ Arranger คู่ใจ จนมาตกผลึก ที่ Version ที่ทุกท่านได้ฟังครับ

  สำหรับเพลง หากในค่ำคืนนี้ เป็นเพลงช้าใน Style Ballads ผสมกลิ่นอายความเป็นเพลงแบบ เอเชีย ซึ่งเป็นวิธีการเขียนเพลงทั้ง คำร้อง และ ทำนอง ในแบบที่ผมถนัดอีกครั้ง เนื้อหาเพลงจะพาคุณให้คิดถึงใครคนนั้น คนที่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน เขายังคงอยู่ในใจคุณเสมอ แม้จะผ่านไปนานเท่าไหร่ ยังมีคำพูดบางคำที่คุณอยากจะพูดกับเขา แม้ทุกอย่างมันสายเกินไปที่คุณจะพูดกับเขาแล้ว อยากให้เพลง หากในค่ำคืนนี้ เป็นตัวแทนของทุกความรู้สึกนั้น วันหนึ่ง แม้มันอาจจะไม่มีวันเกิดขึ้น หากคนๆนั้น ได้ยินเพลงนี้ อยากให้เขาได้รู้ว่า เรายังคิดถึงเขาเสมอ

สุดท้ายนี้ ขอขอบคุณสำหรับทุกกำลังใจที่มีให้กับผมเสมอ ขอบคุณทุกคนที่คอยไถ่ถามว่า เมื่อไหร่ผมจะกลับมาร้องเพลงอีก ขอบคุณจากใจครับ  ฝากติดตามเพลง หากในค่ำคืนนี้ ด้วยนะครับ

ช่องทางการติดตาม

YouTube : Tong Vitdivat

Facebook : Tong Vitdivat 

Instagram : Tong Vitdivat 

TikTok : Tong Vitdivat

แนวหน้าแอดมิน #ฟิรุมุคุง

ต็อง วิตดิวัต, วินัย พันธุรักษ์

ชีวิตนอกจอ! ‘กอล์ฟ อนุวัฒน์’ รับบทพ่อลูกอ่อน ทิ้งปืนมาจับขวดนม

2 กันยายน 2569 เวลา 21:30 น.

ชีวิตจริงที่ไม่ใช้สแตนอิน กับบทบาทในปัจจุบันของ พระเอกปากแจ๋ว “กอล์ฟ อนุวัฒน์” ที่ขอสลัดภาพบอดี้การ์ดสุดเนี๊ยบจากละคร “ปราการแสงจันทร์” ทางอมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง34 แบบหมดเกลี้ยง กับชีวิตหลังเลนส์ที่ทุ่มเทมุ่งมั่น สวมบทคุณพ่อ เลี้ยงดูลูกสาว “น้องผักเคล” อย่างใกล้ชิด ตามส่องไลฟ์สไตล์คุณพ่อลูกอ่อน เน้นความเรียบง่ายและเลี้ยงลูกแบบธรรมชาติ แถมข้าวของเด็กอ่อนก็เป็นของมือสอง จากเพื่อนสาว “ไอซ์ อภิษฎา“ ส่งต่อมรดกตกทอดให้ด้วยความรักและความห่วงใย และสิ่งหนึ่งที่ไม่หลุดโฟกัสเลยคงหนีไม่พ้น ซิกแพคและกล้ามท้องที่พระเอกคนนี้ก็ไม่เคยทิ้งลายจากในทีวี ได้เห็น หนุ่มกอล์ฟ โชว์พลังลูกผู้ชายตลอดเวฯ เรียกได้ว่าเต็มที่ทั้งในจอและนอกจอ

กอล์ฟ อนุวัฒน์

แฟนเพลงบ่นอุบ! คอนเสิร์ตอำลา อัสนี-วสันต์ เลทร่วมชั่วโมง เหตุพื้นยุบ

2 กันยายน 2569 เวลา 21:00 น.

พื้นยุบ

แฟนเพลงบ่นอุบ! คอนเสิร์ตอำลา “อัสนี-วสันต์” รอบพิเศษล่าช้ากว่า 1 ชม. เหตุพื้นยุบ ต้องย้ายผู้ชมด่วน โซน VIP 

เกิดเหตุวุ่นวายขึ้นก่อนเริ่มการแสดงคอนเสิร์ตครั้งประวัติศาสตร์ FAREWELL CONCERT อัสนี-วสันต์ “อยากจะย้ำชัดๆ ครั้งสุดท้าย” ณ อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี ในรอบเพิ่มพิเศษ ช่วงค่ำวันที่ 2 กันยายน 2569 ส่งผลให้การแสดงต้องเลื่อนออกไปนานกว่า 1 ชั่วโมง สร้างความตกใจให้แก่แฟนเพลงที่มารอชมแน่นฮอลล์

ตามกำหนดการเดิม คอนเสิร์ตมีกำหนดเปิดประตูและเริ่มการแสดงในเวลา 19:00 น. ทว่าบรรยากาศบริเวณหน้างานกลับเจอปัญหาใหญ่ โดย โจ มณฑานี ตันติสุข นักเขียนและวิทยากรด้านการเงินชื่อดัง หนึ่งในผู้เข้าชม ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่า “คอนพี่ป้อมพี่โต๊ะยังไม่เริ่ม เพราะมีปัญหาชั้น 1” พร้อมแนบคลิปเหตุการณ์ในช่องคอมเมนต์ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว

เม้น1
เม้น2
เม้น3
เม้น4

รายงานข่าวเพิ่มเติมจากผู้ชมในพื้นที่ระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้การแสดงล่าช้า เกิดจากเหตุ “พื้นยุบ” คือโซนการชมของจุด VIP ที่ทีมงานปรับยกสูงขึ้น    ของบริเวณชั้น 1 ภายในฮอลล์

ทำให้เจ้าหน้าที่และฝ่ายจัดงานต้องเร่งเข้าควบคุมสถานการณ์ ทำการอพยพและย้ายผู้ชมออกจากโซนเสี่ยงเป็นการชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทุกคน

หลังจากเจ้าหน้าที่เข้าจัดการพื้นที่เรียบร้อย คอนเสิร์ตอำลาของสองตำนานร็อกเกอร์ไทยจึงสามารถเริ่มต้นขึ้นได้ในเวลาประมาณ 20:12 น. โดยเหตุการณ์ดังกล่าวผ่านพ้นไปได้ด้วยดีโดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

FAREWELL CONCERT อัสนี วสันต์, คอนเสิร์ตอัสนีวสันต์, พื้นยุบ, พื้นยุบ อิมแพ็ค อารีน่า

สิ้น “ครูสมจิตร คชฤทธิ์” ผู้แต่งเพลง “รำวงสระบุรี” จากไปอย่างสงบในวัย 92 ปี

2 กันยายน 2569 เวลา 20:11 น.

รำวงสระบุรี

วงการศิลปวัฒนธรรมและสื่อมวลชนจังหวัดสระบุรีร่วมไว้อาลัย ต่อการจากไปของ “ครูสมจิตร คชฤทธิ์” ศิลปินนักแต่งเพลงพื้นบ้าน ผู้ประพันธ์บทเพลงชื่อดัง “รำวงสระบุรี” และสื่อมวลชนอาวุโสของจังหวัด โดยได้เสียชีวิตลงอย่างสงบ ณ บ้านพักในอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เมื่อช่วงสายของวันที่ 2 กันยายน 2569 ในวัย 92 ปี

บรรยากาศ ณ บ้านพักเป็นไปด้วยความเศร้าโศก โดยมีสมาชิกในครอบครัวและเจ้าหน้าที่คอยดูแลจัดการสถานที่ ก่อนเตรียมเคลื่อนร่างเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา

สำหรับประวัติและผลงานสร้างชื่อ

ครูสมจิตร คชฤทธิ์ เป็นชาวตำบลพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี มีอัจฉริยภาพด้านภาษา การแต่งร้อยแก้ว ร้อยกรอง และเพลงพื้นบ้าน

ผลงานชิ้นเอก เพลง “รำวงสระบุรี” ที่ประพันธ์ขึ้นเมื่อปี 2520 โดยนำชื่อสถานที่สำคัญต่างๆ ในจังหวัดสระบุรีมาร้อยเรียงเป็นบทเพลงได้อย่างงดงาม จนได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ถูกนำไปขับร้องและบรรเลงโดยวงดนตรีและวงรถแห่ทั่วประเทศ

บทบาทสังคมและสื่อมวลชน อดีตกำนัน, ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, บรรณาธิการหนังสือพิมพ์พระพุทธบาท

สำหรับรางวัลเกียรติยศ ได้รับการเชิดชูเกียรติเป็น “ศิลปินดีเด่นจังหวัดสระบุรี” จากการทำงานรับใช้ท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน

โดยกำหนดการพิธีบำเพ็ญกุศล

พิธีรดน้ำศพ วันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569 เวลา 17.00 น.

สถานที่ ศาลาเจ้าพ่อเขาตก อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี

การสูญเสียครั้งนี้นับเป็นการสูญเสียปราชญ์ท้องถิ่นและครูเพลงคนสำคัญ แม้ตัวจะจากไป แต่บทเพลง “รำวงสระบุรี” จะยังคงส่งเสียงขับขาน เป็นมรดกทางวัฒนธรรมคู่เมืองสระบุรีสืบไป

ขอบคุณข้อมูล : ข่าวสระบุรี

ครูสมจิตร คชฤทธิ์, รำวงสระบุรี, สระบุรี, เพลงรำวงสระบุรี, เสียชีวิต

เนย เนโกะ จัมพ์ โพสต์ร่ายยาวตัดพ้อ ‘อย่าขอโอกาสอีก’ หลังให้มามากพอ แต่ไม่เคยเห็นค่า

2 กันยายน 2569 เวลา 19:23 น.

เนย เนโกะ จัมพ์

กลายเป็นกระแสเผ็ดร้อนขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เนย วรัฐฐา หรือที่ใครหลายคนรู้จักกันในชื่อของ เนย เนโกะ จัมพ์ นักร้องชื่อดัง ออกมาโพสต์ระบายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวไปก่อนหน้านี้ จนกลายเป็นร้อนแรง ที่ทำเอาใครหลายคนต่างก็ เอ๊ะ ขึ้นมาว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ

ล่าสุดวันนี้ 2 กันยายน 2569 เนย เนโกะ จัมพ์ โพสต์ร่ายยาวเป็นภาษาอังกฤษผ่านเฟซบุ๊ก ที่ทำเอาต่อมเผือกของใครหลายคนถึงกับกระตุกว่าเธอโพสต์ถึงใครกัน ด้วยข้อความทั้งหมดระบุว่า “Don’t ask me for another chance
when I gave you more than enough
chances you were given,
and chose to throw away.
Don’t call me heartless
because I finally stopped being kind
to someone who mistook my kindness
for something they could take for granted.
And please,
don’t rewrite the story
and place yourself in the role of the wounded
when you were the one
who lit the match.
I am not cruel.
I am simply no longer willing
to keep paying the price
for choices I did not make.
You had my patience.
You had my forgiveness.
You had every opportunity
to do better.
What you no longer have
is access to me.
And that,
is not punishment.
It is simply
the consequence
of having been given
too many chances
and valuing none of them.”

เนย

จากโพสต์ข้อความดังกล่าวของ เนย เนโกะ จัมพ์ สามารถแปลออกมาเป็นภาษไทยได้ว่า “อย่าขอโอกาสจากฉันอีกเลย
ในเมื่อฉันให้โอกาสคุณมากเกินพอแล้ว
โอกาสที่คุณได้รับ
แต่คุณกลับเลือกที่จะทิ้งมันไป
อย่าว่าฉันใจร้าย
เพราะในที่สุดฉันก็หยุดใจดี
กับคนที่เข้าใจผิดว่าความใจดีของฉัน
เป็นสิ่งที่พวกเขาจะเอาเปรียบได้
และได้โปรด
อย่าเขียนเรื่องใหม่
และวางตัวเองในบทบาทของผู้ถูกกระทำ
ในเมื่อคุณต่างหากที่เป็นคน
จุดไฟเอง
ฉันไม่ได้โหดร้าย
ฉันแค่ไม่เต็มใจอีกต่อไปแล้ว
ที่จะจ่ายราคา
สำหรับทางเลือกที่ฉันไม่ได้ทำ
คุณได้รับความอดทนจากฉัน
คุณได้รับความให้อภัยจากฉัน
คุณมีโอกาสทุกอย่าง
ที่จะทำตัวให้ดีขึ้น
สิ่งที่คุณไม่มีอีกต่อไปแล้ว
คือการเข้าถึงฉัน
และนั่น
ไม่ใช่การลงโทษ
มันเป็นเพียง
ผลที่ตามมา
จากการได้รับ
โอกาสมากเกินไป
และไม่เห็นคุณค่าของมันเลย”

เนย

หลังจากที่โพสต์ของนักร้องดัง เนย เนโกะ จัมพ์ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียได้ไม่นาน ทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ไม่ต้องกลัวคีธขาดความอบอุ่นนะคะ ทุกวันนี้น้องได้รับอย่างเต็มที่จากคนรอบตัวน้องแล้ว รักษาจิตใจเราส่งต่อพลังงานดีๆให้น้องนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ”

“ตัวเราและลูกมาอันดับ1ค่ะ แล้วเรื่องอื่นจะตัดออกง่ายมาก แค่เลี้ยงเด็กคนนึงก็เหนื่อยมากแล้ว อะไรที่ทำให้เหนื่อยเพิ่มก็ปล่อยไว้เลยค่ะ คุณแม่มีพร้อมทุกอย่างลูกก็น่ารักสุดๆ ทุกคนพร้อมเป็นกำลังใจให้”

“การเป็นแม่มันเหนื่อยมากในทุกๆวันกว่าจะผ่านไปแต่ละวัน งถ้าเจออะไรที่บั่นทอนมันยิ่งเหนื่อยมากขึ้นไปอีกมากๆเอาใจช่วยนะแม่เนย กอดๆค่ะ”

“รักตัวเองคือของขวัญที่ดีที่สุดแล้ว. เธอเข้มแข็งมาก ต่อไปขอให้มีความสุขมากๆนะ”

“ทำถูกแล้วนะคะ คนเราถ้าเขาจะเปลี่ยนเขาเปลี่ยนนานแล้ว ถ้าเขาไม่เปลี่ยนแสดงว่าเขาไม่อยากทำ เราเปลี่ยนใครไม่ได้ เพราะงั้นเปลี่ยนที่ตัวเราเองนะคะ “

“You deserve love, not excuses.Respect, not regret.Peace, not pain.”

เนย
เนย

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Waruttha Karchai

ข่าวดารา, ข่าวบันเทิง, ดรามาดารา, เนย วรัฐฐา, เนย เนโกะ จัมพ์

‘ขวัญ อุษามณี’ ยืนยันศรัทธาในความถูกต้อง เข้าพบตำรวจหลังออกมาเป็นพยานคดี ‘แตงโม’ พร้อมขอความคุ้มครอง

2 กันยายน 2569 เวลา 17:05 น.

จากกรณีที่นางเอกสาว “ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์” ถูกนำรูปตนเองไปใช้แอบอ้างในคืนเกิดเหตุการณ์ “แตงโม นิดา” พลัดตกเรือเสียชีวิต ของวันเกิดเหตุ (24 กุมภาพันธ์ 2565) เธอตัดสินใจมาเป็นพยานปากสำคัญ ในการแจ้งความเอาผิดกับ กระติก ข้อหานำพยานหลักฐานเท็จเข้าสู่สำนวนการสอบสวน คดี แตงโมนิดาทั้งนี้เจ้าตัวเผยว่าเหตุที่เพิ่งออกมาตอนนี้ก็เพราะตนไม่เคยรู้เลยว่าอีกฝ่ายมีการนำเอาภาพของตนเองบางส่วนไปใช้เป็นหลักฐาน กระทั่งทางนายปานเทพติดต่อมา ซึ่งถ้าหากรู้เธอคงออกมาเคลื่อนไหวช่วยพี่สาวคนนี้ตั้งแต่แรกแล้ว

ล่าสุด ในวันนี้ (2 กันยายน 2569 ตามวันที่ระบุในโพสต์) มีรายงานว่า “ขวัญ อุษามณี” พร้อมด้วย อ.ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์  ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน เพื่อให้ปากคำและมอบหลักฐานเพิ่มเติม โดยขวัญปรากฏตัวในชุดเดรสสีดำ ท่าทางยิ้มแย้มและดูผ่อนคลาย ขณะพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

หลังจากเสร็จสิ้นการให้ปากคำ ขวัญ อุษามณี ได้โพสต์ภาพและข้อความผ่านทางอินสตาแกรมส่วนตัว kwanusa9 ระบุถึงการเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ในวันนี้ โดยมีใจความสำคัญว่า ในฐานะลูกของตำรวจ เธอยังคงศรัทธาในตำรวจที่ยืนหยัดข้างความถูกต้อง และวันนี้เธอเลือกที่จะยืนข้างความจริงเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับ “พี่โม” (แตงโม นิดา)

นอกจากนี้ ขวัญยังได้ฝากถึงผู้ใหญ่และหน่วยงานต่างๆ ในองค์กรตำรวจ รวมถึงพลังของประชาชน ให้ช่วยกันปกป้องความจริง และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบย้อนหลังอย่างรอบด้าน หากนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตัวเธอ ครอบครัว หรือคนใกล้ชิด ถูกข่มขู่ คุกคาม หรือเกิดเหตุผิดปกติในทุกรูปแบบ โดยเชื่อมโยงกับการที่เธอออกมาทำหน้าที่เป็นพยานในวันนี้ พร้อมกับทิ้งท้ายด้วยการขอบคุณ “B3” ที่อยู่เคียงข้างเธอมาตลอด

การออกมาเคลื่อนไหวของ “ขวัญ อุษามณี” ในครั้งนี้ นับเป็นการตอกย้ำถึงความพยายามในการแสวงหาความจริงในคดีการเสียชีวิตของ “แตงโม นิดา” ซึ่งยังคงเป็นที่คลุมเครือและอยู่ในกระบวนการยุติธรรม

ยูเอ็นเตือนอุณหภูมิโลกจ่อเพิ่ม 1.5 องศาฯ ในไม่กี่ปี ชี้ยังมีทางลดอุณหภูมิกลับลงได้

ยูเอ็นเตือนอุณหภูมิโลกจ่อเพิ่ม 1.5 องศาฯ ในไม่กี่ปี ชี้ยังมีทางลดอุณหภูมิกลับลงได้

2 ก.ย. 2569 14:17 น.

ยูเอ็นเตือนอุณหภูมิโลกจ่อเพิ่ม 1.5 องศาฯ ในไม่กี่ปี ชี้ยังมีทางลดอุณหภูมิกลับลงได้

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เผยรายงานประเมินสถานการณ์ครั้งสำคัญ ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยโลกมีแนวโน้มทะลุเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียส เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมภายในไม่กี่ปี แม้พลาดเป้าหมายของความตกลงปารีส แต่โลกยังสามารถลดอุณหภูมิกลับลงมาต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสได้ หากเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง

โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNEP เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ ระบุว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มทะลุระดับ 1.5 องศาเซลเซียสในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งถือเป็นการก้าวข้ามเป้าหมายสำคัญในการควบคุมภาวะโลกร้อนที่นานาประเทศกำหนดไว้ภายใต้ความตกลงปารีสเมื่อปี 2015

รายงานระบุอย่างชัดเจนว่า การหลีกเลี่ยงการทะลุระดับ 1.5 องศาฯ อาจไม่ใช่เป้าหมายที่ทำได้อีกต่อไป โดยโจทย์สำคัญของโลกกำลังเปลี่ยนจากการ “หลีกเลี่ยงการทะลุเป้า” ไปสู่การทำให้ช่วงเวลาที่อุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาฯ สั้นที่สุดและสูงเกินเป้าให้น้อยที่สุด พร้อมพยายามลดอุณหภูมิให้กลับมาต่ำกว่าระดับดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

รายงาน “Limiting Overshoot” เสนอแนวทางที่เรียกว่า “ทะลุเป้า-พุ่งสูงสุด-ลดลง” (overshoot, peak and decline) ว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่ยังเหลืออยู่ในการจำกัดความรุนแรงและระยะเวลาของภาวะโลกร้อนเกิน 1.5 องศาฯ โดยต้องอาศัยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง โดยเฉพาะก๊าซมีเทน ควบคู่กับการมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

นักวิทยาศาสตร์เห็นตรงกันว่า การที่อุณหภูมิโลกสูงเกิน 1.5 องศาฯ จะเพิ่มความเสี่ยงร้ายแรงต่อมนุษย์และระบบนิเวศ ขณะที่โลกได้อุ่นขึ้นแล้วราว 1.4 องศาฯ เมื่อเทียบกับช่วงปี 1850-1900 หรือช่วงก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยมีสาเหตุหลักจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล และช่วง 3 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่มีอุณหภูมิสูงที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึก

หากอุณหภูมิโลกทะลุ 1.5 องศาฯ ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นตามทุกเศษเสี้ยวขององศาและทุกปีที่อุณหภูมิยังคงอยู่ในระดับสูง ผลกระทบที่คาดว่าจะรุนแรงขึ้น ได้แก่ คลื่นความร้อน ไฟป่า น้ำท่วม และสภาพอากาศสุดขั้ว ตลอดจนการสูญเสียระบบนิเวศ การจมอยู่ใต้น้ำของประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กและเมืองชายฝั่งพื้นที่ต่ำ รวมถึงความเสียหายต่อสุขภาพมนุษย์ ความมั่นคงทางอาหาร แหล่งน้ำ เมือง โครงสร้างพื้นฐาน และเศรษฐกิจ

รายงานยังเตือนว่า ยิ่งอุณหภูมิสูงขึ้นและอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานาน ความเสี่ยงที่โลกจะผ่าน “จุดเปลี่ยนที่ไม่อาจย้อนกลับ” ก็จะเพิ่มขึ้น ตัวอย่างเช่น การสูญเสียเสถียรภาพของแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ การเสื่อมโทรมของป่าฝนอเมซอน และการเปลี่ยนแปลงของระบบหมุนเวียนกระแสน้ำในมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการควบคุมสภาพภูมิอากาศโลก

ในสถานการณ์ที่ดีที่สุด อุณหภูมิโลกอาจพุ่งขึ้นสูงสุดประมาณ 1.8 องศาเซลเซียสเหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ก่อนจะลดลงในระยะยาว ขณะที่สถานการณ์อื่น ๆ ส่วนใหญ่คาดว่าจะมีอุณหภูมิสูงสุดมากกว่านั้น

หนึ่งในแนวทางสำคัญที่รายงานเสนอคือ การกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การปลูกป่าและการกักเก็บคาร์บอน โดยต้องดำเนินการควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างลึกและรวดเร็ว ไม่ใช่นำมาใช้แทนการลดการปล่อยก๊าซ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการกำจัดคาร์บอนยังมีบทบาทเพียงเล็กน้อยในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และแนวคิดดังกล่าวถูกต่อต้านจากนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมบางส่วน เพราะกังวลว่าเทคโนโลยีเหล่านี้อาจถูกใช้เป็นข้ออ้างในการชะลอการยุติการใช้ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ

อินเกอร์ แอนเดอร์เซน ผู้อำนวยการบริหาร UNEP กล่าวว่า “ไม่มีผลลัพธ์ที่ดี หากเรายังคงอยู่เหนือระดับ 1.5 องศาเซลเซียส” พร้อมเตือนว่า คลื่นความร้อนรุนแรงทั่วโลกกำลังแสดงให้เห็นแล้วว่า ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะเกิดขึ้นเร็วขึ้น รุนแรงขึ้น และยาวนานขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากขึ้นและสร้างความเสียหายต่อสังคมในวงกว้าง

ขณะที่อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวว่า แม้โลกจะก้าวข้ามระดับ 1.5 องศาฯ แต่ยังมีความเป็นไปได้ที่จะลดอุณหภูมิให้กลับมาต่ำกว่าระดับดังกล่าวได้ภายในสิ้นศตวรรษ หากทุกประเทศดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง กูเตอร์เรสย้ำว่า “การต่อสู้เพื่อ 1.5 องศา คือการต่อสู้เพื่อมนุษยชาติ” พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพิ่มความสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และทำให้ช่วงเวลาที่โลกอยู่เหนือ 1.5 องศาฯ สั้นและมีระดับอุณหภูมิเกินเป้าน้อยที่สุด

อย่างไรก็ตาม รายงานของ UNEP ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มรณรงค์ด้านสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเกรงว่าการยอมรับว่าโลกกำลังจะทะลุ 1.5 องศาฯ อาจทำให้สังคมหมดกำลังใจในการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน

แจสเปอร์ อินเวนเตอร์ รองผู้อำนวยการโครงการของกรีนพีซ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า การคาดการณ์ดังกล่าวเป็นช่วงเวลาที่น่าเศร้า แต่การทะลุเป้าไม่ได้หมายความว่าโลกควรยอมแพ้ต่อเป้าหมาย 1.5 องศาฯ

ด้านบิล แฮร์ นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Climate Analytics วิจารณ์รายงานว่า อาจกลายเป็น “เสียงเรียกร้องให้ผู้คนเฉยชา” แทนที่จะเป็นแรงผลักดันให้เร่งดำเนินการ

ประเทศหมู่เกาะขนาดเล็กซึ่งมีความเสี่ยงสูงจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ยังคงเป็นกลุ่มที่ปกป้องเป้าหมาย 1.5 องศาฯ อย่างแข็งขัน และเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยซึ่งมีส่วนรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในอดีต ดำเนินการลดการปล่อยก๊าซให้เร็วและเข้มข้นที่สุด

UNEP ระบุด้วยว่า การลดการปล่อยก๊าซและการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องเดินหน้าไปพร้อมกัน โดยควรให้ความสำคัญกับมาตรการที่ช่วยได้ทั้งสองด้าน เช่น การใช้ธรรมชาติช่วยลดความร้อนในเมือง

ขณะเดียวกัน การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่เริ่มดำเนินการในปัจจุบันจะเป็นรากฐานสำคัญในอนาคต แต่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้สามารถรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่อาจเกิดขึ้นอย่างฉับพลันและรุนแรง รวมถึงความเสียหายบางประเภทที่ไม่สามารถย้อนกลับได้

รายงานเตือนว่า แม้โลกจะสามารถลดอุณหภูมิกลับมาต่ำกว่า 1.5 องศาฯ ได้ แต่ผลกระทบและความสูญเสียที่เกิดขึ้นระหว่างช่วงที่อุณหภูมิทะลุเป้าจะไม่สามารถย้อนกลับได้ทั้งหมด ชุมชนบางแห่งอาจต้องย้ายถิ่นฐานหรือเปลี่ยนรูปแบบการดำรงชีพ ขณะที่รัฐบาลต้องเผชิญกับคำถามด้านความเป็นธรรม อำนาจ และความชอบธรรมทางการเมือง

UNEP จึงเรียกร้องให้ประเทศต่าง ๆ ใช้ “เจตจำนงทางการเมือง ความร่วมมือพหุภาคี นโยบายที่มีประสิทธิภาพ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน และเงินทุน” เป็นกลไกสำคัญในการรับมือ โดยประเทศที่มีส่วนรับผิดชอบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าควรเป็นฝ่ายดำเนินการเร็วที่สุดและตั้งเป้าหมายให้ทะเยอทะยานที่สุด

รายงานสรุปว่า เส้นทาง “ทะลุเป้า-พุ่งสูงสุด-ลดลง” อาจเป็นพรมแดนใหม่ของการรับมือวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถผลักภาระให้คนรุ่นต่อไปจัดการได้ โลกจำเป็นต้องลงมือทันที เพราะยิ่งชะลอการดำเนินการมากเท่าใด โอกาสที่จะจำกัดความรุนแรงและระยะเวลาของภาวะโลกร้อนก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น.

ที่มา UN Environment Programme / AFP