เปิดใจ เจเจ ยุวฉัตร อดีตภรรยาคนที่สอง เหน่ง เหม่งจ๋าย เคลียร์ชัดปมแบ่งอัฐิ-ทรัพย์สิน

เปิดใจ เจเจ ยุวฉัตร อดีตภรรยาคนที่สอง เหน่ง เหม่งจ๋าย เคลียร์ชัดปมแบ่งอัฐิ-ทรัพย์สิน

เปิดใจ เจเจ ยุวฉัตร อดีตภรรยาคนที่สอง เหน่ง เหม่งจ๋าย เคลียร์ชัดปมแบ่งอัฐิ-ทรัพย์สิน

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.07 น.

เปิดใจ “เจเจ ยุวฉัตร” อดีตภรรยาคนที่สอง ปมแย่งอัฐิ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” พร้อมเคลียร์ชัดประเด็นแบ่งทรัพย์สิน ถึงขั้นไปเคาะโลงบอกกล่าว

กลายเป็นมหากาพย์งานศพ แม้จะเผาไปแล้ว แต่ก็ยังไม่วายมีดราม่า เรื่องการแบ่ง “อัฐิ” ของ “เหน่ง เหม่งจ๋าย” และที่อยู่ดีๆ กลับกลายมาเป็นประเด็นสังคม เนื่องจากอัฐิของตลกชื่อดัง หลังจากได้ฌาปนกิจแล้ว ผ่านไป 5-6 วัน ยังคงอยู่ที่วัด และที่กลายเป็นดราม่าหนัก เพราะว่าอยู่ในลัง ล่าสุด “เจเจ ยุวฉัตร” อดีตภรรยาคนที่สอง แม่ของ “น้องเพนนี” พร้อมเพื่อนซี้ “แมงปอ ชลธิชา” ได้มาเปิดใจครั้งแรก ผ่านรายการคุยแซ่บโชว์ ทางช่องวัน 31 หลังจากที่ได้ข้อตกลงในการแบ่งอัฐิออกเป็นสองส่วน และได้นำไปลอยอังคารแล้ว พร้อมแจ้งกับประเด็นที่สังคมยังสงสัย เรื่องการแบ่งทรัพย์สินของ ”เหน่ง เหม่งจ๋าย“

ตอนนี้สบายจิตใจเป็นยังไงบ้าง เพราะว่านอกจากการสูญเสียแล้ว ยังมีประเด็นดรามาต่างๆ?

เจเจ : ตอนนี้เจรู้สึกยิ้มได้บ้างแล้ว เพราะว่าเราได้ทำแบบสุดทางแล้ว ได้นำกระดูกเค้าไปลอยอังคาร 

แมงปอ : คือเราในฐานะเพื่อน เราก็โล่งใจเพราะได้นำอัฐิไปลอยอังคารแล้ว แต่ก็ยังเป็นห่วงหลาน น้องเพนนี เพราะเค้าเพิ่งอายุ 13 ปี พอจบงานปุ๊บ น้องเขาก็ยังเศร้าอยู่มาก ไม่ค่อยคุยกับใคร

ย้อนกลับไปเราเคยทราบมาก่อนไหมว่าเค้าไม่สบาย?

เจเจ : คือเคยเห็นตามรายการ ก็ยังคุยกับแมงปอเลยว่า พี่เหน่งผอมลงนะ ป่วยหรือเปล่านะ แต่เราก็ไม่ได้ถามเจ้าตัว เพราะว่าเราเองก็ต้องทำงาน พึ่งมารู้ว่าเค้าป่วยตอน 4-5 วัน ก่อนที่เค้าจะเสีย พอเราทราบปุ๊บ อันดับแรกก็คือให้กำลังใจกันก่อน เพราะโรคที่เค้าเจอ สิ่งสำคัญคือกำลังใจต้องดี เค้าต้องหาย เราก็ทักไปให้กำลังใจเขา ซึ่งเขาก็ยังไม่ได้ตอบเรากลับมา เพราะเขาก็คงยุ่งๆ กับงาน 

และเรามาทราบข่าวอีกทีนึงในวันที่เขาเสียชีวิตแล้ว?

เจเจ : ตื่นเช้ามาในวันที่ 19 คือเราเคลียร์งานที่กรุงเทพฯ เสร็จแล้ว ก็กะว่าจะกลับไปพิษณุโลก ก็รับลูก แล้วเอาเข้ากรุงเทพฯ เพื่อจะมาหาพ่อเขา มันเป็นช่วงปิดเทอมพอดี แต่พอเราตื่นมา ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า พี่เหน่งเสียแล้วนะ มันจุก ทำไมเราช่วยเขาไม่ได้ (เสียงสั่น) และสิ่งที่หนักอึ้งอีกอย่างหนึ่ง เราไม่กล้าบอกลูกเรา ว่าพ่อเค้าจากไปแล้ว เราก็ตัดสินใจโทรไปหายายของน้องเพนนี ว่าจะบอกลูกยังไงดี ก็เลยคิดว่าจะบอกลูกว่ามาเยี่ยมพ่อก่อน ให้รีบเก็บเสื้อผ้าแล้วรีบมาเลย เรากลัวเค้าเสียใจ แต่น้องเพนนีส่งข้อความมาหาเรา บอกกับเราว่า เห็นในข่าวว่าพ่อเสียแล้ว 

และมีสิ่งหนึ่ง ที่ระหว่างพูดคุยกับน้องอยู่ มันทำให้เราจุกอก?

เจเจ : คือเค้าตัดสายทิ้ง เค้าส่งข้อความกลับมา ว่าอย่าเพิ่งเอาพ่อหนูไปไหนนะ หนูขอ กอดพ่อหนูเป็นครั้งสุดท้ายก่อน แล้วพอเขามาถึงที่วัด เค้าก็มาบอกพ่อเขา เขาพูดว่า หนูขอโทษพ่อ เพราะว่าพ่อเค้าเคยส่งข้อความมาว่า ให้โทรหาพ่อบ้างนะ แต่ด้วยความที่เขาเป็นวัยรุ่น เค้าจะติดเพื่อนมาก ไม่ได้โทรหาพ่อเลย ซึ่งข้อความนั้น คือข้อความสุดท้ายที่พ่อส่งให้ เค้ารู้สึกผิดมาก เค้าจึงอยากขอโทษพ่อ พอเขามาถึงวัด เรารู้เลยว่าเค้าพยามกั้นน้ำตา ซึ่งย้อนกลับไปเพราะพี่เหน่งเคยสอนลูกว่า ให้เข้มแข็ง อย่าอ่อนแอ เราต้องเป็นผู้หญิงแกร่งนะ จะสังเกตได้ว่าเค้าจะไม่ร้องไห้โฮ แต่ตาเค้าจะแดง มีโอกาสไปขอขมาพ่อ เค้าก็บอกว่าหนูขอโทษที่ไม่ได้โทรกลับหาหาพ่อ 

แมงปอ : คือเราพอทราบข่าว เราก็ไปถึงวัดประมาณบ่ายสาม เราก็ตามไป ก็นั่งรอหลาน

ย้อนกลับไปช่วงที่เป็นสามีภรรยากัน เป็นยังไงบ้าง?

เจเจ : เราเป็นสามีภรรยากันมา 17 ปี เราคบกันมาตั้งแต่มหาลัย เพิ่งเลิกรากันไปได้ 4 ปี 

แต่มันก็มีคนบางกลุ่ม  มองว่า เลิกกันไปแล้ว เธอมาทำแบบนี้ต้องการอะไร? 

แมงปอ : คือเราก็เห็น แต่เราก็รู้สึกเฉยๆ เพราะเรารู้ว่าเพื่อนเราไปเพราะอะไร ปล่อยให้เขาพูดกันไป แต่พอจบงาน มันกลับกลายมีดราม่าเกิดขึ้น มีการโพสต์ขึ้นมา กับประโยคที่ว่า ”จบงานแล้ว เลิกสร้างภาพได้แล้ว“ เราก็ยังงงอยู่ว่าเค้าหมายถึงใคร จนมีคนมาบอกเราว่า โพสต์นั้นมีการแก้ไขข้อความนะ ในข้อความที่เค้าแก้ไข เค้าได้วงเล็บไว้ว่า อดีตคนที่สอง ก็คือเพื่อนเรานั่นแหละ เราก็ต้องออกมาปกป้องเพื่อน

มันเหมือนว่าเราโดนหมัดน็อกไหม ?

แมงปอ : คือเรารู้แล้วว่าการที่เพื่อนเราไป เค้าไปโดยที่มีเจตนาที่ดี เราโพสต์เพื่อที่ต้องการอธิบาย เป็นข้อๆ แล้ววันนั้นเค้าก็มีประกาศออกไมค์ ว่าขอสัมภาษณ์เจเจ แต่เพื่อนเราก็หลบออกไปนอกศาลา

เจเจ : เจมองว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของเรา การที่เรามาวันนี้ เราต้องการพาลูกมากราบ และเราก็มาช่วยงาน มาอโหสิกรรมครั้งสุดท้าย 

แต่คนก็มองว่าแมงปอ  มันไม่ใช่เรื่องของเธอนะ เธอออกมาโพสทำไม?

แมงปอ : เราเป็นเพื่อนกันมา 10 กว่าปี ก็อยากจะถามกลับเหมือนกันว่า ถ้าคุณมีคนที่คุณรัก คือเจเจเค้าตัวคนเดียว (กอดกัน) แล้ววันนั้นที่เราโพสต์ เราก็ไม่ได้ปรึกษาเจ เราอยากให้เขาอยู่เฉยๆ เราแค่อยากให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ออกมาอธิบายดีกว่า และอย่างที่อีกฝ่ายโพสต์ เราก็ไม่รู้ว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เราก็มานั่งไล่ลำดับ อย่างเช่นเค้าบอกว่าทำไมจะต้องนั่งประกบกับลูกสาวตลอดเวลา เพื่อให้กล้องจับ อันนี้เราก็งงๆ ก็เด็กมันอายุแค่ 13 อีกอย่างก็ลูกเขา 

เราได้เห็นพี่แมงปอแก้ต่างให้เรา เรารู้สึกยังไง?

เจเจ : ตกใจ เราก็ทักไปหาเขา ก็ไม่คิดว่าเค้าจะออกมาปกป้องเราขนาดนี้ ซึ่งถ้าถามความรู้สึกเรา เราตั้งใจว่าเราจะมองข้าม เราเจตนาว่า เรามาตรงนี้เพราะอะไร

นักข่าวก็โหดอยู่นะ วันนั้นเป๊กก็ดูอยู่ เค้าก็จะสัมภาษณ์คนปัจจุบันทีนึง อดีตทีนึง เค้ายืนตึงกันอยู่อย่างนี้ ก็เข้าใจในการทำใจยากอยู่เหมือนกันนะ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าคนนี้ก็คือแม่ของลูก เค้าเคยอยู่กันมานาน ปัจจุบันก็คือปัจจุบัน ไม่มีใครลบปัจจุบันได้ เพราะได้ยินว่าในงาน เจเจก็พยามจะหลบ เก้าอี้วีไอพีเราก็ไม่ไปนั่ง?

เจเจ : เราก็ไปนั่งหลบ ตรงมุมสำหรับแขก เรามีพื้นที่ของเรา ว่าเราควรอยู่ตรงไหน อะไรช่วยได้เราก็จะช่วย 

ใบปอ : แต่ที่เห็นว่าเจเดินไปเดินมา ไปรับแขก เพราะพี่ๆ ที่มา ก็คือพี่พี่ในวงการตลก เค้าก็รู้จักเจเจอยู่แล้ว 

แล้วอย่างวันที่เผา เห็นว่าลูกสาวร้องไห้โหหนักมาก?

เจเจ : ถือว่าเป็นวันที่เขาร้องไห้หนักที่สุดในชีวิต เพิ่งเคยเห็นว่าเค้าร้องไห้หนักขนาดนี้ เราก็ยืนมองอยู่ไกลๆ คือเค้าอยู่กับพี่กีตาร์ (ลูกสาวคนแรก) ก็ยืนดูหน้าพ่อเค้าเป็นครั้งสุดท้าย เค้าเสียใจมาก เราเป็นแม่ เราจุกอยู่ในอก เราก็ให้กำลังใจลูกว่า ไม่ต้องคิดมากนะ พ่อเค้าไปสบาย แล้วก็จำไว้ด้วยว่า พ่อเค้ารักลูกมาก 

แมงปอ : เราก็ให้กำลังใจน้อง เราก็บอกว่าพ่อ เค้าไม่เจ็บปวดแล้ว พ่อเค้าไปสบายแล้ว หนูก็ดูแลตัวเองดีๆ ดูแลแม่ด้วย 

เจเจ : อย่างสภาพจิตใจล่าสุด เค้าก็อยู่กับเพื่อน แต่บางทีเค้าก็จะเศร้า เอาอัลบั้มรูปมาเปิดดู เป็นอัลบั้มที่ตั้งแต่เค้าเด็กๆ เค้าแอบดูอยู่คนเดียว 

อย่างดราม่าล่าสุด  เรื่องอัฐิ เราทราบตอนไหน?

เจเจ  : คือพี่ยูริ ภรรยาของพี่บอล โทรเข้ามาหาเรา บอกว่ารู้ไหม ว่ากระดูกเหน่งอยู่ไหน เราก็บอกว่าอยู่ไหน เค้าก็บอกว่าอยู่ที่วัด ซึ่งมันก็ 7-8 วันแล้ว ซึ่งวันนั้นพี่ยูริบังเอิญเค้าไปทำบุญที่วัด เพราะว่าเค้าได้โชคจากพี่เหน่ง เราร้องไห้กันเลย สงสารมาก พี่ยูก็บอกว่าให้เรามาที่วัดเลย ให้เอากระดูก ไปทำตามศาสนาให้ถูกต้อง เจก็ทิ้งงานหมดเลย ก็เลยโพสต์บอกลูกค้า เพราะว่ามันไม่ไหวจริงๆ เราร้องไห้ เราสงสารพี่เหน่ง ถ้าเราช่วยอะไรเค้าได้ เราเต็มใจอยู่แล้ว เรากะว่าเราจะขับรถ เข้ากรุงเทพฯ ไปเอาอัฐิมาทำพิธีที่พิษณุโลก ก่อนหน้านี้ก็คุยกัน กับพี่สาวของพี่เหน่งว่า เราก็ให้เกียรติภรรยาคนปัจจุบันเป็นคนจัดการ ส่วนเราแค่เอารูปและชื่อไปทำบุญกัน 

แมงปอ : คือบ้านปอ ก็มีเชื้อสายจีนเหมือนกัน และการฝากไว้ที่วัด ก็ต้องคุยกันว่าจะเก็บไว้ตรงไหน มีชื่อนามสกุลติดให้เรียบร้อย 

แล้วตอนนี้เรื่องอัฐิความคืบหน้าล่าสุดคือยังไง?

เจเจ : ตอนนี้ก็แบ่งเรียบร้อยแล้ว ก็จะแบ่งเป็นสองส่วน ทางเรานำไปทำตามประเพณีเพื่อความสบายใจ ก็คือไปลอยอังคาร และอัฐิ อีกชุดนึงก็แบ่งไปให้กับภรรยาคนปัจจุบัน และส่วนที่เป็นฟันก็เก็บไว้ให้กับเด็กๆ ซึ่งกีตาร์เค้าก็อยากนำกระดูกของพ่อไปใส่เป็นล็อกเกต เอาไว้แทนใจ ซึ่งพอเปิดออกมา เค้าก็เห็นเลยว่ามีฟัน ซึ่งฟันเป็นส่วนที่เล็กมาก หลายคนเลยคิดว่าเนี่ยแหละคือสิ่งที่พี่เหน่งอยากจะให้ลูกเก็บเอาไว้ แล้วย้อนกลับไป วันที่เราไปรับกระดูก เราก็ไปด้วย แต่เราไม่อยากลงไป เพราะไม่อยากให้เกิดดราม่าอีก เราอยากให้พี่เหน่งเค้าไปแบบสบายที่สุด อยากให้มันจบเร็วมากที่สุด 

อย่างวันลอยอังคาร เห็นว่ามีสายรุ้งด้วย?

แมงปอ : รูปสายรุ้ง แฟนปอเป็นคนถ่าย ครอบเรือ อาจจะสื่อว่าเขาไปสบายแล้ว และไม่มีคลิปนึงที่คล้ายๆได้ยินเสียง ว่าเย้เย้ ซึ่งปอก็คิดว่าแหละคือเสียงพี่เหน่ง

แล้วสรุปเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน ทิศทางคือเป็นยังไง?

เจเจ : ก็อย่างที่บอกตั้งแต่ตอนแรกว่า การที่เจมางานศพ เราไม่ได้ต้องการอะไรเลย แค่ต้องการมาอโหสิกรรม และพาลูกมากราบเท่านั้นเอง แล้วในการแบ่งสมบัติให้ลูกเรานั้น ก็ไม่ได้คุยกันเลยในเรื่องนี้ เพราะว่าเราไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสีย ตั้งแต่แรกแล้ว เราก็ยังยืนยันเหมือนเดิม เพราะวันที่เราไปงานศพ เราก็ไปเคาะโลง ก็บอกเค้าว่า ที่เค้ามาวันนี้ เค้ามาอโหสิกรรมให้ เขาไม่ต้องการมาเอาอะไรในงานของตัวเองทั้งสิ้นเลย แต่ถ้าตัวเองจะช่วย ก็ช่วยให้เขามีงานเยอะๆ เพื่อให้ได้มีเงินได้เลี้ยงลูกต่อ เท่านั้นเอง

อย่างล่าสุดก็คือ  “บอล เชิญยิ้ม” อาสาจะส่งเสียลูกเราจนจบปริญญา?

เจเจ  : อันนี้คือเป็นเรื่องที่เราซาบซึ้งมาก โทรมาหาเราตั้งแต่แรกว่า ทำงานไปนะ ไม่ต้องเครียด เงินที่ได้มาจากการทำงาน เก็บไว้เป็นค่าขนมลูก ส่วนพี่กับยู จัดการค่าเล่าเรียนให้เอง จะส่งหลานให้เรียนจนจบปริญญาตรี เค้าก็บอกว่าคนที่เหน่งรัก เค้าก็รักด้วย เจก็อยากจะ ขอบคุณพี่บอลพี่ยูริ ดูแลตั้งแต่เหน่ง เจ ตั้งแต่สมัยวัยรุ่น จนมาถึงรุ่นลูก (ยกมือไหว้)

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทางช่องวัน31 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

ผลักดัน‘หนังใหญ่’ ไทย ให้ก้าวไปสู่ ‘มรดกโลก’

ผลักดัน‘หนังใหญ่’ ไทย  ให้ก้าวไปสู่ ‘มรดกโลก’

ผลักดัน‘หนังใหญ่’ ไทย ให้ก้าวไปสู่ ‘มรดกโลก’

วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เป็นอีกก้าวที่สำคัญ ที่ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม (วธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการเสนอรายการ “การฟื้นฟูหนังใหญ่โดยชุมชนหนังใหญ่ในประเทศไทย” เพื่อขอขึ้นทะเบียนต่อองค์การยูเนสโก ในหมวด “แนวปฏิบัติที่ดีในการสงวนรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม” ซึ่งเป็นหมวดที่ประเทศไทยยังไม่เคยเสนอมาก่อน
พร้อมกันนี้ ครม.เห็นชอบให้อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เป็นผู้ลงนามในเอกสารเพื่อยื่นต่อยูเนสโก ให้ทันภายในวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด

รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า การเสนอ “หนังใหญ่” ในครั้งนี้ เป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการใช้การทูตทางวัฒนธรรมถ่ายทอดคุณค่า และภูมิปัญญาของชุมชนไทยสู่เวทีนานาชาติ โดยเฉพาะการนำเสนอต้นแบบการอนุรักษ์โดยชุมชน ที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า การเสนอขึ้นทะเบียนในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากระดับชุมชน สู่การนำเสนอในระดับนโยบายและเวทีนานาชาติ เพื่อให้เกิดการยอมรับในฐานะต้นแบบการอนุรักษ์วัฒนธรรม

โดยความพยายามของชุมชนหนังใหญ่ 3 ชุมชน ได้แก่

1.ชุมชนหนังใหญ่วัดขนอน จ.ราชบุรี

2.ชุมชนหนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง
และ 3.ชุมชนหนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ จ.สิงห์บุรี

ในการฟื้นฟูหนังใหญ่ให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและนานาชาติ

            ประวัติความเป็นมาของหนังใหญ่ : มหรสพที่เก่าแก่ของไทยชนิดนี้ กล่าวกันว่า มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย แต่หลักฐานการแสดงหนังใหญ่เริ่มมีปรากฏในสมัยกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่รัชสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง)

ในสมัยรัตนโกสินทร์ ปรากฏหลักฐานในการแสดงหนังใหญ่ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ร.1) โดยระบุว่า ทรงมีบทพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนา เพื่อใช้แสดงหนังใหญ่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่แสดงอยู่เรื่องเดียว คือ เรื่องรามเกียรติ์

สมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.2) มีหลักฐานการสร้างตัวหนังใหญ่และบทวรรณคดีที่ใช้ในเรื่องรามเกียรติ์ ใช้แสดงหนังใหญ่ชุดพระนครไหว ซึ่งต่อมาได้มีการนำมาเก็บไว้ ณ โรงละครแห่งชาติหลังเก่า แต่ถูกไฟไหม้เกือบหมด

สมัยสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) พบการทำหนังใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ จ.สิงห์บุรี และหนังใหญ่วัดขนอน จ.ราชบุรี
หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ จ.สิงห์บุรี เป็นมรดกวัฒนธรรมอายุกว่า 100 ปี บุกเบิกโดย “ครูเปีย” นายหนังเร่จากอยุธยา สมัยหลวงพ่อเรืองเจ้าอาวาสองค์แรก (ประมาณ พ.ศ. 2399) โดดเด่นด้วยตัวหนังโบราณชุดรามเกียรติ์ที่แกะสลักอย่างประณีต ปัจจุบันเป็น 1 ใน 2 คณะหนังใหญ่สุดท้ายของไทยที่ยังคงอนุรักษ์สืบทอดกันมา

หนังใหญ่ชุดเดิม: ได้รับมาจากวัดตึก และคณะหนังเร่ ที่นำมาถวายหลวงพ่อเรือง (พระครูสิงหมุนี) และได้มีการฝึกหัดชาวบ้านบางมอญให้เชิดหนัง จนมีชื่อเสียงและได้รับการยกย่อง

ยุคทอง: ในสมัยขุนบางมอญกิจประมวญ (นวม ศุภนคร) คณะหนังใหญ่มีชื่อเสียงโด่งดัง เดินสายแสดงเป็นประจำ จนกระทั่งซบเซาลงจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และอุทกภัยปี 2485 ที่ทำให้ตัวหนังเสียหาย

การอนุรักษ์: ปัจจุบันมีการฟื้นฟูโดยชุมชน ร่วมกับสถาบันการศึกษา มีการซ่อมแซมตัวหนังเก่าและแกะตัวหนังใหม่ทดแทน โดยมีพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่จัดแสดงบนชั้นบนของศาลาการเปรียญ

การเข้าชม: เปิดให้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ จันทร์-ศุกร์ 09.00 – 16.00 น. และวันเสาร์-อาทิตย์ 08.30 – 17.00 น. สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ พิพิธภัณฑ์หนังใหญ่วัดสว่างอารมณ์ โทร 036-543-150

วัดขนอนหนังใหญ่ ตั้งอยู่ที่ อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เป็นวัดเก่าแก่สมัยอยุธยาตอนปลายที่มีชื่อเสียงด้านการอนุรักษ์ “หนังใหญ่” สมบัติวัฒนธรรมล้ำค่า ริเริ่มโดย พระครูศรัทธาสุนทร (หลวงปู่กล่อม) ในสมัย ร.5 โดยมีตัวหนังดั้งเดิมกว่า 313 ตัว ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ให้เป็นชุมชนดีเด่นด้านการอนุรักษ์

ความเป็นมา: วัดขนอนก่อตั้งมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนปลาย เดิมชื่อ “วัดกานอน” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแม่กลอง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี โดยบริเวณนี้ในอดีตเคยเป็นจุดตั้งด่านเก็บภาษีอากรหรือ “ขนอน”

การกำเนิดหนังใหญ่: ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.5) พระครูศรัทธาสุนทร (หลวงปู่กล่อม) เจ้าอาวาสรูปที่ 10 ได้ริเริ่มสร้างหนังใหญ่ชุดแรกขึ้น ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเดิม และรวบรวมช่างฝีมือมาแกะสลักเรื่องรามเกียรติ์

หนังใหญ่วัดขนอนมีทั้งหมด 313 ตัว (ชุดดั้งเดิม) แสดงเรื่องรามเกียรติ์เป็นหลัก และเป็นวัดเดียวที่มีคณะหนังใหญ่เป็นของตนเองสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

การฟื้นฟู: สมเด็จพระกินาฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชดำริให้เก็บรักษาหนังใหญ่ดั้งเดิมไว้ และทรงจัดสร้างชุดใหม่มาใช้แสดง โดยคณะหนังใหญ่วัดขนอนได้รับการยกย่องเป็นมรดกทางวัฒนธรรมโลกจากยูเนสโก (ACCU) เมื่อปี พ.ศ. 2550
            รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า หนังใหญ่วัดขนอน จ.ราชบุรี เป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบสำคัญของไทย เคยได้รับรางวัลชุมชนที่มีผลงานดีเด่นในการฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ จาก Asia/Pacific Cultural Centre for UNESCO (ACCU) เมื่อเดือน มิ.ย.2550 ในฐานะตัวอย่างการอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมที่โดดเด่น สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของชุมชนไทยในการรักษาและฟื้นฟูมรดกวัฒนธรรมอย่างเป็นรูปธรรม

หนังใหญ่วัดบ้านดอน จ.ระยอง เป็นมรดกวัฒนธรรมอายุกว่า 200 ปี ก่อตั้งโดยพระยาศรีสมุทรโภคชัยโชคชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) เจ้าเมืองระยองคนแรก ซึ่งสั่งซื้อตัวหนังมาจากพัทลุงในปี พ.ศ. 2431 เพื่อจัดแสดงงานสำคัญ ปัจจุบันเก็บรักษาและจัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์วัดบ้านดอน โดยมีการฟื้นฟูเชิดหนังใหญ่แบบโบราณเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่น

จุดเริ่มต้น (พ.ศ. 2431): พระยาศรีสมุทรโภคชัยโชคชิตสงคราม (เกตุ ยมจินดา) ได้สั่งซื้อตัวหนังใหญ่จำนวน 200 ตัวมาจากจังหวัดพัทลุง โดยขนส่งทางเรือสำเภาข้ามอ่าวไทย

การเก็บรักษาและสถานที่: เดิมทีหนังใหญ่ชุดนี้ถูกนำไปเก็บไว้ที่วัดจันทอุดม (วัดเก๋ง) ซึ่งเป็นสถานที่ฝึกซ้อม ต่อมาเมื่อวัดบ้านดอนสร้างเสร็จ จึงย้ายตัวหนังมาเก็บรักษาที่วัดบ้านดอน (ต.เชิงเนิน) เพื่อให้สะดวกต่อการสืบทอด

ช่วงเวลาที่ว่างเว้น: หนังใหญ่เคยเสื่อมความนิยมลงตามยุคสมัย และมีการหยุดเล่นไปช่วงหนึ่ง โดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีการห้ามการละเล่นไทยหลายอย่าง ทำให้หนังใหญ่ถูกเก็บและทิ้งให้ผุพังไปตามกาลเวลา

การฟื้นฟู (พ.ศ. 2523 – ปัจจุบัน): ได้มีการรื้อฟื้นคณะหนังใหญ่ขึ้นมาใหม่ โดยชาวบ้านร่วมกับผู้นำชุมชนในสมัยนั้น (เช่น ครูอำนาจ มณีแสง) นำหนังเก่ามาบูรณะ และจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑ์เพื่ออนุรักษ์หนังเก่าที่เหลืออยู่กว่า 100 ตัว และสร้างตัวหนังชุดใหม่ขึ้นทดแทน

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รมว.วัฒนธรรม กล่าวด้วยว่า รายการที่นำเสนอต่อยูเนสโกดังกล่าวนี้ มีความพร้อมครบถ้วนทั้งด้านข้อมูล เนื้อหา และการมีส่วนร่วมของชุมชน หากไม่ยื่นต่อยูเนสโกภายในวันที่ 31 มี.ค.2569 ที่ผ่านมา ก็จะต้องเลื่อนออกไปอีก 1 ปี ซึ่งอาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสสำคัญในการแสดงบทบาทในเวทีโลก

นี่คือจังหวะสำคัญของประเทศไทย ในการยืนยันบทบาทด้านวัฒนธรรมในระดับนานาชาติ และสร้างความภาคภูมิใจให้กับคนไทยทั้งประเทศ

การผลักดันหนังใหญ่ สู่ยูเนสโกในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม หากยังเป็นการยกระดับบทบาทของประเทศไทยในการใช้วัฒนธรรมเป็นพลังสร้างสรรค์ สร้างความเข้าใจ และเชื่อมโยงผู้คนในเวทีโลกอย่างยั่งยืนด้วย
 

ตะลึงทั้งงาน! โอปอล สุชาตา งามดั่งนางในตำนาน กลางงานพนมรุ้ง

ตะลึงทั้งงาน! โอปอล สุชาตา งามดั่งนางในตำนาน กลางงานพนมรุ้ง

ตะลึงทั้งงาน! โอปอล สุชาตา งามดั่งนางในตำนาน กลางงานพนมรุ้ง

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 22.01 น.

เรียกเสียงฮือฮาได้ทั้งงาน สำหรับการปรากฏตัวของ “โอปอล สุชาตา” ที่มาในลุค “พระนางภูปตินทรลักษมีเทวี” ภายในงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ซึ่งปีนี้ยังคงจัดอย่างยิ่งใหญ่ สะท้อนความงดงามของวัฒนธรรมไทยโบราณ ณ ปราสาทหินพนมรุ้ง

โดย โอปอล ปรากฏตัวในชุดไทยโบราณประยุกต์สีทองอร่าม โดดเด่นด้วยเครื่องทรงสุดวิจิตร ทั้งศิราภรณ์และเครื่องประดับที่ออกแบบอย่างประณีตทุกดีเทล เสริมลุคให้ดูสง่างามราวกับตัวละครในตำนาน สะกดสายตาผู้ร่วมงานและนักท่องเที่ยวได้อย่างอยู่หมัด

คิตตี้ เคลื่อนไหวแล้ว หลัง เอส กันตพงศ์ เปิดใจปมฟ้องหย่า ลูกไม่เรียกพ่อ

คิตตี้ เคลื่อนไหวแล้ว หลัง เอส กันตพงศ์ เปิดใจปมฟ้องหย่า ลูกไม่เรียกพ่อ

คิตตี้ เคลื่อนไหวแล้ว หลัง เอส กันตพงศ์ เปิดใจปมฟ้องหย่า ลูกไม่เรียกพ่อ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.35 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตา สำหรับกรณีของนักแสดงหนุ่ม “เอส กันตพงศ์” ที่ออกมาเปิดใจต่อหน้าสื่อครั้งแรก หลังถูกอดีตภรรยาชาวต่างชาติ “คิตตี้ คริสตินา” ฟ้องหย่า พร้อมยื่นเรื่องต่อศาลเกี่ยวกับสิทธิในการปกครองลูกสาว

ก่อนหน้านี้ คิตตี้ได้ให้เหตุผลของการยุติความสัมพันธ์ว่า ชีวิตรักที่ผ่านมาไม่ราบรื่น อีกทั้งมองว่าความสัมพันธ์ควรเป็นเรื่องของคนสองคน ไม่ควรมีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมย้ำว่าเธอพยายามหาทางออกร่วมกันแล้ว แต่ไม่เคยถูกมองเห็นหรือรับฟัง จึงต้องพึ่งกระบวนการทางกฎหมาย โดยยืนยันว่าไม่ได้ต้องการพาลูกไป แต่ต้องการหาทางออกที่ดีที่สุด

ด้าน เอส กันตพงศ์ เปิดเผยว่า บางประเด็นที่อดีตภรรยาให้สัมภาษณ์นั้นไม่ตรงกับข้อเท็จจริง พร้อมระบุว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกฟ้องทั้งเรื่องหย่าและสิทธิการปกครองบุตรแบบ 100% อีกทั้งยอมรับว่าเคยฟ้องกลับ โดยให้เหตุผลว่าเก็บเรื่องนี้มานานหลายปี

นักแสดงหนุ่มยังเผยอีกว่า หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือความรู้สึกของตนในฐานะพ่อ หลังพบว่าลูกเรียกตนว่า “ลุง” ขณะที่เรียกชายอีกคนว่า “พ่อ” จึงตัดสินใจใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อรักษาสิทธิและหน้าที่ของตน

ล่าสุด คิตตี้ คริสตินา ได้เคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรม ด้วยข้อความสั้นๆ ว่า “Truth doesn’t need noise to be heard” (ความจริงไม่จำเป็นต้องส่งเสียงดังเพื่อให้ใครได้ยิน) ท่ามกลางกำลังใจจากผู้ติดตามจำนวนมาก

AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

6 เม.ย. 2569 15:28 น.

AirAsia X ประกาศขึ้นค่าตั๋ว-ลดเที่ยวบิน รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

สายการบินราคาประหยัดรายใหญ่ “แอร์เอเชีย เอ็กซ์” (AirAsia X) ปรับกลยุทธ์สู้ศึกสงครามสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน โดยเริ่มปรับขึ้นราคาตั๋วโดยสาร และลดจำนวนเที่ยวบินลงราว 10% ของเที่ยวบินทั้งหมด เพื่อรับมือกับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางที่ดันต้นทุนน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงจากเหตุปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ยังเดินหน้าเปิดฮับใหม่ที่ “บาห์เรน” มิถุนายนนี้

สายการบินแอร์เอเชีย เอ็กซ์ (AirAsia X) ยักษ์ใหญ่สายการบินราคาประหยัดแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แถลงปรับขึ้นราคาบัตรโดยสารและลดจำนวนเที่ยวบินลง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาวะต้นทุนพุ่งสูง อันเนื่องมาจากสงครามในอิหร่านที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก

นายโทนี่ เฟอร์นานเดส ผู้ก่อตั้งแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ระบุว่าการขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินเป็นสิ่งที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” พร้อมเผยว่าบริษัทได้ตัดสินใจลดกำลังการผลิตลงแล้วประมาณร้อยละ 10 โดยเฉพาะในเส้นทางที่ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นได้

นับตั้งแต่เกิดการปะทะระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่านในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ จนนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ สายการบินทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน และจำเป็นต้องเรียกเก็บค่าธรรมเนียมน้ำมัน เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นางสาวอแมนดา วู ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ของแอร์เอเชีย เอ็กซ์ ชี้แจงว่าบริษัทพยายามกระจายการดำเนินงานไปยังเส้นทางกว่า 150 จุดหมายปลายทางใน 25 ประเทศที่ยังสามารถทำกำไรครอบคลุมค่าธรรมเนียมน้ำมันได้ นอกจากนี้ยังมีมาตรการช่วยลดภาระผู้โดยสารในส่วนอื่น เช่น การปรับลดค่าธรรมเนียมสัมภาระเช็คอินเพื่อจูงใจผู้เดินทาง

แม้จะเผชิญวิกฤตซ้อนวิกฤตหลังจากเพิ่งฟื้นตัวจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งในปีที่ผ่านมาบริษัททำกำไรได้ถึง 1.96 พันล้านริงกิต แต่ทางสายการบินยืนยันว่าแผนการเปิดศูนย์กลางการบินแห่งใหม่ในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ “ประเทศบาห์เรน” รวมถึงการขยายโครงข่ายเส้นทางบินนอกอาเซียน ยังคงเป็นไปตามกำหนดเดิมในเดือนมิถุนายนนี้

นายจามาลูดิน อิบราฮิม ประธานกรรมการอิสระของแอร์เอเชีย เอ็กซ์ กล่าวปิดท้ายว่า “หลังจากที่เราเพิ่งผ่านบทเรียนที่ยากลำบากมาได้ และกำลังจะเริ่มทะยานขึ้นอย่างเต็มตัวในปี 2025 เรากลับต้องมาเผชิญกับวิกฤตครั้งใหม่อีกครั้ง ซึ่งถือเป็นความท้าทายโดยตรงต่อต้นทุนและผลกำไร แต่เรายังเชื่อมั่นว่าสถานการณ์ในปี 2026 นี้จะยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ หากวิกฤตไม่ยืดเยื้อจนเกินไป”

ที่มา AFP

เทียบราคาค่าการกลั่นน้ำมันปี 69 พุ่งสูงต่อเนื่อง เสนอกำหนดเพดาน

เทียบราคาค่าการกลั่นน้ำมันปี 69 พุ่งสูงต่อเนื่อง เสนอกำหนดเพดาน

6 เม.ย. 2569 15:10 น.

เทียบราคาค่าการกลั่นน้ำมันปี 69 พุ่งสูงต่อเนื่อง เสนอกำหนดเพดาน

เทียบค่าการกลั่นน้ำมันปี 69 พุ่งสูงต่อเนื่อง พบผลกระทบจากสงครามทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบและการขนส่งทางเรือสูงขึ้นกว่าปกติหลายเท่า ด้าน TDRI เสนอทางแก้ระยะยาว กำหนดเพดานค่าการกลั่น พร้อมรื้อโครงสร้างพลังงาน เปิดแข่งขันธุรกิจโรงกลั่น ลดการผูกขาด เพื่อให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนจริง เลิกอิงราคาตลาดสิงคโปร์

ต้นทุนน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นช่วงสงคราม

ᆞ ราคาน้ำมันดิบซื้อขายจริงแพงขึ้น

ᆞค่าขนส่ง-ค่าระวางเรือ เพิ่มขึ้น 5 เท่า

 ᆞค่าเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้น 100 เท่า

TDRI เสนอทางแก้ระยะยาว

กำหนดเพดานค่าการกลั่น

เปิดแข่งขันธุรกิจโรงกลั่น

ลดการผูกขาด 

แข่งขันราคาสะท้อนต้นทุนจริง

ไม่ใช้ราคาอ้างอิงตลาดสิงคโปร์

 

จากข้อมูลราคาค่าการกลั่นน้ำมันตั้งแต่ต้นปี 2569 จากกระทรวงหลังงานมีดังนี้

เดือนราคา บาท/ลิตร
ม.ค.  2.14  
ก.พ.2.09
มี.ค.7.23
1-3 เม.ย.15.99   

เกาหลีใต้ชี้สัญญาณชัด “คิม จูแอ” คือผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป

เกาหลีใต้ชี้สัญญาณชัด "คิม จูแอ" คือผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป

6 เม.ย. 2569 14:27 น.

เกาหลีใต้ชี้สัญญาณชัด “คิม จูแอ” คือผู้สืบทอดอำนาจคนต่อไป

หน่วยข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า มีข้อมูลข่าวกรองที่น่าเชื่อถือบ่งชี้ว่า เกาหลีเหนือกำลังเร่งผลักดัน “คิม จูแอ” บุตรสาวของคิม จองอึน ผู้นำสูงสุด ให้เป็นผู้สืบทอดอำนาจในอนาคต หลังปรากฏตัวในกิจกรรมทางทหาร ที่รวมถึงการขับรถถังประจัญบาน

หน่วยข่าวกรองแห่งชาติเกาหลีใต้ (NIS) ได้รายงานสรุปต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของรัฐสภา โดยระบุว่า เกาหลีเหนือกำลังเร่งกระบวนการสร้างความชอบธรรมให้แก่ “คิม จูแอ” บุตรสาวของนายคิม จองอึน ในฐานะผู้สืบทอดอำนาจรุ่นที่ 4 แห่งตระกูลคิม

NIS วิเคราะห์ว่า การที่สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือเผยแพร่ภาพคิม จูแอ กำลังขับรถถังประจัญบานรุ่นใหม่เคียงข้างบิดาเมื่อเดือนที่ผ่านมา เป็นความตั้งใจที่จะแสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถด้านการทหารของเธอ เพื่อลดทอนข้อสงสัยเกี่ยวกับการมี “ผู้นำหญิง” ในประเทศที่ปกครองโดยผู้ชายมานานกว่า 8 ทศวรรษ

ภาพลักษณ์ดังกล่าวถือเป็นการเดินตามรอยนายคิม จองอึน ซึ่งเคยปรากฏภาพขับรถถังในสื่อรัฐบาลมาก่อนที่จะขึ้นครองอำนาจต่อจากนายคิม จองอิล ผู้เป็นบิดาเช่นกัน

นอกจากประเด็นเรื่องการสืบทอดอำนาจ NIS ยังรายงานถึงการทดสอบเครื่องยนต์ขีปนาวุธรุ่นใหม่ที่ใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ ซึ่งคาดว่ามีเป้าหมายเพื่อทำให้ตัวขีปนาวุธมีน้ำหนักเบาลงและรองรับการติดตั้งหัวรบหลายหัว 

ท่ามกลางการทำสงครามของสหรัฐฯ-อิสราเอล ยังพบว่าเกาหลีเหนือยังไม่มีการส่งอาวุธหรือเสบียงไปสนับสนุนอิหร่านในสงครามครั้งนี้ รวมถึงไม่มีการส่งสาส์นแสดงความเสียใจต่อการจากไปของผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี หรือแสดงความยินดีกับผู้นำคนใหม่แต่อย่างใด

หน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ประเมินว่า เกาหลีเหนืออาจกำลังสงวนท่าทีเพื่อรอจังหวะทางการทูต หลังการตั้งสุมมติฐานว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีกำหนดจะพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในเดือนพฤษภาคมนี้

นอกจากนี้ NIS ยังคาดการณ์ว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน อาจเริ่มลดระดับความรุนแรงลงในช่วงปลายเดือนเมษายน โดยผลลัพธ์จะขึ้นอยู่กับการโจมตีของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้นในอีก 3-4 วันข้างหน้า หลังจากที่ทรัมป์เพิ่งขู่จะทำลายโรงไฟฟ้าและสะพานสำคัญในอิหร่าน หากยังไม่มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้สัญจรได้ตามปกติ.

ที่มา Yonhap

เดโมแครตรุมถล่มทรัมป์ “วิกลจริต” ขู่ก่ออาชญากรรมสงครามถล่มอิหร่าน

เดโมแครตรุมถล่มทรัมป์ "วิกลจริต" ขู่ก่ออาชญากรรมสงครามถล่มอิหร่าน

6 เม.ย. 2569 12:36 น.

เดโมแครตรุมถล่มทรัมป์ “วิกลจริต” ขู่ก่ออาชญากรรมสงครามถล่มอิหร่าน

นักการเมืองพรรคเดโมแครตประณาม “โดนัลด์ ทรัมป์” หลังโพสต์โซเชียลขู่โจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนในอิหร่าน ชี้เป็นพฤติกรรม “วิกลจริต” และเสี่ยงก่ออาชญากรรมสงคราม เตือนนอกจากจะไม่ช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซแล้ว ยังจะทำให้ทหารอเมริกันเสี่ยงอันตรายและดันราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น

สมาชิกสภาคองเกรสจากพรรคเดโมแครตพร้อมใจกันออกมาประณามท่าทีล่าสุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ใช้ถ้อยคำรุนแรงและหยาบคายข่มขู่จะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานในอิหร่าน โดยชี้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวเข้าข่ายการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

นายจิม แมคโกเวิร์น สส. ระดับสูงจากคณะกรรมการกฎระเบียบสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่าถ้อยคำของทรัมป์นั้น “หลุดโลกและอันตรายอย่างยิ่ง” พร้อมเปรียบเทียบว่านี่คือพฤติกรรมที่ “วิกลจริต” และเรียกร้องให้ประธานาธิบดีเข้ารับการบำบัด

แมคโกเวิร์นเตือนว่า เมื่อสหรัฐฯ ลดทอนคุณค่าของกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ก็เท่ากับเป็นการเชื้อเชิญให้ประเทศอื่นทำตาม ซึ่งจะส่งผลให้ชาวอเมริกันตกอยู่ในอันตรายมากขึ้น และเสี่ยงต่อการก่ออาชญากรรมสงครามตามอนุสัญญาเจนีวา

ด้านนายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ในวันอีสเตอร์ ระบุว่าในขณะที่ชาวอเมริกันกำลังเฉลิมฉลองกับครอบครัว แต่ผู้นำประเทศกลับใช้อารมณ์กราดเกรี้ยวเหมือน “คนบ้าที่ขาดสติ” ขู่จะก่ออาชญากรรมสงครามและทำให้พันธมิตรตีตัวออกห่าง

ขณะที่นายฮาคีม เจฟฟรีย์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎร แม้จะไม่ได้โจมตีทรัมป์โดยตรงในโพสต์เดียวกัน แต่ได้แสดงความยินดีที่หน่วยปฏิบัติการพิเศษสามารถช่วยชีวิตนักบินกองทัพอากาศคนที่สองที่ถูกยิงตกในอิหร่านได้สำเร็จ

เหล่าสมาชิกรัฐสภาหลายรายยังชี้เห็นถึงผลกระทบทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจ โดยสว. เอ็ดเวิร์ด มาร์กีย์ เตือนว่าการโพสต์ข้อความขู่ก่ออาชญากรรมสงครามไม่ช่วยให้ช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเปิดได้ แต่จะยิ่งทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มแพงขึ้นและชีวิตทหารอเมริกันต้องแขวนอยู่บนเส้นด้าย

เช่นเดียวกับ สว. คริส เมอร์ฟี และ สว. เอลิสซา สลอตคิน ที่ย้ำว่าการพุ่งเป้าโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนอย่างโรงไฟฟ้าและสะพานนั้นขัดต่อกฎหมายสงครามอย่างชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อทรัมป์เคยอ้างว่าสงครามครั้งนี้ทำไปเพื่อช่วยชาวอิหร่าน แต่การสังหารพลเรือนแบบไม่เลือกหน้ากลับเป็นการกระทำที่ย้อนแย้งและสร้างความสูญเสียทั้งเลือดเนื้อและงบประมาณของสหรัฐฯ โดยเปล่าประโยชน์

ทั้งนี้ กลุ่ม สว. เดโมแครตได้เรียกร้องให้แกนนำพรรครีพับลิกันช่วยกันยับยั้งท่าทีของทรัมป์ ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลายไปสู่การก่ออาชญากรรมสงครามในสัปดาห์นี้ตามที่เขาได้ประกาศไว้

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยกระดับความตึงเครียดผ่านโพสต์โซเชียลมีเดีย โดยขู่ว่าจะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานสำคัญในอิหร่านภายในวันที่ 7 เม.ย. นี้ หากอิหร่านยังไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือสินค้าสัญจรได้ตามปกติ 

“วันอังคารจะเป็นวันโรงไฟฟ้าและวันสร้างสะพานในอิหร่าน พร้อมกันหมด จะไม่มีอะไรแบบนี้อีกแล้ว!!! เปิดช่องแคบซะ ไอ้พวกบ้า ไม่งั้นพวกแกจะต้องตกนรก คอยดู!”  แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ในโพสต์บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เขาเขียนว่า “วันอังคาร เวลา 20.00 น. ตามเวลาตะวันออก!”

ที่มา The Guardian / Al Jazeera

ราคาน้ำมันดิบพุ่งไม่หยุด สงคราม “สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน” กระทบซัพพลาย

ราคาน้ำมันดิบพุ่งไม่หยุด สงคราม "สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน" กระทบซัพพลาย

6 เม.ย. 2569 11:38 น.

ราคาน้ำมันดิบพุ่งไม่หยุด สงคราม “สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน” กระทบซัพพลาย

ราคาน้ำมันโลกทะยานขึ้นต่อเนื่อง หลังวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางส่อแววยืดเยื้อ กระทบเส้นทางขนส่งพลังงานหลักในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประกาศกร้าวพร้อมโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานในอิหร่านในวันที่ 7 เม.ย. นี้ หากยังไม่เปิดเส้นทางเดินเรือ

ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นในการซื้อขายวันจันทร์ (6 เม.ย.) เนื่องจากความกังวลเรื่องอุปทานขาดแคลนจากการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นผลมาจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านที่ยังคงทวีความรุนแรง

โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 1.71 ดอลลาร์ หรือ 1.6% อยู่ที่ 110.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต หรือ WTI เพิ่มขึ้น 0.71 ดอลลาร์ หรือ 0.6% อยู่ที่ 112.25 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันทั้งสองชนิดทำสถิติการพุ่งสูงขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2020 หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันจะเดินหน้าโจมตีอิหร่านต่อไป

เส้นทางเดินเรือทางยุทธศาสตร์อย่าง “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นช่องทางหลักในการขนส่งน้ำมันจากอิรัก ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยังคงถูกปิดกั้นจากการโจมตีของอิหร่านนับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ส่งผลให้ผู้กลั่นน้ำมันทั่วโลกต้องเร่งหาแหล่งน้ำมันดิบสำรองจากสหรัฐฯ และทะเลเหนือเพื่อทดแทนอุปทานที่หายไป

เมื่อวันที่ 5 เม.ย. ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ยกระดับความตึงเครียดผ่านโพสต์โซเชียลมีเดีย โดยขู่ว่าจะโจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานสำคัญในอิหร่านภายในวันที่ 7 เม.ย. นี้ หากอิหร่านยังไม่ยอมเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือสินค้าสัญจรได้ตามปกติ 

“วันอังคารจะเป็นวันโรงไฟฟ้าและวันสร้างสะพานในอิหร่าน พร้อมกันหมด จะไม่มีอะไรแบบนี้อีกแล้ว!!! เปิดช่องแคบซะ ไอ้พวกบ้า ไม่งั้นพวกแกจะต้องตกนรก คอยดู!”  แต่ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ในโพสต์บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เขาเขียนว่า “วันอังคาร เวลา 20.00 น. ตามเวลาตะวันออก!”

ทรัมป์บอกกับฟ็อกซ์นิวส์ว่ามี “โอกาสที่ดี” ที่จะบรรลุข้อตกลงในวันจันทร์ แต่กล่าวว่าเขากำลังพิจารณา “ระเบิดทุกอย่างและยึดครองน้ำมัน” หากไม่บรรลุข้อตกลงในเร็ววัน

พลเอกอาลี อับดุลลาฮี อาลีอาบาดี นายทหารอาวุโสของอิหร่าน ปฏิเสธกำหนดเส้นตายก่อนหน้านี้ของทรัมป์ โดยเรียกมันว่า “ไร้ประโยชน์ และโง่เขลา” พร้อมเสริมว่า “ประตูแห่งนรกจะเปิดออก” สำหรับผู้นำสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลการเดินเรือพบว่าอิหร่านยังคงอนุญาตให้เรือจากประเทศที่ตนถือว่าเป็นมิตร เช่น โอมาน ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น ผ่านทางได้ในบางกรณี

ความหวังที่จะเห็นความสงบในระยะเวลาอันใกล้ส่อแววริบหรี่ หลังจากมีรายงานว่าอิหร่านปฏิเสธที่จะส่งตัวแทนเข้าร่วมเจรจากับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน โดยระบุว่าความพยายามในการเจรจาหยุดยิงได้มาถึงทางตันแล้ว

ด้านกลุ่ม OPEC+ ได้มีมติเห็นชอบให้เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 206,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม แต่นักวิเคราะห์มองว่ามติดังกล่าวอาจไม่มีผลในทางปฏิบัติ เนื่องจากประเทศสมาชิกหลักหลายรายไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้จริงท่ามกลางสภาวะสงคราม

นอกจากนี้ ตลาดพลังงานยังได้รับแรงกดดันเสริมจากการหยุดชะงักของน้ำมันในรัสเซีย หลังยูเครนส่งโดรนโจมตีคลังส่งออกในทะเลบอลติก แม้จะมีรายงานล่าสุดว่าสถานีส่งออกอุสต์-ลูกา จะเริ่มกลับมาดำเนินการโหลดน้ำมันได้อีกครั้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาก็ตาม.

ที่มา Reuters / BBC

“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด

“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด

6 เม.ย. 2569 11:19 น.

“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด

“ทีดีอาร์ไอ” กางแผนแก้วิกฤตพลังงาน คุมเพดานค่าการกลั่น ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น ลดผูกขาด ช่วยค่าไฟฟ้าผู้มีรายได้น้อย 200 หน่วยแรก

วิกฤตการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ได้เปิดเผยความเปราะบางของโครงสร้างภาคพลังงานและขนส่งไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง ความผันผวนของราคาพลังงานโลกจึงไม่เพียงแต่กดดันค่าครองชีพของประชาชน แต่ยังสร้างผลกระทบลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และสร้างภาระทางการคลังในระดับสูง ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง โดยเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหาระยะเร่งด่วนและระยะสั้นในเชิงรับด้วยการอุดหนุนราคา ไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงานให้สามารถทนทานต่อแรงช็อกภายนอกในระยะกลางและระยะยาว

บทความโดย ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ และดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่เสนอยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น ควบคู่ไปกับยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาวต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายทั้งในภาคพลังงานและภาคขนส่ง

1. ยุทธศาสตร์ระยะเร่งด่วนและระยะสั้น (1 ปี): ลดผลกระทบประชาชนและเพิ่มประสิทธิภาพเชิงรุก

เป้าหมายหลักในระยะเร่งด่วนและระยะสั้นคือ การลดผลกระทบต่อประชาชน โดยเปลี่ยนผ่านจาก “การอุดหนุนราคาทั่วหน้า” ที่สร้างภาระทางการคลังมหาศาลและไม่จูงใจให้เกิดการประหยัดพลังงาน ไปสู่ “การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า” และ “การเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานจากมาตรการเชิงรุก”

มาตรการภาคพลังงานและไฟฟ้า

  • ลดการใช้กองทุนน้ำมันและปรับสู่การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า: ลดการอุดหนุนด้านราคาผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่ง ณ ปลายเดือนมีนาคม 2569 มีฐานะติดลบกว่า 4.2 หมื่นล้านบาทแล้วจากการแบกรับภาระอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลในระดับสูง โดยควรปรับราคาน้ำมันตามกลไกตลาดแบบ “ขั้นบันได” เพื่อให้ประชาชนมีเวลาปรับตัว ควบคู่ไปกับการช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted Support) โดยเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เช่น ผู้มีรายได้น้อย ภาคการขนส่งสาธารณะ เกษตรกรและประมงรายย่อย 
  • ควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับเหมาะสมและสร้างความโปร่งใส: กำหนดเพดานค่าการกลั่น (Refining Margin Cap) เพื่อดึงผลประโยชน์ส่วนเกินกว่าระดับที่เหมาะสมจากโรงกลั่นมาเสริมฐานะของกองทุนน้ำมัน และจัดทำ Dashboard เปิดเผยต้นทุนราคาน้ำมันและปริมาณน้ำมันสำรองต่อสาธารณะ เพื่อสร้างความมั่นใจของประชาชน นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งสอบสวนและลงโทษผู้กักตุนน้ำมันในช่วงที่ตรึงราคาน้ำมัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในตลาดพลังงาน
  • สร้างฐานข้อมูลน้ำมันที่โปร่งใส: เร่งพัฒนาระบบข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน เช่น ปริมาณสำรองและการกระจายน้ำมันไปแหล่งต่าง ๆ เพื่อให้รัฐสามารถกำกับดูแลผู้ประกอบการได้ดีขึ้น
  • อุดหนุนค่าไฟฟ้าแก่ครัวเรือนรายได้น้อย: อุดหนุนค่าไฟฟ้า 200 หน่วยแรกให้เฉพาะครัวเรือนรายได้น้อย เช่น ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แทนการอุดหนุนค่าไฟฟ้าทั้งระบบตามนโยบายที่พรรคแกนนำรัฐบาลใช้หาเสียงเลือกตั้ง
  • จัดการด้านอุปสงค์ไฟฟ้า (Demand-Side Management): ลดการใช้ไฟฟ้าช่วงพีก (Peak Shaving) เช่น เลื่อนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าหนักไปช่วงนอกช่วงพีก โดยใช้อัตราค่าไฟฟ้าตามเวลา (time-of-use tariff) ซึ่งจะลดการใช้เชื้อเพลิงราคาแพงในเวลาพีก ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการประหยัดพลังงานโดยใช้กลไกกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ในการให้แรงจูงใจแก่ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมในการลดการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยการผลิต
  • จัดทำแผนเตรียมรับมือกรณีสถานการณ์เลวร้าย (Worst-Case Scenario Preparation): จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมายต่าง ๆ ตามความจำเป็นในการใช้พลังงาน ในกรณีสถานการณ์เลวร้ายที่เกิดการขาดแคลนน้ำมันสำหรับภาคขนส่ง หรือขาดแคลนพลังงานไฟฟ้าในวงกว้าง โดยเตรียมฐานข้อมูลในการระบุตัวกลุ่มเป้าหมายและวางกลไกช่วยเหลือไว้ล่วงหน้า  
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

มาตรการภาคขนส่งและโลจิสติกส์

  • สนับสนุนระบบบริหารรถบรรทุก (Fleet Management): สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสารเทศเพื่อลดการวิ่งเที่ยวเปล่า (Empty Backhaul) ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำมัน และต้นทุนในการขนส่ง
  • แก้ไขปัญหาคอขวดระบบราง: เพิ่มกำลังการขนส่งทางรางให้สอดคล้องกับความต้องการ โดยเร่งจัดหาหัวรถจักรใหม่ 113 คัน และแคร่สินค้าอีก 946 คัน เพื่อทดแทนของเดิมที่ใช้งานมากว่า 30 ปี ปลดล็อกข้อจำกัดให้พนักงานขับรถไฟที่เกษียณอายุแต่ไม่เกิน 65 ปี สามารถกลับมาปฏิบัติหน้าที่ได้ เพื่อบรรเทาการขาดแคลนกำลังคนในระยะสั้น ตลอดจนผลักดันการบังคับใช้พระราชบัญญัติการขนส่งทางรางเพื่อเปิดให้ภาคเอกชนที่มีศักยภาพมีบทบาทในการให้บริการมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากระบบขนส่งสินค้าทางรางมีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงและจะช่วยลดต้นทุนของผู้ขนส่งสินค้า
  • อุดหนุนน้ำมันเชื้อเพลิงรถบรรทุก: อุดหนุนผู้ประกอบการรถบรรทุกไม่ประจำทางที่ติดตั้งระบบ GPS ในอัตราที่เหมาะสม เช่น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระได้ประมาณ 5,000 บาทต่อคันต่อเดือน และช่วยจูงใจให้รถบรรทุกนอกระบบซึ่งมีอยู่กว่า 4 แสนคันในปัจจุบันเข้ามาอยู่ในระบบ
  • ออกมาตรการขนส่งสาธารณะ “คนละครึ่ง”: นำมาตรการ “คนละครึ่ง” มาใช้กับค่าโดยสารรถประจำทางเพื่อบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน พร้อมอุดหนุนผู้ประกอบการแบบขั้นบันไดตามราคาน้ำมันดีเซล เช่น หากราคาสูงเกิน 55-60 บาทต่อลิตร อาจอุดหนุนที่ 8.84 บาทต่อกิโลเมตร
  • ส่งเสริมการทำงานที่บ้าน (WFH): ส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐและภาคธุรกิจให้เพิ่มการทำงานที่บ้าน เพื่อลดเวลาและต้นทุนด้านการเดินทาง ทั้งนี้ การศึกษาของ IEA พบว่าการทำงานที่บ้านเพิ่มขึ้น 1 วันต่อสัปดาห์ สามารถลดการใช้พลังงานได้ร้อยละ 1 ของทั้งประเทศ และหากเพิ่มเป็น 3 วันต่อสัปดาห์ จะลดการใช้พลังงานได้ถึงร้อยละ 3-6

2. ยุทธศาสตร์ระยะกลางและระยะยาว (1–5 ปี): ปฏิรูปโครงสร้างเพื่อความมั่นคงและยั่งยืน

ในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลควรมุ่งเปลี่ยน “วิกฤต” พลังงานในครั้งนี้ให้เป็น “โอกาส” ในการลดการพึ่งพานำเข้าพลังงาน ปฏิรูปตลาดพลังงานให้เกิดการแข่งขันอย่างแท้จริง และปรับลดการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

การปฏิรูปตลาดพลังงานและประสิทธิภาพการใช้ไฟฟ้า

  • ใช้นโยบาย “ประสิทธิภาพคือแหล่งพลังงานอันดับแรก” (Efficiency as First Fuel): ส่งเสริมการประหยัดพลังงานด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ใช้มาตรฐาน Green building เป็นข้อบังคับขั้นต่ำสำหรับอาคารใหม่ และอุดหนุนการปรับแก้ (Retrofit) อาคารเดิม เพื่อปรับปรุงระบบปรับอากาศ แสงสว่าง และระบบควบคุมอัจฉริยะ ซึ่งจะลดค่าความเข้มข้นของการใช้พลังงาน (Energy Intensity) ของประเทศ แทนการจัดหาพลังงาน
  • บูรณาการแผนพลังงาน: เชื่อมโยงแผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนผลิตพลังงาน (PDP) แผนน้ำมันและ แผนก๊าซ ให้บูรณาการกันอย่างแท้จริงเพื่อลดความขัดแย้งเชิงนโยบาย เช่น ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายประสิทธิภาพพลังงานและเป้าหมายการปล่อยคาร์บอนสุทธิ (Net Zero) ของประเทศ          
  • ส่งเสริมพลังงานกระจายศูนย์ (Distributed Energy System): สนับสนุนการใช้พลังงานในแต่ละท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ เช่น ส่งเสริม solar rooftop ในครัวเรือนและธุรกิจ ระบบกักเก็บพลังงานระดับผู้ใช้ (Behind-the-meter Battery System) และไมโครกริด (Microgrid) ในพื้นที่สำคัญ เพื่อช่วยลดภาระของระบบไฟฟ้าส่วนกลาง และลดการพึ่งพาการนำเข้าLNG  ลดความต้องการไฟฟ้าช่วงพีกและเพิ่มความยืดหยุ่น (Resilience) ของระบบไฟฟ้า  
  • เปิดเสรีและปฏิรูปตลาดไฟฟ้า (Market Reform): เปิดให้เอกชนสามารถผลิตและจำหน่ายไฟฟ้ากันได้โดยตรงผ่านการเข้าถึงระบบสายส่ง (Third Party Access) เพื่อลดต้นทุนระบบโดยรวม ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าไปสู่ระบบสมาร์ทกริด (Smart Grid)  
  • ปฏิรูปโครงสร้างโรงกลั่น: สนับสนุนการแข่งขันในธุรกิจโรงกลั่นเพื่อลดการผูกขาด เพื่อให้เกิดการแข่งขันด้านราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง ทำให้ไม่ต้องใช้ราคาที่อ้างอิงตลาดสิงคโปร์ต่อไปในอนาคต
  • สร้างคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve: SPR): สร้างคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ หรือเพิ่มระดับการสำรองน้ำมันตามกฎหมายของผู้ค้าน้ำมัน โดยถือเป็นต้นทุนในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในโลกที่มีความเปราะบางทางภูมิรัฐศาสตร์
  • แสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน: เจรจากับประเทศเพื่อนบ้านในการแสวงหาประโยชน์จากแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติร่วมกัน โดยเริ่มจากการลดความขัดแย้งที่เกิดจากการกระตุ้นลัทธิชาตินิยม  
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน
ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการนโยบายพลังงาน

การปฏิรูปภาคขนส่งและมาตรฐานยานยนต์

  • อัพเกรดรถบรรทุกสู่มาตรฐาน Euro 5–6: ลดภาษีนำเข้ารถบรรทุกทั้งคันเหลือ 24% และชิ้นส่วนเหลือ 20% เพื่อจูงใจให้เปลี่ยนรถบรรทุกเก่าที่มีอายุกว่า 20 ปีเกือบ 5 แสนคันไปสู่รถใหม่ที่ประหยัดพลังงาน โดยน่าจะประหยัดได้ถึง 6,363 ลิตร หรือเกือบ 2 แสนบาทต่อคันต่อปี
  • อุดหนุนการปรับเปลี่ยนรถโดยสาร: สนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำร้อยละ 2 ต่อปี (จากเดิมร้อยละ 5) โดยให้วงเงินสูงสุด 20 ล้านบาทต่อราย แก่ผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะมาแล้วอย่างน้อย 2 ปี เพื่อให้ผู้ประกอบการเปลี่ยนรถโดยสารกว่า 5,473 คันที่จะหมดอายุภายในปี 2572 สู่รถใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันวงเงินสินเชื่อเต็มวงเงินทดแทนการใช้หลักทรัพย์
  • ลดภาษีนำเข้ารถโดยสารไฟฟ้า: ลดอากรขาเข้ารถโดยสารเกิน 10 ที่นั่ง และยกเว้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนแบตเตอรี่สำหรับรถไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศ เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนผ่านสู่รถโดยสารไฟฟ้า  
  • สนับสนุนการขนส่งข้ามโหมด (Intermodal Transport): วางโครงสร้างให้ระบบรางและน้ำ (เรือชายฝั่ง) เป็นแกนหลักของการขนส่งระยะไกล และใช้รถบรรทุกไฟฟ้าเป็นตัวเชื่อมต่อในช่วงต้น-ปลายทาง
  • อุดหนุนค่าไฟฟ้าสำหรับระบบขนส่งสาธารณะ: กำหนดอัตราค่าไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับรถโดยสารและรถบรรทุกไฟฟ้าให้ถูกลง เพื่อสนับสนุนบริการขนส่งสาธารณะที่ลดมลภาวะและลดต้นทุนโลจิสติกส์
ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์
ดร.สุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัยด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์

บทสรุป

ความสำเร็จของประเทศไทยในการเผชิญหน้ากับวิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ควรวัดจากการที่รัฐบาลจะสามารถ “ตรึงราคา” ไว้ได้นานเท่าใด แต่ควรวัดที่ความสามารถในการ “แปลงวิกฤตเป็นโอกาส” ในการปฏิรูประบบพลังงานและภาคขนส่งให้มีความมั่นคง ประสิทธิภาพ และความยั่งยืนที่มากขึ้น ตลอดจนใช้การปฏิรูปดังกล่าวเป็นรากฐานในการสร้างงานใหม่ที่มีรายได้ดีแก่ประชาชนจำนวนมาก  

ความสำเร็จนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลมีวิสัยทัศน์ในการกำหนดนโยบายที่เหมาะสม มีสายตาที่กว้างไกลเกินกว่าการมุ่งแก้ปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า และมีความกล้าหาญที่จะดำเนินการปฏิรูปที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน แม้อาจจะขัดกับความต้องการของกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม