กรมส่งเสริมวัฒนธรรม รับสมัครที่ปรึกษาวัฒนธรรม รุ่น 2 สู่บทบาท “ผู้ออกแบบอนาคตเมือง”

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม รับสมัครที่ปรึกษาวัฒนธรรม รุ่น 2 สู่บทบาท “ผู้ออกแบบอนาคตเมือง”

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม รับสมัครที่ปรึกษาวัฒนธรรม รุ่น 2 สู่บทบาท “ผู้ออกแบบอนาคตเมือง”

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.33 น.

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม เดินหน้าขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านการเปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมหลักสูตร Thailand Culture for SDGs Coach (CSC-2030) รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนากลไก “ที่ปรึกษาวัฒนธรรม” ระดับประเทศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมืองด้วยมิติวัฒนธรรมอย่างเป็นระบบ โดยโครงการมุ่งเน้นการเชื่อมโยง “ทุนทางวัฒนธรรม” เข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ พร้อมยกระดับศักยภาพบุคลากรให้สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงนโยบาย แผนงาน และเครือข่ายความร่วมมือ ทั้งในระดับพื้นที่และระดับประเทศ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และกรอบแนวคิด Culture 2030 ของ UNESCO

หลักสูตรดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นการเรียนรู้เชิงลึกที่ผสมผสานทั้งองค์ความรู้และการประยุกต์ใช้จริงในบริบทของพื้นที่ โดยผู้เข้าร่วมจะได้พัฒนาทักษะด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ (Strategic Thinking) การวิเคราะห์ศักยภาพของเมือง การออกแบบแผนพัฒนา และการสื่อสารเพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อดึงดูดโอกาสและการสนับสนุนเข้าสู่พื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับการรับสมัครในรุ่นที่ 2 เปิดรับถึงวันที่ 22 เมษายน 2569 นี้ โดยมีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัดผ่านกระบวนการพิจารณาคุณสมบัติและการสัมภาษณ์ เพื่อเฟ้นหาบุคลากรที่มีศักยภาพเข้าร่วมหลักสูตร ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 และ 28–30 พฤษภาคม 2569 ณ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับทั้งองค์ความรู้ด้าน Culture × Sustainability ทักษะการเป็นโค้ชและที่ปรึกษาเมือง รวมถึงโอกาสในการทำงานร่วมกับพื้นที่จริง พร้อมได้รับ ใบรับรองการเป็นที่ปรึกษาวัฒนธรรมระดับประเทศ และเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ เครือข่ายที่ปรึกษาเมืองระดับชาติและนานาชาติ ซึ่งสามารถต่อยอดสู่โอกาสในการทำงาน การพัฒนาโครงการ และการเข้าถึงแหล่งทุนในอนาคต

“คิดถึงวันนี้ยังสนุกอยู่เลยครับ ได้ความรู้ ได้เพื่อนที่แชร์ passion และแรงบันดาลในการขับเคลื่อนเมืองด้วยคุณค่าวัฒนธรรมพื้นถิ่น ได้คิดเรื่องนวัตกรรมวัฒนธรรมเพื่อโลกอนาคตและคนรุ่นใหม่ที่จะภูมิใจในรากเหง้าตัวเอง” จิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา ผู้ก่อตั้ง บริษัท จิรทักษ์ จำกัด และ วิลล่าเสนีวงศ์ พื้นที่เชิงสุนทรียะ ธนบุรี หนึ่งในโค้ชรุ่นที่ 1 กล่าวถึงความประทับใจจากการเข้าร่วมโครงการ

ขณะที่ ปรมา ทิพย์ธนทรัพย์  ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเทรนด์และคอนเซ็ปต์แห่งอนาคต บารามีซี่แล็บ อีกหนึ่งผู้สำเร็จหลักสูตรรุ่นที่ 1 ได้สะท้อนมุมมองว่า “CSC-2030 คือพลังตัวคูณ ที่ช่วยขยายศักยภาพของโค้ชทุกคนให้เพิ่มขึ้นสิบเท่า และโค้ชรุ่นที่ 1 ของเราก็จะเป็นพลังตัวคูณ ที่ทำให้เมืองที่พร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนด้วยวัฒนธรรม เติบโตได้อีกสิบเท่าเช่นกัน”

ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็น นักการตลาด นักสร้างสรรค์ นักศึกษา หรือผู้ที่ต้องการมีบทบาทในการขับเคลื่อนการพัฒนาเมือง สมัครเข้าร่วมหลักสูตร Thailand Culture for SDGs Coach รุ่นที่ 2 เพื่อก้าวสู่การเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญในการออกแบบอนาคตของเมืองไทย

ผู้สนใจสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 22 เมษายน 2569 ที่ >> https://forms.gle/G1YGBi72AGWSGLs79 หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Thai Culture for SDGs

‘ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด’ รุ่น 17 มอบข้าวสารสนับสนุนนักเรียนดอนบอสโก เติมเต็มโภชนาการ เสริมโอกาสการเรียนรู้

'ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด' รุ่น 17 มอบข้าวสารสนับสนุนนักเรียนดอนบอสโก เติมเต็มโภชนาการ เสริมโอกาสการเรียนรู้

‘ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด’ รุ่น 17 มอบข้าวสารสนับสนุนนักเรียนดอนบอสโก เติมเต็มโภชนาการ เสริมโอกาสการเรียนรู้

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.13 น.

การเข้าถึงโภชนาการที่เพียงพอและเหมาะสม ถือเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างพัฒนาการและศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในวัยเรียน ซึ่งต้องใช้ทั้งพลังงานทางร่างกายและสมาธิในการศึกษาและพัฒนาทักษะในแต่ละช่วงวัย อย่างไรก็ตาม เยาวชนจำนวนไม่น้อยยังคงเผชิญข้อจำกัดด้านฐานะความเป็นอยู่ ส่งผลให้สถานศึกษาจำเป็นต้องมีบทบาทในการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้เรียนควบคู่ไปกับการจัดการศึกษา

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินงานของวิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กรุงเทพฯ สถานศึกษาอาชีวะเอกชนการกุศลที่ก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2489 โดยคณะนักบวชซาเลเซียน ซึ่งมุ่งเน้นการเปิดโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชน โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาส ให้สามารถเข้าศึกษาในระดับอาชีวศึกษาโดยไม่เสียค่าเล่าเรียน ควบคู่กับการพัฒนาทักษะวิชาชีพและการปลูกฝังคุณธรรม

ปัจจุบัน วิทยาลัยดูแลนักเรียนและนักศึกษาจำนวนมาก ทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) รวมถึงนักเรียนประจำจากต่างจังหวัด ซึ่งส่วนหนึ่งยังคงมีข้อจำกัดด้านฐานะ ทำให้การสนับสนุนด้านโภชนาการเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญที่ไม่อาจมองข้าม โดยในแต่ละปีการศึกษา วิทยาลัยมีความจำเป็นต้องใช้ข้าวสารมากกว่า 21,528 กิโลกรัม เพื่อจัดเตรียมอาหารให้เพียงพอสำหรับนักเรียนทุกคนอย่างทั่วถึง

จากความจำเป็นดังกล่าว ภาคสังคมจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการร่วมสนับสนุน โดยเฉพาะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนอย่างยั่งยืน ล่าสุด ชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด รุ่น 17 ได้ตอกย้ำบทบาทองค์กรจิตอาสาที่ขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง ด้วยการดำเนินโครงการ “มอบข้าวสารสำหรับนักเรียน” ผ่านการบริจาคเงินให้แก่วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กรุงเทพฯ เพื่อนำไปจัดซื้อข้าวสารสำหรับใช้ในการประกอบอาหารให้กับนักเรียน โดยมี นางศรินทร เมธีวัชรานนท์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ วีวี แชร์ เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย

การดำเนินโครงการในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของชมรมฯ ในการส่งต่อความห่วงใยสู่สังคม แต่ยังเป็นการสนับสนุนที่ตอบโจทย์ความจำเป็นของสถานศึกษาได้อย่างตรงจุด ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหาร และเสริมสร้างความมั่นคงทางโภชนาการให้กับนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางวรรณี ลีลาเวชบุตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิโอ ทาร์เก็ต จำกัด ในฐานะ ประธานชมรมผู้สูงวัยสุขภาพดี จุฬาฯ-กาชาด รุ่น 17 กล่าวว่า “สมาชิกในชมรมของเรามุ่งมั่นในการทำกิจกรรมที่สร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคมอย่างต่อเนื่อง การสนับสนุนในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจในการมีส่วนร่วมยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชน และสร้างโอกาสทางการศึกษาให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน”

การสนับสนุนในครั้งนี้จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของพลังความร่วมมือระหว่างภาคประชาชนและสถานศึกษา ที่ร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเยาวชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังต้องการการสนับสนุนด้านปัจจัยพื้นฐาน

วิทยาลัยเทคโนโลยีดอนบอสโก กรุงเทพฯ ยังคงเดินหน้าภารกิจในการเป็นสถานศึกษาที่เปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนฟรีในระดับอาชีวศึกษา พร้อมพัฒนาทักษะวิชาชีพที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ควบคู่กับการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้เรียนในทุกมิติ

ความร่วมมือในลักษณะนี้ไม่เพียงช่วยเติมเต็มโอกาสให้กับเยาวชน แต่ยังสะท้อนบทบาทขององค์กรภาคสังคมในการเป็นพลังสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศต่อไปในอนาคต

กรุงเทพประกันภัยส่งเสริมความปลอดภัยให้กับนักเรียน จัดอบรมให้ความรู้การป้องกันอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

กรุงเทพประกันภัยส่งเสริมความปลอดภัยให้กับนักเรียน  จัดอบรมให้ความรู้การป้องกันอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

กรุงเทพประกันภัยส่งเสริมความปลอดภัยให้กับนักเรียน จัดอบรมให้ความรู้การป้องกันอุบัติเหตุอย่างต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.09 น.

บริษัท กรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) เห็นถึงความสำคัญในการส่งเสริมทักษะความรู้ด้านความปลอดภัยให้แก่เยาวชน จึงได้จัดกิจกรรมการอบรมลดการเกิดอุบัติเหตุและยกระดับความปลอดภัยในโรงเรียน โดยมีคณะผู้บริหารของบริษัทฯ พร้อมด้วยพนักงานจิตอาสาบรรเทาภัย (Emergency Response Team: ERT) และผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยร่วมอบรมให้ความรู้การป้องกันและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ ตลอดจนการเสริมสร้างความปลอดภัยในโรงเรียนอย่างเหมาะสมให้แก่คณะครูและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ณ โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) และโรงเรียนอัสสัมชัญ เมื่อๆ เร็วนี้

ภายในกิจกรรมดังกล่าว พนักงานจิตอาสาและผู้เชี่ยวชาญได้แนะนำความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย ลักษณะและสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ รวมถึงวิธีการป้องกันอุบัติเหตุในโรงเรียนเบื้องต้นเพื่อให้คณะครูและน้องๆ นักเรียนได้ร่วมฝึกปฏิบัติป้องกันเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุ การดูแลตนเองอย่างถูกวิธี และยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัยให้แก่โรงเรียนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 จนถึงปัจจุบัน

UNHCR จับมือ HiSoParty จัดงานจิบน้ำชาการกุศล เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

UNHCR จับมือ HiSoParty จัดงานจิบน้ำชาการกุศล  เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

UNHCR จับมือ HiSoParty จัดงานจิบน้ำชาการกุศล เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.00 น.

เมื่อนิยามของความสำเร็จไม่ได้วัดกันที่ตัวเลข แต่คือการหยิบยื่นโอกาสและสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) จึงร่วมกับ HiSoParty สานต่อโครงการ “กองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก (Leading Women Fund)” เป็นปีที่ 5 ผ่านงานน้ำชาการกุศลสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เนื่องในเดือนแห่งวันสตรีสากล พร้อมเชิญชวนเครือข่ายผู้หญิงแถวหน้าของเมืองไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก

ตลอดระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมา กองทุนฯ ได้สร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการมอบความช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้ลี้ภัยกว่า 344 คน จาก 86 ครอบครัว และเมื่อรวมกับเงินสนับสนุนจากทั่วโลก UNHCR สามารถส่งต่อโอกาสและความหวังให้ผู้ลี้ภัยหญิงกว่า 4 ล้านคน ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ ยูเครน เลบานอน จอร์แดน มอลโดวา และพื้นที่วิกฤตต่าง ๆ

ไฮไลต์พิเศษสำหรับปีนี้ ได้รับเกียรติบรรยายพิเศษจาก อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ ในหัวข้อ “การทอผ้า สัญลักษณ์แห่งมรดกทางวัฒนธรรม ความเข้มแข็ง และความหวัง จากประวัติศาสตร์ไทยสู่ ผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก” และร่วมประมูลผ้าจากหลากหลายประเทศอันทรงคุณค่า จากอาจารย์เผ่าทอง, เสื้อแจ็กเก็ตสุดรักจาก ก้อง สหรัถ สังคปรีชา ผู้สนับสนุนที่มีชื่อเสียงของ UNHCR และกระเป๋า Judith Leiber จาก Beauty Gems รายได้ทั้งหมดไม่หักค่าใช้จ่ายนำไปช่วยเหลือผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก                                           

งานนี้ ได้รับเกียรติจาก ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ร่วมงาน พร้อมสมาชิกกิตติมศักดิ์กองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก อาทิ ปรียามล ธนวิสุทธิ์, ดร.แคทลีน มาลีนนท์, ดร.ดาริณ พันธุศักดิ์,  อรวรรณ คราประยูร, พรทิพย์ เศรษฐีวรรณ, สุภาภรณ์ ถวิลเติมทรัพย์, สิริญญา เหล่าจินดา, สุณี  หวังวณิชกุล, อนันดา  หวังวณิชกุล, วาณา ธารีรัตนาวิบูลย์, พงศภัค ธารีรัตนาวิบูลย์ และอีกหลายท่านที่มาร่วมเป็นกระบอกเสียงและพลังสำคัญในการขับเคลื่อนกองทุนฯ โดยมี อรุณี อัชชะกุลวิสุทธิ์ จาก UNHCR ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ณ ร้านอาหารบ้านสุริยาศัย One Bangkok

“Leading Women Fund” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมการกุศล แต่ยังเป็นเวทีแห่งแรงบันดาลใจ ที่สะท้อนบทบาทของผู้หญิงยุคใหม่ซึ่งงดงามทั้งภายนอกและภายใน พร้อมยืนหยัดเคียงข้างผู้หญิงทั่วโลกที่กำลังเผชิญความท้าทาย และร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน

สำหรับผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนเพื่อผู้ลี้ภัยหญิงทั่วโลก สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร (แอน) ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชนและองค์กร UNHCR ประเทศไทย โทร 063-270-9334

ชมความน่ารัก ‘โกโก้’เจ้าของฉายา’หน้าโหดโหมดคิตตี้’น้องหมาสุดหวงของ ‘โก๊ะตี๋ อารามบอย’

ชมความน่ารัก 'โกโก้'เจ้าของฉายา'หน้าโหดโหมดคิตตี้'น้องหมาสุดหวงของ 'โก๊ะตี๋ อารามบอย'

ชมความน่ารัก ‘โกโก้’เจ้าของฉายา’หน้าโหดโหมดคิตตี้’น้องหมาสุดหวงของ ‘โก๊ะตี๋ อารามบอย’

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.00 น.

ว่ากันว่า น้องหมาพันธุ์ พิทบลู เป็นน้องหมาพันธุ์ที่ดุมาก ดุซะจนบางคนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่สำหรับ “เจ้าโกโก้” น้องหมาสุดรัก สุดหวงของนักแสดงตลกระดับประเทศอย่าง โก๊ะตี๋ อารามบอย กลับเชื่องจนได้รับฉายาว่า “หน้าโหดโหมดคิตตี้” ที่เราเชื่อว่าถ้าใครได้ชมรายการ “PET Planet รักนี้มีหาง” ในวันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2569 เวลา 16.00น. ทางช่อง 3HD รับรองได้เลยว่าจะเปลี่ยนภาพน้องหมาพันธุ์ พิทบลู ไปแบบสิ้นเชิง!!!

สามพิธีกรสุดคิวบ์ เอ ไชยา, เอ๋ ดาเรศ และ น้องแป้ง ศรัณฉัตร จะพาแฟนๆ รายการไปชมการเลี้ยงน้องหมาพันธุ์พิทบลู ชื่อ “เจ้าโกโก้” แว่วมาว่า เจ้าโก้ ไม่ดุกับคน แต่ดุกับสัตว์ แถมกลัวความสูงด้วยวีรกรรมเด็ดๆเจ้าโก้ ทำเอา 3 พิธีกรถึงกับฮาในความน่ารัก นอกจากนี้ 3 พิธีกรยังจะพาไปชม “การทำแคนตัส” และเจาะลึกเรื่องราว “ความรัก” แบบ Exclusive ของตลกหนุ่มอารมณ์ดี “โก๊ะตี๋” ที่แฟนๆ รายการต้องไม่พลาด!!! 

ติดตามชมความน่ารักของ “เจ้าโกโก้” ได้ในรายการ “PET Planet รักนี้มีทาง” วันอาทิตย์ที่ 19เมษายน 2569 เวลา 16.00 น. ทางช่อง 3HD กด 33 และติดตามชมได้ทาง youtube : Pet Planet รักนี้มีหาง , IG: petplanetonline.th , Facebook: Pet Planet รักนี้มีหาง , TikTok: รักนี้มีหาง แอป : ch3plus.com

ห้ามพลาด!!! แฟนๆ รายการสามารถร่วมสนุก โดยส่ง “คลิปลูกรัก” ลุ้นขึ้นจอช่วง “แจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง” กันได้  เพียงกด Follow Subscribe ช่องทาง Social Media ของรายการในทุกช่องทาง แล้วโพสต์คลิปน้อง ๆ ลงโซเชียลตัวเอง ติดแฮชแท็ก #แจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง  พร้อมตั้งค่าเป็นสาธารณะ เพียงแค่นี้ก็สามารถลุ้นแจ้งเกิดซุปตาร์มีหาง ในรายการ “PET Planet รักนี้มีหาง” พร้อมรับของที่ระลึกกันได้ทุกสัปดาห์

วงการเพลงสะเทือน สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น โพสต์ฟาดเดือด พวกคุณมันก็แค่หาเงินจากเด็ก

วงการเพลงสะเทือน สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น โพสต์ฟาดเดือด พวกคุณมันก็แค่หาเงินจากเด็ก

วงการเพลงสะเทือน สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น โพสต์ฟาดเดือด พวกคุณมันก็แค่หาเงินจากเด็ก

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.42 น.

วานนี้ 17 เมษายน 2569 สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น หรือ สไปร์ท ศุกลวัฒน์ พวงสมบัติ แร็ปเปอร์หนุ่มน้อยสู้ชีวิตเจ้าของฉายา แร็ปเปอร์รองเท้าแตะ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวแบบดุเดือด ทำเอาชาวเน็ตสะดุ้งกันทั้งไทม์ไลน์ จนกลายเป็นประเด็นร้อนแรงบนโลกโซเชียล โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ถ้าผมโกงคุณผมก็รวยสิครับ มีพระธรรมในใจเหมือนที่สอนผมสิ นี่ตัวเองรวยเอาๆ เเละยังมาทำเหมือนกับว่าถูกกระทำ พวกคุณมันก็เเค่หาเงินจากเด็ก เอาเงินจากเด็ก ให้เด็กทำงาน ตลอด 5 ปีมานี้ผมทำไรบ้าง ผมมอบความรัก ดูแลพวกคุณชีวิตผมก็ให้คุณได้ คุณมันมองผมเเค่สินค้าชิ้นนึง ชีวิตผมครอบครัวผมพัง ผมเสียอะไรไปเยอะ เดินร้องไห้ริมถนน มันเศร้ากว่าร้องไห้ในบ้านราคาหลายสิบล้านที่คุณอยู่ หลายเท่านะ #ชีวิตไม่เเน่นอน #hustle”

สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น

หลังโพสต์ของ สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น เผยแพร่ออกไป มีคนกดถูกใจมากกว่า 8,000 ครั้ง และแชร์ออกไปมากกว่า 500 ครั้ง ภายในเวลาอันรวดเร็ว ขณะที่เหล่าแฟนคลับและชาวเน็ตต่างหลั่งไหลเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจกันอย่างล้นหลาม เช่น

“แล้วซักวันอะไรดีๆมันจะคืนกลับไปหานายเว้ยพ่อหนุ่ม”

“เราเป็นคนคิดดีทำดี อดทนนะน้องชาย รักเสมอครับ”

“รู้กัญดีอยู่ หากินกับเด็ก 40%60%80% ทำแบบนี้ กัญเยอะอยุ่ที่คนดีและไม่ดีน้องชาย คนทำแบบไหนได้แบบนั้นพี่อยู่ข้างน้องชายเสมอ ลุย KKC”

“เข้าใจคำว่า หากินกับเด็ก… สู้ๆไอ้น้องชาย”

“เป็นกำลังให้เสมอครับลูกชาย”

“สู้ๆ น้องชาย คนทำดี อยู่ที่ไหนก็มีแต่คนรักครับ”

“ทำนาบนหลังคนมีทุกยุคจริง รักน้องนะครับเป็นกำลังใจให้ครับ

“เคยบอกแล้วเคยเตือนแล้ว ไฮเทคเป็นยังไง แต่เอาเหอะผ่านมาแล้ว ก็ผ่านไปนะน้อง สู้ๆนะไปร์ ขยันไม่มีวันอดน้องชาย”

“สู้จะพี่ว่าน้องเก่งแล้วมาถึงจุดนี้ได้ใช้ว่าใครจะเดินมาถึงจุดนี้ได้ด้วยอายุแค่นี้ผ่านอะไรมาเยอะกว่าพวกมีอายุอีกสู้ๆต่อไปยังเหลือพลังอีกเยอะสู้ๆจ้า”

“กอดๆและให้กำลังใจนะครับน้องชาย พี่ติดตามน้องตั้งแต่ super10 ความสามรถน้องมี เยอะ เอาออกมาใช้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาพวกนั้น ดีกว่าครับ สู้ๆนะน้องชาย”

สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น
สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น
สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น

สำหรับ สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น หรือ สไปร์ท ศุกลวัฒน์ พวงสมบัติ คือแร็ปเปอร์หนุ่มน้อยจาก จ.ฉะเชิงเทรา ที่แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวจากรายการ Super 10 Season 2 ทางช่อง Workpoint เมื่อปี 2561 จนได้รับฉายาว่า แร็ปเปอร์รองเท้าแตะ ด้วยสไตล์การร้องลูกทุ่งผสมแร็ปที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนก้าวสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพที่มีผลงานเพลงฮิตระดับร้อยล้านวิวในปัจจุบัน

สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น
สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก สไปร์ท ซุปเปอร์เท็น

244 ปีกรุงรัตนโกสินทร์

244 ปีกรุงรัตนโกสินทร์

244 ปีกรุงรัตนโกสินทร์

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในวันอังคารที่ 21 เมษายน ที่จะถึงนี้  เป็นวันที่ “กรุงเทพมหานคร” หรือ “กรุงรัตนโกสินทร์ จะมีอายุครบ 244 ปี “แนวหน้า” ขอประมวลเรื่องราวและสถานที่ที่เกี่ยวกันกับเหตุการณ์แรกสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ มาให้ทราบกัน ดังต่อไปนี้


1.ปราบดาภิเษก ณ กรุงธนบุรี
ภายหลังยุติเหตุวุ่นวายภายในกรุงธธนบุรีจนสงบราบคาบลงแล้ว มุขอำมาตย์ราชมนตรีและราษฎรพร้อมใจอัญเชิญสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) ขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ.2325 จึงได้มีพิธี “ปราบดาภิเษก” ขึ้น ณ กรุงธนบุรี ซึ่งปัจจุบันคือ “พระราชวังเดิม” ภายในกองบัญชาการกองทัพเรือ หลังป้องวิชัยประสิทธิ์ ปากคลองบางกอกใหญ่หรือคลองบางหลวง นั่นเอง


2. สถาปนา “กรุงรัตนโกสินทร์”  
หลังจากได้ทรงปราบดาภิเษกเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ย้ายเมืองหลวงจากกรุงธนบุรี ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา  มายังฝั่งตะวันออก เพื่อสถาปนาเป็นเมืองหลวงใหม่ โดยประเพณีโบราณ  การสร้างเมืองสำคัญจำเป็นต้องมีการยกหลักเมืองขึ้นเป็นมิ่งเมืองและเป็นขวัญเมืองสืบไป

ดังนั้น ในวันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ.2325 พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธี “ยกเสาหลักเมือง” ขึ้น โดยใช้ไม้ชัยพฤกษ์ทำเป็นเสาหลักเมือง ประกบด้านนอกด้วยไม้แก่นจันทน์ มีเม็ดยอดรูปบัวตูมสวมลงบนเสาหลัก ลงรักปิดทอง  ภายในมีช่องสำหรับบรรจุดวงชะตาเมือง  และถือเอาวันที่ 21 เมษายน เป็นวันสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์  ส่วนวันที่ 6 เมษายน วันปราบดาภิเษก ถือเป็น “วันจักรี” คือ วันเริ่มต้นของราชวงศ์จักรี นั่นเอง


3. เสาหลักเมือง ทำไมมี 2 ต้น

ผู้ที่ได้มีโอกาสไปกราบสักการะศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร มาแล้ว  คงจะเห็นว่า มีเสาหลักเมืองภายในศาลอยู่ 2 เสาด้วยกัน ซึ่งก็อาจทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า เหตุใดเสาหลักเมืองกรุงเทพฯ จึงมีถึง 2 เสาเช่นนี้?

สาเหตุที่เสาหลักเมืองกรุงเทพฯ มี 2 เสานั้น  เกิดขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ในปี พ.ศ. 2379 เมื่อพระองค์ทรงตรวจดวงพระชะตาของพระองค์เอง พบว่าเป็นอริแก่ลัคนาดวงเมือง จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่อีก 1 ต้น เพื่อเป็นการแก้เคล็ด พร้อมบรรจุดวงชะตาเมืองขึ้นมาใหม่

ในครั้งนั้น ได้มีการขุดเสาหลักเมืองเดิม และจัดสร้างเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ทดแทนของเดิมที่ชำรุด เป็นแกนไม้สัก ประกอบด้านนอกด้วยไม้ชัยพฤกษ์ 6 แผ่น สูง 108 นิ้ว ฐานเป็นแท่นกว้าง 70 นิ้ว บรรจุดวงเมืองในยอดเม็ดทรงมัณฑ์ที่มีความสูงกว่า 5 เมตร พร้อมกับอัญเชิญหลักเมืองเดิม และหลักเมืองใหม่ ประดิษฐานอยู่ใกล้กันในอาคารศาลหลักเมืองที่มียอดปรางค์ ก่ออิฐฉาบปูนขาวที่ได้แบบอย่างจากศาลหลักเมืองอยุธยา

ต่อมาใน พ.ศ.2525 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จพระราชดำเนิน ณ ศาลหลักเมือง ในพระราชพิธีสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เพื่อเป็นสิริมงคลแก่มหานครตามโบราณราชประเพณี และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมืองให้มีความงดงามบริบูรณ์สมกับเป็นที่สถิตแห่งองค์พระหลักเมือง และให้เชิญเสาหลักเมืองต้นเดิมไปประดิษฐานไว้คู่กับเสาหลักเมืองต้นปัจจุบัน เมื่อบูรณปฏิสังขรณ์แล้วเสร็จสมบูรณ์ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ เสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีสมโภชพระหลักเมือง ณ วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม 2529

ในการนี้ คณะกรรมการดำเนินการปรับปรุงศาลหลักเมือง ได้กราบบังคมทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงพระราชอิสริยยศเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์การดำเนินงานปรับปรุงศาลหลักเมืองรวมทั้งได้สร้างศาลเทพารักษ์เพื่อเป็นที่สถิตแห่งเทพารักษ์ทั้ง 5 ได้แก่ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าเจตคุปต์ และเจ้าหอกลอง และอาคารหอพระพุทธรูปขึ้นอีกด้วย

4. ชื่อเมืองหลวงที่ยาวที่สุดในโลก
ภายหลังจากจัดพิธียกเสาหลักเมืองขึ้นในวันที่ 21 เมษายน 2325  พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้พระราชทานนามพระนครใหม่ว่า “กรุงเทพมหานคร บวรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบูรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยวิษณุกรรมประสิทธิ์ เป็นชื่อเมืองที่ยาวที่สุดในโลก มีความหมายว่า “พระนครอันกว้างใหญ่ดุจเทพนคร อันเป็นที่สถิตของพระแก้วมรกต เป็นนครที่ไม่มีใครสามารถรบชนะ มีความงามอันมั่นคงและเจริญยิ่ง เป็นเมืองหลวงที่บริบูรณ์ด้วยแก้ว 9 ประการ น่ารื่นรมย์ยิ่ง มีพระราชนิเวศน์ใหญ่โตมากมาย เป็นวิมานเทพที่ประทับของพระราชาผู้อวตารลงมา ซึ่งท้าวสักกเทวราชพระราชทานให้พระวิษณุกรรมลงมาเนรมิตไว้”

ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้ทรงเปลี่ยนจาก “…บวรรัตนโกสินทร์…” เป็น “…อมรรัตนโกสินทร์…” และเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ.2514  รัฐบาลในขณะนั้นได้รวม จังหวัดพระนครกับจังหวัดธนบุรี เข้าด้วยกันเป็น นครหลวงกรุงเทพธนบุรี และในปี พ.ศ.2515 ได้เปลี่ยนเป็นชื่อเป็น “กรุงเทพมหานคร”

5. ศาลเทพารักษ์ ในศาลหลักเมือง
ภายใน ศาลหลักเมือง กรุงเทพมหานคร นอกจากประดิษฐานหลักเมืองแล้ว ยังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่คู่กันมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช คือ เทพารักษ์ 5 องค์ ได้แก่ พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง พระกาฬไชยศรี เจ้าพ่อหอกลอง และเจ้าพ่อเจตคุปต์

พระเสื้อเมือง รูปเทพารักษ์หล่อด้วยสำริดปิดทอง ประทับยืนบนฐานสิงห์ พระหัตถ์ซ้ายทรงคทาวุธ พระหัตถ์ขวา ยกชูขึ้นทรงจักราวุธ “พระเสื้อเมือง” เป็นเทพารักษ์คุ้มครองป้องกันภัยทั้งทางบกและทางน้ำ คุมไพร่พลรักษาบ้านเมืองให้ร่มเย็นเป็นสุข ปราศจากอริราชศัตรูมารุกราน
พระทรงเมือง รูปเทพารักษ์หล่อด้วยสำริดปิดทอง ประทับยืนบนฐานปัทม์ พระหัตถ์ซ้ายทรงพระขรรค์ พระหัตถ์ ขวายกชูขึ้นทรงสังข์ “พระทรงเมือง” เป็นเทพารักษ์มีหน้าที่ปกป้องดูแลทุกข์สุขของประชาชนทั้งแผ่นดิน และดูแลความผาสุกของประเทศ

พระกาฬไชยศรี รูปเทพารักษ์สี่กรหล่อด้วยสำริดปิดทอง ประทับบนหลังนกแสก ซึ่งอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมปิดทอง พระหัตถ์ซ้ายบนยกชูทรงเชือกบาศสำหรับคล้องมัดปราณของมนุษย์ผู้ถึงฆาต พระหัตถ์ซ้ายล่างยกเสมอพระนาภี พระหัตถ์ขวาบนยกชูทรงชวาลา พระหัตถ์ขวาล่างทรงพระขรรค์ “พระกาฬไชยศรี” เป็นเทพารักษ์ที่เป็นบริวารพระยม มีหน้าที่ป้องกันมิให้ผู้ใดทำความชั่ว รวมทั้งสอดส่องดูแลบุคคลอันธพาลในยามค่ำคืน ด้วยการขี่นกแสกออกตรวจตรา และเมื่อบุคคลใดถึงฆาตก็นำตัวไปให้พระยมชําระความ ถ้าทำความดีก็ส่งขึ้น สวรรค์ ทำความชั่วก็ส่งลงนรก

เจ้าพ่อหอกลอง รูปเทพารักษ์หล่อด้วยสำริดปิดทอง ประทับยืนบนแท่นแปดเหลี่ยม พระหัตถ์ทั้งสองยกเสมอระดับพระอุระ พระหัตถ์ขวาทรงดอกบัว พระหัตถ์ซ้ายทรงเขาสัตว์ สำหรับใช้เป่าเป็นสัญญาณเรียกประชุมไพร่พลให้มาเข้าประจำ หน้าที่ตามธรรมเนียมปฏิบัติกันในสมัยโบราณ “เจ้าพ่อหอกลอง” เป็นเทพารักษ์ที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแผ่นดิน แล้วรายงานเหตุร้ายที่เกิดขึ้นให้พระเสื้อเมืองซึ่งมีหน้าที่ดูแลความเป็นไปต่างๆ ในเมืองให้รับทราบเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

เจ้าพ่อเจตคุปต์ รูปเทพารักษ์จำหลักด้วยไม้ปิดทองทั้งองค์ ประทับยืนบนแท่น พระหัตถ์ทั้งสองยกเสมอระดับพระอุระ พระหัตถ์ขวาถือเหล็กจาร พระหัตถ์ซ้ายถือใบลานอัครสันธานาสำหรับจดความชั่วร้ายของชาวเมืองที่ตายไป “เจ้าพ่อเจตคุปต์” เป็นเทพารักษ์ที่เป็นบริวารพระยม มีหน้าที่จดบันทึกความชั่วร้ายของมนุษย์ที่ตายไปแล้วนำเสนอต่อพระยม 

ปัจจุบัน เทพารักษ์ 5 องค์นี้ ประดิษฐานอยู่ ณ ศาลเทพารักษ์ ภายในศาลหลักเมืองกรุงเทพฯ ซึ่งเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าสักการะได้


6. พระประจำแผ่นดิน
เมื่อสร้างกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ รัชกาลที่ 1 มีพระราชปณิธานที่จะสร้างให้เป็นกรุงศรีอยุธยาแห่งใหม่ โดยจำลองแบบอย่างหลายอย่างมาไว้ที่กรุงเทพฯ ขาดเพียงพระพุทธรูปที่เปรียบเสมือน “ใจเมือง” แม้โปรดให้อัญเชิญพระพุทธรูปลงมาไว้กรุงเทพฯ หลายองค์ แต่ก็ไม่มีองค์ใดเลย ที่จะมีพระราชศรัทธาในพุทธคุณเทียบเท่า “พระแก้วมรกต” 

“พระแก้วมรกต” จึงประดิษฐานเป็นประธานอยู่ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นศูนย์กลางราชอาณาจักรสยาม และศูนย์กลางแห่งพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันกษัตริย์ ศาสนา และราษฎร

ตำนานเกี่ยวกับพระแก้วมรกต ที่ว่าเป็นพระพุทธรูปที่เทวดาสร้าง มีการอัญเชิญไปยังดินแดนต่างๆ เช่น ประดิษฐานอยู่เมืองลำปางนาน 32 ปี (พ.ศ. 1979-2011), เชียงใหม่ 85 ปี (พ.ศ. 2011-2096), หลวงพระบาง ไม่ถึงปี (พ.ศ. 2096), เวียงจันทน์ 225 ปี (พ.ศ. 2096-2322) กรุงธนบุรี 5 ปี (พ.ศ. 2322-2327) และสุดท้ายประดิษฐานในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตั้งแต่ พ.ศ. 2327 เป็นต้นมา

หลังจากอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพียง 2 เดือน ได้เกิดธรรมเนียมใหม่ขึ้น คือ พ.ศ. 2328 รัชกาลที่ 1 โปรดให้ตั้งพระราชกำหนดใหม่ให้ข้าราชการทั้งปวงต้องเข้าไปกราบนมัสการพระแก้วมรกตก่อน แล้วจึงเข้ารับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัจจาภายหลัง
 

นี่คือเรื่องราวที่เกี่ยวกันกับวาระ 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ที่ “แนวหน้า” นำมาฝากทุกท่าน.

‘บ้านนางรำ’ฟาดดราม่าโดนใจ ทำเรตติงพุ่ง’แอนน่า’ปลื้มกระแสแรง ชวนลุ้นพีคขึ้นทุกตอน

'บ้านนางรำ'ฟาดดราม่าโดนใจ ทำเรตติงพุ่ง'แอนน่า'ปลื้มกระแสแรง ชวนลุ้นพีคขึ้นทุกตอน

‘บ้านนางรำ’ฟาดดราม่าโดนใจ ทำเรตติงพุ่ง’แอนน่า’ปลื้มกระแสแรง ชวนลุ้นพีคขึ้นทุกตอน

วันเสาร์ ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระแสแรงไม่แผ่วสำหรับละครดราม่า “บ้านนางรำ” จากค่ายปภัสรา โปรดักชั่น ของผู้จัดคนเก่ง กบ-ปภัสรา เตชะไพบูลย์ ที่เดินหน้ากวาดใจแฟนละครอย่างต่อเนื่อง ด้วยเนื้อเรื่องสุดเข้มข้นและการแสดงที่เข้าถึงอารมณ์ของทีมนักแสดง นำโดย ภูมิ-เกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์, แอนน่า กลึคส์, แพม-สุชานุช ศุภธรรมวงศ์, บิ๊กเอ็ม-สุเมธา รอยสี และ อีฟ-กัญณัฐสินี ทรัพย์มี ร่วมด้วยนักแสดงอีกคับคั่ง ที่ร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวได้อย่างน่าติดตาม จนล่าสุดโกยเรตติงกลุ่มผู้ชม 15+ ทั่วประเทศไปถึง 3.2 (ข้อมูลวันที่ 16 เมษายน 2569)

 ด้านนางเอกสาว “แอนน่า กลึคส์” เผยความรู้สึกถึงกระแสตอบรับสุดอบอุ่นว่า “แอนน่าอยากขอบคุณแฟนละครทุกคนมาก ๆ นะคะ ตั้งแต่ละครออกอากาศเลย แอนน่าได้รับฟีดแบ็กกลับมาดีมาก ๆ ทั้งแฟนละครที่เข้ามาทักทายกันเวลาแอนน่าไลฟ์ รวมถึงที่เราได้เจอกัน ทุกคนบอกว่าติดตามชมละครบ้านนางรำอยู่ ต่างชมว่าละครสนุก ได้เห็นแอนน่าในคาแรกเตอร์ที่ต่างไปจากที่เราเคยเล่นมา ทั้งบทของ บัว ในพาร์ทอดีต  รวมถึง ดวงอัปสร ในพาร์ทปัจจุบัน ขอบคุณที่ชอบทุกอย่างในละครบ้านนางรำนะคะ วันนี้พอทราบว่าละครทำเรตติงได้ดี แอนน่าก็ยิ่งดีใจค่ะ เพราะเรื่องนี้เป็นความตั้งใจของพวกเราทุกคน ทั้งนักแสดง ทีมงาน โดยเฉพาะพี่กบผู้จัด ที่ตั้งใจทำงานมาก ๆ กระแสตอบรับ และฟีดแบ็กที่ดี จะเป็นกำลังใจให้กับเราทุกคนได้จริง ๆ ค่ะ 

แอนน่าอยากชวนทุกคนนะคะ ให้มาติดตามละครบ้านนางรำกันต่อไปเรื่อย ๆ เพราะสิ่งที่ทุกคนคิดว่าเข้มข้นแล้ว ยังเข้มข้นขึ้นกว่านี้ได้อีกแน่นอน รอติดตามชมไปด้วยกันนะคะ”ติดตามชมละคร “บ้านนางรำ” ได้ทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เวลา 19.00 น. ทาง ช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 และรับชมย้อนหลังบนแอป TrueVisions NOWและติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง Facebook, IG, X, TikTok, YouTube : Ch7HD  

ช่องวัน 31 เอาจริง ร่อนแถลงการณ์ขู่ดำเนินคดีคนบิดเบือนปม หงสาวดี

ช่องวัน 31 เอาจริง ร่อนแถลงการณ์ขู่ดำเนินคดีคนบิดเบือนปม หงสาวดี

ช่องวัน 31 เอาจริง ร่อนแถลงการณ์ขู่ดำเนินคดีคนบิดเบือนปม หงสาวดี

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.38 น.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เมื่อโลกโซเชียลเริ่มตั้งคำถามถึงซีรีส์ฟอร์มยักษ์เรื่องใหม่ หงสาวดี ของทางช่องวัน 31 ว่ามีความคล้ายคลึงหรือเป็นการลอกเลียนแบบผลงานการ์ตูนเรื่องดังอย่าง อโยธยาเอยาวดี หรือไม่ จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างราวกับไฟลามทุ่ง

ซึ่งทางช่องวัน 31 ได้ออกมาเปิดเผยถึงที่มาของโปรเจ็กต์ดังกล่าวไปเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ว่า เป็นการต่อยอดความสำเร็จมาจากซีรีส์ แม่หยัว โดยมอบหมายให้คุณศิริลักษณ์ ศรีสุคนธ์ นักเขียนบทละครชื่อดัง พัฒนาเนื้อหาที่อ้างอิงประวัติศาสตร์สมัยอยุธยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทีมงานเลือกที่จะตีความความสัมพันธ์ระหว่าง พระนเรศวร และ พระมหาอุปราชา ในมุมมองของ Human Drama หรือความเป็นมนุษย์ที่ผูกพันกันมาตั้งแต่ครั้งเยาว์วัยที่พระนเรศวรทรงเป็นเชลยอยู่ที่หงสาวดี ก่อนที่ทั้งคู่จะต้องมาเผชิญหน้ากันในศึกยุทธหัตถีเพื่อแผ่นดิน

หงสาวดี

แต่อย่างไรก็ตาม ในระหว่างขั้นตอนการพัฒนาบท ทีมงานยอมรับว่าได้พบข้อมูลของผลงานการ์ตูนเรื่อง อโยธยาเอยาวดี ซึ่งมีแนวคิดบางส่วนคล้ายคลึงกับข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่ทีมงานกำลังศึกษาอยู่ เพื่อแสดงความโปร่งใสและให้เกียรติผู้สร้างสรรค์งานต้นฉบับ ทางช่องวัน 31 จึงได้มอบหมายให้ผู้เขียนบทติดต่อประสานงานไปยังผู้สร้างการ์ตูนล่วงหน้าเพื่อแจ้งเจตจำนงและหารือเกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ เพื่อป้องกันปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ต่อมาภายหลังจากการเจรจา ทั้งสองฝ่ายได้ข้อสรุปร่วมกันว่าไม่ต้องมีการซื้อขายลิขสิทธิ์ เนื่องจากเนื้อหามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในเชิงลึก โดยในการ์ตูนเป็นการเล่าเรื่องในโลกสมมติคู่ขนานและนำเสนอความสัมพันธ์ในรูปแบบชายรักชาย (BL) ในขณะที่ซีรีส์ หงสาวดี จะอ้างอิงบุคคลจริงตามประวัติศาสตร์ ซึ่งต้องตีความอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมและระมัดระวังความละเอียดอ่อน เมื่อตกลงกันว่าจะไม่ใช้ชื่อและเนื้อหาตามการ์ตูน ทางช่องจึงไม่ได้ซื้อลิขสิทธิ์แต่ได้มอบเงินชดเชยค่าเสียเวลาในการหารือให้แก่ผู้สร้างการ์ตูนเรียบร้อยแล้ว

หงสาวดี

และทางช่องวัน 31 ยืนยันหนักแน่นว่าไม่มีเจตนาที่จะละเมิดหรือเอาเปรียบทรัพย์สินทางปัญญาของใคร และการพูดคุยกับผู้สร้างการ์ตูนจบลงด้วยความเข้าใจอันดี พร้อมที่จะรับฟังทุกเสียงสะท้อนจากผู้ชมเพื่อนำมาพัฒนาผลงานต่อไป แม้ว่าจะมีดราม่าเกิดขึ้นในช่วงแรก แต่ความโปร่งใสในการเข้าหาผู้สร้างผลงานต้นฉบับตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็ทำให้แฟน ๆ บางส่วนเริ่มเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น

หงสาวดี
หงสาวดี

กระทั่งล่าสุดในวันนี้ 17 เมษายน 2569 ทางช่อง one31 ได้ทำการโพสต์แถลงการณ์อย่างเป็นทางการผ่านสื่อออนไลน์อีกครั้ง โดยมีข้อความว่า “ตามที่ได้มีกระแสในสื่อสังคมโซเชียลเกี่ยวกับซีรีส์เรื่อง “หงสาวดี” ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด ขอขอบคุณทุกความคิดเห็นและข้อชี้แนะที่มีต่อกระแสดังกล่าวในทุก ๆ ด้าน โดยบริษัทฯ ยินดีรับฟังและหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อหาทางออกที่ดีให้กับทุกฝ่าย

อย่างไรก็ตาม หากบริษัทฯ พบว่า มีการใช้ข้อความที่ไม่เป็นความจริง หยาบคาย รวมถึงการแสดงความคิดเห็นที่สร้างความเกลียดชัง บิดเบือนข้อเท็จจริง มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบริษัทฯ ทำให้เกิดความเสียหาย บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิพิจารณาที่จะดำเนินการตามกฎหมายเพื่อเป็นการปกป้องสิทธิ์ และชื่อเสียงของบริษัทฯ ต่อไป

จึงเรียนมาเพื่อทราบ บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด 17 เมษายน 2569″

หงสาวดี

ทันทีที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ชาวเน็ตจำนวนมากต่างแห่กันเข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นอย่างล้นหลามกับซีรีส์ หงสาวดี โดยเฉพาะคอมเมนต์ที่เป็นประเด็นเผ็ดร้อนจากการปรากฏตัวของ หมออั้ม หรือ อั้ม อิราวัต อารีกิจ อดีตนักร้องค่าย RS ที่เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้อย่างดุเดือดว่า “ยินดีรับฟังแบบใด 555555+” ซึ่งคำพูดเพียงประโยคเดียวนี้กลับจุดชนวนให้โลกโซเชียลร้อนระอุขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางการถกเถียงของแฟน ๆ ทั้งสองฝ่ายอย่างต่อเนื่อง

 อั้ม อิราวัต
หงสาวดี
หงสาวดี
หงสาวดี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ช่อง one31 

‘S2O’ และ ‘K2O’ พาประเทศไทยสู่แถวหน้าสงกรานต์นานาชาติ ต้อนรับแฟนเพลงกว่า 100,000 คนทั่วโลก

‘S2O’ และ ‘K2O’ พาประเทศไทยสู่แถวหน้าสงกรานต์นานาชาติ ต้อนรับแฟนเพลงกว่า 100,000 คนทั่วโลก

‘S2O’ และ ‘K2O’ พาประเทศไทยสู่แถวหน้าสงกรานต์นานาชาติ ต้อนรับแฟนเพลงกว่า 100,000 คนทั่วโลก

วันศุกร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.06 น.

Singha Life presents S2O Songkran Music Festival 2026 และ K2O Songkran Music Festival 2026 สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง หลังต้อนรับแฟน ๆ กว่า 100,000 คนจากทั่วทุกมุมโลก ตลอด 4 วัน 4 คืนแห่งความเปียกปอน ความสนุก และพลังแห่งเสียงดนตรีที่สะเทือนฟ้า พร้อมสร้างรายได้หมุนเวียนเข้าประเทศอย่างมาก

ความสำเร็จในครั้งนี้ตอกย้ำสถานะของ S2O ภายใต้คอนเซปต์ “Bigger, Bolder, Wetter” ในฐานะเทศกาลดนตรีช่วงสงกรานต์ที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก และเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้ก้าวขึ้นสู่แถวหน้าของวงการเฟสติวัลนานาชาติ โดยในปีนี้กระแสตอบรับจากแฟนเพลงทั้งชาวไทยและต่างชาติยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นความปังด้วยบัตรเข้าชมงาน Sold Out อย่างรวดเร็วในวันจัดงาน

ตลอดทั้ง 4 วันของงาน แฟนเพลงได้ร่วมสัมผัสความอลังการของ “S2O LAND” บนถนนรัชดาภิเษก ซึ่งถูกเนรมิตให้กลายเป็น Songkran Party Hub ขนาดใหญ่ รองรับทั้งเวทีโปรดักชันสุดไฮเทค ระบบฉีดน้ำ 360 องศาอันเป็นเอกลักษณ์  และประสบการณ์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่ผสมผสานวัฒนธรรมสงกรานต์ไทยเข้ากับเทศกาลดนตรีระดับโลกได้อย่างลงตัว รวมทั้งโชว์จากศิลปินระดับโลกที่ขนทัพมาสร้างความประทับใจอย่างต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ World Premiere ของโปรเจกต์ “Lonely Club” การโคจรมาพบกันแบบ B2B ของสองดีเจซูเปอร์สตาร์ Alan Walker และ Steve Aoki ในวันแรก

ต่อด้วยความมันส์จาก Lost Frequencies  และ I Hate Models ขณะที่วันที่สองเพิ่มดีกรีความร้อนแรงด้วย Zedd และโชว์ Asia Premiere จาก Don Diablo ในนาม CTRL ALT DEL ก่อนปิดท้ายค่ำคืนสุดท้ายอย่างยิ่งใหญ่กับ Kygo และ GRYFFIN ที่ร่วมกันส่งมอบโมเมนต์แห่งความสุขให้สงกรานต์ปีนี้กลายเป็นความทรงจำสุดพิเศษสำหรับแฟนเพลงจากทั่วโลก

ฝั่ง K2O  ก็ได้ศิลปินแถวหน้าของวงการ ได้แก่  RIIZE, KISS OF LIFE, LNGSHOT, FIFTY FIFTY และศิลปิน T-POP ชาวไทยอย่าง BUS,DAOU ที่มาพร้อม Special Guest OFFROAD มาร่วมสร้างสีสันบนเวทีเดียวกันแบบสุดปัง นอกเหนือจากความสำเร็จด้านความบันเทิง S2O 2026 ยังมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศไทย โดยสร้างรายได้หมุนเวียนเข้าประเทศอย่างมาก จากการเดินทางของนักท่องเที่ยว การเข้าพักโรงแรม การใช้บริการร้านอาหาร การเดินทาง และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องในหลากหลายภาคส่วน สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเทศกาลดนตรีและไลฟ์สไตล์อีเวนต์ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

วู้ดดี้ วุฒิธร มิลินทจินดา ผู้ก่อตั้ง S2O กล่าวว่า “S2O ปีนี้คือการพิสูจน์ว่าพลังของเสียงดนตรี และวัฒนธรรมสงกรานต์ไทย สามารถพาเราไปไกลถึงระดับโลก และจากนี้เราจะไม่หยุด! เราจะทำให้ประเทศไทยกลายเป็นจุดหมายของเทศกาลดนตรีอันดับต้น ๆ ของโลกอย่างแท้จริง”

คุณปุลิน มิลินทจินดา กรรมการผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ และผู้ร่วมก่อตั้ง S2O กล่าวว่า ความสำเร็จของ S2O และ K2O เกิดจากความตั้งใจของทีมงานทุกฝ่ายที่ต้องการยกระดับประสบการณ์ของผู้ร่วมงานในทุกมิติ ตั้งแต่สถานที่จัดงาน ระบบอำนวยความสะดวก ไปจนถึงบรรยากาศโดยรวม เราภูมิใจที่ได้เห็น S2O เติบโตขึ้นอีกขั้น และกลายเป็นเทศกาล ที่สร้างความประทับใจให้กับแฟน ๆ จากทั่วโลก พร้อมทั้งมีส่วนช่วยผลักดันประเทศไทย ในฐานะจุดหมายสำคัญของเทศกาลดนตรีระดับนานาชาติ”