‘หนุ่ม-แท่ง’พาเที่ยววัดล้านหอยสุดอันซีน ขอพรหลวงปู่สุน ชิมอาหารเด็ดเมืองกบินทร์บุรี

'หนุ่ม-แท่ง'พาเที่ยววัดล้านหอยสุดอันซีน ขอพรหลวงปู่สุน  ชิมอาหารเด็ดเมืองกบินทร์บุรี

‘หนุ่ม-แท่ง’พาเที่ยววัดล้านหอยสุดอันซีน ขอพรหลวงปู่สุน ชิมอาหารเด็ดเมืองกบินทร์บุรี

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.01 น.

ไปต่อไม่รอแล้วนะ สัปดาห์นี้ รายการ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์”  ชวนออกเดินทางอิ่มบุญสุดชิล กับ 2 พิธีกรอารมณ์ดี หนุ่ม-คงกระพัน แสงสุริยะ และ แท่ง-ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง ที่จะพาไปเปิดพิกัดสุดอันซีนแห่งจังหวัดปราจีนบุรี ณ“วัดรัตนเนตตาราม” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วัดล้านหอย” วัดที่โดดเด่นด้วยพุทธศิลป์สุดวิจิตร หนึ่งเดียวของประเทศไทย

ความงดงามของวัดแห่งนี้อยู่ที่สถาปัตยกรรมที่ประดับประดาด้วยเปลือกหอยนานาชนิดอย่างประณีตทั่วทั้งพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นอุโบสถ หอระฆัง และมณฑปพระแก้วสามฤดู ที่สะกดทุกสายตาด้วยรายละเอียดอันวิจิตรบรรจง โดยเฉพาะลานหน้ามณฑปที่มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์ตั้งเด่นอย่างสง่างาม

มาถึงแล้วไม่พลาดไฮไลต์สำคัญ หนุ่ม-แท่ง พาเข้ากราบขอพร “หลวงปู่สุน” สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองที่ชาวบ้านนิยมมาขอพรเรื่องโชคลาภ โดยเชื่อว่าหากสมหวังจะนำดอกไม้มาถวายเป็นการแก้บน ก่อนจะพาไปชมจุดสำคัญอื่น ๆ ภายในวัด ทั้งพิพิธภัณฑ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และ “ถ้ำฤๅษี” ที่โดดเด่นด้วยการตกแต่งผนังด้วยวัตถุมงคลอย่างแปลกตาอิ่มบุญกันเต็มที่แล้ว ก็ถึงเวลาอิ่มท้อง หนุ่ม-แท่ง พาไปเช็กอิน “สวนอาหาร ชมบ้านเนินน้ำ” ร้านดังประจำอำเภอกบินทร์บุรี ที่ขึ้นชื่อเรื่องอาหารไทย-จีนรสเลิศ ใช้วัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม ปรุงโดยเชฟฝีมือจัดจ้าน จนกลายเป็น
ร้านโปรดของนักชิมและแขกบ้านแขกเมืองที่แวะเวียนมาไม่ขาดสายโดย หนุ่ม-แท่ง เผยความประทับใจว่า  “เป็นอีกหนึ่งวัดที่หนุ่มแท่งขอบอกเลยว่า unseen จริง ๆ  เป็นอีกวัด
ที่สวยงาม ของจังหวัดปราจีนบุรี ห้ามพลาดนะครับ” ติดตามทริปอิ่มบุญสุดชิลนี้ได้ ในรายการ “หนุ่มแท่ง อารามทัวร์” วันเสาร์ที่ 4 เมษายนนี้ เวลา 13.30 น.
ทาง ช่อง  7HD กด  35    และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวรายการต่าง ๆ ได้ทางช่อง 7HD ดูทีวีกด 35 สดออนไลน์ BUGABOO.TV และช่องทางออนไลน์ Ch7HD (Facebook, IG, X, YouTube) และ Ch7HD Entertainment (Facebook, IG) และเว็บไซต์ www.ch7.com 

แม่นายมาแล้ว เบลล่า ราณี อวดลุคผ้าขาวม้าถือดอกบัวสวยละมุนเกินต้าน

แม่นายมาแล้ว เบลล่า ราณี อวดลุคผ้าขาวม้าถือดอกบัวสวยละมุนเกินต้าน

แม่นายมาแล้ว เบลล่า ราณี อวดลุคผ้าขาวม้าถือดอกบัวสวยละมุนเกินต้าน

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.15 น.

31 มีนาคม 2569 ทำเอาแฟนๆ ฮือฮาอีกครั้ง สำหรับนางเอกตัวท็อป อย่าง “เบลล่า ราณี” หลังปล่อยภาพเซตใหม่ในลุคผ้าขาวม้าแบบร่วมสมัยโทนสีชมพูสด แถมถือช่อดอกบัวสีชมพูเป็นพร็อพที่กำลังอินเทรนด์อยู่ในตอนนี้ ผสมผสานความเป็นไทยเข้ากับความทันสมัยได้อย่างลงตัว เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งลุคที่ตอกย้ำความเป็นแฟชั่นนิสต้ที่ไม่ว่าจะหยิบจับสไตล์ไหน ก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างมีเสน่ห์และน่าค้นหา จนแฟนๆ แห่กดไลก์และคอมเมนต์ชื่นชมกันอย่างล้นหลาม

ภาพจาก : @bellacampen

ไม่เคยทำให้ผิดหวัง! สร้างประวัติศาสตร์ต่อเนื่อง ลิซ่า ศิลปิน Kpop คนแรกขึ้นโชว์ Vegas residency

ไม่เคยทำให้ผิดหวัง! สร้างประวัติศาสตร์ต่อเนื่อง ลิซ่า ศิลปิน Kpop คนแรกขึ้นโชว์ Vegas residency

ไม่เคยทำให้ผิดหวัง! สร้างประวัติศาสตร์ต่อเนื่อง ลิซ่า ศิลปิน Kpop คนแรกขึ้นโชว์ Vegas residency

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.14 น.

ขอปรบมือดังๆให้น้อง ลิซ่า ลลิษา ที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นศิลปิน Kpop ที่ได้แสดงโชว์ Vegas residency !โดยโชว์นี้มีชื่อว่า “Viva La Lisa,” จัดแสดงที่ The Colosseum ที่โรงแรม Caesars Palace ซึ่งที่นี่คือโรงละครระดับโลกที่ออกแบบอย่างหรูหรา จุผู้ชมได้กว่า 4,000 ที่นั่ง ขึ้นชื่อว่าเป็น “บ้านของศิลปินระดับโลก” เพราะเป็นสถานที่จัดคอนเสิร์ตเรสซิเดนซี (Residency) ของศิลปินดังมาแล้วมากมาย อาทิ Celine Dion, Elton Johnอย่างไรก็ตามโชว์ของ‘ลิซ่า’เป็นประเภท  The limited-run show  เพราะแสดงแค่ 2 สัปดาห์ ในวันที่13-14 พฤศจิกายน และ 27-28  พฤศจิกายน 2026. บัตรจะเริ่มให้ลงทะเบียนพรีเซล วันที่ 1-19 เมษายนทาง Ticketmaster. และจะเปิดขายพรีเซล วันที่ 22 เมษายน และขายรอบปกติ 23 เมษายนนี้

โดย Vegas residency เป็นรูปแบบการจัดแสดงคอนเสิร์ต” ที่ศิลปินจะปักหลักทำการแสดงอยู่ที่สถานที่แห่งเดียวในลาสเวกัสเป็นระยะเวลานาน (เช่น หลายเดือนหรือเป็นปี) แทนที่จะเดินทางทัวร์คอนเสิร์ตไปตามเมืองต่างๆ ทั่วโลก ศิลปินจะแสดงที่ฮอลล์หรือโรงละครในโรงแรมใหญ่ๆ ของลาสเวกัสเพียงที่เดียว เช่น The Colosseum ที่ Caesars Palace, Resorts World Theatre หรือแม้แต่เวทีสุดล้ำอย่าง The Sphereเนื่องจากไม่ต้องขนย้ายอุปกรณ์ไปไหน ศิลปินจึงสามารถสร้างโชว์ที่อลังการและใช้เทคนิคพิเศษที่ซับซ้อนกว่าคอนเสิร์ตทัวร์ปกติได้มาก ในสมัยก่อน Vegas Residency มักถูกมองว่าเป็นช่วง “ขาลง” ของศิลปินที่ไปเปิดโชว์เพื่อรับเงินก้อนโตในวัยเกษียณ แต่ปัจจุบันค่านิยมนี้เปลี่ยนไปแล้วครับ ศิลปินระดับโลกตัวท็อปๆ อย่าง Adele, Katy Perry, Bruno Mars, Lady Gaga หรือล่าสุดอย่าง Lisa (Lalisa) ต่างก็ก้าวเข้าสู่การมี Residency เป็นของตัวเอง ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จและอิทธิพลในวงการบันเทิงระดับโลกว่ามีฐานแฟนคลับที่พร้อมจะบินมาหาจากทั่วทุกมุมโลก

ออร่าระดับโลก‘โอปอล สุชาตา’นางสงกรานต์ 2569ตอกย้ำภาพลักษณ์เลอค่าความเป็นไทย

ออร่าระดับโลก‘โอปอล สุชาตา’นางสงกรานต์ 2569ตอกย้ำภาพลักษณ์เลอค่าความเป็นไทย

ออร่าระดับโลก‘โอปอล สุชาตา’นางสงกรานต์ 2569ตอกย้ำภาพลักษณ์เลอค่าความเป็นไทย

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 10.38 น.

เรียกได้ว่าสง่างามสมกับเป็นออร่าระดับโลก ในฐานะเจ้าของตำแหน่ง Miss World 2025 จากเวทีระดับนานาชาติ นับเป็นการพรีเซนต์ Soft Power ผ่านวัฒนธรรมไทยในครั้งนี้ ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ความเลอค่าและความเป็นไทยที่ทันสมัยได้อย่างลงตัวสำหรับการปรากฏตัวของ โอปอล สุชาตา ในลุค นางสงกรานต์ประจำปี 2569 ถือเป็นโมเมนต์ที่ทรงพลัง โดยเฉพาะเมื่อเธออยู่ในชุด ไทยจักรพรรดิ ซึ่งเป็นหนึ่งในชุดไทยพระราชนิยมที่ขึ้นชื่อเรื่องความวิจิตรบรรจงและความสง่างามสูงสุด

โดยชุดไทยจักรพรรดิ เป็นชุดที่ใช้ในพิธีรีตองสำคัญ โดดเด่นด้วยการห่มสไบสองชั้น ชั้นล่างเป็นสไบแพรจีบ และชั้นบนเป็นสไบปักลวดลายเต็มผืนด้วยดิ้นทองและอัญมณี สะท้อนถึงความหรูหราแบบราชสำนักโบราณ สำหรับตัวชุดรังสรรค์จากผ้าไหมยกใหญ่ลำพูน ผสานกับสไบปักลวดลายอย่างประณีต และสไบอัดกลีบในโทนสีเดียวกับมงกุฎ ช่วยเสริมให้ภาพรวมดูสง่างามและลงตัวทั้งนี้ ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การสวม “มงฟ้า” คู่กับชุดไทยเป็นครั้งแรกของโอปอล สะท้อนภาพลักษณ์ของนางสงกรานต์ยุคใหม่ ที่ผสานความงามแบบไทยเข้ากับความมั่นใจของผู้หญิงร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่นผลงานการออกแบบโดย ดร.สรรค์ สุดเกตุ แบรนด์ Vanus โดยสัญลักษณ์ของนางสงกรานต์ในปี 2569 ตามปฏิทินหลวงคือ “นางกิมิทาเทวี” (นางสงกรานต์ประจำวันศุกร์) ซึ่งมักจะประดับประดาด้วยดอกจงกลนี และใช้เครื่องประดับอัญมณีเป็น “บุษราคัม”

ถอดรหัสความสำเร็จ! ‘บ้านโคกยามู’ พลิกฟื้นดินเปรี้ยว-ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น

ถอดรหัสความสำเร็จ! ‘บ้านโคกยามู’ พลิกฟื้นดินเปรี้ยว-ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น

ถอดรหัสความสำเร็จ! ‘บ้านโคกยามู’ พลิกฟื้นดินเปรี้ยว-ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น

วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.27 น.

ถอดรหัสความสำเร็จ! ‘บ้านโคกยามู’ พลิกฟื้นดินเปรี้ยวสร้างรายได้ 10 ล้าน ชูโมเดลเกษตรปลอดภัย-ดึงคนรุ่นใหม่คืนถิ่น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ย้อนกลับไปก่อนปี 2559 บ้านโคกยามู ต.ไพรวัน อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ต้องเผชิญกับวิกฤตซ้ำซาก ทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และที่สำคัญคือ ‘สภาพดินเปรี้ยว’ ที่มีความเป็นกรดสูงและปนเปื้อนสารเคมี ทำให้เกษตรกรพึ่งพารายได้เพียงทางเดียวจากปาล์มน้ำมัน แรงงานส่วนใหญ่จึงต้องละทิ้งถิ่นฐานไปรับจ้างนอกพื้นที่

ด้วยหลักการทรงงานของรัชกาลที่ 9 เรื่องการปรับปรุงดินเปรี้ยว มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ได้ร่วมกับชุมชนขับเคลื่อนการพัฒนาภายใต้หลักการ ‘ระเบิดจากข้างใน’ โดยเริ่มจากการปรับปรุงดินและน้ำ ลดการใช้สารเคมี และจัดสรรที่ดินทำกินในเขตป่าสงวนโคกไม้เรือจำนวน 66.1 ไร่ ให้กลายเป็นแปลงเกษตรผสมผสานที่ถูกกฎหมาย

โดยผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ในด้านมิติการเกษตร จากเดิมดินมีค่า pH 3 (กรดจัด) ปัจจุบันปรับขึ้นเป็น pH 5.5 ที่เหมาะสมกับการเพาะปลูก ส่งผลให้ผลผลิตแตงโม GAP เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 1,638 กก./ไร่ เป็น 2,967 กก./ไร่ ในปี 2568 สร้างมูลค่าสะสมระหว่างปี 2560-2567 เกือบ 10 ล้านบาท ในส่วนของด้านงานหัตถกรรม มีการส่งเสริมจักสานกระจูดช่วยให้กลุ่มสตรีและผู้สูงอายุมีรายได้สะสมกว่า 1.1 ล้านบาท (ปี 62-66) ผ่านการรวมกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่เข้มแข็ง

ความสำเร็จนี้ไม่เพียงสร้างตัวเลขรายได้ แต่ยังยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างชัดเจน อาทิ คนรุ่นใหม่จบปริญญาตรีเพิ่มขึ้นจาก 34 คน เป็น 91 คน , อัตราการป่วยของคนในชุมชนลดลงจากร้อยละ 13.82 เหลือเพียงร้อยละ 9.64 ผลจากการทำเกษตรปลอดภัยและลดการใช้สารเคมี และอัตราการออกไปทำงานนอกพื้นที่ลดลง เนื่องจากมีอาชีพที่มั่นคงในชุมชน

ปัจจุบันบ้านโคกยามูไม่ได้หยุดเพียงเท่านี้ แต่ยังคงพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่ๆ เช่น สมุนไพร เห็ดนางฟ้า และข้าวโพดอาหารสัตว์ พร้อมใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรอย่างง่ายมาช่วยบำรุงดิน เพื่อยกระดับสู่การเป็น ‘แหล่งเรียนรู้และปฏิบัติ’ (Social Lab) ให้กับชุมชนอื่นๆทั่วประเทศ สนองพระราชปณิธาน ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ ให้เกิดความยั่งยืนสืบไป ////-026

>>>> อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ปิดทองหลังพระฯชู! 10 หมู่บ้านต้นแบบพึ่งพาตนเอง-ย้ำ!เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอด <<<<

กรมการข้าวจับมือ กรมโลกร้อน และ GIZ เยอรมนี เปิดตัวโครงการ RC-GCM ยกระดับ ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ สู่เวทีตลาดคาร์บอนโลก

กรมการข้าวจับมือ กรมโลกร้อน และ GIZ เยอรมนี เปิดตัวโครงการ RC-GCM ยกระดับ ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ สู่เวทีตลาดคาร์บอนโลก

กรมการข้าวจับมือ กรมโลกร้อน และ GIZ เยอรมนี เปิดตัวโครงการ RC-GCM ยกระดับ ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ สู่เวทีตลาดคาร์บอนโลก

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.39 น.

กรมการข้าวจับมือ กรมโลกร้อน และ GIZ เยอรมนี เปิดตัวโครงการ RC-GCM ยกระดับ ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ สู่เวทีตลาดคาร์บอนโลก เสริมแกร่งอนาคตเกษตรไทยอย่างยั่งยืน

วันที่ 1 เมษายน 2569 ณ โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพมหานคร นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเปิดตัวโครงการความร่วมมือระดับภูมิภาคด้านตลาดคาร์บอนโลก (Regional Collaboration on Global Carbon Markets: RC-GCM) โดยมีหน่วยงาน อาทิ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม giz เยอรมนี ตลอดจนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการขับเคลื่อนการพัฒนาข้าวคาร์บอนต่ำและเสริมสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาค 

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการผลิตข้าวในฐานะรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวกว่า 72 ล้านไร่ และเกษตรกรผู้ปลูกข้าวกว่า 4.7 ล้านครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ภาคการผลิตข้าวยังมีความท้าทายจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับสูง และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงจำเป็นต้องเร่งปรับเปลี่ยนระบบการผลิตไปสู่แนวทางที่มีประสิทธิภาพ ยืดหยุ่น และสอดคล้องกับการพัฒนาคาร์บอนต่ำ

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดตั้งคณะกรรมการและคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการข้าวคาร์บอนต่ำ พร้อมเดินหน้า “โครงการ 1 ล้านไร่” เพื่อส่งเสริมการจัดการดินและธาตุอาหาร รวมถึงการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง (AWD) เพื่อลดต้นทุน ลดการใช้สารเคมี และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการศึกษากลไกการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับมูลค่าข้าวไทยสู่ตลาด 

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า การดำเนินงานดังกล่าวต่อยอดจากความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ โครงการ Thai Rice NAMA, Thai Rice GCF และโครงการระบบการผลิตข้าวยั่งยืนแบบองค์รวม (ISRL) รวมถึงการศึกษาความร่วมมือภายใต้ความตกลงปารีส ข้อ 6.2 ซึ่งช่วยเสริมสร้างศักยภาพทางเทคนิค นวัตกรรม และวางรากฐานสู่การขยายผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยในระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการพัฒนาระบบตรวจวัด รายงาน และทวนสอบ (MRV) เพื่อสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในระยะยาว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเน้นย้ำว่า โครงการ RC-GCM ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเยอรมนี จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพประเทศไทยสู่ตลาดคาร์บอนโลก และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับภูมิภาค โดยยืนยันว่าประเทศไทยมีความพร้อมในการผลักดันการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ภาคการผลิตข้าวเติบโตอย่างเข้มแข็ง ควบคู่กับการก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนต่อไป

ปิดทองหลังพระฯชู! 10 หมู่บ้านต้นแบบพึ่งพาตนเอง-ย้ำ!เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอด

ปิดทองหลังพระฯชู! 10 หมู่บ้านต้นแบบพึ่งพาตนเอง-ย้ำ!เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอด

ปิดทองหลังพระฯชู! 10 หมู่บ้านต้นแบบพึ่งพาตนเอง-ย้ำ!เศรษฐกิจพอเพียงคือทางรอด

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.17 น.

ปิดทองหลังพระฯ ชู 10 หมู่บ้านต้นแบบพึ่งพาตนเองรับวาระ 100 ปีชาตกาล ร.9 ย้ำเศรษฐกิจพอเพียงคือ ‘ทางรอด’ ท่ามกลางวิกฤตโลก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฤษฎา บุญราช ประธานกรรมการสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ลงพื้นที่ติดตามการขับเคลื่อนงานพัฒนา ณ บ้านโคกยามู อ.ตากใบ จ.นราธิวาส และบ้านจำปูน อ.รามัน จ.ยะลา พร้อมระบุถึงความสำคัญของการน้อมนำแนวพระราชดำริมาเป็นเกราะป้องกันวิกฤต

นายกฤษฎา กล่าวว่า ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงจากสงครามและเศรษฐกิจโลก การน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้คือทางรอดที่แท้จริงสำหรับเกษตรกรและชุมชนยากจน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ โดยมุ่งเน้นลำดับขั้น ‘อยู่รอด พอเพียง ยั่งยืน’ ครอบคลุมทั้งด้าน ดิน น้ำ อาชีพ และสิ่งแวดล้อม

ในวาระครบรอบ 100 ปีชาตกาล รัชกาลที่ 9 ในปี 2570 มูลนิธิปิดทองหลังพระฯ ได้คัดเลือก 10 หมู่บ้านใน 10 พื้นที่ต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการพึ่งพาตนเองอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเป็นต้นแบบการศึกษาเรียนรู้ โดยมีเกณฑ์พิจารณาจากความสามารถในการแก้ปัญหาที่ดินและแหล่งน้ำ การลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ และความพร้อมในการขยายผลสร้างอาชีพในชุมชน

สำหรับการลงพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ นายกฤษฎา เน้นย้ำความสำเร็จของ บ้านจำปูน (ยะลา) และ บ้านโคกยามู (นราธิวาส) ซึ่งเป็นสังคมพหุวัฒนธรรมที่ใช้แนวพระราชดำริสร้างความรักสามัคคีและความมั่นคงทางอาหาร จนมีผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัยสำหรับบริโภคและจำหน่าย สร้างรายได้ที่มั่นคงและเหมาะสมกับภูมิสังคม เป็นตัวอย่างที่ชุมชนอื่นสามารถเข้ามาเรียนรู้และนำไปปรับใช้ได้จริง

สานพลังกู้ชีพเกษตรกร! ชูนวัตกรรม ‘ปุ๋ยชีวภาพทำเอง’ สู้ภัยสงครามตะวันออกกลาง

สานพลังกู้ชีพเกษตรกร! ชูนวัตกรรม ‘ปุ๋ยชีวภาพทำเอง’ สู้ภัยสงครามตะวันออกกลาง

สานพลังกู้ชีพเกษตรกร! ชูนวัตกรรม ‘ปุ๋ยชีวภาพทำเอง’ สู้ภัยสงครามตะวันออกกลาง

วันพุธ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.07 น.

บพท.สานพลังนักวิจัยกู้ชีพเกษตรกร! ส่งนวัตกรรม ‘ปุ๋ยชีวภาพทำเอง’ สู้ภัยสงครามตะวันออกกลาง หวังลดการนำเข้าปุ๋ยเคมีแสนล้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาพื้นที่ (บพท.) ภายใต้กระทรวง อว. รุดหน้านำนโยบายรัฐบาลสู่การปฏิบัติเชิงรุก โดยการระดมเครือข่ายนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ นำชุดความรู้จากงานวิจัยมาช่วยเกษตรกรผลิตปุ๋ยอินทรีย์และอาหารสัตว์ใช้เอง เพื่อบรรเทาผลกระทบจากปุ๋ยเคมีนำเข้าที่มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

คณะนักวิจัยจากหลายสถาบันได้นำวัสดุชีวมวลที่มีอยู่ในท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นปุ๋ยคุณภาพสูง ดังนี้ ภาคอีสาน (มรภ.สุรินทร์/ร้อยเอ็ด/ม.นครพนม): เน้นการใช้มูลสัตว์ (วัว/หมู/ไก่) หมักกับน้ำเชื้อจุลินทรีย์จากเศษผัก และการใช้มันสำปะหลัง/รำข้าว ทดแทนวัตถุดิบอาหารสัตว์นำเข้า ภาคเหนือ (มรภ.ลำปาง): พัฒนาสูตรปุ๋ยจาก ใบกระถินหมักนมเปรี้ยว และกากน้ำตาล ซึ่งใช้ได้ผลดีทั้งในนาข้าวและสวนผลไม้ และ ภาคใต้ (ม.สงขลานครินทร์/ม.ทักษิณ): นำวัสดุเหลือทิ้งอย่าง ทางปาล์มน้ำมัน มูลแพะ และเศษวัสดุจากทะเล (เปลือกกุ้ง/หอย/ปู) มาทำปุ๋ย รวมถึงการใช้ มูลค้างคาว จากถ้ำใน จ.พัทลุง และ สาหร่ายหางกระรอก ซึ่งเป็นวัชพืชน้ำมาทำปุ๋ยหมักคุณภาพดี

ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา ผู้อำนวยการ บพท. เปิดเผยว่า ต้นทุนค่าปุ๋ยถือเป็นภาระหนักของเกษตรกร โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 40-60% ของต้นทุนทั้งหมด การเปลี่ยนวิกฤตสงครามให้เป็นโอกาสในการพึ่งพาตนเองจะช่วยลดปริมาณการนำเข้าปุ๋ยเคมีจากต่างประเทศที่มีสูงถึงปีละ 5 ล้านตัน หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 9.4 หมื่นล้านบาท

‘นิมิตรหมายใหม่ของภาคเกษตรไทยคือการเปลี่ยนจากการพึ่งพาเคมีนำเข้า มาเป็นการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดรายจ่ายและเพิ่มคุณภาพชีวิตให้เกษตรกรแล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน’ ดร.กิตติ กล่าวทิ้งท้าย

///////-026

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’ ระดมเครื่องบิน 5 ลำ เร่งระบายฝุ่นช่วยพื้นที่ จ.เชียงใหม่

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’ ระดมเครื่องบิน 5 ลำ เร่งระบายฝุ่นช่วยพื้นที่ จ.เชียงใหม่

‘อธิบดีฝนหลวงฯ’ ระดมเครื่องบิน 5 ลำ เร่งระบายฝุ่นช่วยพื้นที่ จ.เชียงใหม่

วันอังคาร ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.57 น.

อธิบดีฝนหลวงฯ สั่งลุยสนับสนุนภารกิจบรรเทาฝุ่น PM2.5 ระดมเครื่องบิน 5 ลำ ปฏิบัติการช่วยพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เป้าหมาย! เร่งระบายฝุ่นและมีฝนตกเห็นยอดพระธาตุดอยสุเทพ

31 มีนาคม 2569 เวลา 16.40 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นประธานการประชุมวางแผนปฏิบัติภารกิจบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 บริเวณพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ที่ขณะนี้สถานการณ์ค่าคุณภาพอากาศอยู่ในระดับมีผลต่อสุขภาพอย่างรุนแรง (สีม่วง) จึงสั่งการปรับแผนการทำงาน ตั้งหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.เชียงใหม่ ระดมเครื่องบิน 5 ลำ ได้แก่ L410 2 ลำ CASA 2 ลำ และ CN 1 ลำ ปฏิบัติการด้วยเทคนิคการโปรยน้ำแข็งแห้ง การสเปรย์น้ำเย็น ระบายฝุ่นออกจากพื้นที่ และช่วงชิงสภาพอากาศก่อเมฆเพื่อให้เกิดฝนตก

และจากการคาดการณ์สภาพอากาศ จึงวางแผนปฏิบัติการ ดังนี้

– ช่วงวันที่ 1-3 เมษายน 2569 เน้นการก่อเมฆเพื่อดูดซับฝุ่นละออง

– ช่วงวันที่ 4-6 เมษายน 2569 ค่าความชื้นสัมพัทธ์มีโอกาสเข้าเงื่อนไขการทำฝนหลวง จึงเตรียมวางแผนปฏิบัติการให้เกิดฝนตก

– ช่วงวันที่ 6-7 และ 11-12 เมษายน 2569 ก่อเมฆเพื่อดูดซับฝุ่นละออง

นอกจากนี้ จะมีการวางแผนทำงานด้วยเทคนิคการสเปรย์น้ำเย็นเพื่อช่วยระบายฝุ่นละอองออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นการปฏิบัติการในกรณีที่ระดับชั้นอุณหภูมิผกผัน (Inversion) มีความสูงต่ำกว่า 3,000 ฟุต ซึ่งเป็นการช่วยระบายฝุ่นอีกทางหนึ่งได้

อย่างไรก็ตาม อธิบดีฝนหลวงฯ เน้นย้ำว่า จะระดมสรรพกำลังปฏิบัติการจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เป้าหมายคือเห็นยอดพระธาตุดอยสุเทพ และค่าคุณภาพอากาศดีขึ้นเพื่อพี่น้องประชาชน จ.เชียงใหม่ และจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ

เอส แอนด์ พี ยกระดับ ‘ข้าวแช่’ เชื่อมวัตถุดิบชุมชนสู่ทางเลือกสุขภาพและความยั่งยืน

เอส แอนด์ พี ยกระดับ ‘ข้าวแช่’ เชื่อมวัตถุดิบชุมชนสู่ทางเลือกสุขภาพและความยั่งยืน

เอส แอนด์ พี ยกระดับ ‘ข้าวแช่’ เชื่อมวัตถุดิบชุมชนสู่ทางเลือกสุขภาพและความยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บริษัท เอส แอนด์ พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เดินหน้าต่อยอดเมนู “ข้าวแช่” ซึ่งจำหน่ายมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2531 โดยในปีนี้บริษัทฯ ได้พัฒนาแนวคิดของเมนูให้ก้าวไปอีกขั้น จากเมนูคลายร้อนตามฤดูกาล สู่การเป็นเมนูที่สะท้อนทั้งคุณค่าทางโภชนาการ การสนับสนุนชุมชน และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

มณีสุดา ศิลาอ่อน ประธานเจ้าหน้าที่สำนักพัฒนาความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร กล่าวว่า “เราตั้งใจพัฒนาเมนู “ข้าวแช่” ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น โดยเน้นความสมดุลของรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ ควบคู่ไปกับการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพและปลอดภัย ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบ การปรุงอย่างพิถีพิถัน ไปจนถึงการนำเสนอที่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย พร้อมยกระดับให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น เมนู ‘ข้าวแช่’ ของ เอส แอนด์ พี โดดเด่นด้วยน้ำลอยดอกมะลิกลิ่นหอมละมุน มอบความสดชื่นในช่วงอากาศร้อน เสิร์ฟพร้อมข้าวหอมมะลิคุณภาพดี เมล็ดนุ่ม ทานแล้วเบาสบายท้อง ส่วนของเครื่องเคียง ได้คัดสรรอย่างพิถีพิถัน เพื่อให้ครบทั้งรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ อาทิ หมูฝอยหวานที่ให้โปรตีน พริกหยวกสอดไส้ปูจ๋าจากวัตถุดิบคุณภาพ ไชโป้วหวาน ทำจากหัวไชเท้า มีฤทธิ์เป็นยาเย็น อุดมด้วยไฟเบอร์และวิตามินซี และลูกกะปิทอดซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียม โดยในปีนี้เลือกใช้ กะปิคลองโคน ผลิตจาก เคยตาดำ วัตถุดิบธรรมชาติที่ให้กลิ่นหอมและรสชาติกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์จากชุมชนคลองโคน จังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากวิสาหกิจชุมชนที่สืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน

การเลือกใช้วัตถุดิบจากชุมชนในครั้งนี้ ไม่เพียงช่วยยกระดับรสชาติของเมนู แต่ยังมีส่วนในการสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน และส่งเสริมการอนุรักษ์ระบบนิเวศป่าชายเลน ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญของชุมชนอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังเสิร์ฟพร้อมผักสดเคียง อาทิ พริกชี้ฟ้า กระชาย และมะม่วงดิบ ที่ช่วยเพิ่มไฟเบอร์และความสดชื่น เสริมความสมดุลในทุกคำ ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มองหาเมนูอร่อย ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพ” มณีสุดา กล่าว

นอกจากการพัฒนาเมนูเพื่อสุขภาพแล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการเลือกใช้บรรจุภัณฑ์ Bio-Corn ผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทดแทนการใช้พลาสติกจากปิโตรเลียม โดยสามารถย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ซึ่งเป็นการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เพื่อความยั่งยืน                          

 “ข้าวแช่” เอส แอนด์ พี จึงไม่เพียงเป็นเมนูคลายร้อนตามฤดูกาลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของแบรนด์ที่มุ่งมั่นพัฒนาอาหารไทยให้ตอบโจทย์อนาคต ทั้งในด้านสุขภาพ คุณภาพชีวิต และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม  วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้าน เอส แอนด์ พี จนถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569