“ดิมิทรี เมดเวเดฟ” อดีตผู้นำรัสเซีย เดินทางเคารพศพอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ตอกย้ำสัมพันธ์สองประเทศ

"ดิมิทรี เมดเวเดฟ" อดีตผู้นำรัสเซีย เดินทางเคารพศพอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ตอกย้ำสัมพันธ์สองประเทศ

3 ก.ค. 2569 23:22 น.

“ดิมิทรี เมดเวเดฟ” อดีตผู้นำรัสเซีย เดินทางเคารพศพอดีตผู้นำสูงสุดอิหร่าน ตอกย้ำสัมพันธ์สองประเทศ

นายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย เดินทางถึงกรุงเตหะราน ของอิหร่านในฐานะ ทูตพิเศษของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เพื่อแสดงความเคารพต่อร่างของผู้นำสูงสุดอิหร่าน “อาลี คาเมเนอี” ที่เสียชีวิต 

วันที่ 3 กรกฎาคม 2569 สำนักข่าวของอิหร่านรายงานว่า นายดมิทรี เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งรัสเซีย ได้เดินทางไปยังกรุงเตหะราน เพื่อแสดงความเคารพต่อร่างของอาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่านที่เสียชีวิต

สถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลอิหร่านระบุว่า นายเมดเวเดฟเดินทางมาในฐานะทูตพิเศษของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน โดยระหว่างการเยือนเขาได้เข้าพบนายมาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน และ อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน

การเดินทางครั้งนี้มีขึ้นท่ามกลางความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างรัสเซียและอิหร่าน ซึ่งกระชับความร่วมมือทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะท่ามกลางแรงกดดันและมาตรการคว่ำบาตรจากชาติตะวันตก.

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

ฝ่ายกฎหมาย ชัชชาติ โต้ มัลลิกา ยกข้อกฎหมายแจงยิบ ปมไซซ์ป้ายหาเสียง

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

ฝ่ายกฎหมาย ”ชัชชาติ“ โต้ ”มัลลิกา“ พาดพิงสื่อโฆษณาหาเสียงมีป้ายเกินขนาด-ผิดกฎหมาย แจงยิบปฏิบัติตามกฎหมายการหาเสียง และแจ้งต่อ กกต. ทุกกระบวนการ ชี้ สื่อโฆษณาติดรถสาธารณะ/ประตูรถไฟฟ้า/จอLED ไม่ใช่ป้ายหาเสียง ไม่มีข้อห้าม

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ทีมชัชชาติ ได้ชี้แจงกรณี นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวหาพาดพิงถึงสื่อโฆษณาหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ มีป้ายเกินขนาด ผิดกฎหมาย ว่า

ตามที่ คุณมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 14  ได้กล่าวหาในการบรรยายของสถาบันพระปกเกล้า เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พาดพิงถึงสื่อโฆษณาหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่ามีป้ายเกินขนาด ผิดกฎหมายนั้น  ฝ่ายกฎหมายของ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ขอชี้แจงว่า

การหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงทุกประการ และได้มีการหารือ สอบถาม และแจ้งต่อ กกต. ในทุกกระบวนการก่อนดำเนินการแล้ว 

โดยมีรายละเอียด ดังนี้

1. สื่อโฆษณาที่ติดบนรถสาธารณะและรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน รวมถึงจออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ใช่ “แผ่นป้ายหาเสียง” หรือ “ประกาศหาเสียง” ตามนิยามของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องขนาดและจำนวน        

ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 นั้น ได้กำหนดนิยาม “แผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง” ว่า แผ่นป้ายของผู้สมัครที่มีลักษณะเป็นกระดาษ กระดาน หรือวัสดุอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและมีความแข็งแรงที่มีข้อความหรือรูปที่ผู้สมัครได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง กล่าวคือ แผ่นป้ายหาเสียงเลือกตั้งจะต้องมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยม ถูกยึดไว้บนโครงไม้ โครงโลหะ หรือยึดไว้กับส่วนใดส่วนหนึ่งของอาคาร หรือสิ่งที่ยึดอยู่บนพื้นที่ 

ในส่วนของ “ประกาศหาเสียงเลือกตั้ง” ดังกล่าว ได้นิยามไว้ว่า “ประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง” หมายความว่า ประกาศของผู้สมัครที่มีลักษณะเป็นกระดาษหรือวัสดุอื่นใดที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันที่มีข้อความหรือรูปที่ผู้สมัครได้จัดทำเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น ประกาศหาเสียงเลือกตั้งจึงต้องพิมพ์ลงในวัสดุที่เป็นกระดาษหรือวัสดุที่มีลักษณะคล้ายกระดาษ และใช้สำหรับการติดตั้งบนอาคาร แผ่นกระดาน หรือสิ่งที่ไม่อาจเคลื่อนที่ได้เท่านั้น

นอกจากนี้ ตามระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว ก็ไม่ได้ออกข้อห้ามไม่ให้มีการโฆษณาหาเสียงโดยวิธีการอื่น ดังจะเห็นได้จากการระบุให้ “เอกสาร” หรือ “วิดีทัศน์” ที่ใช้ในการหาเสียงต้องระบุชื่อผู้ผลิต ผู้จัดทำ และรายละเอียดอื่นๆ (ข้อ 23 ) 

เมื่อตีความระเบียบของกกต. ประกอบกับประกาศของ กกต. กรณีนี้จึงเห็นได้ว่า กฎหมายเลือกตั้งอนุญาตให้มีการหาเสียงโดยวิธีการอื่นนอกเหนือไปจากการผลิตป้ายและประกาศอย่างที่เคยยึดถือปฏิบัติกันมา ไม่จำกัดอยู่แต่เฉพาะการทำในรูปแบบของ “ประกาศ” หรือ “แผ่นป้าย” เท่านั้น

จากข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น กรณีจึงเห็นได้ว่า สื่อโฆษณาที่ข้าพเจ้าติดตั้งบนรถโดยสารสาธารณะและรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินนั้น ซึ่งทำจากสติกเกอร์  ไม่ใช่กระดาษหรือแผ่นป้ายที่ยึดติดกับอาคาร หรือสถานที่ใดที่หนึ่ง แต่เป็นการปิดสื่อโฆษณาเข้ากับพาหนะซึ่งเคลื่อนที่ได้ ซึ่งไม่เข้าลักษณะของประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งแต่อย่างใด 

ด้วยเหตุนี้ สื่อโฆษณาที่ทีมงานนายชัชชาติ ติดบนรถสาธารณะและประตูรถไฟฟ้าสีน้ำเงิน รวมถึงบนจอภาพอิเล็กทรอนิกส์ จึงไม่ใช่แผ่นป้ายหาเสียง หรือ ประกาศหาเสียงตามนิยามของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 จึงไม่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดเรื่องขนาดและจำนวน และไม่มีประกาศหรือระเบียบใดๆบัญญัติถึงข้อห้ามหรือข้อกำหนดขนาดและจำนวนแต่อย่างใด 

2. ประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 อนุญาตให้มีการหาเสียงในรูปแบบอื่นได้ เพียงแต่ต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายเท่านั้น
ข้าพเจ้าขอเรียนต่อไปว่า นอกจากการติดตั้งสื่อประชาสัมพันธ์บนรถโดยสารสาธารณะจะไม่เข้านิยามของ “แผ่นป้ายหาเสียง” และ “ประกาศหาเสียง” ตามระเบียบ กกต. ที่อ้างแล้วนั้น ยังมีประกาศคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่อง ประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ซึ่งให้ค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งรวมถึง “…(4) ค่าโฆษณาในสื่อต่าง ๆ ได้แก่ ค่าสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ค่าผลิตสื่อเพื่อการออกอากาศ รวมถึงค่าโฆษณาอื่นที่เป็นการกระทำเพื่อการหาเสียงเลือกตั้ง (5) ค่าจัดทำป้าย เอกสาร สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการโฆษณาหาเสียง…” 

กรณีจึงหมายความได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งได้อนุญาตให้มีการโฆษณาการหาเสียงเลือกตั้งในรูปแบบสื่ออื่นๆ นอกจากประกาศเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้งและแผ่นป้ายเกี่ยวกับการหาเสียงเลือกตั้ง เพียงแต่ต้องแจ้งค่าใช้จ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งฝ่ายกฎหมายได้เคยทำหนังสือแจ้งรายละเอียดถึงการโฆษณาดังกล่าว ตามหนังสือเรื่อง แจ้งการโฆษณาหาเสียงด้วยวิธีการปิดสติกเกอร์บนรถโดยสารประจำทาง ฉบับลงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ซึ่งได้ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น คณะกรรมการการเลือกตั้งก็เคยมีหนังสือตอบกลับเกี่ยวกับการโฆษณาหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะว่า

“8. ข้อหารือที่ 7 ค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่โฆษณาบนยานพาหนะสาธารณะ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายด้วยหรือไม่ เห็นว่า ถือเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้น ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย โดยต้องไม่เกินจำนวนค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดประกาศกำหนดตามมาตรา 60 แห่งพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562

9. ข้อหารือที่ 8 และ 9 การติดป้ายโฆษณาหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะจะทำให้รถคันนั้นเข้าลักษณะเป็น “พาหนะที่ใช้ในการหาเสียง” ตามข้อ 23 (3) ของระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2563 ด้วยหรือไม่ และหากพิจารณาแล้วว่า รถโดยสารสาธารณะทั่วไปที่มีการปล่อยเช่าพื้นที่บนรถโดยสารเพื่อหาเสียงเลือกตั้งถือเป็น “พาหนะในการหาเสียง” ตามระเบียบดังกล่าว ในกรณีนี้ เจ้าของพาหนะ/ผู้ประกอบกิจการรถขนส่งสาธารณะซึ่งยังคงต้องประกอบอาชีพรับส่งผู้โดยสารเป็นการทั่วไป (เพียงแต่รับติดป้ายโฆษณาหาเสียง) จะสามารถนำพาหนะคันดังกล่าวออกประกอบอาชีพรับจ้างตามปกติได้หรือไม่ เห็นว่า การเช่าพื้นที่โฆษณาเพื่อหาเสียงเลือกตั้งบนยานพาหนะสาธารณะ อาจไม่เข้าข่ายมีลักษณะเป็นพาหนะที่ใช้ในการหาเสียง เป็นเพียงการเช่าพื้นที่โฆษณาเพื่อหาเสียงเลือกตั้งซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องนำมาคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย เว้นแต่ ผู้สมัครรับเลือกตั้งประสงค์จะจ้างให้เป็นพาหนะที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งโดยตรง ซึ่งต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของระเบียบดังกล่าว ทั้งนี้ ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานเจ้าของรถโดยสารสาธารณะด้วย เช่น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เป็นต้น” 

ประกอบกับเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้งและผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้จัดให้มีการอบรมการเลือกตั้งเชิงสมานฉันท์แก่ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เพื่อให้ผู้สมัครทุกรายหาเสียงถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่ง ว่าที่ร้อยตรี สัมพันธ์ แสงคำเลิศ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ได้กรุณาให้คำตอบเกี่ยวกับการหาเสียงบนรถโดยสารสาธารณะเอาไว้อย่างชัดเจนว่า สามารถกระทำได้ และไม่ถือเป็นประกาศหรือแผ่นป้ายหาเสียงที่จำกัดขนาด เพียงแต่ต้องนำมารวมเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งด้วยเท่านั้น

จึงขอให้ทางผู้รับฟังบรรยายของคุณมัลลิกา ที่สถาบันพระปกเกล้า และสาธารณชนทั่วไป รับทราบและเข้าใจโดยทั่วกัน ว่าการหาเสียงของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ยึดมั่นและเป็นไปกฎหมายและระเบียบเกี่ยวกับการหาเสียงอย่างถูกต้องทุกประการทั้งสิ้น และขอให้ผู้พาดพิง ตรวจสอบข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ถี่ถ้วนก่อนแสดงความเห็นใดๆ ออกสู่สาธารณะ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

ประชาธิปัตย์ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ปฏิรูประบบงบฯ เพื่อความยั่งยืน ไม่ได้พูดตัดบำนาญข้าราชการ

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.01 น.

‘ปชป.’ โร่เคลียร์ปม ’อภิสิทธิ์‘ ชง ’ปฏิรูประบบงบฯ‘ เพื่อยั่งยืน ไม่ใช่ล้มล้างสิทธิ์ขรก. ชี้ถูกบิดเบือน เพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ชี้แจงถึงกรณีที่ มีสำนักข่าวนำข้อความไปบิดเบือน กับเนื้อหาการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 จากการอภิปรายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค โดยยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับสวัสดิการของบุคลากรภาครัฐและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศมาโดยตลอด

โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการปรับสวัสดิการ สิทธิรักษาพยาบาล และบำนาญของข้าราชการ สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ได้อภิปรายในสภาฯ นั้น เป็นการเสนอแนะวิสัยทัศน์ด้วยความปรารถนาดี โดยมองว่าการจะไปเปลี่ยนแปลงสิทธิ์ของข้าราชการในปัจจุบันที่พวกเขาได้ตัดสินใจมารับราชการตั้งแต่วันแรก ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม แต่เพื่อเป็นการวางรากฐานและประหยัดงบประมาณของประเทศในระยะยาว จึงได้เคยเสนอแนวคิดในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ควรคิดค้น “ระบบใหม่สำหรับผู้ที่จะเข้ามารับราชการในอนาคต” ซึ่งน่าเสียดายที่แนวคิดเชิงสร้างสรรค์นี้ไม่ได้มีการสานต่อในรัฐบาลชุดต่อ ๆ มา

“ในการอภิปรายของท่านอภิสิทธิ์ ก็ไม่ได้มีการพูดว่าจะตัดบำนาญของข้าราชการเลย หากแต่มีการนำไปบิดเบือนเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง และพวกเราไม่ได้นิ่งเฉย เราได้ให้ความคิดและข้อสังเกตไว้ในคณะรัฐมนตรีแล้ว และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลังจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะนำแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อยอด เพื่อสร้างระบบที่เป็นธรรมและยั่งยืนกับทุกฝ่าย” นายพงศกร กล่าว

นายพงศกร กล่าวต่อว่า มุมมองเชิงสร้างสรรค์เกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณในภาพรวม โดยระบุว่า การลงทุนของประเทศไม่ควรพึ่งพาเพียงงบประมาณแผ่นดินอย่างเดียว แต่ต้องมุ่งเน้นการหารายได้เพิ่มและการร่วมทุนกับภาคเอกชน (PPP) ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความห่วงใยต่อการกู้เงินล่าสุด 400,000 ล้านบาท ซึ่งครึ่งหนึ่งถูกนำไปใช้ในโครงการแจกเงิน ส่วนอีกครึ่งหนึ่งกลับเป็นเพียงการส่งเสริมการนำเข้าโซลาร์เซลล์และยานยนต์ไฟฟ้า ในขณะที่โครงการใหญ่อย่าง Land Bridge มูลค่า 1 ล้านล้านบาท ก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่คุ้มค่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่าประเทศกำลังติดหล่มงบประมาณที่บานปลาย และรอคอยการสะสางอย่างจริงจังเพื่อนำเงินภาษีของประชาชนไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายพงศกร ยังได้กล่าวเพิ่มเติมในแง่ของความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน โดยแสดงความห่วงต่อพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติว่า ตนในฐานะที่ได้เคยลงพื้นที่ในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ ก็มีความคาดหวังที่จะให้รัฐบาลได้ลงทุนเพื่อป้องกันภัยพิบัติอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องรอคอยรับเงินเยียวยา เพราะเมื่อถึงวันนั้นก็ถือว่าประเทศไทย และพี่น้องประชาชนได้เกิดความสูญเสียขึ้นแล้ว 

“ที่สำคัญที่สุด หากไม่มีแผนการดำเนินการอะไร รัฐบาลปล่อยไปเช่นนี้ จะทำให้กระทบกับสิทธิของผู้พิการ ผู้สูงอายุ และเด็ก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จนสุดท้ายรัฐบาล ต้องใช้วิธีการกู้อีก หรือขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ประชาชนเดือดร้อนเป็นวงกว้าง”นายพงศกร กล่าว

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

เอกนิติ เผย รัฐบาล ชูนโยบายปีแห่งการลงทุน Thailand FastPass ดึงเม็ดเงิน 1 ล้านล้านบาท

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.37 น.

“เอกนิติ”เผยรัฐบาลดันนโยบายปีแห่งการลงทุนต่อเนื่องแม้สัดส่วนเม็ดเงินลงทุนในงบประมาณลดลง เร่งดันเม็ดเงิน FDI แตะ 1 ล้านล้านบาท พร้อมชู “Thailand Fast Pass” เร่งลงทุนได้จริง ดึงเม็ดเงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ 2.7 แสนล้านลงระบบเศรษฐกิจ 

วันที่ 4 กรกฎาคม 2569 ที่ รร.รอยัลริเวอร์ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวในงานครบรอบ 29 ปี สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติว่า รัฐบาลยังคงผลักดันนโยบายสำคัญที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งการลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จะมีสัดส่วนงบลงทุนลดลง แต่รัฐบาลสามารถเพิ่มการลงทุนโดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนผ่านการขับเคลื่อนการลงทุนนอกงบประมาณ เช่น การร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund) และการดึงเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เพื่อลดภาระการกู้เงินของภาครัฐโดยตรง

นายเอกนิติ กล่าวว่าในฐานะประธานบอร์ดของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ตั้งเป้าหมายผลักดันเม็ดเงินลงทุนจริง (FDI) ในโครงการ “Thailand Fast Pass”  ให้ได้ประมาณ  9 แสนล้านถึง 1 ล้านล้านบาท เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการดันเศรษฐกิจไทยและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า กลยุทธ์สำคัญคือการเปลี่ยนผ่านโดยกำหนดให้ Thailand Fast Pass กำหนดเงื่อนไขให้ผู้รับการส่งเสริมการลงทุนต้องลงเม็ดเงินจริงอย่างน้อย 20% ภายในปีนี้  นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นโครงการ Skill Bridge หรือสะพานเชื่อมทักษะ เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาทักษะแรงงานไทยรองรับอุตสาหกรรมใหม่

นายเอกนิติ กล่าวว่าสำหรับข้อจำกัดของงบประมาณที่มีการจัดสรรงบลงทุนต่ำกว่าเดิม เนื่องจากปัจจุบันงบประมาณแผ่นดินมีอยู่อย่างจำกัด และสัดส่วนงบลงทุนที่ดูน้อยลงเกิดจากการปรับปรุงความโปร่งใส ที่สำคัญสาเหตุที่เห็นว่างบลงทุนในปีนี้ดูน้อยกว่าปีที่แล้ว เป็นเพราะรัฐบาลยกระดับความโปร่งใส โดยการเปิดเผยค่าใช้จ่ายประจำที่เคยถูกหมกเม็ดไว้ให้ชัดเจน ส่งผลให้สัดส่วนงบประจำสูงขึ้นและงบลงทุนดูน้อยลงในเชิงตัวเลขแต่ก็สามารถเพิ่มการลงทุนให้เพิ่มขึ้นจากการลงทุนของภาคเอกชน และการลงทุนของรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลจะเข้าไปขับเคลื่อนในเรื่องนี้อย่างจริงจังต่อไป 

‘แก้วตา’เปิดวอร์’ใบตองแห้ง’ ขยี้พวกโดนพรรคส้มทิ้ง โดนตอกพรรคกระจอกแพ้มัลลิกา

'แก้วตา'เปิดวอร์'ใบตองแห้ง' ขยี้พวกโดนพรรคส้มทิ้ง โดนตอกพรรคกระจอกแพ้มัลลิกา

‘แก้วตา’เปิดวอร์’ใบตองแห้ง’ ขยี้พวกโดนพรรคส้มทิ้ง โดนตอกพรรคกระจอกแพ้มัลลิกา

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.49 น.

นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์และพิธีกรชื่อดัง 

4 ก.ค.69 เฟซบุ๊ก ธิษะณา ชุณหะวัณ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก พร้อมแชร์โพสต์ นายอธึกกิต แสวงสุข หรือ ที่รู้จักกันดีในนาม ใบตองแห้ง คอลัมนิสต์และพิธีกรชื่อดัง โดยได้ระบุข้อความแสดงความคิดเห็น ว่า ” แต่เอาคนแบบสุรพล แบบคนมีคดีข่มขืนกระทำชำเราลงสส? ไปเทียบกับคนได้ไปต่อที่ไร้ผลงานใดๆ อภิปรายไม่ถึงสิบหนผ่านมาสามปี ไม่มีแม้แต่อุดมการณ์ เรียกได้ว่าไม่ทำงานเลยก็ว่าได้เดินบนถนนคนไม่รู้เป็นสสมีนับร้อย 555 #สสกดปุ่ม แบบนี้เรียกทำงานเป็นทำงานเก่ง ?

และไม่ต้องมา “สงสาร” พรรคกระจอกลูกไล่อนุทินมีแต่โจรข่มขืนเต็มพรรคคนออกมาได้ถือว่ามีบุญ และมันเป็นคนมา “ขอ” ให้ดิฉันไปลงให้ไม่เคยคิดสมัครไปเองเลยตอนปี 66 เพราะไม่มีคนลงให้กระจอกเกินจนไม่มีคนมาสมัครลงสสครบทุกเขตในกทม. ณ ตอนนั้น

เสีย กทม. รอบนี้โดยได้เสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่ง (25 เขต) ทั้งที่ตอนเลือกตั้งใหญ่ชนะทุกเขต แพ้มัลลิกาย่อยยับ มันจะแพ้เลือกตั้งใหญ่รอบหน้าอีกแน่นอนกระจอกอย่างพวกมัน
ได้ให้เท่าอดีตพรรคชาติพัฒนาก่อนเทียบกับครอบครัวดิฉันยังได้แค่ฝันลมๆ แล้งๆ ” 

ทำไมทำค่าครองชีพประชาชนยังไม่ลด ‘พร้อมพงศ์’ จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

ทำไมทำค่าครองชีพประชาชนยังไม่ลด 'พร้อมพงศ์' จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

ทำไมทำค่าครองชีพประชาชนยังไม่ลด ‘พร้อมพงศ์’ จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.25 น.

“พร้อมพงศ์” จี้ รื้อสูตรพลังงานทั้งระบบ ไม่เข้าใจราคาน้ำมันไทย ไม่ลดตามตลาดโลก ย้ำ กมธ.งบประมาณ 70 ตรวจสอบการใช้เงินภาครัฐอย่าอิงแค่เอกสาร ต้อง พุ่งเป้าตอบโจทย์ชีวิตจริง ทำค่าครองชีพประชาชนลดลง

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีตโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสถานการณ์ค่าครองชีพของประชาชนในปัจจุบันว่า ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มอ่อนตัวลง แต่ประชาชนยังตั้งคำถามว่า เหตุใดค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง ค่าขนส่ง และราคาสินค้าในชีวิตประจำวัน ยังไม่ลดลง ประเทศไทยมีระบบบริหารจัดการด้านพลังงานที่ครบถ้วน ถึงเวลาที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ ขอเสนอ 3 วาระเร่งด่วนเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน

พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์

1.การรื้อสูตรราคาพลังงานทั้งระบบ วางมาตรการเชิงรุกเพื่อให้เมื่อราคาพลังงานโลกปรับตัวลง คนไทยจะได้รับประโยชน์อย่างเหมาะสมและรวดเร็ว ภายใต้กรอบกฎหมายและวินัยการเงินการคลัง

2.การเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ปรับปรุงโครงสร้างข้อมูลราคาพลังงานที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและสื่อสารต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องเพื่อความโปร่งใส

3.การผูกงบประมาณเข้ากับปากท้อง ในจังหวะที่ร่างพรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีพ.ศ.2570 ผ่านความเห็นชอบวาระแรกและกำลังอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกฝ่ายควรทบทวนนโยบายจัดสรรงบประมาณให้พุ่งเป้าไปที่การลดต้นทุนชีวิตของประชาชนเป็นอันดับแรก เพราะงบประมาณที่ดีต้องตอบโจทย์ชีวิตจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า การเมืองที่ดีไม่ใช่การเมืองที่แข่งกันพูด แต่คือการเมืองที่แข่งกันลดต้นทุนชีวิตของประชาชน งบประมาณที่ดีที่สุด ไม่ใช่งบที่ใช้หมด แต่คืองบที่ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนลดลงอย่างเป็นรูปธรรม 

“ความเชื่อมั่นของประชาชน ไม่ได้เกิดจากคำชี้แจงที่ยาวขึ้น แต่ต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าชีวิตดีขึ้นจริง ประชาชนไม่ได้คาดหวังให้รัฐบาลกับฝ่ายค้านเอาชนะกัน แต่คาดหวังให้ทุกฝ่ายร่วมกันเอาชนะปัญหาค่าครองชีพของประชาชน ท้ายที่สุดแล้ว ผู้ตัดสินผลงานของนักการเมือง ไม่ใช่เวทีอภิปรายหรือวาทกรรมทางการเมือง แต่คือคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน” นายพร้อมพงศ์กล่าว

มธ. ปั้น แพทย์แผนจีนอินเตอร์ ดันไทยชิงเค้กโลก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

มธ. ปั้น แพทย์แผนจีนอินเตอร์ ดันไทยชิงเค้กโลก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

มธ. ปั้น แพทย์แผนจีนอินเตอร์ ดันไทยชิงเค้กโลก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 11.17 น.

มธ. ปั้น ‘แพทย์แผนจีนนานาชาติ’ ดัน ‘ไทย’ ลุยตลาดโลก ชิงเค้ก 5.5 แสนล้านดอลลาร์

ในอนาคตอันใกล้ “การแพทย์แผนจีน” ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 2,000 ปี จะไม่ได้เป็นเพียงแค่การแพทย์ทางเลือก แต่จะเป็นหนึ่งในการแพทย์เพื่อสร้างทางรอด ที่ใช้รักษาควบคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน

มธ.

“บางเคสกินยาแผนปัจจุบันแล้วเจอผลข้างเคียง เลยอยากใช้ยาสมุนไพรจีนแทน เราจะให้ปรึกษาแพทย์แผนปัจจุบันก่อน จากนั้นค่อยมาดูว่าทางศาสตร์แพทย์แผนจีนมีวิธีไหนที่จะช่วยรักษาได้บ้าง” ผศ. ดร.ภารดี แสงวัฒนกุล อาจารย์ประจำหลักสูตรการแพทย์แผนจีนบัณฑิต วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ ระบุ และว่า ผลลัพธ์การรักษาที่ดีที่สุดจะเกิดขึ้นจากการผสานระหว่างการแพทย์แผนจีน (ตะวันออก) เข้ากับองค์ความรู้วิทยาศาสตร์ของการแพทย์แผนปัจจุบัน (ตะวันตก) 

“ไม่ใช่ไปบอกกับคนไข้ว่า ไม่ต้องไปหาแพทย์แผนปัจจุบันนะ ให้มารักษาด้วยแผนจีนอย่างเดียว แบบนี้เราไม่ทำ ไม่ถูกต้อง สิ่งที่ถูกต้องคือการรักษาแบบผสมผสานเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาให้ดีที่สุด” ผศ. ดร.ภารดี เน้นย้ำ

จากรายงานการตลาด Traditional Chinese Medicine Hospitals in China ของ IBISWorld ที่เผยแพร่เมื่อปี 2567 ได้สะท้อนภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมการแพทย์แผนจีน ซึ่งพบว่ามีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยการสนับสนุนของภาครัฐ และความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากผู้ป่วย โดยในช่วงระหว่างปี 2562-2567 มีอัตราการเติบโตของอุตสาหกรรมเฉลี่ยต่อปีแบบทบต้น (CAGR) อยู่ที่ 5.7%

ขณะที่ข้อมูลจาก Business Research Insights เมื่อปี 2569 พยากรณ์ขนาดของตลาดการแพทย์แผนจีน (TCM) ทั่วโลก อยู่ที่ 2.89 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมคาดการณ์ว่าในช่วง 10 ปีจากนี้ คือปี 2569-2578 จะมีอัตราการเติบโต CAGR อยู่ที่ 7.4% ส่งผลให้มูลค่าตลาดก้าวขึ้นไปเป็น 5.51 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2578

มธ.

มากไปกว่านั้น พบว่าหลายประเทศทั่วโลกกำลังขยายการใช้ประโยชน์ด้านการรักษาและสร้างเศรษฐกิจจากระบบนิเวศการแพทย์แผนจีน ตั้งแต่ประเทศในเอเชีย ไปจนถึงยุโรป หรือแม้แต่ในสหรัฐอเมริกาที่ปัจจุบันมีผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพมากกว่า 4 หมื่นราย หรือในเยอรมนี ที่มีการนำบริการแพทย์แผนจีนบรรจุเข้าอยู่ในระบบหลักประกันสุขภาพ ฯลฯ 

ในความเป็นจริงแล้ว การแพทย์แผนจีนเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และย้อนกลับไปในปี 2562 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้บรรจุหมวดการแพทย์ดั้งเดิม (Traditional Medicine Chapter) เข้าไปในบัญชีจำแนกโรคสากล (ICD-11) ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันทั่วโลกด้วย

ความต้องการของผู้คนที่อยากดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและอิงกับธรรมชาติ เพื่อลดการพึ่งพายาเคมี หรือการรักษาที่มากเกินความจำเป็น คือปัจจัยหลักที่ทำให้มูลค่าตลาดการแพทย์แผนจีนเติบโตขึ้น และยังจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการเข้ามาของเทรนด์การมีอายุยืนยาวแบบมีสุขภาพที่ดี (Longevity) 

นี่จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะสร้างเศรษฐกิจและเข้าไปมีส่วนร่วมในการชิงส่วนแบ่งทางการตลาดในตลาดระดับโลก

มธ.

“มีนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่รู้จักและเคยรักษาด้วยการแพทย์แผนจีนมาก่อน เมื่อเข้ามาในประเทศไทยก็พยายามมองหาการแพทย์แผนจีน ฉะนั้นหากประเทศไทยยกระดับเรื่องนี้จริงจัง ก็จะยิ่งทำให้นโยบาย Medical Hub และ Wellness Tourism มีศักยภาพมากยิ่งขึ้น” ผศ. ดร.ภารดี ระบุ

ที่ผ่านมา หน่วยงานในประเทศไทยก็เดินหน้าผลักดันการแพทย์แผนจีนอยู่ไม่น้อย ทั้งการทำระบบการรับรองและออกใบอนุญาตผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน รวมถึงการจัดสรรตำแหน่งในระบบบริการสุขภาพภาครัฐ และล่าสุดที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 2569  มีมติอนุมัติให้ข้าราชการพลเรือนสามัญสายงานแพทย์แผนจีน ตำแหน่งแพทย์แผนจีน ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรักษาประชาชน มีสิทธิได้รับเงินประจำตำแหน่งประเภทวิชาการระดับชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ เดือนละ 3,500 บาท และ 5,600 บาท อีกด้วย

แม้ว่ามาตรการเหล่านี้จะทำให้มีคลินิกด้านการแพทย์แผนจีนเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในภาครัฐและเอกชน แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นควบคู่กันก็คือ ทุกวันนี้จำนวนแพทย์แผนจีนในไทยยังคงมีอยู่จำกัด และถือว่าขาดแคลนหากเทียบกับความต้องการ ปัจจุบันในประเทศไทยมีผู้ที่ได้รับใบอนุญาตฯ เพียงกว่า 2,000 คน ขณะที่ในแต่ละปีมีผู้ได้รับใบอนุญาตเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 300 คน

เพื่อเติมเต็มช่องว่างด้านกำลังคน และสร้างศักยภาพให้ประเทศไทย วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ (CICM) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) จึงทำความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู (Chengdu University of Traditional Chinese Medicine) เพื่อพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนแพทย์แผนจีนขึ้น ซึ่งเป็น “แห่งแรกของประเทศไทย” ที่เป็นหลักสูตรนานาชาติ

มธ.

มากไปกว่านั้นคือ ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับปริญญาการแพทย์แผนจีนบัณฑิต 2 ใบ (Dual Degree) คือจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 1 ใบ และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู อีก 1 ใบ

อาจมีคำถามว่า เมื่อต้องการเรียนการแพทย์แผนจีน เหตุใดจึงไม่ไปเรียนจากประเทศจีนที่เป็นต้นกำเนิดของศาสตร์การรักษานี้

ผศ. ดร.ภารดี อธิบายว่า นอกจากองค์ความรู้สากลในระดับนานาชาติแล้ว สิ่งสำคัญที่จะได้จากการเรียนที่ธรรมศาสตร์คือสายสัมพันธ์ (คอนเนคชัน) บุคลากรทางการแพทย์ในไทยและจีน ที่สามารถนำไปใช้ในการประกอบวิชาชีพได้จริง ตลอดจนความเข้าใจในบริบท ระบบสุขภาพ ระบบกฎหมาย และระบบนิเวศการแพทย์แผนจีนทั้งหมดในประเทศไทย

นอกจากนี้ CICM ได้ร่วมกับโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติในการเปิดคลินิกการแพทย์แผนจีน ซึ่งจะทำให้นักศึกษาได้รับประสบการณ์จากการได้ตรวจ และดูแลรักษาผู้ป่วยจริงๆ ภายใต้การกำกับของอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีน 

นำไปสู่การเปิดโอกาสทางการประกอบอาชีพได้อย่างหลากหลาย เช่น แพทย์แผนจีนในโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน ผู้ประกอบการคลินิกการแพทย์แผนจีน ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู นักวิจัยด้านการแพทย์และสมุนไพร อาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษา นักพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพ ที่ปรึกษาด้านสุขภาพ ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพและสมุนไพร ฯลฯ 

มธ.

ที่สำคัญคือ สามารถเลือกทำงานได้ทั้งในไทย จีน และประเทศอื่นๆ ได้อย่างกว้างขวาง ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากมีการรับรองปริญญาด้านการแพทย์แผนจีนของมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตูให้สามารถสอบเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้ 

สำหรับการเรียนการสอนจะใช้เวลาทั้งหมด 6 ปี แบ่งเป็น การเรียนที่ธรรมศาสตร์ 3 ปี ได้แก่ ปี 1 เรียนวิชาพื้นฐาน ปี 3 และ ปี 4 เรียนเนื้อหาวิทยาศาสตร์การแพทย์ และทฤษฎีการแพทย์แผนจีน และเรียนที่มหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเฉิงตู 3 ปี คือ ปี 2 เรียนภาษาจีน ปี 5 และ ปี 6 เรียนเนื้อหาด้านการแพทย์แผนจีน พร้อมกับปฏิบัติจริงกับผู้ป่วย

ผศ. นพ.พีระพงค์ กิติภาวงค์ คณบดีวิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มธ. อธิบายว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาที่จบจากหลักสูตรการแพทย์แผนจีนจาก CICM ไปแล้ว 3 รุ่น และกว่า 90% สอบผ่านได้รับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน

สำหรับแผนอนาคต CICM ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า มีอยู่ 3 เรื่องที่วางแผนเอาไว้ ได้แก่ 1. การเปิดหลักสูตรปริญญาโทแบบ Dual Degree 2. การพัฒนางานวิจัยด้านการแพทย์แผนจีนร่วมกับนักวิจัยของจีนมากขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างระบบนิเวศทางการวิจัย และกรุยทางไปสู่การสร้างนวัตกรรมในอนาคต และ 3. อยากจะผลักดันการผลิตยาสมุนไพรจีนได้เอง พร้อมกับให้มีการตั้งบริษัทภายใต้มหาวิทยาลัย เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงยาสมุนไพรจีนที่มีคุณภาพที่ผลิตโดยไทยเอง รวมถึงลดการนำเข้าสมุนไพรจีน ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง โดยหากเป็นไปได้อาจใช้สมุนไพรไทยมาทดแทน เนื่องจากมีสมุนไพรไทยหลายชนิดที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับสมุนไพรจีน และมีศักยภาพในการศึกษาวิจัยเพื่อใช้ทดแทนในบางตำรับ 

มธ.

อีกทั้งในเชิงการหนุนเสริมระบบบริการสุขภาพโดยตรง ขณะนี้ก็กำลังเดินหน้าทำให้เกิดการผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้ากับการดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองให้กับศูนย์ธรรมศาสตร์ธรรมรักษ์ และอาจต่อยอดไปถึงการพัฒนาเป็นแนวทางการดูแลรักษาผู้สูงอายุด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน พร้อมกับผลักดันให้ทาง สธ. มีการนำไปใช้จริงทั่วประเทศ เพื่อเป็นแนวทางการดูแลรักษาทางเลือกสำหรับรองรับกับสังคมผู้สูงอายุของไทยที่กำลังจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ในปี 2573 

ขณะเดียวกัน หากเป็นไปได้ ผศ. นพ.พีระพงค์ บอกว่า อยากให้รัฐบาล และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ผลักดันเรื่องการแพทย์แผนจีนควบคู่ไปกับการแพทย์แผนไทยด้วย ทั้งในแง่การผลักดันบุคลากรให้เข้าไปสู่ในระบบภาครัฐ รวมถึงบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีเพียงบริการฝังเข็ม 20 ครั้งต่อปีสำหรับฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยระยะกลาง (IMC) เท่านั้น

โลกเปลี่ยนไทยต้องเปลี่ยน รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มพลังงานหมุนเวียนรับยุค ไฟฟ้าสะอาด

โลกเปลี่ยนไทยต้องเปลี่ยน รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มพลังงานหมุนเวียนรับยุค ไฟฟ้าสะอาด

โลกเปลี่ยนไทยต้องเปลี่ยน รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างพลังงาน เพิ่มพลังงานหมุนเวียนรับยุค ไฟฟ้าสะอาด

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.43 น.

โลกเข้าสู่ยุคไฟฟ้าสะอาด รัฐบาลเร่งปรับโครงสร้างพลังงานไทย ลดฟอสซิล เพิ่มพลังงานหมุนเวียน สร้างความมั่นคงทางพลังงานและโอกาสเศรษฐกิจใหม่

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่การแข่งขันครั้งใหม่ ที่ไม่ได้แข่งขันกันเพียงด้านเทคโนโลยีหรือการผลิต แต่แข่งขันกันว่าใครจะสามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดได้มากกว่า เพราะพลังงานสะอาดกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดการลงทุน การส่งออก และการสร้างงานในอนาคต รัฐบาลจึงเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

รัชดา ธนาดิเรก

ข้อมูลจากรายงานทบทวนสถิติโลกด้านพลังงาน (Statistical Review of World Energy) ฉบับล่าสุดของสถาบันพลังงาน (Energy Institute) ระบุว่า ในปี 2025 (พ.ศ. 2568) พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รวมกันกลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่ที่เพิ่มเข้าสู่ระบบไฟฟ้าของโลกมากที่สุดเป็นครั้งแรก ขณะที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และกำลังผลิตใหม่ส่วนใหญ่มาจากพลังงานคาร์บอนต่ำ โดยพลังงานลมและแสงอาทิตย์เติบโตถึงร้อยละ 18.3 ในปีเดียว สะท้อนว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคไฟฟ้าสะอาดอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ใช่เพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะอุตสาหกรรมยุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมอาหาร หรือภาคการส่งออก ต่างต้องการไฟฟ้าที่มั่นคง มีต้นทุนเหมาะสม และสอดคล้องกับมาตรฐานการลดการปล่อยคาร์บอนที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก หากประเทศไทยเตรียมความพร้อมไม่ทัน ก็อาจสูญเสียโอกาสในการดึงดูดการลงทุนและขยายตลาดส่งออกในอนาคต

ไฟฟ้าสะอาด

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล

นายกรัฐมนตรีจึงให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ และมอบหมายให้ทุกหน่วยงานเร่งขับเคลื่อนมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การผลักดันโครงการโซลาร์ภาคประชาชน การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ระบบกักเก็บพลังงาน ระบบบริหารจัดการพลังงาน รวมถึงการเตรียมใช้เงินตามพระราชกำหนดกู้เงินด้านพลังงาน เพื่อสนับสนุนโครงการที่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่วัดผลได้

พร้อมกันนี้ รัฐบาลยังเดินหน้าวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้หมายถึงเพียงการสร้างโรงไฟฟ้า แต่รวมถึงการพัฒนาระบบสายส่งอัจฉริยะ ระบบกักเก็บพลังงาน โครงสร้างพื้นฐานรองรับยานยนต์ไฟฟ้า และเทคโนโลยีบริหารจัดการพลังงาน เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบไฟฟ้าที่มั่นคง มีประสิทธิภาพ และรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นางสาวรัชดา ย้ำว่า “รัฐบาลต้องการให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นเรื่องที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ไม่ใช่เฉพาะภาครัฐหรือภาคธุรกิจขนาดใหญ่ ประชาชนสามารถเริ่มต้นจากการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชนเพื่อลดค่าไฟ ชุมชนสามารถพัฒนาระบบพลังงานของตนเอง ภาคธุรกิจสามารถลดต้นทุนและยกระดับมาตรฐานการผลิต ขณะที่ภาครัฐจะเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบพลังงานที่มั่นคง ทันสมัย และแข่งขันได้ในระยะยาว”

“โลกไม่ได้กำลังจะเปลี่ยนในอีกสิบปีข้างหน้า แต่กำลังเปลี่ยนอยู่ในเวลานี้ ประเทศที่เตรียมระบบไฟฟ้าสะอาดได้ก่อน จะเป็นประเทศที่ดึงดูดการลงทุน สร้างงาน และแข่งขันได้มากกว่า รัฐบาลจึงเร่งปรับโครงสร้างพลังงานของไทยตั้งแต่วันนี้ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับคนไทยในระยะยาว” นางสาวรัชดา กล่าว

กู้เงินฟรีดอก รัฐบาลจัดให้เกษตรกรจำนำของไม่เสียดอกเบี้ยนาน 1 เดือน รับฤดูเพาะปลูก

กู้เงินฟรีดอก รัฐบาลจัดให้เกษตรกรจำนำของไม่เสียดอกเบี้ยนาน 1 เดือน รับฤดูเพาะปลูก

กู้เงินฟรีดอก รัฐบาลจัดให้เกษตรกรจำนำของไม่เสียดอกเบี้ยนาน 1 เดือน รับฤดูเพาะปลูก

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.21 น.

รัฐบาล สั่งโรงรับจำนำรัฐทั่วประเทศ ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนเต็ม ไม่จำกัดวงเงินตลอดเดือนกรกฎาคมนี้ให้เกษตรกรไทย หวังลดภาระค่าครองชีพในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก ที่จำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนสูงในการสร้างผลผลิต ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จึงได้จับมือกับสำนักงานธนานุเคราะห์ หรือโรงรับจำนำของรัฐ จัดโครงการ “เคียงข้างเกษตรกร ฟรีดอกเบี้ย” โดยมอบสิทธิพิเศษฟรีดอกเบี้ยนานถึง 1 เดือน สำหรับทุกวงเงินจำนำ ตลอดทั้งเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้กับเกษตรกรและอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบฐานราก

ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร

สำหรับเงื่อนไขการเข้ารับสิทธิ์นั้น รัฐบาลได้ปรับลดขั้นตอนให้ง่ายที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อประชาชน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มลูกค้าใหม่ ที่ยังไม่เคยมีประวัติตั๋วจำนำกับสำนักงานธนานุเคราะห์  ให้นำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง คู่กับบัตรประจำตัวเกษตรกร หรือสมุดทะเบียนเกษตรกร เข้าไปติดต่อก็รับสิทธิ์ฟรีดอกเบี้ย 1 เดือนได้ทันที ส่วนกลุ่มลูกค้าเดิม ที่เคยแจ้งอาชีพเกษตรกรไว้ในระบบของสำนักงานธนานุเคราะห์อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเตรียมเอกสารให้ยุ่งยาก แค่ยื่นบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง เพื่อยืนยันตัวตน ก็รับสิทธิ์ได้เลย

ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งหวังช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ ในช่วงที่เกษตรกรจำเป็นต้องใช้เงินทุนหมุนเวียน เพื่อซื้อปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย หรือยาปราบศัตรูพืช ซึ่งเกษตรกรผู้สนใจสามารถเข้าร่วมโครงการได้ที่สถานธนานุเคราะห์ หรือ โรงรับจำนำของรัฐ ทุกสาขาทั่วประเทศ ในวันและเวลาราชการ (08.00 – 16.30 น.) โดยจะเปิดให้บริการต่อเนื่องในช่วงพักเที่ยงด้วย เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้บริการทุกคน

ดอกเบี้ย

ภาพประกอบไม่เกี่ายวข้องกับข้อมูล

สถ. ลุยล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นฟันวินัย อาญาไม่เลี้ยง ขีดเส้น 3 วัน รื้อคะแนน 1.5 หมื่นคน

สถ. ลุยล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นฟันวินัย อาญาไม่เลี้ยง ขีดเส้น 3 วัน รื้อคะแนน 1.5 หมื่นคน

สถ. ลุยล้างบางทุจริตสอบท้องถิ่น ลั่นฟันวินัย อาญาไม่เลี้ยง ขีดเส้น 3 วัน รื้อคะแนน 1.5 หมื่นคน

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 09.10 น.

‘สถ.’ เปิดยิบ! ผลสืบสวนข้อเท็จจริงโกงสอบข้าราชการ-พนักงานท้องถิ่นล๊อตปี68 ขีดเส้น 3 วันรายงานผลรื้อตรวจสอบคะแนนภาคก.-ข.ใหม่ 15,520 คน ที่ได้รับบรรจุ-แต่งตั้งไปแล้ว ยันหากพบใครเอี่ยวทุจริตฟันไม่เลี้ยงทั้งวินัย-อาญา

3 ก.ค.2 569 กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าวรายงานผลการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น มีเนื้อหาระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าว สำนักงาน ป.ป.ช. ร่วมกับตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้นำหมายค้นของศาลจังหวัดนนทบุรีเข้าตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในตำบลบางเลน อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบรี สืบเนื่องจากการร้องเรียนว่ามีกลุ่มบุคคลและตัวเตอร์บางกลุ่มแอบอ้างว่ามีเส้นสายภายในสามารถช่วยเหลือผู้สมัครสอบให้ผ่านการคัดเลือกและเข้ารับราชการท้องถิ่นได้ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี2568

สอบท้องถิ่น

ภาพประกอบไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูล / ภาพสร้างจาก AI

โดยขบวนการนี้จะเรียกรับเงินตั้งแต่ 350,000- 800,000 บาท และผลการตรวจค้นพบว่า บ้านหลังดังกล่าวถูกใช้เป็นสถานที่สำหรับแก้ไขกระดาษคำตอบเพื่อบเพื่อปรับคะแนนให้ตรงกับรายชื่อของผู้ที่ยอมจ่ายเงิน ซึ่งพบสำเนากระดาษคำตอบ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นได้มีคำสั่ง ที่ 674/2569 ลงวันที่ 23มิถุนายน2569 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง เพื่อสืบสวนกระบวนการขั้นตอนการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นช้าราชการหรือ พนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 ให้ได้ข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง ครบถ้วน ชัดเจนและเป็นธรรมกับทุกฝ่ายโดยได้ดำเนินการ สอบพยานบุคคลและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องในหลายประเด็น สรุปผลสืบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น ดังนี้ 1.กระบวนการจัดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น มีขั้นตอนการดำเนินงาน เริ่มตั้งแต่คำสั่งหังหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 8/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูป การบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น ลงวันที่ 21กุมภาพันธ์2560 กำหนดให้คณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต.) กำหนด โดยคณะกรรมการดังกล่าวในการประชุมเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 มีมติเห็นชอบให้คณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินการสอบแข่งขันในตำแหน่งและอัตราว่างตามที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประสงค์ให้จัดสอบ และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินการคัดเลือกมหาวิทยาลัยตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารพัสดุภาครัฐ

2.การจัดทำร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) ในการสอบแข่งขันกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้หารือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลางแล้วมีความเห็นว่า ร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) ปี 2568 มีหลักประกันที่สูงกว่าขอบเขตงานจ้าง (TOR) ปี 2566 และเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหา ป้องกันการทุจริต สามารถสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นต่อสาธารณชน และผู้ที่เข้าสอบแข่งขันเป็นการดำรงไว้ซึ่งความเสมอภาคในโอกาสและหลักความรู้ความสามารถอันเป็นหัวใจที่สำคัญของระบบบบคุณธรรมซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะที่หน่วยงานของรัฐต้องรักษาไว้

3.กระบวนการตรวจและประมวลผลจัดทำบัญชีรายชื่อผู้สื่อผู้สอบผ่าน 

3.1 พบว่าไฟล์บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้รับจากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้าง มีชื่อเจ้าหน้าที่ของผู้รับจ้างบันทึกไฟล์เป็นคนสุดท้าย โดยมีประวัติการเข้าใช้ 115 ครั้ง รวมถึงมีชื่อบริษัทเอกชนที่ปรากฎเป็นข่าวว่ามีการปลอมแปลงกระดาษคำตอบเข้ามาแก้ไขไฟล์ ซึ่งมีข้าราชการกรมส่งเสริม

การปกครองท้องถิ่นเป็นผู้รับ flash driveไฟล์ประมวลผลสอบผ่านภาค ก ภาค ข และภาค ค จากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้าง เพื่อนำไปประกาศบัญชีรายชื่อผู้มีผู้มีสิทธิสอบภาค ค และบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งไม่ใช่ flash drive ผู้สอบผ่านภาค ก และ ภาค ข ที่เก็บรักษาไว้ในผู้นิรภัยที่ห้องอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น

3.2 ร่างขอบเขตงานจ้าง (TOR) กำหนดให้ผู้รับจ้าง บันทึกคะแนน ทวนสอบคะแนนที่บันทึกส่งมอบผลการประมวลผลการสอบให้คนะกรรมการกลาลางการสอบแข่งขันฯ และจัดทำบัญชีประกาศรายชื่อผู้มีมีสิทธิสอบภาค ค และบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ โดยพบว่ามีข้าราชการผู้รับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ร่วมกันตรวจทานรหัสผู้เข้าสอบกับตำแหน่งสอบ จำนวนวนรวมผู้สอบได้แต่ละตำแหน่งจากไฟล์บัญชีรายชื่อผู้สอบผ่านที่ได้รับมอบ จากเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบของผู้รับจ้าง จำนวนหลายครั้ง ทั้งก่อนและหลังเสนอคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบภาค ค และรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ จึงมีมูลเหตุอันควรเชื่อได้ว่าอาจเกิดการแก้ไขคะแนนคำตอบในขั้นตอนนี้ ระหว่างข้าราชการผู้รับผิดชอบของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผู้รับจ้าง รวมถึงบุคคคลอื่นที่อาจเกี่ยวข้อง โดยไม่พบว่ามีข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นผู้ใดเคยสัมผัสหรือเก็บรักษาคีย์เฉลยที่ผู้รับจ้างจัดทำและเก็บรักษาไว้เพื่อใช้สำหรับตรวจกระดาษคำตอบตลอดกระบวนการสอบแข่งขันในครั้งนี้

3.3 กรมส่งเสริมการปกครองท้องกินได้ร่วมกับคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงของกระทรวงมหาดไทยสุ่มตรวจข้อมูลผลคะแนนสอบใน flash drive ซึ่งเก็บไว้ไว้ในตู้นิรภัยที่ห้องอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 พบว่าผลคะแนนในไฟล์ภาพกระดาษคำตอบไม่ตรงกับผลคะแนนในในไฟล์ประมวลผลการสอบ ภาค ก และภาค ข ที่ผู้รับจ้าง เสนอคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ ประกาศรายชื่อตาม TOR

4.เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและแก้ไขปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้น ประธานกรรมการกลางการสอบแข่งขันฯ มอบหมายกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นร่วมกับภาคีเครือข่าย ตรวจสอบยืนยันยันความถูกต้องของผลคะแนนสอบภาค ก และภาค ข ของผู้เข้าสอบแข่งขันที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งไปแล้ว จำนวน 15,520 ราย ภายใน 3 วัน (ระหว่างวันที่ 4 – 6กรกฎาคม2569)

5.ภายหลังการตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ถูกต้องกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับการสอบแข่งขันต่อไป

“ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีบุคลากรในสังกัดเกี่ยวข้องกับการทุจริต กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะดำเนินการทางวินัย ทางแพ่งและทางอาญา กับผู้กระทำผิดที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อสร้างความโปร่งใส ความเชื่อมั่น และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อสาธารณชนและหน่วยงานของรัฐต่อไป” เอกสารฯ ระบุทิ้งท้าย

สอบท้องถิ่น
สอบท้องถิ่น