สุดชื่นมื่น ซัน วงศธร หอบสินสอดกว่า 3 ล้าน สู่ขอ แพรวพราว เข้าพิธีวิวาห์

สุดชื่นมื่น ซัน วงศธร หอบสินสอดกว่า 3 ล้าน สู่ขอ แพรวพราว เข้าพิธีวิวาห์

สุดชื่นมื่น ซัน วงศธร หอบสินสอดกว่า 3 ล้าน สู่ขอ แพรวพราว เข้าพิธีวิวาห์

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

ชื่นมื่น! “ซัน วงศธร” ควงแขน “แพรวพราว แสงทอง” เข้าพิธีวิวาห์หวาน แฟนคลับแห่ยินดีคับคั่ง สินสอดกว่า 3 ล้าน 

ฤกษ์งามยามดี กลายเป็นเรื่องราวสุดประทับใจของวงการเพลง เมื่อพระเอกลิเกหน้าหวาน “ซัน วงศธร” และหมอลำสาวดาวค้างฟ้า “แพรวพราว แสงทอง” ได้ถือฤกษ์ดีจูงมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางบรรยากาศสุดอบอุ่นที่อบอวลไปด้วยความรัก

พิธีจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายไปด้วยความสง่างามตามแบบประเพณีไทย โดยมีครอบครัวของทั้งสองฝ่าย รวมถึงผู้ใหญ่ในวงการบันเทิงและเพื่อนพ้องศิลปินร่วมเป็นสักขีพยานอย่างหนาตา

โดยช่วงเช้าเป็นพิธีแห่ขันหมากตามประเพณี ซึ่งเจ้าบ่าว “ซัน วงศธร” มาในชุดไทยประยุกต์สุดหล่อผ่านด่านประตูเงินประตูทองด้วยรอยยิ้ม ทั้งคู่ได้สวมแหวนหมั้นและจดทะเบียนสมรส ท่ามกลางเสียงเชียร์และความยินดีของแขกผู้มีเกียรติ

แพรวพราว แสงทอง เจ้าสาวในชุดไทยศิวาลัยสีขาวนวล ได้เปิดใจสั้นๆ ว่า “ขอบคุณทุกเรื่องราวที่ทำให้เรามาเจอกัน ขอบคุณซันที่เข้ามาเป็นกำลังใจและดูแลกันอย่างดี” ขณะที่ ซัน วงศธร ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยแววตาแห่งความสุขว่า “สัญญาว่าจะดูแลพี่แพรวและครอบครัวให้ดีที่สุด จะเป็นคู่คิดและเป็นแรงใจให้กันแบบนี้ตลอดไป”

ทันทีที่มีการเผยแพร่ภาพงานแต่งงานออกไป แฟนคลับของทั้ง “ซัน” และ “แพรวพราว” ต่างเข้าไปแสดงความคิดเห็นร่วมยินดีผ่านทางโซเชียลมีเดียอย่างล้นหลาม โดยส่วนใหญ่กล่าวว่าเป็นคู่ที่ดูเหมาะสมและลงตัว พร้อมอวยพรให้ทั้งคู่มีชีวิตคู่ที่ราบรื่นและเปี่ยมไปด้วยความสุข

อ่านแล้วสะดุ้ง! แน็ก ชาลี โพสต์เดือดหลังฟ้องพี่สาว 4 คน คดีหมิ่นประมาท

อ่านแล้วสะดุ้ง! แน็ก ชาลี โพสต์เดือดหลังฟ้องพี่สาว 4 คน คดีหมิ่นประมาท

อ่านแล้วสะดุ้ง! แน็ก ชาลี โพสต์เดือดหลังฟ้องพี่สาว 4 คน คดีหมิ่นประมาท

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.10 น.

19 มกราคม 2569 กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามอง หลังนักแสดงหนุ่ม แน็ก ชาลี ยื่นฟ้องพี่สาวทั้ง 4 คน ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา อันส่งผลให้ชื่อเสียงได้รับความเสียหาย โดยก่อนหน้านี้ ทนายนิด้า ศรันยา ทนายความชื่อดัง ซึ่งรับหน้าที่ดูแลคดีให้กับพี่สาวทั้ง 4 คน ออกมาเปิดเผยว่า ลูกความรู้สึกตกใจอย่างมากกับการถูกน้องชายฟ้องร้อง และคดีดังกล่าวเป็นคดีอาญา ไม่มีการเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ซึ่งมีโทษสูงถึงจำคุก

ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 แน็ก ชาลี ได้เคลื่อนไหวผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวระบุว่า “อายุก็เยอะกันหมดแล้ว คิดกันไม่ได้ รวมกันก็ตั้งหลายหัว อยู่กันเงียบๆ ชีวิตก็ดีอยู่แล้ว ชอบกระแสกันมาก สุดท้าย กระแสคงไม่ได้ดีแบบที่ประชุมกันไว้ เลยทําให้มีเรื่องเครียด พาลโทษคนอื่นไปเรื่อย ทําไมไม่โทษตัวเองกับทนายของตัวเองก่อนบ้าง ว่าไม่ต้องพูด หรือคิดดีๆ ว่ารอบนี้กระแสมันเกิดจากอะไร ที่ทำให้ต้องมาเครียดกันอยู่แบบนี้ จะได้ไม่ต้องมาพาลโทษคนอื่นไปเรื่อย คิดกันให้ได้ แค่นี้เอง คิดได้ก็ไม่ต้องมานั่งนอนเครียดแล้ว มีคำพูดดีๆ สวยๆ กว่านี้เยอะที่จะพูด แต่ถ้าชอบใช้ชีวิตกันแบบนี้ก็เอาใหม่นะ สลับๆ กันไป กระแสดีบ้าง ไม่ดีบ้าง

เตือนใครจะพิมพ์อะไร ก็ระวังกันด้วยนะครับ บางคนยิ่งหิว ๆเงินกันอยู่ เดี๋ยวต้องมาเสียเงินเสียเวลาโดยใช่เหตุเพราะเรื่องไร้สาระ แบบนี้ ! ดูให้เป็นเรื่องตลกๆ ออนไลน์ เสียเวลาชีวิตเล่นๆ กันไปก็พอนะครับ ขออภัยทุกๆ คนด้วย ที่ข่าวไม่มีประโยชน์แบบนี้มารบกวนชีวิตหลายๆ คน”

ที่มา : @charliepotjes

‘กระแต-โตชิ’ตอบคำชาวเน็ต ‘นานา-เวย์’เคยยืมเงินไหม? แจงขอโทษ!อดีตต้นสังกัด ปมร้องเพลงตัวเองผิดลิขสิทธิ์จริงไหม?

'กระแต-โตชิ'ตอบคำชาวเน็ต 'นานา-เวย์'เคยยืมเงินไหม? แจงขอโทษ!อดีตต้นสังกัด ปมร้องเพลงตัวเองผิดลิขสิทธิ์จริงไหม?

‘กระแต-โตชิ’ตอบคำชาวเน็ต ‘นานา-เวย์’เคยยืมเงินไหม? แจงขอโทษ!อดีตต้นสังกัด ปมร้องเพลงตัวเองผิดลิขสิทธิ์จริงไหม?

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 11.39 น.

กลายเป็นเรื่องร้อนฉลองคืนข้ามปี สำหรับกรณีของ “KT กระแต” ที่ไม่สามารถร้องเพลงตัวเองได้บนเวที เนื่องจากติดปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ จนกลายเป็นดรามาว่าเพลงตัวเอง แต่ทำไม? ร้องไม่ได้ ล่าสุดได้ควงแขนว่าที่สามี “โตชิ” มาออกรายการ คุยแซ่บShow ทางช่องOne31 อัปเดตว่าได้มีการขอโทษกับอดีตต้นสังกัดแล้ว พร้อมเผยได้เจอ “นานา-เวย์” เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ได้เอาขันธิเบตไปฝากให้ชำระล้างจิตใจ ให้สิ่งไม่ดีออกไป แจงยืนยันว่าอีกฝ่ายไม่เคยขอยืมเงิน 

กระแต : Bangkok city เอ็มวีตัวนี้ลงทุนกว่า 5 ล้านบาท เราอยากให้เพลงนี้เป็นซอฟพาวเวอร์ คำว่าซอฟพาวเวอร์ มันไม่ได้เป็นคำที่สวยหรู แต่มันมาจากจิตวิญญาณของความเป็นคนไทย อยากให้ทุกคนรักความเป็นไทยแลนด์ อยากให้เพลง Bangkok city เป็นเพลงซิกเนเจอร์ของประเทศไทย อยากให้ฝรั่งเข้ามาดูเอ็มวีตัวนี้ เค้าจะได้รู้ว่าประเทศไทยมีอะไรดี มันมีทั้งศิลปะ วัฒนธรรมความเป็นไทย และเราได้โปรดิวเซอร์ที่เคยทำงานกับแม่เจโล แม่บียอนเซ่ มาร่วมทำงานกับเรา และเราก็ได้นำเพลงนี้ไปสู่สายตาระดับโลก ผ่านเวทีมิสยูนิเวอร์ส ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดปลายปีที่ผ่านมา

อย่างดราม่าล่าสุดที่เราไม่สามารถร้องเพลงตัวเองได้บนเวที?

กระแต : เหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้น คือตอนนั้นที่บนเวที เราก็เล่นมุข แล้วเราก็ไม่ได้คิดอะไรเยอะ ปกติแล้วแตร้องเพลงตัวเองได้ แต่มันเป็นดราม่าเพราะว่า ทุกคนด่าค่ายเก่า ว่าทำไมใจร้าย ทำไมถึงไม่ให้เค้าร้องเพลง แต่จริงๆร้องได้ แต่บางงานก็ไม่สามารถร้องได้ เนื่องจากว่าเจ้าภาพจะต้องไปขอลิขสิทธิ์เอง ซึ่งมันมีเงื่อนไขตามบริษัทของเค้าอยู่แล้ว และงานที่เป็นเฟสติวัลที่มีการเก็บเงินค่าบัตร มันคือเชิงพาณิชย์ ซึ่งทางเจ้าภาพที่เราไปในงานวันนั้นเค้าอาจจะยังไม่ได้คุยกัน เราก็เลยไม่สามารถร้องได้ มันก็สามารถร้องได้ 7 คำ ตามเงื่อนไข แล้วพอเราโพสต์ไป ก็มีคนไม่เข้าใจหลายคน ดราม่าไปว่าทำไมค่ายเก่าถึงไม่ให้ลิขสิทธิ์เรา แล้วผู้ใหญ่ทางเจ้าของลิขสิทธิ์ ก็รู้สึกว่าทำไมฉันดูเป็นคนใจร้ายหรอ จริงๆ แตก็มีส่วนผิด ที่เราไม่ได้อธิบายบนเวที บนเวทีมันแป๊บเดียว และบางคนก็ถามว่าทำไมแตถึงไม่ซื้อลิขสิทธิ์เอง คือมันเป็นเรื่องของธุรกิจ แล้วตอนนี้เราก็เป็นนักธุรกิจเองด้วย และบางอย่างมันไม่สามารถขายขาดได้ แต่อดีตต้นสังกัดเค้าก็อนุญาตให้เราร้องได้ ถามว่าเราเคยขอซื้อไหม แต่เขาไม่ได้ขาย ความเข้าใจของเรา คือเราได้ร้อง แต่คนอื่นก็ตีกันไปเองว่าเราไม่สามารถร้องได้ ประมาณนั้น 

แล้วทางต้นสังกัดเดิมเค้าว่ายังไงบ้าง ?

กระแต : เค้าก็น้อยใจ เค้าก็โทรหาเรา เราก็ขอโทษ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา เราเป็นเด็กดีมาตลอด 20 ปี ที่อยู่อาร์สยาม แล้วเราก็เต็มที่แล้วเราก็รักบ้านนี้ เพราะว่าเป็นบ้านอีกหลังของหนู ก็มีการคุยกัน เคลียร์ใจกัน เขาก็เข้าใจกัน 

แล้วในอนาคตจะมีการซื้อลิขสิทธิ์ขาดไหม ?

กระแต  : อันนี้ก็ต้องไปถามที่อดีตที่ต้นสังกัด (ยิ้ม) ยืนยันว่าไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน เลิฟกันดี

แล้วล่าสุดได้เจอพี่สนิท  อย่าง “นานา-เวย์” เป็นยังไงบ้าง?

กระแต : ปกติเราก็ไปเบิร์ดเดย์พี่เขาทุกปี ต้องเล่าก่อนว่าแตกับครอบครัวพี่นานา เราช่วยเหลือกันมาโดยตลอด ในทางของเพลง ทำเพลงด้วยกัน แต่เราก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นของเค้ามันเป็นยังไงบ้าง ผิดหรือถูก คนเราอาจจะหลงทางกันได้ อันนี้เราก็ไม่ทราบ แต่กับแต เค้าน่ารักกับเรา เค้าเป็นพี่ชายพี่สาวที่ดีกับเรามาโดยเสมอ มันเป็นการช่วยเหลือกันมาโดยตลอด

โตชิ  : เราก็ให้กำลังใจ คนเรามันก็พลาดกันได้ ประเด็นคือถ้าคุณพลาดแล้ว คุณจะรับผิดชอบหรือเปล่า ถ้าคุณรับผิดชอบได้ ผมก็เป็นกำลังใจให้คุณ แค่นั้นเองครับ

สภาพจิตใจของพี่ๆ เขาเป็นยังไงบ้าง ?

กระแต  : เค้าก็สู้สุดๆ แต่เจอพี่เค้าล่าสุด เค้าก็น่ารักเหมือนเดิม เราก็มีพลังบวกให้กัน ทุกปัญหามีทางออกเสมอ แม่เคยมาถึงจุดนี้ได้ แล้วจะได้ไปต่อมันก็ไม่ยาก ซึ่งมันจะยากจากคนที่จากศูนย์แล้วขึ้นไป แต่แม่มาอยู่จุดนี้ และการที่แม่ล้ม แล้วแม่จะกลับมายืนจุดเดิม มันกลับมาได้อยู่แล้ว เป็นกำลังใจให้ เพราะว่าเรายังโชคดีกว่าอีกหลายคน และการที่เค้าเจอศึกหนักมาเยอะ เราก็พยายามส่งพลังบวกอย่างเดียว และเราก็เอาขันทิเบตไปให้เค้าตี เพราะด้วยบรรยากาศแล้ว มันเงียบสงบ ให้ซึมซับพลังงานธรรมชาติ ไปอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ดินน้ำลมไฟ บรรยากาศบริสุทธิ์ ช่วงนั้นที่ไปคืออากาศดีมาก อยากให้เค้าล้างพลังงาน ให้เค้าเคลียร์ แล้วก็ชาร์จไปในตัว แล้วคลื่นเสียงพวกนี้มันคืออ้างอิงจากทางวิทยาศาสตร์ มันสามารถทำให้เราผ่อนคลาย แล้วก็รีแล็กซ์ได้ เพราะเราก็ศึกษาเรื่องนี้มา พลังงานจักรวาล เราเชื่ออย่างนั้น มันทำให้เรารู้สึกว่าทำให้เขาสู้ต่อได้ ซึ่งการที่เราทำแบบนี้ เราไม่รู้หรอกว่าเราจะได้อะไร แต่เราจะทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้ 

แล้วตอนนั้นที่เราไปเม้นให้กำลังใจในช่วงที่เค้าเจอดราม่า  ทัวร์ก็เลยมาลงที่เรา?

กระแต  : คนก็เข้ามาถามว่าทำไมเราถึงไปให้กำลังใจเขา ก็คนที่เค้าโดน หนูก็ไม่ได้สนิท หนูไปพิมพ์ให้กำลังใจเขาก็แปลกๆ อยู่นะคะ (ยิ้ม) และการที่เราไปให้กำลังใจเขา มันเป็นความรู้สึกดี อยากให้เขาสู้ต่อ อย่างน้อยในวันที่เขาไม่มีใคร พี่หันมาพี่ยังเจอพลังบวกจากหนู แต่ก็มีคนไม่เข้าใจเยอะ มีหลายเม้นท์ ซึ่งเราจำได้ว่ามีคนเม้นว่าปกติใช้เครื่องสำอางกระแตนะ แต่พอมาเม้นให้กำลังใจแบบนี้ ขอเลิกใช้ดีกว่า ซึ่งปกติเราก็มีดราม่าตลอด แต่คอมเม้นท์ ที่มาคอมเม้นท์ว่าเรา เราก็จะอ่านเพื่อพิจารณา แล้วก็วางลง ไม่ได้มาเก็บเอาไว้ ถามว่าคอมเม้นต์นี้รู้สึกไหม อุ๊ย แรงนะ แต่เราเป็นคนคิดบวก แต่เค้าก็ไม่ผิดที่เม้นแบบนี้ ก็เคารพการตัดสินใจของเค้า ถ้าคุณรู้สึกว่าไม่อยาก Support ไม่รักแตแล้ว ไม่เป็นไรเลย แต่เชื่อเลยว่าสักวันนึงพี่ก็จะเข้าใจหนู

มีคนเม้นท์ ”แล้วทำไม “พี่กระแต“ ถึงไม่ให้ ”พี่นานา“ ยืมตังค์ไปใช้หนี้เขา“ ?

กระแต : (หัวเราะ) ซึ่งมันมีหลายเม้นมากที่ถามมาแบบนี้ คือเอาอย่างนี้นะคะ ถ้าเค้าจะยืมเค้าคงยืมแล้ว เค้าไม่เคยเอ่ยยืมเงินกระแตเลย คนเรามันไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซ็นต์ แตก็มีส่วนดี แต่ก็มีส่วนเลว เราเลือกที่จะรักในส่วนที่ดี แต่เราไม่ได้เจอในส่วนที่มีปัญหากับเขา ซึ่งพี่เค้าน่ารักมากเค้าไม่เคยพูดเรื่องเงินกับกระแตเลย 

และเรายังเอาสินค้าของเราไปให้พี่เค้าปักตะกร้าขาย ?

กระแต  : จะได้ช่วยกัน จะได้หมดหนี้เร็วๆ เราก็ให้ค่าคอมจุกๆ เลย อยากให้แม่เขาสู้ 

และอีกหนึ่งเรื่อง ถ้ายอดขายทะลุ 1,000 ล้าน จะแต่งปลายปีนี้?

โยชิ  : ทะลุไปเรียบร้อยแล้ว

กระแต  : มันเป็นการตั้งเป้าของเราเมื่อปีที่แล้ว แต่หลายคนก็บอกว่าเราหน้าเงินจังเลย ถ้าไม่พันล้าน เราไม่แต่งหรอ แต่จะอธิบายว่ามันเป็นการชาเลนจ์ตัวเอง คิดว่าเราจะทำได้ไหม ซึ่งมันก็จะเยอะเลย ใครจะไปรู้ว่าวันนึงเราจะทำได้ จากสิบ เป็นร้อย เลยลองพันไหม แล้วพอมันพันนึง มันขึ้นมาได้ทุกอย่างเพราะว่าตัวเราเอง เรียกได้ว่าเราขายวิญญาณ เหนื่อยมาก 

แสดงว่าเราต้องได้ยินข่าวดีเร็วๆ นี้น่ะสิ?

โตชิ : ก็น่าจะสิ้นปีนี้ครับ

กระแต : ช่วงนี้เราโปรเจคเยอะมาก เพราะว่าเราก็ไม่มีเวลาที่จะคุยกันเรื่องแต่งงาน 

โตชิ : ก็คือเปิดมาแล้วอาฟเตอร์ปาร์ตี้เลย 

กระแต : หนูสวัสดีซัก 10 นาที แล้วก็สนุกสนานเลย 

แต่เห็นว่าล่าสุดเลือกจะเก็บไข่มากกว่า?

กระแต : ปีนี้ 39 ก็กินเด็กมันก็ดีแบบนี้แหละ เราก็รู้สึกว่าเราอยากมีครอบครัว อยากมีน้อง คิดว่าไม่เกินสองปี เราจะมีน้อง ก็เลยรู้สึกว่าจะ 40 แล้วเราก็เลยไปเก็บไข่ไว้ก่อน แต่เราก็ต้องปรับเปลี่ยนชีวิต เพราะว่าเรานอนน้อย ร่างกายมันเหนื่อย กลัวน้องไม่สมบูรณ์ หลังจากปีใหม่ที่ผ่านมา เราจะเปลี่ยนจากการนอนตีสอง มานอนสี่ทุ่ม ตื่นเช้า 6 โมง เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ สุขภาพต้องสำคัญ 

โตชิ : ซึ่งเราตั้งเป้าว่าเราอยากมีสองคน

กระแต : อยากมีลูกแฝดไปเลย 

ล่าสุดสินค้าเราโดนก๊อปปี้ ?

กระแต  : ใช่ค่ะ แตถึงกับร้องไห้ เราเข้าใจว่าแบรนด์เนมใหญ่ๆ เค้าก็โดนก็อป แต่เราเสียใจตรงที่ว่า ลูกค้าจะได้สินค้าก๊อปไป เพราะว่ามิจฉาชีพเค้าเอาหน้ากับเสียงของเราไป แต่ส่งสินค้าไปอีกแบบนึง ทำให้ลูกค้าเข้าใจผิด ซึ่งส่งมาจากประเทศจีน และบางท่านก็ไม่รู้ เห็นว่าราคาถูก สุดท้ายก็มาคอมเม้นต์ในเพจของเรา บอกว่าอย่าไปซื้อนะ สินค้าไม่ตรงปก ทั้งๆ ที่นั่นคือของปลอม แล้วก็มีคนเข้าใจผิด จนบอกว่า “ดีนะ อ่านคอมเม้นต์ก่อน” มันทำให้เราจี้ด ซึ่งเราก็ดำเนินทางกฎหมาย แต่สิ่งที่เราทำได้ก่อนก็คือเราแจ้งแล้วก็เตือนผู้บริโภคหลายคนผ่านเพจของเรา แต่มันก็ดำเนินคดียากเพราะว่ามันมาจากต่างประเทศ ต่อให้ปิด แล้วเขาก็เปิดใหม่ มันก็ลำบากอีก

สมหวังที่สุด! ปุยฝ้าย เฉลยเพศลูก ทำสามีถึงกับร้องไห้หนัก

สมหวังที่สุด! ปุยฝ้าย เฉลยเพศลูก ทำสามีถึงกับร้องไห้หนัก

สมหวังที่สุด! ปุยฝ้าย เฉลยเพศลูก ทำสามีถึงกับร้องไห้หนัก

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 19.55 น.

แอบลุ้นกันมานานหลายเดือน สำหรับนักร้องสาวเสียงใส “ปุยฝ้าย ณัฎฐพัชร์” หรือ ปุยฝ้าย AF4 กับเพศของทายาทคนแรกที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ว่าจะเป็นลูกสาวหรือลูกชาย

ล่าสุด ปุยฝ้าย ได้ควงแขนสามี ตาม เธียรวิชญ จัดงานเฉลยเพศลูก (Gender Reveal) เชิญเพื่อนพ้องคนสนิทมาร่วมเป็นสักขีพยาน โดยทั้งคู่เผยว่า เพิ่งทราบผลไปพร้อมกับทุกคนในงานเช่นกัน

ช่วงเวลาสำคัญเมื่อ ปุยฝ้ายและตาม ร่วมกันปล่อยลูกโป่ง ปรากฏว่าเป็นสีชมพู ซึ่งหมายถึง ลูกสาว สร้างความดีใจให้กับทุกคนในงาน โดยเฉพาะว่าที่คุณพ่ออย่างหนุ่มตาม ที่ถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ด้วยความปลื้มใจสุดๆ

หลังจากนั้น ปุยฝ้าย ได้เล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่า สามีอยากมีลูกสาวมากเป็นพิเศษ และวันนี้ก็ถือว่าได้สมหวังดังที่ตั้งใจไว้ ท่ามกลางเสียงแสดงความยินดีและบรรยากาศอบอุ่นจากคนใกล้ชิด

ไฟลุกทั้งไอจี! ก้อย รัชวิน แชะภาพฉลองวัย 42 หุ่นแซ่บจนโฟกัสไม่ถูก

ไฟลุกทั้งไอจี! ก้อย รัชวิน แชะภาพฉลองวัย 42 หุ่นแซ่บจนโฟกัสไม่ถูก

ไฟลุกทั้งไอจี! ก้อย รัชวิน แชะภาพฉลองวัย 42 หุ่นแซ่บจนโฟกัสไม่ถูก

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

18 มกราคม 2569 ทำเอาอินสตาแกรมแทบลุกเป็นไฟ เมื่อคุณแม่ลูกสองคนสวย “ก้อย รัชวิน” ออกมาโพสต์ภาพสุดเซ็กซี่ ฉลองวันคล้ายวันเกิดอายุครบ 42 ปี ด้วยการถอดเสื้อถ่ายภาพในคอนเซ็ปท์เรียบเท่ แต่แฝงไปด้วยพลังความมั่นใจ อวดหุ่นฟิตแอนด์เฟิร์มที่เกิดจากการดูแลตัวเองอย่างมีวินัย จนเพื่อนพ้องในวงการและแฟน ๆ แห่เข้ามาคอมเมนต์กันสนั่น

โดยก้อยได้เผยความรู้สึกผ่านแคปชั่น ระบุว่า Today I celebrate the woman I’ve become and the even better woman I am yet to be. CHEERS TO 42!

แต่ก่อนเวลาใครถามอายุ ไม่ค่อยอยากจะบอก แต่ตอนนี้พูดได้แบบโคตรภูมิใจเลยว่า 42 แล้ว เพราะสุดท้าย ตัวเลขไม่ได้เป็นตัววัดมาตรฐานชีวิตเรา แต่ “ร่างกาย” ของเราต่างหาก ที่จะเป็นตัวบอกว่า เรารักตัวเองมากแค่ไหน เราออกกำลังกาย กินอาหารดี ดูแลจิตใจดีพอรึเปล่า? เพราะร่างกาย คือ “บ้าน” หลังเดียวที่เราต้องอาศัยอยู่ไปตลอดชีวิต … ขอบคุณตัวเองที่ดูแลบ้านหลังนี้อย่างดี และไม่เคยหยุดพัฒนาตัวเอง ช้าแต่ชัวร์ ไม่มีทางลัด มีแต่ความพยายาม

ปกติจะจบว่า #ก้อยไม่เก่งแต่ก้อยไม่หยุด แต่วันเกิดปีนี้ขอชมตัวเองนิดนึง55 ก้อยเธอเก่งมาก! ไปต่อนะ!

แม่ลูกสวยแพ็กคู่! นนนี่ ลูกสาว แอน สิเรียม เข้าพิธีวิวาห์สุดอบอุ่น

แม่ลูกสวยแพ็กคู่! นนนี่ ลูกสาว แอน สิเรียม เข้าพิธีวิวาห์สุดอบอุ่น

แม่ลูกสวยแพ็กคู่! นนนี่ ลูกสาว แอน สิเรียม เข้าพิธีวิวาห์สุดอบอุ่น

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.48 น.

เข้าสู่ประตูวิวาห์อย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ “นนนี่ นนลนีย์” ลูกสาวคนสวยของนักแสดงรุ่นใหญ่ “แอน สิเรียม” ที่ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ได้จับมือแฟนหนุ่มนอกวงการเข้าพิธีมงคลสมรส ท่ามกลางบรรยากาศสุดโรแมนติกและอบอวลไปด้วยความรัก ณ Sol House Bangkok

ภายในงาน เจ้าสาวนนนี่ปรากฏตัวในชุดแต่งงานสีขาวผ่อง สวยสง่า พร้อมเพิ่มกิมมิกความเซ็กซี่เบาๆ ด้วยดีไซน์ซีทรูแหวกอกอย่างมีสไตล์ ขณะที่เจ้าบ่าวมาในลุคเรียบหรูด้วยสูทสีครีมเข้ม ดูสุภาพและอบอุ่น เข้ากันอย่างลงตัว

ด้านคุณแม่ แอน สิเรียม ก็สวยโดดเด่นไม่แพ้ลูกสาว มาในเดรสยาวสีฟ้าอ่อน เรียบหรู ดูอ่อนหวาน สร้างความประทับใจให้แขกที่มาร่วมงานไม่น้อย

นอกจากนี้ยังมีคนในวงการบันเทิงเดินทางมาร่วมแสดงความยินดีอย่างคับคั่ง ท่ามกลางคอมเมนต์ร่วมแสดงความยินดีจากแฟนๆ และคนในวงการอย่างล้นหลาม

‘โอ๊ค-เอม’เยี่ยม’ทักษิณ’ บอก’พ่อ’พร้อมทำตามระเบียบ หวังพักโทษ พ.ค.นี้

'โอ๊ค-เอม'เยี่ยม'ทักษิณ' บอก'พ่อ'พร้อมทำตามระเบียบ หวังพักโทษ พ.ค.นี้

‘โอ๊ค-เอม’เยี่ยม’ทักษิณ’ บอก’พ่อ’พร้อมทำตามระเบียบ หวังพักโทษ พ.ค.นี้

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.36 น.

“โอ๊ค-เอม”เยี่ยม”ทักษิณ” บอก”พ่อ”พร้อมทำตามระเบียบคุมขังให้ครบกำหนด เพื่อพิจารณาพักโทษ พ.ค.นี้ ด้าน”ทนายวิญญัติ”ระบุ”ทักษิณ”แสดงความประสงค์ขอพักโทษทั่วไป เหตุเข้าเงื่อนไขอายุเกิน 70 ปี และคุมขังครบ 8 เดือน ในวันที่ 8 พ.ค.นี้ ย้ำชัดไม่เคยล้วงลูกอำนาจข้าราชการกรมราชทัณฑ์เพื่อขอใช้สิทธิเหนือผู้ต้องขังทั่วไป ส่วนสถานที่คุมประพฤติหลังพักโทษยังคงเป็น”บ้านจันทร์ส่องหล้า” แย้มมั่นใจคดี 112 ไม่เป็นผลกระทบต่อการพักโทษ

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศบริเวณด้านหน้าเรือนจำกลางคลองเปรม ถนนงามวงศ์วาน กรุงเทพมหานคร ระหว่างการเดินทางเข้าเยี่ยม นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นการเข้าเยี่ยมครั้งที่ 33 ภายหลังถูกคุมขังครบ 4 เดือน เมื่อวันที่ 9 ม.ค.ที่ผ่านมา

การเข้าเยี่ยมครั้งนี้มี นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ โอ๊ค บุตรชายคนโตของนายทักษิณ ชินวัตร , น.ส.ณัฐฐิญา ปวงคำ หรือ ติ๊ก ภรรยาของนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ หรือ เอม บุตรสาวคนกลางของนายทักษิณ พร้อมด้วย นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ หรือ พงศ์ สามีของ น.ส.พินทองทา บุตรเขยนายทักษิณ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ โดยเดินทางมาพร้อมกับ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความประจำตัวนายทักษิณ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน และกลุ่มมวลชนคนเสื้อแดงที่มาปักหลักรอให้กำลังใจอยู่ด้านหน้าเรือนจำฯ

ทั้งนี้ ภายหลังครอบครัวเข้าเยี่ยมนายทักษิณ ภายในเรือนจำฯ ประมาณ 1 ชั่วโมง น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ ชินวัตร ได้ออกมาเปิดเผยว่า การพูดคุยกับคุณพ่อวันนี้เป็นไปด้วยดี คุณพ่อมีการปรับตัว เนื่องด้วยก็อยู่ด้านในมา 4 เดือนกว่าแล้ว ส่วนกรณีที่ในเดือน พ.ค.นี้ มีรายงานข่าวจากกรมราชทัณฑ์ ว่านายทักษิณอาจได้รับการพิจารณาพักโทษทั่วไป น.ส.พินทองทา ระบุว่า ตนได้คุยกับคุณพ่อในเรื่องนี้ คุณพ่อก็บอกเพียงว่า ขอให้เป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้องตามกติกาเลย จะได้จบถูกต้อง อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยคุณพ่ออายุเกิน 70 ปีแล้ว ท่านก็ควรได้สิทธิพิจารณาในส่วนนี้ตามระเบียบ

ด้าน ทนายวิญญัติ ชาติมนตรี เผยว่า กรณีที่มีข่าวว่านายทักษิณจะได้รับการพิจารณาพักโทษทั่วไปตรงกับช่วงเดือน พ.ค.นี้ ตนเชื่อว่ามันเป็นกรอบระยะเวลาที่เป็นไปตามกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องที่เป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ต้องขังก็เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่เมื่อคำนวณหรือนับแล้ว การคุมขังของท่านทักษิณ จะครบ 8 เดือน ในวันที่ 8 พ.ค.69 และการคุมขังครบ 8 เดือน ก็จะอยู่ในเกณฑ์ตามระเบียบและข้อหมายของกรมราชทัณฑ์อยู่แล้ว ที่หากคุมขังมาแล้ว 2 ใน 3 และเหลือโทษจำคุกเพียง 1 ใน 3 ดังนั้น 2 ใน 3 มีเกณฑ์อย่างไร ทางกรมราชทัณฑ์ โดยเรือนจำก็จะมีการสำรวจผู้ต้องขัง ซึ่งท่านทักษิณ ก็เป็น 1 ในจำนวนที่จะถูกสำรวจว่าเข้าเกณฑ์พักโทษ และเมื่อเป็นไปตามนี้ เรือนจำฯ ก็จะสอบถามผู้ต้องขังว่าอยากใช้สิทธิพักโทษหรือไม่ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ว่าทุกคนอยากใช้สิทธิพักโทษ แต่ในกรณีของท่านทักษิณ เมื่อเรามีสิทธิที่จะใช้สิทธิพักโทษได้ เราก็ต้องแสดงความประสงค์ แสดงความจำนงในการพักโทษ และการพักโทษก็เป็นการปล่อยตัวคุมประพฤติ หมายความว่า การปล่อยตัวคุมประพฤติก็ต้องมีเงื่อนไขการปล่อยตัว เช่น ให้อยู่ในพื้นที่ที่อยู่ในความอุปการะของผู้อุปการะ อาทิ เป็นบ้านเรือนที่ใด ภูมิลำเนาที่ใด หากจะออกนอกพื้นที่ก็ต้องมีการขออนุญาตเจ้าหน้าที่ เป็นต้น หรืออาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติมนอกจากนี้ก็เป็นได้ ฉะนั้น ตนจึงเชื่อว่ากรณีที่สื่อมวลชนสอบถามว่าจะมีการพักโทษท่านทักษิณในเดือน พ.ค.จริงหรือไม่ ตนก็เชื่อว่าน่าจะมี ถ้าเป็นไปตามกฎหมาย และตนก็เชื่อว่าท่านควรได้รับสิทธินี้

ทนายวิญญัติ เผยต่อว่า ส่วนจะต้องมีการทำเรื่องขอพักโทษ หรือเรือนจำเป็นผู้ดำเนินการสำรวจนั้น ปกติแล้วเรือนจำฯ จะเป็นผู้สำรวจเพราะมีฐานข้อมูลอยู่แล้ว แต่อย่างไรก็ดี ฐานข้อมูลนี้ก็ต้องมีการตรวจสอบจากหลายฝ่าย เมื่อสำรวจแล้วก็ต้องมีการถามไปยังผู้ต้องขัง และถ้าผู้ต้องขังแสดงความจำนงแล้ว ก็จึงจะมีการเอาคุณสมบัติเหล่านี้ของผู้ต้องขังเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการพักการลงโทษต่อไป ซึ่งกรณีคุมขังมาแล้ว 8 เดือนแล้วได้พักโทษ ก็จะต่างจากการคุมขังมาแล้ว 6 เดือนแล้วได้พักโทษ ตรงที่จะไม่ต้องมีการประเมินเรื่องของคะแนน หรือการประเมินการเจ็บป่วย การช่วยเหลือตัวเอง ว่าได้หรือไม่ได้ เพราะการคุมขังมาแล้ว 8 เดือน และได้พักโทษก็เป็นไปตามกฎหมาย และท่านทักษิณก็อายุ 70 กว่าปีแล้ว มันก็ควรเป็นเช่นนั้น

“มันเป็นสิทธิของผู้ต้องขัง ท่านไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์เหนือใคร หรือไปบีบราชการให้สิทธิท่าน ส่วนสถานที่คุมประพฤติจะเป็นบ้านจันทร์สองหล้า ดังเดิมหรือไม่นั้น กระบวนการนี้จะต้องดูว่าบุคคลใดจะเป็นผู้อุปการะ โดยถ้าหากผู้อุปการะมีภูมิลำเนาอยู่ที่ใด สถานที่คุมประพฤติก็จะต้องเป็นที่แห่งนั้น ซึ่งครั้งที่แล้วในช่วงที่ท่านทักษิณไปนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจ สถานที่คุมความประพฤติก็เป็นบ้านของท่านในปัจจุบัน คาดว่าครั้งต่อไปคงจะเป็นเช่นนั้น เพราะว่ามีความสะดวก ส่วนกรณีที่คนเสื้อแดงยังคงรอคอยการกลับมาของท่านทักษิณ หลังทราบว่าจะได้พักโทษทั่วไปในเดือน พ.ค.นี้ เรื่องนี้ท่านทราบและท่านก็ดีใจ ก็เหมือนผู้ต้องขังทุกคนที่นั่งนับวันนับคืน แต่อย่างที่บอกว่ากำลังใจของท่านดี และยังมีกำลังใจจากพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะคนที่เป็นห่วงเป็นใยท่าน ไม่ใช่เพียงคนเสื้อแดง แต่ยังรวมถึงประชาชนทั่วไปที่ได้ติดตามข่าวสารของท่าน ก็เป็นกำลังใจสำคัญให้ท่านอย่างมาก ท่านก็อยู่ได้และปรับตัวได้ สุขภาพก็พยายามดูแลตัวเองให้ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในหลายวันมานี้ ท่านก็รับทราบและได้ฝากแสดงความเสียใจมาด้วย” ทนายวิญญัติ ระบุ

ทนายวิญญัติ เผยด้วยว่า ส่วนความคืบหน้าคดีมาตรา 112 ที่ท่านทักษิณถูกอัยการสูงสุดคนปัจจุบันมีคำสั่งอุทธรณ์ให้ฟ้องนั้น หากย้อนไปช่วงก่อนปีใหม่ 2569 ราว 26 ธ.ค.2568 ตนได้ยื่นหนังสือไปยังอัยการสูงสุด และเชื่อว่าคงมีการมอบหมายอัยการที่เกี่ยวข้อง หรือสำนักงานอัยการสูงสุดจะต้องเป็นคนตอบหนังสือของตน ซึ่งถ้าไม่มีการตอบ ตนก็คงยื่นทวงถามอีกครั้ง ซึ่งการยื่นที่ผ่านมานี้เรายื่นเพื่อขอความเป็นธรรม และมันเป็นการใช้อำนาจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็เป็นการใช้อำนาจด้วยดุลพินิจที่ไม่สมเหตุสมผล และมันก็เคยมีกรณีตัวอย่างมาแล้ว ดังนั้น การจะดำเนินการต่อไปนั้น แม้อัยการยื่นอุทธรณ์แล้ว และศาลมีหมายสำเนาอุทธรณ์มาให้ท่านทราบในเรือนจำฯ และตนก็อยู่ระหว่างการที่จะยกร่างประชุม เพื่อแก้อุทธรณ์ เราก็พยายามทำให้อยู่ในกรอบเวลา แต่ถ้าไม่ทันก็ขอขยายเวลาได้ ส่วนเรื่องที่ตนได้ยื่นหนังสือต่ออัยการสูงสุดคนปัจจุบัน ตนก็อยากให้ท่านได้พิจารณาว่าการใช้อำนาจของท่านชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะตอนนั้นท่านก็เป็นรองอัยการสูงสุดและยังนั่งเป็นประธานคณะทำงานพิจารณาคดีมาตรา 112 แสดงว่าเรื่องเหล่านี้มีกฎหมายแต่งตั้งขึ้น ก็ต้องเคารพกติกาและมติในที่ประชุมหรือไม่ แม้ท่านจะอ้างว่าไม่ได้ร่วมลงมติก็ตาม แต่ตนเชื่อว่าความเห็นของแต่ละคนที่ลงมติไว้ ตนจะขอคัดมาเพื่อนำเสนอต่อศาลให้ได้พิจารณาด้วย และตนจะขอใช้สิทธิทุกประการในการขอคัดเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

เมื่อถามว่า การอุทธรณ์คดีมาตรา 112 ของอัยการสูงสุดต่อคดีของนายทักษิณ จะมีผลต่อการได้พักโทษทั่วไปในเดือน พ.ค.นี้หรือไม่ เพราะมีข้อกังวลว่าอาจมีการขออายัดตัวต่อเนื่องนั้น ทนายวิญญัติ เผยว่า ทุกคนต้องเข้าใจตรงกันว่าท่านทักษิณ ต่อสู้คดีนี้ตามข้อกล่าวหา และศาลก็ได้ยกฟ้องว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ไม่มีความผิด ดังนั้น กลับกันหากท่านถูกพิพากษาว่ามีความผิด จะถูกโทษจำคุกอย่างไรก็ตามแล้วปล่อยชั่วคราว แบบนี้อาจจะมีการขออายัดหรือขอออกหมายขังต่อได้ ด้วยการอ้างว่าอาจมีเหตุเพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาคดี ก็อาจมีหลักเกณฑ์ที่บางคนจะยกขึ้นมา แต่กรณีของท่านทักษิณ ท่านเป็นคนผู้บริสุทธิ์เพราะศาลยกฟ้องไปแล้ว แม้มีการอุทธรณ์โดยอัยการสูงสุดก็เป็นแค่กระบวนการอุทธรณ์ และท่านทักษิณก็ไม่ต้องถูกอายัดตัวหรือไปยื่นขอประกันตัวอีกแล้ว ตนเชื่อว่ากระบวนการนี้เป็นหมายของศาล หรือหมายเขียว ดังนั้น ถ้าไม่มีหมายเขียวจากศาล จะอายัดตัวท่านด้วยเรื่องอะไร สรุปว่า ตนเห็นว่าไม่น่ามีผลกระทบต่อการพักโทษของท่าน

– 006

‘ชวน’แอ่วเหนือช่วย‘ต๊ะ นารากร’หาเสียง เจอ‘หนุ่มอกหัก’ ขอตัดใจ ชวนมาช่วยหาเสียง

‘ชวน’แอ่วเหนือช่วย‘ต๊ะ นารากร’หาเสียง เจอ‘หนุ่มอกหัก’ ขอตัดใจ ชวนมาช่วยหาเสียง

‘ชวน’แอ่วเหนือช่วย‘ต๊ะ นารากร’หาเสียง เจอ‘หนุ่มอกหัก’ ขอตัดใจ ชวนมาช่วยหาเสียง

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.34 น.

‘ชวน’แอ่วเหนือช่วย‘ต๊ะ นารากร’หาเสียง เจอ‘หนุ่มอกหัก’มาเที่ยวเชียงใหม่ ขอตัดใจมาช่วยหาเสียง

เมื่อวันที่ 19 ม.ค.2569 นายชวน หลีกภัย อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ ลงพื้นที่ภาคเหนือ เริ่มต้นที่ จ.เชียงใหม่ ลำปาง และตาก เพื่อช่วยผู้สมัคร สส. ของพรรคหาเสียง  

โดยที่จ.เชียงใหม่ นายชวน ลงพื้นที่ ตลาดต้นพยอม ช่วย “ต๊ะ น.ส.นารากร ติยายน ผู้สมัคร สส.เขต 1 เบอร์ 7 ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนมาขอถ่ายรูปด้วยตลอด ทั้งนี้นายชวนและคณะขึ้นรถแห่รอบเมืองและปราศรัยย่อยตามจุดต่างๆ โดยเน้นย้ำถึงประสบการณ์ สส.17 สมัยที่ ไม่เคยซื้อเสียงแม้แต่บาทเดียว ซึ่งการซื้อเสียงคือจุดเริ่มต้นของธุรกิจการเมืองที่สุดท้ายนักการเมืองต้องไปถอนทุนคืนผ่านการทุจริตคอร์รัปชั่น บางคนมีเงินมาซื้อ สส.คนละ 40 ล้านบาท แล้วคนเหล่านี้ก็มาซื้อเสียงจากพี่น้องประชาชนต่อ เป็นธุรกิจการเมือง เราจะยอมให้พฤติกรรมนัการเมืองเป็นอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ มีทางเดียวพี่น้องต้องตัดวงจรอุบาศก์นี้ออกไปได้ ด้วยใหการไม่เลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียงไม่ว่ามาจากพรรคไหนก็ตาม 

“พรรคประชาธิปัตย์อาจไม่ใช่พรรคเดียวที่พูดเรื่องสุจริต ซึ่งเชื่อว่าพรรคอื่นก็มีนโยบายนี้ แต่ไม่แน่ใจว่าปฏิบัติได้หรือไม่ แต่เราเป็นพรรคที่ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมที่สุด เพื่อพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรืองโดยไม่โกงกิน”นายชวนกล่าว

นอกจากนั้นนายชวนยังได้ขออู้คำเมืองภาษาใต้ให้กับชาวภาคใต้ที่มาอยู่เชียงใหม่เหนือว่า ขอให้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไปเป็นหลัก เพราะมีความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่โกง เพราะทุกวันนี้เงินเข้ามาระบาดมาก ทำให้บ้านเมืองมีปัญหา ไปตรงไหนก็ฉ้อ ไปตรงไหนก็โกง เข้าไปก็ถอนทุน ทำให้ประเทศเราพัฒนายาก ดังนั้นขอให้พี่น้องชาวเชียงใหม่และพี่น้องชาวใต้ ช่วยสนับสนุน น.ส.นรากร ด้วย เพื่อให้พรรคประชาธิปัตย์มีคะแนนพอที่ให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกฯ มีเสียงพอที่จะไปต่อรองในการที่จะทำงานการเมือง เพื่อพาประเทศไปสู่ความรุ่งเรื่อง ด้วยการไม่โกง ไม่ทุจริต ไม่คอร์รัปชั่น 

“วงจรอุบาศก์จากการซื้อเสียงจากนัการเมือง และลามไปสู่ข้าราชการ นี่คือสิ่งที่เป็นอันตราย ถ้ามองภาพความเป็นจริง กำลังลุกลากไปสู่องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ 8 องค์กร เป็นเรื่องที่พี่น้องประชาชนต้องรู้ตระหนัก ไม่เช่นนั้นเราจะเสียท่าให้นักการเมืองที่โกงบ้านโกงเมือง โดยใช้คำซื่อสัตย์ สุจริตเป็นเกราะป้องกันตัว แต่ปฏิบัติไม่ได้ นี่คือสิ่งที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และอันตรายต่อบ้านเมือง ”นายชวน กล่าว

ทั้งนี้ในระหว่างหาเสียง นายชวนได้พบกับ หนุ่มที่มาเที่ยวเชียงใหม่ เพราะอกหัก เนื่องจากไปกันไม่รอด นายชวนจึงบอกว่า อย่างนั้นต้องตัดใจแล้วมาเดินหาเสียงกันดีกว่า พร้อมฝากคุณพ่อ คุณแม้ให้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ด้วย และอวยพรให้เป็นเชฟใหญ่ของประเทศ เพราะหนุ่มคนนี้เรียนดุสิตธานี 

นอกจากนั้นยังมีแฟนคลับให้นายชวนเซ็นชื่อลงบนเสื้อแจ็คเก็ตอีกด้วย

หลังจากเสร็จภารกิจที่เชียงใหม่ นายชวนเดินทางต่อไปยัง จ.ลำปาง เพื่อช่วย น.ส.อมลยา เจนตวนิชย์ เขต 1 เบอร์ 7 พร้อมปราศรัยบนรถแห่บริเวณหน้าตลาดออมสิน ก่อนจะปิดท้ายภารกิจช่วงบ่ายที่ จ.ตาก เพื่อสนับสนุน นายวริศ มีไชโย เขต 1 เบอร์ 8 

‘วิชชั่นใหม่’ชูธงนโยบาย’การเงินไร้ดอกเบี้ย’ ลุยหนักหาเสียงโค้งสุดท้าย

'วิชชั่นใหม่'ชูธงนโยบาย'การเงินไร้ดอกเบี้ย' ลุยหนักหาเสียงโค้งสุดท้าย

‘วิชชั่นใหม่’ชูธงนโยบาย’การเงินไร้ดอกเบี้ย’ ลุยหนักหาเสียงโค้งสุดท้าย

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.23 น.

‘วิชชั่นใหม่’ชูธงนโยบาย’การเงินไร้ดอกเบี้ย’ ลุยหนักหาเสียงโค้งสุดท้าย หวังคะแนนช่วยผลักดันเข้าสภา

เมื่อวันยที่ 19 ม.ค.2569 นายพิเชษฐ์ สถิรชวาล หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ กล่าวว่า การหาเสียงของพรรคเป็นไปอย่างล่าช้า เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ ทำให้ไม่สามารถสื่อสารแนวคิดและนโยบายของพรรคได้ครบถ้วนทุกมิติ อย่างไรก็ตาม พรรคไม่เคยปิดบังสถานะของตนเอง และตระหนักดีว่าเป็นพรรคการเมืองขนาดเล็กที่อาจไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล

“เรารู้ตัวดีว่าเราไม่ได้มีทรัพยากรเท่าพรรคใหญ่ และไม่มีโอกาสเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่การเมืองไม่ควรมีไว้เฉพาะคนที่มีเงิน พรรควิชชั่นใหม่จึงเลือกทำในสิ่งที่คิดว่าจำเป็นต่อประเทศ หากมีโอกาสได้ร่วมรัฐบาล ไม่ว่าจะในสถานะใด เราจะสนับสนุนและผลักดันนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ยอย่างเต็มที่ เพราะนี่คือเรื่องโครงสร้าง ไม่ใช่เรื่องของพรรคใดพรรคหนึ่ง” นายพิเชษฐ์กล่าว

หัวหน้าพรรควิชชั่นใหม่ระบุว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ SME เป็นระเบิดเวลาที่สะสมมานาน ระบบดอกเบี้ยทบต้นทำให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้ แม้มีความสามารถและความตั้งใจทำมาหากิน พรรคจึงเสนอให้ปฏิรูประบบการเงิน โดยเปิดทางให้มีสถาบันการเงินไร้ดอกเบี้ยตามหลัก “เศรษฐกิจมนุษย์” ซึ่งให้คุณค่ากับศักดิ์ศรีและความสามารถของคน มากกว่าการขูดรีดผลตอบแทนจากความทุกข์

ด้านนายธงรบ ด่านอำไพ ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีลำดับที่ 1 ของพรรค อธิบายว่า นโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ยไม่ใช่การแจกเงิน และไม่ใช่การล้มระบบธนาคารเดิม แต่เป็นการเพิ่ม “ทางเลือกทางการเงิน” ให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกระบบดอกเบี้ยผลักออกจากโอกาสทางเศรษฐกิจ

นายธงรบ ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการเงินและเคยบริหารสถาบันการเงินอิสลาม ระบุว่า ระบบการเงินไร้ดอกเบี้ยทำงานบนหลักการร่วมลงทุน ไม่ใช่เจ้าหนี้–ลูกหนี้ คนที่ไม่มีเงินแต่มีความรู้ มีแรงงาน และมีความสามารถ สามารถเข้ามาเป็นหุ้นส่วนได้ โดยผลกำไรจะแบ่งปันตามสัดส่วน หากขาดทุนก็ร่วมกันรับความเสี่ยง ซึ่งแตกต่างจากระบบเดิมที่ความเสี่ยงตกอยู่กับลูกหนี้ฝ่ายเดียว

“นี่คือพื้นฐานทางการเงินที่เป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตย เพราะให้คุณค่าแก่มนุษย์อย่างเท่าเทียม ความสามารถของคนสามารถตีมูลค่าได้ ไม่ใช่วัดกันที่หลักทรัพย์หรือเครดิตเพียงอย่างเดียว เราเชื่อว่านี่คือทางออกระยะยาวของปัญหาความเหลื่อมล้ำ” นายธงรบกล่าว

นายธงรบ ยังกล่าวเสนอแนวทางแก้ปัญหาหนี้ SME ว่า ให้ “แขวนหนี้เก่าไว้ก่อน” โดยไม่คิดดอกเบี้ยเพิ่มเติม จากนั้นนำเงินทุนใหม่ในรูปแบบการร่วมลงทุนเข้าไปฟื้นฟูกิจการ เมื่อธุรกิจกลับมามีกำไรแล้วจึงค่อยนำผลกำไรไปชำระหนี้เดิม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ประกอบการและรัฐ มากกว่าการปล่อยให้กิจการล้มและกลายเป็นหนี้สูญ

ขณะที่นายสุโท สร้างคำ เลขาธิการพรรค กล่าวว่า พรรคกำลังเร่งปรับยุทธศาสตร์การหาเสียงด้วยการลงพื้นที่อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งจะเริ่มจากจังหวัดอุดรธานี หนองคาย ขอนแก่น และขยายไปยังจังหวัดอื่น ๆ เพื่อสื่อสารนโยบายกับประชาชนโดยตรง

นายสุโท กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับพื้นที่ภาคใต้ นายพิเชษฐ์ในฐานะหัวหน้าพรรคจะเป็นผู้รับผิดชอบหลัก โดยจะเร่งลงพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งประชาชนมีความคุ้นเคยกับแนวคิดการเงินไร้ดอกเบี้ยอยู่แล้ว เนื่องจากสอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม และเชื่อว่านโยบายนี้สามารถตอบโจทย์ปัญหาปากท้องของประชาชนในพื้นที่ได้จริง

นายสุโท เปิดเผยอีกว่า สำหรับพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือ แกนนำและสมาชิกพรรคทุกคนจะร่วมกันระดมลงพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อสื่อสารแนวคิดและนโยบายกับประชาชนโดยตรง แม้พรรคจะมีข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่จะใช้การทำงานร่วมกันของทีมเป็นหลัก เพื่อให้ประชาชนได้ทำความเข้าใจนโยบายการเงินไร้ดอกเบี้ยอย่างรอบด้าน

“พรรคยอมรับว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ยุทธศาสตร์สำคัญของพรรคจะมุ่งหวังไปที่คะแนนแบบบัญชีรายชื่อเป็นหลัก โดยหวังว่าประชาชนจะมองเห็นคุณค่าและให้โอกาสพรรควิชชั่นใหม่ได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎร เพื่อร่วมผลักดันแนวคิดเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจและการเงินที่พรรคเสนอไว้” นายสุโทกล่าว

นายสุโทกล่าวอีกว่า แม้จะมีจำนวนที่นั่งไม่มาก แต่การมีตัวแทนของพรรคอยู่ในสภาจะช่วยเปิดพื้นที่การถกเถียงเชิงนโยบาย และสะท้อนเสียงของประชาชนที่ต้องการทางเลือกใหม่ในการแก้ปัญหาหนี้สินและความเหลื่อมล้ำของประเทศ โดยเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงจำนวนที่นั่งในสภา แต่คือการผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจที่ให้คุณค่ากับมนุษย์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถยืนบนขาของตนเองได้อย่างยั่งยืน
 

‘เจ๋ง ดอกจิก-สุขเสก’ระทึก! ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดี นปช.ก่อการร้าย พรุ่งนี้ 9 โมงเช้า

'เจ๋ง ดอกจิก-สุขเสก'ระทึก! ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดี นปช.ก่อการร้าย พรุ่งนี้ 9 โมงเช้า

‘เจ๋ง ดอกจิก-สุขเสก’ระทึก! ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดี นปช.ก่อการร้าย พรุ่งนี้ 9 โมงเช้า

วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.20 น.

เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้ (20 ม.ค.) เวลา 09.00 น.ที่ห้องพิจารณา 609 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งที่ 2 คดีแนวร่วม นปช.ก่อการร้าย หมายเลขดำ อ.2542/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายวีระ หรือ วีระกานต์ มุสิกพงศ์ อดีตประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.กับพวกรวม 24 คน เป็นจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันก่อการร้าย มั่วสุมสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ

กรณีเมื่อระหว่างวันที่ 28 ก.พ. – 20 พ.ค.2553 พวกจำเลยได้ยุยงปลุกปั่นประชาชนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม นปช.ต่อเนื่อง เพื่อกดดัน ต่อต้านรัฐบาล และบังคับขู่เข็ญ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี (ขณะนั้น) ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ อ้างว่านายอภิสิทธิ์มาเป็นนายกฯ โดยมิชอบ และให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2550

รวมทั้งร่วมกันจัดการชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ และบริเวณแยกราชประสงค์ เดินขบวนไปปิดล้อมสถานที่ต่างๆ ด้วย ใช้อาวุธเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพลและอาวุธสงครามร้ายแรง มีการฝึกกำลังคนและฝึกการใช้อาวุธเพื่อการก่อการร้าย

จำเลยทุกคนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัว

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทุกคน อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษพวกจำเลยตามความผิดด้วย

ต่อมาวันที่ 9 ม.ค.2566 ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำคุก นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก จำเลยที่ 7 รวม 8 ปี ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก 5 ปี 4 เดือน ไม่รอลงอาญา ส่วน นายสุขเสก หรือ สุข พลตื้อ จำเลยที่ 12 ให้จำคุกตลอดชีวิต สำหรับจำเลยอื่นพิพากษายกฟ้องตามศาลชั้นต้น จำเลยที่ 7 และที่ 12 ยื่นฎีกา

ต่อมาวันที่ 16 ธ.ค.2568 ศาลอาญานัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกาครั้งแรก อย่างไรก็ตาม ทนายความนายยศวริศ จำเลยที่ 7 ยื่นคำร้องพร้อมใบรับรองแพทย์ แสดงอาการป่วยเป็นโรคเส้นเลือดในสมองตีบ และภาพการรักษาตัวที่โรงพยาบาล จึงขอเลื่อนฟังคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน 30 วัน ศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่ากรณีมีเหตุสมควร จึงอนุญาตให้เลื่อนฟังคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ เป็นวันที่ 20 ม.ค.นี้ เวลา 09.00 น.