ส้มโอ มนัญญา เพื่อนรุ่นน้องเล่านาทีบีบหัวใจ แม่หมู แพนิคกำเริบ หลัง นาย ณภัทร สัมภาษณ์จบ

ส้มโอ มนัญญา เพื่อนรุ่นน้องเล่านาทีบีบหัวใจ แม่หมู แพนิคกำเริบ หลัง นาย ณภัทร สัมภาษณ์จบ

ส้มโอ มนัญญา เพื่อนรุ่นน้องเล่านาทีบีบหัวใจ แม่หมู แพนิคกำเริบ หลัง นาย ณภัทร สัมภาษณ์จบ

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.40 น.

10 พฤษภาคม 2569 เป็นประเด็นร้อนสนั่นวงการบันเทิง เมื่อมีการเปิดเผยอาการล่าสุดของ แม่หมู พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ หลังลูกชาย นาย ณภัทร ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ที่ห่างเหินกันมานานกว่า 4 ปี

โดย ส้มโอ มนัญญา นางแบบรุ่นน้องและเพื่อนสนิทของแม่หมู ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเปิดเผยนาทีบีบหัวใจขณะที่พวกเธอเดินทางไปพักผ่อนด้วยกันที่มาเก๊า โดยระบุว่า 

ทริปนี้เริ่มจากพี่ฮาน่าสงสารที่ส้มต้องเดินทางมาเกาหลีคนเดียว ก็จองตั๋วจะมาด้วยเพราะห่วง แล้วอีกไม่กี่วันพี่ฮาน่าก็บอกชวนพี่หมูมาด้วยเพราะพี่หมูไม่ได้เดินทางมา6ปีละ และอยู่คนเดียวแทบจะไม่ได้ติดต่อใครเลย เราก็มาสิมาเลย พอมาเจอกัน4พค เราก็บอกเราต้องไปฮ่องกงต่อวันที่ 7พค เพราะต้องไปเจอนกสิกขรินทร์ เราก็ลากฮาน่ากับพี่หมูมาด้วยมาเพื่อเซอร์ไพรส์นก แล้วเราก็โดนฮาน่ากับพี่หมูลากมามาเก๊าต่อเพราะพี่หมูอยากมามาเก๊ามาก เพราะมีผู้ใหญ่ที่รักและนับถือกันอยู่ที่นั่น เราก็ยกโขยงกันมามาหาแม่ตุ้กผู้ใจดี

อยากจะบอกว่าโชคดีของพี่หมูมากๆที่อยู่กับเพื่อนในช่วงเวลายากลำบากแบบนี้ เพราะถ้าอยู่คนเดียวส้มก็นึกภาพไม่ออกเหมือนกันจะเป็นยังงัย แต่ที่เห็นพี่หมูเมื่อวานอดร้องไห้ตามไม่ได้ สงสารพี่หมูมาก ร้องไห้แบบล้มทั้งยืนเดินต่อไม่ได้เป็นแพนิคแอตแทกหายใจไม่ได้ หลังจากเห็นข่าว คือมันภาพที่บีบหัวใจมากค่ะ

อยากวอนขอร้องทุกคนอย่าคอมเมนท์ไม่ดีใช้คำพูดไม่ดีมาต่อว่าพาดพิงพี่หมู ถ้าทุกคนเห็นว่า4ปีที่ผ่านมาพี่หมูไม่เคยออกมาให้สัมภาษณ์หรือพูดอะไรไม่ดีเลย ปลีกวิเวกไปอยู่คนเดียวเพราะการที่พูดอะไรออกไปก็จะเกิดผลกระทบกับลูก หยุดแสดงความเห็นซึ่งจะเป็นการทำร้ายทั้ง2ฝ่าย ให้แม่ลูกเค้าได้จัดการปัญหาครอบครัวเค้ากันเองค่ะ สิ่งที่ดีที่สุดคือส่งกำลังใจให้เค้าทั้งสองคนค่ะ ขอบคุณค่ะ
คือส้มรู้จักกับพี่หมูนานมากตั้งแต่ยังไม่แต่งงานก็ไปงานแต่งงานพี่หมูด้วย ได้เจอกันบ้างเป็นครั้งคราวเพราะส้มไปเป็นนางแบบที่ต่างประเทศ

1 เจ้าฟ้า 1 สามัญชน ผู้ต้องดั้นด้นสู่ ‘รัสเซีย’

1 เจ้าฟ้า 1 สามัญชน ผู้ต้องดั้นด้นสู่ ‘รัสเซีย’

1 เจ้าฟ้า 1 สามัญชน ผู้ต้องดั้นด้นสู่ ‘รัสเซีย’

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“นายพุ่มเป็นคนไม่มีตระกูล แต่เป็นคนฉลาดเฉียบแหลมอยู่ ก็คงจะได้ราชการดีในภายหน้า และบางทีจะได้ติดตัวลูกทำการร่วมหน้าที่กันต่อไป…”

            ความตอนหนึ่งในพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีถึงพระยาวิสุทธิศักดิ์ อัครราชทูตไทยประจำราชสำนักอังกฤษ ทรงกล่าวถึง “นายพุ่ม” นักเรียนไทย ที่ผ่านการคัดเลือกให้ตามเสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก พ.ศ. 2440
            นายพุ่มเป็นบุตรนายซุ้ย ชาวตลาดพลู เป็นนักเรียนโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ สอบคัดเลือกเพื่อตามเสด็จไปยุโรปได้เพียงคนเดียว เป็นที่กล่าวขวัญกันว่า “เป็นคนไม่ใช่บุตรผู้มีตระกูล แต่เกิดมาเป็นช้างเผือก กิริยาวาจาเป็นที่ชอบของคนทั้งหลาย ฉลาดในการเล่าเรียน” เพราะเมื่อสอบได้ทุนนั้นอายุเพียง 15 ปี

            ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5  ทรงมีพระราชดำริให้นักเรียนไทยตามเสด็จ เพื่อเข้าศึกษาในประเทศต่างๆ ตามความเหมาะสม นักเรียนที่ตามเสด็จครั้งนั้นมี 19 คน เป็นพระบรมวงศานุวงศ์ 5 พระองค์ ลูกหลานขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยอีก 13 คน มีเพียง “นายพุ่ม” เท่านั้นที่เป็นลูกชาวบ้าน ผ่านการสอบคัดเลือกจากนักเรียนทั่วไป อาจนับได้ว่าเป็นนักเรียนทุนคิงสกอลาชิบคนแรกของไทยก็ได้

            นักเรียนไทยทั้ง 19 คนนี้ จะต้องกระจายเรียนตามประเทศต่างๆ ในยุโรป ต่อมาได้ทรงกำหนดให้ พระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ เข้าเรียนการทหารต่อที่ประเทศรัสเซีย และจะต้องคัดเลือกนักเรียนไทยอีกคนหนึ่งจากสามัญชนให้ไปร่วมเรียนด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อจะได้เกิดการแข่งขัน ทำให้พระเจ้าลูกยาเธอมีขัตติยะมานะไม่ยอมแพ้นักเรียนผู้นั้น
            การคัดเลือกนักเรียนที่จะไปเป็นคู่แข่งกับเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯครั้งนี้ มีขั้นตอนวิธีการพิถีพิถันอย่างยิ่ง และมีนักเรียนไทยที่อยู่ในข่ายคัดเลือก 10 คน โดยมีพระยาวิสุทธิศักดิ์ (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) อัครราชทูตไทยประจำราชสำนักเซ็นต์เยมส์แห่งอังกฤษ เป็นผู้คัดเลือกระหว่างที่พักอยู่กรุงลอนดอน

            ท่านทูตได้ใช้วิธีเรียกตัวมาพิจารณาคนละ 4 วัน โดยท่านทูตพิจารณาเอง 2 วัน แล้วส่งไปให้เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯทรงพิจารณาอีก 2 วัน โดยมีพันโท ซี.วี.ฮยูม และ ดร.เอ็ม.เอฟ.ยาร์ พระอภิบาลและแพทย์ประจำพระองค์ของเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ (ร.6) ขณะดำรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารและกำลังทรงศึกษาอยู่ที่นั่น ถวายคำปรึกษาแก่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ด้วย
            เกี่ยวกับเรื่องนี้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ทรงเล่าไว้ในหนังสือเกิดวังปารุสก์ ความตอนหนึ่งว่า

            “…การส่งพ่อไปศึกษาในราชสำนักรัสเซียในครั้งนั้น ทูลหม่อมปู่ทรงมีความคิดอย่างใหม่ คือไม่ทรงอยากจะให้พ่อไปได้รับความสุขสบายและหรูหราที่นั่นแต่องค์เดียว เกรงว่าอาจบังเกิดความสบายและเกียจคร้าน และขาดมานะที่จะพยายามเล่าเรียนให้เต็มที่ จึงทรงตกลงจะส่งนักเรียนไทยที่เป็นสามัญชนไปด้วยอีกคนหนึ่ง เพื่อจะได้เป็นคู่แข่งในการเล่าเรียน หวังว่าพ่อจะมีขัตติยมานะไม่ยอมแพ้นักเรียนคนนั้น จึงจะทำให้ขยันขันแข็งขึ้นอีก…”

            ดังที่กล่าวแล้วว่า การคัดเลือกนักเรียนที่จะร่วมเรียนกับสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นี้นั้น พิถีพิถันเป็นอย่างมาก เพราะต้องมีคุณสมบัติเหมาะสมหลายประการ และยังต้องเป็นที่พอพระทัยสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ด้วย
            นายพุ่มได้รับการคัดเลือกเป็นเอกฉันท์ ดังปรากฏในจดหมายกราบบังคมทูลของอัครราชทูตไทยประจำราชสำนักอังกฤษ ความตอนหนึ่งว่า “…ทูลกระหม่อมเล็กเลือกเป็นที่หนึ่ง เคอแนลฮยูม ดอกเตอร์ยาร์ เลือกเอาเป็นที่หนึ่งด้วย  ข้าพระพุทธเจ้าก็ชอบ และได้กราบทูลไว้แล้วครั้งหนึ่งที่เนเปิลว่าหลักแหลมมาก…”

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงพอพระราชหฤทัย ทรงมีความหวังว่านายพุ่มจะสามารถทำประโยชน์แก่บ้านเมืองต่อไปในอนาคต จึงทรงมีพระราชหัตถเลขาตอบท่านทูตว่า

            “…นายพุ่มเป็นคนไม่มีตระกูลแต่เป็นคนฉลาดเฉียบแหลมอยู่ ก็คงจะได้ราชการดีในภายหน้า และบางทีจะได้ติดตัวลูกทำการร่วมหน้าที่กันต่อไป ข้อสำคัญก็เพียงแต่ให้เป็นที่พึงพอใจกันกับลูกชายเล็กได้จริงๆ…”
            ข้อความในพระราชหัตถเลขานี้แสดงอย่างแจ่มชัดถึงพระเมตตา ที่ทรงมีต่อบุคคลผู้มีความสามารถในอันที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ โดยมิได้ทรงคำนึงถึงชั้นวรรณะและชาติตระกูล
            เหตุที่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ (ทูลกระหม่อมเล็ก) ต้องเสด็จไปศึกษาต่อด้านการทหารที่จักรวรรดิรัสเซียในปี พ.ศ. 2441 ด้วยเหตุผลหลักๆ ทางการเมืองและการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ดังนี้
            1.กระชับความสัมพันธ์สยาม-รัสเซีย : ในช่วงเวลานั้นสยามกำลังเผชิญหน้ากับการล่าอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส รัชกาลที่ 5 ทรงเห็นว่ารัสเซียเป็นมหาอำนาจยุโรปที่มีความสัมพันธ์อันดีกับสยาม จึงทรงต้องการสร้างพันธมิตรที่แน่นแฟ้น  เมื่อครั้งที่จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ยังทรงเป็นมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จเยือนสยาม และมีความสนิทสนมกับรัชกาลที่ 5 ต่อมาเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์ ได้ทรงกราบบังคมทูลเชิญให้ส่งพระราชโอรสไปศึกษาที่รัสเซีย โดยทรงรับอุปการะเสมือนพระญาติวงศ์
            2.สร้างความเข้มแข็งทางทหาร : การไปศึกษาที่รัสเซียถือเป็นการเรียนรู้วิชาการทหารชั้นสูงจากประเทศมหาอำนาจ เพื่อนำกลับมาพัฒนาการทหารของสยามให้ทันสมัย
            3.เป็นการศึกษาในสถาบันระดับสูง : เจ้าฟ้าจักรพงษ์ทรงเข้าศึกษาใน โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก (Corps de Pages) ซึ่งเป็นสถาบันชั้นสูงที่ฝึกฝนทั้งวิชาการและระเบียบวินัยทหาร
            เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่ม สามัญชนที่สามารถสอบชิงทุนเล่าเรียนหลวงได้เป็นคนแรก เดินทางไปศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กที่รัสเซีย ใน พ.ศ. 2441 ที่นั่นมีการเรียนการสอน 7 วิชา เทียบเท่าหลักสูตรโรงเรียนมัธยมสามัญทั่วไป รวมถึงการฝึกภาคสนามสำหรับรายวิชาเฉพาะด้านการทหารอีก 2 วิชา
            เนื่องจากเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงอยู่ภายใต้พระอุปถัมภ์ของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 อีกทั้งทรงเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง พระองค์และนายพุ่มจึงมีคณาจารย์พิเศษช่วยสอน เพื่อช่วยให้ติดตามบทเรียนได้ทัน ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นเรื่องท้าทายไม่น้อย เพราะต้องเรียนเป็นภาษารัสเซีย และอังกฤษทั้งหมด เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มจึงต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนัก
            ทั้งสองต้องตื่นนอน 7 โมงเช้า เรียนคณิตศาสตร์เวลา 8 โมง พอถึง 11 โมงก็รับประทานอาหารกลางวันร่วมกับร้อยเอกครูลอฟแห่งกรมทหารม้ารักษาพระองค์ ที่เป็นผู้อภิบาลเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และปิยอตร์ วาสิลิเยวิช เปตรอฟ อาจารย์ภาษารัสเซีย (ต่อมาได้ถวายการสอนให้พระราชโอรส และพระราชธิดาของพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2) ระหว่างเที่ยงถึงบ่าย 2 มีชั้นเรียนอื่น ๆ และตั้งแต่บ่าย 2 ถึง 4 โมง เป็นการฝึกภาคสนาม และเรียนวิชาพละ

            เวลา 4 โมงเย็น กลับพระราชวังฤดูหนาวไปเรียนต่อจนถึง 5 โมง แล้วรับประทานอาหารค่ำพร้อมกับฝึกพูดภาษารัสเซียเพิ่มเติม จากนั้นเรียนต่อตั้งแต่ 6 โมงเย็นจนถึง 3 ทุ่ม เว้นแต่ร้อยเอกครูลอฟจะจัดกิจกรรมพิเศษให้ เช่น ออกไปชมละคร อุปรากร ละครสัตว์ ส่วนด้านดนตรี ทั้งเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มได้เรียนเปียโน ไวโอลิน และบาลาไลกา ซึ่งเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ โปรดบาลาไลกาเป็นพิเศษ ทั้งยังทรงเปียโนได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
            ทุกเช้าวันอาทิตย์มีชั้นเรียนเต้นรำ ที่ห้องโถงพระราชวังฤดูหนาว โดยมีผู้อำนวยการคณะบัลเลต์หลวงรับหน้าที่ครูสอนลีลาศฉบับสมบูรณ์ถวายเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทั้งจังหวะง่ายจนถึงยาก ตลอดจนการเต้นรำที่งดงามนานาประเภทของรัสเซีย และฮังการี

            ยังมีชั้นเรียนวาดเขียน เรียนขี่ม้าที่โรงม้าหลวงหรือที่โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก ส่วนในฤดูหนาว เดือนละครั้งในวันอาทิตย์ ทั้งสองจะขับเลื่อนทรอยกาเทียมม้า 3 ตัว กับร้อยเอกครูลอฟ และนายทหารอื่น ๆ ไปไกลราว 30 กิโลเมตร เพื่อล่ากระต่ายป่า นกกระทา และนกคุ่ม แต่ทั้งคู่ไม่ได้เพลิดเพลินกับการล่าสัตว์นัก เพราะถือเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต
            การเรียนของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และนายพุ่มก้าวหน้าเป็นลำดับ กระทั่งเดือนเมษายน พ.ศ. 2445 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงสอบไล่ได้เป็นลำดับที่ 1 ได้รับการจารึกพระนามบนแผ่นหินอ่อนร่วมกับชื่อของนักเรียนที่เคยได้คะแนนสูงสุดคนอื่น ๆ ในอดีต โดยคะแนนที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ทรงทำได้ คือ 11.82 คะแนน นับเป็นสถิติสูงสุดในประวัติของโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก ส่วนนายพุ่มได้คะแนน 11.53 มาเป็นลำดับที่ 2

            หลังสำเร็จการศึกษา “นายพุ่ม” ได้รับการบรรจุเป็นนายทหารประจำ “กรมทหารม้าฮุสซาร์รักษาพระองค์”   ซึ่งเป็นหน่วยทหารม้าชั้นยอดที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปยุคนั้น ก่อนจะศึกษาต่อในโรงเรียนเสนาธิการของรัสเซีย และไต่เต้าจนได้รับยศระดับพันเอก

            ในที่สุด นายพุ่มเปลี่ยนสัญชาติและเข้ารับศาสนาคริสต์นิกายออร์ทอดอกซ์ โดยมีพระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 ทรงเป็นบิดาอุปถัมภ์ทางศาสนา พระองค์พระราชทานชื่อ “นิโคลาส” ให้แก่เขา จนเกิดชื่อที่ชาวรัสเซียเรียกกันว่า “นิโคลาส พุ่มสกี้”  ขณะที่เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ เสด็จกลับพระนครพร้อมหม่อมแคทยา (แคทยา เดสนิตสกายา)

            ก่อนการปฏิวัติรัสเซียใน พ.ศ. 2460 “พุ่มสกี้” ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารม้าฮุสซาร์ หนึ่งในตำแหน่งที่สูงและทรงเกียรติที่สุดสำหรับนายทหารต่างชาติในกองทัพรัสเซีย ว่ากันว่าเมื่อสถานการณ์การเมืองเริ่มรุนแรง พระเจ้าซาร์นิโคลาสที่ 2 เคยรับสั่งเตือนเขาให้รีบหนีออกจากประเทศ เพราะ “นี่คือปัญหาของชาวรัสเซีย ไม่ใช่ของเจ้า”

            เหล่าทหารชั้นผู้น้อย ต่างพากันยึดอำนาจผู้บังคับบัญชา บ้างก็ถึงฆ่าผู้บังคับบัญชา แต่เหล่าทหารม้าฮุสซาร์กลับพากันเลือก “พันเอกนิโคลาส พุ่มสกี้” เป็นผู้บังคับบัญชาของตนต่อไป แต่พุ่มสกี้ปฏิบัติตามรับสั่งของพระเจ้าซาร์  แล้วพาสุภาพสตรีชาวรัสเซียผู้หนึ่ง ซึ่งนายพุ่มเคารพรักเหมือนแม่ และกำลังตกอยู่ในอันตรายจากการปฏิวัติ หลบหนีไปจนถึงประเทศฝรั่งเศส อดีตผู้บังคับการกรมทหารม้าฮุสซาร์ต้องเข้าไปสมัครงานเป็นเสมียนธนาคาร เพื่อหาเงินเลี้ยงตัวเองและแม่เลี้ยง จนกระทั่งแม่เลี้ยงเสียชีวิต

            ที่ฝรั่งเศสนี้เอง พุ่มสกี้ก็ได้พบกับ “พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์” พระโอรสของเจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ ซึ่งพระองค์จุลฯก็ได้ให้การช่วยเหลือนายพุ่ม  โดยพาไปเป็นเลขานุการของมิสซิสสโตน ซึ่งก็คือ อดีตหม่อมคัทริน ณ พิศณุโลก (สะกดตามการสะกดในสมัยนั้น) หรือ “แคทยา เดสนิตสกายา” มารดาของพระองค์ที่ได้แต่งงานใหม่กับมิสเตอร์สโตนนั่นเอง

            พระองค์จุลฯยังได้พานายพุ่มกลับมาเมืองไทยอีกครั้ง ซึ่งขณะนั้น ตระกูลของนายพุ่มมีนามสกุลใช้แล้วว่า “สาคร” ทั้งพระองค์จุลฯยังช่วยจัดการให้ได้สัญชาติไทยคืน และแนะนำให้เข้ารับราชการทหาร  ทางกระทรวงกลาโหม โดย พ.อ. หลวงพิบูลสงคราม รัฐมนตรีว่าการ ยินดีที่จะรับนายพุ่มเข้ารับราชการทหารในตำแหน่งอาจารย์วิชาทหาร แต่ไม่อาจจะให้ยศถึงขั้นพันเอกเท่าเดิมได้ นายพุ่มก็คงจะรักษาเกียรติแห่งกรมทหารม้าฮุสซาร์ จึงปฏิเสธที่จะรับยศต่ำกว่าพันเอก และกลับไปทำงานกับมิสซิสสโตนที่ปารีสต่อ โดยเดินทางกลับออกไปเมื่อกลางเดือนธันวาคม 2480

            เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 2482 กรุงปารีสถูกโจมตีอย่างหนัก มิสเตอร์สโตนเห็นว่าไม่ปลอดภัยจึงพาอดีตหม่อมคัทรินอพยพไปอยู่ประเทศสเปน จนต่อไปถึงสหรัฐอเมริกา ส่วนนายพุ่มก็ยังคงอยู่ดูแลบ้านที่กรุงปารีสต่อไป

            เมื่อสงครามโลกสงบลง กรุงปารีสอยู่ในสภาพขาดแคลนหลายอย่าง โดยเฉพาะถ่านหินที่ใส่เตาผิงให้ความอบอุ่น ประกอบกับในปีนั้นอากาศกรุงปารีสหนาวเย็นเป็นพิเศษ นายพุ่มถึงกับมีอาการไม่สบาย อดีตหม่อมคัทรินจึงส่งข่าวถึงพระองค์จุลฯให้รับนายพุ่มไปอยู่ที่อังกฤษด้วย ซึ่งนายพุ่มได้เดินทางไปถึงอังกฤษอีกครั้งเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2490 ซึ่งเป็นต่างแดนประเทศแรกที่เขาเคยเดินทางมา และหลังจากนั้นอีก 4 วันนายพุ่มก็ถึงแก่กรรมด้วยหัวใจวายที่บ้านพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ในอังกฤษนั่นเอง

            หากชีวิตคนคือการเดินทาง  “นายพุ่ม” นับว่าเป็นสามัญชนที่เดินทางไกล บนเส้นทางที่วกวนและมิได้ราบเรียบเท่าใดนัก จนกระทั่งถึงการเดินทางครั้งสุดท้ายของชีวิตสู่สัมปรายภพ

รัชกาลที่ 5 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และสมเด็จฯพระพันปีหลวง

รัชกาลที่ 5 เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ และสมเด็จฯพระพันปีหลวง

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พระองค์จุลฯ และหม่อมคัทริน

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ พระองค์จุลฯ และหม่อมคัทริน

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ กับพระองค์จุลฯ

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯ กับพระองค์จุลฯ

นายพุ่ม หรือ “พันเอกนิโคลาส พุ่มสกี้”

นายพุ่ม หรือ “พันเอกนิโคลาส พุ่มสกี้”

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ ในเครื่องแบบทหารรัสเซีย

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ ในเครื่องแบบทหารรัสเซีย

นายพุ่ม ในเครื่องแบบทหารม้าฮุสซาร์

นายพุ่ม ในเครื่องแบบทหารม้าฮุสซาร์

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯและนายพุ่ม ในหมู่นายทหารของรัสเซีย

เจ้าฟ้าจักรพงษ์ฯและนายพุ่ม ในหมู่นายทหารของรัสเซีย

พาส่องลุคสุดแกลมของตัวเหล่าท็อป ‘พอลล่า-มิว นิษฐา-เจมส์จิ-ต้าเหนิง-หมิว ณัชชา’

พาส่องลุคสุดแกลมของตัวเหล่าท็อป ‘พอลล่า-มิว นิษฐา-เจมส์จิ-ต้าเหนิง-หมิว ณัชชา’

พาส่องลุคสุดแกลมของตัวเหล่าท็อป ‘พอลล่า-มิว นิษฐา-เจมส์จิ-ต้าเหนิง-หมิว ณัชชา’

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ค่ำคืนสุดแกลมของเหล่าซุปตาร์ชื่อดัง ในงาน Night at the Museum” สุดเอ็กซ์คลูซีฟ ณ MOCA BANGKOK ที่ 3 แบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์อย่าง VVON SUGUNNASIL, Jasmina Collection Thailand และ Scintilla Gioielli ร่วมกันเนรมิตค่ำคืนแห่งศิลปะและแฟชั่นให้กลายเป็นโมเมนต์สุดแกลมที่อบอวลไปด้วยความหรูหรา

พอลล่า เทเลอร์เดียร์น่า ฟลีโปมิว-นิษฐา คูหาเปรมกิจเจมส์-จิรายุ ตั้งศรีสุขไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุตต้าเหนิง-กัญญาวีร์ สองเมือง และ หมิว-ณัชชา เตชะมงคลาภิวัฒน์ ปรากฏตัวในลุคจาก VVON SUGUNNASIL

พอลล่า เทเลอร์ ที่สะกดทุกสายตาด้วยเดรสซาตินโทนแชมเปญนู้ด ดีไซน์จับเดรปบริเวณเอว เผยลุค Timeless Elegance ที่ทั้งสง่างามและทรงพลัง ขณะที่ เดียร์น่า ฟลีโป ปรากฏตัวในลุคสาวหวานแสนโรแมนติกผ่านเดรสซาตินพลิ้วไหวที่ดูละมุนแต่ยังคงความโมเดิร์นอย่างลงตัว

ด้านหนุ่ม เจมส์จิรายุ มาในลุคเทเลอร์โอเวอร์ไซซ์สุดเนี้ยบ ที่ผสมความคลาสสิกเข้ากับความแฟชั่นร่วมสมัยได้อย่างมีสไตล์ ส่วนหนุ่ม ไอซ์พาริส เพิ่มดีกรีความเท่ด้วยแจ็กเก็ตหนังสีดำสุดชิค ถ่ายทอดภาพลักษณ์ผู้ชายยุคใหม่ที่ทั้งคูลและมีเอกลักษณ์

ขณะที่ ต้าเหนิงกัญญาวีร์ มาในลุคเดรสอีฟนิ่งโทนเข้มสุดเฉียบ เผยซิลูเอตคมชัดพร้อมดีเทลโมเดิร์นที่ช่วยขับลุคให้ดูโดดเด่นทุกมุมมอง ด้าน หมิวณัชชา สวยสะกดในเดรสยาวโทนขาวงาช้าง เลเยอร์ด้วยผ้าซีทรูบางเบา
เพิ่มความละมุนและโรแมนติกให้ลุคดูหรูหรา ปิดท้ายด้วยคู่รักสุดหวาน มิว-นิษฐา และ เซนต์-ธราภุช คูหาเปรมกิจ
ที่ควงคู่มาเติมสีสันให้ค่ำคืนครั้งนี้ ด้วยลุคอีฟนิ่งแฟชั่นที่ทั้งหรูหรา อบอุ่น และร่วมสมัย สะท้อนภาพของหญิงสาวและ
ชายหนุ่มที่รักการแต่งตัวและกล้าแสดงออกผ่านสไตล์ของตัวเอง

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของงานคือการเปิดตัว Ceremony Collection” คอลเลกชัน Evening Wear ใหม่ล่าสุดจาก VVON SUGUNNASIL ที่ถ่ายทอดนิยามของ “ชุดสำหรับวันพิเศษ” ผ่านดีไซน์ที่ครอบคลุมตั้งแต่งานดินเนอร์ งานแต่งงาน ไปจนถึงค่ำคืนแห่งการเฉลิมฉลอง โดยฝั่งผู้หญิงโดดเด่นด้วยเดรสอีฟนิ่งซิลูเอตสง่างาม ขณะที่ฝั่งผู้ชายนำเสนอเทเลอร์ลุคที่ฉีกกรอบสูทแบบดั้งเดิม เติมความแฟชั่นและความร่วมสมัยให้สามารถสวมใส่ได้หลากหลายโอกาส

Celebrity Gossip : 10 พฤษภาคม 2569

Celebrity Gossip : 10 พฤษภาคม 2569

Celebrity Gossip : 10 พฤษภาคม 2569

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

– ถือเป็นปีแรกที่ 4 สาว BlackPink มาร่วมงานกาล่าระดับโลกอย่าง Met Gala 2026 แบบพร้อมหน้าพร้อมตาครบเป็นปีแรก แต่ละคนพยายามแต่งตัวให้กับธีม Costume Art เด่นที่สุด เห็นจะเป็น จีซู ที่มาในชุดเลื่อมสีชมพูประดับดอกไม้สั่งตัดพิเศษของ Dior แบรนด์คู่บุญของเจ้าตัว และยังได้รับเสียงชื่นชมยกให้เป็น 1 ใน 13 ชุดที่ดีที่สุดของ Met Gala 2026 จากนิตยสาร Elle USA ส่วน ลิซ่า นับได้ว่าโดดเด่นกว่าเพื่อน และกล้าที่จะสนุก เจ้าตัวมาในชุดสั่งทำพิเศษของ Robert Wun ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากคอลเลคชันฤดูใบไม้ร่วงปี 2025 นอกจากนี้ เจ้าตัวยังเป็น Host Committee ผู้รับหน้าที่เป็นคนคัดเลือกและเชิญแขก VIP ทั้งคนดัง อินฟลูเอนเซอร์ ดีไซเนอร์ นักร้อง นักแสดง หรือผู้มีชื่อเสียงในแวดวงต่างๆ ระดับโลกมาร่วมงานด้วย

– ความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่าง เบลก ไลฟ์ลี และ จัสติน บัลโดนี จากภาพยนตร์ It Ends With Us ได้ข้อยุติลงแล้ว ก่อนถึงกำหนดขึ้นศาลเพียงสองสัปดาห์ ทั้งสองฝ่าย รวมถึงบริษัทผู้ผลิต Wayfarer Studios ออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันว่าได้บรรลุข้อตกลงยุติคดีเป็นที่เรียบร้อย ทีมกฎหมายของไลฟ์ลี เรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็นชัยชนะอย่างท่วมท้น เนื่องจากเป็นการยืนยันว่าข้อเรียกร้องของเธอไม่ใช่เรื่องที่กุขึ้นมาเอง ในขณะที่ทนายของ บัลโดนี ก็ยืนยันกับสื่อ NBC News ว่านี่คือชัยชนะที่สมบูรณ์แบบของฝั่งพวกเขาเช่นกัน โดยชี้ให้เห็นว่าคำร้องหลักๆ ของ ไลฟ์ลี ถูกยกฟ้องไปก่อนหน้านี้แล้ว แม้จะยอมความกันในคดีหลัก แต่ไลฟ์ลียังคงดำเนินการเรียกค่าธรรมเนียมทางกฎหมายและค่าเสียหายจากบัลโดนีอยู่ดี หลังประกาศการยอมความเพียงไม่กี่ชั่วโมง ไลฟ์ลีได้ไปปรากฏตัวที่งาน Met Gala 2026 ส่วน บัลโดนี และภรรยา ถูกพบเห็นที่แนชวิลล์ด้วยท่าทีผ่อนคลาย

กอเรียนกา คิลเชอร์ นักแสดงอเมริกันที่เป็นชนพื้นเมืองแต่เกิดในเยอรมนี ยื่นฟ้อง เจมส์ คาเมรอน และ วอลต์ ดิสนีย์ คอมพานี กล่าวหาว่าพวกเขาใช้ใบหน้าของเธอโดยไม่ได้รับอนุญาตเพื่อเป็นพื้นฐานในการออกแบบตัวละคร Neytiri ในภาพยนตร์ชุด Avatar คิลเชอร์อ้างว่า ใบหน้าของเธอตอนอายุ 14 ปี จากภาพถ่ายโปรโมตภาพยนตร์เรื่อง The New World ตอนปี 2005 ถูกนำไปสกัและใช้เป็น ” สมอใบหน้า” (facial anchor) สำหรับโครงสร้างใบหน้าส่วนล่างของตัวละคร Neytiri คำฟ้องระบุว่า คาเมรอนเคยให้สัมภาษณ์ โดยยอมรับว่าคิลเชอร์คือ ‘แหล่งที่มาที่แท้จริง’ สำหรับการออกแบบ และระบุว่าส่วนใบหน้าด้านล่างนั้นคือใบหน้าของเธอจริงๆ ทีมกฎหมายของคิลเชอร์ระบุว่า แฟรนไชส์ที่ทำรายได้หลายพันล้านดอลลาร์นี้พยายามนำเสนอเนื้อหาที่เห็นอกเห็นใจการต่อสู้ของชนเผ่าพื้นเมือง แต่กลับแอบแสวงหาผลประโยชน์จากเยาวชนพื้นเมืองตัวจริง โดยไม่มีการให้เครดิตหรือค่าตอบแทน คิลเชอร์เรียกร้องค่าเสียหายเชิงลงโทษ  การแบ่งส่วนแบ่งผลกำไรจากภาพยนตร์ รวมถึงการขอคำสั่งศาลห้ามใช้ภาพลักษณ์ของเธอในอนาคต

– ทีมผู้สร้างและนักแสดงจาก The Summer I Turned Pretty ซีรีส์ดรามาวัยทีนที่ได้รับความนิยมต่อเนื่องนับตั้งแต่ซีซันแรกในปี 2022 ขอความร่วมมือให้แฟนคลับหยุดเดินทางไปยังกองถ่ายภาพยนตร์และหยุดแชร์สถานที่ถ่ายทำลงบนโซเชียลมีเดีย เจนนี่ แฮน ผู้เขียนและผู้กำกับ ระบุว่าการที่มีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันทำให้บรรดานักแสดงหลุดจากคาแร็กเตอร์และเกิดความวิตกกังวล ทีมงานต้องหยุดการถ่ายทำอยู่บ่อยครั้งเพื่อเคลียร์ฝูงชนออกจากฉาก ซึ่งทำให้การทำงานล่าช้าและทำลายสมาธิของทีมงาน ขณะที่การแชร์สถานที่ถ่ายทำแบบเรียลไทม์ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย โดยทีมงานต้องการสร้างสภาะแวดล้อมที่ได้รับการปกป้อง เพื่อให้สามารถผลิตผลงานออกมาได้ดีที่สุด ก่อนหน้านี้ มีภาพแอบถ่ายจากการถ่ายทำในวิลมิงตัน รัฐนอร์ทแคโรไลนา หลุดออกไปในโลกออนไลน์ ซึ่งอาจทำให้เนื้อเรื่องสำคัญรั่วไหลก่อนกำหนด

– นาตาลี พอร์ตแมน ในวัย 44 ปี ได้แชร์ภาพถ่ายบรรยากาศชีวิตในกรุงปารีสผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวในสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมแคปชันสั้น ๆ ว่า Paris lately ซึ่งนับเป็นภาพหายากที่เธอเปิดเผยต่อสาธารณะ พอร์ตแมนกำลังตั้งครรภ์ลูกคนที่ 3 ซึ่งเป็นลูกคนแรกกับ ตองกีย์ เดสตาบล์ โปรดิวเซอร์เพลงชาวฝรั่งเศส เธอตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่ปารีสตั้งแต่ปี 2014 และเลือกที่จะพำนักอยู่ที่นี่ต่อไปหลังการหย่าร้าง เพื่อให้ลูกทั้งสองคนคือ อเลฟ และ อมาเลีย ได้รับการศึกษาที่นี่ เธอเคยให้สัมภาษณ์ว่าชอบมารยาททางสังคมของชาวปารีส เช่น การกล่าวทักทาย “Bonjour” ทุกครั้งเมื่อเข้าร้านค้า ซึ่งต่างจากวัฒนธรรมในสหรัฐฯ และเธอยังชื่นชมว่า ชาวฝรั่งเศสให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวเป็นอย่างมาก

คอมเมนต์ถล่มไอจี มายด์ ลภัสลัล โยงปมร้อน ทราย สก๊อต แห่ห่วงสภาพจิตใจว่าที่คุณแม่

คอมเมนต์ถล่มไอจี มายด์ ลภัสลัล โยงปมร้อน ทราย สก๊อต แห่ห่วงสภาพจิตใจว่าที่คุณแม่

คอมเมนต์ถล่มไอจี มายด์ ลภัสลัล โยงปมร้อน ทราย สก๊อต แห่ห่วงสภาพจิตใจว่าที่คุณแม่

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.03 น.

9 พฤษภาคม 2569 กลายเป็นดรามาเมื่อทราย สก๊อต น้องชาย พาย สุนิษฐ์ สก๊อต ได้ออกมาอัดคลิปพูดทั้งน้ำตา ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว ขอร้องว่าอย่าเรียกตัวเองว่าเป็นทายาทตระกูลดัง อ้างโดนพี่ชายล่วงละเมิดและทุกคนในครอบครัวรู้หมด อีกทั้งยังบอกด้วยว่าคุณแม่จะฟ้องร้องเอาทรัพย์สินที่คุณตายกให้คืน

ซึ่งดูเหมือนเรื่องราวจะไปกันใหญ่ลามไปถึงนักแสดงสาวไซซ์มินิ มายด์ ลภัสลัล จิรเวชสุนทรกุล ภรรยาของ พาย สุนิษฐ์ ที่เพิ่งประกาศข่าวดีตั้งครรภ์ลูกคนแรกไปหมาดๆ ต้องมาเจอกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้

โดยพบว่าภาพบนอินสตาแกรมส่วนตัวของเธอนั้น เต็มไปด้วยคอมเมนต์ถึงประเด็นร้อนดังกล่าว อีกทั้งภาพโมเมนต์การประกาศข่าวดีว่ากำลังตั้งท้องอยู่ โดยก็ได้มีชาวเน็ตเข้าไปคอมเมนต์กันสนั่นไอจี 

ซึ่งหลายๆ คอมเมนต์ได้เข้าไปแสดงความเป็นห่วงเธอ กลัวว่าเรื่องราวที่กำลังเป็นประเด็นดรามานี้จะกระทบจิตใจของว่าที่คุณแม่ เพราะเธอกำลังตั้งครรภ์อ่อนๆ อยู่ อีกด้านก็มีคอมเมนต์ที่คาดคั้นถามหาความจริงจากเธอ 

เรื่องที่ไม่มีใครเคยได้ฟัง ของ แดนนี่ ศรีภิญโญ ผ่านพี่ที่เป็นผู้ให้อย่าง ป๋ากิ๊ก-ติ๊ก กลิ่นสี

เรื่องที่ไม่มีใครเคยได้ฟัง ของ แดนนี่ ศรีภิญโญ ผ่านพี่ที่เป็นผู้ให้อย่าง ป๋ากิ๊ก-ติ๊ก กลิ่นสี

เรื่องที่ไม่มีใครเคยได้ฟัง ของ แดนนี่ ศรีภิญโญ ผ่านพี่ที่เป็นผู้ให้อย่าง ป๋ากิ๊ก-ติ๊ก กลิ่นสี

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.43 น.

อีกสองบุคคลที่สนิทสนมเรียกได้ทำงานมาด้วยกันจน “แดนนี่ ศรีภิญโญ“ ยกให้เป็นไอดอลของการใช้ชีวิตเลยก็ว่าได้ ก็คือ “ป๋ากิ๊ก เกียรติ กิจเจริญ” และ “ติ๊ก กลิ่นสี” ซึ่งทั้ง 3 คนรู้จักกันมานานกว่า 30 ปี จนถึงวันที่น้องรักต้องออกเดินทางไกล ล่าสุดทั้ง “ป๋ากิ๊ก-ติ๊ก กลิ่นสี” ได้เล่าเรื่องราวผ่านรายการ คุยแซ่บShow ทางช่องOne 31 ถึงเรื่องราวที่ไม่เคยเล่าที่ไหน รวมไปถึงการแนะนำการใช้ชีวิตให้ผู้ชายที่ชื่อแดนนี่จนประสบความสำเร็จในทุกวันนี้

”ป๋ากิ๊ก-ติ๊ก กลิ่นสี“ รู้จักกันได้ไง?

ป๋ากิ๊ก : เราสองคนเจอกันในหนังเรื่องกลิ่นสีและกาวแป้ง ปี 2530 คือตอนนั้นพี่ติ๊กเค้าไปถ่ายหนังเรื่องนี้ ในเรื่องเป็นนักศึกษา และชีวิตจริงก็ยังเป็นนักศึกษา แต่เค้าเกิดปี 04 นะ ซึ่งเค้ายังเป็นนักศึกษาจริงๆ อยู่นะ อยู่ปี 5 เขาแก่กว่าพี่ 2 ปี 

ติ๊ก : ไอ้นี่เข้าเรียนตอน รหัส 24 รับ ปริญญาตอนปี 30 รับพร้อมกัน 

ป๋ากิ๊ก : เค้าเรียนจิตรกรรม แต่เค้าก็เป็นรุ่นพี่ช่างศิลป์ เพราะว่ารุ่นนี้เรียนหลายสถาบัน เป็นเพื่อนกันมา 40 ปี

แล้วอย่างกับแดนนี่เป็นยังไงบ้าง ?

ป๋ากิ๊ก : ตอนนี้เราหยุดการคบกันแล้ว เพราะว่าถ้าคบกันต่อเราก็ต้องตามเขาไป (ยิ้ม) พี่อยากจะบอกว่า สำหรับพี่กับแดนนี่ รู้จักกันมานาน เรื่องสภาพจิตใจของพี่ มันมีทั้งสองสภาพนะ คือเราเสียใจที่เขาไม่อยู่แล้ว แต่ก็ดีใจที่เขาไปอย่างสงบ เค้าหยุดแล้ว เค้าไม่ต้องเหนื่อยแล้ว เหมือนว่าเค้าได้หยุดพักแล้ว ไม่ต้องมีกังวลอะไรแล้ว แต่เราก็ไม่รู้ว่าโลกหน้าเป็นยังไง เพราะว่าเราก็ไม่เคยไป เราเสียใจที่จะไม่ได้เจอเขาแบบเป็นๆ แต่ก็ดีใจที่โอเค น้องคงหมดห่วงหมดภาระแล้ว แต่พี่ไม่ต้องทำใจอะไรมากมาย เพราะว่าเราก็ไม่ใช่ญาติพี่น้องกับเขา เพราะว่าย้อนกลับไปพี่รู้จักกับแดนนี่เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดง สมัยก่อนเราเป็นนักแสดงวัยรุ่น เล่นเป็นนักเรียนด้วยกันในภาพยนตร์ 

แต่คนที่เจอพี่แดนนี่ก่อนเลยคือพี่ติ๊ก ?

ติ๊ก : เจอตั้งแต่ตอนเด็กๆ ตอนนั้นเค้าเป็นเด็กลูกครึ่ง เริ่มจากบ้านเพื่อนพี่อยู่ที่ดินแดง และบ้านแดนนี่ก็อยู่ใกล้ๆ เราก็ไปแกล้งเขา

ป๋ากิ๊ก  : คือตอนนั้นแดนนี่อายุยังไม่ถึง 10 ขวบ เพราะว่าบ้านแม่บุญธรรมของแดนนี่อยู่ข้างบ้านเพื่อนของพี่ติ๊ก

ติ๊ก : เราไปบ้านเพื่อน เป็นห้องซ้อมดนตรี เราก็ไปสิงที่บ้านเพื่อน แล้วแดนนี่ก็เป็นเด็กน้อยอยู่บ้านข้างๆ เราก็แกล้งเด็ก คือตอนนี้เราก็เล่าเรื่องความน่ารัก การปฏิสัมพันธ์ในการเจอกันกับเด็ก หลังจากนั้นเราก็ได้ข่าวว่าแดนนี่เค้าก็มาเป็นโดมอนแมน ตอนนั้นเทรนด์ลูกครึ่งกำลังมา จากนั้นเค้าก็ไปเล่นให้กันตนา เค้าก็เป็นดารา 

ป๋ากิ๊ก  : ตอนนั้นที่เค้าเข้ากันตนาแล้ว เค้าเป็นดาราแล้วนะ แต่ติ๊ก กลิ่นสียังไม่เป็นดารา ตอนนั้นยังเป็นนักศึกษาทั่วไป 

แล้วตอนไหนที่มาร่วมงานกับพี่แดนนี่แบบจริงจัง ?

ป๋ากิ๊ก : ก็น่าจะเป็นตอนที่เรามาเปิดบริษัทกันแบบจริงจัง รายการแสบคูณสอง และเกมส์พันหน้า ซึ่งตอนนั้นแดนนี่เค้าก็เป็นเจ๊ตุ่มแล้ว ซึ่งความสามารถของแดนนี่เค้าหลากหลายนะ นอกจากเป็นนักแสดงแล้ว เค้าเล่นตลกได้ เค้าเป็นพิธีกรได้ เพราะว่าเขาเป็นคนพูดเก่ง เค้าเป็นคนมีความสามารถด้านนี้ แล้วเราก็เปลี่ยนมาทำเกมพันหน้า ก็ให้แดนนี่มาอยู่ในแก๊งค์แมวเหมียว เป็นแก๊งค์แมวมอง เพื่อเอาคนอื่นมาออกรายการ

เห็นว่าพอมาทำรายการด้วยกัน  ก็ชวนกันไปดื่มยันเช้า?

ป๋ากิ๊ก : อันนี้ต้องบอกว่า ทำตั้งแต่ก่อนทำงานแล้ว 

ติ๊ก : ต้องบอกว่านี่เป็นกิจกรรมสันทนาการที่เราร่วมกันทำ อย่างมีความสุข โดยใช้เครื่องดื่มเป็นตัวนำ ตอนนั้นพวกเราก็ 30 แดนนี่ก็ประมาณ 20กว่าๆ 

ป๋ากิ๊ก  : คือแดนนี่ไปด้วยกัน เค้าเป็นคนเฮฮา เราก็เป็นคนเอนเตอร์เทน แต่ก็ไม่ใช่ทุกวัน เพียงแค่บางวันออกมาจากร้าน ก็พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว อันนี้มันเกิดขึ้นก่อนที่จะมีเคอร์ฟิวส์ เพราะว่าเราเจอกันแล้วเที่ยวด้วยกันตั้งแต่พาเลซสมัยก่อนโน้น

แต่พี่แดนนี่เค้าก็มองปากกิ๊กไอดอล ?

ป๋ากิ๊ก : เค้าน่าจะมองว่าการใช้ชีวิตของเราแบบเฮฮา พวกพี่จะมี concept แบบเดียวกัน เป็นพวกสุขนิยม ประมาณว่าเฮ้ยมึงเชื่อกู ปัญหามันมีเยอะแล้ว ทุกอย่างมันไม่ใช่ปัญหาเพราะปัญหามันมีเยอะแล้ว ทุกปัญหามีทางออก แต่ถ้าหาทางออกไม่เจอ ก็ออกมันตรงทางเข้า เพราะว่าทำไมหรอ ก็ตะกี้ที่มึงเข้ามาไง ทุกปัญหามันมีทางออก ก็เลิก อย่าไปฝืน อย่าไปดิ้นรน แดนนี่เค้าก็คงคิดว่าพวกพี่เป็นคนง่ายง่ายแบบนั้น ใช้ชีวิตให้มีความสุข

ติ๊ก : เวลาเราคุยกัน มันมักจะมีมวลไปในทิศทางเดียวกัน 

แต่ในอีกมุมนึงพี่แดนนี่เค้าก็มีมุมที่น้อยเนื้อต่ำใจ?

ป๋ากิ๊ก  : จะใช้คำว่าน้อยเนื้อต่ำใจนั้น พี่ว่ามันไม่ใช่หรอก แต่มันเป็นคนที่แบบว่า ผมไม่ดีพอ เราก็บอกว่ามึงคิดเยอะว่ะ มันถึงทำให้เรามีเรื่องที่จะคุยกันบ่อย ซึ่งหลายคนก็ฟังว่าตามข่าวที่บอกว่าพี่แดนนี่มีอะไรก็จะปรึกษาเรา มันไม่ใช่หรอก แต่จริงๆคือมันเป็นคนชอบถาม เพราะว่าเค้าเป็นคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง หรือว่าเวลาเค้าใส่เสื้อ เค้าจะชอบถามว่าผมใส่เสื้อตัวนี้ไหม แล้วคนอื่นเค้าจะรังเกียจผมไหม เราก็บอกว่าไม่เป็นไร ถ้าเค้าไม่ชอบ เค้าก็ไม่ชอบตั้งแต่แรกแล้ว ซึ่งถามว่า ให้กำลังใจยังไงไหม แต่สำหรับพี่ไม่ใช้คำว่าให้กำลังใจ เพราะว่าเราพูดตรงๆ ถ้าดีก็บอกว่าดี 

และเห็นว่าพี่ติ๊กเป็นคนพาพี่แดนนี่ไปซื้อบ้านและสอนเรื่องเก็บเงิน?

ติ๊ก : คือความจริงการวางอนาคตของแต่ละคน ผมเห็นว่านี่เค้าควรจะมีบ้านแล้ว เค้าควรจะเซฟในเรื่องระบบของการเงิน เราก็บอกว่าแดนนี่ควรจะซื้อบ้านหลังนี้นะเพราะว่าหันหน้าทางทิศนี้แล้วมันดี และหรือเราก็บอกว่าเอาเงินก้อนนี้ควรจะมาใช้ทำแบบนี้สิ หรือเรื่องรถเราก็ว่าน้องควรใช้รถแบบนี้สิ ซึ่งถ้าเราไม่เข้าจัดการ เค้าก็อาจจะมีมายด์เซ็ทของตัวเองอยู่แล้วก็ได้ แต่การที่เราเสริมสิ่งที่เราพูดไป เราก็แนะนำในฐานะรุ่นพี่ ซึ่งเขาก็โอเค

ป๋ากิ๊ก : คือถ้าเป็นคนสมัยนี้เค้าอาจจะมองพวกพี่สองคนว่าเป็นคนชอบใส่ใจ 

รวมไปถึงก็มาปรึกษาเรื่องซื้อของให้ผู้หญิงคนหนึ่ง ?

ป๋ากิ๊ก  : คือจะเล่าให้ฟัง คือเค้ามีแฟนคนนึง คือเค้าซื้อเสื้อให้ผู้หญิง เค้าก็ให้เราช่วยเลือก เราก็เลือกสีขาวไป แต่แดนนี่บอกว่าขอสีแดง เพราะว่ามันตัวดำ ก็คือภรรยาคนปัจจุบันคนนี้แหละ ก็จ๋านี่แหละ ซึ่งเราก็เข้าใจว่าชื่อนี้ และครั้งแรกที่เราได้เจอผู้หญิงคนนี้ ทุกคนก็เรียกชื่อผู้หญิงคนนี้ว่าจ๋ากินนู่นกินนี่ ซึ่งจ๋าก็งงว่าเรียกใคร เค้าก็ตอบกลับมาว่าหนูไม่ได้ชื่อจ๋า หนูชื่อกวาง เราก็ไปด่าแดนนี่ว่าไหนบอกว่าชื่อจ๋า แดนนี่ก็บอกว่าผมไม่ได้บอกเลยว่าเค้าชื่อจ๋า แต่ที่ผมเรียกเขาว่าจ๋าเพราะว่าเค้าชื่อกวางจ๋า เกือบบรรลัย สรุปก็คือคนเดียวกันนั่นแหละ

และป๋ากิ๊กก็เป็นคนตั้งชื่อ “น้องเอวา” ลูกของพี่แดนนี่ ?

ป๋ากิ๊ก : เราก็ดีใจที่เขามีครอบครัวไปฝั่งเป็นฝา ผมชอบให้คนมีครอบครัว เพราะสุดท้ายแล้วคนเรามันอยู่คนเดียวไม่ได้หรอก คือตอนนี้แม้เราจะยังอยู่ได้ แต่ถ้าวันนึงเราแก่ตัวไป เพราะว่าเพื่อนรอบนอกมันจะหายไปเรื่อยๆ เราก็บอกว่ามึงเชื่อกู มึงควรจะมีครอบครัวเป็นของตัวเอง กูว่าเนี่ยคือความฝันของมึง เพราะว่าเค้าไม่มีครอบครัว แล้ววันนึงมันมีลูก วันที่ลูกคลอดออกมา เราก็รีบดิ่งไปเลย ไปดูลูกมัน แดนนี่มันก็บอกว่าผมมีลูกสาว ช่วยตั้งชื่อให้ลูกมันหน่อยสิ ลูกผู้หญิงหรอชื่อเอวาสิ ก็มาจากอดัมกับเอวา เพราะว่าเราเป็นคริสต์ ก็คือเราไปใส่ใจในเรื่องครอบครัวเขา

คือพี่แดนนี่เค้าให้ความเคารพกับพี่สองคนมาก ?

ป๋ากิ๊ก  : คือเค้าก็ไม่มีครอบครัว เค้าไม่มีญาติพี่น้อง

ติ๊ก : เพราะว่าผมเคยถามเขา ว่าเค้ามีพี่หรือมีน้อง ก็ถามแดนนี่ว่าทำไมไม่คิดไปหาญาติที่เมกา เพราะว่าพ่อเค้ากลับไปอยู่อเมริกา ก็น่าจะมีพี่น้องอีกไม่ใช่หรอ เราก็บอกให้เค้าไปหาสิ เพราะว่าถ้าเป็นผม ผมไป ซึ่งเค้าอาจจะไม่อินในเรื่องนี้มากก็ได้ ก็จบเรื่องนี้ไป แต่ถ้าพี่ไปคนเดียวก็ไม่ได้เพราะว่าพี่ก็ไม่มีญาติอยู่ที่นั่นเลย ก็เลยไม่ไปดีกว่า

ถามถึงสาเหตุที่บริษัทที่ทำมาด้วยกันทำไมถึงปิดตัวลง ?

พากิ๊ก : 20 กว่าปี อย่างตอนนั้นที่เราต้องปิดตัว เพราะว่าธุรกิจมันเปลี่ยน เราขายของยากขึ้น เพราะว่าตอนนั้นเราเปิดบริษัท ขายเอง และมีรายการเดียว มันขายยากขึ้น เงินมันก็เข้าน้อยลง เราก็เลยบอกว่าถ้าเราหยุดตอนนี้ เรายังพอมีเงินจ่ายให้กับลูกน้อง ชดเชยให้ทุกคนได้ไปต่อ เพราะว่าเราไม่มีเนื้อให้เขานะ ซึ่งถามว่าตีกันหรอ ก็ไม่มี

ติ๊ก : อ้าวถ้าไม่ทะเลาะแล้วจะปิดตัวทำไมล่ะ

ป๋ากิ๊ก : พูดไปเรื่อย ไม่ได้ตีกัน มันเป็นเหตุผลทางธุรกิจ อย่างที่เล่าไปเมื่อกี้ เราก็คุยกันสองคนว่ามันไปไม่ไหวแล้ว เลิกตอนนี้ดีกว่ามันยังเงินทอนให้กับน้องๆ เพราะว่าที่ผ่านมาเราก็ฟาร์มมรสุมกันมาเรื่อยๆ ลงอย่างสวยงามมากกว่า

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทางช่องวัน31 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

32 ปีไม่เคยลืม! ครูรัก ย้อนวันวานขึ้นคอนเสิร์ตในฝัน เผยเบื้องหลัง พี่เบิร์ด ที่ทำเอาอึ้ง

32 ปีไม่เคยลืม! ครูรัก ย้อนวันวานขึ้นคอนเสิร์ตในฝัน เผยเบื้องหลัง พี่เบิร์ด ที่ทำเอาอึ้ง

32 ปีไม่เคยลืม! ครูรัก ย้อนวันวานขึ้นคอนเสิร์ตในฝัน เผยเบื้องหลัง พี่เบิร์ด ที่ทำเอาอึ้ง

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.25 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ครูรัก ศรัทธา ศรัทธาทิพย์ ได้โพสต์ข้อความเล่าย้อนช่วงเวลาสุดประทับใจที่ได้ร่วมแสดงคอนเสิร์ตในตำนานอย่าง เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ กับคอนเสิร์ต

โดยระบุว่า 32ปีผ่านไป….

สิ่งที่อยู่ในความฝันของผมมาตลอดตั้งแต่เข้าวงการมา คือการได้ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตแบบเบิร์ดเบิร์ดที่ศูนย์วัฒนธรรม  

ปี2537 ฝันเป็นจริง!!   ชื่อคอนฯคือ “อยากเห็นท้องฟ้าเป็นอย่างในฝัน” 16รอบ มีช่วงละครมิวสิคัล ผมได้ร่วมแสดงด้วย มีความสุขแบบไม่ลืมไปตลอดชีวิต

พี่เบิร์ดน่ารัก ใจดี อารมณ์ดีตลอด ผมเคยเม้าท์กับน้องแด๊นเซอร์ในงานว่า “พี่ว่าพี่เบิร์ดไม่ใช่คนหรอก เพราะคนต้องมีเหนื่อย มีอารมณ์เสีย มีหงุดหงิดมั่ง แต่พี่เบิร์ดใส่เต็มทุกครั้งที่ซ้อม เอาใหม่เอาอีกเพราะคนอื่นเต้นผิดก็ยังยิ้มแย้ม
แจ่มใส เอนเนอจี้เต็มเปี่ยม โคตรเทพเลยเนาะ”..

ครั้งนึงในระหว่างการซ้อม พักกินข้าวกัน

พี่เบิร์ดนั่งล้อมวงกับพื้น แล้วเรียก รัก กินข้าวกัน ผมถือกล่องข้าวเดินไปร่วมวงด้วยความดีใจ อาหารที่พี่เบิร์ดกินคือ เนื้อแดดเดียวทอด กับน้ำพริกตาแดง ง่ายๆ แต่อร่อยมาก..

ผู้หญิงในภาพคือพี่อ้อม ดวงกมล ลิ่มเจริญ

พี่สาวใจดีที่จากไปแล้ว เราเล่นคู่กันมาตั้งแต่ละคร ยามเมื่อลมพัดหวน ในภาพเราเล่นเป็นพ่อแม่ของน้องนัท มีเรีย โคตรคิดถึงพี่เลยครับ…

เห็นรูปแล้วความทรงจำในช่วงนั้นหลั่งไหลเข้ามาอย่างมีความสุข ตามประสานักแสดงวัยลุงคนนึง ซึ่งมีความหลังที่ภูมิใจสุดๆกับซุปเปอร์สตาร์เบอร์1ในดวงใจ…

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯแจงชัด ไม่เกี่ยวโครงการ กองทุนผลิตแพทย์เพื่อสังคม ของ SEM

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯแจงชัด ไม่เกี่ยวโครงการ กองทุนผลิตแพทย์เพื่อสังคม ของ SEM

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯแจงชัด ไม่เกี่ยวโครงการ กองทุนผลิตแพทย์เพื่อสังคม ของ SEM

วันเสาร์ ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.06 น.

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เพจเฟซบุ๊ก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  ประกาศเพื่อทราบ

คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ขอเรียนชี้แจงว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโครงการ “กองทุนผลิตแพทย์เพื่อสังคม” ของ SEM (Social Enterprise Medical Specialist Center) รวมถึงกิจกรรมการประชาสัมพันธ์ และเนื้อหาข้อความที่เผยแพร่ดังกล่าวแต่อย่างใด

ทั้งนี้ การนำชื่อ ตราสัญลักษณ์ หรือภาพลักษณ์ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปใช้ประกอบการประชาสัมพันธ์หรือการระดมทุนดังกล่าว เป็นการดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาตจากคณะฯ

ขอให้ประชาชนโปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และตรวจสอบข้อมูลจากช่องทางโดยตรงกับทางคณะฯ ก่อนดำเนินการใด ๆ เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน
จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน

เกาหลีเหนือเตรียมติดตั้งปืนใหญ่อัตตาจรใหม่ใกล้ชายแดน กรุงโซลเสี่ยงอยู่ในรัศมีโจมตี

เกาหลีเหนือเตรียมติดตั้งปืนใหญ่อัตตาจรใหม่ใกล้ชายแดน กรุงโซลเสี่ยงอยู่ในรัศมีโจมตี

9 พ.ค. 2569 11:41 น.

เกาหลีเหนือเตรียมติดตั้งปืนใหญ่อัตตาจรใหม่ใกล้ชายแดน กรุงโซลเสี่ยงอยู่ในรัศมีโจมตี

เกาหลีเหนือประกาศเตรียมติดตั้งอาวุธปืนใหญ่อัตตาจร หรือปืนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยตัวเองแบบใหม่ ตามแนวชายแดนติดเกาหลีใต้ ซึ่งอาจทำให้กรุงโซลอยู่ในรัศมีการโจมตีโดยตรง 

สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ KCNA รายงานว่านายคิม จอง อึน ได้เดินทางตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตอาวุธ พร้อมติดตามการผลิตปืนใหญ่อัตตาจรฮาวอิตเซอร์ขนาด 155 มิลลิเมตร รุ่นใหม่

อาวุธดังกล่าวมีพิสัยยิงไกลกว่า 60 กิโลเมตร และมีกำหนดนำเข้าประจำการภายในปีนี้ในหน่วยปืนใหญ่ระยะไกลบริเวณชายแดนเกาหลีใต้

รายงานระบุว่า กรุงโซลตั้งอยู่ห่างจากชายแดนเกาหลีเหนือเพียงประมาณ 50-60 กิโลเมตร ส่งผลให้เมืองหลวงของเกาหลีใต้ รวมถึงพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดคยองกี ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมและมีประชากรมากที่สุดของประเทศ อาจอยู่ในระยะโจมตีของอาวุธชนิดใหม่นี้ โดยนาย คิม จอง อึน ระบุว่า อาวุธรุ่นใหม่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและข้อได้เปรียบสำคัญต่อปฏิบัติการภาคพื้นดินของกองทัพ

แม้รัฐบาลเกาหลีใต้จะพยายามส่งสัญญาณสันติภาพ แต่เกาหลีเหนือ ยังคงแสดงจุดยืนแข็งกร้าวต่อเกาหลีใต้ โดยล่าสุดมีรายงานว่า รัฐบาลเปียงยางได้ลบข้อความเกี่ยวกับการรวมชาติเกาหลี ออกจากรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุขอบเขตดินแดนใหม่ที่แยกเกาหลีใต้ออกชัดเจน

นักวิเคราะห์มองว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของเกาหลีเหนือ และอาจทำให้สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกตึงเครียดมากขึ้น

ขณะเดียวกันสำนักข่าว KCNA ยังเผยภาพคิม จอง อึน เดินทางตรวจสอบเรือพิฆาตขนาด 5,000 ตันชื่อ ” โช ฮยอน” ก่อนเข้าประจำการอย่างเป็นทางการ โดยมีลูกสาวคิม จู แอ ร่วมเดินทางด้วย ซึ่งภาพที่เผยแพร่แสดงให้เห็นผู้นำเกาหลีเหนือนั่งรับประทานอาหารร่วมกับทหารเรือภายในเรือรบ โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เรือพิฆาตลำดังกล่าวอาจสามารถติดตั้งขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์ที่รองรับหัวรบนิวเคลียร์ได้.

ที่มา : channelnewsasia

ศรีลังกากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จับต่างชาติกว่า 260 คน ส่วนใหญ่เป็นจีนและเวียดนาม

ศรีลังกากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จับต่างชาติกว่า 260 คน ส่วนใหญ่เป็นจีนและเวียดนาม

9 พ.ค. 2569 11:18 น.

ศรีลังกากวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จับต่างชาติกว่า 260 คน ส่วนใหญ่เป็นจีนและเวียดนาม

ทางการศรีลังกา เดินหน้าปราบปรามขบวนการอาชญากรรมทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา จับกุมชาวต่างชาติกว่า 260 คน ฐานต้องสงสัยเอี่ยวเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ หรือ ไซเบอร์สแกม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจศรีลังกาจับกุมชาวจีนและชาวเวียดนามรวม 30 คน ในพื้นที่เวราเฮรา ชานกรุงโคลอมโบ ส่งผลให้ยอดผู้ถูกจับกุมตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 261 คน

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่เพิ่งจับกุมชาวเวียดนามอีก 74 คนในกรุงโคลอมโบ และศาลมีคำสั่งควบคุมตัวจนถึงวันที่ 14 พฤษภาคม

ตำรวจศรีลังกาเปิดเผยว่า ผู้ต้องสงสัยจำนวนมากเดินทางเข้าประเทศด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว แต่ลักลอบทำงานผิดกฎหมาย ขณะที่บางคนอยู่เกินกำหนดวีซ่า

เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นศูนย์ปฏิบัติการต้องสงสัยในย่าน Kollupitiya และยึดคอมพิวเตอร์รวมถึงโทรศัพท์มือถือจำนวนมาก เพื่อตรวจสอบหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ โดยกลุ่มผู้ต้องสงสัยมีอายุระหว่าง 19-39 ปี โดยส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่พำนักในประเทศเกินกำหนด

ด้านสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงโคลอมโบระบุว่า กำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลศรีลังกา เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวจีนเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในประเทศ

พร้อมระบุว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมของศรีลังกา รวมถึงนโยบายวีซ่าที่ค่อนข้างผ่อนปรน ทำให้กลุ่มมิจฉาชีพเลือกใช้ประเทศแห่งนี้เป็นฐานปฏิบัติการ

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม ทางการศรีลังกา เคยจับกุมชาวจีนกว่า 135 คน ที่ต้องสงสัยเปิดปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์จากโรงแรมแห่งหนึ่งทางตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ ก่อนส่งตัวกลับประเทศจีนในเวลาต่อมา ขณะที่ในปี 2024 ทางการศรีลังกาเคยจับกุมชาวจีน 230 คน และชาวอินเดียอีก 200 คน ในคดีเกี่ยวข้องกับศูนย์อาชญากรรมไซเบอร์ทั่วประเทศ.

ที่มา : channelnewsasia