น้ำมันขึ้นเล็กน้อย สหรัฐฯ-อิหร่านโจมตีกันไม่เลิก หวั่นกระทบเจรจา

น้ำมันขึ้นเล็กน้อย สหรัฐฯ-อิหร่านโจมตีกันไม่เลิก หวั่นกระทบเจรจา

29 มิ.ย. 2569 06:12 น.

น้ำมันขึ้นเล็กน้อย สหรัฐฯ-อิหร่านโจมตีกันไม่เลิก หวั่นกระทบเจรจา

ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในวันอาทิตย์ หลังจากสหรัฐฯ กับอิหร่านยังคงโจมตีเข้าใส่อีกฝ่ายอย่างต่อเนื่อง จนทำให้การสัญจรในช่องแคบฮอร์มุซได้รับผลกระทบอีกครั้ง

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 ราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงดำเนินต่อไปเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน ประกอบกับการที่อิหร่านยังคงยืนกรานที่จะเข้าควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ

น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ซึ่งเป็นราคาน้ำมันดิบอ้างอิงสากล ปรับตัวสูงขึ้น 0.9% ปิดที่ 72.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบของสหรัฐฯ (WTI) พุ่งขึ้น 1.3% ปิดที่ 70.09 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (26 มิ.ย.) ราคาน้ำมันโลกเพิ่งร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้น โดยน้ำมันดิบเบรนท์ปิดตลาดที่ประมาณ 72 ดอลลาร์ และน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ปิดตลาดที่ประมาณ 69 ดอลลาร์

ในช่วงสัปดาห์ก่อน ราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงเนื่องจากมีความหวังว่า ข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 60 วันจะช่วยให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาเป็นปกติ โดยปริมาณการสัญจรของเรือบรรทุกน้ำมันได้เพิ่มขึ้นหลังจากสหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจเมื่อ 17 มิ.ย. ซึ่งทั้งสองฝ่ายระบุว่า ช่องแคบแห่งนี้จะกลับมาเปิดใช้งานโดยไม่มีค่าธรรมเนียม

อย่างไรก็ตาม การสัญจรที่เคยพุ่งสูงขึ้นกลับต้องชะลอตัวลง หลังจากที่อิหร่านโจมตีเรือลำหนึ่งในช่องแคบเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (25 มิ.ย.) ส่งผลให้องค์การสหประชาชาติ (UN) ต้องระงับแผนการอพยพลูกเรือและเรือที่ติดค้างอยู่ชั่วคราว

นับตั้งแต่นั้นมา กองกำลังของสหรัฐฯ และอิหร่านต่างโจมตีเป้าหมายทางทหารของอีกฝ่าย ส่งผลให้เรือบางลำต้องเปลี่ยนไปใช้เส้นทางที่แล่นเลียบชายฝั่งของประเทศโอมานแทน

อนึ่ง การที่ราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงได้นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการฟื้นฟูเส้นทางการค้าเพียงอย่างเดียว แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่ได้รับความเสียหายจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซม และอาจต้องใช้เวลาอีกหลายเดือนกว่าที่เรือบรรทุกน้ำมันจะสามารถล่องผ่านช่องแคบได้อย่างเต็มรูปแบบ

ก่อนหน้านี้ ผู้เชี่ยวชาญเคยออกมาเตือนว่า ราคาน้ำมันอาจจะไม่สามารถกลับไปสู่ระดับก่อนเกิดสงครามได้ภายในปี 2569 นี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เจ้าหญิงเคทพิชิต 3 ยอดเขาสำเร็จ ระดมทุนให้องค์กรต้านมะเร็ง

เจ้าหญิงเคทพิชิต 3 ยอดเขาสำเร็จ ระดมทุนให้องค์กรต้านมะเร็ง

29 มิ.ย. 2569 05:46 น.

เจ้าหญิงเคทพิชิต 3 ยอดเขาสำเร็จ ระดมทุนให้องค์กรต้านมะเร็ง

เจ้าหญิงเคทเสร็จสิ้นภารกิจพิชิตยอดเขาที่สูงที่สุดในอังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์ แล้ว โดยมีจุดประสงค์เพื่อระดมทุนให้แก่องค์กรการกุศลด้านโรคมะเร็ง และเพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคให้มากขึ้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 28 มิ.ย. 2569 ว่า แคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงเสร็จสิ้นภารกิจเดินเขา “ทรี พีกส์ แชลเลนจ์” (Three Peaks Challenge) เพื่อระดมทุนช่วยเหลือโรงพยาบาลที่พระองค์เคยเข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง พร้อมทรงอธิบายว่าภารกิจนี้เป็น “โอกาสที่จะได้สำรวจชีวิตในมุมมองใหม่หลังจากผ่านการวินิจฉัยโรค และเพื่อการตอบแทนคืนสู่สังคม”

เจ้าหญิงเคททรงผ่านการทดสอบความอดทนในกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งเป็นความท้าทายในการปีนยอดเขาที่สูงที่สุดในอังกฤษ สกอตแลนด์ และเวลส์ ภายในเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อระดมทุนให้แก่องค์กรการกุศลโรคมะเร็งแห่ง “โรยัล มาร์สเดน” (Royal Marsden Cancer Charity)

เจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงเคยเปิดเผยว่าพระองค์กำลังเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งเมื่อเดือนมีนาคม 2567 และในช่วงต้นปี 2568 พระองค์ก็ออกมายืนยันว่า อาการป่วยของพระองค์อยู่ในระยะสงบ (Remission) แล้ว

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เจ้าหญิงเคททรงเผยว่าทรงต้องการสนับสนุน “การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม” สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยทรงอธิบายว่านี่คือแนวทางในการพัฒนา “สุขภาวะ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ และคุณภาพชีวิต ในช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่งยวด”

ภาพเจ้าหญิงเคทบนยอดเขาเบนเนวิส ที่เผยแพร่โดยสำนักงานพระราชวังเคนซิงตัน (ภาพจาก X / @KensingtonRoyal)
ภาพเจ้าหญิงเคทบนยอดเขาเบนเนวิส ที่เผยแพร่โดยสำนักงานพระราชวังเคนซิงตัน (ภาพจาก X / @KensingtonRoyal)

พระองค์ทรงโพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียพร้อมกับภาพถ่ายของพระองค์บนยอดเขาเบนเนวิส (Ben Nevis) ว่า “มะเร็งไม่ได้ส่งผลกระทบต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว”

“มันเปลี่ยนวิธีคิดและความรู้สึกของคุณ รวมถึงส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อทุกแง่มุมของชีวิต ข้าพเจ้ารู้ซึ้งถึงเรื่องนี้ด้วยตนเอง และรู้ว่าการเดินทางผ่านช่วงเวลาการรักษาและชีวิตหลังจากนั้น จำเป็นต้องใช้สิ่งอื่นๆ มากกว่าแค่ยารักษาโรคเพียงอย่างเดียว”

พระองค์ทรงระบุต่อไปว่า “จากการท้าทายตนเองในครั้งนี้ ข้าพเจ้าต้องการสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของโรคร้ายแรง และความสำคัญของการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม มนุษย์แต่ละคนมีความแตกต่างกัน และการสร้างความมั่นใจว่ามีแนวทางการดูแลที่คำนึงถึงความเป็นมนุษย์อย่างรอบด้าน จะช่วยให้ผู้ที่เผชิญกับโรคมะเร็งสามารถรับมือกับความท้าทายส่วนบุคคลอันหนักหน่วงหลังการวินิจฉัยโรคได้”

“การบำบัดแบบองค์รวมจะช่วยส่งเสริมกระบวนการรักษาทางการแพทย์ และสนับสนุนความสามารถของผู้ป่วยในการรักษาสุขภาวะ ความยืดหยุ่นทางจิตใจ รวมถึงคุณภาพชีวิตในช่วงเวลาที่ยากลำบากเป็นพิเศษ”

ทั้งนี้ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เจ้าหญิงเคททรงปีนขึ้นสู่ยอดเขา “สกาเฟลล์ ไพค์” ในอังกฤษ, ยอดเขา “เบนเนวิส” ในสกอตแลนด์ และยอดเขา “สโนว์ดอน” (Snowdon) หรือ “อีร์ เวดด์วา” ในภาษาเวลส์ ได้สำเร็จ

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจที่เวลส์ เจ้าหญิงแห่งเวลส์ทรงได้รับการต้อนรับจากสมาชิกในครอบครัว รวมถึงเจ้าชายแห่งเวลส์, พระโอรสและพระธิดาทั้งสามพระองค์ ได้แก่ เจ้าชายจอร์จ เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ และเจ้าชายหลุยส์ พร้อมด้วย คาโรล และ ไมเคิล มิดเดิลตัน บิดาและมารดา และ เจมส์ น้องชายของพระองค์

ย้อนกลับไปตอนที่เจ้าหญิงทรงประกาศเรื่องการวินิจฉัยโรคมะเร็ง พระองค์ทรงบรรยายเหตุการณ์นั้นว่าเป็น “ความตกใจครั้งใหญ่” และทรงผ่านพ้น “ช่วงเวลาสองสามเดือนที่ยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ” ทั้งนี้ ไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของโรคมะเร็งที่พระองค์ทรงประชวร แต่สำนักพระราชวังเคนซิงตันได้แถลงในเวลานั้นว่ามีความมั่นใจว่าเจ้าหญิงจะทรงฟื้นตัวได้อย่างเต็มที่

และเมื่อพระองค์ทรงประกาศว่าอาการป่วยอยู่ในระยะสงบในอีกราวหนึ่งปีต่อมา พระองค์ทรงแสดงความ “โล่งพระทัย” และได้ทรงกลับมาปฏิบัติพระกรณียกิจอย่างเป็นทางการนับตั้งแต่นั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ชีค ฮาซีนา อดีตนายกฯ บังกลาเทศ ลั่นจะกลับกรุงธากา “ภายในปีนี้”

ชีค ฮาซีนา อดีตนายกฯ บังกลาเทศ ลั่นจะกลับกรุงธากา “ภายในปีนี้”

29 มิ.ย. 2569 04:55 น.

ชีค ฮาซีนา อดีตนายกฯ บังกลาเทศ ลั่นจะกลับกรุงธากา “ภายในปีนี้”

ชีค ฮาซีนา อดีตนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ ให้สัมภาษณ์กับสื่อครั้งล่าสุด โดยยืนยันว่าเธอจะเดินทางกลับประเทศภายในปีนี้อย่างแน่นอน แม้ว่าเธออาจจะต้องเผชิญกับโทษประหารชีวิตก็ตาม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชีค ฮาซีนา อดีตนายกรัฐมนตรีบังกลาเทศที่ตอนนี้กำลังหลบหนีคดี ประกาศกร้าวว่าเธอจะเดินทางกลับประเทศภายในปีนี้ ตามรายงานบทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (28 มิ.ย.) ไม่กี่เดือนหลังจากที่เธอถูกศาลตัดสินลับหลังจำเลยให้ประหารชีวิตในข้อหา ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

นางฮาซีนาในวัย 78 ปี หลบหนีไปยังประเทศอินเดียซึ่งเป็นเพื่อนบ้านเมื่อเดือนสิงหาคม 2567 หลังเกิดการลุกฮือประท้วงซึ่งนำโดยกลุ่มนักศึกษา ยุติการปกครองด้วยหมัดเหล็กของเธอซึ่งดำเนินมานานกว่า 15 ปี

นับตั้งแต่นั้นมา ไม่มีใครเห็นเธอปรากฏตัวต่อสาธารณชนอีกเลย ยกเว้นเพียงครั้งเดียวที่มีการถ่ายทอดสดสุนทรพจน์ของเธอไปยังสมาคมผู้สื่อข่าวในกรุงนิวเดลีที่มีผู้คนเข้าร่วมอย่างหนาตาเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุดกับสถานีโทรทัศน์ NDTV ของอินเดีย นางฮาซีนากล่าวว่าเธอไม่กลัวความตาย และคำตัดสินโทษเธอขั้นประหารชีวิตนั้น “เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่ผิดกฎหมาย ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และมีแรงจูงใจทางการเมืองอยู่เบื้องหลัง”

“มีแผนสมคบคิดมากมายที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายฉัน แต่การฝ่าฟันตาข่ายแห่งแผนการเหล่านั้นมาได้… ทำให้ฉันได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีถึง 5 สมัยด้วยคะแนนเสียงจากประชาชน และได้ทำงานเพื่อการพัฒนาประเทศอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน” นางฮาซีนากล่าว

“ฉันอยากจะพูดให้ชัดเจนว่า ด้วยการก้าวข้ามทุกอุปสรรคและทุกแผนสมคบคิด ฉันจะเดินทางกลับประเทศของฉันภายในปีนี้อย่างแน่นอน” เธอระบุเสริม หลังถูกถามว่าเธอจะยอมกลับประเทศหรือไม่ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับโทษประหารชีวิตก็ตาม

ทั้งนี้ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปีก่อน ศาลในกรุงธากาตัดสินว่านางฮาซีนามีความผิดจริงในข้อหายุยงปลุกปั่น สั่งฆ่า และเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งการกระทำที่โหดร้ายทารุณ โดยสั่งลงโทษด้วยการประหารชีวิตโดยการแขวนคอ

ในขณะเดียวกัน กิจกรรมต่างๆ ของพรรคอวามิลีก (Awami League) อดีตพรรครัฐบาลภายใต้การนำของเธอ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหนึ่งในพรรคการเมืองที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในประเทศ ก็ได้ถูกประกาศให้เป็นพรรคผิดกฎหมายไปแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ยังไม่หมดหวัง เวเนซุเอลาช่วยเด็ก 2 คน หลังติดใต้ซากตึก 3 วัน

ยังไม่หมดหวัง เวเนซุเอลาช่วยเด็ก 2 คน หลังติดใต้ซากตึก 3 วัน

29 มิ.ย. 2569 02:58 น.

ยังไม่หมดหวัง เวเนซุเอลาช่วยเด็ก 2 คน หลังติดใต้ซากตึก 3 วัน

ทีมกู้ภัยของเวเนซุเอลาช่วยเหลือเด็กอายุ 11 ปี 2 คน ออกจากใต้ซากปรักหักพังได้สำเร็จ หลังจากพวกเขาติดอยู่ในนั้นมานานร่วม 3 วัน นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหว 2 ครั้งซ้อนเมื่อสัปดาห์ก่อน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 ว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยของประเทศเวเนซุเอลาช่วยเหลือเด็กชายวัย 11 ปี 2 คน ขึ้นจากใต้ซากปรักหักพังได้สำเร็จ หลังจากทั้งสองคนติดอยู่ในนั้นนานกว่า 3 วัน นับตั้งแต่เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อน จนทำให้อาคารจำนวนมากพังถล่มลงมา

ด.ข.มอยเซส ถูกดึงตัวออกมาจากเศษซากปรักหักพังที่บิดเบี้ยว โดยดวงตาของเขาถูกปิดไว้เพื่อป้องกันแสงแดด ท่ามกลางเสียงปรบมือแสดงความยินดีของทีมกู้ภัย

หน่วยงานแห่งชาติเพื่อการจัดการความเสี่ยงจากภัยพิบัติของโคลอมเบีย (UNGRD) เปิดเผยว่า มอยเซสถูกฝังอยู่ใต้เศษซากลึกประมาณ 3 เมตร โดยทีมกู้ภัยต้องใช้เวลาถึง 6 ชั่วโมงในวันเสาร์เพื่อทำ “ภารกิจที่มีความแม่นยำสูง” ในการเข้าถึงตัวเขา

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า มีผู้ได้ยินเสียงเจ้าหน้าที่กู้ภัยพูดผ่านวิทยุสื่อสารว่า พบเด็กชายมอยเซสอยู่ใกล้กับพี่สาวและแม่ของเขา ซึ่งทั้งสองคนได้เสียชีวิตแล้ว

ต่อมา นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เปิดเผยว่า เด็กชายวัย 11 ปีอีกคนได้รับการช่วยเหลือแล้วเช่นกัน พร้อมทั้งโพสต์วิดีโอบนแพลตฟอร์ม X เป็นภาพขณะที่เด็กชายคนดังกล่าวถูกหามลงมาจากกองซากปรักหักพังขนาดใหญ่ด้วยเปลสนาม

นับตั้งแต่เกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 ภายในระยะเวลาห่างกันเพียง 39 วินาที เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (24 มิ.ย.) ทางการเวเนซุเอลายืนยันยอดผู้เสียชีวิตแล้ว 1,450 ศพ และยังมีผู้สูญหายอีกหลายหมื่นคน

ทั้งนี้ แม้ว่าจะผ่านพ้นเหตุแผ่นดินไหวมานานกว่า 3 วันแล้ว แต่ทีมกู้ภัยยังคงไม่หมดหวัง โดยระบุว่าอาจยังมีผู้รอดชีวิตอยู่ข้างใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเจ้าหน้าที่สามารถส่งอาหารและน้ำไปให้ผู้ประสบภัยใต้ซากปรักหักพังนั้นได้

ขณะที่นางโรดริเกซเผยอีกว่า ศูนย์กีฬารวม โฆเซ มารีอา วาร์กัส (José María Vargas) ในภูมิภาคลาไกวรา ก็กำลังถูกใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้วยเช่นกัน โดยมีทหารช่วยกันคัดแยกเสื้อผ้า, ยารักษาโรค และอาหาร พร้อมกล่าวว่า “ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

WHO เผย คลื่นความร้อนยุโรปโยงผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 ศพ

WHO เผย คลื่นความร้อนยุโรปโยงผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 ศพ

29 มิ.ย. 2569 01:32 น.

WHO เผย คลื่นความร้อนยุโรปโยงผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 ศพ

องค์การอนามัยโลกเปิดเผยว่า คลื่นความร้อนรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นในยุโรป มีส่วนเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของคนมากกว่า 1,300 รายแล้วภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา

เมื่อ 28 มิ.ย. 2569 ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่าวิกฤตคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นเร็วอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในช่วงต้นฤดูร้อนของยุโรป มีความเชื่อมโยงกับการเสียชีวิตของประชาชนมากกว่า 1,300 รายแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา

“ภาวะเครียดจากความร้อน (Heat stress) มักถูกเรียกว่าเป็น ‘ฆาตกรเงียบ’ และบ้านเรือน สถานที่ทำงาน รวมถึงโรงเรียนในยุโรปไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรองรับอุณหภูมิที่สูงขนาดนี้” ดร.เกเบรเยซุสระบุในข้อความที่โพสต์ผ่าน X

เมื่อเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา กระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศสเพิ่งเปิดเผยว่า นับตั้งแต่วันพุธ (24 มิ.ย.) มีรายงานผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับคลื่นความร้อนในประเทศ เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 1,000 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และมีผู้เสียชีวิตภายในบ้านพักเพิ่มขึ้นถึง 40%

“ยุโรปเป็นทวีปที่อุณหภูมิสูงขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยร้อนขึ้นเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก” ดร.เกเบรเยซุสเตือน และกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันประชากรหลายล้านคนทั่วทั้งทวีปกำลัง “ใช้ชีวิตอยู่ภายใต้ความร้อนจัด มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายร้อยราย โรงเรียนต้องปิดทำการ และระบบสายส่งไฟฟ้ากำลังเผชิญกับภาระงานที่หนักเกินไป”

ข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เยอรมนีเผชิญกับวันที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกันเป็นวันที่ 3 หลังจากวัดอุณหภูมิได้ถึง 41.7 องศาเซลเซียส ที่เมืองคอเชิน (Coschen) ใกล้ชายแดนโปแลนด์ ทางตะวันออกของรัฐบรันเดินบวร์ค

ด้านสถาบันอุตุนิยมวิทยา CHMI ของสาธารณรัฐเช็ก เผยว่า ประเทศของพวกเขาก็ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 2 วัน โดยวัดได้ 41.1 องศาเซลเซียส ที่เมืองดกซานี (Doksany) ทางตอนเหนือของกรุงปราก โดย CHMI คาดด้วยว่า ร้อนจะพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในวันอาทิตย์ ก่อนจะเกิดพายุฝนฟ้าคะนองค่อนข้างรุนแรงในพื้นที่ทางตะวันตกในเวลาต่อมา

ขณะที่โฆษกหญิงของสถาบันอุตุนิยมวิทยาและการจัดการน้ำ (IMGW) ของโปแลนด์ เปิดเผยกับสำนักข่าว AFP ว่า โปแลนด์ได้ทำลายสถิติอุณหภูมิสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยวัดได้ 40.5 องศาเซลเซียส ในเมืองสลูบิตเซ (Slubice)

ทั้งนี้ ดร.เกเบรเยซุสระบุว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุของสภาพอากาศที่รุนแรงนี้ พร้อมเตือนว่ายุโรปกำลังร้อนขึ้นในอัตรา “เป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยโลก”

“วิกฤตการณ์นี้ถูกขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน ปรากฏการณ์คลื่นความร้อนประเภท ‘ชาติหนึ่งจะเจอสักครั้ง’ ในตอนนี้กลับเกิดขึ้นแทบจะทุกปี”

พร้อมกันนี้ ดร.เกเบรเยซุสเรียกร้องให้ประเทศในยุโรป “นำแผนปฏิบัติการด้านสุขภาพเพื่อรับมือกับความร้อนมาใช้” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปกป้องสุขภาพของประชาชนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลอนุมัติให้โจมตีภาคใต้เลบานอนต่อ หลังเพิ่งลงนามข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลอนุมัติให้โจมตีภาคใต้เลบานอนต่อ หลังเพิ่งลงนามข้อตกลงหยุดยิง

28 มิ.ย. 2569 23:49 น.

อิสราเอลอนุมัติให้โจมตีภาคใต้เลบานอนต่อ หลังเพิ่งลงนามข้อตกลงหยุดยิง

อิสราเอลอนุมัติให้กองทัพดำเนินปฏิบัติการทางทหารในภาคใต้ของเลบานอนต่อไป เพียงไม่กี่วันหลังร่วมลงนามข้อตกลงหยุดยิงกับเลบานอน โดยยืนยันว่าข้อตกลงอนุญาตให้ตอบโต้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 กองทัพอิสราเอลออกแถลงการณ์ระบุว่า พลโท เอยัล ซามียร์ เสนาธิการกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) อนุมัติให้กองทัพเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนต่อไป เพียง 2 วันหลังจากอิสราเอลเพิ่งลงนามข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุดกับเลบานอน

กองทัพอิสราเอลอ้างว่า การอนุมัติแผนการดังกล่าว “เป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิง” โดยย้ำว่าข้อตกลง 14 ข้อ ที่อิสราเอลกับเลบานอนลงนามร่วมกันเมื่อช่วงเย็นวันศุกร์ที่ผ่านมานั้น อนุญาตให้ IDF สามารถดำเนินการตอบโต้ต่อ “การโจมตี การคุกคาม และเจตนาที่เป็นปรปักษ์” ของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้

“เราจะปฏิบัติตามข้อตกลงและดำเนินการเพื่อให้อุดมการณ์นี้ประสบความสำเร็จ” นายพลซามียร์กล่าว

ขณะเดียวกัน ทางฝั่งกลุ่มฮิซบอลเลาะห์และอิหร่าน ออกมาปฏิเสธข้อตกลงฉบับดังกล่าว พร้อมยื่นข้อเรียกร้องให้อิสราเอลถอนกำลังทหารออกจากเลบานอนอย่างสิ้นเชิง แต่อิสราเอลได้ปฏิเสธข้อเรียกร้องดังกล่าวไปแล้ว

ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงไตรภาคีระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และเลบานอน ณ กรุงวอชิงตันแล้วก็ตาม แต่การสู้รบในเลบานอนยังคงดำเนินต่อไป โดยสำนักข่าวแห่งชาติของเลบานอน (NNA) รายงานว่า อิสราเอลโจมตีใกล้กับหมู่บ้าน 2 แห่งเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และมีทหารอิสราเอล 1 นายเสียชีวิตจากการโจมตีของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เฮลิคอปเตอร์บริษัท “อารามโก” ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของซาอุฯ ตกดับ 14 ศพ

เฮลิคอปเตอร์บริษัท “อารามโก” ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของซาอุฯ ตกดับ 14 ศพ

28 มิ.ย. 2569 22:49 น.

เฮลิคอปเตอร์บริษัท “อารามโก” ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของซาอุฯ ตกดับ 14 ศพ

เฮลิคอปเตอร์ของบริษัท อารามโก ยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ตกที่เมืองชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศ ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 14 ศพ

สำนักข่าวของซาอุดีอาระเบียรายงานว่า เฮลิคอปเตอร์ลำหนึ่งของ “อารามโก” (Aramco) บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย ประสบอุบัติเหตุตกเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (28 มิ.ย.) ที่เมืองราส ตานูรา (Ras Tanura) บริเวณชายฝั่งตะวันออกของประเทศ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 14 ศพ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 06:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติม ซึ่งสื่อของซาอุฯ ระบุว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มการสืบสวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเต็มรูปแบบแล้ว ด้านบริษัท อารามโก ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นใดๆ

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก กำลังเร่งรีบดำเนินการขนส่งสินค้า หลังจากกลุ่มผู้ผลิตในตะวันออกกลางได้เพิ่มปริมาณการผลิตและการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ก่อนหน้าที่สหรัฐอเมริกากับอิหร่านจะมีข้อตกลงชั่วคราวเพื่อยุติสงคราม

โดยบริษัท อารามโก เพิ่งกลับมาดำเนินการขนถ่ายน้ำมันดิบอีกครั้งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ณ สถานีขนถ่ายน้ำมันราส ตานูรา ในอ่าวเปอร์เซีย หลังจากที่ต้องหยุดชะงักไปนานเกือบ 4 เดือน เนื่องจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เครื่องบินเล็กตกในฝรั่งเศส นักกระโดดร่มดับสลด 11 ศพ

เครื่องบินเล็กตกในฝรั่งเศส นักกระโดดร่มดับสลด 11 ศพ

28 มิ.ย. 2569 21:51 น.

เครื่องบินเล็กตกในฝรั่งเศส นักกระโดดร่มดับสลด 11 ศพ

เครื่องบินเล็กบรรทุกนักกระโดดร่มกับครูฝึก ตกในภาคตะวันออกของฝรั่งเศส ทำให้ผู้ที่อยู่บนเครื่องบินทั้ง 11 คนเสียชีวิตทั้งหมด ในขณะที่ทางการกำลังเร่งสืบสวนหาสาเหตุ

ทางการท้องถิ่นของฝรั่งเศสรายงานว่า เกิดเหตุเครื่องบินพลเรือนลำหนึ่งซึ่งบรรทุกนักกระโดดร่มตกใกล้กับเมืองตงแบลน (Tomblaine) ทางตะวันออกของฝรั่งเศส เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. 2569 ส่งผลให้ผู้ที่อยู่บนเครื่องทั้ง 11 คนเสียชีวิตทั้งหมด

เหตุการณ์นี้นับเป็นหนึ่งในอุบัติเหตุเครื่องบินขนาดเล็กครั้งที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุดของฝรั่งเศส โดย อีฟส์ เซกีย์ ผู้ว่าการจังหวัด “เมอเธ-เอ-โมแซล” (Meurthe-et-Moselle) ทางตะวันออกของประเทศ แถลงว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ประกอบด้วยครูฝึก 5 คน นักเรียน 5 คน และนักบินอีก 1 คน

“ไม่มีผู้เห็นเหตุการณ์หรือบุคคลภายนอกได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต” นายเซกีย์กล่าวเสริมในระหว่างการแถลงข่าว

ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว AFP รายงานว่า เครื่องบินลำดังกล่าวซึ่งจดทะเบียนในประเทศเยอรมนี ตกลงบนพื้นสนามหญ้าใกล้กับรันเวย์ของสนามบินน็องซี-เอสเซ (Nancy-Essey) ซึ่งอยู่ใกล้กับย่านที่พักอาศัยและถนนสองสาย แต่ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัดว่า อะไรเป็นสาเหตุทำให้เครื่องบินลำนี้ตก

ขณะนี้ทีมสนับสนุนด้านการแพทย์และจิตวิทยา กำลังเข้าดูแลญาติของผู้เสียชีวิตที่อยู่ในสนามบิน รวมถึงพยานคนอื่นๆ ที่เห็นเหตุการณ์

ด้านนายอมอรี ลาโกต รองอัยการประจำเมืองน็องซี ทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ระบุว่า เจ้าหน้าที่เริ่มการสืบสวนทางเทคนิคเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้แล้ว

นอกจากนั้น ตำรวจฝรั่งเศสประกาศผ่านแพลตฟอร์ม X โดยขอความร่วมมือให้ประชาชน “หลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด” ในการเดินทางไปยังพื้นที่รอบสนามบิน เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยและบริการฉุกเฉินสามารถเข้าทำงานได้อย่างสะดวก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

‘ปชน.’ แฉมียัดไส้งบ AI ในงบ ‘ก่อสร้างตึก’ ซัดเป็นเงินทอนใหม่ยุคดิจิทัล

'ปชน.' แฉมียัดไส้งบ AI ในงบ 'ก่อสร้างตึก' ซัดเป็นเงินทอนใหม่ยุคดิจิทัล

‘ปชน.’ แฉมียัดไส้งบ AI ในงบ ‘ก่อสร้างตึก’ ซัดเป็นเงินทอนใหม่ยุคดิจิทัล

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 20.04 น.

29 มิ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วนร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท วาระแรก ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ เป็นวันแรก

โดยนายอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ขอเรียกงบรายจ่ายปี2570ว่า งบดิจิทัลพลัส  เพราะมีตัวเลขรวมกว่า 33,000ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี2569 ถึง 28% ภาพรวมงบปี2570 ทุกกระทรวงถูกลดงบลงเกือบหมด มีเพียงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับงบด้านดิจิทัลเพิ่มขึ้น 114%  เป็นเพราะมีใครบางคนนั่งอยู่ที่กระทรวงดีอีหรือไม่ ในแผนงบประมาณปี70 มีงบที่แปะชื่อ AI  81 หน่วยงาน 176โครงการ วงเงิน 2,200ล้านบาท ถ้าโครงการแปะคำว่า AI ต่อท้ายถือว่าเสร็จเรียบร้อย เหมือนคำว่า Soft Powerในอดีต โครงการที่เกี่ยวกับAI  176โครงการ บางโครงการจั่วหัวเป็น AI แต่ของจริงไม่ใช่ เป็นงบสร้างอาคาร โครงการใหญ่ที่สุด วงเงิน 164ล้านบาท เป็นงบสร้างตึกมหาวิทยาลัยมหิดล แต่มีคำว่าปัญญาประดิษฐ์ต่อท้าย ตึกนี้ลงเสาเอกไปแล้วอยู่ที่ศาลายา อีกโครงการมีความยาว 4บรรทัด คือ โครงการบูรณาการ AI สองระบบ (มนุษย์และปัญญาประดิษฐ์) เพื่อพัฒนาระบบฮาลาลบล็อกเชน ฯ

นายอิสริยะ กล่าวว่า ส่วนงบประมาณด้านดิจิทัลก้อนใหญ่สุดคือ ครุภัณฑ์คอมพิวเตอร์ มี 254หน่วยงาน ซื้อคอมพิวเตอร์ วงเงิน 11,000ล้านบาท คิดเป็น 1 ใน3ของงบดิจิทัลทั้งหมด โดยรัฐสภาขอเงินค่าไอทีรวมกันทั้งฝั่งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา มากกว่า 500 ล้านบาท แทบจะเทียบเท่ากับหน่วยงานอื่นขอซื้อทั้งประเทศ หากสังเกตดูบริษัทที่ประมูลงานไอทีของรัฐสภาได้ อยู่ในเครือข่ายเดียวกับที่ได้งานโครงการTH – AI Passport  รัฐบาลในอดีตมีวิธีคอร์รัปชั่นผ่านโครงการก่อสร้าง เพราะหาเงินเงินทอนง่าย

“แต่รัฐบาลยุคใหม่หาขุมทรัพย์ใหม่คือ งบดิจิทัล เพราะหาส่วนต่างง่ายกว่า ราคากลางไม่ชัดเจน ฝากถึงรัฐบาลให้มองดิจิทัลเป็นเครื่องมือยกระดับประสิทธิภาพประเทศ ถ้าไม่รู้จะทำเรื่องดิจิทัลอย่างไรให้มาถามหัวหน้าเท้งได้ พรรคประชาชนมีคนดิจิทัลเยอะ ยินดีให้คำปรึกษาฟรี” นายอิสริยะ กล่าว

‘ภราดร’ รับงบปี 70 ตึงตัว จับมือฝ่ายค้าน ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณใหม่

'ภราดร' รับงบปี 70 ตึงตัว จับมือฝ่ายค้าน ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณใหม่

‘ภราดร’ รับงบปี 70 ตึงตัว จับมือฝ่ายค้าน ปฏิรูปโครงสร้างงบประมาณใหม่

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.53 น.

วันที่ 29 มิ.ย.2569 เมื่อเวลา18.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 วงเงิน 3.788 ล้านล้านบาท ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ ในวันแรก

โดยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงบประมาณ ชี้แจงว่า รัฐบาลไม่ปฏิเสธสถานการณ์ของงบประมาณปี2570 เป็นอย่างที่ว่าเป็นงบหาเช้ากินค่ำ เพราะเป็นการจัดงบประเทศเป็นปีแรก ตนได้หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ได้เห็นปัญหาไม่ต่างที่สส.อภิปราย หากจัดโครงสร้างงบประมาณแบบเดิม อีก 2-3 ปี ประเทศอยู่ไม่ได้ สำหรับตัวเลขงบประมาณ 3.788 ล้านล้านบาท โดย 3 ล้านล้านบาทเป็นงบรายจ่าย เพื่อจ่ายงบประจำและชำหนี้ที่ก่อมาก่อนหน้านี้ ส่วนอีก 7แสนล้านบาทเป็นเงินกู้ 

“รัฐบาลมีทางเลือก 2 ทางจะตามน้ำ ทำงบแบบเดิมๆ เงินไม่พอขาดเท่าไร ใช้วิธีกู้เพิ่ม หรือแก้ไขที่โครงสร้าง ผมยอมรับว่าไม่สามารถจัดงบปี2570 ได้สมบูรณ์แบบ เพราะโครงการที่เป็นทำให้ต้องใช้วิธีปะผุ แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่ทำ คือ ตามน้ำ เงินไม่พอใช้การกู้ แม้จะเป็นวิธีที่ง่ายที่ทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มเพื่อทำโครงการที่สัญญาไว้ ทั้งนี้ได้พยายามปรับโครงสร้างและรักษาวินัยการเงินการคลังเคร่งครัด” นายภราดร กล่าว

นายภราดร กล่าวต่อว่า ยอมเจ็บเพราะรู้ว่าหากรัฐบาลไม่เจ็บปีนี้ ปีหน้า ปีถัดไปเจ็บเหมือนกัน และรัฐบาลนี้ไม่ได้อยู่ตลอดไป รัฐบาลหน้าจะเจอเช่นเดียวกัน ขณะที่งบประจำที่เพิ่มขึ้น ทำให้งบลงทุนลดลงเมื่อเทียบจากปีที่ผ่านมา 7 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ถึงเวลาเดินหน้าแก้ไขโครงสร้างงบประมาณ 

“หลังการอภิปราย ผมไปหาน.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรรประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยและเห็นภาพเดียวกัน ถึงเวลาที่ไม่เฉพาะรัฐบาล แต่ฝ่ายค้าน สส. เอกชน หน่วยงานราชการต้องตระหนักรู้และตอบโจทย์ร่วมกันเพื่อทำใหม่ ด้วยโครงสร้างงบประมาณแบบนี้ไม่สามารถตอบโจทย์ประเทศ ความต้องการของประชาชน ไม่สามารถเพิ่มเบี้ยให้ผู้สูงอายุ เบี้ยเด็ก เบี้ยคนพิการ ทั้งนี้รัฐบาลอยากทำ อยากแก้ปัญหา แต่งบที่จำกัดที่บีบรัฐบาล ที่ทำให้ทำไม่ได้” นายภราดร ชี้แจง

นายภราดร กล่าวอีกว่า เมื่อรัฐบาลเริ่มต้นรักษาวินัยการเงินเคร่งครัด พยายามไม่ยืนเงินคงคลังมาใช้ เช่น เบี้ยบำนาญ อยู่ในงบกลาง โดยตั้งงบเพิ่มขึ้นปี 2568-2569 เพราะเห็นปัญหาว่าตั้งไม่เคยพอจะเป็นภาระเงินคงคลัง ส่วนแนวทางจัดสรร เริ่มต้นการจัดทำงบปี70 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.คลัง  บอกให้รัดเข็มขัด งดการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ หากจำเป็นต้องไป ต้องให้ไปเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องเพื่อลดภาระงบประมาณ การจ้างงานต้องลดลง ส่วนการลดเงินลงทุน ไม่ใช่ลดการลงทุนของประเทศ แต่เปลี่ยนวิธีหาช่องทางเงินทุน เช่น ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ หรือร่วมทุนกับเอกชน (พีพีพี) 

นายภราดร ชี้แจงต่อว่า ส่วนงบจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ได้ปี 2-3หมื่นล้าน ปี70เหลือ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทยที่นายกฯ กำกับดูแล ต้องตัดเนื้อเฉือนเนื้อลูกน้อง ทั้งนี้เพราะเป็นการตั้งงบที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เช่น ทำถนน ที่บอกว่าจะดึงเป็นงบกลางเพื่อให้รัฐมนตรีจัดสรรงบของสส.ได้ หากทำแบบนั้นผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 144 ขณะที่รัฐบาลไม่มีเจตนา ส่วนโครงการที่ผ่านคณะกรรมการจังหวัดแล้วจะอยู่ในส่วนของฟังก์ชัน ไม่ใช่งบจังหวัดที่ต้องเป็นการพัฒนาพื้นที่ เพิ่มมูลค่าโอกาสให้ประชาชน ทำให้มีนโยบายว่างบจังหวัดกลุ่มจังหวัดที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานราชการ หรือหน่วยฟังก์ชันให้ใช้งบฟังก์ชัน 

“ส่วนงบกลางที่เพิ่มขึ้น  1,000 ล้านบาท เพิ่มในส่วนบำนาญ และส่วนที่ต้องจ่ายให้กับ กบข. ทั้งนี้งบกลางนั้นมีส่วนที่รัฐบาลใช้ได้ ในหมวดฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน และหน่วยงานราชการไม่ได้ตั้งงบไว้เท่านั้น  ขณะที่หมวดใหม่ในงบกลาง คือ การแก้ปัญหาวิกฤติผันผวนงบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมีหลักคิดว่า รัฐบาลกู้เงิน 7 แสนล้านบาทต่อปี ดอกเบี้ย 3-4% แต่มีหลายหน่วยงาน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีเงินสะสมที่ใช้ได้ 6 แสนล้านบาท กองทุนหมุนเวียน มีเงินสะสม หลายแสนล้านบาท หน่วยงานภาครัฐที่เก็บเงินนอกงบประมาณมีอีกมหาศาล แต่รัฐบาลกู้เงินทุกปีแสนล้านบาท แต่มีเงินในหลายองค์กรที่ฝากเงินในธนาคารเพื่อเก็บดอกเบี้ย เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ต้องปฏิรูปร่วมกันในโครงสร้างงบประมาณ ทั้งนี้ขอให้ทุกคนคิดและวางโครงสรร้างงบประมาณใหม่ ทั้งการจัดเก็บและหารายได้ใหม่” นายภราดร ชี้แจง

นายภราดร ชี้แจงต่อว่า ขอให้ช่วยคิดการจัดเก็บงบประมาณที่ตอบโจทย์ประเทศ นำเงินสะสมในกองทุนหมุนเวียนอยู่ในระบบงบประมาณมีวิธีการอย่างไร หาตั้งวงร่วมคิดไม่ใช่ช่วยรัฐบาลปัจจุบันแต่ช่วยประเทศให้มีโครงสร้างงบประมาณประเทศสมบูรณ์และตอบโจทย์ประเทศ ทั้งนี้หลังจากวันที่ 1 ก.ค. อภิปรายลงมติ หากสภาฯ เห็นชอบวาระแรก จะนำไปสู่กรรมาธิการ (กมธ.) ตนขอชวนให้ช่วยกันตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด เพื่อให้นำเงินที่ตัดได้ ให้กับหน่วยงานที่ไม่ขัดกับมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญ เช่น งบวิจัย  เป็นต้น