โค้งสุดท้ายชิงกทม. ผู้สมัครโหมหาเสียง เตรียมรับมือฝนถล่ม

โค้งสุดท้ายชิงกทม. ผู้สมัครโหมหาเสียง เตรียมรับมือฝนถล่ม

โค้งสุดท้ายชิงกทม. ผู้สมัครโหมหาเสียง เตรียมรับมือฝนถล่ม

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.58 น.

โค้งสุดท้ายชิงกทม. ผู้สมัครโหมหาเสียง เตรียมรับมือฝนถล่ม

กทม.ไม่หวั่นฝนตกหนัก ในวันเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 28 มิถุนายนนี้ กางแผนเผชิญเหตุรับมือน้ำท่วมฉุกเฉิน ชวนคนกรุงออกมาใช้สิทธิ และเกาะติดผลคะแนนออนไลน์ ตำรวจเตือน 5 ข้อห้ามเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.-นายกพัทยา ฝ่าฝืนเจอโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ หาเสียงโค้งสุดท้าย“อนุชา”พร้อม ‘อภิสิทธิ์”บุกขอคะแนน ชาวดุสิต-ราชเทวี ลั่นตรวจสอบปมทุจริตงบกทม. เข้มข้น หากได้รับเลือก ขณะที่ “ชัชชาติ”ตัดผมเตรียมลุยหาเสียงส่งท้าย ออกทริปทัวร์ทั่วกรุง

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความพร้อมของกรุงเทพมหานครในการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่กำลังจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 ระหว่างเวลา 08.00-17.00 น.โดยกล่าวว่ากรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์อากาศในช่วงวันที่ 28 มิ.ย.- 1ก.ค.69ว่าประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง ขณะที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 60 – 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยกรุงเทพมหานครได้เตรียมความพร้อมรับมือฝนที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในช่วงวันเลือกตั้งไว้แล้ว จึงขอเชิญชวนประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งวางแผนการเดินทางและเตรียมอุปกรณ์กันฝนให้พร้อม เพื่อออกมาใช้สิทธิลงคะแนนได้อย่างราบรื่นตลอดทั้งวัน

จัดทำแผนรับมือน้ำท่วมฉุกเฉิน

ปลัดกทม. กล่าวด้วยว่า เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน กรุงเทพมหานครได้จัดทำ “แผนเผชิญเหตุกรณีเกิดน้ำท่วมฉุกเฉิน” โดยมอบหมายให้สำนักการระบายน้ำร่วมกับสำนักงานเขตทั้ง 50 เขต เตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ฝนตกในวันเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด โดยมีมาตรการสำคัญเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมขังในวันเลือกตั้ง ดังนี้ 1.ตรวจสอบความพร้อมของสถานีสูบน้ำ บ่อสูบน้ำ ประตูระบายน้ำ และระบบไฟฟ้าให้สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ พร้อมจัดเตรียมเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง รถสูบน้ำเคลื่อนที่ (Mobile Unit) และอุปกรณ์สนับสนุนต่าง ๆ เพื่อรองรับกรณีเกิดเหตุฉุกเฉิน 2.ควบคุมระดับน้ำในคลอง คูน้ำ และลำรางให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เร่งเปิดทางน้ำไหล จัดเก็บขยะและสิ่งกีดขวางในคลอง รวมถึงตรวจสอบและซ่อมแซมฝาบ่อพัก ท่อระบายน้ำ และช่องรับน้ำให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน

3.จัดเจ้าหน้าที่ประจำสถานีสูบน้ำ จุดเสี่ยงน้ำท่วมขัง และหน่วยเร่งด่วนแก้ไขปัญหาน้ำท่วมตลอดวันเลือกตั้ง พร้อมเตรียมทีมซ่อมบำรุงเครื่องสูบน้ำ ระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเข้าดำเนินการได้ทันทีหากเกิดเหตุขัดข้อง 4.เฝ้าระวังและติดตามกลุ่มเมฆฝนผ่านระบบเรดาร์ของสำนักการระบายน้ำ ควบคู่กับข้อมูลพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา ตลอด24ชั่วโมง พร้อมประสานการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานของกรุงเทพมหานครอย่างใกล้ชิด เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที

ลุ้นผลที่เว็บไซต์‘เลือกตั้งกรุงเทพ69’

ปลัดกทม.กล่าวอีกว่า ภายหลังปิดหีบลงคะแนนในเวลา 17.00 น. และเข้าสู่กระบวนการนับคะแนน ประชาชนสามารถร่วมติดตามและตรวจสอบผลการนับคะแนนการเลือกตั้ง ส.ก. และผู้ว่าฯ กทม. ได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของกรุงเทพมหานคร http://www.เลือกตั้งกรุงเทพ69.com ซึ่งจะรายงานผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการและอัปเดตความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง

“กทม. ได้เตรียมมาตรการดูแลความสะดวกและความปลอดภัยไว้อย่างรอบด้าน เพื่อให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย แม้จะมีอุปสรรคจากสภาพอากาศ ขอเชิญชวนพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่อร่วมกันกำหนดอนาคตของเมืองหลวงของเราอย่างพร้อมเพรียง”ปลัดกทม. กล่าว

ห้ามซื้อสิทธิขายเสียงฝ่าฝืนโทษหนัก

ทางด้าน พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.มีความห่วงใยพี่น้องประชาชนจาก การกระทำความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งในช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและนายกเมืองพัทยา ซึ่งบางส่วนอาจกระทำความผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือ ตั้งใจฝ่าฝืนกฎหมาย จนนำไปสู่การถูกดำเนินคดี ซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับ และอาจถึงขั้นถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง จึงขอเตือนพี่น้องประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้าในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการกระทำความผิดในช่วงการเลือกตั้ง ดังนี้

1. ห้ามซื้อสิทธิขายเสียง – การให้เงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด เพื่อลงคะแนนหรืองดเว้นลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรายใดรายหนึ่ง เป็นการทำลายระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 65 ประกอบมาตรา 126 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาท ถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

2. ห้ามนำบัตรเลือกตั้งออกจากหน่วยเลือกตั้ง – การแอบนำบัตรเลือกตั้งออกไปจากที่เลือกตั้ง ถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและอาจเข้าข่ายการทุจริตการเลือกตั้ง เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 85 ประกอบมาตรา 134 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี

ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง-ฉีกทำลาย

3. ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ลงคะแนนแล้ว – การใช้โทรศัพท์มือถือหรือเครื่องมือสื่อสารใด ๆ ถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนเองได้กากบาทลงคะแนนแล้วภายในคูหา ห้ามกระทำโดยเด็ดขาด เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 87 ประกอบมาตรา 135 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

4. ห้ามฉีกทำลายบัตรเลือกตั้ง – การจงใจกระทำด้วยประการใด ๆ ให้บัตรเลือกตั้งชำรุด เสียหาย หรือฉีกทำลายบัตรเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็นการกระทำด้วยความตั้งใจหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ตาม เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 120 ต้องระวางโทษ ปรับไม่เกิน 5,000 บาท

งดจำหน่าย/จ่ายแจก/จัดเลี้ยงสุรา

5. งดจำหน่ายและจัดเลี้ยงสุรา – ห้ามผู้ใดขาย จำหน่าย จ่ายแจก หรือจัดเลี้ยงสุราทุกชนิด ในเขตเลือกตั้ง ตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้ง (27 มิ.ย. 2569) จนถึงเวลา 18.00 น. ของวันเลือกตั้ง (28 มิ.ย. 2569) หากฝ่าฝืนเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. 2562 มาตรา 123 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สุดท้ายนี้ หากพี่น้องประชาชนพบเห็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เช่น การซื้อสิทธิขายเสียง การลักลอบจำหน่ายสุราในเวลาที่ห้าม การก่อกวนความสงบเรียบร้อย หรือได้รับความเสียหาย สามารถแจ้งเบาะแสการกระทำความผิดได้ที่ สายด่วน 191 และ สายด่วนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

‘อภิสิทธิ์-อนุชา’ลุยดุสิต-ราชเทวี

ที่ตลาดศรีย่าน กทม.นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 เดินหน้ากระชับพื้นที่หาเสียงโค้งสุดท้ายอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงบ่าย นายอนุชาได้นำทีมลงพื้นที่เขตดุสิตร่วมกับ นายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายพีรวุฒิ พิมพ์สมฤดี อดีตผู้สมัคร สส. พรรคประชาธิปัตย์ โดยมีนายศรราม ภูมิไชย ผู้สมัคร ส.ก. เขตดุสิต เบอร์ 2 ร่วมคณะพบปะพ่อค้าแม่ค้าและพี่น้องประชาชน ณ ตลาดศรีย่าน ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากคนในพื้นที่

จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางมาเสริมทัพร่วมกับนายอนุชา และ น.ส.ทัดดาว ตั้งตรงเจริญ ผู้สมัคร ส.ก. เขตราชเทวี เบอร์ 4 ลงพื้นที่มัสยิดดารุ้ลอะมาน เพื่อเข้าพบผู้นำชุมชนมุสลิมและพี่น้องชาวไทย-มุสลิม โดยตลอดเส้นทางที่เดินลัดเลาะเข้าไปในตรอกซอกซอย นายอนุชาได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น มีประชาชนในชุมชนนำดอกกุหลาบมามอบให้เพื่อเป็นกำลังใจ โดยผู้นำชุมชนได้สะท้อนความต้องการให้ กทม. สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและส่งเสริมอาชีพเพื่อยกระดับย่านที่อยู่อาศัยให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

พร้อมตรวจสอบงบ กทม.เข้มข้น

ซึ่งนายอนุชา ย้ำว่า การเปลี่ยนแปลงกรุงเทพฯ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และ ส.ก. ของพรรคจะเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันความต้องการของพี่น้องประชาชนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ รู้สึกดีใจที่นโยบายทั้ง 5 ด้าน โดยเฉพาะประเด็นการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างและงบประมาณที่พบความผิดปกติ ได้รับความสนใจอย่างมาก ประชาชนต่างเรียกร้องให้เข้าไปตรวจสอบอย่างเข้มข้นหากได้รับเลือกตั้ง พร้อมยืนยันว่าหากได้เข้าไปเป็นผู้บริหาร กทม. การทำงานตรวจสอบจะมีความเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม

ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวเสริมถึงการลงพื้นที่ของนายอนุชาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาว่า ได้รับความสนใจจากประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากการนำเสนอวิสัยทัศน์และข้อมูลนโยบายที่สำคัญซึ่งพี่น้องประชาชนหลายคนยังไม่เคยทราบมาก่อน ถือเป็นความสำเร็จในการทำหน้าที่ให้เจ้าของเมืองได้รับรู้ข้อเท็จจริง และจะยังคงเดินหน้าสื่อสารกับประชาชนอย่างเต็มที่จนกว่าจะสิ้นสุดเวลาหาเสียง

ปชป.สุดทนไอโอถล่มเพจ‘ชวน’

น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านเฟซบุ๊ก กรณีนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงให้กับนายอนุชา ซึ่งในเพจ “ชวน หลีกภัย Chuan Leekpai” ได้มีการโพสต์ภาพการลงพื้นที่ช่วยหาเสียงของนายชวน พร้อมย้ำเรื่องปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และการยึดหลักการเมืองสุจริต แต่กลับมีคอมเมนต์เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะข้อความเดียวกันจำนวนมาก

โดย น.ส.ศิริภา ได้โพสต์คอมเมนต์ตัวอย่างข้อความ พร้อมระบุว่า เพจท่านชวนนี้ดีอย่าง ไม่เคยปิดกั้นหรือลบความเห็นต่าง พร้อมรับฟังทุกความเห็น แต่ที่สนใจมากวันนี้คือ นายชวน หลีกภัย ไปลงพื้นที่ขอคะแนนเสียงสนับสนุน พี่เจมส์ ผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร สังกัดพรรคประชาธิปัตย์ แตะเรื่องความซื่อสัตย์ สุจริต กลับเจอไอโอมาถล่มด้วยความเห็นที่หยาบคาย แสดงว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นกังวลกับการลงพื้นที่ของนายชวน หลีกภัยเป็นอย่างมาก พร้อมระบุว่า สามารถตรวจจับความเป็นไอโอของข้อความดังกล่าวได้อย่างง่ายดายมาก

‘ชัชชาติ’ตัดผมเตรียมลุยส่งท้าย

ด้าน นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่ากทม. เบอร์ 9โพสเฟสบุ๊ก “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” กำลังตัดผมเพื่อเตรียมตัวลุยหาเสียงโค้งสุดท้าย “ทริปไฟไหม้” 24 ชั่วโมง เริ่มวันศุกร์ 26 เวลา 18.00 น. – วันเสาร์ 27 มิ.ย. เวลา 18.00 น. โดยระบุว่า“เช้านี้มาตัดผม เตรียมลุยหาเสียง 24 ชั่วโมง แล้วเจอกันเย็นนี้ครับ”

ขณะที่ทีมชัชชาติได้ออกตารางทริปทัวร์ทั่ว กทม. เส้นทางหาเสียงโค้งสุดท้าย 24 ชั่วโมง เริ่มวันศุกร์ 26 – วันเสาร์ 27 มิ.ย. ก่อนหมดเวลาหาเสียง 18.00 น. กำหนด 4 จุด ชวนคนกรุงเทพฯ มารับใบปลิวจากนายชัชชาติ โดยระบุว่า “โอกาสสุดท้ายสำหรับใครที่อยากมาชนหมัดและรับใบปลิว เจอกันได้ที่สกายวอล์ก ช่องนนทรี 26 มิถุนายน 18:00 น. ลานด้านหน้าสวนลุมพินี 26 มิถุนายน 19:30 น. ตลาดสดธนบุรี 27 มิถุนายน 12:00 น. สยามสแควร์ 27 มิถุนายน 15:30 น.พร้อมเส้นทางแห่ทั่วเมืองตรงปก ครบถ้วนทั้ง 50 เขต ใครอยู่ใกล้แถวไหนโบกมือทักทายให้กำลังใจกันได้ตามสะดวก”

ระหว่างทริปมีการจัดเวลาพักผ่อนสำหรับผู้นำทริปและทีมงาน ในช่วงเวลาระหว่างนั้นจะมีรายการต่างๆ ให้รับชมโดยติดตามได้ในไลฟ์ ทาง Facebook ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และ Youtube ทีมชัชชาติ ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 26 มิ.ย. 18:00 น. ถึงวันเสาร์ที่ 27 มิ.ย. 18:00 น.

ปชน.เปิดโรดแมปการทำงานใน4ปี

พรรคประชาชนประกาศโรดแมป 4 ปี สำหรับการทำงานในสภากรุงเทพมหานคร นำเสนอภารกิจสำคัญในการเปลี่ยนสภา กทม. ให้เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง โดยขอโอกาสจากประชาชนเลือกผู้สมัคร ส.ก. พรรคประชาชนให้เกินครึ่งสภา เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน ตรวจสอบงบประมาณกว่า 100,000 ล้านบาทต่อปี ให้มีความโปร่งใสและคุ้มค่า พร้อมผลักดันวาระระดับเขตไปจนถึงข้อบัญญัติของ กทม. เพื่อสร้างกรุงเทพที่โอบอุ้มประชาชนได้มากกว่าที่เป็นอยู่ โดยโรดแมปสภา กทม. ของพรรคประชาชน ประกอบด้วย ภายในวันแรกที่เปิดสภา กทม. ยื่นข้อบัญญัติก่อสร้างปลอดภัยและข้อบัญญัติสภาโปร่งใส เข้าสู่สภา

ภายใน 100 วันแรก ผ่านข้อบัญญัติสภา กทม. โปร่งใส ถ่ายทอดสดการประชุมคณะกรรมการสามัญและวิสามัญของสภา กทม. และเปิดเผยการลงมติ การเข้าประชุม ให้ประชาชนตรวจสอบการทำงานของสภา กทม. และงบประมาณได้ง่าย

ผ่านข้อบัญญัติงบโปร่งใสใน6เดือน

ภายใน 6 เดือน ผ่านข้อบัญญัติก่อสร้างปลอดภัย บังคับเปิดกล้องวงจรปิด สัญญาประกันภัยเอกชน ทุกไซต์ก่อสร้างในพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งโดยเอกชน หน่วยงานรัฐ กทม. เพื่อตรวจสอบมาตรการการก่อสร้าง ความปลอดภัย และถ้าประชาชนได้รับความเสียหายจากการก่อสร้าง สามารถขอเคลมประกันเอกชนได้เลย ไม่ต้องรอฟ้องศาล

ภายใน 6 เดือน ผ่านข้อบัญญัติควบคุมอาคาร ปลดล็อกการปรับปรุงการใช้ประโยชน์ตึกแถวเก่า เช่น เป็นฟู้ดคอร์ทขายอาหารราคาย่อมเยา ปลดล็อกการ Outsource วิศวกร ตรวจสภาพอาคารเก่า เพื่อความปลอดภัยของประชาชน เพิ่มแผนซ้อมรับมือภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว ซ้อมหนีไฟประจำปี บังคับอาคารสถานประกอบการที่คนพลุกพล่าน เช่น ห้าง ตลาด ต้องมีพื้นที่จอดรถเมล์ แท็กซี่ สามล้อ ในสถานประกอบการ เพื่อแก้ปัญหารถติดหน้าถนนสาธารณะ

ภายใน 6 เดือน ผ่านข้อบัญญัติงบประมาณ กทม. โปร่งใส กำหนดให้ต้องเปิดเผยรายละเอียดโครงการ ตั้งแต่กระบวนการจัดทำงบประมาณ ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ง่ายและเร็วขึ้น ป้องกันการจัดซื้อจัดจ้างแพงเกินความจำเป็น ป้องกันการทุจริต ล็อกสเปก

หนุนความปลอดภัยในที่สาธารณะ

ภายใน 1 ปี ผ่านข้อบัญญัติความปลอดภัยในที่สาธารณะ กำหนดให้สถานประกอบการเอกชนที่มีคนพลุกพล่าน ต้องติดตั้งกล้องวงจรปิด และเชื่อมภาพเข้าระบบ War Room กทม. เพื่อป้องกันเหตุร้าย เช่น แจ้งเตือนเมื่อตรวจตรงกับหมายจับผู้ร้ายของตำรวจ เมื่อตรวจเจอการพกอาวุธ หรือพฤติกรรมพิรุธ ในพื้นที่สาธารณะ

ภายใน 1 ปี ผ่านข้อบัญญัติเพิ่มการรีไซเคิล จาก 20% เป็น 35% ภายใน 4 ปี บังคับใช้ข้อบัญญัติกับอาคารและผู้ประกอบการขนาดใหญ่ กำหนดให้มีจุดตั้งถังขยะอย่างน้อย 4 ประเภท (เศษอาหาร ทั่วไป รีไซเคิล และขยะอันตราย) ที่เอื้อให้เกิดการแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เพิ่มการรีไซเคิล กำหนดให้มีจุดรับทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ขยะก่อสร้าง น้ำมันใช้แล้ว ให้ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง กำหนดให้มีระบบตรวจสอบย้อนหลังการดำเนินการได้

เจาะสนามเขตเศรษฐกิจใจกลาง กทม. เสียงสะท้อนจากชาวราชเทวี ระบุ ส.ก.ที่ต้องการ ‘ไม่เลือกเพราะคำคุย ขอคนลุยพื้นที่จริง’

เจาะสนามเขตเศรษฐกิจใจกลาง กทม. เสียงสะท้อนจากชาวราชเทวี ระบุ ส.ก.ที่ต้องการ 'ไม่เลือกเพราะคำคุย ขอคนลุยพื้นที่จริง'

เจาะสนามเขตเศรษฐกิจใจกลาง กทม. เสียงสะท้อนจากชาวราชเทวี ระบุ ส.ก.ที่ต้องการ ‘ไม่เลือกเพราะคำคุย ขอคนลุยพื้นที่จริง’

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.49 น.

เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ในพื้นที่เขตเศรษฐกิจใจกลางกรุงเทพมหานคร ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันลงคะแนนทวีความคึกคักเป็นพิเศษ ซึ่งในส่วนของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม – ส.ก. ที่อยู่ย่านราชเทวี ได้สะท้อนความต้องการไปยังผู้ที่จะเข้ามารับหน้าที่ “ปากเสียง” ในสภา กทม.

โดย นายกันต์ (สงวนนามสกุล) ผู้ขับรถขนส่งสาธารณะว่า กทม.มีปัญหาขยะและการสัญจรเป็นโจทย์ใหญ่ที่รอการแก้ไข ดังนั้น สิ่งที่อยากเห็นจาก ส.ก. คนใหม่มากที่สุดคือการบริหารจัดการพื้นที่ทำมาหากินและการจัดการขยะ

“แถวนี้เป็นย่านท่องเที่ยวและเศรษฐกิจ ขยะจะเยอะมากในช่วงเย็นและค่ำ สิ่งที่อยากได้คือ ส.ก. ที่สามารถประสานงานกับสำนักงานเขตได้อย่างรวดเร็ว มีระบบจัดเก็บขยะที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ตกค้างข้ามคืนจนส่งกลิ่นเหม็นเสียภาพลักษณ์การท่องเที่ยว ส่วนเรื่องการจัดระเบียบทางเท้า เราเข้าใจว่าต้องแบ่งปันพื้นที่ แต่ก็อยากให้มีมาตรการรองรับสำหรับพ่อค้าแม่ค้าให้อยู่รอดได้ด้วย”

ขณะที่ นายปกรณ์ (สงวนนามสกุล) อายุ 28 ปี พนักงานบริษัทเอกชน มองว่า โจทย์ของกรุงเทพมหานคร ไม่ใช่แค่เรื่องความต้องการพื้นฐานประชาชน แต่ต้องยกระดับคุณภาพชีวิตให้สมกับเป็นเมืองหลวง

“ผมใช้แอร์พอร์ตลิงก์และรถไฟฟ้า BTS ในการเดินทางทุกวัน สิ่งที่เจอคือทางเดินเท้าเชื่อมต่อ บางจุดยังไม่เอื้ออำนวย รวมทั้งปัญหาไฟส่องสว่างในซอยย่อย และเราขาดแคลนพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่สีเขียวขนาดเล็กสำหรับพักผ่อน แต่ถ้าถามถึง สก. ที่ผมจะเลือก ต้องเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์เรื่องผังเมือง เข้าใจความต้องการของคนทำงานออฟฟิศ และสามารถผลักดันงบประมาณลงมาปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ให้เห็นผลจริง ไม่ใช่แค่มาเดินไหว้ตอนหาเสียง หรือได้ตำแหน่งแล้วหลังจากนั้นก็หาตัวไม่เจอ”

ส่วน นางสาวบี (สงวนนามสกุล) ชาวชุมชนริมคลองแสนแสบ บอกว่า คนในชุมชนต้องการคนที่เข้าถึงง่าย มีศูนย์ประสานงานที่พึ่งพาได้จริง เวลาหน้าฝนปัญหาน้ำรอระบายและน้ำหนุนในคลองยังเป็นเรื่องที่ชาวบ้านกังวล รวมไปถึงการดูแลผู้สูงอายุในชุมชนที่ต้องการสวัสดิการและการตรวจสุขภาพเชิงรุก สก. ต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างชาวบ้านกับ กทม. ได้อย่างสนิทใจ มีปัญหาต้องมาไว ไม่ใช่อยู่แต่ในห้องแอร์”

เจ๊ปอง ปลุกอาทิตย์นี้ เข้าคูหากาเบอร์ 5 ‘อนุชา’ พ่วง ส.ก. พรรค ปชป. อัด ‘ชช.’ ไม่ทำอะไรเลย

เจ๊ปอง ปลุกอาทิตย์นี้ เข้าคูหากาเบอร์ 5 'อนุชา' พ่วง ส.ก. พรรค ปชป. อัด 'ชช.' ไม่ทำอะไรเลย

เจ๊ปอง ปลุกอาทิตย์นี้ เข้าคูหากาเบอร์ 5 ‘อนุชา’ พ่วง ส.ก. พรรค ปชป. อัด ‘ชช.’ ไม่ทำอะไรเลย

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.33 น.

ไม่ต้องลังเล! ’เจ๊ปอง อัญชะลี‘ ปลุกสนั่นวันอาทิตย์นี้ตื่นเช้าเข้าคูหากาเบอร์5 ’อนุชา’ พ่วงเลือกทีมส.ก.พรรคประชาธิปัตย์ เข้าไปรื้อล้ม ’ระบบอากง‘ ฝังรากลึกใต้พรมมา4ปี อัด ’ชช.‘ ไม่ทำอะไรเลย ลั่น ‘สุจริต’ จะเป็นเกราะคุ้มกันภัย พาสู่เส้นชัย

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ จัดปราศรัยใหญ่หาเสียงเมืองฟ้าอมร “Talk&fest ไปให้สุด หยุดที่เจมส์อนุชา” ของนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5  โดยนัดรวมพลคนเมืองเจมส์ เพื่อสู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร และทีมส.ก.โค้งสุดท้ายก่อนที่จะการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย. โดยมีแกนนำคนสำคัญของพรรคร่วมขึ้นเวทีปราศรัย ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา รองหัวหน้าพรรค น.ส.อัญชะลี ไพรีรัก ผู้อำนวยการข่าวหนังสือพิมพ์แนวหน้า

น.ส.อัญชะลี ขึ้นปราศรัยตอนหนึ่งว่า วันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.นี้ ไม่ต้องลังเลใจ ตื่นแต่เช้าเดินเข้าคูหากาเบอร์ 5 สิ่งที่เราพูดมาตลอดเราทำมาตลอดเพื่อนพี่น้องประชาชนในนามของพรรคประชาธิปัตย์ เราไม่ต้องพูดแล้วว่าทำไมต้องกาเบอร์ 5 นายอนุชา ไม่ว่าในใจจะมีเบอร์อะไร แต่วันนี้เราอยากให้รวมใจกันแล้วพลิกโผ สวนโพลทุกโพล ตราบใดที่คะแนนเลือกตั้งยังไม่ปิดหีบ เราทำได้ พลิกทุกโพล แทงสวนทุกโพล

น.ส.อัญชะลี กล่าวต่อว่า เลือกตั้งสนามกทม. คราวนี้ เราต้องชนะอย่างเดียว แม้จะมาช้า แต่เราจะชนะได้อย่างไร ที่ต้องบังคับทุกคนให้เลือกเบอร์ 5 ให้ได้ ถ้าเราไม่ใช้วิธีนี้ จะชนะได้อย่างไร จะปล่อยให้คนนั้นไปทางนี้ คนโน้นไปทางนี้ไม่ได้หมดเวลาแล้ว เราทุกคนแต่ละบ้านต้องกาเบอร์5 เพื่อให้นายอนุชา เข้าไปล้มระบบอากง ถ้าใครคิดว่าอากงแน่ นายอนุชาจะล้มให้ดู ถ้าใครคิดว่าอากงเก่ง อากงเป็นคนแม่น เป็นคนฉลาด ลึกแค่ไหน นายอนุชาจะล้มให้ดู ถ้ากล้าเลือกอนุชา 

”ใครว่าอากงคิดเลขเก่ง ใครว่าอากงดำเนินการต่างๆฉลาดหลักแหลม ถ้าอากงเก่งทำไมไม่ไปสมัครผู้ว่าฯกทม.เสียเอง มานั่งชักใยอยู่หลังบ้านทำไม ก็เพราะผู้ว่าฯไม่ฉลาด แต่เราไม่ต้องการผู้ว่าที่แข็งแกร่ง หรือผู้ว่าที่สุขภาพดี เราพอแล้ว เราไม่ได้ว่าใคร แต่กำลังเล่าเรื่องอากง แค่เรื่องอากงเรื่องเดียวถ้าเรายังล้มผู้ว่าฯที่มีอากงอยู่เบื้องหลังไม่ได้ บ้านเมืองก็วิปริต ก็เหมือนกับทุจริตสอบท้องถิ่น เงินเดือน 20,000 แต่ไปจ่ายเงินให้เขา 500,000 พ.ศ.นี้แล้วซื้อตำแหน่งหลายแสน ดังนั้นไม่เกิน 48 ชั่วโมงต้องเอาระบบนี้ลากออกมาให้หมด เหมือนกับเรื่องอากง ก็ควรลากออกมาให้หมด“ น.ส.อัญชะลี กล่าว

น.ส.อัญชะลี กล่าวด้วยว่า กทม.งบฯเป็นแสนล้าน เราจึงต้องมีสก. เพื่อที่จะทำอะไรสักอย่างในกทม. 4ปีสภากทม.ไปถึงไหน ชช. ไม่ได้ทำอะไรเลย ทำไมอากงไม่มาเป็นผู้ว่าฯเอง ทำไมไม่สมัครเอง มันต้องมีเงื่อนงำ ดังนั้นเราต้องใช้นายอนุชาไปเปิดพรม และดำเนินการเก็บขยะใต้พรมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

“ใจซื่อมือสะอาดสุจริตเป็นที่ตั้ง สุจริตจะเป็นเกราะคุ้มกันภัย สุจริตจะพาเราไปสู่เส้นชัย และเส้นชัยนั้นเขียนคำว่าชนะ โดยอนุชาเบอร์5“ น.ส.อัญชะลี กล่าว

ทยา ทีปสุวรรณ หนุน อนุชา ชูคุณสมบัติผู้ว่าฯ กทม. ต้อง หาเงินเป็น-ใช้เงินโปร่งใส เชื่อ DNA ปชป.แก้โกงได้ชะงัด

ทยา ทีปสุวรรณ หนุน อนุชา ชูคุณสมบัติผู้ว่าฯ กทม. ต้อง หาเงินเป็น-ใช้เงินโปร่งใส เชื่อ DNA ปชป.แก้โกงได้ชะงัด

ทยา ทีปสุวรรณ หนุน อนุชา ชูคุณสมบัติผู้ว่าฯ กทม. ต้อง หาเงินเป็น-ใช้เงินโปร่งใส เชื่อ DNA ปชป.แก้โกงได้ชะงัด

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.19 น.

“ทยา ทีปสุวรรณ” ขึ้นเวทีปราศรัยใหญ่หนุน “อนุชา” ชูคุณสมบัติผู้ว่าฯ กทม. ต้อง “หาเงินเป็น-ใช้เงินโปร่งใส” เชื่อมั่น DNA ประชาธิปัตย์แก้โกงได้ชะงัด

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 นางทยา ทีปสุวรรณ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ปรากฏตัวบนเวทีปราศรัยใหญ่ “ไปให้สุด หยุดที่ เจมส์ อนุชา” ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อร่วมประกาศศักดาและยืนยันความเชื่อมั่นในตัวนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 โดยระบุว่า นายอนุชาเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กรุงเทพมหานครต้องการอย่างแท้จริง ทั้งความเข้าใจปัญหาท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง และความสามารถในการแก้ปัญหาได้ตรงจุด

นางทยา ได้เน้นย้ำถึงคุณสมบัติสำคัญของนายอนุชา โดยเฉพาะในฐานะนักการเงินมืออาชีพที่มีประสบการณ์การแก้ปัญหาการเงินในองค์กรใหญ่มาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารงบประมาณกรุงเทพมหานครที่มีมูลค่ามหาศาลระดับแสนล้านบาท 

“พี่เจมส์คือผู้ที่หาเงินได้ ใช้เงินเป็น และใช้เงินอย่างโปร่งใส และเป็นผู้ที่มีทักษะการประสานงานสูง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และหน่วยงานต่าง ๆ” นางทยา กล่าว

ในประเด็นความสุจริต นางทยาให้คะแนนเป็นข้อที่สำคัญที่สุดว่า ความเป็นเลือดประชาธิปัตย์ที่ฝังอยู่ในตัวนายอนุชาและทีมงาน คือหลักประกันความโปร่งใส โดยเชื่อมั่นว่าหากนายอนุชาได้เข้าไปทำงาน ระบบการตรวจสอบจะมีความชัดเจนและเข้มงวด โดยเฉพาะการป้องกันปัญหาการทุจริตในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้มั่นใจว่าภาษีของประชาชนทุกบาททุกสตางค์จะถูกนำไปใช้ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการปราศรัย นางทยาได้ร่วมสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองและเปี่ยมด้วยกำลังใจ พร้อมชวนเชิญให้พี่น้องประชาชนร่วมสนับสนุนนายอนุชา หมายเลข 5 ให้เข้าไปทำหน้าที่ผู้ว่าฯ กทม. เพื่อเปลี่ยนจากการพูดคุยเป็นการ “ลงมือทำ” อย่างจริงจัง 

“การบริหารเมืองที่ดีย่อมต้องอาศัยทีมงานที่เข้มแข็ง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ได้เตรียมความพร้อมไว้แล้วทั้งผู้สมัครผู้ว่าฯ และผู้สมัคร ส.ก. ทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร” นางทยา กล่าวทิ้งท้าย

ชัชชาติ ปราศรัยบนลังไม้เปิด ทริปไฟไหม้ หาเสียง 24 ชม. ชวนคนกรุงออกมาใช้สิทธิ

ชัชชาติ ปราศรัยบนลังไม้เปิด ทริปไฟไหม้ หาเสียง 24 ชม. ชวนคนกรุงออกมาใช้สิทธิ

ชัชชาติ ปราศรัยบนลังไม้เปิด ทริปไฟไหม้ หาเสียง 24 ชม. ชวนคนกรุงออกมาใช้สิทธิ

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.17 น.

 “ชัชชาติ” ปราศรัยบนลังไม้เปิด “ทริปไฟไหม้” หาเสียง 24ชม. ชวนคนกรุงออกมาใช้สิทธิ 28 มิ.ย.

วันที่ 26 มิ.ย.69  เวลา 18.00 น. ที่สกายวอล์กช่องนนทรี นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครฯผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 9 เริ่ม “ทริปไฟไหม้ : โค้งสุดท้ายหาเสียงทั่วเมือง ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง”  ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดตลอดเวลา 18.00 – 18.00 น. (วันที่ 26 มิ.ย.-27 มิ.ย.69) ผ่านเฟซบุ๊กช่อง “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” และยูทูปของ “ทีมชัชชาติ” 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นายชัชชาติ เริ่มจุดแรกด้วยการปราศรัยบนลังไม้บริเวณสกายวอล์กช่องนนทรี โดยกล่าวว่า ทริปไฟไหม้ อยากกระตุ้นให้คนไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงกันเยอะ ๆ จุดมุ่งหมายหลักคืออยากให้คนรู้ว่าวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.69 จะมีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.และ ส.ก. โดยตนเองมีแผนจะเดินทางไปทั้ง 50 เขตใน 24 ชั่วโมง เริ่มจากนี้สกายวอลดช่องนนทรี เพราะเป็นจุดศูนย์กลางเศรษฐกิจของกรุงเทพฯ จากนั้นจะเดินไปที่สวนลุมพินี นั่งรถไฟฟ้าไปในเมือง  ขี่จักรยานประกอบ และจะมีการนั่งรถออกไปด้านนอกตระเวนให้ครบ 50 เขต แล้วพรุ่งนี้ (27 มิ.ย.69) ตอนเช้าจะเข้ามาในเมือง ออกกำลังกายนิดหน่อย และตระเวนไปที่ฝั่งธนบุรีต่อ 

”ผมจะรออยู่ที่คูหาเลือกตั้ง เพราะมีรูปผมอยู่ทุกคูหาอยากให้ไปเลือก ส.ก.ที่ไว้ใจ ให้เป็นฉันทามติให้ผู้ว่าฯ คนใหม่ ส.ก.ชุดใหม่เข้ามาบริหารกรุงเทพฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเจตจำนงของพวกเรา“ 

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

นายชัชชาติ กล่าวว่าอีกว่า ตนเองพร้อมหาเสียง 24 ชั่วโมง อาจจะต้องนอนบ้าง แต่ตอนบ่ายก็แอบหลับมาแล้ว น่าจะพอไปได้ อาจจะต้องมีการแตะมือกัน อยากให้ รศ.ดร.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์  สภากาชาดไทย  (พี่ชาย) มาช่วย แต่หมอฝาแฝดอยู่ต่างประเทศ โดยชื่อทริปทัวร์ไฟไหม้  “ทริป” คือ ชื่อเล่นของตนเอง และ “ทัวร์” ก็คือการเดินทาง  

สำหรับการลงพื้นที่ตลอดเดือนที่ผ่านมา นายชัชชาติ ยอมรับว่าสนุกอยู่แล้ว แต่ที่ไม่สนุกคือ การดีเบตเพราะกดดัน แต่ลงพื้นที่ได้เจอประชาชนจดปัญหาได้เพิ่มมากมาย และคิดนโยบายเพิ่มเติมด้วย ผู้ว่าฯ จะต้องใกล้ชิดกับประชาชน รับฟังปัญหา และพัฒนาเป็นนโยบาย

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

หากผลการเลือกตั้งออกมาแล้วคะแนนน้อยลง ก็ไม่เป็นไร คงดูเป็นเปอร์เซ็นต์มากกว่า ว่าจะต้องปรับปรุงตรงไหน คะแนนมีค่าจะน้อยจะมากคงต้องยอมรับ และปรับปรุงในอนาคต อย่างไรก็ตามขอขอบคุณทีมงาน ทุกคนทำดีที่สุด พยามหาเสียงแบบสร้างสรรค์  นโยบายเราคือเสนอสิ่งที่ดีและไม่โจมตีคนอื่น อย่างไรก็ตามในวันเลือกตั้ง ฝนฟ้าอาจจะเป็นอุปสรรค ตอนเช้าขอให้ออกไปเลือกตั้งก่อนฝนจะตก  หมดภารกิจก็ไปพักผ่อน รอฟังผลตอนเย็น 

นายชัชชาติ กล่าวถึงแผนการหาเสียงในค่ำคืนนี้ว่า เราจะได้เห็นชีวิตกรุงเทพฯ มีคนเก็บขยะ รถพยาบาล รถฉุกเฉิน โรงพยาบาลฉุกเฉิน และคนจำนวนมากที่ขับเคลื่อนเมืองนี้อยู่ เชื่อว่ามีพนักงานที่ทำงานกลางคืนที่ต้องกลับบ้านตอนกลางคืนอาจจะไม่รู้เรื่องการเลือกตั้ง เราจะต้องเป็นผู้ว่าฯ 24 ชั่วโมง ไม่ใช่ผู้ว่าฯ  12 ชั่วโมง

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

”สนุก ๆ ไม่ได้ซีเรียสอะไรมาก ชอบอยู่แล้วการลงพื้นที่“ นายชัชชาติ กล่าว

ภายหลังการให้สัมภาษณ์ นายชัชชาติได้ขึ้นปราศรัยบนลังไม้ เพื่อนำเสนอนโยบายต่าง ๆ ให้กับชาวออฟฟิศที่เพิ่งเลิกงาน ช่วงหนึ่งกล่าวว่า อยากจะสร้างกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองโอกาสและความหวังสำหรับทุกคน เน้นทั้งคน เมือง ระบบ และเศรษฐกิจเพื่อให้เมืองขับเคลื่อนไปได้  ส่วนการเดินทาง เรามีนโยบายติดตั้งไฟจราจรอัจฉริยะเพิ่มขึ้น ปัจจุบันติดไป 74 แยก  โดยในเขตสาทรมึโรงเรียนเยอะ เราจะมีนโยบาย Share School Bus เพื่อลดปริมาณการจราจร 

สำหรับทริปไฟไหม้ ของนายชัชชาติ เริ่มต้นในเวลา 18.00 ของวันที่ 26 มิ.ย.69 ถึงเวลา 18.00 น.ของวันที่ 27 มิ.ย.69 พร้อมมีขบวนแห่ไปยัง 50 เขต ชวนคนกรุงเทพฯ มาชนหมัดรับใบปลิวจากนายชัชชาติ ใน 4 จุดหลัก ๆ  ประกอบด้วย 

สกายวอล์ก ช่องนนทรี วันที่ 26 มิ.ย.69 เวลา 18.00 น.

ลานด้านหน้าสวนลุมพินี วันที่ 26 มิ.ย.69 เวลา 19.30 น.

ตลาดสดธนบุรี วันที่ 27 มิ.ย.69 เวลา 12.00 น.

สยามสแควร์ วันที่ 27 มิ.ย.69 เวลา 15.30 น.

ทั้งนี้ในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ปี 65 นายชัชชาติ ได้ริเริ่มปราศรัยด้วยการยืนบนลังไม้ครั้งแรกที่ตลาดทุ่งครุใหม่ โดยในช่วงโค้งท้ายนายชัชชาติ ก็ปราศรัยสั้น ๆ บนลังไม้ไปตามจุดสำคัญของกรุงเทพฯ ได้แก่ สยามสแควร์ สีลม เยาวราช และข้าวสาร

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

สุขสมรวย เผยข่าวดี มติ กทบ. เคาะงบเพิ่มทุน ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

สุขสมรวย เผยข่าวดี มติ กทบ. เคาะงบเพิ่มทุน ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

สุขสมรวย เผยข่าวดี มติ กทบ. เคาะงบเพิ่มทุน ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.01 น.

“สุขสมรวย” เผยข่าวดี! บอร์ด กทบ. เคาะเพิ่มทุน “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” รอบแรก  570 กองทุน ครอบคลุม 16 จังหวัด พร้อมเร่งรัดโครงการเพิ่มทุน ระยะ 3 วงเงิน 3.4 พันล้านบาท ให้กองทุนตกหล่นเฟส 3 ภายในปี 69 เร่งเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ครั้งที่ 5/2569 เพื่อติดตามและขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เสริมสภาพคล่องให้แก่ประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของชุมชนทั่วประเทศ

นางสุขสมรวย กล่าวว่าที่ประชุมมีมติอนุมัติการสนับสนุนงบประมาณภายใต้โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” รอบแรกให้แก่กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ยื่นเข้ามาและผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของโครงการ จำนวน 570 กองทุน ครอบคลุม 16 จังหวัด วงเงินเพิ่มทุนรวม 38,530,000 บาท 

สำหรับการอนุมัติในครั้งนี้ จะช่วยให้สมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง 45,628 ราย ได้รับการลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ รวมเป็นเงิน 32,204,016.90 บาท สะท้อนถึงผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการลดต้นทุนทางการเงิน เพิ่มสภาพคล่อง และช่วยให้ประชาชนสามารถนำเงินไปต่อยอดการประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ โครงการ “ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” เป็นมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการบรรเทาภาระค่าดอกเบี้ยของสมาชิกกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โดยสนับสนุนการลดภาระดอกเบี้ยให้สมาชิก พร้อมเพิ่มทุนหมุนเวียนแก่กองทุน เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

นางสุขสมรวย ยังกล่าวถึงการฟื้นฟูและเพิ่มทุน 1,000,000 บาท (ล้านที่ 2) รวมวงเงิน 3.4 พันล้านบาท ให้กับกองทุนหมู่บ้านฯ ที่เป็นงานคงค้างมาตั้งแต่ปี 2555 โดยตนได้มอบนโยบายให้ สทบ.เร่งดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งขั้นต้นได้รับทราบจากทาง สทบ.ว่ามีการระดมผู้บริหารส่วนกลางและสาขาเขต มาร่วมกำหนดแนวทางดำเนินงานเพิ่มทุนกองทุนหมู่บ้านฯ ระยะที่ 3 ควบคู่ไปกับการฟื้นฟูกองทุนหมู่บ้านฯ โดยกองทุนหมู่บ้านฯที่ผ่านการฟื้นฟูและมีความพร้อมในการดำเนินงาน เราก็จัดสรรเงินเพิ่มทุน 1,000,000 บาท เติมลงไปให้  ทั้งนี้ ได้เร่งรัดให้ สทบ.ดำเนินการให้เห็นผลที่เป็นรูปธรรมให้ได้ในปี 2569 นี้

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากและการสร้างโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนของประชาชน โดยมอบหมายให้ สทบ. เร่งขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองเป็นกลไกสำคัญในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และเสริมความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของชุมชนทั่วประเทศอย่างยั่งยืน” นางสุขสมรวย กล่าว

4 จังหวัด ผนึกตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่น สร้างระบบ ‘รับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า’ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

4 จังหวัด ผนึกตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่น สร้างระบบ 'รับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า' สร้างรายได้ให้เกษตรกร

4 จังหวัด ผนึกตั้งเครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่น สร้างระบบ ‘รับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า’ สร้างรายได้ให้เกษตรกร

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.11 น.

ภาคประชาชน 4 จังหวัด ผนึกกำลังตั้ง”เครือข่ายเฝ้าระวังสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย” รับมือปลาหมอคางดำระบาด ให้ “สนิท แดงพยนต์” นั่งประธานคนแรก เดินหน้าสร้างระบบรับซื้อ-แปรรูป-เพิ่มมูลค่า หวังหยุดวิกฤตและสร้างรายได้ให้เกษตรกร

เครือข่ายภาคประชาชนจาก 4 จังหวัด ได้แก่ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สมุทรปราการ และเพชรบุรี หรือ “3 สมุทร 1 เพชร” มีมติจัดตั้ง “เครือข่ายเฝ้าระวังและจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย” เพื่อเป็นกลไกภาคประชาชนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่กำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและอาชีพประมงในหลายพื้นที่

มติดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนแนวทางแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-18 มิถุนายน 2569 ณ ห้องประชุมเขาย้อย ศูนย์ฝึกอบรมที่ 3 อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี

ที่ประชุมมีมติแต่งตั้ง นายสนิท แดงพยนต์ ประธานกลุ่มเกษตรกรทำประมงพัฒนาเกษตรพอเพียง 49 ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร ดำรงตำแหน่ง ประธานเครือข่ายเฝ้าระวังและจัดการสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย คนแรก ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงาน ขับเคลื่อน และบริหารจัดการปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำร่วมกับเครือข่ายในพื้นที่

พร้อมกันนี้ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการเครือข่าย ประกอบด้วย นายปัญญา พุ่มเจริญ ประธานกลุ่มประมงชายฝั่งชุมชนคลองเทียน จังหวัดเพชรบุรี เป็นรองประธาน , นายเทิดศักดิ์ สอนเสถียร ประธานวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตรเพื่อส่งเสริมอาชีพเกษตรกรบ้านคลองสวน จังหวัดสมุทรปราการ เป็นรองประธาน , นางนันทา รอดสะใภ้ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสตรีอาสาพัฒนาบ้านบังปืน จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นรองประธาน , นางสมหมาย เย็นงาม ประธานวิสาหกิจชุมชนบ้านบางพลี จังหวัดสมุทรสาคร เป็นเลขานุการ , นายอดิเรก แก้วเจริญ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปสัตว์น้ำตำบลโพพระ จังหวัดเพชรบุรี เป็นกรรมการ และนายจรูญ ทรัพย์ศิริ รองประธานกลุ่มพัฒนาผู้เลี้ยงกุ้งเกษตรพอเพียง 49 เป็นกรรมการ

นายสนิท กล่าวว่า แม้การระบาดของปลาหมอคางดำจะเริ่มจากพื้นที่ชายฝั่ง แต่ปัจจุบันได้ขยายวงกว้างเข้าสู่กรุงเทพมหานคร และแหล่งน้ำจืดในอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรีแล้ว สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อเกษตรกร โดยเฉพาะผู้เลี้ยงปลาสลิดในจังหวัดสมุทรสาคร ที่เมื่อถึงฤดูจับปลา กลับพบปลาหมอคางดำปะปนอยู่จำนวนมาก จนต้องจำหน่ายเป็นปลาป่นในราคากิโลกรัมละไม่กี่บาท ส่งผลให้ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง

เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม กลุ่มเกษตรกรจังหวัดสมุทรสาครจึงอาสาเป็นศูนย์กลางรับซื้อปลาหมอคางดำในรูปแบบเครือข่ายจิตอาสา แตกต่างจากระบบการค้าทั่วไปที่มักเกิดการกดราคา โดยมุ่งบริหารจัดการผลผลิตร่วมกันอย่างเป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรทุกพื้นที่ได้รับประโยชน์ร่วมกัน และลดปัญหาการผูกขาดตลาด

เครือข่ายยังได้ศึกษาการใช้ประโยชน์จากปลาหมอคางดำเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยแบ่งการใช้ประโยชน์ตามขนาดของปลาอย่างชัดเจน ได้แก่ ปลาไซส์ใหญ่ส่งต่อให้กลุ่มแม่บ้านนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น ปลาแดดเดียวและขนมปั้นขลิบ ส่วนปลาไซส์เล็กส่งให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปูและปลากะพงใช้เป็นเหยื่อสด ทดแทนอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่มีต้นทุนสูง

นายสนิท ระบุว่า การใช้ปลาหมอคางดำเป็นเหยื่อสด ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงปลากะพงได้อย่างมาก แต่ยังช่วยให้เนื้อปลามีคุณภาพและรสชาติดีกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารเม็ด ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ควรได้รับการประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครับรู้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตของเกษตรกร

ด้านความพร้อมในการดำเนินงาน เครือข่ายมีเงินทุนหมุนเวียนสำหรับรับซื้อปลาระดับหลักล้านบาท สามารถเริ่มขับเคลื่อนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐ อีกทั้งยังมีพื้นที่เช่าของกรมธนารักษ์ที่พร้อมปรับปรุงเป็นจุดพักปลา โดยสิ่งที่ต้องการการสนับสนุนเพิ่มเติม คือระบบห้องเย็นสำหรับเก็บรักษาสัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ

เครือข่ายภาคประชาชน 4 จังหวัด เชื่อมั่นว่า โมเดลการทำงานแบบจิตอาสาที่อาศัยความร่วมมือและภูมิปัญญาของคนในพื้นที่ จะเป็นต้นแบบในการรับมือกับปัญหาสัตว์น้ำต่างถิ่นผิดกฎหมาย และสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่น เพื่อร่วมกันแก้ไขวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพประมงไทยในระยะยาว

พม.ชูพัฒนาผ้าพื้นถิ่น สร้างโอกาสทำธุรกิจให้สตรี

พม.ชูพัฒนาผ้าพื้นถิ่น สร้างโอกาสทำธุรกิจให้สตรี

พม.ชูพัฒนาผ้าพื้นถิ่น สร้างโอกาสทำธุรกิจให้สตรี

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 12.21 น.

นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) ลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจแก่สตรีและครอบครัว : จากผ้าสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับกลุ่มอาชีพสตรี 15 กลุ่ม ในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และนิสิต นักศึกษา จากสถาบันการศึกษาเครือข่าย 4 แห่ง พร้อมทั้งมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการฯ จากนั้น ได้มอบแนวทางการบูรณาการความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว ในการประชุมเชิงปฏิบัติการการเสริมสร้างความรู้และพัฒนาศักยภาพพนักงานเจ้าหน้าที่ (พนักงานสอบสวนและตำรวจ) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 ณ โรงแรมแคนทารี โคราช จังหวัดนครราชสีมา

นายนิกร กล่าวว่า สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเสริมสร้างโอกาสในการดำเนินธุรกิจแก่สตรีและครอบครัว : จากผ้าสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 26 มิถุนายน 2569 เพื่อสร้างโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของสตรีและครอบครัว ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยง “ทุนทางวัฒนธรรม” เข้ากับ “การพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน” ซึ่งทำให้เห็นถึงพลังของความร่วมมือที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ระหว่างกลุ่มอาชีพสตรีในพื้นที่จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นิสิต นักศึกษา เยาวชนคนรุ่นใหม่ รวมถึงภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน ที่ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ถ่ายทอดประสบการณ์ และร่วมกันสร้างแนวคิดใหม่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผ้าและงานหัตถกรรมพื้นถิ่น

นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะที่ การประชุมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความรู้และพัฒนาศักยภาพพนักงานเจ้าหน้าที่ (พนักงานสอบสวนและตำรวจ) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 25- 26 มิถุนายน 2569 เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาศักยภาพของพนักงานเจ้าหน้าที่ ให้มีความรู้ ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ตามกฎหมาย มีทักษะในการปฏิบัติงานและช่วยเหลือคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ตลอดจนสามารถประสานการทำงานร่วมกับทีมสหวิชาชีพได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และประโยชน์สูงสุดของผู้ถูกกระทำเป็นสำคัญ อันนำไปสู่การลดความรุนแรงในครอบครัว การคุ้มครองผู้ถูกกระทำอย่างทันท่วงที และการสร้างสังคมไทยที่ปลอดภัย เคารพสิทธิ ไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉยความรุนแรงในครอบครัว

คุณแหน : 27 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 27 มิถุนายน 2569

คุณแหน : 27 มิถุนายน 2569

วันเสาร์ ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานนามกุหลาบสายพันธ์ุใหม่ว่า “ควีนสุทิดา”(Queen Sutida) เพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่กุหลาบพันธุ์ใหม่ของประเทศไทย…โดยกุหลาบดังกล่าวได้รับการขึ้นทะเบียนพันธุ์พืช จาก กรมวิชาการการเกษตร นามกุหลาบพันธ์ุ Royal 3(Rosa Hybrid Royal 3)…
  • วันสถาปนา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ครบรอบปีที่ 92 วันที่ 27 มิ.ย. ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดี จัดพิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์และเจริญพระพุทธมนต์ พร้อมพิธีมอบเข็มเกียรติยศ โล่เกียรติยศ โล่เกียรติคุณ โดย ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ นายกสภามหาวิทยาลัยเป็นประธานในพิธี ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์…การนี้ขอแสดงความยินดีกับ รศ.ดร.นริศ ชัยสูตร อดีตอธิการบดี มธ.และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ในโอกาสได้รับมอบเข็มเกียรติยศ เป็นรางวัลสูงสุดที่มอบให้แก่ศิษย์เก่าผู้ทำคุณประโยชน์ อุทิศตนเพื่อสังคมและประเทศชาติมาอย่างต่อเนื่อง…
  • ดร.อัศวิน อิงคะกุล ประธานกรรมการบริหาร มิราเคิล กรุ๊ป เป็นประธานเปิดงาน มิติใหม่แห่งความคุ้มค่า Cash Voucher รับส่วนลดเพิ่มอีก 50% และบุฟเฟ่ต์คูปอง อีกหนึ่งทางเลือกของผู้บริโภค วันที่ 28 มิ.ย.9.00 น. ณ ล็อบบี้ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น สอบถามรายละเอียด โทร. 02-159-5888…
  • ไข้หวัดใหญ่ กำลังระบาดหนักในยามนี้ พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายก อบจ.ปทุมธานี จึงให้ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหลักหก 1 จัดบริการฉีดวัคซีน โรคไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ ฟรี ให้แก่ประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี(ทุกสิทธิ์) ในวันนี้(27 มิ.ย.) 13.00 – 15.30 น. ณ ศาลาใหญ่วัดนาวง ปทุมธานี…
  • บรรดาศิษย์เก่าปลาบปลื้มกันเป็นการใหญ่ เมื่อ QS TopUniversities เผยผล การอันดับ QS World University Rankings 2027 โดยสำรวจมหาวิทยาลัยกว่า 1,500 แห่งทั่วโลก เปรียบเทียบสาขาวิชา สถานที่ศึกษา และประสบการณ์ของนักศึกษา โอกาสในการทำงานและข้อมูลเชิงลึกด้านอาชีพ ในส่วนของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยนั้น ปรากฏว่า “มหาวิทยาลัยเชียงใหม่”ได้ขึ้นอันดับที่ 3 ของประเทศ (อันดับ 555 ของโลก) โดยมี อันดับ 1 ของไทย ได้แก่ “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” (อันดับ 212 ของโลก) และอันดับ 2 ของไทย คือ “มหาวิทยาลัยมหิดล” (อันดับ 345 ของโลก)…
  • อาภัสรา ศุภศิลป์ ชวนพี่เพื่อนไปลองลิ้มชิมอาหารที่ พาเฟ่ ของ มูลนิธิเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ซึ่งมีเมนูที่ชื่นชอบของหลายๆคน…
  • ฝีมือการปรุงอาหารเครื่องจิ้มโบราณ ”กะปิคั่ว” ที่ รัชวดี ศรีประพัทธ์ ทำมาให้เพื่อนๆชิมกันนั้น รสชาติยังอร่อยคงเส้นคงวาเหมือนเดิม…
  • ขณะที่ข่าวการทุจริตในการจัดสอบ มีการแก้กระดาษคำตอบ เพื่อให้บุคคลที่จ่ายเงินใต้โต๊ะ ได้รับการคัดเลือกเป็นข้าราชการระดับท้องถิ่นกำลังเป็น Talk of the town นั้น…“บารอนเนส” ขอพูดเรื่องเก่า เล่าความหลังว่า เบื้องหลังความสำเร็จในการสอบเข้ารับราชการ เมื่อ 40-50 ปีก่อน เกือบทั้งหมดต้องมีการสอบผ่าน ก.พ.ก่อน ซึ่งการสอบเข้ารับราชการได้ เป็น ข้าราชการ นั้น นับว่าเป็นเกียรติยศและศักดิ์ศรีแก่วงศ์ตระกูลยิ่งนัก เพราะเป็นความรู้-ความสามารถเฉพาะตัวล้วนๆ ที่ไม่มีใครมาหยามได้…การสอบเป็นข้าราชการ นำความภาคภูมิใจสู่ครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่อมีข่าวทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่มีการแก้ไขกระดาษคำตอบ เพื่อให้ “คนซื้อ” สอบได้ โดยมีเงินหลักหลายแสนเป็นการแลกเปลี่ยน…น่าอัปยศ อดสู ทั้ง “คนซื้อ” และ “คนขาย”…อย่างไรก็ดีการล้มบัญชีทั้งกระดาน เป็นเรื่องน่าเห็นใจยิ่ง เนื่องด้วยคนที่สอบได้เอง ไม่ได้ทุจริตในกระบวนการสอบ ก็จะโดนลงโทษทั้งที่ไม่ได้กระทำผิด ดังนั้น ผู้รู้ทั้งหลายจึงเสนอความคิดเห็นว่า สมควรให้มีการสอบสวนลงรายละเอียด เจาะลึก ลงโทษเฉพาะคนผิด และทุจริตจริงๆเท่านั้น !!…

บารอนเนส

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์-มูลนิธิยังมีเราร่วมมอบทุนฯ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์-มูลนิธิยังมีเราร่วมมอบทุนฯ

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์-มูลนิธิยังมีเราร่วมมอบทุนฯ

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.55 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมมูลนิธิยังมีเรา มอบทุน “โครงการสานฝันเพื่อการศึกษา 2569” หนุนเยาวชนสายอาชีพ จ.แม่ฮ่องสอน

วันนี้ (26 มิ.ย.) มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับมูลนิธิยังมีเรา ลงพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน มอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนสายอาชีพที่มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ภายใต้โครงการ “สานฝันเพื่อการศึกษา 2569” เพื่อสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาทักษะวิชาชีพในอนาคต โดยนางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับมูลนิธิยังมีเรา ลงพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อมอบทุนการศึกษา ภายใต้โครงการสานฝันเพื่อการศึกษา 2569 ให้แก่นักเรียนสายอาชีพที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี แต่ยังขาดแคลนทุนทรัพย์ จำนวน 5 ทุน ทุนละ 6,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 30,000 บาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายทางการศึกษา และต่อยอดการพัฒนาทักษะวิชาชีพในอนาคต การลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้รับการต้อนรับจากนางสาวเพลินพิศ คำพันธุ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานแม่ฮ่องสอน คอยอำนวยความสะดวกและประสานให้การดำเนินกิจกรรมให้เป็นไปด้วยความราบรื่น

ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์และมูลนิธิยังมีเรา ได้ประสานความร่วมมือเป็นอย่างดี ในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณะประโยชน์ สำหรับในครั้งนี้มูลนิธิฯ มีความตั้งใจที่จะส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนสายอาชีพ โดยเฉพาะผู้ที่มีความมุ่งมั่น ขยัน และมีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ เชื่อว่าการสนับสนุนวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของเยาวชนให้สามารถประกอบอาชีพและสร้างอนาคตที่มั่นคงต่อไป

สำหรับนักเรียนที่ได้รับทุนในวันนี้ มีจำนวนทั้งสิ้น 5 คน เป็นผู้ผ่านการฝึกอบรมตามโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพสำหรับผู้ที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ในสาขาช่างซ่อมและบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ ประกอบด้วย นายปพน ทองหล่อ, นายกนกเทพ ชาญธนะตระกูล, นายศุภณัฐฎ์ เพชรพวงพะยอม, นายกิตติพงศ์ แสงเฮ่อ และ นายวิชฐ์พล อำรุงสายชล

ทั้งนี้ “โครงการสานฝันเพื่อการศึกษา 2569” ถือเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ร่วมกับมูลนิธิยังมีเรา ในการส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาแก่เยาวชนสายอาชีพในพื้นที่ห่างไกล เพื่อยกระดับทักษะวิชาชีพและสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืนในอนาคต

015