ยุโรประอุ ฝรั่งเศสเตือนคนรุ่นใหม่ก็เสี่ยง สเปนดับพุ่ง 200 ศพ

ยุโรประอุ ฝรั่งเศสเตือนคนรุ่นใหม่ก็เสี่ยง สเปนดับพุ่ง 200 ศพ

26 มิ.ย. 2569 03:14 น.

ยุโรประอุ ฝรั่งเศสเตือนคนรุ่นใหม่ก็เสี่ยง สเปนดับพุ่ง 200 ศพ

มวลความร้อนในยุโรปเริ่มเคลื่อนตัวไปทางตะวันออก แผ่ความร้อนปกคลุมหลายประเทศมากขึ้น ในขณะที่ฝรั่งเศสยกระดับเตือนภัยอีกโดยระบุว่า แม้แต่คนหนุ่มสาวก็เสี่ยงอันตรายจากความร้อน

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. 2569 ทางการฝรั่งเศสประกาศยกระดับเตือนภัยด้านสาธารณสุขสู่ระดับสูงสุด (ระดับ 3) เพื่อระดมบุคลากรทางการแพทย์มารับมือสถานการณ์คลื่นความร้อน โดยรัฐมนตรีสาธารณสุขเตือนว่า คลื่นความร้อนครั้งนี้ไม่ได้เป็นอันตรายแค่กับผู้สูงอายุ แต่คนหนุ่มสาวที่แข็งแรงดีก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

หน่วยรถพยาบาลในกรุงปารีสรายงานว่า พบผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้น (Cardiac Arrest) เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่าในรอบ 24 ชั่วโมง โดยนายเอ็มมานูเอล เกรกัวร์ นายกเทศมนตรีกรุงปารีสวิจารณ์ว่ากลุ่มวัยรุ่นที่ยังออกมาวิ่งจ็อกกิงท่ามกลางสภาพอากาศเช่นนี้ถือเป็นพฤติกรรมที่ “ไร้ความรับผิดชอบ”

ที่เมืองแรนส์ (Rennes) พบผู้เสียชีวิตในบ้านพักแล้ว 5-6 ราย มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ในภูมิภาคเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดแคลน นอกจากนี้ยังมีรายงานสลดพบเด็กอายุ 3 ขวบเสียชีวิตเนื่องจากถูกทิ้งไว้ในรถยนต์ในแถบปารีส และก่อนหน้านี้ไม่กี่วันก็มีเด็กเสียชีวิตในลักษณะเดียวกันอีก 2 รายทางตอนใต้ของประเทศ

สถานการณ์คลื่นความร้อนยังทำให้สหภาพครูฝรั่งเศสประกาศนัดหยุดงานประท้วง เนื่องจากสภาพแวดล้อมในการทำงานร้อนจนไม่สามารถรับได้ ขณะเดียวกัน โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 3 แห่งต้องหยุดทำงานชั่วคราวเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด

ฝรั่งเศสยังต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน โดยบางพื้นที่ทางตะวันตกเตรียมรับมือพายุฝนฟ้าคะนองรุนแรง และมีการสั่งยกเลิกเทศกาลดนตรี Garorock วันแรก เนื่องจากคาดว่าอุณหภูมิจะสูงถึง 42 องศาเซลเซียส และอาจมีลมกระโชกแรง

ทั้งนี้ หลังจากสเปน สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศสเผชิญความร้อนจัดมาหลายวัน มวลความร้อนกำลังเคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันออก ส่งผลกระทบวงกว้างในหลายประเทศมากขึ้น

ที่เยอรมนีและสาธารณรัฐเช็ก อุณหภูมิอาจพุ่งสูงถึง 40 องศาเซลเซียสในช่วงสุดสัปดาห์ ทางการเยอรมนีสั่งยกเลิกการแข่งขันฮาล์ฟมาราธอนที่เมืองฮัมบูร์ก และบริการรถไฟในทั้งสองประเทศประกาศให้ผู้โดยสารสามารถยกเลิกหรือเลื่อนการเดินทางได้ฟรีหากไม่จำเป็น

ส่วนที่สเปน แม้สภาพอากาศจะเริ่มเย็นลงจากมวลอากาศในมหาสมุทรแอตแลนติกที่เคลื่อนเข้ามา แต่ระบบเฝ้าระวังรายงานว่า มีผู้เสียชีวิตที่อาจเกี่ยวเนื่องจากความร้อนแล้วถึง 213 ราย โดยเฉพาะวันพุธ (24 มิ.ย.) วันเดียวก็พบผู้เคราะห์ร้ายสูงถึง 95 รายแล้ว

ที่สหราชอาณาจักร สำนักอุตุนิยมวิทยาได้ขยายเวลาการเตือนภัยความร้อนรุนแรงระดับสีแดงในลอนดอนและอังกฤษตะวันออกเฉียงใต้

ขณะที่ในอิตาลี พิพิธภัณฑ์อุฟฟิซิ (Uffizi) ในเมืองฟลอเรนซ์ ต้องหยุดขายตั๋วชั่วคราวเนื่องจากระบบปรับอากาศไม่สามารถรองรับความร้อนจัดได้ โดยคาดว่าอุณหภูมิในอิตาลีจะพุ่งแตะ 40 องศาเซลเซียสในวันจันทร์หน้า

ผู้เชี่ยวชาญในอิตาลีชี้ว่า สภาพอากาศในเดือนมิถุนายนของศตวรรษนี้เปลี่ยนไปจากศตวรรษก่อนอย่างสิ้นเชิง โดยอุณหภูมิเฉลี่ยตอนกลางคืนสูงถึง 29 องศาเซลเซียส จากเดิมในอดีตที่เคยอยู่ที่ 17 องศาเซลเซียสเท่านั้น

ส่วนประเทศอื่นๆ ในยุโรปอย่างเช่น ลักเซมเบิร์กประกาศเตือนภัยระดับสีแดง, สวิตเซอร์แลนด์ประกาศเตือนภัยภัยแล้งรุนแรงสูงสุด, ส่วนเนเธอร์แลนด์และออสเตรีย เฉพาะในกรุงเวียนนา คาดว่าอุณหภูมิจะพุ่งแตะ 39-40 องศาเซลเซียสในช่วงสุดสัปดาห์เช่นกัน

หัวหน้าฝ่ายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ (UN) ระบุว่า “คลื่นความร้อนที่โหดร้ายในยุโรปครั้งนี้มีร่องรอยของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ (Climate Crisis) ปรากฏอยู่อย่างชัดเจน” พร้อมเรียกร้องให้ทุกประเทศเร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานหมุนเวียนและสร้างระบบรับมือที่รวดเร็วกว่าเดิม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลลั่น จะถอนทหารออกจากเลบานอนเมื่อฮิซบอลเลาะห์ปลดอาวุธ

อิสราเอลลั่น จะถอนทหารออกจากเลบานอนเมื่อฮิซบอลเลาะห์ปลดอาวุธ

25 มิ.ย. 2569 23:52 น.

อิสราเอลลั่น จะถอนทหารออกจากเลบานอนเมื่อฮิซบอลเลาะห์ปลดอาวุธ

ทางการอิสราเอลยืนยันว่า พวกเขาจะถอนกำลังทหารออกจากภาคใต้ของเลบานอนก็ต่อเมื่อ กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยอมปลดอาวุธและลดกำลังพลแล้วเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มติดอาวุธกลุ่มนี้ปฏิเสธมาตลอด

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. 2569 รัฐบาลอิสราเอลแถลงว่า พวกเขาจะถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนก็ต่อเมื่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยอมปลดอาวุธแล้วเท่านั้น ในขณะที่ทั้งสองประเทศกำลังเข้าร่วมการเจรจาที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกลางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.

กองทัพอิสราเอลได้เปิดฉากโจมตีทางอากาศเป็นวงกว้างในเลบานอน และส่งกำลังทหารเข้าไปยังพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศ หลังจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เข้าร่วมในสงครามตะวันออกกลางเมื่อต้นเดือนมีนาคม เพื่อช่วยเหลืออิหร่านที่ถูกสหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตีอย่างหนัก

เดวิด เมนเซอร์ โฆษกรัฐบาลอิสราเอล กล่าวในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า “เราจะไม่ถอนกำลังทหารออกจากทางตอนใต้ของเลบานอน ตราบใดที่กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงเป็นภัยคุกคาม, ยังไม่ถูกปลดอาวุธ และยังไม่ถูกลดกำลังพลทางทหาร”

ด้านความคืบหน้าของการเจรจา เจ้าหน้าที่ของเลบานอนได้เริ่มเปิดฉากเจรจาโดยตรงกับอิสราเอล ณ กรุงวอชิงตัน ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา โดยการเจรจารอบล่าสุดซึ่งดำเนินมาเป็นเวลา 3 วันแล้ว และมีกำหนดจะสิ้นสุดลงในวันพฤหัสบดีนี้

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเจรจาครั้งนี้ว่า ประเทศเพื่อนบ้านทั้งสองใกล้ที่จะบรรลุเจตจำนงร่วมกัน

เมื่อถูกถามถึงเรื่องการเจรจา นายเมนเซอร์ระบุว่า “เรากำลังแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนที่สุดว่า เราต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในภาคเหนือและทั้งประเทศอิสราเอล และเราจะไม่ยอมให้กองกำลังก่อการร้ายใดๆ เข้าใกล้ชายแดนของเรา ซึ่งนั่นหมายความว่า การปรับกำลังพลของกองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) จะเกิดขึ้นหลังจาก ไม่ใช่ก่อนหน้า แต่เป็นหลังจากการปลดอาวุธและลดกำลังพลของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในภาคใต้ของเลบานอนเท่านั้น”

“เราเคยตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มาแล้วในปี 2567” นายเมนเซอร์กล่าวเสริม “ในตอนนั้นกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ควรจะต้องถูกปลดอาวุธ แต่พวกเขาก็ไม่ได้ทำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ดาว TikTok โดนข้อหา ฆาตกรรมแฟนตัวเองในดูไบ เสี่ยงรับโทษประหาร

ดาว TikTok โดนข้อหา ฆาตกรรมแฟนตัวเองในดูไบ เสี่ยงรับโทษประหาร

25 มิ.ย. 2569 22:54 น.

ดาว TikTok โดนข้อหา ฆาตกรรมแฟนตัวเองในดูไบ เสี่ยงรับโทษประหาร

(ภาพจาก Detained in Dubai)

ดาว TikTok สาวชาวอังกฤษ ถูกจับในดูไบข้อหาฆาตกรรมแฟนหนุ่ม ซึ่งเสี่ยงทำให้เธอต้องรับโทษประหารชีวิต โดยกลุ่มสิทธิพยายามเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่จัดคดีนี้เป็นคดีความรุนแรงในครอบครัว

เมื่อ 25 มิ.ย. 2569 กลุ่ม “Detained in Dubai” ซึ่งเป็นกลุ่มสิทธิมนุษยชนเปิดเผยว่า บรู๊ค จอร์จ อินฟลูเอนเซอร์สาวบนแพลตฟอร์ม TikTok วัย 23 ปี ถูกตั้งข้อหาแทงชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งเธอคบหาดูใจด้วยหลังจากพบกันทางออนไลน์ และขณะนี้กำลังจะเผชิญโทษประหารชีวิตด้วยการยิงเป้า

น.ส.จอร์จ อ้างว่า เธอคว้ามีดขึ้นมาเพื่อป้องกันตัวระหว่างที่ถูกคนรักทำร้ายร่างกายอย่างรุนแรงในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ซึ่งทางกลุ่มขอเรียกร้องให้มีการปล่อยตัวเธอชั่วคราวโดยการประกันตัว และขอให้ดำเนินคดีนี้ในฐานะที่เป็นเหตุความรุนแรงในครอบครัว

ด้านกระทรวงการต่างประเทศและการพัฒนาเครือจักรภพของอังกฤษ (FCDO) แถลงว่า กำลังให้ความช่วยเหลือหญิงชาวอังกฤษที่ถูกควบคุมตัวใน UAE รายนี้ รวมถึงครอบครัวของเธอ

ทั้งนี้ น.ส.จอร์จ จากเมืองเกรฟเซนด์ ในมณฑลเคนต์ ของอังกฤษ ซึ่งเป็นอดีตพนักงานของห้างสรรพสินค้า John Lewis ถูกจับกุมตัวในช่วงเช้ามืดของวันที่ 22 มิ.ย. และถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยหากเธอถูกตัดสินว่ามีความผิดจริง เธอจะต้องเผชิญโทษประหารชีวิตตามกฎหมายของ UAE

กลุ่ม “Detained in Dubai” ระบุเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่จอร์จถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีตำรวจเขต “บูร์ ดูไบ” (Bur Dubai) เธออ้างว่าถูกบังคับให้เปลื้องผ้าต่อหน้าเจ้าหน้าที่ตำรวจชาย โดยไม่มีเจ้าหน้าที่หญิงอยู่ด้วยเลย ซึ่งเธอกล่าวว่าเป็นประสบการณ์ที่ “สร้างความอับอายและสะเทือนใจอย่างรุนแรง”

ขณะที่ ราธา สเตอร์ลิง ประธานบริหารของกลุ่ม “Detained in Dubai” เปิดเผยว่า ความสัมพันธ์ของจอร์จกับแฟนหนุ่มเริ่มมีปัญหา มีการทำร้ายร่างกายและจิตใจกันในการเดินทางมาเยือนดูไบเป็นครั้งที่ 2

จอร์จอ้างว่าคนรักของเธอเริ่ม “ควบคุมบงการและทำร้ายเธอมากขึ้นเรื่อยๆ” และเธอพยายามที่จะเดินทางออกจากดูไบ หลังจากที่เขาชกต่อยเธอ, ยึดหนังสือเดินทางของเธอเอาไว้ และทำร้ายร่างกายเธอซ้ำอีกครั้งที่อพาร์ตเมนต์ของพวกเขา จนเธอ “กลัวว่าจะเอาชีวิตไม่รอด จึงคว้ามีดทำครัวที่อยู่ใกล้มือเพื่อป้องกันตัว”

สเตอร์ลิงกล่าวว่า “คนสนิทของบรู๊คเริ่มกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าเธออาจถูกล่อลวงมายังดูไบด้วยกลอุบายเพื่อวัตถุประสงค์ในการแสวงหาประโยชน์”

“ความกังวลของพวกเขาถูกตอกย้ำด้วยพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างไม่มีสาเหตุของฝ่ายชาย, ตั๋วเครื่องบินแบบเที่ยวเดียว, การจัดฉากถ่ายแบบชุดบิกินี่โดยช่างภาพมืออาชีพในการมาเยือนครั้งแรก, การอ้างว่าถูกยึดหนังสือเดินทาง, การที่บรู๊คบอกกับเพื่อนๆ ว่า “มีบางอย่างไม่ถูกต้อง” และความกลัวที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้เธอรู้สึกว่าจำเป็นต้องหนี”

กลุ่ม “Detained in Dubai” บอกอีกว่า จอร์จยังไม่ได้รับโอกาสในการติดต่อกับสถานทูตของเธอ และต้องให้การกับเจ้าหน้าที่โดยไม่มีทนายความอยู่ร่วมด้วย

สเตอร์ลิงกล่าวว่า คดีนี้ “ได้จุดชนวนความกังวลอย่างร้ายแรงเกี่ยวกับประเด็นความรุนแรงต่อสตรี, สิทธิในการป้องกันตนเอง, กระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้องเหมาะสม และการปฏิบัติต่อชาวอังกฤษที่ถูกควบคุมตัวในต่างแดน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ดับพุ่ง 164 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา อาคารถล่มนับร้อยแห่ง

ดับพุ่ง 164 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา อาคารถล่มนับร้อยแห่ง

25 มิ.ย. 2569 21:42 น.

ดับพุ่ง 164 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา อาคารถล่มนับร้อยแห่ง

ประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนเพิ่มเป็น 164 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีกเกือบ 1,000 ราย ขณะที่หน่วยกู้ภัยเร่งช่วยเหลือชาวบ้านที่ติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่ม

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย. 2569 นางเดลซี โรดริเกซ ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลาเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อนที่เกิดขึ้นเมื่อคืนที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 164 ศพแล้ว และมีผู้บาดเจ็บอีก 971 คน

ตามข้อมูลจาก สำนักงานสำรวจธรณีวิทยาแห่งชาติของสหรัฐฯ (USGS) เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 เมื่อเวลาประมาณ 18.04 น.วันพุธที่ 24 มิ.ย.ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีศูนย์กลางอยู่ห่างจากกรุงการากัสไปทางตะวันตกประมาณ 160 กิโลเมตร และตามมาด้วยแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ในเวลาห่างกันเพียง 40 วินาที

อาคารหลังหนึ่งในกรุงการากัสพังถล่มลงมาหลังเกิดแผ่นดินไหว
อาคารหลังหนึ่งในกรุงการากัสพังถล่มลงมาหลังเกิดแผ่นดินไหว

แผ่นดินไหว 7.5 นับเป็นแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่สุดที่เวเนซุเอลาเคยเผชิญนับตั้งแต่ปี 2443 สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างในกรุงการากัสซึ่งเป็นเมืองหลวงและพื้นที่โดยรอบ ส่งผลให้มีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังของอาคารที่พังถล่ม และเกิดอาฟเตอร์ช็อกรุนแรงตามมาอีกหลายระลอก

เจ้าหน้าที่กู้ภัยและชาวบ้านในพื้นที่ต้องปีนป่ายซากอาคารที่พังราบคาบท่ามกลางความมืด เพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตและช่วยชีวิตผู้ที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ขณะที่ประเทศต่างๆ รวมถึงสหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย ได้เสนอตัวส่งความช่วยเหลือมาอย่างเร่งด่วน

อนึ่ง ชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากพักผ่อนอยู่ภายในบ้านขณะเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากตรงกับวันหยุดราชการ

เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมา ในกรุงการากัส
เจ้าหน้าที่กู้ภัยเร่งค้นหาผู้ที่อาจติดอยู่ใต้ซากอาคารที่พังถล่มลงมา ในกรุงการากัส

ด้านสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (UN OCHA) ระบุว่า มีอาคารมากกว่า 100 แห่งพังถล่มลงในเมืองลาไกวรา (La Guaira) ซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงการากัส โดยประธานาธิบดีโรดริเกซอนุญาตให้ทีมค้นหาและกู้ภัยของสหประชาชาติเข้าปฏิบัติการ เพื่อให้การสนับสนุนด้านการขนส่งและความช่วยเหลืออื่นๆ

ทีมกู้ภัยนานาชาติจะมุ่งเน้นการปฏิบัติงานในพื้นที่ลาไกวราและกรุงการากัสเป็นหลัก ส่วนพื้นที่อื่นๆ ของเวเนซุเอลานั้น จะอยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนและทีมเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

อย่างไรก็ดี มีความกังวลว่าจำนวนผู้เสียชีวิตอาจเพิ่มขึ้นจนถึงหลายพันคนหรือหลักหมื่นคน โดย USGS ได้ใช้แบบจำลองคาดการณ์เพื่อประเมินยอดผู้เสียชีวิต โดยระบุว่าตัวเลขน่าจะพุ่งสูงถึงหลักพัน และมีความเป็นไปได้สูงมากที่อาจจะเกิน 10,000 ราย

ขณะที่เว็บไซต์ซึ่งผู้นำกลุ่มฝ่ายค้านจัดตั้งขึ้นเพื่อติดตามผู้สูญหาย ระบุรายชื่อผู้ที่ยังไม่สามารถติดต่อได้มากกว่า 10,000 คน ณ เวลา 05.40 น. วันพฤหัสบดีที่ 25 มิ.ย.ตามเวลาท้องถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

รมช.มหาดไทย มอบนโยบายกรมโยธาธิการและผังเมือง เร่งขับเคลื่อนภารกิจ ‘พลิกฟื้นวิถีชีวิตประชาชน’

รมช.มหาดไทย มอบนโยบายกรมโยธาธิการและผังเมือง เร่งขับเคลื่อนภารกิจ ‘พลิกฟื้นวิถีชีวิตประชาชน’

รมช.มหาดไทย มอบนโยบายกรมโยธาธิการและผังเมือง เร่งขับเคลื่อนภารกิจ ‘พลิกฟื้นวิถีชีวิตประชาชน’

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.57 น.

รมช.มหาดไทย มอบนโยบายกรมโยธาธิการและผังเมือง เร่งขับเคลื่อนภารกิจ ‘พลิกฟื้นวิถีชีวิตประชาชน’ ยกระดับเมืองปลอดภัย รับมือภัยพิบัติทั่วประเทศ

กรมโยธาธิการและผังเมือง ให้การต้อนรับคณะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการบริหารราชการ พร้อมรายงานผลการดำเนินงานและความก้าวหน้าโครงการสำคัญทั่วประเทศ โดยเน้นการขับเคลื่อนภารกิจด้านการผังเมือง การพัฒนาเมือง การกำกับดูแลอาคาร 
และการป้องกันภัยพิบัติ เพื่อสร้างเมืองน่าอยู่ ปลอดภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 เวลา 13.30 น. นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายแพทย์ภาณุ พรวัฒนา ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (นายพลพีร์ สุวรรณฉวี) พร้อมคณะ เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการบริหารราชการแก่กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยมี  นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง พร้อมด้วย นายพรรณรบ เตชะมงคลาภิวัฒน์ นายเกิดศักดิ์ ยะโสธร นางสาวสิริกุล เลี้ยงอนันต์ และนางสาวสุภัทรา ชัยเทวารัณย์ รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายนิเวศน์ ล้ำเลิศลักษณชัย รักษาการในตำแหน่งวิศวกรใหญ่ นายชาญวิชญ์ สิริสุนทรานนท์ สถาปนิกใหญ่ นางบงกช สุวรรณเดช รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการผังเมือง นายสุวิทย์ เถื่อนน้อย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกรม คณะผู้บริหาร และบุคลากรของกรมฯ ให้การต้อนรับ พร้อมรับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานและภารกิจสำคัญของกรมฯ ณ ห้องประชุมนริศรานุสรณ์ กรมโยธาธิการและผังเมือง ถนนพระรามที่ 6 และผ่านระบบ Web Broadcast

ในการนี้ นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ได้รายงานผลการดำเนินงานตามภารกิจด้านการผังเมือง การพัฒนาเมือง การกำกับดูแลอาคาร และการให้บริการด้านช่าง รวมถึงความก้าวหน้าของภารกิจสำคัญ อาทิ การจัดทำผังนโยบายระดับประเทศ การแก้ไขปัญหาอุทกภัยและดินโคลนถล่มในพื้นที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย การตรวจสอบอาคารและจัดตั้งศูนย์รับแจ้งความเสียหายของอาคารภาครัฐที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568 การพัฒนาพื้นที่บริเวณอ่างห้วยทรายใต้ จังหวัดเพชรบุรี การฟื้นฟูพื้นที่ประสบอุทกภัยในจังหวัดสงขลา การก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมเมืองพัทยา และการพัฒนาพื้นที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งล้วนเป็นภารกิจสำคัญที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เสริมสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ และสนับสนุนการพัฒนาเมืองและชุมชนให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ในโอกาสนี้ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มอบนโยบายการปฏิบัติงานแก่กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยเน้นย้ำบทบาทของกรมฯ ในฐานะหน่วยงานสำคัญที่จะร่วม “พลิกฟื้นวิถีชีวิตประชาชน” ทั้งด้านการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและการพัฒนาพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมกำชับให้ขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุก เร่งรัดการดำเนินโครงการสำคัญให้เป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติ เช่น การสร้างเขื่อน ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องฤดูกาล จึงต้องบริหารจัดการเวลาให้ดีเพื่อลดความล่าช้าในการส่งมอบงาน

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ยังได้เน้นย้ำการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนและสถานการณ์อุทกภัย โดยให้ตรวจสอบความมั่นคงแข็งแรงของเขื่อนป้องกันตลิ่งและระบบระบายน้ำทั่วประเทศ ควบคู่กับการสนับสนุนสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดในการให้ความช่วยเหลือประชาชนอย่างทันท่วงที โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง รับฟังข้อเสนอแนะและเสียงสะท้อนจากพื้นที่อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยด้านอาคารและจัดทำแผนรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติ ให้มีความชัดเจนและเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น เช่น แผ่นดินไหว และสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยแก่ประชาชน พร้อมยืนยันว่าจะให้การสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษา
ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา รวมถึงผลักดันการแก้ไขกฎหมายที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงาน โดยจะประสานความร่วมมือในรัฐสภา เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน 

ในช่วงท้ายของการตรวจเยี่ยม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กล่าวชื่นชมการพัฒนาแพลตฟอร์มกลาง “DPT Town Square” ซึ่งเป็นศูนย์รวมบริการดิจิทัลด้านการผังเมือง การพัฒนาเมือง การควบคุมอาคาร และการบริการด้านช่างไว้ในระบบเดียว ตลอดจนชื่นชมผู้บริหารและบุคลากรกรมโยธาธิการและผังเมืองทั่วประเทศ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจสำคัญในการพัฒนาเมืองและชุมชน ดูแลความปลอดภัยของประชาชน และสนับสนุนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ พร้อมเน้นย้ำให้บุคลากรทุกระดับปฏิบัติงานร่วมกันเสมือน “ครอบครัวเดียวกัน” ยึดถือกฎหมายเป็นหลักในการปฏิบัติหน้าที่ ดำเนินงานด้วยความรวดเร็ว โปร่งใส และมุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์แก่ประชาชนโดยเร็วที่สุด

กทม. ประชุมความพร้อมโค้งสุดท้ายจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – ส.ก. เข้มงวดแนวทางปฏิบัติ 50 เขต

กทม. ประชุมความพร้อมโค้งสุดท้ายจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. - ส.ก. เข้มงวดแนวทางปฏิบัติ 50 เขต

กทม. ประชุมความพร้อมโค้งสุดท้ายจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – ส.ก. เข้มงวดแนวทางปฏิบัติ 50 เขต

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.31 น.

กทม. ประชุมความพร้อมโค้งสุดท้ายจัดเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. – ส.ก. เข้มงวดแนวทางปฏิบัติ 50 เขต

26 มิ.ย. 69  นายณรงค์ เรืองศรี ปลัดกรุงเทพมหานคร ร่วมประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 6/2569 โดยมี นายขจิต ชัชวานิชย์ ประธานกรรมการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุม เพื่อติดตามความพร้อมการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ณ ห้องประชุมสำนักงานปกครองและทะเบียน ชั้น 5 ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า เขตพระนคร และผ่านระบบออนไลน์ 

กทม.

นายขจิต กล่าวว่า ขอขอบคุณคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ที่ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดอบรมและตรวจสอบกระบวนการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และยังไม่มีเรื่องร้องเรียนในประเด็นความบริสุทธิ์ ยุติธรรม และความเที่ยงตรงของการเลือกตั้ง จึงขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกท่านที่ตั้งใจปฏิบัติงานอย่างเข้มแข็ง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงตรงเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการดำเนินงานในวันที่ 27 และ 28 มิถุนายน 2569 ทั้งการรับมอบบัตรเลือกตั้ง การจัดเตรียมสถานที่เลือกตั้ง ตลอดจนการจัดการเลือกตั้งในวันที่ 28 มิถุนายน 2569 จะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย 

จากนั้น ที่ประชุมได้รายงานหัวข้อสำคัญหลายประเด็น ประกอบด้วย การแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในวันเลือกตั้ง (28 มิถุนายน 2569) ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำท้องถิ่นกรุงเทพมหานครได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในด้านต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนให้การจัดการเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ประกอบด้วย ฝ่ายอำนวยการ, ฝ่ายรับแบบรายงานประกาศผลการนับคะแนน, ฝ่ายสนับสนุนและตรวจการเลือกตั้ง, ฝ่ายประชาสัมพันธ์, ฝ่ายสื่อสาร, ฝ่ายสนับสนุนและประสานงานรักษาความปลอดภัยและดูแลสถานที่, ฝ่ายประมวลผลการรวมคะแนน, ฝ่ายสนับสนุนและแก้ไขปัญหาการจัดการเลือกตั้ง และฝ่ายรักษาความสงบเรียบร้อย

กทม.

สำหรับข้อมูลผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ผู้สมัคร และหน่วยเลือกตั้ง ข้อมูลล่าสุดหลังจากการเพิ่ม-ถอนชื่อ (ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2569) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 4,428,646 คน (ลดลงจากเดิม 3,337 คน) ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) 4,384,695 คน (ลดลงจากเดิม 4,427 คน) กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก (First Voter) จำนวน 20,584 คน จำนวนหน่วยเลือกตั้ง 6,628 หน่วย ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 18 คน และผู้สมัคร ส.ก. 258 คน

นอกจากนี้ ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งฯ ได้เน้นย้ำแนวทางการปฏิบัติงานไปยัง 50 สำนักงานเขต ในขั้นตอนการปฏิบัติงานทั้งก่อนวันเลือกตั้ง (27 มิ.ย. 69) วันเลือกตั้ง (28 มิ.ย. 69) และหลังวันเลือกตั้ง (29 มิ.ย. 69 เป็นต้นไป) โดยครอบคลุมเรื่องการจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เอกสารการรายงานให้แก่ กกต.ทถ.กทม. การจัดส่งเอกสารและวัสดุอุปกรณ์ให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร ในส่วนของสถานที่เก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้งที่ยุบรวมถุงใส่บัตรแล้วนั้น ที่ประชุมได้เห็นชอบให้มีการกำหนดให้ใช้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต เป็นสถานที่สำหรับเก็บรักษาหีบบัตรเลือกตั้งที่ยุบรวมถุงใส่บัตรเลือกตั้ง

กทม.
กทม.
กทม.

สรรเพชญลงพื้นที่สตูลติดตามโครงการสำคัญ

สรรเพชญลงพื้นที่สตูลติดตามโครงการสำคัญ

สรรเพชญลงพื้นที่สตูลติดตามโครงการสำคัญ

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.29 น.

“สรรเพชญ” ลงพื้นที่สตูล ติดตามโครงการคมนาคมสำคัญ ผลักดันโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อมโยงการเดินทาง – เศรษฐกิจชายแดน

วันนี้ (26 มิ.ย.) นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดสตูล เพื่อติดตามความก้าวหน้าโครงการด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในพื้นที่ โดยมีนายพิบูลย์ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย นายพีรพัฒน์ รัชกิจประการ สส.สตูล เขต 1 พรรคภูมิใจไทย นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายดำรงศักดิ์ แก้วดวง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายวโรภาส แสงพายัพ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทสตูล นายสมเกียรติ โมควงศ์ ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงสตูล นายธนัช ขวัญนุ้ย เจ้าพนักงานตรวจท่าชำนาญการ รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคสาขาสตูล พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและร่วมลงพื้นที่

นายสรรเพชญ และคณะ ลงพื้นที่จุดแรกบริเวณแยกทุ่งตำเสา อำเภอควนโดน ซึ่งเป็นบริเวณแนวทางออกของอุโมงค์ฝั่งจังหวัดสตูล เพื่อรับฟังข้อมูลการเตรียมศึกษาความเหมาะสมโครงการก่อสร้างอุโมงค์เชื่อมจังหวัดสงขลา–สตูล (โครงการคลองแงะ – ทุ่งตำเสา ณ บริเวณแยกทุ่งตำเสา ทางหลวงหมายเลข 4137 ตอน ทุ่งตำเสา – สวนเทศ ที่กม. 0+000) ตลอดจนติดตามแนวทางการพัฒนาโครงข่ายคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงการเดินทางระหว่างพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน

โครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อลดระยะทางและระยะเวลาในการเดินทาง เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งประชาชนและสินค้า พร้อมสนับสนุนการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างจังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูล ซึ่งจะช่วยส่งเสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวของทั้งสองจังหวัด รวมถึงพื้นที่ภาคใต้โดยรวมในอนาคต

จากนั้น นายสรรเพชญ และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการปรับปรุงถนนสาย สต.3014 แยกทางหลวงหมายเลข 404–ถ้ำเจ็ดคต อำเภอมะนัง เพื่อติดตามความก้าวหน้าของโครงการ พร้อมรับฟังปัญหาและอุปสรรคด้านการสัญจรของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงหารือแนวทางแก้ไขปัญหาให้การเดินทางในพื้นที่มีความสะดวกและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

การปรับปรุงถนนสายดังกล่าว จะช่วยยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพโครงข่ายคมนาคมในพื้นที่ สนับสนุนการเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ตลอดจนเพิ่มความสะดวกในการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าของประชาชนออกสู่ตลาด ซึ่งจะช่วยกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่

ต่อมา นายสรรเพชญ และคณะ เดินทางไปตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของท่าเทียบเรือปากบารา อำเภอละงู เพื่อติดตามการบริหารจัดการท่าเทียบเรือและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางน้ำ พร้อมรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับศักยภาพของท่าเทียบเรือ ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน ตลอดจนแนวทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางทะเลให้สามารถรองรับการเดินทางของประชาชน การขนส่งสินค้า และการท่องเที่ยวทางทะเลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ การพัฒนาท่าเทียบเรือปากบาราและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง จะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ทางทะเล เชื่อมโยงการเดินทางและกิจกรรมทางเศรษฐกิจของจังหวัดสตูลกับพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน รวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน รองรับการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าในอนาคต อันจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของจังหวัดสตูลและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเป็นรูปธรรม

นายสรรเพชญ กล่าวว่า จังหวัดสตูลเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพทั้งด้านการท่องเที่ยว การค้าชายแดน การเกษตร และการขนส่งทางทะเล การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมจึงต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมทั้งทางถนน ทางน้ำ และการเชื่อมโยงระหว่างจังหวัด เพื่อให้ประชาชนเดินทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย ช่วยลดต้นทุนด้านการขนส่ง และเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่

กระทรวงคมนาคม จะนำข้อมูล ปัญหา และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการลงพื้นที่มาประกอบการพิจารณา พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการดำเนินงานตามขั้นตอน เพื่อให้โครงการต่าง ๆ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน และเกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดสตูลและพื้นที่ภาคใต้ได้อย่างเต็มศักยภาพ

015

โฆษกตร. ลั่นคดี โกงสอบท้องถิ่น เดินหน้าตามหลักฐาน ไม่ละเว้นผู้เกี่ยวข้อง

โฆษกตร. ลั่นคดี โกงสอบท้องถิ่น เดินหน้าตามหลักฐาน ไม่ละเว้นผู้เกี่ยวข้อง

โฆษกตร. ลั่นคดี โกงสอบท้องถิ่น เดินหน้าตามหลักฐาน ไม่ละเว้นผู้เกี่ยวข้อง

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.55 น.

โฆษกตร. ย้ำคดีโกงสอบท้องถิ่น ซึ่งผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางกำกับดูแลคดีจะเดินหน้าดำเนินคดีตามหลักฐาน ไม่ละเว้นผู้เกี่ยวข้อง

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พลตำรวจโทไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบคัดเลือกข้าราชการส่วนท้องถิ่นว่า ประเด็นดังกล่าวไม่ใช่วาระในการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. แต่เป็นการดำเนินคดีตามกระบวนการปกติของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ซึ่งมีผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางกำกับดูแลคดีด้วยตนเอง

โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติให้ความสำคัญกับคดีนี้อย่างมาก และได้ตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน พร้อมยืนยันว่า การดำเนินคดีจะยึดแนวทางตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี คือ ไม่ปกป้องบุคคลใด ไม่ยึดติดกับชื่อหรือหน่วยงาน แต่จะพิจารณาจากพฤติการณ์และพยานหลักฐานเป็นสำคัญ หากพบว่ามีบุคคลหรือหน่วยงานใดมีส่วนเกี่ยวข้องก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายทุกประการ โดยไม่มีข้อยกเว้น 

แก้ปัญหาสัตว์เศรษฐกิจราคาตกต่ำ กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนการกำหนดราคากลาง โคเนื้อ-แพะ-แกะ

แก้ปัญหาสัตว์เศรษฐกิจราคาตกต่ำ กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนการกำหนดราคากลาง โคเนื้อ-แพะ-แกะ

แก้ปัญหาสัตว์เศรษฐกิจราคาตกต่ำ กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าขับเคลื่อนการกำหนดราคากลาง โคเนื้อ-แพะ-แกะ

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.53 น.

กระทรวงเกษตร เดินหน้าขับเคลื่อนการกำหนดราคากลางโคเนื้อ แพะ และแกะ สร้างความเป็นธรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน 

นายทรงศักดิ์ ส่งเสริมอุดมชัย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมหารือแนวทางในการขับเคลื่อนการกำหนดราคากลางสินค้าโคเนื้อ แพะ แกะ เพื่อแก้ไขปัญหาราคาสัตว์เศรษฐกิจตกต่ำที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ โดยมี นายมนัส เทพรักษ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นางอมราพร ชีพสมุทร์ ผู้อำนวยการกองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (135) 

กระทรวงเกษตร

โดยนายทรงศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการกำหนดราคากลางสินค้าโคเนื้อ แพะ แกะในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาโคเนื้อตกต่ำ ตามข้อห่วงใยของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งที่ประชุมได้รับฟังความก้าวหน้าการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ (Beef Board) ในการผลักดันการกำหนดราคากลางโคเนื้อตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่เกษตรกรผู้เลี้ยง โรงฆ่าสัตว์ ผู้แปรรูป และผู้จำหน่าย เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างเสถียรภาพด้านราคา รวมถึงได้รับทราบข้อมูลต้นทุนการผลิตสินค้าปศุสัตว์ และข้อมูลราคาจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ เพื่อนำไปใช้ประกอบการวิเคราะห์และกำหนดแนวทางด้านราคา พร้อมเตรียมหารือร่วมกับเกษตรกร ผู้ประกอบการ และสมาคมที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางร่วมกันให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ต่อไป

กระทรวงเกษตร
กระทรวงเกษตร

‘2สว.’ โต้ ’สมชาย‘ ทันควัน! ปูดสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. ลั่นไม่คิดล้างผิดตัวเอง

‘2สว.’ โต้ ’สมชาย‘ ทันควัน! ปูดสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. ลั่นไม่คิดล้างผิดตัวเอง

‘2สว.’ โต้ ’สมชาย‘ ทันควัน! ปูดสอดไส้นิรโทษฮั้ว สว. ลั่นไม่คิดล้างผิดตัวเอง

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.38 น.

‘2สว.’ ตีโต้ ’สมชาย‘ ทันควัน! ‘ฉัตรวรรษ’ ยันหนักแน่นไร้สอดไส้กม.นิรโทษล้างผิด ‘คดีฮั้ว สว.’ ชี้เจตนารมย์เน้นช่วยกลุ่มขัดแย้งการเมืองในอดีต กลับมาทำมาหากินได้ ด้าน ’พิสิษฐ์‘ ลั่นไม่คิดจะทำอยู่แล้ว คดียังไม่ชี้มูลเลย ถึงผิดจริงก็ไม่ทำ ซัดเดือดคงอ่านหนังสือไม่เกิน 8 บรรทัด รับกังวลคนลามเชื่อ ‘เฟคนิวส์’

วันที่ 26 มิถุนายน 2569 พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสันติสุข วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่นายสมชาย แสวงการ อดีตสว. ออกมาตั้งข้อสังเกตวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือร่างกฎหมายนิรโทษกรรมทางการเมืองในชั้นวุฒิสภา อาจจะสอดไส้ล้างผิดคดีฮั้วเลือก สว.ว่า ยืนยันว่าในการพิจารณาของกมธ.ไม่พบเนื้อหาหรือสาระสำคัญที่ระบุถึงการนิรโทษกรรมคดีฮั้ว สว. และในบัญชีแนบท้ายไม่มีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ยืนยันหนักแน่นรับประกันได้ว่าไม่มี 

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่า ในบัญชีแนบท้ายมีการปรับลำดับของร่างกฎหมายที่เรียงตามตัวอักษรและลำดับของกฎหมายเท่านั้น ซึ่งกำหนดมาตั้งแต่ร่างสภาผู้แทนราษฎรแล้ว วุฒิสภาไม่มีการปรับแก้ โดยวัตถุประสงค์ของคณะกรรมาธิการ ต้องการเสริมสร้างสันติสุขของสังคมตามที่สภาผู้แทนราษฎรได้เสนอมา ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภาไม่ได้มีการแก้ไข เพียงแต่เสนอไม่กำหนดเกี่ยวกับการนิรโทษกรรมความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 

พล.ต.อ.ฉัตรวรรษ กล่าวอีกว่า ทางวุฒิสภาไม่ต้องการที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วม 2 สภา เพื่อพิจารณาเนื้อหากฎหมายที่มีความเห็นต่างกัน ซึ่งวุฒิสภามีเจตนาให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ และร่างกฎหมายฉบับนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับวุฒิสภา ซึ่งจะเกี่ยวกับฝ่ายการเมืองที่เคยมีคดีทางการเมือง และในพิจารณาชั้นกรรมาธิการส่วนใหญ่ยืนตามร่างที่สภาผู้แทนราษฎรได้ดำเนินการมา 

“ดูแล้วว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้ ต้องการให้พวกที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและขัดแย้งกับการเมืองจริงๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต และให้พวกอดีตกลับมาทำมาหากินได้ เพราะความขัดแย้งตอนนั้นยังไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับสถาบันฯเข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของฝ่ายค้าน ทหารที่ยึดอำนาจ และรัฐบาล” พล.ต.อ.ฉัตรวรรษ กล่าว 

ด้านนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. กล่าวในกรณีนี้ว่า ตนในฐานะเลขานุการของคณะกรรมาธิการที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ ยืนยันว่าไม่ได้มีการแก้ไขในประเด็นเพิ่มเติมหรือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรณีฮั้ว สว. และทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่อย่างใด แล้วต้องยืนยันเลยว่าไม่คิดจะทำด้วย  เพราะกระบวนการทุกอย่างยังอยู่ในชั้นกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรายังไม่ถูกชี้มูลทั้งนั้น เพราะฉะนั้น เราก็ไม่ได้ถือว่าจะต้องไปทำอะไรแบบนั้น แล้วต่อให้มีเหตุการณ์ที่ผิดจริง เราก็คงไม่ไปแก้ เราก็คงไม่นิรโทษกรรมตัวเอง 

“ผมไม่ทำแน่นอน ต้องบอกอย่างนี้ แล้ว สว. ทุกท่าน ผมเชื่อว่าก็มีแนวคิดเดียวกันกับผม การนิรโทษกรรมตัวเอง ผมไม่คิดจะทำอยู่แล้ว ต้องขอโทษไปยังคนที่สื่อสารกับสื่อมวลชนในการเข้า ให้ข่าวเฟคนิวส์แบบนี้ด้วยว่าช่วยอ่าน พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้ละเอียดด้วย” นายพิสิษฐ์ กล่าว

นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ สิ่งที่แก้ไขเพิ่มเติม มีอยู่แค่ 2 ประเด็น ประเด็นแรก คือเพิ่มเติม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2551 ในข้อ 26/1 กับข้อ 26/2 ซึ่งต้องบอกว่า 2 ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีการฮั้วเลือกตั้งหรือทุจริตการเลือกตั้ง สส.แต่อย่างใดเลย แต่ที่เพิ่มเติมเข้าไป เพราะเราได้เชิญตัวแทนภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เรื่องกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ไปปิดสนามบิน ได้ปรึกษาหารือกันในกรรมาธิการ ก็เลยลงมติว่าเราจะเพิ่มใน 2 ประเด็นนี้เข้าไปเท่านั้นเอง

นายพิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า ปีที่แล้วประเทศไทยมีผู้อ่านหนังสือเกิน 8 บรรทัดแล้วนะ  แต่ว่าบางคนยังอ่านหนังสือต่ำกว่า 8 บรรทัดอยู่  พร้อมชี้แจงว่าอาจเป็นความเข้าใจผิด เพราะมีการเรียงมาตราใหม่ จากเดิมในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ส่งมาชั้นวุฒิสภา ไม่ได้เรียงมาตรามาในลักษณะว่าเรียงตามศักดิ์ของกฎหมาย วันนี้ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด มาจากสภาผู้แทนราษฎร โดยเพิ่ม 2 ข้อที่ตนกล่าวเมื่อสักครู่ บวกกับการปรับการศักดิ์กฎหมายต่างๆ ให้อยู่ในถูกต้องตามหลักของการออกกฎหมายในภาคนิติบัญญัติ

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า คนออกมาเรียกร้องอาจจะเข้าใจผิด อาจจะอ่านหนังสือแค่ 8 บรรทัด อ่านน้อยไปนิดหนึ่ง ถ้าอ่านครบทุกบรรทัดก็จะรู้เลยว่า ทุกอย่างที่เราปรับ กฎหมายยังเหมือนเดิมตามชั้นสภาผู้แทนราษฎรทุกประการ โดยเฉพาะบัญชีท้ายร่าง ย้ำว่าไม่เกี่ยวข้องกับการฮั้วเลือก สว.และทุจริตการเลือกตั้ง

เมื่อถามว่าแบบนี้ถือว่ามีเจตนาทำให้วุฒิสภามีภาพลักษณ์ไม่ดีหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนก็ไม่รู้เจตนาที่แท้จริงว่าต้องการดิสเครดิต สว.ชุดนี้อีกหรือไม่ แต่ต้องบอกว่าเราไม่คิดจะทำ และไม่เคยคิดจะทำต่างในเรื่องที่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมใดๆ ทั้งสิ้น เพราะวันนี้ทุกอย่างยังอยู่กระบวนการตามขั้นตอนของ กกต.ทุกประการ

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าคนจะเข้าใจผิด นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ตนกังวลในสิ่งที่เป็นเฟคนิวส์ ยิ่งโดยเฉพาะอดีต สว. การที่มาพูด แล้วการที่เขาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติเอง ทำไมถึงไม่ดูรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนที่จะมาชี้แจงต่อประชาชน 

“อันนี้คือสิ่งที่ผมกังวล ถ้าถามว่ากังวลเรื่องไหน คือผมว่าท่านเคยเป็นอดีตถึงสมาชิกวุฒิสภา ต้องบอกว่าการจะทำอะไร คำพูดของท่าน ผมเชื่อว่ามีน้ำหนัก แล้วผมก็ยังเคารพในตัวท่านอยู่ อยากจะให้ท่านพูดอะไรหรือชี้แจงอะไรต่อสื่อและต่อประชาชนให้ถูกต้องและเป็นธรรมกับสมาชิกวุฒิสภาชุดนี้ด้วย” นายพิสิษฐ์ กล่าว