แวนซ์ปกป้อง MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน ย้ำไม่ให้เงินถ้าไม่ทำตามสัญญา

แวนซ์ปกป้อง MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน ย้ำไม่ให้เงินถ้าไม่ทำตามสัญญา

18 มิ.ย. 2569 23:51 น.

แวนซ์ปกป้อง MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน ย้ำไม่ให้เงินถ้าไม่ทำตามสัญญา

เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกโรงปกป้อง MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน โดยยืนยันว่าเตหะรานจะไม่ได้รับเงินหรือผ่อนคลายคว่ำบาตร หากพวกเขาไม่ปฏิบัติตามสัญญา

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 18 มิ.ย. 2569 เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวว่า บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านมีผลบังคับใช้แล้วในขณะนี้ ซึ่งจะส่งผลให้เริ่มเข้าสู่ช่วงเวลา 60 วันสำหรับการเจรจาในขั้นต่อไป

เดิมที รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีกำหนดการที่จะต้องเดินทางไปยังประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในวันศุกร์นี้ เพื่อเข้าร่วมพิธีลงนามอย่างเป็นทางการและหารือเกี่ยวกับขั้นตอนต่อไปของข้อตกลง อย่างไรก็ตาม เขาส่งสัญญาณว่าแผนการดังกล่าวอาจไม่แน่นอนอีกต่อไป

“แผนของเราคือการเดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ แต่ผมยังไม่ทราบเวลาที่แน่ชัด” นายแวนซ์กล่าว

ตลอดการแถลงข่าว แวนซ์เน้นย้ำหลายครั้งว่า อิหร่านจะไม่ได้รับเงินหรือการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรใด ๆ ทั้งสิ้น เว้นแต่จะปฏิบัติตามข้อผูกพันต่าง ๆ ที่ระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจ

แวนซ์กล่าวว่า สหรัฐฯ จะใช้แนวทางแบบ “องค์รวม” เพื่อพิจารณาว่าอิหร่านปฏิบัติตามข้อตกลงหรือไม่ ซึ่งรวมถึงการจับตาอย่างใกล้ชิดว่ารัฐบาลอิหร่านยังคงสนับสนุนเงินทุนในการโจมตีต่าง ๆ หรือพยายามจัดหาวัสดุนิวเคลียร์อยู่หรือไม่

นอกจากนั้น รองประธานาธิบดียังระบุว่าตนเองไม่ทราบมูลค่าที่แน่ชัดของทรัพย์สินอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ แต่กล่าวว่ามันมีมูลค่า “มหาศาล” อาจมากกว่า 2 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

แวนซ์กล่าวเสริมว่า สหรัฐฯ คาดหวังว่าท้ายที่สุดแล้วอิหร่านจะยอมอนุญาตให้ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์เดินทางเข้าประเทศ พร้อมทั้งยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐฯ สามารถกลับไปดำเนินปฏิบัติการทางทหารได้ทุกเมื่อหากจำเป็น

ขณะเดียวกัน แวนซ์ยังได้วิพากษ์วิจารณ์สมาชิกบางคนในรัฐบาลอิสราเอลที่ออกมาโจมตี โดนัลด์ ทรัมป์ เกี่ยวกับข้อตกลงในครั้งนี้ โดยย้ำว่า นายทรัมป์คือ “ประมุขแห่งรัฐเพียงคนเดียวในโลก ณ เวลานี้ ที่เห็นอกเห็นใจอิสราเอล และเขาก็บังเอิญเป็นผู้นำของประเทศที่เป็นมหาอำนาจของโลกด้วย”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลโจมตีเลบานอนดับอีก 3 ศพ ลั่นไม่ถอนทหาร

อิสราเอลโจมตีเลบานอนดับอีก 3 ศพ ลั่นไม่ถอนทหาร

18 มิ.ย. 2569 22:58 น.

อิสราเอลโจมตีเลบานอนดับอีก 3 ศพ ลั่นไม่ถอนทหาร

อิสราเอลยังคงโจมตีเข้าใส่เลบานอนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าสหรัฐฯ กับอิหร่านจะลงนาม MOU ยุติสงครามระหว่างกันแล้ว โดยผู้นำอิสราเอลยืนยันว่าจะไม่ถอนทหารออกจากภาคใต้ของเลบานอน

สำนักข่าวแห่งชาติเลบานอน (NNA) รายงานในวันพฤหัสบดีที่ 18 มิ.ย. 2569 ว่า อิสราเอลโจมตีเข้าใส่พื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศอีกครั้ง ซึ่งเบื้องต้นทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ เพียงวันเดียวหลังจากสหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติสงครามระหว่างกัน

รายงานจาก NNA ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 2 รายหลังจากรถยนต์คันหนึ่งในเมือง คฟาร์ เทบนิต (Kfar Tebnit) ทางตอนใต้ของประเทศ ตกเป็นเป้าหมายของโดรนอิสราเอล และในอีกเหตุการณ์หนึ่ง ชายคนหนึ่งเสียชีวิตจากการโจมตีด้วยโดรนในเมือง เซบดิน (Zebdin) ซึ่งอยู่ทางตอนใต้เช่นกัน

ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน กับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เพิ่งลงนาม MOU ร่วมกันเมื่อวันพุธ (17 มิ.ย.) ซึ่งข้อกำหนดสำคัญในเอกสารความยาว 800 คำนี้ รวมถึงการยุติการสู้รบในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

นอกจากนั้น เอกสารที่มีข้อกำหนด 14 ข้อนี้ ยังมีสัญญาว่าจะจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูประเทศมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐให้แก่อิหร่าน, ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรเพื่อให้อิหร่านสามารถขายน้ำมันสู่ตลาดโลกได้ และปลดอายัดทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกสหรัฐฯ ยึดเอาไว้

ด้านอิสราเอลออกมาประกาศกร้าวอีกครั้งว่า พวกเขาจะไม่ถอนกำลังออกจากเลบานอน ในขณะที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการเจรจารอบใหม่ที่จะจัดขึ้น ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในสัปดาห์หน้า

“เราจะฟื้นคืนความมั่นคงให้แก่พื้นที่ทางตอนเหนือ (ของอิสราเอล)” นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นการแถลงต่อสาธารณะครั้งแรกนับตั้งแต่มีการเผยแพร่เนื้อหาในข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน “เพื่อการนั้นจำเป็นต้องมีการรักษาเขตความมั่นคงในภาคใต้ของเลบานอนเอาไว้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สื่ออิหร่านแห่ประกาศชัยชนะ หลังลงนามข้อตกลงกับสหรัฐฯ

สื่ออิหร่านแห่ประกาศชัยชนะ หลังลงนามข้อตกลงกับสหรัฐฯ

18 มิ.ย. 2569 22:01 น.

สื่ออิหร่านแห่ประกาศชัยชนะ หลังลงนามข้อตกลงกับสหรัฐฯ

สื่อหลายสำนักในอิหร่านต่างพาดหัวข่าวประกาศชัยชนะ หลังจากรัฐบาลของพวกเขาลงนามบันทึกความเข้าใจกับฝ่ายสหรัฐฯ ซึ่งดูเหมือนฝ่ายอิหร่านจะได้ประโยชน์หลายอย่าง

ในวันพฤหัสบดีที่ 18 มิ.ย.2569 หนังสือพิมพ์หลายสำนักในอิหร่านต่างพาดหัวไปในทางเดียวกันคือการ “ประกาศชัยชนะ” หลังจากสหรัฐฯ กับอิหร่านลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อยุติสงครามที่ดำเนินมาตั้งแต่สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ โดยบางฉบับระบุว่าแผนการทางทหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ นั้นล้มเหลวไม่เป็นท่า

“จาวาน” (Javan) หนังสือพิมพ์รายวันชื่อดังของอิหร่านที่มีความใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ระบุว่าสหรัฐฯ เผชิญ “ความพ่ายแพ้อย่างสมศักดิ์ศรี” โดยระบุว่า แม้อิสราเอลและสหรัฐฯ จะเข้าร่วมความขัดแย้งนี้ด้วยเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่อิหร่านกลับก้าวออกมาได้อย่างแข็งแกร่งเกินกว่าที่คู่ต่อสู้คาดคิดไว้

ขณะที่หน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ “ฮัมชาห์รี” (Hamshahri) หนังสือพิมพ์ที่มีความเชื่อมโยงกับรัฐบาลอิหร่าน ตีพิมพ์ภาพของทรัมป์กำลังกัดกระดาษที่ยับยู่ยี่ พร้อมพาดหัวข่าวว่า “Gone with the Wind” ซึ่งเป็นสำนวนเปอร์เซียที่ใช้กันทั่วไป หมายถึงสิ่งของที่สูญสลายหรือสูญเปล่าไป

ด้าน “คายฮัน” (Kayhan) หนังสือพิมพ์ของฝ่ายอนุรักษ์นิยมในอิหร่านที่มีอิทธิพลสูง เลือกใช้พาดหัวข่าวว่า “ช่องแคบฮอร์มุซคืออาวุธป้องปรามของเรา อำนาจของเราไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาเจรจาต่อรองได้”

ขณะที่หนังสือพิมพ์อีกฉบับอย่าง “ซาซานเดกี” (Sazandegi) รายงานมุ่งเน้นไปที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นหลังข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยพิมพ์ตัวเลข “300” ขนาดใหญ่ ซึ่งอ้างอิงถึงกองทุนฟื้นฟูประเทศมูลค่า 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐที่อาจเกิดขึ้นตามที่ระบุไว้ในข้อตกลง

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เปิดโครงการต้นแบบ SEA ยกระดับ’จะนะ’ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

เปิดโครงการต้นแบบ SEA ยกระดับ'จะนะ'ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

เปิดโครงการต้นแบบ SEA ยกระดับ’จะนะ’ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 19.19 น.

เปิดรายละเอียดการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี ยกระดับ “จะนะ” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

19   มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยที่ประชุมมีมติสำคัญรับทราบและเห็นชอบผลการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์         (Strategic Environmental Assessment: SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี

การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นวาระแห่งชาติที่มุ่งพลิกโฉมเศรษฐกิจภาคใต้ตอนล่าง ให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจสำคัญของภูมิภาคและของประเทศในอนาคต

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ ดังนี้

1. รับทราบการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environment Assessment : SEA) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี (แผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ) ตามที่ได้รับมอบหมาย จากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564 รวมระยะเวลาดำเนินงาน 2 ปี 8 เดือน (ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2565 –   28 สิงหาคม 2568)

ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติเกี่ยวกับโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ดังนี้

 คณะรัฐมนตรีมีมติ (4 ตุลาคม 2559 และ 7 พฤษภาคม 2562) อนุมัติในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เพื่อพัฒนาพื้นที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เป็นพื้นที่เศรษฐกิจเฉพาะ ด้วยการกระตุ้นให้เกิดการลงทุนจากภาคเอกชน โดยนำร่องในพื้นที่ (1) อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี เป็นเมืองต้นแบบ อุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร (2) อำเภอ สุไหงโก – ลก จังหวัดนราธิวาส เป็นศูนย์กลางการค้าชายแดนระหว่างประเทศ (3) อำเภอเบตง จังหวัดยะลา เป็นเมืองต้นแบบการพัฒนาที่พึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน ซึ่งต่อมาได้ขยายผลไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นเมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคตเพื่อยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร ซึ่งต่อมาชาวบ้านเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นเรียกร้องให้หยุดโครงการ นิคมอุตสาหกรรมจะนะ และให้จัดทำ SEA เพื่อเสนอให้ครม.รับทราบเป็นมติครม. หากไม่มีผู้ใดในครม.คัดค้าน ก่อนเดินหน้าโครงการดังกล่าว โดยมีข้อเสนอให้สร้างการพัฒนาอำเภอจะนะที่ยั่งยืนด้วยกระบวนการจัดทำ SEA เพื่อแสวงหารูปแบบการพัฒนาเศรษฐกิจที่หลากหลาย เป็นธรรม กระจายรายได้ และสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อม

ต่อมา สศช. ได้ว่าจ้างมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ดำเนินโครงการการจัดทำ SEA สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ วงเงิน 27.95 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 29 ธันวาคม 2565 – 28 สิงหาคม 2568 โดยมีกิจกรรมที่ดำเนินการ เช่น การตรวจสอบพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการพัฒนาการจัดทำแผนการติดตามและประเมินผลของการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ การจัดเวทีเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมสำหรับขั้นตอนการพัฒนาและการประเมินทางเลือก

การจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ด้วยกระบวนการ SEA มุ่งสร้างความสมดุลระหว่างมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ การยอมรับร่วมกัน และนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานจะใช้รูปแบบการวางแผนแบบบูรณาการ

2. มอบหมายจังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และส่วนราชการที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดสงขลาและจังหวัดปัตตานีต่อไป

ยกระดับ “จะนะ” ฟันเฟืองหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจชาติ

หัวใจสำคัญของแผนพัฒนาครั้งนี้ คือการผลักดันอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้เป็น “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” (เมืองต้นแบบที่ 4) โดยโครงการดังกล่าวได้รับการออกแบบให้เป็นโมเดลการพัฒนาเชิงพื้นที่แบบครบวงจร มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความกินดีอยู่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน

การดำเนินโครงการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะยาว

SEA: รากฐานของความสำเร็จและการยอมรับ

มติ ครม. ที่เห็นชอบให้เดินหน้าผ่านกระบวนการ SEA ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการพัฒนาที่ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 10 กลุ่ม รวมกว่า 5,000 คน

กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นใจว่าการพัฒนาจะเกิดความสมดุลในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างความเชื่อมั่น ความโปร่งใส และความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่

เดินหน้าแผนแม่บทฯ สู่ความสำเร็จร่วมกัน

จากความคืบหน้าดังกล่าว ครม. ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำแผนแม่บทฯ ไปใช้เป็นกรอบในการจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่โดยมีเป้าหมายสำคัญ ดังนี้

• ยกระดับคุณภาพชีวิตและคุณภาพการศึกษาของเยาวชนและประชาชนในพื้นที่

• สร้างรายได้และโอกาสทางอุตสาหกรรม เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งในระดับ GDP และเศรษฐกิจฐานราก

• พัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางการค้า การคมนาคมขนส่ง และอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรมูลค่าสูงของภาคใต้

โครงการพัฒนาเชิงพื้นที่สงขลา–ปัตตานี จะเป็นกุญแจสำคัญในการนำพาพื้นที่ไปสู่ความสันติสุข ความมั่งคั่ง และการพัฒนาที่ยั่งยืน พร้อมสร้างโอกาสและอนาคตที่ดีให้แก่ลูกหลานชาวใต้และประชาชนชาวไทยทุกคน

สรรเพชญตรวจสอบตึกรพ.สงขลา

สรรเพชญตรวจสอบตึกรพ.สงขลา

สรรเพชญตรวจสอบตึกรพ.สงขลา

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.58 น.

“สรรเพชญ” ติดตามตึก 9 ชั้น รพ.สงขลา ย้ำไม่ทุบทิ้ง เร่งเดินหน้าโครงการเพื่อประชาชน เร่งรื้อถอนเครนภายใน 3 วันหวั่นกระทบความปลอดภัย

วันนี้ (19 มิ.ย.) ที่โรงพยาบาลสงขลา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เขต 1 ลงพื้นที่ติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ 9 ชั้น ของโรงพยาบาลสงขลา หลังประสบปัญหาผู้รับเหมารายเดิมทิ้งงาน ส่งผลให้โครงการล่าช้ากว่ากำหนด โดยมีนายจิรวัฒน์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายแพทย์ปพน ดีไชยเศรษฐ์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสงขลา พร้อมนพ.รัตนพล ล้อประเสริฐกุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสงขลา ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมติดตามและรายงานความคืบหน้าโครงการอย่างใกล้ชิด

นายสรรเพชญ เปิดเผยว่า  ตนในฐานะตัวแทนของคณะรัฐมนตรี และได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีความห่วงใยในโครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ 9 ชั้นแห่งนี้ ถือเป็นโครงการสำคัญด้านสาธารณสุขของจังหวัดสงขลา ที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพการให้บริการรักษาพยาบาลแก่ประชาชนในพื้นที่และจังหวัดใกล้เคียง จึงได้ประสานงานร่วมกับจังหวัดสงขลาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ให้โครงการสามารถเดินหน้าต่อได้โดยเร็วที่สุด

สำหรับโครงการดังกล่าวมีวงเงินก่อสร้างรวม 426 ล้านบาท ปัจจุบันมีการเบิกจ่ายงบประมาณไปแล้วกว่า 200 ล้านบาท โดยสาเหตุที่ต้องบอกเลิกสัญญากับผู้รับเหมารายเดิม เนื่องจากมีความล่าช้าในการส่งมอบงานอย่างต่อเนื่อง จนมีค่าปรับสะสมเกินร้อยละ 10 ของวงเงินสัญญา และระยะเวลาก่อสร้างเกินกว่าที่กำหนดไว้ ส่งผลให้โรงพยาบาลสงขลาสามารถดำเนินการยกเลิกสัญญาตามกฎหมายได้

ขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการปรับราคากลางใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนวัสดุก่อสร้างและราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ก่อนเสนอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณา และดำเนินการจัดทำ TOR เพื่อเปิดประมูลหาผู้รับเหมารายใหม่ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 และใช้ระยะเวลาก่อสร้างต่ออีกประมาณ 2-3 ปี จึงจะสามารถเปิดใช้งานได้อย่างสมบูรณ์

ด้านความปลอดภัยของโครงสร้างอาคาร วิศวกรของโรงพยาบาลสงขลายืนยันว่า ตัวอาคารที่ก่อสร้างแล้วเสร็จบางส่วนยังมีความมั่นคงแข็งแรงและได้มาตรฐาน สามารถดำเนินงานต่อได้ โดยเฉพาะประเด็นที่ประชาชนกังวลเกี่ยวกับเครนและนั่งร้านที่ยังคงอยู่ในพื้นที่นั้น ได้ข้อสรุปให้ผู้รับเหมารายเดิมเข้ารื้อถอนออกโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม หากผู้รับเหมารายเดิมไม่ดำเนินการ จังหวัดสงขลาได้อนุมัติงบประมาณสำรองจ่ายจำนวน 300,000 บาท เพื่อให้โรงพยาบาลดำเนินการรื้อถอนเองทันที เพื่อความปลอดภัยของประชาชน พร้อมดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายและค่าปรับจากผู้รับเหมารายเดิมตามกฎหมายต่อไป

นายสรรเพชญ ยังยืนยันว่า “ขอยืนยันตรงนี้ว่ากระแสข่าวเรื่องการทุบตึกทิ้งไม่เป็นความจริง ตึกนี้ไม่มีการทุบทิ้งแน่นอน” พร้อมระบุว่า เป้าหมายสำคัญคือการเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อให้อาคารสามารถเปิดให้บริการประชาชนได้โดยเร็วที่สุด ส่วนแนวทางการใช้ประโยชน์ในอนาคต จะมีการพิจารณาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ป่วยและทิศทางการพัฒนาระบบสาธารณสุข อาจมีการปรับพื้นที่บางส่วนเป็นศูนย์รักษาเฉพาะทาง หรือคลินิกพรีเมียม เพื่อรองรับการให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ โครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ 9 ชั้น โรงพยาบาลสงขลา เริ่มสัญญาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2565 และกำหนดแล้วเสร็จวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 โดยจากการตรวจสอบพบความล่าช้าของการส่งมอบงานในหลายงวด จนนำไปสู่การบอกเลิกสัญญาและเตรียมดำเนินการจัดจ้างผู้รับเหมารายใหม่ เพื่อให้โครงการสำคัญของจังหวัดสงขลาแห่งนี้สามารถเดินหน้าต่อและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนต่อไป

015

กองทัพบกย้ำไม่ประมาท สั่งคุมเข้มพื้นที่ปราสาทคนา หลังกัมพูชาเคยรุกล้ำ

กองทัพบกย้ำไม่ประมาท สั่งคุมเข้มพื้นที่ปราสาทคนา หลังกัมพูชาเคยรุกล้ำ

กองทัพบกย้ำไม่ประมาท สั่งคุมเข้มพื้นที่ปราสาทคนา หลังกัมพูชาเคยรุกล้ำ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

โฆษกกองทัพบก ขอประชาชนเชื่อมั่นทหารดูแลพื้นที่ปราสาทคนาเข้มข้น ขณะ ผบ.ทบ. ย้ำต้องไม่ประมาทในทุกสถานการณ์ เพื่อไม่ให้กัมพูชารุกล้ำอีก

19 มิถุนายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงการลงพื้นที่ปราสาทคนา ว่า เป็นการให้กำลังใจทหารในพื้นที่ และเพื่อเป็นการย้ำว่าทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกนาย ปฏิบัติภารกิจอย่างเต็มความสามารถในการเฝ้าปกป้องอธิปไตย ไม่ให้มีการรุกล้ำเข้ามาได้

ส่วนปราสาทคนาเป็นพื้นที่เพ่งเล็งของกัมพูชาหรือไม่ โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ก็ต้องถือว่าเป็นที่สำคัญ เนื่องจากเป็นพื้นที่สูง และกัมพูชาเคยรุกล้ำขึ้นมา พร้อมตั้งฐานทหารบริเวณนี้มาซักระยะหนึ่ง ซึ่งในทางทหารพื้นที่สูงถือว่ามีความได้เปรียบ แต่ปัจจุบันพื้นที่ลักษณะนี้ร้อยละ 90 อยู่ในการควบคุมของฝ่ายไทยทั้งหมด ถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนสบายใจ

ส่วนที่กัมพูชาสร้างบันไดขึ้นมาบนปราสาทคนาก่อนหน้านี้ ทางทหารไทยก็ได้ทำลายไปแล้ว และที่ผ่านมาปริมาณงานในพื้นที่ชายแดนมีมาก เจ้าหน้าที่จึงไม่สามารถดูแลชายแดนได้ตลอดเวลาและทั่วถึง ดังนั้นหลังจากนี้ต้องเพิ่มความเข้มข้น เพื่อไม่ให้มีการรุกล้ำเข้ามาอีก

ทั้งนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ย้ำว่า ต้องไม่ประมาทต่อสถานการณ์ ดังนั้นการทำงานทุกอย่างอย่างเข้มข้นเหมือนเดิม โดยย้ำความสำคัญกับภารกิจ 3 ด้าน คือ 1.เฝ้าตรวจ เฝ้าระวัง และเตรียมพร้อมตลอดเวลา 2.การปรัยผรุงที่มั่นต่างๆ เพื่อรองรับสถานการณ์ให้เกิดความปลอดภัย รวมถึงการพัฒนาเส้นทางต่างๆที่ต้องใช้ลาดตระเวนและใช้เพื่อการส่งกำลัง 3.การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และสุดท้ายทุกภารกิจต้องตั้งอยู่บนความปลอดภัยสูงสุด

ส่วนนโยบายของรัฐบาลต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ มีผลต่อการทำหน้าที่ของทหารอย่างไร โฆษกกองทัพบก กล่าวว่า ทหารยังทำงานเหมือนเดิม ซึ่งมีบทบาท 2 ส่วนคือ หน่วยปฏิบัติ และเรื่องของการทูต ซึ่งเป็นแนวทางที่เป็นสากล โดยหากเป็นช่วงเกิดสถานการณ์ก็จะใช้การปฏิบัติทางทหารเป็นหลัก ต่อมาเมื่อเข้าสู่โหมดการทูต ทหารก็ต้องอยู่ในกรอบกติกา ให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

มทภ.2 วางคิวเยี่ยมกลุ่มปราสาทชายแดน เผยทำลายบันไดขึ้นปราสาทคนาสิ้นสภาพ

มทภ.2 วางคิวเยี่ยมกลุ่มปราสาทชายแดน เผยทำลายบันไดขึ้นปราสาทคนาสิ้นสภาพ

มทภ.2 วางคิวเยี่ยมกลุ่มปราสาทชายแดน เผยทำลายบันไดขึ้นปราสาทคนาสิ้นสภาพ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

มทภ.2 วางคิวเยี่ยมกลุ่มปราสาทชายแดน เผย ทำลายบันไดขึ้นปราสาทคนาสิ้นสภาพ ย้ำ บางอย่างต้อง ลับลวงพราง พร้อมเกาะติดรถถังล็อตใหม่กัมพูชา ชี้ทุกพื้นที่ล่อแหลม ต้องเตรียมพร้อมทุกมิติ ใครไวกว่า อาวุธมากกว่า โอกาสรบชนะสูง

19 มิถุนายน 2569 ที่ปราสาทคนา อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พล.ท.วีระยุทธ์ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ให้สัมภาษณ์ว่ากองทัพภาคที่ 2 โดยกองกำลังสุรนารี มีพื้นที่ในความรับผิดชอบกว่า 400 กิโลเมตร ตั้งแต่ช่องบก จ.อุบลราชธานีไปจนถึง หลักเขต28 อ.ละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์

สําหรับปราสาทคนาเป็นโบราณสถานที่อยู่ในพื้นที่ชายแดน ไล่เรียงมาจาก ประสาทตาเมือน ประสาทตาควาย อําเภอพนม ดงรัก จังหวัดสุรินทร์ รวมไปถึงพื้นที่ภูโคกใหญ่ ช่องบก จ. อุบลราชธานี

สำหรับ ปราสาทคนาเป็นที่หมายแรก ในการยึดพื้นที่เข้าปฏิบัติการทางทหารควบคุมพื้นที่ตามยุทธการศตวรรษ และมีกําลังพลสละชีวิต1นาย และตนได้เดินทางไปเยี่ยมครอบครัววานนี้ เพื่อดูแลความเป็นอยู่ ส่วนบันไดที่เป็นทางเชื่อมมาบนปราสาทคนาของฝ่ายกัมพูชานั้น ที่ผ่านมาทางไทยได้ทำลายไปแล้ว บางอย่างเราไม่ได้บอกไปทั้งหมด เพราะต้องลับลวงพราง พูดไปหมดไม่ได้มันเป็นการปฏิบัติการทางยุทธวิธี แต่เราต้องมีวิธีการตอบโต้ต่อต้าน

นอกจากนี้ตนเตรียมตรวจเยี่ยมปราสาทภูโคกใหญ่ช่องบก ซึ่งมีลักษณะคล้ายปราสาทคนา และถือเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่เราสามารถสร้างถนนไปถึงปราสาท และนำกำลังพลขึ้นไปควบคุมพื้นที่ ซึ่งการสร้างถนนทางกองทัพบกได้มอบงบประมาณมาส่วนหนึ่ง และส่วนที่เหลือเป็นการช่วยเหลือจากประชาชน

พลโทวีรยุทธ ย้ำว่า ปัจจุบันได้ยึดควบคุมพื้นที่เอาไว้ทั้งหมด ตลอดแนว พร้อมทั้งยืนยันว่ากำลังพลทั้งหมดทุกเหล่าทัพ ประชาชนต่างเข้ามามีส่วนร่วมปกป้องพื้นที่ ถือเป็นความภาคภูมิใจในความเป็นไทยของเรา ในขณะที่สื่อมวลชนก็เป็นกระบอกเสียง ได้เห็นถึงความสามัคคีของทุกภาคส่วน รวมถึงการสร้างถนนหนทาง นอกจากเป็นการดําเนินการของเหล่าทัพแล้ว ประชาชนก็ยังได้เข้ามามีส่วนร่วม เพื่ออํานวยความสะดวกในการปฏิบัติภารกิจทางทหาร นอกจากนี้เรื่องปฏิบัติการสงครามข่าวสาร ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ที่เราต้องปฏิบัติร่วมกัน เพื่อตอบโต้ต่อต้านข่าวบิดเบือน เกิดจากการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม 

พล.ท.วีระยุทธ์ ยังระบุต่อว่า ตามภาพข่าว เราอาจจะได้เห็นภาพทหารกัมพูชามีการเคลื่อนย้ายรถถัง หรือยุทธโธปกรณ์ต่างๆ แต่นัยสำคัญในพื้นที่เราได้เฝ้าติดตามสถานการณ์ ซึ่งอาวุธยุทธโธปกรณ์ทุกชนิดต้องได้รับการฝึก และต้องใช้เวลาทั้งเรื่องการเตรียมความพร้อมของกำลังพล ซึ่งต้องมีองค์ประกอบครบถ้วน ถึงจะสามารถเคลื่อนย้ายมาได้ เช่น มีถนนลำเลียงและน้ำมันมีเติมหรือไม่

ทั้งนี้ย้ำว่าเราติดตามสถานการณ์อยู่ตลอดเวลา หากเกิดการปะทะรอบ3 ทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาค2 และพื้นที่จันทบุรี-ตราดของกองทัพเรือ ล้วนมีความสำคัญ เพราะเป็นพื้นที่ล่อแหลมทั้งหมด เราต้องรวบรวมข่าวสารเพื่อประเมินสถานการณ์ ในการเตรียมความพร้อม ทั้งด้านกำลังพล ทรัพยากร การฝึก ใครพร้อมกว่า ไวกว่า มีอาวุธมากกว่า ไปถึงที่หมายได้ไวกว่าก็มีโอกาสตอบโต้เอาชนะได้ 

พล.ท.วีระยุทธ์ ยังกล่าวถึงความคืบหน้าการสร้างอ่างเก็บน้ำที่ห้วยตามาเรีย จ.ศรีสะเกษ อยู่ในขั้นตอนของการวางแผนกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการทำงบประมาณเสนอโครงการที่จะต้องเตรียมการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล

อย่างไรก็ตามได้มีการกำชับกำลังพลให้อยู่ใน ระเบียบวินัย ระมัดระวังเรื่องการตอบโต้หากมีการยั่วยุ ต้องมีการสั่งการ และควบคุมแต่ไม่ใช่ห้าม ต้องมีมาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม ผู้บังคับหน่วยทุกระดับมีอำนาจในการตัดสินใจ แต่ต้องมีการควบคุม เนื่องจากการยั่วยุบางอย่างอาจจะไม่ใช่ที่จะต้องยิงหรือปะทะหรือปะทะเลย อาจจะเป็นการไร้ระเบียบวินัยของฝ่ายตรงข้าม

ดังนั้นเราต้องมีวินัยมากกว่าเพราะหากเราปฏิบัติแล้วจะต้องมีผลสำเร็จ และต้องเหนือกว่าคู่ต่อสู้ หากดำเนินการแล้วไม่มีการควบคุม จะทำให้เกิดความเสียหาย

เปิดภาพ ปราสาทคนา ล่าสุด พบร่องรอยกระสุนจากการสู้รบ รอวันบูรณะ

เปิดภาพ ปราสาทคนา ล่าสุด พบร่องรอยกระสุนจากการสู้รบ รอวันบูรณะ

เปิดภาพ ปราสาทคนา ล่าสุด พบร่องรอยกระสุนจากการสู้รบ รอวันบูรณะ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.56 น.

เปิดภาพ “ปราสาทคนา” ล่าสุด พบร่องรอยกระสุนจากการสู้รบ รอวันบูรณะ หลัง “กรมศิลป์ฯ” เก็บหลักฐานไปพิสูจน์ ผงะ ! เจอที่ซ่องสุมเสบียง “ทหารกัมพูชา” สลักภาษา “กัมปูเจีย ทะเมย” ใช้ไลฟ์สด ขณะบันไดไม้ ถูกทำลายช่วงสู้รบไม่เหลือซาก 

19 มิถุนายน 2569 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก พร้อมด้วยพลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 พาสื่อมวลชนลงพื้นที่ ปราสาทคนา ตั้งอยู่บริเวณสันปันน้ำบนเทือกเขาพนมดงรัก ต.แนงมุด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ เพื่อดูผลการปฎิบัติการทางทหารในช่วงการสู้รบรอบที่ 2 ช่วงปลายปีที่ผ่านมา 

โดยจุดแรกเจ้าหน้าที่ได้นำมาดู  จุดจัดเก็บเสบียงของทหารกัมพูชาช่วงการสู้รบ ซึ่งพบว่า มีพวกอาหารกระป๋องเป็นจำนวนมาก เช่น ข้าวกระป๋อง และปลากระป๋อง บ่งบอกให้เห็นว่า ทหารกัมพูชาสามารถอาศัยอยู่ได้ในช่วงการสู้รบ

นอกจากนี้ยังมีการเขียนตัวอักษรภาษากัมพูชา บนแผ่นหินว่า “กัมปูเจีย ทะเมย” แปลว่า กัมพูชาใหม่ และเป็นชื่อเพจเฟซบุ๊กของทหารกัมพูชา ที่มักชอบโพสต์คอนเทนต์ลงในเพจดังกล่าว และมีการใช้เป็นพื้นที่ไลฟ์สด ซึ่งถูกเขียนไว้ช่วงที่ทางกัมพูชาได้คุมพื้นที่อยู่ และยังพบโครงสร้างที่เป็นโรงครัวอาหา  เพื่อรองรับผู้บังคับบัญชา 

จากนั้นแม่ทัพภาคที่ 2 และโฆษกกองทัพบก ได้ร่วมวางดอกไม้เพื่อไว้อะไรแก่ ร้อยตรี เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย บริเวณอนุสาวรีย์ ซึ่งเป็นทหารกล้าที่เสียชีวิตในสมรภูมิการสู้รบ ขณะทำหน้าที่ระวังป้องกันให้กับชุดปฏิบัติการทหารช่างสนามที่ทำการเจาะเส้นทางเข้าสู่ที่หมาย เพื่อเปิดเส้นทางให้กับหน่วยดำเนินกลยุทธ์ แม้จะถูกระดมยิงด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 และอาวุธยิงสนับสนุนจำนวนมาก แต่ด้วยความมุ่งมั่น ร้อยตรี เทิดศักดิ์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ด้วยความกล้าหาญ จนทหารไทยสามารถเข้าตียึดควบคุมที่หมายปราสาทคนาได้สำเร็จ

จากนั้นได้พาไปดู “ธงประกาศชัยชนะ” ซึ่งเป็นธงเสาไม้ รูปแบบใช้ไม้ค้ำ 3 ท่อน โดยเป็นธงที่ทหารไทยปักไว้เมื่อวันที่สามารถยึดพื้นที่ได้ ซึ่งอยู่ใกล้กับ ศิวลิงค์ และ โญนี เทวสถานในพื้นที่ 

ส่วนบันไดไม้ 1,181 ขั้น ที่ถูกพูดถึงหลายครั้ง ซึ่งเป็นบันไดที่กัมพูชาใช้เป็นทางหลัก ในการเดินขึ้นมาทางปราสาทคนา และเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ปัจจุบันกองทัพภาคที่ 2 ได้เผาทำลายบันไดดังกล่าวในช่วงของการสู้รบรอบที่ 2 จากระยะทางทั้งหมดประมาณ 450 เมตร ทำลายไป 250 เมตร เหลือเพียง 200 เมตรเท่านั้น และปัจจุบันทหาร มีการวางแนวรั้วลวดหนาม 2 ชั้น 

ทั้งนี้ภายหลังจากยึดพื้นที่คืนมาได้ทหารไทยยังคงสภาพเดิมเอาไว้ เพื่อเก็บเอาไว้เป็นอนุสรณ์สถาน เพื่อให้เห็นถึงความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่ของทหารไทย

สำหรับปราสาทคนาคำว่า “คนา” หมายถึงมากมายมหาศาล โดยเจ้าของปราสาทแห่งนี้คือ “แม่ทัพหญิง” เป็นผู้ที่มีความเด็ดขาด โดยมีสัญลักษณ์เป็น “ศิวลึงค์” และ “โญนี” ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “โญนี” เนื่องจากเป็นปราสาทของแม่ทัพหญิง โดยตัวประสาทส่วนใหญ่สร้างด้วยดินเผา โดยตัวประสาทประกอบด้วย 3 จุดหลัก คือ มีรั้วกำแพงแก้วศิลาแรง ยาว 39.5 เมตร ล้อมรอบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งในห้วงของการปะทะประสาทแห่งนี้มีร่องรอยที่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบ เช่น พบรอยกระสุนตามต้นไม้ 

โดยสันนิษฐานได้ว่า เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู สร้างขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 15 หรือประมาณ 1,100  ปีมาแล้ว ก่อสร้างด้วยอิฐจำนวน 3 หลัง หรือมากกว่านั้น หันหน้า หรือมีทางเข้าด้านทิศตะวันออก มีกำแพงก่อด้วยศิลาแลงล้อมรอบ กำแพงขาดหายเป็นช่วง สามารถวัดขนาดได้ว่า มีความยาวด้านละ 39.50 เมตร ซึ่งตัวปราสาทมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ชิ้นส่วนประกอบอาคารหลุดร่วงแตกหัก เช่น เสาประดับกรอบประตูแปดเหลี่ยม ทับหลังสลักภาพช้างเอราวัณ 3 เศียร ทับหลังสลักภาพบุคคลนั่งชันเข่า ศิวลึงค์ที่มีลักษณะติดกับฐานปรากฏส่วนวิษณุภาคที่มีแปดเหลี่ยม และส่วนรุทรภาคที่แตกหัก จำนวน 3 ชิ้น พบบริเวณกลุ่มปราสาทประธาน และห่างออกไปทางทิศตะวันตก ใกล้กับตัวปราสาทมีหนองน้ำชื่อหนองคะนา และหนองน้ำขนาดเล็กอีกแห่งหนึ่ง

ทั้งนี้กรมศิลปกร โดยสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา เคยได้มาดำเนินการสำรวจ ประมาณเดือนกันยายน ปี พ.ศ.2544 ซึ่งปัจจุบันกรมศิลปฯ ได้เข้ามาเก็บหลักฐาน ประกอบไปด้วยรูปพญาครุฑ หลักศิลาสถาน จำนวน 28 ชิ้น เพื่อนำไปศึกษาเตรียมบูรณะปฎิสังขร เนื่องจากว่า ที่ผ่านมา เราไม่มีหลักฐานว่า ปราสาทแห่งนี้ มีลักษณะศิลปกรรมเดิมในลักษณะแบบใด และตัวปราสาทตั้งอยู่แบบไหน ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษา

ปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้อยู่ในความควบคุมของ หน่วยเฉพาะกิจทหารพราน กรมทหารบกที่ 26 กองกองทัพภาคที่ 2

ส่วนในวันพรุ่งนี้ (20 มิ.ย.69) จะมีพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่กำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธาน

ไม่ผิดข้อบังคับ! สภาฯ แจงประชุมร่วม กมธ. ตรวจสอบ TH-AI Passport ไร้ปัญหา

ไม่ผิดข้อบังคับ! สภาฯ แจงประชุมร่วม กมธ. ตรวจสอบ TH-AI Passport ไร้ปัญหา

ไม่ผิดข้อบังคับ! สภาฯ แจงประชุมร่วม กมธ. ตรวจสอบ TH-AI Passport ไร้ปัญหา

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.51 น.

“สำนักเลขาฯสภาฯ”แจงประชุมร่วม กมธ.2 คณะตรวจสอบ TH-AI Passport ไม่ผิดข้อบังคับ ชี้”มัลลิกา”แค่รับทราบเท่านั้น ยกเคสเคยเกิดขึ้นสมัยประชุมที่แล้วก็ไร้ปัญหา เตรียมวางแนวทางป้องเกิดปัญหาในอนาคต

19 มิถุนายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฏฐกฤษฏ์ วงศ์เจริญ รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะโฆษกสำนักงานสภาผู้แทนราษฎร แถลงชี้แจงกรณีที่มีการกล่าวหาว่าการประชุมร่วมกันของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษาการจัดทำและติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร ประชุมร่วมกับ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ผิดข้อบังคับและได้รับการอนุญาตจากประธานสภาฯ หรือไม่ ว่า ทางสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอชี้แจงว่า การประชุมดังกล่าวไม่ได้เป็นผลสืบเนื่องมาจากการพิจารณาการกระทำกิจการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริงหรือศึกษาเรื่องใดๆ ของ กมธ.สามัญ ตามข้อบังคับการประชุมตามที่ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาฯ คนที่ 1 ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภาฯ ให้พิจารณาเรื่องดังกล่าว ซึ่งข้อเท็จจริงในกรณีนี้สำนักงานเลขาธิการฯ ได้บันทึกเสนอแต่เพียงว่า กมธ.สามัญทั้ง 35 คณะ ในช่วงวันที่ 15 มิ.ย. – 19 มิ.ย. ทางสำนักงานตรวจสอบแล้วปรากฏว่า เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องที่ต้องให้ น.ส.มัลลิกา ทราบ ซึ่ง น.ส.มัลลิกา ก็รับทราบตามที่สำนักงานเสนอเท่านั้น

นายณัฏฐกฤษฏ์ กล่าวต่อว่า ดังนั้น การประชุมร่วมกันทั้ง 2 คณะดังกล่าว จึงเป็นเรื่องของแต่ละ กมธ.พิจารณา ตามหน้าที่และอำนาจ ตามข้อบังคับการประชุมสภาฯ พ.ศ.2562 ซึ่งไม่ได้เป็นผลมาจากการอนุญาตให้ประชุมร่วมกันของรองประธานสภาฯ คนที่ 1 ทั้งนี้ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ทางสำนักงานจะได้กำหนดแนวทางการประชุมร่วมกันของกมธ.ที่ชัดเจนเพื่อให้การประชุมของ กมธ.ไม่ให้เกิดข้อสงสัย และเป็นไปในแนวทางเดียวกัน และมีประสิทธิภาพตามข้อบังคับการประชุมต่อไป ซึ่งเรื่องนี้จะไม่ได้ออกเป็นระเบียบแต่จะเป็นการหารือเพื่อกำหนดแนวทางออกมาก่อน เพื่อให้เกิดความชัดเจน

เมื่อถามว่า แสดงว่าการประชุมร่วมกันของ กมธ.ฯ 2 คณะ ไม่ผิดข้อบังคับใช่หรือไม่ นายณัฏฐกฤษฏ์ กล่าวว่า ไม่ผิด ถือเป็นการหารือร่วมกัน 2 คณะ และตามข้องบังคับการประชุมสภาฯ​ ที่ผ่านก็เคยมีการประชุมร่วมกันเช่นนี้มาแล้ว เช่น กมธ.การที่ดิน ประชุมร่วมกับ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ ซึ่งเกิดขึ้นสมัยประชุมที่แล้ว ฉะนั้น ตามแนวทางเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้มาชี้แจงและเกิดประโยชน์สูงสุดกับงาน กมธ.ก็สามารถทำได้

ก้าวกระโดดการทูต! รศ.ดร.ดุลยภาค ชี้ อนุทิน ดันไทยสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ

ก้าวกระโดดการทูต! รศ.ดร.ดุลยภาค ชี้ อนุทิน ดันไทยสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ

ก้าวกระโดดการทูต! รศ.ดร.ดุลยภาค ชี้ อนุทิน ดันไทยสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 16.35 น.

นายกสมาคมภูมิภาคศึกษาฯ ชี้ นายกฯ เยือนรัสเซีย ดันบทบาทไทยโดดเด่นบนเวทีอาเซียน-รัสเซีย เน้นการทูตเชิงรุก ขยับสู่ชาติผู้นำในภูมิภาค วางตัวเป็นผู้ประสานทุกขั้วอำนาจ สร้างแต้มบวก การค้า ความมั่นคง

19 มิถุนายน 2569 รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้ความเห็นกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และคณะ เดินทางเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน – รัสเซีย ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย และได้หารือทวิภาคีกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน โดยมองว่าไทยถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญทั้งในระดับอาเซียนและระดับทวิภาคีกับรัสเซีย

รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ไทยได้รับจากการประชุมครั้งนี้ คือการที่แนวคิด “3RS” ซึ่งนายกรัฐมนตรีนำเสนอได้รับการตอบรับในเวทีระหว่างประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของไทยที่มีความชัดเจนมากขึ้นในฐานะประเทศที่สามารถกำหนดวาระความร่วมมือและทำหน้าที่เป็นผู้นำทางความคิดในภูมิภาคได้

นอกจากนี้ แม้การประชุมจะเป็นเวทีอาเซียน-รัสเซีย แต่ภาพที่ปรากฏออกมากลับเป็นการพบปะหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีปูตินอย่างโดดเด่น ซึ่งช่วยยกระดับความสัมพันธ์ไทย-รัสเซีย และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับรัสเซียในระดับหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะความพยายามของไทยในการผลักดันให้รัสเซียเพิ่มการนำเข้าสินค้าจากไทย เพื่อสร้างความสมดุลทางการค้าและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศ

“เดิมทีหลายฝ่ายคาดว่ารัสเซียจะให้ความสำคัญกับเวียดนาม ลาว หรือเมียนมา มากกว่า เนื่องจากเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจกับรัสเซียมาอย่างยาวนาน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้กลับทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ได้รับความสนใจมากขึ้น และมีคุณค่าทางยุทธศาสตร์ในสายตาของมอสโกเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน” รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าว

นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มองว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยโดดเด่นขึ้นมา เป็นผลจากการเตรียมการอย่างรอบคอบของทีมไทยแลนด์ รวมถึงการนำเสนอจุดแข็งของประเทศได้ตรงกับนโยบาย “มุ่งสู่ตะวันออก” (Pivot to Asia) ของรัสเซีย ซึ่งกำลังให้ความสำคัญกับภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น

พร้อมระบุว่า รัสเซียมองประเทศไทยเป็น “Pivot” หรือหมุดยุทธศาสตร์สำคัญของภูมิภาค เนื่องจากไทยตั้งอยู่ในจุดเชื่อมต่อระหว่างเมียนมาและอินโดจีน เป็นศูนย์กลางด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงการค้า การลงทุน และเครือข่ายความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รศ.ดร.ดุลยภาค ยังกล่าวว่า การหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยกับประธานาธิบดีปูตินครั้งนี้ มีความสำคัญในมิติของการเปิดทางสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยเฉพาะแนวคิดการจัดทำความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับกลุ่มเศรษฐกิจยูเรเซีย (Eurasian Economic Union : EAEU)

“ที่ผ่านมาไทยมี FTA กับจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ แต่หากสามารถเชื่อมโยงไปสู่ตลาดยูเรเซียได้ จะเป็นโอกาสใหม่ที่สำคัญมาก เพราะจะเปิดประตูสู่ประเทศต่างๆ ในเอเชียกลาง เช่น คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน และอีกหลายประเทศ ซึ่งมีทั้งทรัพยากร พลังงาน และแร่หายากจำนวนมาก ไทยจะสามารถขยายตลาดและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมได้อย่างมหาศาล”

ในด้านภูมิรัฐศาสตร์ รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่า ความใกล้ชิดระหว่างไทยกับรัสเซียจะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ไทย – สหรัฐอเมริกา เนื่องจากไทยยังคงมีความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ อย่างแน่นแฟ้น โดยเฉพาะในมิติทางทหารและการฝึกร่วมต่างๆ

“การต่างประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่มีตัวเลือกมากขึ้น จากเดิมที่มักถูกมองว่าเป็นการถ่วงดุลระหว่างจีนกับสหรัฐฯ แต่วันนี้รัสเซียเริ่มเข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ ขณะที่ฝรั่งเศสและสหภาพยุโรปก็มีบทบาทมากขึ้นเช่นกัน สิ่งเหล่านี้ทำให้ไทยมีพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ในการสร้างสมดุลกับมหาอำนาจได้มากขึ้น” รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุ

สำหรับการเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างต่อเนื่องของนายกรัฐมนตรี นักวิชาการจาก มธ. มองว่า เป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย “การต่างประเทศเชิงรุก” ที่รัฐบาลได้แถลงต่อรัฐสภา และขณะนี้กำลังถูกนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

“นายกรัฐมนตรีไม่ได้เดินทางไปเพียงในฐานะผู้นำประเทศ แต่ยังทำหน้าที่เป็นทั้งนักการทูตและผู้แทนการค้าของไทย นำทีมเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม พลังงาน และการต่างประเทศ ไปนำเสนอศักยภาพของประเทศ ดึงดูดการลงทุน และเปิดตลาดใหม่ ๆ ให้กับสินค้าไทย ถือเป็นการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ของประเทศ”

รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวทิ้งท้ายว่า บทบาทของนายกรัฐมนตรีบนเวทีอาเซียน – รัสเซีย ครั้งนี้ ถือว่ามีผลงานเชิงรูปธรรม ไม่ได้เพียงเข้าร่วม โดยเฉพาะการผลักดันแนวคิดใหม่ๆ และการสร้างภาพลักษณ์เชิงรุกให้กับประเทศไทยในเวทีโลก อย่างไรก็ตาม ความท้าทายต่อจากนี้คือการผลักดันให้แนวคิดและความร่วมมือที่เกิดขึ้นสามารถพัฒนาเป็นยุทธศาสตร์และผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของประเทศในระยะยาวต่อไป