หนุ่ม กรรชัย แท็กทีม เบลล์ เสิร์ฟกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

หนุ่ม กรรชัย แท็กทีม เบลล์ เสิร์ฟกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

หนุ่ม กรรชัย แท็กทีม เบลล์ เสิร์ฟกิจกรรมสุดเอ็กซ์คลูซีฟ

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

“เบลล์” (Bell) เครื่องดื่มรังนกสำเร็จรูปผสมคอลลาเจน ผลิตจากรังนกแท้จากธรรมชาติ เดินหน้าสร้างสีสันทางการตลาดต่อเนื่องในปี 2569 พร้อมจับมือ “หนุ่ม-กรรชัย กำเนิดพลอย” พรีเซนเตอร์ของแบรนด์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 เพื่อส่งต่อภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือและเข้าถึงผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น

ล่าสุด ร่วมออกบูธในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับนานาชาติ THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 ขนทัพสินค้ามากมาย อัดแน่นด้วยของรางวัลและสิทธิพิเศษ พร้อมลุ้นรับโชคใหญ่ที่เตรียมไว้สำหรับผู้ร่วมกิจกรรมภายในงานโดยเฉพาะ

นอกจากนี้ นายสุรชัย พิมพ์ประไพภรณ์ กรรมการบริหาร ห้างหุ้นส่วนจำกัด เอ็ม แอนด์อาร์ ดิสทริบิวเตอร์ ยังได้เผยว่าเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่เพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง ทั้งขนาดและรสชาติใหม่ ๆ เพื่อตอบโจทย์สายสุขภาพยุคใหม่ที่มองหาเครื่องดื่มดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน พร้อมเดินหน้าตอกย้ำจุดแข็งด้าน “รังนกแท้จากธรรมชาติ” ที่คัดสรรวัตถุดิบคุณภาพและผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน เพื่อส่งมอบทั้งความอร่อยและความมั่นใจให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

เครื่องดื่มรังนกเบลล์ คัดสรรวัตถุดิบรังนกแท้ 100% ที่มีคุณภาพสูงนำมาสกัดและทำความสะอาดด้วยกรรมวิธีที่ถูกสุขอนามัย มีมาตรฐาน รสชาติอร่อย วางจำหน่ายแล้วที่ เซเว่น อีเลฟเว่น, ท็อปส์ เดลี่, จิฟฟี่, ลอว์สัน, ซีเจ, ร้านถูกดี, แม็กซ์มาร์ท เดอะมอลล์ และช่องทางออนไลน์ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ทางเพจ Facebook Bell รังนก https://www.facebook.com/share/18k9amicES/

เก็บตก เดียร์น่า ฟลีโป สวยสะกดปารีส เลอค่าในชุดไทยดุสิตฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต

เก็บตก เดียร์น่า ฟลีโป สวยสะกดปารีส เลอค่าในชุดไทยดุสิตฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต

เก็บตก เดียร์น่า ฟลีโป สวยสะกดปารีส เลอค่าในชุดไทยดุสิตฉลอง 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

กลายเป็นผลงดงามสะกดสายตานานาชาติอย่างแท้จริง เมื่อนักแสดงสาวลูกครึ่งไทย-ฝรั่งเศส “เดียร์น่า ฟลีโป” ได้รับเกียรติครั้งสำคัญจาก SACIT เชิญเข้าร่วมชมงานนิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” ณ กรุงปารีส เพื่อร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 170 ปี แห่งการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐฝรั่งเศส ในงานนี้ “เดียร์น่า” ปรากฏตัวอย่างสง่างามและเลอค่าใน “ชุดไทยดุสิต” หนึ่งในชุดไทยพระราชนิยม ซึ่งถือเป็นลุคที่ผสมผสานระหว่างสองวัฒนธรรมได้อย่างลงตัวและสมบูรณ์แบบที่สุด ไฮไลต์ความวิจิตรของชุดไทยดุสิต ตัวเสื้อ งดงามวิจิตรด้วยเทคนิคการปักลูกปัดคริสตัลแบบไทย ผสมผสานอย่างลงตัวกับ งานปักชั้นสูง Lesage ของฝรั่งเศส ซึ่งต้องใช้เวลาในการรังสรรค์อย่างประณีตยาวนานกว่า 2 เดือน ผ้านุ่ง ใช้ ผ้าไหมยกดอกลำพูน ลายสุริยฉาย ส่งตรงจากจังหวัดลำพูน สะท้อนถึงภูมิปัญญาและการทอผ้าอันเป็นเอกลักษณ์ของไทย

การเดินทางมาร่วมงานในครั้งนี้ของเดียร์น่า ไม่เพียงแต่เป็นการโชว์ความงดงามของแฟชั่นผ้าไทย แต่ยังทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่ร่วมสืบสานมรดกวัฒนธรรมไทยสู่เวทีสากล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวาระสำคัญที่ ชุดไทยได้รับการบรรจุเข้าสู่การพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นตัวแทนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อ UNESCOนิทรรศการครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นจากความร่วมมือครั้งสำคัญของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT, พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ, สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส และ พิพิธภัณฑ์ศิลปะการตกแต่ง (Musée des Arts Décoratifs) สำหรับผู้ที่สนใจงานศิลปะและแฟชั่นระดับโลก นิทรรศการ “ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté” เปิดให้เข้าชมแล้วตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส

สวยสะกดตา ออม กรณ์นภัส ฉลองวันเกิดวัย 24 ปี ในลุคเจ้าหญิงพาสเทลสุดละมุน

สวยสะกดตา ออม กรณ์นภัส ฉลองวันเกิดวัย 24 ปี ในลุคเจ้าหญิงพาสเทลสุดละมุน

สวยสะกดตา ออม กรณ์นภัส ฉลองวันเกิดวัย 24 ปี ในลุคเจ้าหญิงพาสเทลสุดละมุน

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.09 น.

ทำเอาแฟนๆ ใจละลายกันทั้งไทม์ไลน์ เมื่อนักแสดงสาวสวย “ออม-กรณ์นภัส เศรษฐรัตนพงศ์” ได้ปล่อยภาพเซ็ตฉลองวันเกิดอายุครบ 24 ปีบริบูรณ์ ซึ่งมาในคอนเซปต์ที่หวานละมุนจนเหมือนหลุดออกมาจากโลกนิทานเจ้าหญิง

โดยในภาพเซ็ตนี้ สาวออมสาดความออร่าในลุคสาวหวานโทนพาสเทล แมตช์เสื้อแขนยาวสีชมพูอ่อนเข้ากับกระโปรงและถุงน่องลูกไม้สีขาว พร้อมแต่งหน้าโทนชมพูใสๆ ขับผิวให้ดูผุดผ่อง บวกกับทรงผมดัดลอนยาวสลวย ยิ่งเพิ่มทวีความน่ารักปนลักชูรีแบบ “ลูกคุณหนู” เต็มสิบไม่มีหัก

ไม่เพียงแต่เสื้อผ้าหน้าผมที่เป๊ะปัง ด้านการจัดวางคอนเซปต์และพร็อพก็ไม่ธรรมดา เพราะมีการนำเบเกอรี ขนมปัง ครัวซองต์ และคัพเค้กสุดคิวท์มาตกแต่งร่วมเฟรม ทำให้ภาพรวมของเซ็ตนี้ดูสดใส มีชีวิตชีวา แต่ก็ยังแอบซ่อนความเสน่ห์ขี้เล่นเบาๆ ชวนมองงานนี้ทำเอาเหล่าแฟนคลับและชาวเน็ตพากันเข้ามากดไลก์ คอมเมนต์ และแชร์กันสนั่นเมือง โดยต่างชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันว่า ลุคนี้ของสาวออมมีความลงตัวมากๆ ทั้งหวาน ทั้งแพง และเข้ากับคาแรกเตอร์ของเธอที่สุด เรียกว่าเป็นวันเกิดวัย 24 ปีที่เติบโตมาอย่างมีคุณภาพและสวยสะพรั่งจริงๆ

สวยออร่าพุ่ง แพทริเซีย อุ้มท้องลูกคนที่ 3 เข้ายิมฟิตหุ่น แฟนคลับชมเปาะ เป็นคนท้องที่สวยมาก

สวยออร่าพุ่ง แพทริเซีย อุ้มท้องลูกคนที่ 3 เข้ายิมฟิตหุ่น แฟนคลับชมเปาะ เป็นคนท้องที่สวยมาก

สวยออร่าพุ่ง แพทริเซีย อุ้มท้องลูกคนที่ 3 เข้ายิมฟิตหุ่น แฟนคลับชมเปาะ เป็นคนท้องที่สวยมาก

วันศุกร์ ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.58 น.

เป็นว่าที่แม่ลูก 3 ที่ออร่าความสวยและความปังไม่มีแผ่วเลยจริงๆ สำหรับนางเอกสาวตาคม “แพทริเซีย กู๊ด” ภรรยาสุดที่รักของ “โน้ต-วิเศษ รังษีสิงห์พิพัฒน์” ที่หลังจากออกมาประกาศข่าวดีว่ากำลังตั้งครรภ์ทายาทคนที่ 3 แฟนๆ ต่างก็คอยติดตามพัฒนาการความน่ารักของครอบครัวนี้อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด ‘สาวแพทริเซีย’ทำเอาแฟนคลับและเหล่าแม่ๆ บนโลกโซเชียลต้องร้องว้าว เมื่อเจ้าตัวได้โพสต์คลิปวิดีโอผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว เผยให้เห็นโมเมนต์ขณะกำลังอุ้มท้องโตเข้ายิมออกกำลังกายด้วยการเล่นพิลาทิส  อย่างตั้งอกตั้งใจ โดยมีเทรนเนอร์ดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัย ซึ่งในคลิปจะเห็นได้ว่าท้องของเริ่มนูนชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แต่คุณแม่ยังคงดูสดใส แข็งแรง และยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ ‘สาวแพทริเซีย’ยังได้ระบุแคปชันส่งต่อพลังบวกและแนะนำเคล็ดลับดีๆ ให้กับคุณแม่ท่านอื่นอีกด้วยว่า “แนะนำแม่ ๆ เลยค่ะ ออกกำลังกายตามคำแนะนำของคุณหมอระหว่างตั้งครรภ์ เพื่อสุขภาพที่ดีของแม่และลูกนะคะ”

งานนี้ทำเอาเพื่อนๆ ในวงการบันเทิงและแฟนคลับพากันเข้ามากดไลก์และคอมเมนต์ชมเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘สาวแพทริเซีย’เป็นคนท้องที่ดูแลตัวเองได้ดีมาก แถมยังสวยสะพรั่ง ออร่าความเป็นคุณแม่ลูก 3 จับสุดๆ ทางเราก็ขอให้คุณแม่แพทและเบบี๋ในครรภ์มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ในทุกๆ วันนะจ๊ะ!

เคนยาจับกุม 8 นักเรียนหญิง ต้องสงสัยวางเพลิงหอพักโรงเรียน ดับ 16 ศพ

เคนยาจับกุม 8 นักเรียนหญิง ต้องสงสัยวางเพลิงหอพักโรงเรียน ดับ 16 ศพ

29 พ.ค. 2569 16:49 น.

เคนยาจับกุม 8 นักเรียนหญิง ต้องสงสัยวางเพลิงหอพักโรงเรียน ดับ 16 ศพ

ตำรวจเคนยาจับกุมนักเรียนหญิง 8 คน หลังเกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงที่หอพักโรงเรียนประจำหญิงล้วนในเมืองกิลกิล ส่งผลให้นักเรียนเสียชีวิต 16 คน และบาดเจ็บอีก 79 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่เร่งสอบสวนหาสาเหตุ โดยตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นการวางเพลิง 

สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางแห่งเคนยา ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมตัวนักเรียนหญิงจำนวน 8 คน ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยสำคัญในฐานร่วมกันวางแผนและลงมือวางเพลิงอาคารหอพักของโรงเรียนมัธยมปลายสตรีอูตูมิชิ ในเมืองกิลกิล ทางตอนกลางของประเทศ

เหตุเพลิงไหม้รุนแรงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้ามืดของวันพฤหัสบดีที่ 28 พ.ค. ส่งผลให้อาคารชั้นหนึ่งของหอพัก “เมลีโน ไวเทรา” ซึ่งเป็นอาคารสูง 2 ชั้นที่ใช้รองรับเตียงนอนสองชั้นจำนวน 135 หลัง ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ผลของเพลิงทำให้นักเรียนหญิงเสียชีวิตทันที 16 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 79 ราย

สำนักงานสืบสวนสอบสวนกลางระบุว่า “จากการสืบสวนในเบื้องต้น รวมถึงการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด การพิสูจน์หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และการสอบปากคำพยานในที่เกิดเหตุ นำไปสู่การระบุตัวตนของนักเรียนหญิงทั้ง 8 คนในฐานะบุคคลที่น่าสนใจและมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้ ซึ่งในขณะนี้เด็กสาวทั้ง 8 คนได้ถูกจับกุมและอยู่ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว”

ปัจจุบัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกำลังเร่งบันทึกคำให้การและจำลองลำดับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์กำลังตรวจสอบรูปแบบการเผาไหม้ แหล่งกำเนิดประกายไฟ ระบบติดตั้งไฟฟ้า ตลอดจนตรวจหาความเป็นไปได้ของสารเร่งไฟ เพื่อระบุสาเหตุที่แน่ชัดและค้นหาแรงจูงใจเบื้องหลังการลอบวางเพลิงครั้งนี้

ด้านร่างผู้เสียชีวิตทั้ง 16 รายที่กู้มาได้จากซากเพลิงไหม้ได้ถูกส่งต่อไปยังห้องชันสูตรศพของโรงเรียนแพทย์ประจำโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพย่อยนาวาชา เพื่อรอการชันสูตรพลิกศพและพิสูจน์อัตลักษณ์บุคคลอย่างเป็นทางการต่อไป

ขณะนี้ ปฏิบัติการสืบสวนถูกส่งต่อให้แก่ทีมงานความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน นำโดยนักสืบคดีฆาตกรรม, ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติวิทยาศาสตร์, เจ้าหน้าที่สืบสวนพื้นที่เกิดเหตุ, เจ้าหน้าที่ข่าวกรอง และหน่วยงานเผชิญเหตุภัยพิบัติ โดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งไปยังครอบครัวผู้สูญเสีย ศิษย์ปัจจุบัน และบุคลากรของโรงเรียน พร้อมขอความร่วมมือให้สังคมอยู่ในความสงบและละเว้นการคาดเดาใดๆ ในระหว่างที่กระบวนการทางกฎหมายกำลังดำเนินไป

ข้อมูลจากรัฐบาลเคนยาระบุว่า เหตุเพลิงไหม้สถานศึกษาเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนน่าตกใจในประเทศ โดยตลอดปี 2024 ที่ผ่านมา มีรายงานเหตุไฟไหม้โรงเรียนสูงกว่า 100 ครั้ง

ขณะที่ผลงานวิจัยของคณะผู้เชี่ยวชาญระบุตรงกันว่า เหตุเพลิงไหม้โรงเรียนส่วนใหญ่ในเคนยา มักมีจุดเริ่มต้นมาจาก “ตัวกลุ่มนักเรียนเอง” ที่จงใจจุดไฟเผาเพื่อแสดงออกถึงการประท้วงต่อต้านมาตรการระเบียบวินัยที่เข้มงวดทารุณเกินไป รวมถึงเพื่อเรียกร้องความสนใจต่อปัญหาสภาพความเป็นอยู่และสุขอนามัยที่ย่ำแย่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกภายในโรงเรียนประจำเหล่านั้น ซึ่งทางการจะนำประเด็นเหล่านี้มาร่วมพิจารณาในคดีต่อไป.

ที่มา Reuters / Capital FM Kenya

นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ “ย้ายพรรค” ซบอดีตศิษย์เอก

นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ "ย้ายพรรค" ซบอดีตศิษย์เอก

29 พ.ค. 2569 16:07 น.

นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ “ย้ายพรรค” ซบอดีตศิษย์เอก

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย กำลังเผชิญมรสุมการเมืองครั้งใหญ่ หลังสมาชิกพรรคยุติธรรมประชาชน หรือ PKR ทยอยลาออกและย้ายไปสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ของอดีตลูกศิษย์คนสำคัญ ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ว่า มาเลเซียอาจจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดภายในปีนี้

นักวิเคราะห์และสมาชิกรัฐสภามาเลเซียเปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม กำลังตกอยู่ภายใต้แรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากกระแสการย้ายพรรคของสมาชิกพรรครัฐบาล นำโดยอดีตลูกศิษย์คนสำคัญที่หันไปตั้งพรรคการเมืองใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวลือว่ามาเลเซียอาจจะต้องเปิดฉากการเลือกตั้งทั่วไปก่อนกำหนดอย่างเร็วที่สุดภายในปีนี้

อันวาร์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2022 หลังจากใช้เวลานานกว่าสองทศวรรษในฐานะผู้นำฝ่ายค้านที่รณรงค์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน แม้ว่าการบริหารงานของเขาจะช่วยฟื้นฟูเสถียรภาพทางการเมืองให้แก่มาเลเซียได้ในระดับหนึ่ง แต่รัฐบาลของเขากลับถูกจับตามองอย่างหนักถึงความล่าช้าในการปฏิรูปสถาบันทางการเมือง รวมถึงข้อกังขาเรื่องความมุ่งมั่นในการปราบปรามการทุจริต จนนำไปสู่ความตึงเครียดและการแยกตัวภายในพรรคร่วมรัฐบาล

ชนวนเหตุสำคัญเกิดขึ้นเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เมื่อนายราฟิซี รัมลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นทายาททางการเมืองของอันวาร์ ได้ประกาศลาออกจากพรรคยุติธรรมประชาชน (PKR) ซึ่งเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลของอันวาร์ พร้อมสละเก้าอี้สมาชิกรัฐสภา เพื่อไปก้าวขึ้นนำพรรคการเมืองขนาดเล็กที่ชื่อว่า พรรครวมพลังมาเลเซีย หรือ “เบอร์ซามา” (Bersama)

พรรคเบอร์ซามาเปิดเผยว่า ขณะนี้พรรคได้รับใบสมัครสมาชิกใหม่แล้วมากกว่า 18,000 ราย โดยราว 1 ใน 3 เป็นอดีตสมาชิกของพรรค PKR แม้ว่าผู้ที่ย้ายพรรคส่วนใหญ่จะเป็นสมาชิกทั่วไปและเจ้าหน้าที่พรรคระดับท้องถิ่น เนื่องจากกฎหมายของมาเลเซียสั่งห้ามไม่ให้สมาชิกรัฐสภาย้ายพรรคขณะดำรงตำแหน่ง แต่ตัวเลขที่สูงขนาดนี้กำลังสร้างความกังขาต่อความมั่นคงในอำนาจของอันวาร์ หากความขัดแย้งที่ขยายตัวบีบให้เขาต้องประกาศเลือกตั้งกะทันหัน

นายฮัสซัน อับดุล คาริม สส. พรรค PKR และผู้สนับสนุนอันวาร์มาอย่างยาวนาน ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย โดยยอมรับว่าเขาได้ล้มเลิกความพยายามที่จะห้ามปรามไม่ให้สมาชิกพรรคย้ายไปซบพรรคอื่นแล้ว เนื่องจากกลุ่มแกนนำพรรคไม่ยอมรับฟังความกังวลของคนทำงาน พร้อมระบุว่าแม้เขาจะยังเชื่อมั่นในอุดมการณ์เดิม แต่ในเวลานี้พรรค PKR กำลัง “บอบช้ำ มีบาดแผล และบาดเจ็บขั้นวิกฤต”

นอกจากนี้ ฮัสซันยังให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า พรรคเบอร์ซามาของราฟิซีอาจได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากกลุ่มผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่ยังไม่ตัดสินใจ กลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มโหวตเตอร์ที่ให้ความสำคัญกับปัญหาเศรษฐกิจเป็นหลัก และกล่าวเตือนว่า “หากมี ส.ส. ของพรรค PKR ที่สนับสนุนคุณราฟิซี พากันลาออกและทิ้งพรรคไปมากกว่านี้ นายกรัฐมนตรีอันวาร์จะสูญเสียความชอบธรรมในการบริหารประเทศทันที”

อย่างไรก็ดี ทำเนียบนายกรัฐมนตรีมาเลเซียยังคงปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อกรณีดังกล่าว ขณะที่ นางฟูเซียห์ ซาเละห์ เลขาธิการพรรค PKR แย้งว่าไม่มีปรากฏการณ์สมาชิกแห่ลาออกครั้งใหญ่ตามที่เป็นข่าว เช่นเดียวกับนายฟาห์มี ฟัดซิล โฆษกรัฐบาลและหัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ของพรรค ที่ออกมาลดกระแสข่าวดังกล่าว โดยระบุว่าในช่วงสองเดือนที่ผ่านมามีสมาชิกใหม่สมัครเข้าพรรคเพิ่มถึง 5,000 คน และปัจจุบันพรรคมีสมาชิกทั้งหมดมากกว่า 1 ล้านคน

บริดเจ็ต เวลช์  นักวิเคราะห์การเมืองเอเชียจากมหาวิทยาลัยน็อตติงแฮม มองว่าการลาออกของสมาชิกในตอนนี้อาจยังไม่กระทบต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีของอันวาร์โดยตรง เนื่องจากเขายังคงครองเสียงข้างมากในสภา แต่ความแตกแยกภายในพรรค PKR จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อโอกาสชนะการเลือกตั้ง และทำให้เส้นทางสู่การครองเก้าอี้นายกฯ สมัยที่สองของอันวาร์ริบหรี่ลง “สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ ภาพลักษณ์การบริหารจัดการภายในพรรคของตัวอันวาร์เอง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในพรรค PKR สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ลงตัวในภาวะผู้นำของเขา”

ตามกำหนดการเดิม มาเลเซียจะไม่จัดการเลือกตั้งทั่วไปจนกว่าจะถึงช่วงต้นปี 2028 แต่เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา อันวาร์ได้ส่งสัญญาณว่าเขาอาจพิจารณายุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ หากความแตกแยกภายในพรรคร่วมรัฐบาลยังคงขยายวงกว้าง โดยมีชนวนเหตุมาจากความไม่พอใจของกลุ่มพันธมิตรสายปฏิรูปต่อการจัดการปัญหาอื้อฉาวในหน่วยงานปราบปรามการทุจริต ประกอบกับการกระทบกระทั่งกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลในประเด็นเรื่องชาติพันธุ์และศาสนาในประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ทั้งนี้ สมาชิกรัฐสภา 2 รายระบุว่า การเลือกตั้งระดับชาติอาจถูกเลื่อนขึ้นมาจัดเร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคมนี้ เพื่อให้สอดรับกับการเลือกตั้งระดับรัฐในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ขณะเดียวกัน สมาชิกท้องถิ่นของพรรค PKR จำนวน 21 รายที่ตัดสินใจลาออกพร้อมกัน ได้ออกแถลงการณ์ร่วมระบุว่า “พวกเราเชื่อว่าพรรคการเมืองต้องปฏิบัติวิชาชีพตามคุณค่าของการปฏิรูปและประชาธิปไตยตามที่เคยให้สัญญากับประชาชน แต่น่าเสียดายที่ในวันนี้ เราไม่เห็นหลักการเหล่านั้นถูกนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในพรรค PKR อีกต่อไป” ซึ่งสอดคล้องกับแกนนำพรรคระดับภูมิภาคอีกหลายคนที่ลาออกในลักษณะเดียวกัน โดยระบุว่า พรรคเบอร์ซามาของราฟิซี คือสิ่งที่จะสืบทอดอุดมการณ์ที่แท้จริงดั้งเดิมที่พรรคของอันวาร์เคยมีในอดีต.

ที่มา Reuters

WHO ชี้ “อีโบลา” ในคองโกควบคุมยากและซับซ้อน จากปัญหาความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง และปชช.ไม่ไว้วางใจ

WHO ชี้ "อีโบลา" ในคองโกควบคุมยากและซับซ้อน จากปัญหาความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง และปชช.ไม่ไว้วางใจ

29 พ.ค. 2569 13:29 น.

WHO ชี้ “อีโบลา” ในคองโกควบคุมยากและซับซ้อน จากปัญหาความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง และปชช.ไม่ไว้วางใจ

ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลกเตือน การระบาดของอีโบลาในคองโกซับซ้อนหนักจากความขัดแย้ง ความไม่มั่นคง การพลัดถิ่น และความไม่ไว้วางใจของประชาชน

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 นายทีดรอส อัดฮานอม กีเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก(World Health Organization) หรือ WHO เดินทางถึงกรุงคินชาชา ของสาธารณรัฐคองโก พร้อมระบุว่า การระบาดของโรคอีโบลาครั้งล่าสุดในประเทศมีความซับซ้อนอย่างมาก และยากต่อการควบคุม เนื่องจากต้องเผชิญหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งความขัดแย้งด้านความมั่นคง การโจมตีของกลุ่มติดอาวุธ การพลัดถิ่นของประชาชน ภาวะขาดแคลนอาหาร และความไม่ไว้วางใจต่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในบางชุมชน

นายทีดรอสกล่าวว่า เขาเดินทางมายังคองโกเพื่อส่งสารถึงชุมชนในพื้นที่ระบาดว่า พวกเขาไม่ได้ต่อสู้อย่างโดดเดี่ยว และ WHO พร้อมสนับสนุนภารกิจรับมือการระบาดอย่างเต็มที่ โดยขณะนี้ทีมงาน WHO ลงพื้นที่ปฏิบัติงานแล้วในเมืองบูเนีย เมืองเอกของจังหวัดอิตูรี ซึ่งเป็นศูนย์กลางของการระบาดในภาคตะวันออกของประเทศ โดยทีดรอสเตรียมเดินทางต่อไปยังพื้นที่ในวันศุกร์เพื่อติดตามสถานการณ์ด้วยตนเอง

ผู้อำนวยการใหญ่ WHO ยังเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดยิงในพื้นที่ที่มีการสู้รบ เพื่อเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงผู้ป่วยและควบคุมการแพร่ระบาดได้อย่างปลอดภัย

สำหรับมาตรการจำกัดการเดินทางที่บางประเทศนำมาใช้กับผู้เดินทางจากคองโก นายทีดรอสระบุว่า WHO ไม่สนับสนุนการห้ามเดินทาง เพราะมีผลเพียงชะลอการแพร่เชื้อได้ในช่วงสั้น และอาจส่งผลเสียต่อระบบสาธารณสุขมากกว่า โดยเฉพาะทำให้ประเทศที่รายงานการระบาดอย่างโปร่งใสรู้สึกว่าถูกลงโทษ และอาจลังเลที่จะเปิดเผยข้อมูลเร็วในอนาคต

กระทรวงสาธารณสุขคองโกระบุว่า จนถึงขณะนี้พบผู้ป่วยต้องสงสัยมากกว่า 1,000 ราย และผู้เสียชีวิตต้องสงสัยแล้วอย่างน้อย 238 ราย การระบาดยังคงลุกลามในหลายพื้นที่ทางภาคตะวันออก.

ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แถลงเตือน “ศัตรูกำลังพยายามสร้างความแตกแยก” กลบเกลื่อนความล้มเหลวทางการทหาร

ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แถลงเตือน "ศัตรูกำลังพยายามสร้างความแตกแยก" กลบเกลื่อนความล้มเหลวทางการทหาร

29 พ.ค. 2569 12:43 น.

ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน แถลงเตือน “ศัตรูกำลังพยายามสร้างความแตกแยก” กลบเกลื่อนความล้มเหลวทางการทหาร

ผู้นำสูงสุดอิหร่านเตือนศัตรูกำลังพยายามสร้างความแตกแยกในประเทศ ขณะสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังคูเวตถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธ

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ออกแถลงการณ์เตือนผ่านสถานีโทรทัศน์ IRIB ของรัฐว่า ศัตรูของอิหร่านกำลังพยายามสร้างความแตกแยกและความร้าวฉานในสังคม เพื่อชดเชยความล้มเหลวที่เผชิญจากสมรภูมิทางทหาร รวมถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ผ่านมา โดยระบุว่า ความพยายามกดดันจากภายนอกไม่สามารถทำให้อิหร่านยอมจำนนได้ จึงหันมาใช้วิธีสร้างความแตกแยกภายในประเทศแทน

ความเคลื่อนไหวของผู้นำอิหร่านเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดครั้งใหม่ในตะวันออกกลาง หลังกองบัญชาการกลางของสหรัฐฯ (United States Central Command) หรือ CENTCOM กล่าวหาอิหร่านว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงที่ยังเปราะบาง หลังมีรายงานว่าคูเวตถูกโจมตีด้วยขีปนาวุธเมื่อช่วงค่ำวันพุธที่ผ่านมา

ทางการคูเวต ระบุว่าสามารถสกัดขีปนาวุธไว้ได้ ขณะที่รัฐบาลคูเวตออกมาประณามการโจมตีครั้งนี้ว่าเป็นการรุกรานอย่างโจ่งแจ้ง โดยเหตุปะทะล่าสุดทำให้ความพยายามเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเผชิญความไม่แน่นอนอีกครั้ง หลังทั้งสองฝ่ายส่งสัญญาณพร้อมใช้การทูต แต่ยังกล่าวโทษกันไปมาว่าเป็นฝ่ายละเมิดเงื่อนไขหยุดยิง

นักวิเคราะห์มองว่า สถานการณ์ในภูมิภาคยังเปราะบางอย่างมาก และความเคลื่อนไหวทางทหารแม้เพียงเล็กน้อยอาจทำให้การเจรจาที่กำลังดำเนินอยู่สะดุดลงได้ทุกเมื่อ.

โดรนรัสเซียพุ่งชนอพาร์ตเมนต์ในโรมาเนีย บาดเจ็บ 2 คน

โดรนรัสเซียพุ่งชนอพาร์ตเมนต์ในโรมาเนีย บาดเจ็บ 2 คน

29 พ.ค. 2569 12:41 น.

โดรนรัสเซียพุ่งชนอพาร์ตเมนต์ในโรมาเนีย บาดเจ็บ 2 คน

กระทรวงกลาโหมโรมาเนียเผยโดรนโจมตีของรัสเซียพุ่งตกใส่หลังคาอาคารที่พักอาศัยในเมืองกาลาตี ใกล้ชายแดนยูเครน จนเกิดเพลิงไหม้และส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 รายนับเป็นครั้งแรกที่โดรนจากสงครามรัสเซีย ตกใส่อาคารที่พักอาศัยของพลเรือนโรมาเนียซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกนาโต

กระทรวงกลาโหมของโรมาเนียเปิดเผยว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีของรัสเซียพุ่งชนอาคารที่พักอาศัยในเมืองกาลาตี ทางตอนใต้ของประเทศ ส่งผลให้มีพลเรือนได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล 2 ราย

แถลงการณ์ของกองทัพโรมาเนียระบุว่า “ในช่วงคืนวันที่ 28 ถึง 29 พฤษภาคม รัสเซียได้เปิดฉากโจมตีด้วยโดรนระลอกใหม่ โดยมุ่งเป้าไปที่เป้าหมายพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานในยูเครน ซึ่งอยู่ใกล้กับพรมแดนทางน้ำที่ติดกับโรมาเนีย ทว่ามีโดรนลำหนึ่งได้ล้ำเข้ามาในน่านฟ้าของโรมาเนีย เรดาร์สามารถตรวจจับสัญญาณได้จนถึงทางตอนใต้ของเมืองกาลาตี ก่อนที่โดรนดังกล่าวจะพุ่งชนเข้ากับหลังคาของอาคารที่พักอาศัยและเกิดเพลิงไหม้ขึ้น”

หลังเกิดเหตุ หน่วยบริการฉุกเฉินได้รีบเข้าควบคุมสถานการณ์จนสามารถดับเพลิงได้สำเร็จ ทั้งนี้ แม้ว่าทางการโรมาเนียจะเคยตรวจพบโดรนล่วงล้ำน่านฟ้ามาแล้วหลายสิบครั้งนับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบเมื่อปี 2022 แต่เหตุการณ์ล่าสุดนี้ถือเป็น “ครั้งแรก” ที่มีโดรนพุ่งชนอาคารที่พักอาศัยของประชาชนโดยตรง โดยกองทัพได้ส่งเครื่องบินรบ F-16 จำนวน 2 ลำขึ้นบินสกัดทันทีที่ตรวจพบสิ่งแปลกปลอม

ด้านนาโตกล่าวว่าจะเสริมกำลังป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงโดรน หลังจากโดรนลำหนึ่งตกใส่หลังคาอาคารอพาร์ตเมนต์ 10 ชั้นในเมืองกาลาติ ทางตะวันออกเฉียงใต้ของโรมาเนีย ระหว่างการโจมตีของรัสเซียต่อยูเครนในช่วงกลางคืน โฆษกนาโตกล่าวในโพสต์บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X “เราขอประณามความประมาทของรัสเซีย และนาโตจะยังคงเสริมกำลังป้องกันภัยคุกคามทุกรูปแบบ รวมถึงโดรนต่อไป”

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่รัสเซียระดมถล่มยูเครนอย่างหนัก โดยยูเครนได้ประกาศเตือนภัยทางอากาศทั่วประเทศตลอดทั้งคืน ซึ่งในพื้นที่ทางตอนใต้ของยูเครนอย่างเมืองซาปอรีเชีย มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 ราย 

ความตึงเครียดบริเวณชายแดนที่ติดกับพื้นที่สงครามกำลังสร้างแรงกดดันอย่างมากต่อกลุ่มประเทศสมาชิกนาโต ทั้งโรมาเนีย, ลัตเวีย, เอสโตเนีย และโปแลนด์ ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกโดรนหลงทิศของทั้งสองฝ่ายล่วงล้ำน่านฟ้า โดยก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่สัปดาห์ รัฐบาลของประเทศลัตเวียเพิ่งจะเผชิญภาวะล่มสลายและต้องจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ หลังจากอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงสั่งปลดรัฐมนตรีกลาโหมฐานล้มเหลวและล่าช้าในการวางระบบป้องกันภัยทางอากาศเพื่อสกัดโดรนของยูเครนที่หลงทิศเข้ามาในดินแดน ซึ่งคาดว่าถูกระบบกวนสัญญาณของรัสเซียเล่นงานจนเสียการควบคุม

แม้เหตุการณ์ในลัตเวียจะสร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อย แต่ก็จุดชนวนความตื่นตระหนกไปทั่วประเทศ ทำให้ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน เสนอตัวส่งผู้เชี่ยวชาญไปช่วยลัตเวียเพื่อยกระดับระบบป้องกันทางอากาศ นอกจากนี้ เซเลนสกียังได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ เร่งจัดส่งขีปนาวุธสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ “แพทริออต” เพิ่มเติม เพื่อรับมือกับขีปนาวุธนำวิถีของรัสเซียที่ทวีความรุนแรงขึ้น

ขณะเดียวกัน ความพยายามทางการทูตเพื่อยุติสงครามที่ยืดเยื้อเข้าสู่ปีที่ 4 เริ่มส่งสัญญาณชะงักงัน นับตั้งแต่รัฐบาลสหรัฐฯ เริ่มเบนความสนใจไปที่ความขัดแย้งกับอิหร่านเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้านหัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ได้ออกมาแถลงอย่างชัดเจนโดยปฏิเสธบทบาทการเป็น “ตัวกลางที่เป็นกลาง” ระหว่างยูเครนและรัสเซีย

ท่าทีดังกล่าวมีขึ้นหลังจากรัฐมนตรีต่างประเทศจาก 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปได้ร่วมหารือเกี่ยวกับเงื่อนไขในการเปิดโต๊ะเจรจากับรัสเซีย แม้ว่ายูเครนจะพยายามผลักดันให้ยุโรปเข้ามามีบทบาทนำในการเจรจาแทนสหรัฐฯ ก็ตาม แต่ทางสหภาพยุโรปยืนยันว่า ตนไม่สามารถทำตัวเป็นกลางได้ เนื่องจากจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนและช่วยเหลือยูเครนมาโดยตลอด.

ที่มา AFP / BBC

ครอบครัวทารกผิวดำ 2 รายฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ปมเสียชีวิตหลังถูกทดลองวัคซีน RSV โดยไม่ได้รับความยินยอม

ครอบครัวทารกผิวดำ 2 รายฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ปมเสียชีวิตหลังถูกทดลองวัคซีน RSV โดยไม่ได้รับความยินยอม

29 พ.ค. 2569 12:27 น.

ครอบครัวทารกผิวดำ 2 รายฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ปมเสียชีวิตหลังถูกทดลองวัคซีน RSV โดยไม่ได้รับความยินยอม

ครอบครัวทารกชาวอเมริกันผิวดำ 2 ราย ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ หลังลูกเสียชีวิตจากการถูกใช้ทดลองวัคซีน RSV โดยไม่ได้รับความยินยอมเมื่อปี 2510

วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ครอบครัวของทารกชาวอเมริกันผิวดำ 2 ราย ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ เรียกค่าเสียหายจากกรณีที่ลูกของพวกเขาถูกนำไปใช้ทดลองวัคซีนป้องกันเชื้ออาร์เอสวี หรือ RSV โดยไม่ได้รับการแจ้งหรือความยินยอมจากผู้ปกครอง ก่อนเสียชีวิตในปี 2510

ทารกทั้งสองคือ “รอสส์ ออตโต แฮมบริก” และ “วิกเตอร์ มาร์เซลลัส คิง” ขณะมีอายุเพียง 2 เดือนและ 4 เดือน ตามลำดับ โดยถูกนำเข้าร่วมการทดลองวัคซีนต้นแบบในช่วงปี 2508-2509 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (National Institutes of Health) หรือ NIH

ทีมกฎหมายของครอบครัวระบุว่า เด็กทั้งสองถูกเลือกให้รับวัคซีนทดลองเข้มข้นที่มีชื่อว่า “ล็อต 100” โดยครอบครัวไม่เคยได้รับแจ้งถึงความเสี่ยงหรือให้ความยินยอมแต่อย่างใด ก่อนที่ทั้งคู่จะเสียชีวิตในเดือนมกราคม ปี 2510

คำฟ้องยังระบุว่า ตัวอย่างเนื้อเยื่อที่เก็บจากการชันสูตรศพของเด็กทั้งสอง ถูกนำไปใช้ศึกษาต่อเนื่องหลายสิบปี และมีส่วนช่วยในการพัฒนาวัคซีน RSV รุ่นใหม่ ซึ่งได้รับอนุมัติในสหรัฐฯ เมื่อปี 2566 และปัจจุบันสร้างรายได้รวมหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเชื้อ RSV เป็นไวรัสทางเดินหายใจที่ติดต่อได้ง่าย และเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้ทารกในสหรัฐฯ ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ทนายความของครอบครัวกล่าวหาว่า หน่วยงานรัฐเลือกใช้เด็กทารกผิวดำจากครอบครัวยากจนเป็นกลุ่มทดลอง เนื่องจากเป็นประชากรเปราะบางและเข้าถึงได้ง่ายที่สุด

ขณะที่คดีนี้ยังทำให้สังคมอเมริกันหวนกลับไปทบทวนประวัติศาสตร์การทดลองทางการแพทย์กับคนผิวดำโดยไม่ได้รับความยินยอม ซึ่งเคยสร้างบาดแผลทางสังคมอย่างรุนแรงในอดีต หนึ่งในกรณีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือการศึกษาซิฟิลิสที่เมืองทัสคีกี ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ เคยออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการในปี 2540 หลังปล่อยให้ชายผิวดำหลายร้อยคนไม่ได้รับการรักษา แม้มียารักษาแล้วก็ตาม ขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการดำเนินการภายใต้กฎหมายเรียกร้องค่าสินไหมจากรัฐบาลกลางสหรัฐฯ โดยครอบครัวผู้เสียชีวิตเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อเท็จจริงเพิ่มเติมและรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเกือบ 60 ปีก่อน.