สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สกู๊ปพิเศษ : วว. เดินหน้า ‘ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ’ สร้าง ‘สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5’ เพื่อสภาพแวดล้อม คุณภาพอากาศที่ดียั่งยืน

“มลภาวะจากฝุ่น PM 2.5” โดยมากจะเกิดในช่วงฤดูหนาวที่อากาศนิ่งและแห้ง  ส่งผลให้ฝุ่นไม่ลอยขึ้นที่สูง หากมีฝุ่น PM 2.5 ในอากาศปริมาณสูงมาก จะมีลักษณะคล้ายกับมีหมอกควัน โดยฝุ่น PM 2.5 สามารถแพร่กระจายเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจ และซึมเข้าสู่กระแสเลือด นอกจากนี้ตัวฝุ่นเองยังเป็นพาหะนำสารมลพิษอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายด้วย เช่น โลหะหนัก สารก่อมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งทุกภาคส่วนในสังคมไทยได้ให้ความสำคัญในการหาแนวทางและมาตรการแก้ไขปัญหานี้ในระยะยาว

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในการดำเนินโครงการ “การปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและลดมลภาวะฝุ่น PM 2.5” เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (ววน.) ประเทศไทยปลอดภัยจาก  PM 2.5  โดยมุ่งเน้นพื้นที่ดำเนินงานในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประสบปัญหาคุณภาพอากาศจากค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน และมีจำนวนจุดความร้อน (Hotspot) สูงในช่วงฤดูแล้ง

น.ส.เสาวนีย์ มุ่งสุจริตการ รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า โครงการนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง วช. วว. และโรงเรียนเทศบาล 6 นครเชียงราย ที่ได้ร่วมกันพัฒนาสวนต้นแบบซึ่งใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับท้องถิ่นเป็นกลไกในการลดฝุ่นในเขตเมือง พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชุมชนปรับเปลี่ยนแนวทางการเกษตรจากระบบที่มีการเผา มาเป็นการใช้วัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นวัสดุปลูก ซึ่งนอกจากจะช่วยลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 และจุดความร้อนแล้ว ยังช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมที่ดี และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตภาคเหนือที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองเป็นประจำทุกปี โดยพื้นที่ “สวนต้นแบบลดฝุ่น PM 2.5” แห่งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการขยายผลสู่พื้นที่อื่นๆ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการใช้ประโยชน์จากไม้ดอกไม้ประดับและทรัพยากรท้องถิ่น เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดี และคุณภาพอากาศที่ยั่งยืนต่อไป

ดร.พงศธร ประภักรางกูล รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ วว. กล่าวว่า วว. พร้อมส่งเสริมให้ชุมชนปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิมสู่ระบบที่ปลอดการเผา โดยนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้เป็นวัสดุปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ช่วยลดการเกิดฝุ่น PM 2.5 และลดจุดความร้อน ตลอดจนเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่การเกษตร อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพอากาศในพื้นที่ภาคเหนืออย่างเป็นรูปธรรม กิจกรรมในวันนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งในด้านการเรียนรู้ของนักเรียน การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาวะ และการเป็นพื้นที่ต้นแบบสำหรับการพัฒนาสวนลดฝุ่นในเขตเมือง เพื่อช่วยป้องกันและลดผลกระทบของฝุ่นต่อสุขภาพของนักเรียนและประชาชนในชุมชน

ดร.อนันต์ พิริยะภัทรกิจ นักวิจัยอาวุโส ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ วว. ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเกิดขึ้นจากความร่วมมือของทีมนักวิจัย วว. พร้อมภาคีเครือข่ายพันธมิตร ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ร่วมขับเคลื่อนโครงการเพื่อใช้ประโยชน์จากพรรณไม้ดอกไม้ประดับและข้อมูลที่ได้จากงานวิจัย มาประยุกต์ใช้ในการจัดตกแต่งภูมิทัศน์ในพื้นที่โรงเรียน ให้เป็นสวนต้นแบบที่สามารถป้องกันมลภาวะสิ่งแวดล้อมอย่างเช่น ฝุ่น PM 2.5 รวมทั้งเป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้สำหรับนักเรียน อาจารย์ นักวิชาการ และผู้ที่สนใจ

นอกจากนี้ยังได้มีการส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร อาทิเช่น ตอฟาง และตอข้าวโพด รวมทั้งเศษพืชอื่นๆ ซึ่งเดิมมักถูกกำจัดด้วยวิธีการเผา โดยการดำเนินงานมุ่งเปลี่ยนกระบวนการเผาเป็นการย่อยสลายและหมัก เพื่อนำมาใช้เป็นวัสดุปลูกและปรับปรุงดินสำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ลดปริมาณการเผาไหม้ในพื้นที่เกษตรกรรม อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหามลพิษทางอากาศในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย และพร้อมเดินหน้าสร้างโมเดลลดการเผาในพื้นที่เกษตร สร้างรายได้ใหม่ให้พี่น้องเกษตรกรในจังหวัดเชียงรายและพะเยา ผ่านการดำเนินกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม ซึ่งได้รับความร่วมมือจากกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่เข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ก่อให้เกิดเครือข่ายที่เข้มแข็งในการร่วมขับเคลื่อนโครงการ ดังนี้

การสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก โดยทีมนักวิจัย วว. ได้ลงพื้นที่จังหวัดเชียงรายและพะเยา ได้มีเกษตรกรสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 50 ราย ซึ่งได้รับการสนับสนุนให้ปลูกไม้ตัดดอก เช่น ดอกแอสเตอร์ หญ้าหางกระต่าย มากาเร็ต ดอกกระดาษ คัตเตอร์ เบญจมาศ และแกลดิโอลัส รวมถึงไม้ดอกเพื่อการแปรรูป เช่น เก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน ซึ่งสามารถแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้งเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว ซังข้าวโพด และชานอ้อย มาพัฒนาเป็นวัสดุปรับปรุงดินและวัสดุคลุมดิน สำหรับการปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับ ก่อให้เกิดรายได้ที่มั่นคงกว่า 35,000 บาท/ราย

ลดการเผา-พัฒนาพื้นที่เกษตร นอกจากการลดมลภาวะจากการเผาแล้ว โครงการนี้ยังมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่เกษตรและชุมชนท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้สามารถปลูกเลี้ยงไม้ดอกไม้ประดับเพื่อสร้างรายได้เสริม โดยเฉพาะพืชที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกน้อยและสามารถออกดอกในช่วงฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อน เช่น ดอกเก๊กฮวย กระเจี๊ยบแดง คาโมมายล์ และอัญชัน เป็นต้น โดยดอกไม้ที่ปลูกนั้นยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อบแห้ง เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม เพิ่มมูลค่าและสร้างช่องทางตลาดใหม่ให้กับเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และผู้ประกอบการท้องถิ่น นอกจากนั้นการดำเนินงานภายใต้โครงการยังเป็นการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในชุมชน สร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่อาศัย และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในพื้นที่เป้าหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม

​จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

​จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

​จิตอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในวันที่ตลาดแรงงานเผชิญความท้าทายทั้งด้านการรักษาคนเก่งและการสร้างแรงจูงใจในการทำงาน “งานที่มีความหมาย” กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญไม่แพ้ค่าตอบแทนหรือความก้าวหน้าในสายอาชีพ รายงาน Deloitte Global 2025 ระบุว่า 89% ของ Gen Z และ 92% ของ Millennials ให้ความสำคัญกับงานที่ขับเคลื่อนด้วยจุดมุ่งหมาย (purpose-driven work) และใช้เป็นหนึ่งในเหตุผลหลักในการเลือกนายจ้าง สะท้อนว่าการออกแบบงานให้เชื่อมโยงกับคุณค่าทางสังคม กำลังกลายเป็นโจทย์ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคลขององค์กรขนาดใหญ่

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านโครงการ UOB Heartbeat Volunteerism ซึ่งธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ใช้เป็นเครื่องมือพัฒนาคนควบคู่ไปกับการสร้างผลกระทบต่อสังคม โดยเปิดโอกาสให้พนักงานออกไปทำงานอาสาในฐานะ “เพื่อนร่วมทาง” กับชุมชน ตลอดปี 2568 มีพนักงานอาสามากกว่า 3,800 คน หรือกว่า 50% ของพนักงานประจำทั้งหมด เข้าร่วมกิจกรรม รวมกว่า 18,000 ชั่วโมง ครอบคลุมด้านการศึกษา เยาวชน สิ่งแวดล้อม และศิลปะ สร้างผลกระทบเชิงบวกให้ผู้คนกว่า 22,435 คนทั่วประเทศ

เบื้องหลังตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการนำแนวคิด skills-based volunteering มาใช้จริง โดยพนักงานนำความรู้และทักษะจากการทำงานไปต่อยอดกับความต้องการของชุมชน ขณะเดียวกันก็ได้พัฒนามุมมอง ความเข้าใจสังคม และความหมายของบทบาทการทำงานของตนเอง

นายริชาร์ด มาโลนีย์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาศักยภาพพนักงานไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในห้องประชุมหรือหลักสูตรฝึกอบรม แต่เกิดขึ้นเมื่อได้ลงมือทำงานร่วมกับผู้คนจริง “การออกไปทำงานกับชุมชนช่วยให้พนักงานเห็นคุณค่าของบทบาทตัวเองชัดเจนขึ้น และเชื่อมโยงสิ่งที่ทำในแต่ละวันกับผลลัพธ์ที่มีความหมายต่อสังคม”

เพื่อสนับสนุนแนวทางดังกล่าว ธนาคารเปิดให้พนักงานใช้สิทธิ Volunteer Leave ได้ปีละ 3วัน เพื่อให้สามารถจัดสรรเวลาและพลังงานไปทำงานอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยไม่เป็นภาระต่อภารกิจหลักในงานประจำ

ชัยณรงค์ กิจประเสริฐ พนักงานจากหน่วยงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ มองว่างานอาสาช่วยเชื่อมโยงโอกาสที่ตนได้รับในชีวิตกับการส่งต่อให้ผู้อื่น “การได้เห็นรอยยิ้มของเด็กๆ จากกิจกรรมเล็กๆ ทำให้ตระหนักว่าสิ่งที่เรามีอยู่สามารถสร้างคุณค่าให้คนอื่นได้ และนั่นทำให้การทำงานของเรามีความหมายมากขึ้น”

เพื่อสะท้อนคุณค่าของการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม ยูโอบี ประเทศไทย จัดงาน 2025 UOB Heartbeat Employee Volunteer Appreciation เพื่อยกย่องพนักงานและทีมงานที่ขับเคลื่อนกิจกรรมอาสาอย่างต่อเนื่อง โดยมอบรางวัลแก่ทีมที่สร้างการมีส่วนร่วมสูงสุด และทีมที่สร้างผลกระทบต่อชุมชนได้อย่างชัดเจน

การมีส่วนร่วมของผู้นำในแต่ละสายงาน ตั้งแต่การเปิดโอกาส จัดสรรเวลา ไปจนถึงการสนับสนุนเชิงนโยบาย คือกลไกสำคัญที่ทำให้งานอาสาไม่ใช่กิจกรรมเฉพาะกิจ แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร

ในวันที่องค์กรต้องแข่งขันกันไม่เพียงเพื่อผลประกอบการ แต่เพื่อคนทำงานที่มีคุณภาพ งานอาสาที่เชื่อมโยงทักษะจริงกับความต้องการของสังคม กำลังกลายเป็นหนึ่งในคำตอบของการเติบโตอย่างยั่งยืน – ทั้งต่อธุรกิจและต่อผู้คนภายในองค์กรงานอาสา ไม่ใช่กิจกรรมเสริม แต่กลายเป็นกลยุทธ์บริหารคนขององค์กรยุคใหม่ Best regards

จากไทยสู่เวทีโลก ‘อันดา–ลูกแก้ว’ อวดโฉมบนรันเวย์ Harbin Fashion Week ประเทศจีน

จากไทยสู่เวทีโลก ‘อันดา–ลูกแก้ว’ อวดโฉมบนรันเวย์ Harbin Fashion Week ประเทศจีน

จากไทยสู่เวทีโลก ‘อันดา–ลูกแก้ว’ อวดโฉมบนรันเวย์ Harbin Fashion Week ประเทศจีน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยบนเวทีแฟชั่นระดับนานาชาติ เมื่อศิลปินจาก STAR HUNTER ENTERTAINMENT สร้างปรากฏการณ์ความภาคภูมิใจ นำโดย อันดา – อนันตา เตียวิรัตน์ และ ลูกแก้ว – กมลลักษณ์ แสงทรัพย์สิน พร้อมด้วย นิวตั้น – ไวยากรณ์ วงค์ขาแก้ว และ เจเจ – รัฐศาสตร์ บุตรวงศ์ ร่วมกับสองนักแสดงคุณภาพ มอสหลง – ภาณุวัฒน์ โสประดิษฐ และ แบงค์กี้ – มณฑป เหมตาล ได้รับเกียรติร่วมเดินแบบบนเวที Harbin Fashion Week 2026 ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ West Red Square เมืองฮาร์บิน มณฑลเฮยหลงเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน

Harbin Fashion Week ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลแฟชั่นระดับนานาชาติที่ทรงอิทธิพลของภูมิภาคเอเชียเหนือ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี และในปี 2026 นี้ นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 12 อย่างยิ่งใหญ่ ท่ามกลางบรรยากาศเมืองท่องเที่ยวฤดูหนาวระดับโลก ที่รวบรวมแฟชั่นโชว์ งานแสดงผลงานดีไซเนอร์ การสัมมนา และกิจกรรมสร้างสรรค์จากแวดวงแฟชั่นนานาชาติ โดยมีการจัดงานแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 9 มกราคมที่ผ่านมา

ในค่ำคืนของวันที่ 11 มกราคม 2026 ศิลปินจาก STAR HUNTER ENTERTAINMENT ทั้ง 4 คน พร้อมสองนักแสดงรุ่นพี่ ได้ร่วมถ่ายทอดเสน่ห์และพลังของแฟชั่นไทยผ่าน 3 โชว์ จาก 3 แบรนด์ดีไซเนอร์ไทยระดับแนวหน้า ได้แก่ TANDT, DEC boy และ PANYA ME สะท้อนอัตลักษณ์ร่วมสมัย ผสานความคิดสร้างสรรค์ และยกระดับงานออกแบบไทยให้สื่อสารสู่สายตานานาชาติได้อย่างโดดเด่นและสง่างาม

การเข้าร่วม Harbin Fashion Week 2026 ในครั้งนี้ ไม่เพียงตอกย้ำศักยภาพของศิลปินไทยบนเวทีโลก แต่ยังสะท้อนบทบาทสำคัญของ STAR HUNTER ENTERTAINMENT ในการผลักดันศิลปินและครีเอเตอร์ไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล อย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของอุตสาหกรรมบันเทิงและแฟชั่นไทยให้เปล่งประกายในเวทีนานาชาติอย่างแท้จริง

เดินสายรับรางวัลรัวๆ กับ 3 สาว ‘EJAE–Audrey Nuna–REI AMI’

เดินสายรับรางวัลรัวๆ กับ 3 สาว ‘EJAE–Audrey Nuna–REI AMI’

เดินสายรับรางวัลรัวๆ กับ 3 สาว ‘EJAE–Audrey Nuna–REI AMI’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“Golden” คว้ารางวัล Golden Globe Awards สาขา Best Original Song – Motion Picture ปล่อยเวอร์ชั่นใหม่ Glowin’ Version นุ่มนวลและอลังการกว่าเดิม

Golden got Golden Globes! เป็นเพลงแห่งปีที่แท้จริง ที่กำลังเดินสายรับรางวัลอย่างต่อเนื่อง สำหรับ “Golden” เพลงประกอบภาพยนตร์แอนิเมชันเรื่อง KPop Demon Hunters จาก Netflix ที่คว้ารางวัล 83rd Golden Globe Awards สาขา Best Original Song – Motion Picture ไปครองได้แบบไม่ค้านสายตาชาวโลก รวมถึงตัวภาพยนตร์ก็ได้รับรางวัล Best Motion Picture – Animated ด้วย เป็นผลงานที่ครองใจคนทั่วโลกทุกเพศทุกวัยได้ข้ามปี และจะยังได้ยินกันอยู่เรื่อย ๆ ไปอีกนานตลอดปี 2026 อย่างแน่นอน

เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จอันยิ่งใหญ่และงดงามของเพลงนี้ สามสาวผู้ให้เสียงเป็นสมาชิก HUNTR/X ทั้ง EJAE, Audrey Nuna และ REI AMI ปล่อยเพลงเวอร์ชั่นใหม่ “Golden – Glowin’ Version” ที่เพิ่มความนุ่มนวลในไลน์ดนตรีให้กับเพลง แต่ยังคงความทรงพลังในอารมณ์และเสียงร้องของทั้งสามสาวเอาไว้ได้ดีเช่นเคย น่าจะเป็นอีกเวอร์ชั่นที่ทำให้ทุกคนหลงรัก “Golden” มากขึ้นได้ไม่ยาก โดยทั้งสามสาวยังได้แสดงเพลงนี้สด ๆ ในรายการ Jimmy Kimmel Live! ด้วย

“Golden” เป็นปรากฏการณ์ที่พลิกประวัติศาสตร์วงการเพลงทั่วโลก นอกจากจะเป็นครั้งแรกที่เพลงจากศิลปินกลุ่มที่เป็นตัวละครศิลปิน K-Pop ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นจะสามารถครองอันดับ 1 บนชาร์ตหลักอย่าง Billboard Hot 100 ได้ยาวนานกว่า 8 สัปดาห์ รวมถึงครองอันดับ 1 บนชาร์ต Billboard Global 200 (Exclude US) มากถึง 20 สัปดาห์ สร้างสถิติเพลงที่ครองอันดับ 1 ยาวนานที่สุดในชาร์ตนี้ และยังครองอันดับ 1 ในอังกฤษและอีกหลายประเทศทั่วโลกแล้ว ยอดสตรีมในแพลตฟอร์มออนไลน์ก็ยังคงพุ่งขึ้นไม่หยุด ทั้งใน Spotify ที่ทะลุกว่า 1,300 ล้านครั้งเป็นที่เรียบร้อย

ล่าสุดยังเดินสายคว้ารางวัลไปทั่วโลก ทั้ง MAMA Awards, Melon Music Awards, Asia Artist Awards, Critics’ Choice Movie Awards และ Golden Globe Awards ในเดือนกุมภาพันธ์นี้เรามาลุ้นกันว่า “Golden” จะคว้ารางวัล Grammy Awards ได้สำเร็จหรือไม่

Celebrity Gossip : 18 มกราคม 2568

Celebrity Gossip : 18 มกราคม 2568

Celebrity Gossip : 18 มกราคม 2568

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รวมความเป็นที่สุด บนเวที Golden Globes 2026

โมเมนต์ยอดเยี่ยม

– นิกกี กลาสเนอร์ กลับมาทำหน้าที่พิธีกรงานประกาศรางวัลลูกโลกทองคำครั้งที่ 83 (Golden Globes 2026) เป็นปีที่สองติดต่อกัน หลังจากปีที่แล้วได้รับคำชม ปีนี้ เธอยังคงรักษามาตรฐานได้ดี โดยเฉพาะมุกแซว เลโอนาร์โด ดิคาร์ปรีโอ เรื่องอายุของแฟนสาวที่ “ยังไม่ถึง 30” และมุก “การเซ็นเซอร์” ที่พุ่งเป้าไปที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และสถานีช่อง CBS ที่ถ่ายทอดสดงานเอง ซึ่งได้รับเสียงหัวเราะอย่างล้นหลาม

– ซีรีส์ Adolescence จาก Netflix กลายเป็นผู้ชนะรายใหญ่ในฝั่งโทรทัศน์ โดยกวาดไปถึง 4 รางวัล รวมถึงมินิซีรีส์ยอดเยี่ยม ขณะที่ โอเวน คูเปอร์ นักแสดงวัย 16 ปี กลายเป็นจุดสนใจทันทีเมื่อเขาคว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม และกล่าวสุนทรพจน์ด้วยความตื่นเต้นว่า “มันดูไม่เหมือนความจริงเลยสักนิด” แถมยังปิดท้ายด้วยประโยคที่ทำให้แฟนบอล ‘หงส์แดง’ ลิเวอร์พูลทั่วโลกได้เฮ กับ motto ‘You’re Never Walk Alone’หลังจากที่เพิ่งชนะรางวัล Emmy มาก่อนหน้านี้ไม่นาน ทำให้เขากลายเป็นดาวรุ่งที่ฮอลลีวูดจับตามองที่สุดในขณะนี้

– แม้จะเป็นซุปเปอร์สตาร์มานาน และได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงลูกโลกทองคำมาหลายปี แต่ปี 2026 คือปีแรกที่ ทิโมธี ชาลาเมต์ คว้ารางวัลลูกโลกทองคำได้สำเร็จจากบท มาร์ตี ไรส์แมน นักปิงปองระดับตำนาน ใน Marty Supreme ของค่าย A24 เขาเรียกเสียงฮือฮาด้วยการขอบคุณ เควิน โอเลียรี หรือ Mr. Wonderful จากรายการ Shark Tank ซึ่งร่วมแสดงในหนังเรื่องนี้ด้วย โดยเขาแซวว่า ถ้ามีคนมาบอกเขาตอนอายุ 19 ว่า วันหนึ่งต้องมายืนอยู่บนเวทีนี้เพื่อกล่าวขอบคุณ Mr. Wonderful จากรายการ Shark Tank เขาคงคิดว่าคนนั้นบ้าไปแล้วแน่ๆ

– การปรากฏตัวของ ‘ลิซ่า’ ลลิษา มโนบาล หรือ ลิซ่า Blackpink บนเวทีระดับโลก ในฐานะผู้เชิญรางวัลร่วมกับ พริยานกา โชปรา โจนาส ทั้งคู่ร่วมกันประกาศรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมประเภทซีรีส์ดราม่า ซึ่งตกเป็นของ โนอาห์ วายล์ จาก The Pitt การปรากฏตัวของลิซ่าในฐานะนักแสดงจาก The White Lotus ซีซั่น 3 ถือเป็นโมเมนต์ที่แฟนชาวไทยและทั่วโลกตื่นเต้นอย่างมาก และเป็นการตอกย้ำการก้าวเข้าสู่ภาพยนตร์และซีรีส์ระดับสากลอย่างเต็มตัว

โมเมนต์ยอดแย่

– ระบบ “ปักหมุด” ตำแหน่งที่นั่ง งานลูกโลกทองคำปีนี้ ทดลองใช้กราฟิกแบบ Google Maps ปักหมุดว่าผู้เข้าชิงนั่งอยู่ตรงไหนของห้อง ลักษณะคล้ายกับหมุดใน Google Maps หรืออินเทอร์เฟซในวิดีโอเกม เมื่อพิธีกรพูดถึงใคร หรือมีการประกาศชื่อผู้เข้าชิง กล้องจะตัดไปเป็นภาพมุมสูงของห้องจัดเลี้ยง จากนั้นจะมีหมุดดิจิทัล ปรากฏขึ้นมาปักลงบนโต๊ะที่ดาราคนนั้นนั่งอยู่ พร้อมชื่อและรูปภาพขนาดเล็ก เพื่อให้คนดูทางบ้านเห็นภาพรวมว่าใครนั่งอยู่ตรงไหน และดาราคนสำคัญนั่งรวมโต๊ะกับใครบ้าง แต่ระบบนี้ถูกวิจารณ์ว่าดูแปลกตาและไม่จำเป็น ทำให้ผู้ชมเสียจังหวะในการลุ้นสีหน้านักแสดงขณะประกาศรางวัล

– เพลงประกอบที่ไม่เข้าพวก จนเกิดความสับสนในโซเชียลมีเดีย เมื่อ DJ ประจำงานเปิดเพลงแนวป๊อปแดนซ์ เช่น Yeah! ของ Usher ขณะที่นักแสดงอาวุโสอย่าง สเทลเลน สคาร์สการ์ด หรือตอนที่ เอมี โพห์เลอร์ ชนะรางวัลในสาขาใหม่คือ Best Podcast จากรายการ Good Hang แทนที่จะเป็นเพลงที่สะท้อนถึงบุคลิกของเธอ หรือเพลงจากรายการของเธอ ทีมงานกลับเปิดเพลง Dynamite ของ BTS ซึ่งเป็นเพลงป๊อปสดใส จนคนดูใน X แซวกันว่า “คนเปิดเพลงเปิด Shuffle ทิ้งไว้ใน Spotify หรือเปล่า?”

– การเซ็นเซอร์เสียง (Bleeping) ถูกวิจารณ์หนักว่า “วุ่นวาย” และ “ไม่ได้จังหวะ” มากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์การถ่ายทอดสด เนื่องจากปีนี้มีการใช้คำหยาบเยอะเป็นพิเศษ โดยเฉพาะ สนู๊ป ด็อกก์ ขึ้นเวทีประกาศรางวัล Podcast ยอดเยี่ยม เจ้าตัวไม่เพียงแต่ใช้คำสบถตามสไตล์ของเขาเท่านั้น แต่ยังยอมรับตรงๆ บนเวทีว่าเขา “เพิ่งเติมของ (กัญชา) มาหนักมาก” ก่อนขึ้นเวที เจ้าหน้าที่ต้องกดปุ่มเซ็นเซอร์ถี่มาก จนเสียงในโทรทัศน์หายไปเป็นช่วงๆ ยาวหลายวินาที ทำให้คนดูทางบ้านแทบฟังไม่รู้เรื่องว่าเขาประกาศชื่อใครหรือพูดอะไรอยู่ จนกลายเป็นประเด็นตลกในโซเชียลมีเดียว่า “เรากำลังดูหนังเงียบอยู่หรือเปล่า?”

หนุ่ม ศรราม ควง น้องวีจิ โชว์ความน่ารัก เคลียร์ประเด็นคลิปลูกไม่ให้ กุ้งพลอย จีบ

หนุ่ม ศรราม ควง น้องวีจิ โชว์ความน่ารัก เคลียร์ประเด็นคลิปลูกไม่ให้ กุ้งพลอย จีบ

หนุ่ม ศรราม ควง น้องวีจิ โชว์ความน่ารัก เคลียร์ประเด็นคลิปลูกไม่ให้ กุ้งพลอย จีบ

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 21.43 น.

“หนุ่ม ศรราม” พา “น้องวีจิ” โชว์ความน่ารัก เคลียร์ประเด็นคลิปลูกไม่ให้ “กุ้งพลอย” จีบ! ตอบชัดซื้อบ้าน 20 ล้าน!?

ออกมาเปิดใจทุกประเด็นในรายการสำหรับพระเอกรุ่นเก๋า “หนุ่ม ศรราม” แถมครั้งนี้พาลูกสาวสุดเลิฟ “น้องวีจิ” วัยใกล้ 7 ขวบ กลางรายาร คุยแซ่บ Show ทางช่องวัน31 ที่มีดีเจหนุ่มรูปหล่อ “พุฒ พุฒิชัย” และนางเอกสาวสวย “เบนซ์ พรชิตา” เป็นผู้ดำเนินรายการ เริ่มจากสุดปลื้ม “น้องวีจิ” เต้นบัลเล่ต์หน้าห้างดัง?

หนุ่ม : จริงๆ เค้าทำกิจกรรมเต้นบัลเล่ต์ ตั้งแต่ไปเริ่มเรียนแล้วและก็เต้นทุกวันคริสต์มาสที่สถาบันที่สอนบัลเล่ต์ ได้จัดกิจกรรมหน้าเซ็นทรัลเวิร์ดอยู่แล้ว ปีนี้จะเหนื่อยหน่อยมีงานที่โรงเรียนด้วย ตอนเช้ามีเลี้ยงจับของขวัญกันของโรงเรียนและรีบมูฟมาตอนเย็น คือเริ่มต้นเค้าอยากเต้นแบบแจ๊สแดนซ์ เวลาที่ขึ้นรถทุกครั้งจะเปิดวิทยุ วีจิชอบอยู่กับดนตรี เรารู้ปุ๊บว่าเค้าชอบ เรามีความรู้มาว่าการเต้นบัลเล่ต์คือการเต้นพื้นฐานของทุกอย่างเราเลยส่งไปเรียน เพื่อสักวันในอนาคตถ้าเค้าเลือกในรูปแบบอื่น ก็จะได้เลือกได้เพราะมีบัลเล่ต์เป็นพื้นฐาน

วีจิ : สนุก ไม่ยากค่ะ

วิธีการเลี้ยง “น้องวีจิ” เหตุการณ์พาลูกไปดิสนีย์แลนด์?

หนุ่ม : ต้องเรียนแบบนี้ว่าปกติวีจิ ถ้าไปโรงเรียนทำการบ้านเสร็จทุ่มหนึ่งไม่เกินทุ่มครึ่งพร้อมหลับเพราะตีห้าต้องตื่น ตีห้าครึ่งต้องทานข้าวเช้าไปรร. สิ่งที่เขาขอร้องเอาไว้ตอนป.1 ปิดเทอมอยากไปดิสนีย์แลนด์อยากดูพลุ ตามสัญญาปิดเทอมพาไปดิสนีย์แลนด์ แต่พลุจุดสองทุ่มครึ่งซึ่งวีจินอนทุ่มครึ่งเป็นประจำเราก็เตรียมการไว้มันถูกใจแน่นอนแต่วีจิบอกป๊าไปเถอะ เพราะเห็นคนมารอเยอะ เขาเป็นคนที่ชัดเจนเหมือนเรา

คุณพ่อรับลูกสาวเริ่มดื้อมีพฤติกรรมเลียนแบบ?

หนุ่ม: ดื้อคือยังไง! วีจิไม่ดื้อนะ ด้วยสาเหตุที่เขาไม่ดื้อจะเห็นพฤติกรรมอย่างชัดเจนเวลามีอะไรผิดปกติมาอาทิเช่น วันนี้ไปโรงเรียนกลับมามาถอดถุงเท้า ไม่เอามือถอดไม่นั่งถอด เรารู้ล่ะอันนี้ผิดปกติ เราไม่เคยสอน เราสอนให้นั่งใส่อาจจะติดมาจากโรงเรียน ติดมาจากเพื่อนคนไหนก็ตาม ก็บอกวีจิอย่าทำแบบนี้ไม่ดีเห็นเพื่อนมาใช่ไหมแต่พูดด้วยความระมัดระวัง เขาเป็นเด็กเซ็นซิทิฟ บางทีเขาน้ำตาไหลเลยเขานึกว่าเขาผิดแต่เขาไม่มีเจตนา

คิดว่าตัวเองดื้อมั๊ย?

วีจิ : ไม่ดื้อค่ะ

แล้วคิดว่าปะป๊าดื้อรึเปล่า?

วีจิ : ไม่ดื้อค่ะ

“วีจิ” ว่าปะป๊าดุไหม?

วีจิ : ไม่ดุค่ะ

หนุ่ม : ไม่ดุครับตามใจ จะอธิบายอาจจะเป็นเพราะด้วยตัวเราเองมีความเป็นพ่อ เราเองก็โตมากขึ้นมีวุฒิความเป็นพ่อมากขึ้น รู้จักวิธิปฎิบัติลงตัวกับลูกสาว และลูกเป็นผู้หญิงด้วย

เปิดใจเรื่องชาวเน็ตออกมาแสดงความคิดเห็นช่วยเลี้ยงกันลูก?

หนุ่ม : อันนี้ผมเล่าให้ฟังตรงไปตรงมาชัดเจน อย่างที่ลงคลิปเต้นน่ารักๆ มันจะมีคอมเมนต์น้องวิจิน่ารักนะหนูเป็นดีนะลูก หลากหลายคนเมนต์ บางทีผมก็จะไปกดหัวใจ แต่มันจะเริ่มมีแบบเต้นเก่งเหมือนแม่เลย ไปอยู่กับพ่อปลอดภัยกว่า อันนี้คือเกรียนทั้งหลายชอบทำให้คลิปที่น่ารักๆ เต็มไปด้วยคอมเมนต์กาก คอมเมนต์ที่มาช่วยเลี้ยง เช่นผมถ่ายรูปกับลูกน่ารักๆ ปุ๊บคอมเมนต์มาเลย เอ่อ..อุ้มทำไมขาจะลากพื้นอยู่แล้ว ซึ่งคลิปนั้นอุ้มให้ดูว่าข้าวแกงมีอะไรไปเดินซื้อของตลาดเช้ากัน คือถ้าพูดตามตรง ถ้าเขาจะโตแค่ไหน ผมก็อยากอุ้มลูกผม ผมเลยตอบคอมเมนต์ไปสั้นๆ ด้วยความจริงใจว่า เผือก มีคนมา+1ทั้งคืน ผมไม่เข้าใจว่าบวก 1 คืออะไร ผมก็พิมพ์ไปว่า ตกลงบวกได้เท่าไหร่แล้ว คือผมไม่รู้ และก็ถูกพิมพ์ ค กลับมาอีก

“หนุ่ม” สุดงงเจอคอมเมนต์ดราม่า “น้องวีจิ” เรียก รปภ. ว่ายาม?

หนุ่ม : คลิปที่เค้าเอาของไปให้ยาม มีพิมพ์เข้ามาพูดว่าพี่ยามคะทานข้าวนะค่ะเค้าพิมพ์เข้ามาว่าเค้าเป็นรปภ. คะไม่ใช่ยาม แต่คอมเมนต์นี้ทำให้ตกผลึกเรื่องคอมเมนต์ดราม่าทุกอันเลย รู้สึกว่าแค่เด็กยังไม่เว้นยังมีคนแบบนี้อยู่ในสังคม ใครที่อยากจะพูดถึงเรื่องเราปล่อยให้เขาเล่าไป เราจะใช้ชีวิตยังไงก็ส่วนของเรา แต่เรื่องของคุณแม่ขอเล่าต่อให้จบ เราสอนให้รักแม่ตลอด บางทีลูกลงคลิปกับเราคอมเมนต์มาอันหนึ่ง สงสารนะไม่มีแม่ ผมเลยตอบไปด้วยความสงสารด้วยความเคารพรัก ก็ดีกว่าพ่อแม่มีแต่ไม่สั่งสอน บางทีสังคมสอนให้เราตอบโต้

เปิดใจครั้งแรกคลิปไวรัล “น้องวีจิ” ไม่ให้ “กุ้งพลอย” จีบ?

วีจิ : ไม่ได้ค่ะ เพราะว่าห่วงค่ะ  

สมมุติว่า “วีจิ” โตขึ้น ต้องมีแฟนจะมีแฟนรึเปล่า?

วีจิ : ไม่มีค่ะ

ทำไมคิดว่าถึงไม่มีแฟน?

วีจิ : เก็บเงินดูแลป๊า (พ่อหนุ่มจุ๊บกลางรายการ)

หวงปะป๊าขนาดไหน?

วีจิ : หวงที่สุดค่ะ

ถ้าป๊ามีคนมาจีบล่ะ?

วีจิ : ไม่ได้ค่ะ

รักปะป๊าแค่ไหน?

วีจิ : รักที่สุดในโลก

หนุ่ม : ก็รักเค้ามากที่สุดในโลก พูดทุกวัน พูดทุกเช้า พูดก่อนนอน และสิ่งที่ทำทุกเช้าก่อนนอน คือขอบคุณลูก ที่ลูกเป็นเด็กดีน่ารัก หลังจากสวนมนต์ตอนเช้าก็บอกว่าพ่อสวนมนต์ให้หนูนะลูก

แย้มสถานะสี่ห้องหัวใจล่าสุดพระเอกรุ่นเก๋า?

หนุ่ม : ไม่มีคนเข้ามา 100 % ถามว่ากี่ปีที่ไม่มีแฟนก็เท่าอายุลูก ระหว่าทางถามว่ามีไหม ก็ชอบเค้าแต่ไม่มีลั่นไปกดไลค์ เสียงในหัวดังไม่พอ ไม่ได้คุยกับใครเลย ไม่ได้คิดเรื่องนี้มานานแล้วไม่คิดเลย อาจจะเป็นเพราะว่าอยู่กับลูกมีความสุขแล้วมันเป็นรักแท้สำหรับผม ผมโอเคแฮปปี้  

จัดหนักจัดเต็มซื้อบ้าน 20 ล้านให้ “น้องวีจิ” แล้ว?

หนุ่ม : เรื่องราคาไม่จริงครับ คือวันนี้เราเองต้องยอมรับรุ่นสู่รุ่นมันผานไปแล้ว ตอนนี้เราไม่ใช่พระเอกวัยรุ่นเหมือนแต่ก่อน เราเปลี่ยนเป็นพ่อหรือเป็นบทเอกที่เรารับงานแสดงเราเป็นนักแสดง วันนี้กำลังเรายังมีอยู่กับสิ่งที่เราวางแผนไว้ และถูกพ่อแม่สอนมาเหมือนกันว่าเราไม่จำเป็นต้องอวดรวยทำอะไรที่มันแพงๆ พอกินพอใช้และก็ทำที่เราทำได้ตามกำลัง จะย้ายไปอยู่ต้นกุมภาพันธ์

วีจิ : ตื่นเต้นค่ะ มีห้องตัวเองแล้ว

ผลงานทิ้งท้าย?

หนุ่ม : มีงานพรีเซนเตอร์งานรีวิวลงติ๊กต๊อกไอจีเฟซบุ๊คยังรับเรื่อยๆ งานเพลงก็ยังทำอยู่มีคอนเสิร์ตยุค 90บ้างงานพิธีกรกำลังคิดรูปแบบรายการออนไลน์ กำลังคิดคอนเซ้ปต์อยู่

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow วันและเวลาใหม่ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

เจนนี่ แบล็กพิงก์ ปล่อยภาพแคนดิดสุดลับ ถ่ายเก็บไว้ตั้งแต่อายุ 25 ปี สู่สายตาแฟนๆทั่วโลก

เจนนี่ แบล็กพิงก์ ปล่อยภาพแคนดิดสุดลับ ถ่ายเก็บไว้ตั้งแต่อายุ 25 ปี สู่สายตาแฟนๆทั่วโลก

เจนนี่ แบล็กพิงก์ ปล่อยภาพแคนดิดสุดลับ ถ่ายเก็บไว้ตั้งแต่อายุ 25 ปี สู่สายตาแฟนๆทั่วโลก

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.46 น.

17 มกราคม 2569 แฟนๆ แห่แชร์ความแซ่บว่อนโลกโซเชียลสำหรับ นิทรรศการภาพถ่ายของ ‘เจนนี่ คิม’ หรือ ‘เจนนี่ แบล็กพิงก์’ ซึ่งเจ้าตัวนั้นได้ภ่ายภาพแคนดิดสวยๆ เก็บไว้ตั้งแต่เธอมีอายุ 25 ปี ปัจจุบันเธออายุ 30 ปีบริบูรณ์ เอาไว้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยนิทรรศการภาพถ่ายครั้งแรกของเธอใช้ชื่อว่า “JENNIE PHOTO EXHIBITION ‘J2NNI5’” จัดขึ้นที่ Youthquake Gallery ในเขตจงโน กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ 

โดยนิทรรศการภาพถ่ายของเธอ “JENNIE PHOTO EXHIBITION ‘J2NNI5’” จัดขึ้นเพื่อแสดงภาพช่วงเวลาที่เป็นตนเองที่สุดของ เจนนี่ ที่ค้นพบโดยไม่ได้ตั้งใจ นิทรรศการนี้จะเผยภาพถ่ายที่ไม่เคยเผยแพร่ที่ไหนมาก่อนของ เจนนี่ในช่วงวัย 25 ปี ซึ่งถ่ายโดยช่างภาพชื่อดังชาวเกาหลี ฮงจางฮยอน , ชินซอนฮเย และ ม็อกจองอุค

อีกทั้ง โฟโตบุ๊ค รุ่น First Edition จำนวนจำกัดเพียง 3,000 เล่มทั่วโลก ความหนากว่า 692 หน้า ถ่ายทอดตัวตนและช่วงเวลาสำคัญของเจนนี่ ผ่านภาพที่ไม่เคยเผยแพร่มาก่อน วางจำหน่ายเฉพาะในนิทรรศการ JENNIE Photo Exhibition และ POP-UP ที่เกาหลี–ญี่ปุ่น ตั้งแต่ 16 มกราคม 2026 เป็นต้นไป การซื้อจำกัดเพียงหนึ่งเล่มต่อคน และผู้ซื้อฉบับพิมพ์ครั้งแรกจะได้รับใบรับรองความถูกต้องจำนวนจำกัดและที่คั่นหนังสือ

อีกทั้งรายได้จากตั๋วเข้าชมงานนิทรรศการภาพถ่าย “JENNIE PHOTO EXHIBITION ‘J2NNI5’” จะนำไปบริจาคเพื่อการกุศลทั้งหมด

ไฮโซข้าวโพด เปิดใจ ยังไม่ได้เงินคืนจากเพื่อนรักแม้แต่บาทเดียว เงียบหาย-ไร้การติดต่อ

ไฮโซข้าวโพด เปิดใจ ยังไม่ได้เงินคืนจากเพื่อนรักแม้แต่บาทเดียว เงียบหาย-ไร้การติดต่อ

ไฮโซข้าวโพด เปิดใจ ยังไม่ได้เงินคืนจากเพื่อนรักแม้แต่บาทเดียว เงียบหาย-ไร้การติดต่อ

วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569, 18.02 น.

17 มกราคม 2569 เรียกได้ว่าเปิดใจกลางไลฟ์สดเลยทีเดียวสำหรับไฮโซข้าวโพด สมิตินันทน์ หลังจากที่กำลังไลฟ์สดกับนางแบบชื่อดัง ซินดี้ สิรินยา หลังจากที่ชาวเน็ตได้ตั้งคำถามว่า “ได้เงินคืนจากดีตเพื่อนรักนานา ไรบีนา บ้างหรือยัง?”

ซึ่งไฮโซข้าวโพด ตอบทันทีว่า “ไม่ได้ ไม่มีการติดต่อด้วย จริงๆ หายไปเลย” อีกทั้ง ซินดี้ สิรินยา ก็ได้ถามกลับว่า “มีหวังบ้างไหม” ซึ่งสาวข้าวโพดตอบว่า “ก็ต้องมีหวังกับระบบทางกฎหมายแล้วกัน ในฐานะลูกหนี้หายไปเลย แต่ที่ข้าวโพดไปยืมเงินคุณน้าให้เขา เขาก็มีติดต่อมาบ้าง เพราะว่ามันไม่ใช่โพดไง เป็นคุณน้าที่เขาไปยืมเงิน ไม่เพราะว่าอะไรที่เขาเคยพูดว่า ใครที่ไม่ได้ไปแจ้งความเขาก็จะดูแลให้ก่อน ประมาณนี้ ก็ไม่รู้ ความคิดคนมันไม่เหมือนกัน ก็โพดคงไปแจ้งความอะไรอย่างนี้มั้ง ก็เลยอาจจะเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยากนิดนึง แต่ว่าใครที่ไม่มีการแจ้งความ คุยกันได้ เขาก็จะเริ่มใช้เงินก่อน แต่ของน้าข้าวโพดที่ข้าวโพดไปยืมมาให้เขาข้าวโพดก็ยังไม่ได้นะคะ เขาบอกว่าเขาจะเริ่มผ่อนคืน หวังว่า”

ต่อมา ซินดี้ สิรินยา ก็ได้กล่าวว่า “โอเคนะ ยังไม่ได้ สักกะบาท” สาวข้าวโพด พูดปิดท้ายอีกว่า “ติดต่อก็ไม่มี บอกจะให้ทนายติดต่อมาก็ไม่มี ปีใหม่โพดไม่อยู่เมืองไทยด้วยแหละ เขารู้ว่าเราอยู่ไหน ทำอะไร เบอร์บัญชีอะไร จริงๆ มันไม่ยากหรอกคนเรา”

‘ลิซ่า’นำปชน.ลุยนครศรีฯ หาเสียงช่วย’โบว์-พุฒิพงศ์ ลุ๋ยจิ๋ว’

'ลิซ่า'นำปชน.ลุยนครศรีฯ หาเสียงช่วย'โบว์-พุฒิพงศ์ ลุ๋ยจิ๋ว'

‘ลิซ่า’นำปชน.ลุยนครศรีฯ หาเสียงช่วย’โบว์-พุฒิพงศ์ ลุ๋ยจิ๋ว’

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

‘ลิซ่า ภคมน’หญิงเหล็กพรรคประชาชน  ลงพื้นที่นครศรีธรรมราช ร่วมหาเสียงช่วย’โบว์ พุฒิพงศ์ ลุ๋ยจิ๋ว’ ผู้สมัคร สส.เขต 6 เผยกองเชียร์แน่น ประกาศชัดหมคยุคเสาไฟฟ้าเดินได้ 

เมื่อวันที่ 18 ม.ค.2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือลิซ่า ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ แกนนำคนสำคัญของพรรคประชาชน ลงพื้นที่ อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ที่ตลาดสดท่ายาง เพื่อช่วยรณรงค์หาเสียงให้ “โบว์-พุฒิพงษ์ ลุ๋ยจิ๋ว” ผู้สมัครสส.นครศรีธรรมราช เขต 6 หมายเลข 7 โดยได้รับความสนใจจากประชาชนในพื้นที่ มีกองเชียร์หัวคะแนนธรรมชาติที่มารอต้อนรับเป็นอย่างมาก

ก่อนหน้านี้ น.ส.ภคมน ได้ตระเวนหาเสียงในหลายพื้นที่ ก่อนจะเปิดเวทีใหญ่ที่ อ.ถ้ำพรรณรา ในช่วงค่ำวันที่ 17 ม.ค. ระบุ  การเลือกตั้งครั้งนี้พื้นที่นครศรีธรรมราช  จะเกิดจุดเปลี่ยนครั้งประวัติศาสตร์ จากการสำรวจพื้นที่   ยิ่งเดินยิ่งสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ประชาชนชาวนครศรีธรรมราชตื่นตัว และส่งสัญญาณชัดเจนว่า “ไม่เอาแล้วกับของเดิม” และเชื่อว่าวาทกรรมในอดีตที่ว่า “คนใต้รักใครชอบใคร ส่งเสาไฟฟ้าลงก็ได้รับเลือก” นั้นใช้ไม่ได้อีกต่อไปในยุคปัจจุบัน

น.ส.ภคมน กล่าวด้วยว่า คนนครศรีธรรมราชและคนใต้ปรารถนาการเมืองที่โปร่งใส ต้องการนักการเมืองที่กล้าตรวจสอบและกล้าพิทักษ์ผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งพรรคประชาชนได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วจากการทำหน้าที่อย่างเข้มข้นตลอดช่วงที่ผ่านมา ทำให้กระแสตอบรับในพื้นที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัญหาเรื้อรังของนครศรีธรรมราชแม้จะเป็นเมืองใหญ่ แต่กลับมีภาพลักษณ์ด้านลบเรื่องอิทธิพลสีเทาและสีดำที่กัดกินสังคม 

วันนี้จึงมีความจำเป็นต้องส่ง “โบว์-พุฒิพงศ์ ลุ่ยจิ๋ว” ผู้กล้าเข้ามาทำหน้าที่ เพื่อดูแลพี่น้องประชาชน ที่สำคัญแดนด้ามขวานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ถ้ามีพรรคประชาชนเป็นรัฐบาล
 

‘สว.ชิบ’บี้‘รัฐบาล’ เร่งผนึกยกระดับสางแก้ปัญหา‘ฝุ่นพิษ’ด่วน

‘สว.ชิบ’บี้‘รัฐบาล’ เร่งผนึกยกระดับสางแก้ปัญหา‘ฝุ่นพิษ’ด่วน

‘สว.ชิบ’บี้‘รัฐบาล’ เร่งผนึกยกระดับสางแก้ปัญหา‘ฝุ่นพิษ’ด่วน

วันอาทิตย์ ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2569, 15.09 น.

“สว.ชิบ”บี้”รัฐบาล” เร่งผนึกยกระดับสางแก้ปัญหา”ฝุ่นพิษ”ด่วน หนุนรีบออก”กฎหมายอากาศสะอาด”บังคับใช้ แนะดึงข้อมูลงานวิจัยที่มีอยู่แล้วมาทำได้เลย เตือนอย่าปล่อยเกิดซ้ำซาก-ทำลายคุณภาพชีวิต

เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2569 นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการเสริมสร้างขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ภายใต้คณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา กล่าวว่า สถานการณ์ฝุ่นพิษ PM 2.5 ในกรุงเทพฯ และประเทศไทย กลับเข้าสู่ภาวะวิกฤตอีกครั้ง ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ซึ่งวิกฤตฝุ่นพิษไม่ใช่เพียงปัญหาสภาพอากาศตามฤดูกาล หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะท้อนความล่าช้าของประเทศไทยในการมีกฎหมายและกลไกบริหารจัดการอากาศสะอาดอย่างจริงจัง

“เรายังจัดการปัญหาฝุ่นแบบแยกส่วน หน่วยงานทำงานคนละทิศ ขาดกฎหมายแม่บทที่กำหนดหน้าที่ความรับผิด และอำนาจการบังคับใช้ที่ชัดเจน อากาศสะอาดควรถูกมองเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ไม่ใช่เรื่องของการขอความร่วมมือเป็นครั้งคราว” นายชิบ กล่าว

นายชิบ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งผลักดันกฎหมายอากาศสะอาดให้เป็นรูปธรรม โดยกฎหมายดังกล่าวต้องครอบคลุมตั้งแต่การควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ การบริหารจัดการข้อมูลคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ การคุ้มครองสุขภาพประชาชน ไปจนถึงการกำหนดความรับผิดของหน่วยงานรัฐและภาคเอกชนอย่างชัดเจน

นายชิบ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาวุฒิสภาได้ทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงในการวิจัยศึกษาปัญหาหมอกควันและมลพิษทางอากาศทั้งในระดับพื้นที่และระดับนโยบาย โดยงานวิจัยชี้ว่าการแก้ปัญหาฝุ่นอย่างยั่งยืนต้องอาศัยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ควบคู่กับการมีกฎหมายที่เข้มแข็ง ซึ่งงานวิชาการดังกล่าวควรถูกนำมาใช้เป็น ฐานข้อมูลหลักในการกำหนดนโยบายของรัฐ ไม่ใช่เพียงรายงานประกอบการประชุมหรือเอกสารเชิงวิชาการที่ไม่ได้ถูกนำไปใช้จริง เรามีองค์ความรู้ มีนักวิชาการ มีข้อมูล แต่ที่ผ่านมาเราไม่ได้นำสิ่งเหล่านี้มาเชื่อมกับการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างจริงจัง วิกฤตฝุ่นครั้งนี้จึงควรเป็นจุดเปลี่ยนให้รัฐหันมาใช้วิทยาศาสตร์นำการบริหารประเทศ

นายชิบ กล่าวด้วยว่า ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฯ เห็นว่าวิกฤต PM 2.5 ในขณะนี้ ควรถูกใช้เป็นสัญญาณเตือนสำคัญให้สังคมไทยเร่งยกระดับการจัดการสิ่งแวดล้อม จากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้างผ่านกฎหมายอากาศสะอาดที่มีผลบังคับใช้จริง และกลไกการติดตามตรวจสอบที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ หากเรายังปล่อยให้ฝุ่นถูกมองเป็นเรื่องดินฟ้าอากาศ ปีหน้าปัญหาก็จะเกิดซ้ำอีก แต่ถ้าเรายอมรับว่ามันคือปัญหานโยบาย วันนี้ยังไม่สายเกินไปที่จะเปลี่ยน