UAE ยืนยัน โดรนปริศนาโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บินมาจากอิรัก

UAE ยืนยัน โดรนปริศนาโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บินมาจากอิรัก

20 พ.ค. 2569 04:02 น.

UAE ยืนยัน โดรนปริศนาโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ บินมาจากอิรัก

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ยืนยันว่า โดรนปริศนาที่มุ่งเป้าโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของพวกเขาเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ถูกส่งมาจากอิรัก ซึ่งมีกลุ่มติดอาวุธที่อิหร่านสนับสนุนเคลื่อนไหวอยู่

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เปิดเผยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (18 พ.ค.) ว่า โดรนที่มุ่งเป้าโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของประเทศเมื่อสัปดาห์ก่อน เดินทางมาจากประเทศอิรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ที่กลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านใช้เป็นฐานในการเปิดฉากโจมตีหลายครั้งนับตั้งแต่สงครามในตะวันออกกลางเริ่มต้นขึ้น

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดรนลำหนึ่งซึ่งไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ ตกใส่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าใกล้กับโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ “บารากาห์” (Barakah) ในรัฐอาบูดาบี และส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือมีรายงานการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี ส่วนโดรนอีกสองลำถูกสกัดกั้นเอาไว้ได้

บารากาห์ เป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพียงแห่งเดียวในโลกอาหรับ ตั้งอยู่ใกล้กับพรมแดนซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ ซึ่งเหตุโจมตีในครั้งนี้ได้จุดชนวนให้เกิดความหวั่นวิตกเกี่ยวกับผลกระทบที่จะตามมาทั่วทั้งภูมิภาคอ่าวอาหรับ

“ส่วนหนึ่งของกระบวนการสืบสวนที่กำลังดำเนินอยู่ต่อเหตุโจมตีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บารากาห์อย่างอุกอาจเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2026 ผลการแกะรอยทางเทคนิคและการเฝ้าติดตามได้รับการยืนยันแล้วว่า โดรนทั้งสามลำ… ล้วนมีต้นทางมาจากดินแดนของอิรัก” กระทรวงกลาโหมของเอมิเรตส์แถลง

กระทรวงกลาโหมระบุเสริมว่า ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ยังสามารถสกัดกั้นโดรนอีก 6 ลำที่เดินทางมาจากอิรัก ซึ่ง “พยายามที่จะมุ่งเป้าโจมตีพื้นที่พลเรือนและพื้นที่สำคัญระดับประเทศ”

ก่อนหน้านี้ ทางการอิรักได้ออกมาประณามเหตุโจมตีโรงไฟฟ้าบารากาห์แล้ว ก่อนที่รัฐบาลอาบูดาบีจะประกาศเปิดเผยถึงแหล่งที่มาของโดรนดังกล่าว

ทั้งนี้ อิหร่านเปิดฉากโจมตียูเออีและประเทศอื่น ๆ ในแถบอ่าวอาหรับ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ โดยพุ่งเป้าไปที่ทรัพย์สินของสหรัฐฯ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและพลเรือน

ก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 8 เมษายน กลุ่มติดอาวุธในอิรักที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะรานได้เข้ามาแทรกแซงเพื่อช่วยเหลืออิหร่าน และโจมตีฐานทัพของสหรัฐฯ ในอิรักรวมถึงในภูมิภาคโดยรอบ ซึ่งครอบคลุมถึงกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับด้วย

อย่างไรก็ตาม พื้นที่ตั้งของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งนี้เคยรอดพ้นจากการตกเป็นเป้าหมายมาโดยตลอด จนกระทั่งเกิดเหตุขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

แวนซ์แก้ตัวพัลวัน ปมทรัมป์บอกหยุดสงคราม ไม่เกี่ยวการเงินชาวอเมริกัน

แวนซ์แก้ตัวพัลวัน ปมทรัมป์บอกหยุดสงคราม ไม่เกี่ยวการเงินชาวอเมริกัน

20 พ.ค. 2569 03:04 น.

แวนซ์แก้ตัวพัลวัน ปมทรัมป์บอกหยุดสงคราม ไม่เกี่ยวการเงินชาวอเมริกัน

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ตอบโต้สื่อเรื่องที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ไม่ได้คำนึงถึงการเงินชาวอเมริกันในความพยายามยุติสงครามกับอิหร่าน และเรื่องที่ทรัมป์ถูกกล่าวหาว่า ซื้อขายหุ้นจำนวนมากระหว่างดำรงตำแหน่ง

เมื่อ 19 พ.ค. 2569 นาย เจ.ดี. แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมาตอบโต้กระแสวิจารณ์เกี่ยวกับความเห็นของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ว่า เขาไม่ได้คำนึงถึงเรื่องการเงินของชาวอเมริกันในระหว่างที่พยายามคลี่คลายสงครามอิหร่าน โดยแวนซ์บอกสำนักข่าว CNN ว่า ประธานาธิบดี “มีหน้าที่อันชอบธรรมที่จะต้องมุ่งเน้นในหลาย ๆ เรื่องพร้อมกัน”

เมื่อสัปดาห์ก่อน ทรัมป์ถูกตั้งคำถามว่าความกังวลด้านเศรษฐกิจของชาวอเมริกันมีส่วนช่วยผลักดันให้เขาพยายามทำข้อตกลงสันติภาพมากน้อยเพียงใด ซึ่งทรัมป์ตอบว่า “ไม่ได้มีส่วนเลยแม้แต่นิดเดียว” และย้ำว่า “สิ่งเดียวที่สำคัญเวลาที่ผมพูดถึงอิหร่าน คือ พวกเขาจะต้องไม่มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง”

ล่าสุดในวันอังคาร รองประธานาธิบดีอ้างว่าผู้สื่อข่าว “บิดเบือน” บทสนทนาดังกล่าวของประธานาธิบดี รวมถึงคำชี้แจงปกป้องที่แวนซ์เคยให้ไว้เมื่อสัปดาห์ก่อนด้วย

แวนซ์บอก เคตแลน คอลลินส์ ผู้สื่อข่าวของ CNN ว่า ประธานาธิบดี “ถูกกล่าวหาว่าพูดว่าเขาไม่สนใจสถานการณ์ทางการเงินของชาวอเมริกัน — ซึ่งเขาไม่เคยพูดแบบนั้นเลย”

“มันเป็นการตัดตอนคำพูดไปจากบริบทโดยสิ้นเชิง — สิ่งที่ท่านพูดคือเมื่อท่านกำลังเจรจากับอิหร่าน ท่านจะมุ่งเน้นไปที่เป้าหมายด้านความมั่นคงแห่งชาติที่ท่านกำลังพยายามทำให้สำเร็จ”

รองประธานาธิบดีย้ำว่า ทรัมป์ยังคง “มุ่งเน้น” ไปที่ปัญหาต่าง ๆ ที่ชาวอเมริกันกำลังเผชิญ พร้อมเสริมว่า “ทุก ๆ วันผมได้พูดคุยกับท่านเกี่ยวกับเรื่องนี้ — ทุก ๆ วัน ท่านมีความเป็นห่วงเพื่อนร่วมชาติชาวอเมริกัน”

“คุณสามารถคิดสองเรื่องในหัวพร้อมกันได้นะ ว่าประธานาธิบดีใส่ใจในความมั่นคงทางการเงินของชาวอเมริกัน แต่ในขณะเดียวกันเมื่อท่านกำลังเจรจากับอิหร่าน ท่านก็กำลังพูดถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความกังวลในความขัดแย้งเฉพาะหน้านั้น ๆ” แวนซ์กล่าว

ขณะเดียวกัน นายแวนซ์เลี่ยงตอบคำถามตรงๆ ในเรื่องที่นายทรัมป์ถูกกล่าวหาว่า ซื้อขายหุ้นจำนวนหลายพันครั้งในระหว่างการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี โดยอ้างว่าตัวทรัมป์ไม่ได้เป็นผู้ซื้อและขายหุ้นเหล่านั้นด้วยตนเอง

“ท่านมีที่ปรึกษาด้านความมั่งคั่งอิสระที่คอยดูแลบริหารจัดการเงินให้” แวนซ์กล่าวในระหว่างการแถลงข่าว “ท่านไม่ได้เป็นคนทำการซื้อขายหุ้นเหล่านี้ด้วยตัวเอง”

รองประธานาธิบดีแสดงท่าทีไม่พอใจต่อคำถามเกี่ยวกับรายงานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินล่าสุดของทรัมป์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการซื้อขายหุ้นหลายพันครั้ง รวมถึงการลงทุนในบริษัทต่าง ๆ ที่ทรัมป์เคยยกย่องต่อสาธารณะ หรือบริษัทที่มีผลประโยชน์ผูกพันกับรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกจี้ถามว่ากิจกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องที่เหมาะสมหรือไม่ แวนซ์พยายามลดทอนความสำคัญของประเด็นนี้ลง และโต้กลับว่าทรัมป์เองก็สนับสนุนการจำกัดสิทธิ์ของเจ้าหน้าที่รัฐในการซื้อขายหุ้น

“พวกเราทุกคนเชื่อว่าไม่ควรมีใครนำข้อมูลภายในที่ได้รับจากการทำงานบริการสาธารณะไปใช้ในการซื้อและขายหุ้น” เขากล่าว “ผมคิดว่าวิธีที่ควรทำให้เป็นแบบอย่างคือ การสั่งห้ามกระบวนการนั้น ห้ามแนวทางนั้น และทำให้มันเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ท่านประธานาธิบดีได้เสนอให้ทำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

สิงคโปร์ยกระดับป้องกัน หลังอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก-ยูกันดา

สิงคโปร์ยกระดับป้องกัน หลังอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก-ยูกันดา

20 พ.ค. 2569 01:27 น.

สิงคโปร์ยกระดับป้องกัน หลังอีโบลาระบาดในดีอาร์คองโก-ยูกันดา

หน่วยงานโรคติดต่อของสิงคโปร์ประกาศยกระดับมาตรการสาธารณสุข เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้มีนักเดินทางนำเชื้อไวรัสอีโบลา ซึ่งกำลังระบาดใน 2 ประเทศแอฟริกา เข้ามาในประเทศ

เมื่อ 19 พ.ค. 2569 สำนักงานโรคติดต่อแห่งสิงคโปร์ (CDA) ประกาศยกระดับมาตรการทางสาธารณสุข หลังเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก (DR Congo) และยูกันดา เพื่อป้องกันไม่ให้มีเคสผู้ป่วยติดเชื้อจากต่างประเทศเล็ดลอดเข้ามา

CDA ระบุว่า ตอนนี้มีการจัดทำคำแนะนำด้านสุขภาพ ที่จุดเดินทางเข้า-ออกประเทศทุกแห่งของสิงคโปร์ สำหรับนักเดินทางทั้งขาเข้าและขาออกแล้ว

ผู้เดินทางขาเข้าที่มาจากจุดหมายปลายทางที่ได้รับผลกระทบ จะได้รับคำแนะนำให้เฝ้าระวังอาการของโรคอีโบลาด้วยตนเองเป็นเวลา 21 วัน นับจากวันที่เดินทางออกจากประเทศดังกล่าว และให้รีบไปพบแพทย์ทันทีหากรู้สึกไม่สบาย

ในขณะเดียวกัน นักเดินทางขาออกที่มีแผนจะไปเยือนภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบ ได้รับคำแนะนำให้ใช้มาตรการป้องกันที่จำเป็นเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ

CDA บอกอีกว่า ทางหน่วยงานกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะปรับเปลี่ยนมาตรการทางสาธารณสุขหากผลการประเมินความเสี่ยงมีการเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การแพร่ระบาดของอีโบลาในดีอาร์คองโกและยูกันดา เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศแล้ว หลังจากดีอาร์คองโกยืนยันเรื่องการระบาดเมื่อสัปดาห์ก่อน ซึ่งจนถึงตอนนี้พบผู้เสียชีวิตแล้ว 131 ศพ และมีผู้ป่วยต้องสงสัยว่าติดเชื้ออีก 513 คน

แม้ว่าทาง CDA จะระบุว่าไม่มีเที่ยวบินตรงจากดีอาร์คองโกและยูกันดามายังสิงคโปร์ และปริมาณการเดินทางยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็มีการแจ้งเตือนให้แพทย์เพิ่มความเข้มงวดและเฝ้าระวังโรคอีโบลาในผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่าย รวมถึงมีประวัติการเดินทางไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเมื่อไม่นานมานี้ด้วย

CDA เผยด้วยว่า แพทย์ผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์และห้องปฏิบัติการทั้งหมดจำเป็นต้องแจ้งให้ทางสำนักงานฯ ทราบในทันทีหากพบผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยันหรือเข้าข่ายสงสัยว่าติดเชื้อโรคอีโบลา นอกจากนี้ ยังมีการใช้บัตรสำแดงสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (eHDC) ซึ่งกำหนดให้ผู้เดินทางขาเข้าต้องสำแดงสถานะทางสุขภาพและประวัติการเดินทางของตนเองด้วย

“ผู้เดินทางจะต้องเข้ารับการประเมินทางการแพทย์ ณ จุดเดินทางเข้าประเทศ หากมีอาการที่เข้าข่ายโรคอีโบลาและมีประวัติการเดินทางไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ” CDA ย้ำ

นายออง ยี คุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งกำลังเข้าร่วมการประชุมสมัชชาอนามัยโลกประจำปี ณ กรุงเจนีวา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า สถานการณ์ในประเทศแถบแอฟริกาที่ได้รับผลกระทบกำลังเลวร้าย และ “เราน่าจะได้เห็นยอดผู้เสียชีวิตและผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกเป็นจำนวนมากในอีกไม่กี่วันและไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์ลั่น จำเป็นต้องทำสงครามอิหร่าน ไม่ว่าจะได้รับความนิยมหรือไม่

ทรัมป์ลั่น จำเป็นต้องทำสงครามอิหร่าน ไม่ว่าจะได้รับความนิยมหรือไม่

19 พ.ค. 2569 23:36 น.

ทรัมป์ลั่น จำเป็นต้องทำสงครามอิหร่าน ไม่ว่าจะได้รับความนิยมหรือไม่

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า จำเป็นต้องทำสงครามกับอิหร่านเพื่อขัดขวางไม่ให้เตหะรานได้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ไม่ว่าการทำแบบนี้จะได้รับความนิยมจากชาวอเมริกันหรือไม่ก็ตาม

เมื่อ 19 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่าเขาคิดว่าสงครามของสหรัฐฯ กับอิหร่านนั้นได้รับความนิยมจากประชาชน และถึงแม้จะไม่เป็นเช่นนั้น การขัดขวางไม่ให้เตหะรานมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองก็ถือเป็นภารกิจที่คุ้มค่า

“ฟังนะ ใคร ๆ ก็บอกผมว่าเรื่องนี้ไม่ได้รับความนิยม แต่ผมคิดว่ามันจะได้รับความนิยมอย่างมากเมื่อคุณ—เมื่อพวกเขาได้ยินว่ามันเกี่ยวข้องกับอาวุธนิวเคลียร์ อาวุธที่สามารถทำลายล้างลอสแอนเจลิส หรือทำลายล้างเมืองใหญ่ ๆ ได้ในพริบตา” ทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันอังคาร

“ไม่ว่ามันจะได้รับความนิยมหรือไม่ก็ตาม ผมก็ต้องทำ เพราะผมจะไม่ยอมให้โลกใบนี้ถูกระเบิดเป็นจุลต่อหน้าต่อตาในระหว่างที่ผมอยู่ในตำแหน่ง” ทรัมป์กล่าว “มันจะไม่มีวันเกิดขึ้น”

คำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกิดขึ้นในขณะที่คะแนนนิยมของเขาลดฮวบลงนับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากสงครามเมื่อ 28 ก.พ. โดยมีชาวอเมริกันเพียงร้อยละ 36 ที่ให้การสนับสนุน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความประกาศว่า เขาจะ “ชะลอ” แผนการโจมตีอิหร่านที่จะมีขึ้นในวันอังคารออกไปก่อน โดยอ้างว่าเป็นคำขอจากผู้นำของกาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

อย่างไรก็ตามในวันอังคาร เขากล่าวว่าการชะลอการโจมตีดังกล่าวจะมีผลแค่เพียง “ในช่วงระยะเวลาจำกัด” เท่านั้น โดยอาจจะชะลอจนถึงสัปดาห์หน้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

WHO เตือน อีโบลาอาจแพร่ระบาดเร็วกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก

WHO เตือน อีโบลาอาจแพร่ระบาดเร็วกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก

19 พ.ค. 2569 22:52 น.

WHO เตือน อีโบลาอาจแพร่ระบาดเร็วกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก

องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้ออาจกำลังแพร่กระจายไปเร็วกว่าที่ประเมินไว้ตอนแรก หลังจำนวนผู้เสียชีวิตจากอีโบลาในดีอาร์คองโกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

เมื่อ 19 พ.ค. 2569 องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกมาเตือนว่า จำนวนผู้ติดเชื้ออาจกำลังแพร่กระจายไปเร็วกว่าที่ประเมินไว้ตอนแรก หลังจำนวนผู้เสียชีวิตจากอีโบลาในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก หรือ ดีอาร์คองโก เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

ปัจจุบัน ไวรัสชนิดนี้คร่าชีวิตผู้คนในดีอาร์คองโกไปแล้ว 131 ศพ และเจ้าหน้าที่ระบุว่าขณะนี้มีผู้ป่วยที่เข้าข่ายสงสัยติดเชื้อในประเทศอีกมากกว่า 513 ราย นอกจากนี้ยังมีผู้เสียชีวิตแล้ว 1 ศพในประเทศเพื่อนบ้านอย่างยูกันดา

ดร. แอนน์ แอนเซีย จากองค์การอนามัยโลก ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีว่า ยิ่งหน่วยงานของสหประชาชาติเข้าไปสืบสวนการแพร่ระบาดครั้งนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าโรคได้แพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น ๆ แล้ว

แบบจำลองจากศูนย์วิเคราะห์โรคติดเชื้อระดับโลก MRC ในกรุงลอนดอน ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ชี้ว่ามีจำนวนผู้ติดเชื้อที่ “หลุดรอดการตรวจพบ” อยู่เป็นจำนวนมาก และไม่สามารถตัดความเป็นไปได้ที่ว่าในปัจจุบันอาจมีผู้ติดเชื้อทะลุ 1,000 รายไปแล้ว

ผลการศึกษาระบุว่า การแพร่ระบาดในปัจจุบันนั้น “มีขนาดใหญ่กว่าที่ตรวจพบในตอนนี้” และ “ขนาดที่แท้จริงของการระบาดยังคงไม่แน่นอน”

ชาวบ้านท้องถิ่นรายหนึ่งในดีอาร์คองโก ซึ่งเรียกตัวเองว่า “บิ๊กบอย” (Bigboy) บอกกับ บีบีซี ว่า ผู้คนกำลัง “หวาดกลัวกันมาก” และปกป้องตัวเองด้วยวิธีการป้องกันต่างๆ เช่น การล้างมือด้วยน้ำสะอาด แต่ก็เสริมว่าเขาอยากให้ชาวบ้านสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ป้องกันอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น หน้ากากอนามัย

ขณะที่ อัลเฟรด กิซา ชาวบ้านอีกรายในจังหวัดอิตูรี (Ituri) ซึ่งกำลังเกิดการระบาดอย่างหนัก กล่าวว่า คนในชุมชนต่างตระหนักถึงภัยคุกคามนี้และกำลังรอรับหน้ากากอนามัยเพื่อป้องกันตนเอง แต่ตัวเขาเองก็ยอมรับว่าไม่รู้จะทำอย่างไรดีหากมีสมาชิกในครอบครัวหรือเพื่อนสนิทติดเชื้อโรคนี้ขึ้นมา

สภากาชาดเตือนว่า ไวรัสอีโบลาสามารถทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วหากไม่สามารถระบุตัวผู้ติดเชื้อได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ประกอบกับการที่ชุมชนขาดข้อมูลข่าวสาร และระบบสาธารณสุขต้องแบกรับภาระจนเกินขีดความสามารถ และตอนนี้ “เรากำลังเผชิญกับปัจจัยทั้งหมดที่ว่ามา” ในการแพร่ระบาดระลอกปัจจุบัน

ในวันอังคาร ประธานาธิบดีเฟลิกซ์ ชิเซเคดี แห่งดีอาร์คองโก ออกมาเรียกร้องให้ประชาชน “อยู่ในความสงบ” และกระตุ้นให้ชาวคองโกตื่นตัวและเฝ้าระวังอยู่เสมอ หลังจากที่เขาได้เรียกประชุมด่วนเพื่อรับมือวิกฤตการณ์นี้เมื่อเย็นวันจันทร์

ด้าน ดร.เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อนเพิ่งประกาศให้การระบาดของอีโบลาในดีอาร์คองโกเป็น “สถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ” กล่าวว่าเขารู้สึกกังวลเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับขนาดและความเร็วของการระบาดใหญ่ในครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

กองทัพอิหร่านเตือน พร้อมเปิดแนวรบใหม่ หากสหรัฐฯ หวนโจมตีอีกครั้ง

กองทัพอิหร่านเตือน พร้อมเปิดแนวรบใหม่ หากสหรัฐฯ หวนโจมตีอีกครั้ง

19 พ.ค. 2569 22:01 น.

กองทัพอิหร่านเตือน พร้อมเปิดแนวรบใหม่ หากสหรัฐฯ หวนโจมตีอีกครั้ง

กองทัพอิหร่านเตือนว่า พวกเขาพร้อมเปิดแนวรบใหม่ หากสหรัฐฯ หวนกลับมาโจมตีอีกครั้ง หลังโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความขู่เพื่อบีบให้อิหร่านยอมทำข้อตกลง

เมื่อวันอังคารที่ 19 พ.ค. 2569 นาย โมฮัมหมัด อัครามินิอา โฆษกกองทัพอิหร่านออกมาเตือนว่า พวกเขาพร้อม “เปิดแนวรบใหม่” เพื่อต่อสู้กับสหรัฐอเมริกาหากมีการเปิดฉากโจมตีระลอกใหม่ หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความว่า เขาสั่งระงับการโจมตีอิหร่านที่ควรจะเกิดขึ้นในวันนี้ ตามคำขอของชาติอ่าวอาหรับ ด้วยความหวังว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงกันได้

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (ตามเวลาสหรัฐฯ) ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เปิดเผยเรื่องการระงับการโจมตีดังกล่าว แต่ย้ำด้วยว่า เขาสั่งการให้กองทัพสหรัฐฯ “เตรียมพร้อมที่จะเดินหน้าโจมตีอิหร่านอย่างเต็มรูปแบบและเป็นวงกว้างในทันที หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงที่สามารถยอมรับได้”

ต่อมาในวันอังคาร นาย โมฮัมหมัด อัครามินิอา โฆษกกองทัพอิหร่านก็ออกมาเตือนว่า จะ “เปิดแนวรบใหม่เพื่อต่อต้าน” สหรัฐฯ หากสหรัฐฯ กลับมาเปิดฉากโจมตีพวกเขาอีกครั้ง พร้อมเสริมด้วยว่า กองทัพอิหร่านได้ใช้โอกาสในช่วงที่มีการหยุดยิงนี้ “ในการเสริมสร้างขีดความสามารถในการรบ” แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม

คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นท่ามกลางสถานการณ์การหยุดยิงที่ยังคงเปราะบาง หลังบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. โดยวอชิงตันและเตหะรานต่างฝ่ายต่างยื่นข้อเสนอของตัวเองให้อีกฝ่ายเพื่อหาทางยุติสงคราม แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีทีท่าว่าการเจรจาอย่างเป็นทางการรอบใหม่จะเกิดขึ้น

ทางด้านกาตาร์ ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการโจมตีของอิหร่านหลังจากสงครามปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ออกมาแสดงการสนับสนุนความพยายามของปากีสถานในการเป็นตัวกลางผลักดันการเจรจาระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ

“เราสนับสนุนความพยายามทางการทูตของปากีสถาน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการดึงทุกฝ่ายมาร่วมมือกันและหาทางออก และเราเชื่อว่ากระบวนการนี้ยังต้องการเวลามากกว่านี้” มาเจด อัล-อันซารี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศกาตาร์ กล่าวในงานแถลงข่าว

ในขณะเดียวกัน กระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านแถลงว่า ได้ยื่นข้อเสนอตอบกลับไปยังข้อเสนอล่าสุดของสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งสื่อของอิหร่านพากันระบุว่าข้อเสนอของสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่ “เกินกว่าเหตุ” และ “ไม่มีการผ่อนปรนที่เป็นรูปธรรมใด ๆ ให้เลย”

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา สำนักข่าว Fars ของอิหร่านรายงานว่า วอชิงตันได้ยื่นข้อเสนอมาเป็นรายการทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งรวมถึงข้อเรียกร้องให้อิหร่านคงเหลือโรงงานนิวเคลียร์ที่เปิดใช้งานได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น และต้องส่งมอบคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูงทั้งหมดให้แก่สหรัฐอเมริกา

Fars รายงานเสริมอีกว่า สหรัฐฯ ปฏิเสธที่จะปลดล็อกทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัดไว้ในต่างประเทศ แม้กระทั่ง 25% ก็ไม่ยอม และไม่ยอมจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามหรือค่าชดเชยความเสียหายจากสงครามใด ๆ ทั้งสิ้น

รายงานระบุว่า สหรัฐฯ ยังแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะยุติการสู้รบก็ต่อเมื่อเตหะรานยอมเข้าร่วมการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม อิหร่านประกาศกร้าวว่ายังคงยืนกรานในข้อเรียกร้องของตนเอง ซึ่งรวมถึงการปลดปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัด, การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรที่มีมาอย่างยาวนาน และการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากสงคราม

แต่ในเวลาต่อมา สำนักข่าว Tasnim รายงานอ้างอิงแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อซึ่งใกล้ชิดกับทีมเจรจาของอิหร่าน โดยระบุว่า สหรัฐฯ ยอมถอยให้ก้าวหนึ่งในร่างข้อเสนอล่าสุด โดยตกลงที่จะงดเว้นมาตรการคว่ำบาตรด้านน้ำมันในระหว่างที่การเจรจากำลังดำเนินอยู่

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

บิ๊กเกรียง ลั่น!สันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไร้รอยต่อ

บิ๊กเกรียง ลั่น!สันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไร้รอยต่อ

บิ๊กเกรียง ลั่น!สันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไร้รอยต่อ

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.23 น.

“บิ๊กเกรียง”เปิดเสวนาถอดบทเรียน 22 ปี จังหวัดชายแดนใต้ แนะเปลี่ยนผลระดมกึ๋น เป็น”ยุทธศาสตร์ที่มีหัวใจ” ลั่น!สันติสุขเกิดแน่ หากทุกฝ่ายร่วมมือ ไร้รอยต่อ

20 พฤษภาคม 2569 ที่รัฐสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 เป็นประธานในพิธีเปิดการเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “22 ปี จชต. : ถอดบทเรียนความมั่นคง สู่พื้นที่ปลอดภัยและสันติสุขที่ยั่งยืน” พร้อมกล่าวตอนหนึ่งว่า ตลอดระยะเวลา 22 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่เป็นเพียงวันเวลาที่ผ่านไปเท่านั้น แต่คือเรื่องราวของชีวิต ความหวัง และบทเรียนราคาแพงที่ประชาชนในพื้นที่และทุกภาคส่วนต้องเผชิญร่วมกัน การเสวนาในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการย้อนมองความเจ็บปวดในอดีต แต่มีเป้าหมายสำคัญในการถอดรหัสเพื่อสร้างสันติสุขที่ยั่งยืน ผ่านวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1.การบูรณาองค์ความรู้ โดยการหลอมรวมความมั่นคงด้านการทหารเข้ากับอัตลักษณ์ของพื้นที่ รวมถึงมิติทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เนื่องจากสันติสุขจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากประชาชนยังมีความยากจน ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือขาดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน 2.การสร้างพื้นที่ปลอดภัยและพื้นที่พูดคุย เพื่อเปลี่ยนเสียงของความขัดแย้งและความหวาดระแวงให้เป็นความไว้วางใจ 3.การส่งต่อข้อเสนอเชิงนโยบาย เพื่อให้ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีเข็มทิศที่แม่นยำในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน และกำหนดอนาคตของจังหวัดชายแดนภาคใต้

รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 กล่าวต่อว่า การเสวนาครั้งนี้ไม่ได้คาดหวังเพียงแค่เอกสารสรุปผลการประชุมเท่านั้น แต่สิ่งที่ต้องการเห็นคือ “จุดเปลี่ยน” ที่จับต้องได้ นั่นคือ “ความร่วมมือที่ไร้รอยต่อ” ระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชน เพื่อเปลี่ยนผลการระดมสมองให้กลายเป็น “ยุทธศาสตร์ที่มีหัวใจ” เป็นนโยบายที่เข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกของคนในพื้นที่อย่างแท้จริง นอกจากนี้ ทุกภาคส่วนต้องทำความเข้าใจเนื้อหาและเจตนารมณ์ของนโยบายอย่างถ่องแท้ เพื่อให้การขับเคลื่อนแก้ปัญหามีเอกภาพและบังเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม

“ไม่ว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเพียงใด สันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน และเราเป็นจุดเริ่มต้นของวันนั้น ขอบคุณคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา สถาบันพระปกเกล้า มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี, มหาวิทยาลัยรังสิต และภาคีเครือข่ายทุกสถาบัน ที่ร่วมกันจัดงานในครั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนสันติสุขร่วมกัน” พล.อ.เกรียงไกร กล่าว

โปรดเกล้าฯ ยก 5 วัดราษฎร์ ขึ้นเป็นพระอารามหลวง

โปรดเกล้าฯ ยก 5 วัดราษฎร์ ขึ้นเป็นพระอารามหลวง

โปรดเกล้าฯ ยก 5 วัดราษฎร์ ขึ้นเป็นพระอารามหลวง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.05 น.

20 พฤษภาคม 2569 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ยกวัดราษฎร์ จำนวน 5 วัด เป็นพระอารามหลวง เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 ดังนี้

1.วัดอโศการาม อำเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ (คลิกรายละเอียดที่นี่ : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/115881.pdf)

2.วัดพระธาตุลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ (คลิกรายละเอียดที่นี่ : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/115882.pdf)

3.วัดป่าแสงอรุณ อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ (คลิกรายละเอียดที่นี่ : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/115883.pdf)

4.วัดราชประดิษฐาน (วัดพะโคะ) อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ (คลิกรายละเอียดที่นี่ : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/115884.pdf)

5.วัดสาลโคดม อำเภออินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ (คลิกรายละเอียดที่นี่ : https://ratchakitcha.soc.go.th/documents/115885.pdf)

ศุภจี ไม่กังวล ศาล รธน. รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ รัฐบาลพยุงเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

ศุภจี ไม่กังวล ศาล รธน. รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ รัฐบาลพยุงเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

ศุภจี ไม่กังวล ศาล รธน. รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ รัฐบาลพยุงเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.02 น.

ศุภจี ไม่กังวล ศาล รธน. รับคำร้อง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชี้ รัฐบาลพยุงเศรษฐกิจโตต่อเนื่อง ชู ไตรมาส​ 4 GDP ขยับ 2.5.% ทั้งที่ประมาณการไว้แค่ 0.3 % ลั่น หากหยุดทำ ปัญหาหมุนกลับแน่ จึงต้องเดินหน้าเชิงรุกตัดตอนก่อนเกิดวิกฤต ด้าน กระทรวงพาณิชย์ ลมใต้ปีกช่วยเต็มที่ เตรียมแจกคูปองลดค่าครองชีพ 100 บาท 4 มิ.ย.นี้ 

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องของฝ่ายค้านที่ให้วินิจฉัย​  พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท จะทำให้งานรัฐบาลสะดุดหรือไม่ ว่า ไม่มีความกังวล เราตั้งใจทำอะไร เรารู้อยู่แล้ว เพราะรู้ว่าพายุเกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้อาจจะเห็นว่า GDP ของประเทศดูดี แต่ไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว GDP ถูกประมาณการไว้อยู่ที่ 0.3% รัฐบาลพยายามทำกิจกรรมทุกอย่าง อย่าง Quick big win ซึ่งกระทรวงพาณิชย์แม้จะเป็นฟันเฟืองเล็กๆ แต่ก็ช่วยผลักดันเต็มที่  ทำให้ GDP ขยับตัวขึ้นมา 2.5 % ในไตรมาสที่ 4 เป็นเหมือนลมใต้ปีก พอมาที่เดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ จะเห็นว่าการส่งออกดีมาก เป็นประวัติการณ์​ ดังนั้น ไตรมาสที่ 1 ที่เกิดผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน มาที่เดือนมีนาคม ซึ่งยังไม่เต็มรูปแบบ ทุกอย่าง ยังเหมือนลมส่งมา GDP ยังขึ้นอยู่ แต่ถ้าหยุดหรือไม่ได้ทำอะไรต่อ จะหมุนกลับมา ไม่สามารถพยุงกลับขึ้นมาได้เหมือนเดิม 

นางศุภจี กล่าวต่อว่า วิธีการที่กระทรวงพาณิชย์ทำงานคือ ทำก่อนที่จะเกิด เพราะหากเกิดขึ้นแล้ว ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก เพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นแล้วของประชาชน รวมถึงผู้ประกอบการ จึงพยายามต้องป้องกันตัดตอนไม่ให้ปัญหาเกิดขึ้น

นางศุ​ภจี ยังกล่าวถึงกระแสตอบรับโครงการไทยช่วยไทย ว่า  ถือว่ากระแสตอบรับดี กระทรวงพาณิชย์ มีการสำรวจความพึงพอใจอยู่ตลอด ซึ่งการทำงานเป็นลักษณะบูรณาการร่วมกันทุกกรม ในกระทรวงพาณิชย์ เพราะความตั้งใจที่ทำโครงการนี้ มาจากวิกฤตน้ำมัน และกระทบค่าครองชีพของประชาชน จึงหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ราคาถูก เข้าถึงได้ เป็นทางเลือกให้กับประชาชน 

ทั้งนี้ วันที่ 4 มิถุนายน จะมีคูปองให้กับคนซื้อของ  สามารถนำไปลดราคาได้ 100 บาท เพื่อช่วยลดภาระทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ พร้อมทั้งส่งเสริมสินค้าเอสเอ็มอี และสินค้าชุมชนให้สามารถเติบโตและเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น

อธิบดีกรมราง ตอกโซเชียล ยันรถไฟต้องมีระยะเบรคเป็นกิโลเมตร บอก 100 เมตร รถยนต์ก็ทำไม่ได้

อธิบดีกรมราง ตอกโซเชียล ยันรถไฟต้องมีระยะเบรคเป็นกิโลเมตร บอก 100 เมตร รถยนต์ก็ทำไม่ได้

อธิบดีกรมราง ตอกโซเชียล ยันรถไฟต้องมีระยะเบรคเป็นกิโลเมตร บอก 100 เมตร รถยนต์ก็ทำไม่ได้

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.40 น.

กมธ.คมนาคม ถกเข้มเหตุรถไฟชนรถเมล์  ด้าน อธิบดีกรมราง ยันระยะเบรคปลอดภัยเป็นกิโลเมตร แนะโซเชียลลองไปถาม Chat GPT หรือเด็กมัธยมดู ที่บอกว่าเบรกได้ใน 100-200 เมตรแล้วเอาอยู่ ทำได้จริงหรือไม่ ยกน้ำหนักหัวจักรหลายตัน ขนาดรถยนต์ก็ทำไม่ได้ ด้าน ตำรวจ ฝากการบ้าน เพิ่มมาตรการจัด-จับ-ปรับ ผู้ฝ่าฝืน ด้าน นิกร ข้องใจมาตรฐานคัดกรอง พนักงานขับรถ ซัดถ้าตรวจฉี่ปีละครั้ง ไม่ต้องมีก็ได้ 

เมื่อวันที่ 20 พ.ค.2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการคมนาคม ที่มีนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ เพื่อหารือเหตุการณ์รถไฟชนรถโดยสารประจำทางที่แยก โดยมีนายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง, นายทยากร จันทรางศุ ผู้อำนวยการกองมาตรฐานความปลอดภัยและบำรุงทาง กรมขนส่งทางราง, นายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก, นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย หรือ รฟท., นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก., พล.ต.ต. ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล, พ.ต.อ.กำพล รัตนประทีป รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 และพ.ต.อ. อุรัมพร ขุนเดชสัมฤทธิ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลมักกะสัน เข้าชี้แจง

โดยเริ่มประชุม ผกก.สน.มักกะสันได้รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งนายศุภณัฐ ได้ถามถึงภาพ CCTV เพื่อจะนำมาไล่ดูในที่ประชุม แต่ ผกก.สน.มักกะสันชี้แจงว่าภาพกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐานในสำนวน ไม่สามารถนำมาเปิดเผยได้ ส่วนภาพที่เปิดเผยตามหน้าสื่อ ตนไม่ทราบว่ามาจากไหน แต่ยืนยันว่าไม่ได้มาจากตำรวจ 

ด้านอธิบดีกรมขนส่งทางราง เปิดเผยว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ ได้มีการเก็บพยานหลักฐานและมีการประสานกับพนักงานสอบสวน เบื้องต้นได้มีคำสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เนื่องจากจำเป็นต้องหาสาเหตุและหาวิธียกระดับความปลอดภัย ซึ่งเราจะสอบพรุ่งนี้ (21 พ.ค. 2569) ในช่วงบ่าย และตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ขนส่งทางรางที่ออกมาใหม่ ทำให้เบื้องต้น ทางกรมขนส่งทางรางได้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษผู้ที่มีความผิดแล้ว เนื่องจากมีผู้เสียชีวิตและผู้ประสบอุบัติเหตุจำนวนมาก แล้วจะส่งรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงมาให้ กมธ.ภายหลัง

ต่อมา นายทยากร ชี้แจงลำดับเหตุการณ์ในระดับวินาทีว่า จากภาพในกล้องวงจรปิดพบว่า เวลา 15.35.01 น. เจ้าหน้าที่ได้โบกธงแดง เวลา 15.35.24 น. พนักงานเก็บธงแดงในขณะที่รถสัญจรอยู่ โดยจะเห็นรถประจำทางที่เกิดเหตุอยู่บนทางรถไฟด้วย จากนั้นเวลา 15.35.39 น. จะเห็นพนักงานโบกธงเดินมาที่ซุ้มบริเวณสถานี ซึ่งสันนิษฐานว่าเจ้าหน้าที่เอื้อมมือผ่านหน้าต่างซุ้ม เพื่อควบคุมไม้กั้นและอาณัติสัญญาณต่างๆ ที่เป็นสิ่งที่บอกว่าจะให้รถไฟเข้ามาได้หรือไม่ สันนิษฐานว่าเจ้าหน้าที่พยายามเข้าไปกดปุ่ม ก่อนที่ เวลา 15.35.44 น. เป็นเวลาที่รถไฟมาถึงแล้ว จะเห็นพนักงานยืนหันหลังอยู่ โดยที่ไม่ทราบว่ารถไฟฝ่าสัญญาณเข้ามา ซึ่งเวลา 15.35.45 น. รถไฟได้พุ่งชนรถโดยสารเกิดประกายไฟทันที  แล้วเวลา 15.35.47 น.  เกิดเพลิงลุกไหม้ และเวลา 15.35.48 น. รถโดยสารถูกลากติดไปกับรถไฟ เวลา 15.35.52 น. จะพบว่าบริเวณท้ายรถจักรมีพนักงานอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นพนักงานรักษารถอยู่ด้านหลัง ต่อมาเวลา 15.36.00 น. รถไฟก็หยุด 

นายศุภณัฐ จึงถามว่า หากมีการเอื้อมไปกดปุ่ม หมายความว่าระยะเวลากดปุ่มกับระยะเวลาที่รถไฟมาถึงช่วงซุ้ม มีแค่ 5 วินาทีเท่านั้น ปกติจะมีวิธีการอื่นที่จะแจ้งล่วงหน้าหรือไม่ รวมถึงท่านบอกว่ามีสัญญาณก่อนหน้านั้น ประมาณ 50 เมตร เป็นสัญญาณเดียวกับระบบไฟหรือไม่ หรือมีสัญญาณที่จะอยู่ไกลกว่านั้น เพราะระยะทางในการเบรก มีการถกเถียงกันว่าเป็นระยะ 200 เมตรบ้าง 2 กิโลเมตรบ้าง ถ้าสัญญาณอยู่แค่ 50 เมตร อย่างไรก็เบรกไม่ทัน

จากนั้น นายณัฐพล สุมโนธรรม สส.สมุทรสาคร พรรคประชาชน ถามว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการบูรณาการร่วมกันหรือไม่ในการทำงาน ทั้งตำรวจและเจ้าหน้าที่ รฟท. ขณะที่นายสุรเชษฐ์  ประวีณวงศ์วุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถามว่า มีแผนผังอะไรอยู่ตรงไหนหรือไม่ เช่น  ป้ายสัญญาณห่างกี่เมตร และไทม์ไลน์เหตุการณ์ ซึ่งจะเชื่อมโยงกับประเด็นที่มีการถกเถียงกันในสังคม ที่อธิบดีกรมการขนส่งทางรางได้ออกมาให้ข่าวว่า รถไฟต้องใช้ระยะเวลาทางการเบรกเยอะ ยิ่งมีการขนของมาก จะใช้ระยะประมาณ 2 กิโลเมตร 

ขณะที่สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย (สร.รฟท.) บอกว่า ระยะเบรกอยู่ที่  200 เมตรก็พอ  ซึ่งทางวิศวกรรมคงจะคำนวณได้ หากมีแผนผังแสดงจะได้รู้ว่าระยะการเบรกที่ปลอดภัยควรอยู่ที่เท่าไหร่ ประเด็นที่ 2 กรณีอธิบดีกรมการขนส่งทางราง ชี้แจง เรื่องคำสั่งกระทรวงคมนาคม เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการออกมา 2 ส่วน เพื่อนำความเห็นที่หลากหลาย นำไปสู่การเสนอแนะแก้ไข และที่จริงแล้ว มี พ.ร.บ.ขนส่งทางราง ที่มีคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนอุบีติเหตุที่ตรงกับเหตุการณ์นี้ ทำไมจึงไม่ใช้ หรือกำลังจะใช้ รวมถึงอยากให้อธิบดีกรมการขนส่งทางรางขยายความว่า การใช้โครงสร้างอำนาจตามที่รัฐมนตรีสั่งการมาเป็นคำสั่ง กับโครงสร้างอำนาจตาม พ.ร.บ.ที่ถูกต้องผ่านสภา มีผลดีผลเสียต่างกันอย่างไร ไม่เช่นนั้น จะร่าง พ.ร.บ.มาทำไม ประเด็นสุดท้าย ผู้เสียชีวิตเป็นผู้ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ และอยู่บนรถเมล์ จึงต้องสอบถาม ขสมก. ว่าการใช้รถเมล์ NGV มีผลหรือไม่กับการที่ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในลักษณะนี้

ด้านนายนิกร กล่าวอย่างดุเดือดว่า ตนรับไม่ได้เลย เพราะไม่ใช่อุบัติเหตุ แต่เป็นปัญหาเชิงระบบ เป็นเรื่องบุคคล เพราะเรื่องนี้เคยศึกษามาแล้วในสภาชุดที่ 25 เราสื่อสารเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน เราตรวจสอบเรื่องรถไฟด้วย เหตุการณ์ที่รถไฟชนคน น้อยมากที่จะเขตเกิดในเขตเมือง  รถไฟขนสินค้านี้ เหมือนจะมาผิดเวลาด้วยซ้ำ คำถามคือในระยะที่ผ่านมา 2-3 ปีนี้ เหตุการณ์แบบนี้ในเขตเมืองหลวงมีกี่กรณี  ตนไม่เห็นด้วยอยู่แล้วที่คนขับรถเมล์ไปคร่อมเลน ก็ไม่เห็นด้วย แต่โอกาสที่จะหยุดเป็นไปไม่ได้ เราเคยศึกษามาหมดแล้ว ถ้ายกระดับก็ค่าใช้จ่ายสูง ถ้าลงดิน น้ำก็ท่วม

นายนิกร ถามต่อว่า ได้มีการคัดกรองเจ้าหน้าที่และตรวจวัดแอลกอฮอล์ตรวจกันแบบไหน ท่านตรวจด้วยความถี่แค่ไหน เพราะเท่าที่ทราบเขาเสพมา ตอนหลังมีฉี่ม่วง รายละเอียดที่ท่านเสนอเองด้วยซ้ำว่าจะต้องมีการตรวจสอบกันอย่างต่อเนื่อง มีความถี่แค่ไหน อย่างไร ตรวจครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ตนทราบว่ามีการตรวจปีละครั้ง แต่เขาเสพมากี่วันแล้ว นอกจากนี้ สภายังเสนอให้มีการตรวจสอบผ่านกล้องวงจรปิดในขบวนรถ ได้ดำเนินการหรือไม่ เหตุการณ์นี้เป็นความผิดปกติของมนุษย์ ถ้าตรวจสอบปีละครั้งไม่ต้องมีก็ได้ 

“กล้องที่ได้ส่วนใหญ่เป็นกล้องหน้ารถ  กฎหมายเกี่ยวกับรัฐสภากับรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับการรถไฟในอดีต เคยเสนอติดตั้งวงจรปิดในจุดเสี่ยง เพื่อรักษาความปลอดภัยในการป้องปราม เราต้องใช้ CCTV  ใช้ตำรวจเฝ้าไม่ได้ มีหรือไม่ เพราะเราเสนอไปยังรัฐบาลแล้ว รัฐบาลก็ตอบรับมาแล้ว จะทำเสร็จภายใน 1-2 ปี ตั้งแต่ปี 2563 คำถามคือได้ออเดอร์สภาไป มีการติดตั้งแค่ไหน อย่างไร ที่ท่านบอกว่าใช้คนชะโงกดูอย่างเดียวไม่ได้ สัญญาณมันควรจะมี ไม่ใช่หันหลังให้ขบวนรถ ได้ติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติมในลักษณะนี้แถวนั้นหรือที่ตรงไหนในกทม. หรือไม่” นายนิกร กล่าว 

ทำให้ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ชี้แจงถึงสาเหตุที่ พ.ร.บ.ขนส่งทางรางมีผลบังคับใช้แล้ว แต่ทำไมไม่นำคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุ และอุบัติการณ์มาใช้ เป็นเพราะว่า ถูกบัญญัติไว้ในส่วนที่หนึ่ง มาตรา 75 ที่ให้มีคณะกรรมการประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ซึ่งจะไม่ใช่คนของกระทรวงคมนาคม แต่จะเป็น คนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ด้านการขนส่งทางราง ด้านวิศวกรรมด้านวิทยาศาสตร์ ด้านกฎหมาย และสภาคุ้มครองผู้บริโภค เพราะต้องการให้คณะกรรมการชุดดังกล่าว มีความโปร่งใสจริง ๆ เพราะขนาดตนเองเป็นอธิบดี ยังเป็นได้แค่เลขานุการ เป็นคณะกรรมการไม่ได้ ทำให้เป็นคนนอกทั้งหมดมาเป็นกรรมการ แต่ทั้งนี้การตั้งคณะกรรมฯ ต้องตั้งตามระเบียบที่ ครม.กำหนด ซึ่งต้องรอ ครม.จึงอาจทำให้ช้า โดยคาดว่า เดือนหน้าจะได้คณะกรรมการฯ 

ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดนี้ มีอำนาจตามกฎหมาย มีการคุ้มครองพยานทุกคน เช่น พนักงานสอบสวน หรือศาลฯ จะขอข้อมูลไปก็ขอไม่ได้ เพื่อจะให้ผู้ที่ถูกสอบสวนพูดความจริงออกมา โดยที่พยานหลักฐานทั้งหมดคณะกรรมการฯ จะไม่ให้ใครทั้งนั้น เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยที่ไม่มีใครปกปิดข้อมูล เนื่องจากคณะกรรมการสอบสวนอุบัติเหตุฯ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์หาคนผิด เพราะคนผิดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ทำหน้าที่อยู่แล้ว 

ขณะที่ รักษาการผู้ว่า รฟท. ชี้แจงถึงสาเหตุที่เสาสัญญาณอยู่ห่างเพียง 50 เมตร ว่า ปัจจุบัน รฟท.ใช้ระเบียบข้อบังคับ พ.ศ.2549 ซึ่งจะบัญญัติระเบียบต่าง ๆ เช่น ท่าของสัญญาณรถไฟ ท่าของสัญญาณมือของนายสถานี หรือพนักงานกั้นถนนที่ปรากฏตามข่าว ซึ่งทั้งหมดเป็นข้อบังคับของการรถไฟที่ใช้อยู่ แม้เสาจะอยู่ระยะ 50 เมตร แต่ต้องมีระยะมองเห็น 500 เมตร ซึ่งตำแหน่งนี้ไม่ใช่ตำแหน่งที่พนักงานขับรถใช้ในการทำงาน ยืนยันว่าตำแหน่งป้ายหรือเสาสัญญาณต่าง ๆ เป็นไปตามระเบียบ เพื่อรองรับการเบรกของรถไฟ ครบทุกประเด็น 

ส่วนคำถามที่ว่า ตำแหน่งของตัวสัญญาณไฟ เครื่องกั้นถนนมีหรือไม่นั้น โดย เครื่องกั้นทางรถไฟจะมีอยู่ 2 ประเภทคือ ประเภทที่มีพนักงานควบคุม และประเภทที่ทำงานอัตโนมัติ ซึ่งสถานที่เกิดเหตุเป็นช่องจราจรที่มีขนาดใหญ่ จึงไม่สามารถใช้เครื่องกั้นถนนแบบอัตโนมัติได้

ด้าน พ.ต.อ. กำพล ชี้แจงเรื่องการจัดการปัญหาจราจรว่า ที่ผ่านมาเป็นการปฏิบัติระหว่างกัน แต่ไม่ได้มีมาตรฐานในช่วงเวลาเร่งด่วนได้ทุกครั้งที่รถไฟมา ซึ่งหากมีรถค้างคารางรถไฟ เจ้าพนักงานจะมีการใช้วิทยุสื่อสารประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่อยู่ที่แยกอโศก-เพชรบุรี เพื่อขอให้เร่งสัญญาณไฟให้รถขาเข้าสามารถพ้นจากรางได้ เป็นข้อปฏิบัติ แต่ไม่ได้เป็นมาตรฐานที่ทำต่อเนื่องกันมาระหว่างผู้ปฏิบัติ ซึ่งหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ เพื่อให้มีมาตรฐานมากขึ้น ตนได้ไปพูดคุยกับพนักงานคุมไม้กั้นและผู้ใต้บังคับบัญชาว่าต่อไปนี้ ทุกเช้าหรือตอนบ่าย ซึ่งจะมีการเปลี่ยนผลัดกัน ตำรวจและพนักงานควบคุมไม้กั้น ต้องสื่อสารกัน ต้องรู้ชื่อและหมายเลขโทรศัพท์ระหว่างกัน หากวิทยุสื่อสารไม่สามารถติดต่อได้ อย่างน้อยก็มีโทรศัพท์โทรหากันได้

“ส่วนมาตรการระยะสั้นตอนนี้ เราระดมตำรวจ สน.ดินแดงและมักกะสัน ในจุดที่มีปัญหามาสนับสนุนจุดที่มีปัญหามาก จุดที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ โดยใช้มาตรการจัด จับ ปรับ จัดการจราจร จับกลุ่มผู้ฝ่าฝืน และปรับเงิน บังคับใช้กฎหมาย”พ.ต.อ. กำพล กล่าว

จากนั้น รักษาการผู้ว่าการ รฟท. ชี้แจงเรื่องการเบรกอีกรอบว่า น้ำหนักบรรทุกไม่รวมตัวขบวน 1,136 ตัน เส้นทางดังกล่าวเป็นเขตชั้นเมืองภายใน การรถไฟมีการจำกับความเร็วเอาไว้ มีการปักป้ายจำกัดความเร็วสูงสุดในเส้นทางที่เกิดเหตุสามารถเดินได้ที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนผลอ่านแถบความเร็วจะส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อประกอบสำนวนคดีอีกครั้ง

รักษาการผู้ว่าการ รฟท. กล่าวต่อว่า ส่วนตำแหน่งก่อนที่จะเข้าพุ่งชน ขบวนรถไฟออกจากคลองตันความเร็วเริ่มที่ 40 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีการวิ่งผ่านเครื่องกั้นโดยตลอดความเร็วเฉลี่ย 30 ถึง 35 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ตำแหน่งก่อนเกิดเหตุ 118 เมตร ความเร็วที่ 34 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีกราฟความเร็วตก น่าจะเป็นการสั่งห้ามเบรกฉุกเฉิน ลงมาอยู่ที่ความเร็ว 28 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในตำแหน่งที่ชนกับรถเมล์ เป็นตำแหน่งกิโลเมตรที่ 0 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ประมาณ 80 เมตร ห่างจากจุดที่เกิดอุบัติเหตุ

ขณะที่อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ชี้แจงเพิ่มเติมว่า กรณีระยะเบรกน้ำหนักตัวรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ 20 ตู้ 1100 ตัน หากคิดว่าเราจะหยุดรถขนาดนี้ได้ภายใน 100 เมตรเราลองเอาตัวไปอยู่ตรงกลางทางรถไฟแล้วลองให้ขบวนนี้หยุด เรารู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง อันนี้พูดด้วยความรู้สึก แต่ในทางทฤษฎีที่บอกว่าจะหยุดได้ แต่ในความเป็นจริงต้องมีการใช้เบรกฉุกเฉิน ซึ่งไม่ได้ใช้ตลอดเวลา  เวลาที่ขบวนรถหยุดจะต้องมีระยะเบรก และการใช้เบรกฉุกเฉินมีโอกาสที่ขบวนรถไฟจะโครงเครง และตกรางได้ ดังนั้น กรณีฉุกเฉินจะใช้ในเหตุจำเป็นที่จะชน จึงมีการกำหนด Emergency brake หรือเบรกฉุกเฉิน จะไม่ใช่กรณีปกติที่รถไฟจะเบรกด้วยวิธีนี้ เขาจะค่อยๆ เบรกเพื่อป้องกันไม่ให้รถไฟตกราง 

อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวอีกว่า ในกรณีรถไฟสินค้าความเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง แต่ในกรณีที่วิ่งในเขตกรุงเทพฯ ไม่ถึง 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ดังนั้น ภายใต้สภาวะของรถบรรทุกปกติทั่วไป ต้องพิสูจน์กันอีกทีว่า จะเบรกได้เท่าไหร่กันแน่ เป็นวิทยาศาสตร์ แต่ในเชิงทฤษฎีเราอาจจะคิดว่าเบรกได้ประมาณนั้น แต่ความเป็นจริงทางกรมฯ เป็นผู้ควบคุมระยะเบรกปลอดภัย ไม่ใช่ระยะเบรกทางทฤษฎี ต้องอาศัยเรื่องความปลอดภัย ไม่ใช่อยู่ๆ จะให้เบรกได้เลย ต้องค่อยๆ เบรก ไม่เช่นนั้น ก็มีโอกาสที่รถไฟจะตกรางสูง 

อธิบดีกรมการขนส่งทางราง กล่าวด้วยว่า อีกทั้งตัวหัวรถจักรมีอายุ 30 ปี ส่วนแคร่เบรกรถไฟ มีตัวเบรกที่ทั้งสมบูรณ์และไม่สมบูรณ์ แต่ละแคร่มีน้ำหนัก 18 ตัน คูณไป 20 แคร่ ส่วนหัวรถจักรมีน้ำหนัก 80 ตัน กว่าการสั่งเบรกจะไปถึงแคร่สุดท้าย จะสั่งเบรกไปทีแคร่ ไม่ใช่เบรกพร้อมกันทุกตัว จากหัวรถจักรไปถึงแคร่ทุกแคร่ จนล้อหยุดก็ใช้เวลาหลายวินาทีพอสมควรดังนั้นต้องทดเรื่องนี้เข้าไปใน ระยะห่างปลอดภัย 

“ในทางทฤษฎี หรือที่มีการเถียงกันในโซเชียลว่ามันเบรกได้ แต่เราลองเอาวิจารณญาณ หรือ ส่งเข้าไปถาม Chat GPT ง่ายๆ ก็ได้หรือลองให้เด็กมัธยมคำนวณดูว่ามันจะหยุดได้ภายใน 100 เมตร 200 เมตรได้หรือเปล่า แต่ในแง่ของกรมการขนส่งทางรางเราคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนที่สูงที่สุด ดังนั้นระบบเบรกจะต้องเป็นกิโลเมตร ไม่ใช่จะบอกว่าเบรก 100 เมตรแล้วจะเอาอยู่ ขนาดรถยนต์ยังเบรกไม่ค่อยจะอยู่เลย 100 เมตร“ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ระบุ

นายศุภณัฐ กล่าวว่า สมมติรถไฟจะเข้าจอดที่สถานี และอีก 35 กิโลเมตรจะถึง จะเริ่มกดเบรกที่กิโลเมตรที่เท่าไหร่ รักษาการผู้ว่า รฟท. ชี้แจงว่ารถไฟมีระยะเบรกหลายประเภท และมวลของขบวนรถไฟแต่ละขบวนไม่เท่ากัน ซึ่งฝ่ายความปลอดภัยของ รฟท. ได้กำหนดระยะเบรกไว้ที่ 1,000 เมตร เป็นระยะที่ต้องมองเห็นเสาสัญญาณและให้บวกระยะเวลาการตัดสินใจ ซึ่งการใช้เบรกฉุกเฉินของรถไฟ กรณีเลวร้ายที่สุดต้องอยู่ในระยะ 750 เมตร 

รักษาการผู้ว่า รฟท. ชี้แจงต่อว่า เนื่องจากเสาสัญญาณเสมอระดับทาง มีท่าให้สัญญาณอยู่ 2 ท่า คือ ท่าระวัง กับท่าอนุญาต ไม่ได้มีท่าห้าม ซึ่งไม่เหมือนไฟเขียว-ไฟแดง เพราะเสาสัญญาณเสมอระดับทางไม่มีไฟแดง มีแต่ไฟสีเหลืองและสีเขียวเท่านั้น ส่วนท่าอนุญาตจะมีไฟวาบ 5 ดวง หมายความเครื่องกั้นถนนได้ทำการปิดแล้ว ซึ่งหากพนักงานขับรถไฟไม่เห็นไฟวาบ 5 ดวง ก็ต้องอยู่ในท่าระวัง คือพร้อมหยุด