บุญทรงกระอักซ้ำ ปปช.ฟันร่ำรวยผิดปกติ ส่งศาลฎีกาสั่งยึด107ล.

บุญทรงกระอักซ้ำ ปปช.ฟันร่ำรวยผิดปกติ ส่งศาลฎีกาสั่งยึด107ล.

บุญทรงกระอักซ้ำ ปปช.ฟันร่ำรวยผิดปกติ ส่งศาลฎีกาสั่งยึด107ล.

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บุญทรงกระอักซา ปปช.ฟันร่ำรวยผิดปกติ ส่งศาลฎีกาสั่งยึด107ล.

ผลพวง “จำนำข้าว” หนีไม่พ้นกรรม ป.ป.ช.ชี้มูล “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีตรมว.พาณิชย์ ปมร่ำรวย 107 ล้านบาท แจงที่มาไม่ได้ แจ้งรายได้ 2 ล้านกว่าบาท มีเงินเข้าบัญชีลูกผิดปกติ ส่งศาลฎีกานักการเมือง ยึดทรัพย์ตกเข้าแผ่นดิน ด้าน’ครม.เงา’ผนึกกำลังเขย่าทุจริตคอร์รัปชั่น จองกฐิน‘ก.แรงงาน-ทรัพยากรฯ’ข้องใจถ่วงเวลาบิ๊กโปรเจกต์เพื่องาบหัวคิว ’ไอซ์ รักชนก‘สงสัย’กรมอุทยานฯ‘เก็บเงินสด มีส่วนเอาเงินเข้ากระเป๋าง่ายหรือไม่

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ปปช.แถลงว่า คณะกรรมการ ปปช.มีมติชี้มูลความผิดนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ฐานร่ำรวยผิดปกติ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 107,020,830บาท ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ระหว่างวันที่ 18มกราคม2555 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2556 ขณะที่ นายบุญทรง ดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ และประธานอนุกรรมการพิจารณาระบายข้าว มีรายได้จากเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา รวมเป็นเงิน 2,083,320บาท คู่สมรสมีรายได้จากค่าเช่าที่ดินปีละ 200,000 บาท ส่วนบุตรอยู่ในระหว่างการศึกษาเล่าเรียน แต่ปรากฏรายการธุรกรรมเงินฝากจำนวนมากเข้าบัญชีธนาคารของนายบุญทรง คู่สมรส บุตร และบริษัทจำกัด 2แห่ง ที่มีนายบุญทรง เป็นผู้ก่อตั้งและมารดาของคู่สมรส เป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน โดยปราศจากแหล่งที่มาของรายได้ที่ชัดเจน

ปปช.ฟันแจงที่มาทรัพย์สินไม่ได้

ต่อมา ปรากฏข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีหมายเลขดำที่ อม.25/2558 และ อม.1/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อม.178/2560 และ อม.179/2560 เมื่อวันที่ 25สิงหาคม2560และวันที่ 28 พฤษภาคม 2562 ประกอบคำพิพากษาชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์ คดีหมายเลขดำที่ อม.อธ.3,4/2560และคดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ.2-3/2562 เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2562 ว่า นายบุญทรง ได้กระทำการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว และการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) และการกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อเงินงบประมาณแผ่นดินที่รั่วไหลเป็นจำนวนมากทรัพย์สินของนายบุญทรง รวมทั้งทรัพย์สินที่อยู่ในการถือครองของบุคคลและนิติบุคคลที่ใกล้ชิดในระหว่างตำแหน่งดังกล่าว รวมจำนวนทั้งสิ้น 107,020,830 บาท ซึ่งไม่สามารถพิสูจน์หรือแสดงแหล่งที่มาของทรัพย์สินได้ จึงเป็นทรัพย์สินที่เกิดจากการร่ำรวยผิดปกติ ประกอบด้วยทรัพย์สินดังนี้ 1.เงินฝากธนาคารในชื่อของนายบุญทรง จำนวน 1 บัญชี รวมเป็นเงิน 300,000 บาท 2.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีคู่สมรส จำนวน 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 3,100,000บาท 3.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบุตรจำนวน 5 บัญชี รวมเป็นเงิน 70,598,700 บาท 4.เงินฝากธนาคารในชื่อบัญชีบริษัทจำกัด 2 แห่ง ซึ่งมีมารดาของคู่สมรสเป็นผู้มีอำนาจเบิกถอนเงิน จำนวน 2 บัญชี รวมเป็นเงิน 33,022,130 บาท

ส่งศาลฎีกายึดทรัพย์เข้าแผ่นดิน

คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมติดังนี้ นายบุญทรง ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติ หรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น มากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 107,020,830 บาท ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสาร พยานหลักฐาน และความเห็นไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทรัพย์สิน ที่ร่ำรวยผิดปกติ รวมทั้งบรรดาทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่ได้มาแทนทรัพย์สินนั้น ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา118 หากไม่สามารถบังคับเอาแก่ทรัพย์สินที่ คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีมติว่า ร่ำรวยผิดปกติ ตกเป็นของแผ่นดินได้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วนแล้ว ให้ขอให้ศาลบังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินอื่นของผู้ถูกกล่าวหาได้ ภายในระยะเวลา 10 ปี ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา125 ด้วย

ครม.เงา’ตามเขย่าทุจริตคอร์รัปชั่น

ที่รัฐสภา น.ส.เพียงพนอ บุญกล่ำ ในฐานะทีมบริหารรัฐบาลประชาชน ด้านปฏิรูปภาครัฐ แถลงภายหลังการประชุม ครม.เงา พรรคประชาชน (ปชน.) ว่า เรื่องที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบน สืบเนื่องจากการที่คณะทำงานซีโร่คอร์รัปชั่นของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และกลุ่มเพื่อนไม่ทน ได้นำเสนอข้อมูลที่มาจากผลสำรวจ ซึ่งเป็นการสำรวจ SMEsไทยที่มีภาระจะต้องจ่ายสินบนและเจอกับเรื่องนี้ทุกวัน เรามีความน่าเป็นห่วงมาก เพราะเศรษฐกิจเองอยู่ในภาวะที่กำลังหนักหนาสาหัสยังต้องมาเจอเรื่องการจ่ายสินบน สำหรับข้อเสนอมี 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ปัญหาการเรียกสินบนการทุจริตคอร์รัปชั่นส่วนหนึ่ง และส่วนสำคัญ มันมาจากการใช้อำนาจในการอนุญาต หรือการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งมีความจำเป็นต้องยกเลิกกฎหมายที่ล้าสมัย ลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น และลดขั้นตอน ระยะเวลา

ประชาชนต้องมีส่วนร่วมตรวจสอบ

น.ส.เพียงพนอ กล่าวต่อว่า 2.เปลี่ยนวิธีการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รวมถึงการแก้ไขกฎกระทรวงที่ทำให้ลดการแข่งขัน เช่น การจ้างต่ำกว่า 500,000บาท ซึ่งมีหน่วยงานที่ได้รับสิทธิพิเศษและจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งมูลค่าประมาณ 400,000ล้านบาทและหากสามารถดำเนินการได้จะประหยัดไปประมาณ 10% หรือ 40,000ล้านบาท 3.จัดให้มีความคุ้มครองในเรื่องผู้ที่ให้เบาะแสการให้สินบน ทุจริต หรือคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นหลักที่ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือOECD ที่รัฐบาลไทยได้สมัครเป็นสมาชิก ก็เป็นหลักการสำคัญและพ.ร.บ.ปปช.ก็มีหลักการนี้ ดังนั้น เราต้องส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการลดปัญหานี้ ซึ่งจากรายงานผลสำรวจของ กกร.พบว่า ประชาชนไม่มั่นใจในการให้ข้อมูล จึงมีความจำเป็นที่รัฐจะต้องส่งเสริมทำให้เกิดความมั่นใจ

‘ไอซ์’แนะใช้เทคโนโลยีสู้คอร์ฟรัปชั่น

ด้านน.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า ในส่วนของ กกร.ที่ตนสำรวจมา พบว่ามี 2 เรื่องที่ กกร.ให้ความสำคัญคือ 1.การจัดซื้อจัดจ้างที่เจ้าหน้าที่รัฐพยายามเข้ามาบอกว่าหากติดสินบนอาจจะได้โครงการรัฐง่ายขึ้นและ2.การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อลดดุลยพินิจของรัฐ ซึ่งการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นที่ดีที่สุดคือการเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะและให้ภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชนได้ใช้ทักษะหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาวิเคราะห์ ซึ่งทุกวันนี้ภาคประชาชนพร้อมอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นแอคไอเอ หรือเว็บไซต์ภาษีไปไหน แต่สิ่งที่ติดขัดนั้นติดขัดอยู่ที่ภาครัฐพรรคประชาชน เราเคยเสนอไปว่าให้เปิดฐานข้อมูลคือ ข้อมูลของระบบจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-GP (Electronic Government Procurement) สิ่งที่เราต้องการคือการเปิด API ของระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลางเพื่อให้ภาคประชาชนสามารถเชื่อมต่อข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ อีกส่วนหนึ่งคือการจดทะเบียนต่างๆ ของบริษัทในกรมพัฒนาธุรกิจ ซึ่งทุกวันนี้หากใครที่ต้องการจะเข้าไปดูรายชื่อหรือข้อมูลลึกๆ ต้องจ่ายเงิน รวมถึงการจะเข้าไปดูรายชื่อผู้ถือหุ้นยังมีข้อจำกัดและยากอยู่มาก และยังมีรายชื่อของข้าราชการระดับสูงที่ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งฐานข้อมูลอาจจะไม่ได้เปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย

ช่วยทำให้การจัดซื้อจัดจ้างโปร่งใส

น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า อีกอย่างคือเรื่องของบัญชีทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แม้จะมีการขยายเวลาแล้ว แต่ก็ยังมีเวลาที่ค่อนข้างจำกัดอยู่ ทั้งนี้ หากเราเปิด API ในระบบ e-GP ของกรมบัญชีกลาง และเปิด API ของฐานข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจ เราจะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อทำให้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐโปร่งใสเพิ่มขึ้นได้ โดยที่อาจจะมีธงแดงในโครงการที่ส่อว่าจะเป็นไปในทิศทางการฮั้วประมูล นักการเมืองหรือผู้บริหารระดับสูงเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีนามสกุลที่เกี่ยวข้องกันหรือไม่ โดยสิ่งเหล่านี้จะทำให้การเรียกรับผลประโยชน์ลดลงไปได้ในที่สุด การแข่งขันจะเป็นไปในทิศทางสมบูรณ์มากขึ้น

จองกฐิน‘ก.แรงงาน-ก.ทรัพยากรฯ’

น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ขณะที่การใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อลดดุลยพินิจของรัฐ ซึ่งตนเห็นว่ามีอยู่สองกรมที่อยู่ภายใต้การสำรวจที่ขึ้นชื่อว่ามีสถิติการเรียกรับผลประโยชน์มีความถี่อยู่ในระดับที่ 10 กว่าๆ คือ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกระทรวงแรงงานพยายามที่จะใช้แพลตฟอร์ม e-WorkPermitซึ่งมีการตั้งงบประมาณสูงถึง 7พันล้านบาท ในการที่จะทำแพลตฟอร์มให้แรงงานต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติสามารถลงทะเบียนได้โดยใช้แพลตฟอร์มที่เป็นอิเล็กทรอนิกส์ แต่เราต้องยอมรับว่าการที่เวลาต่างด้าวหรือแรงงานข้ามชาติไปขอใบอนุญาตในการทำงานหรือขอบัตรชมพูต่างๆ มีการเรียกรับผลประโยชน์อยู่ ดังนั้น จึงมีการถ่วงเวลาเพื่อที่จะทำให้ระบบนี้ล่าช้าลงไป

น.ส.รักชนก กล่าวว่า รวมถึง e-ticket ที่อยู่ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ หรือกรมอุทยาน ที่แม้ว่าโครงการนี้จะมีมาหลายปีแล้วแต่อุทยานยังไม่ได้มีการประยุกต์ใช้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพราะการเรียกเก็บค่าเข้าอุทยานบางครั้งบางที่ยังเรียกเก็บเป็นเงินสด ซึ่งสามารถที่จะนำเข้ากระเป๋าได้สะดวกขึ้น โดยอาจจะเห็นว่าบางครั้งอธิบดีบางกรมของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ถูกจับ

‘ชัชชาติ’ทำงานวันสุดท้าย5โมงเย็น

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมัยสอง ในเวลา 17.00 น.นี้ว่า ใบลาออกไปเช้าวันนี้แล้ว มีผลทันทีในเวลา 17.00น.เพราะคืนนี้ต้องเดินทางไปต่างประเทศร่วมงานรับปริญญาของ “แสนดี” นายแสนปิติ สิทธิพันธุ์ ลูกชาย จะได้ไม่ต้องไปเบียดเบียนเวลาราชการและไม่ต้องมีรักษาการ โดยยืนยันว่าจะลงสมัครผู้ว่าฯ กทม.ในสมัยต่อไป สำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ จะเน้นนโยบายเรื่องผลิตภาพ (Productivity) เพราะขณะนี้เราต้องแข่งกับเมืองทั่วโลก ทำอย่างไรใช้ทรัพยากรให้น้อยเพื่อให้ได้ผลผลิตมากที่สุด เพิ่มประสิทธิภาพของเมืองให้มากขึ้นโดยใช้เทคโนโลยี ประกอบไปด้วย 3 เรื่องคือ “ความสุข โอกาส และความหวัง” เพราะช่วงที่ผ่านมาเรามีความสุขมากขึ้น เมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ต่อไปจึงต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มการเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ แข่งขันกับเมืองต่าง ๆ ทั่วโลกในอนาคต

ขอบคุณ’มารค์’ให้คะแนนมากกว่า5

นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ให้คะแนนตนเองมากกว่า 5 คะแนน และ สก.ของพรรคประชาธิปัตย์ก็อยากทำงานร่วมด้วยว่า ขอขอบคุณนายอภิสิทธิ์ อย่างที่บอกว่าให้คะแนนตนเองไม่ได้ ต้องฟังคนอื่นและฟังคำติเยอะๆ เราพร้อมร่วมงานกับ สก.ทุกคนทุกพรรคเป็นคนเก่งคนดี ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน และ สก.ที่ไม่สังกัดพรรคก็มีดีเยอะ ขอฝากประชาชนช่วยกันคัดเลือก สก.ที่ซื่อสัตย์ สุจริต ทำงานดี ดูแลประชาชนเข้ามาทำงานร่วมกัน อนาคตผู้ว่าฯ กทม.จะเป็นใครก็ตาม คงจะได้ สก.ที่ดี มีคุณภาพมาทำงาน

นำคณะไหว้ลาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ กทม.

เวลา 15.25 น.ที่ศาลาว่าการกทม.(เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม. นำทีมบริหารรองผู้ว่าฯ คณะที่ปรึกษาฯ ร่วมไหว้สักการะพระพุทธนวราชบพิตร ภายในศาลาว่าการกทม. เป็นครั้งสุดท้าย ภายหลังลาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ก่อนหมดเวลาปฏิบัติหน้าที่ 17.00 น.

จากนั้นนายชัชชาติ ได้ไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า)ประกอบด้วย ศาลพระภูมิ หลวงปู่มงคลประสาท และ ศาลจีน เจ้าพ่อเพ่งนั้มกิมไซ และได้พาสื่อมวลชนเข้าชมห้องทำงานหลังจากเก็บของเสร็จหมดแล้ว

ภท.จ่อชงร่างแก้รธน.ให้สภา20พ.ค.

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยว่า วันที่ 19 พ.ค.จะเสนอร่างให้ที่ประชุมสส.ของพรรคพิจารณา หากที่ประชุมเห็นชอบจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทยต่อประธานรัฐสภาวันที่ 20พ.ค.โดยเนื้อหา ในร่างของพรรคภูมิใจไทยจะแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา256โดยเพิ่มเติมหมวด 15/1 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ตามผลการลงประชามติของประชาชน 21ล้านเสียง โดยจะไม่มีการแก้ไขเนื้อหาในหมวด 1หมวด 2 โดยจะกำหนดล็อคไม่ให้สภาร่างรัฐธรรนูญ(สสร.)มาแก้ไขส่วนนี้ด้วย

ปชป.จ่อหารือพท.-กธ.-ปช.ยื่นแก้รธน.

ที่รัฐสภา นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่าในการประชุมสส.ของพรรควันพรุ่งนี้(19พ.ค.)จะมีประเด็นหารือถึงการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ใน 2 ประเด็นคือ ว่าด้วยองค์กรอิสระ และ การแก้ไขมาตรา 256 เพื่อให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของพรรคที่ได้หาเสียงไว้ ในตอนแรกคาดว่าคณะรัฐมนตรีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทยจะยืนยันร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับที่ค้างอยู่ในสภาชุดก่อนหน้านี้ เมื่อรัฐบาลเลือกไม่ยืนยัน พรรคจึงมีแนวทางที่จะเดินหน้า แต่ด้วยเสียงที่มีปัจจุบันไม่เพียงพอที่จะเข้าชื่อเสนอได้ เพราะการยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องใช้ 100เสียงขึ้นไป ในที่ประชุมพรรคจะหารือเพื่อให้เป็นข้อยุติต่อการเดินหน้าพูดคุยกับพรรคการเมืองที่มีแนวคิดต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญร่วมกัน แต่มีจำนวน สส.ในพรรคไม่เพียงพอต่อการเสนอร่างแก้ไข เช่น พรรคเพื่อไทย พรรคกล้าธรรม พรรคประชาชาติ มาร่วมเสนอร่างแก้ไข ส่วนรายละเอียดนั้นยังไม่สามารถบอกได้ชัดเจน ทั้งนี้ต้องรอหารือกับพรรคการเมืองอื่นๆ ด้วย และหลังจากการประชุมสส.ในวันที่ 19 พ.ค.แล้ว พรรคจะเดินหน้าหารือและชักชวนสส.ในพรรคการเมือง ที่เสียงไม่พอต่อการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที

​ชงฉีกMOU43 ชี้ขัดรธน.ไทย-เขมร สว.เสนอครม.ตัดสิน

​ชงฉีกMOU43 ชี้ขัดรธน.ไทย-เขมร สว.เสนอครม.ตัดสิน

​ชงฉีกMOU43 ชี้ขัดรธน.ไทย-เขมร สว.เสนอครม.ตัดสิน

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ชงฉีกMOU43 ชี้ขัดรธน.ไทย-เขมร สว.เสนอครม.ตัดสิน

“กมธ.” ชงรัฐบาลฉีก MOU43 ต่อจาก MOU44 ชี้ขัดรธน.ทั้งไทย-กัมพูชา ไม่รอบคอบ การปักปันเขตแดน 26 ปีไม่คืบหน้า ทภ.1 ส่งทหารเคลียร์ปัญหา “เขมร” เข้าพื้นที่ชายแดนทำการเกษตร เตือนระวังเข้ม หลังไทยเพิ่มมาตรการคุมพื้นที่ “โฆษก ทอ.” เผยปี’72 เตรียมรับ “กริพเพน อีเอฟ” ลำแรกเข้าประจำการแทน F-16 ฝูงบิน 102 หลังปลดประจำการ ลั่น “เมื่อรบก็ต้องชนะ”

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. กองบัญชาการกองทัพไทย จัดการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 4 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีพลเอก อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุมพร้อมด้วย ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ โดยในวันนี้ที่ประชุมได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) มีสาระสำคัญดังนี้

ปัจจุบันสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อ การพัฒนาขีดความสามารถทางทหารของหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะการนำระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจ การตอบสนองต่อสถานการณ์ และการปฏิบัติการทางทหารในสงครามยุคใหม่ นำไปสู่แนวความคิดในการพัฒนาระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems)

ทุกเหล่าทัพร่วมเสนอแนวทาง

ทั้งนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต่างก็ได้นำเสนอแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถระบบอัตโนมัติของตนเองอย่างพร้อมเพรียง ก่อนที่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะได้กล่าวขอบคุณความร่วมมือจากทุกเหล่าทัพ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในการนำแนวคิดระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ในการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติภารกิจเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติ และประชาชน ซึ่งจะต้องกำหนดแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และประสานสอดคล้องกัน เพื่อให้กองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำรงความพร้อมในการปฏิบัติภารกิจภายใต้สภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่นวัตกรรมและเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วต่อไป

ทภ.1เคลียร์ปัญหาเขมรเข้าทำเกษตร

ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.ต.วินธัย สุวารี กล่าวถึงกรณีประชาชนไทยไม่พอใจชาวกัมพูชาเข้ามาใช้พื้นที่ทำการเกษตรในพื้นที่ ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ว่า ขณะนี้กองทัพภาคที่ 1ได้ส่งกำลังทหารเข้าไปพูดคุยแล้ว เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าว ยังเป็นพื้นที่ที่ไม่มีการแบ่งเขตแดนอย่างชัดเจนจึงยังไม่สามารถระบุกรรมสิทธิ์ได้แน่นอน พร้อมขอความร่วมมือให้งดเข้าใช้พื้นที่ไปก่อน

โฆษกกองทัพบก กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้เข้มงวดเรื่องการใช้พื้นที่มากนัก แต่ภายหลังเกิดสถานการณ์สู้รบ ทำให้จำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดและใช้ความระมัดระวังมากขึ้น

เมื่อถามถึงกรณีประชาชนเรียกร้องให้มีการสร้างรั้วชายแดน สามารถดำเนินการได้ทันทีหรือไม่ พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน แม้บางพื้นที่ไทยจะเป็นฝ่ายควบคุมดูแล โดยบริเวณที่ควบคุมได้มีการวางแนวรั้วลวดหนามไว้แล้ว

พื้นที่ยาวกว่า400กม.ต้องใช้เวลา

ทั้งนี้ พื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะในความรับผิดชอบของ กองทัพภาคที่ 2 มีความยาวกว่า 400 กิโลเมตร จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการดำเนินการและบริหารจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสม

“ขอให้พี่น้องประชาชนรับข้อมูลข่าวสารจากทหารและหน่วยราชการเป็นหลัก เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน บางครั้งประชาชนอาจยังไม่เข้าใจเรื่องเส้นสมมุติฐานที่ทหารทั้งสองฝ่ายกำหนดไว้ ซึ่งปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนแนวควบคุมพื้นที่อยู่ตลอด ส่วนพื้นที่ทำการเกษตรของประชาชนฝั่งไทยไม่มีปัญหา เพราะทราบแนวเขตสิ้นสุดของพื้นที่ชัดเจน ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา เจ้าหน้าที่ทหารของเขาก็ต้องไปทำความเข้าใจกับประชาชนของตนเองเช่นกัน” โฆษกกองทัพบกกล่าว

เส้นทาง‘นารายณ์บรรทมสินธุใต้น้ำ’

วันเดียวกัน กองทัพภาคที่ 2 โดย พล.ท.วีรยุทธ รักษศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้นำคณะร่วมสำรวจและเปิดเส้นทางลาดตระเวนและศึกษาธรรมชาติจากฐานพระใหญ่ กรมทหารพรานที่ 23 บริเวณสำนักสงฆ์ภูวังน้ำจั้น โดยใช้เส้นทางที่ชาวบ้านแข้ด่อน อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่เคยใช้เดินทางขึ้นไปสักการะ “นารายณ์บรรทมสินธุ์ใต้น้ำ” ซึ่งถือเป็นภาพแกะสลักใต้น้ำแห่งเดียวของประเทศไทย หวังผลักดันเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน

คณะสำรวจได้เดินทางศึกษาธรรมชาติและเข้าสักการะภาพสลักนูนต่ำ “พระนารายณ์บรรทมสินธุ์” บนโขดหินทรายธรรมชาติ ซึ่งถูกค้นพบโดยบังเอิญเมื่อปี พ.ศ.2522 จากนายพรานในพื้นที่หมู่บ้านแข้ด่อน ระหว่างออกหาปลาเพื่อยังชีพ ก่อนสังเกตเห็นภาพสลักใต้น้ำบริเวณลำธาร

เชื่อมีอายุเก่าแก่มากกว่า1,000 ปี

จากการตรวจสอบพบว่า เป็นภาพพระนารายณ์บรรทมตะแคงขวาเหนือพญาอนันตนาคราชสามเศียร บริเวณพระนาภีมีดอกบัวตูมผุดขึ้นมา และบริเวณปลายพระบาทปรากฏรูปสตรี ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพระลักษมี ตัวภาพมีความยาวประมาณ 120 เซนติเมตร สูง 50 เซนติเมตร และเชื่อว่ามีอายุมากกว่า 1,000 ปี

ปัจจุบัน ภาพสลักดังกล่าวอยู่ภายใต้การดูแลของ สำนักศิลปากรที่ 9 ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติภูจองนายอย ในพื้นที่เทือกเขาพนมดงรัก เขตเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ายอดโดม ต.โดมประดิษฐ์ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

สำหรับเรื่องราว “นารายณ์บรรทมสินธุ์” ปรากฏอยู่ในมหากาพย์ มหาภารตะ ซึ่งกล่าวถึงช่วงสิ้นกัลป์ว่า ทุกสรรพสิ่งจะถูกทำลายและจมลงใต้มหาสมุทร ก่อนที่พระนารายณ์ ผู้บรรทมเหนือพญานาค จะตื่นขึ้นเพื่อสร้างโลกและสรรพสิ่งขึ้นใหม่อีกครั้ง สะท้อนความเชื่อด้านจักรวาลวิทยาและศรัทธาทางศาสนาที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน

เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ภายหลังเหตุการณ์ปะทะในพื้นที่ กองพลพัฒนาที่ 2 และหน่วยเฉพาะกิจกรมทหารพรานที่ 23 ได้เริ่มดำเนินการพัฒนาเส้นทางยุทธศาสตร์เชื่อมต่อถนนสายหลัก เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้าสู่พื้นที่ โดยมีแผนพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในอนาคต

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดส่งเสริมกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและโบราณวัตถุ เพื่อสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน โดยในทุกปีจะมีการจัดพิธีบวงสรวง “นารายณ์บรรทมสินธุ์” ในช่วงน้ำลดราวต้นเดือนมีนาคม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเพณีสำคัญของชาวจังหวัดอุบลราชธานีและผู้มีจิตศรัทธาจากทั่วประเทศ

‘กมธ.’ชง รัฐบาลฉีก MOU43

ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงานศึกษาเรื่องข้อดีข้อเสียการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และเอ็มโอยู 2544 เพื่อแก้ปัญหาาชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ ที่มี นายนพดล อินนา สว. เป็นประธานกมธ. พิจารณาแล้วเสร็จ

โดยนายนพดล รายงานผลการศึกษาตอนหนึ่ง กมธ.มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นควรให้ยกเลิกเอ็มโอยู 2543 และ เอ็มโอยู 2544 โดยในส่วนของเอ็มโอยู 2543 เป็นสนธิสัญญาที่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะคณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อปี 2543 ไม่ได้มีมติเห็นชอบ แต่มีมติเพียงรับทราบ และการอนุมัติให้ไปลงนามรับรองเอ็มโอยู 2543 ยังไม่เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องเสนอครม.ให้ความเห็นชอบก่อน และการยอมรับแผนที่มาตราส่วน 1 ต่อ 2แสนในเอ็มโอยูที่มีผลเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือเขตอำนาจแห่งรัฐ แต่ไม่ได้เสนอให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้น แผนที่ที่จัดทำขึ้นตาม เอ็มโอยู 2543 เมื่อเสร็จแล้ว จะไม่ได้รับการรับรองจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอย่างแน่นอน และการดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชาตามเอ็มโอยู 2543 มีความคืบหน้าน้อยมาก แม้เวลาผ่านไปเกือบ 26 ปี ซึ่งปัจจุบัน การดำเนินการยังอยู่ในขั้นแรก จากทั้งหมด 5 ครั้ง และเกิดการปะทะกันครั้งล่าสุด

“กมธ.ยืนยันว่า ฝ่ายไทย สามารถยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องแจ้ง ให้กัมพูชาทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 เดือน และเมื่อไทยแจ้งยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ให้กัมพูชาทราบแล้ว ไทยยังมีเวลาอีกอย่างน้อย 3 เดือน หากไทยต้องการจะเจรจากับกัมพูชา เพื่อปรับปรุงเอ็มโอยู 2543 ตามที่ไทยต้องการสามารถทำได้ ถ้าการเจรจาสำเร็จ ไทยสามารถถอนการยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ได้ แต่ถ้าการเจรจาไม่สำเร็จ ไทยยังยกเลิกเอ็มโอยู 2543 ได้ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งที่เจรจาตกลงกันได้แล้วก่อนการยกเลิก” นายนพดล กล่าว

สว.มีทั้งเห็นด้วยและคัดค้าน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการพิจารณารายงานดังกล่าว พบว่ามี สว. ที่เห็นแตกต่าง ทั้งสนับสนุนรายงานและไม่สนับสนุนรายงานเนื่องจากมองว่ามีวาระซ่อนเร้นอีกทั้งมองว่าเอ็มโอยู 2543 ยังเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการเจรจาหาทางออกกับกัมพูชาในความขัดแย้งโดยเฉพาะเรื่องทรัพยากรที่อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล

โดยนายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว. อภิปรายไม่เห็นด้วยต่อรายงานของกมธ. ตอนหนึ่งว่า การฉีกเอ็มโอยูทิ้ง เท่ากับการสูญเสียกลไกทวิภาคี และจะทำให้ไทยเดินเข้าสู่การประนอมข้อพิพาทภาคบังคับ ที่มีคนต่างชาติ 5 คนมาเป็นคนกลางพิจารณา ดังนั้นเหตุผลที่ระบุว่ายกเลิกเพื่อลดข้อกังวลจึงเป็นการเอาอธิปไตยไทยไปวางในมือของคนนอก ทั้งนี้การฉีกเอ็มโอยูทิ้ง เท่ากับไทยละทิ้งข้อตกลงว่าด้วยการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนที่กำหนดให้เจรจาผลประโยชน์ทางทะเลไปพร้อมกัน ซึ่งเป็นข้อที่ทำให้ไทยได้เปรียบกว่ากัมพูชา อย่างไรก็ดีตนมองว่าการพิจารณาเรื่องดังกล่าวอย่าให้กระแสชาตินิยมข่มผลประโยชน์ระยะยาวของประเทศ และขอให้พิจารณาว่าเราจะเป็นรัฐที่ฉลาดใช้เครื่องมือทางการทูตเพื่อต้อนคู่แข่งให้จนมุม หรือเป็นรัฐหวาดระแวงในสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงตามกระแสชาตินิยมจนฉีกข้อตกลงทิ้ง ตนมองว่าการรักษาหรือปรับเปลี่ยนเอ็มโอยู 2543 เอ็มโอยู 2544 เพื่อใช้ คือยุทธศาสตร์ที่แข็งแกร่งและสมเกียรติประเทศไทย

และหลังจากที่ สว.ได้อภิปรายและกมธ.ได้ชี้แจงแล้ว พล.อ.เกรียงไกร แจ้งว่าจะส่งความเห็น ข้อสังเกตและรายงานของ กมธ. ให้ ครม. พิจารณารับทราบต่อไป

ทอ.เตรียมรับ‘กริพเพน อีเอฟ’

ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ (โฆษก ทอ.) กล่าวกับสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าการจัดหาเครื่องบินขับไล่สมรรถนะสูง “กริพเพน อีเอฟ” เข้าประจำการว่า เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะประธานคณะกรรมการ และฝ่ายรัฐบาลในโครงการจัดซื้อครั้งนี้ ได้เดินทางไปประชุมที่ประเทศสวีเดนร่วมกับรัฐบาลสวีเดน โดยบรรยากาศการดำเนินโครงการเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ รวมทั้งมีการหารือถึงการดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ซึ่งกองทัพอากาศจะเสนอของบประมาณในปีงบประมาณ 2571 โดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่ช่วงเวลานี้ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของโครงการ ทั้งนี้ โครงการถูกแบ่งออกเป็นหลายระยะ เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงต้องมีการพูดคุยและเจรจา เพื่อให้แผนการจัดหาทดแทนครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย และสามารถนำเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อีเอฟ” เข้าประจำการได้ตามแผนที่กำหนดไว้

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าวว่า กองทัพอากาศได้ปรับโครงสร้างกำลังรบ เพื่อให้พร้อมรองรับกับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากมีความจำเป็นต้องใช้กำลังในอนาคต กองทัพอากาศต้องมีความพร้อมในทุกมิติ เพื่อปฏิบัติการทางอากาศ รักษาผลประโยชน์ของชาติ และปกป้องอธิปไตยของไทย

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าวอีกว่า โครงการ “กริพเพน อีเอฟ” ของกองทัพอากาศไทย จะจัดซื้อทั้งหมด 12 เครื่อง เพื่อนำมาทดแทนเครื่องบินขับไล่ F-16 ของฝูงบิน 102 ซึ่งปัจจุบันปลดประจำการไปแล้ว โดยขณะนี้กองบิน 1 จังหวัดนครราชสีมา ยังเหลือเครื่องบิน F-16 ของฝูงบิน 103 ประจำการอยู่ และคาดว่าจะสามารถนำเครื่องบินเข้าประจำการครบทั้ง 12 เครื่องได้ภายในปี 2580 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลในแต่ละช่วงเวลา

ลั่น‘เมื่อรบก็ต้องชนะ’

เมื่อถามว่าเครื่องบินขับไล่ “กริพเพน อีเอฟ” จะเข้าประจำการแทน F-16 ลำแรกได้เมื่อใด พล.อ.ท. จักรกฤษณ์ กล่าวว่า ในปี 2572 จะเริ่มเฟสแรกทยอยเข้าประจำการ โดยโครงการทั้งหมดมีการวางแผนไว้แล้ว ส่วนเฟส 2 ยังไม่สามารถยืนยันจำนวนเครื่องได้ เนื่องจากต้องเสนอของบประมาณในปี 2571

“เครื่องบินขับไล่ทุกแบบที่กองทัพอากาศไทยจัดซื้อ ล้วนผ่านการคัดเลือกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ติดตั้งกับเครื่องบิน ทั้งจรวดนำวิถีความร้อน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีชั้นนำของโลกที่สามารถยิงได้ไกลหลายร้อยกิโลเมตร การจัดซื้อไม่ได้มีเพียงเครื่องบิน แต่รวมถึงระบบอาวุธที่ทำให้เรามั่นใจว่าเหนือกว่าภัยคุกคามรอบด้าน ต่อให้ประเทศเพื่อนบ้านมีเครื่องบินรบในอนาคต เมื่อเรารบ เราก็ต้องชนะ” พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าว

อึ้งกักตุนน้ำมันเงินว่อน สะพัด3พันล. นอมินีโผล่คลังอ่างทอง

อึ้งกักตุนน้ำมันเงินว่อน สะพัด3พันล. นอมินีโผล่คลังอ่างทอง

อึ้งกักตุนน้ำมันเงินว่อน สะพัด3พันล. นอมินีโผล่คลังอ่างทอง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อึ้งกักตุนน้ำมันเงินว่อน สะพัด3พันล. นอมินีโผล่คลังอ่างทอง 4หน่วยงานรัฐร่วมสอบ มัดจอดเรือ-ประวิงเวลา ทำดีเซลล่องหนมหาศาล ไม่พบนักการเมืองเอี่ยว

“4 หน่วยงาน” พบหลักฐานขบวนการ “ประวิงเวลา-กักตุนน้ำมัน” ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในช่วงวิกฤต พบใช้หุ่นเชิดรับเงินแทน ในคลังอ่างทอง มีหลักฐานเงินหมุนเวียนกว่า 3 พันล้าน ขณะที่ปมจอดเรือประวิงเวลากลางอ่าวไทยโดนไปหลายลำ ทำดีเซลล่องหนมหาศาล แต่ไม่พบนักการเมืองมีเอี่ยว‘ชุดสุดซอย’เตรียมเข้าแจ้งความบริษัทคลังน้ำมันเพิ่มเติมที่ดีเอสไอ

เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2569 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน พร้อมด้วย พลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร./ผอ.ศปนม.ตร.) พันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กรมสรรพสามิต กรมธุรกิจพลังงาน และกรมการค้าภายใน แถลงผลการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่ง ที่มีสถานีน้ำมันของตนเองมีการประวิงเวลา การจำหน่ายเพื่อกักตุนน้ำมัน ฉวยโอกาสเก็งกำไร ราคาน้ำมันที่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเป็นเหตุให้เกิดภาวะวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงในเดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการสู้รบกันในตะวันออกกลาง

คณะทำงานฯตรวจสอบจนพบว่า สาเหตุที่น้ำมันขาดแคลนโดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมันดีเซล เกิดจากการประวิงเวลา การจำหน่าย น้ำมันของผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันไม่จ่ายน้ำมันออกไปยังสถานีบริการน้ำมันในช่วงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ระหว่างวันที่ 20 – 25 มีนาคม 2569 ถึงแม้มีน้ำมันอยู่ในคลังน้ำมันอย่างเพียงพอ จนทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมากจากการที่สถานีบริการน้ำมันไม่มีน้ำมันจำหน่าย โดยปริมาณน้ำมันดีเซลช่วงหลังจากปิดช่องแคบฮอร์มุช น้ำมันดีเซลได้หายไปจากระบบสะสมรวมแล้วกว่า 29.2 ล้านลิตร คิดเป็น 20.2%

นอกจากนั้น แล้วผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ยังมีการนำน้ำมันไปกักตุนในการขนส่งทางเรือและทางรถ โดยใช้การประวิงเวลาเพื่อให้น้ำมันไปถึงคลังน้ำมันในช่วงเวลาที่ตนเองสามารถที่จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลจากการเก็งกำไร ราคาน้ำมัน โดยพบเรือขนส่งน้ำมันขนาดใหญ่ (2-5 ล้านลิตร) จำนวน 23 เที่ยว (ของเดิม 2 เที่ยว) ประวิงเวลาเพื่อกักตุน น้ำมันบนเรือ จำนวน 50.8 ล้านลิตร และการประวิงเวลาทางรถ ซึ่งพบว่าไม่มีการระบุปลายทางจำนวน 662 เที่ยว จำนวน น้ำมัน 2.1 ล้านลิตร ซึ่งเชื่อว่ามีพฤติกรรมในการกักตุนน้ำมันไว้บนรถหรือในสถานที่กักเก็บน้ำมันอื่นใดที่มีใช้ของสถานีบริการ น้ำมัน โดยจะมีการสืบสวนขยายผลต่อไป

พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่วนหนึ่งที่มีสถานีบริการน้ำมันที่มีการกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยการประวิงเวลากักตุนน้ำมันในคลังและในการขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง ขาดธรรมาภิบาล โดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชนและไม่เกรงกลัว ต่อกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ พนักงานสอบสวนในข้อหา “ประวิงการจำหน่าย มาตรา 30 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ด้านพลตำรวจเอกธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่าจากการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบความผิดปกติในระบบกระจายน้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งการกักตุนบนคลังน้ำมัน การหน่วงเวลาขนส่งทางเรือ และการขนส่งทางบก เพื่อหวังเก็งกำไรในช่วงวิกฤตโครงสร้างระบบน้ำมันของประเทศไทย เริ่มจากการนำน้ำมันดิบเข้าสู่โรงกลั่น ก่อนส่งต่อไปยังคลังน้ำมันและกระจายไปยังสถานีบริการทั่วประเทศ ทั้งทางเรือและทางรถบรรทุก โดยเฉพาะพื้นที่ภาคใต้ที่พึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก

จากการตรวจสอบพบว่า แม้ปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศจะมีเพียงพอต่อการบริโภค โดยช่วงต้นเดือนมีนาคมมีน้ำมันในคลังสูงถึงเกือบ 600 ล้านลิตร และลดลงมาเหลือประมาณ 400 ล้านลิตร ซึ่งยังถือว่าเพียงพอ แต่กลับพบว่าผู้ค้าน้ำมันบางรายลดการจ่ายน้ำมันออกจากคลังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติอย่างผิดสังเกต

โดยในช่วงวันที่ 20-25 มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตน้ำมันขาดแคลน พบว่าปริมาณการจ่ายน้ำมันลดลงต่อเนื่อง จากปกติที่ควรจ่ายวันละประมาณ 48 ล้านลิตร ลดลงเหลือเพียงร้อยละ 24 และบางวันลดลงต่ำกว่านั้น ส่งผลให้เกิดภาวะน้ำมันขาดตลาด ทั้งที่ในระบบยังมีน้ำมันเพียงพอ

นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมกักตุนน้ำมัน ทั้งในระดับครัวเรือนและผู้ประกอบการขนส่ง รวมถึงการกักเก็บน้ำมันบนเรือขนส่ง โดยตรวจสอบพบเรือขนส่งน้ำมันจำนวน 257 เที่ยว มีถึง 23 เที่ยวที่ไม่ส่งน้ำมันตามกำหนด และมีพฤติการณ์ประวิงเวลาเพื่อรอราคาปรับสูงขึ้น คิดเป็นปริมาณน้ำมันกว่า 50 ล้านลิตร มูลค่าความเสียหายประมาณ 380 ล้านบาท

พลตำรวจเอกธัชชัย ยังยกตัวอย่างผู้ค้าน้ำมันรายหนึ่ง ที่มีน้ำมันสำรองกว่า 13 ล้านลิตร แต่ในช่วงวิกฤตกลับลดการจ่ายน้ำมันลงกว่า 64 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงปกติ ถือเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนไม่สามารถหาซื้อน้ำมันได้

พลตำรวจเอกธัชชัย ยืนยันว่า ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 ส่วนหนึ่ง ที่มีสถานีบริการน้ำมัน มีการกระทำที่บิดเบือนกลไกตลาด โดยการประวิงเวลา กักตุนน้ำมันในคลัง และในการขนส่งทางเรือ ทางรถ เพื่อฉวยโอกาสทำกำไรให้กับธุรกิจของตนเอง ขาดธรรมาภิบาล โดยไม่คำนึงความเดือดร้อนของประชาชนและ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมาย ทำให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง

เบื้องต้นเตรียมแจ้งความเอาผิด กลุ่มคลังน้ำมัน (มาตรา 7) และกลุ่มเรือขนส่งน้ำมัน จำนวน 23 เที่ยว ในข้อหา “ประวิงการจำหน่าย”

ด้านพันตำรวจตรียุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI บอกว่า สำหรับกรณีกักตุนน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ขณะนี้มีการสอบปากคำพยานไปแล้วจำนวนหนึ่ง หลังพบความผิดปกติในการจำหน่ายน้ำมัน โดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 ที่มีการจำหน่ายสูงถึง 2.16 ล้านลิตร สูงกว่าช่วงเดือนก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ สอดคล้องกับช่วงที่เกิดความตื่นตระหนกและความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น

พันตำรวจตรียุทธนาระบุว่า ช่วงเวลาดังกล่าวมีการปรับขึ้นราคาน้ำมันรวมถึง 6 ครั้ง รวมกว่า 11.50 บาทต่อลิตร ซึ่งถือเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกิดการกักตุน เพื่อเก็งกำไร โดยคาดว่าอีกประมาณ 10 วัน จะสามารถสรุปผลการสอบสวนและแจ้งข้อกล่าวหาผู้เกี่ยวข้องได้

ส่วนคดีปลอมปนน้ำมันในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ขณะนี้พนักงานสอบสวนพบข้อมูลและพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงไปถึงผู้ได้รับผลประโยชน์ตัวจริง ซึ่งไม่ใช่ผู้ถือหุ้นหรือกรรมการบริษัทโดยตรง แต่เป็นบุคคลภายนอกที่มีอำนาจควบคุมการเงินและการดำเนินธุรกิจแทนบริษัท จากการตรวจสอบเส้นทางการเงิน พบเงินหมุน เวียนกว่า 3,000 ล้านบาท ขณะที่ผู้ถือหุ้นและกรรมการบางรายเข้าข่ายเป็นเพียง “ตัวแทนอำพราง” หรือ นอมินี โดยบุคคลที่ได้รับผลประโยชน์ตัวจริงอาจมีรายได้จากธุรกิจดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 3 ล้านบาท ซึ่ง DSI อยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม ก่อนขยายผลดำเนินคดีต่อไป

นอกจากนี้ DSI ยังตรวจพบความผิดปกติในการขนส่งน้ำมันทางเรือจำนวน 99 เที่ยว จากภาคตะวันออกไปยังภาคใต้ โดยพบการฝ่าฝืนประกาศกรมธุรกิจพลังงานถึง 166 รายการ เช่น ไม่ระบุปลายทางการขนส่ง ไม่มีหมายเลขกำกับเอกสาร วันเวลาเดินทาง หรือข้อมูลผู้ขนส่งอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเปิดช่องให้มีการกระทำผิดอื่นแอบแฝง เบื้องต้น เจ้าหน้าที่เตรียมออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขณะเดียวกัน DSI ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารหลักฐานจากสถานประกอบการอีก 7 จุด ทั้งข้อมูลปริมาณน้ำมันคงคลัง กล้องวงจรปิด ใบกำกับภาษี และค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน เพื่อวิเคราะห์เส้นทางการกระทำผิดและขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป

พันตำรวจตรียุทธนา บอกอีกว่า ในขณะเดียวกันรัฐบาลได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาในเรื่องความผิดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งหนึ่งในคณะทำงานมีทางปปง.อยู่ด้วย แต่ในขณะนี้ยังไม่พบว่าเป็นความผิดมูลฐานข้อหาฟอกเงิน แต่หากสอบสวนไปแล้วพบว่าพฤติการณ์เข้าความผิดฐานอาญาก็จะยึดทรัพย์ด้วยทันที ส่วนกลุ่มการเมืองในขณะนี้จากการตรวจสอบยังไม่พบว่ามีนักการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง

ด้าน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า ทุกหน่วยงานร่วมมือกับตรวจสอบเรื่องกักตุนน้ำมันจนความจริงปรากฎ และดำเนินคดีทุกรายเพื่อไม่ให้มีการฉวยโอกาสหากำไรจากความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงวิกฤตอีกต่อไป

รายงานข่าวแจ้งว่า วันที่ 20 พ.ค.69 เวลาประมาณ 13.00 น. เจ้าหน้าที่กรมธุรกิจพลังงาน นำโดย น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ หรือโอ๋ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบอย่างเข้มข้นเพื่อการปฏิรูปพลังงาน (ทีมชุดสุดซอย) จะเดินทางมา ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เพื่อเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษเพิ่มเติมแก่บริษัทคลังน้ำมันแห่งหนึ่ง ใน จ.อ่างทอง ซึ่งมีความผิดตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 3/2569 ลงวันที่ 20 มี.ค.69 เนื่องจากพฤติการณ์ “ไม่มีการแจ้งปริมาณการนำเข้า-ส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงตามคำสั่งนายกฯ”

ศุภมาส สั่ง สคบ. ขยายผลเหตุรถเมล์สาย 4-3E เรียกค่าเสียหายผู้โดยสารหัวฟาดกระจก ชม ขสมก. เยียวยาเร็ว

ศุภมาส สั่ง สคบ. ขยายผลเหตุรถเมล์สาย 4-3E เรียกค่าเสียหายผู้โดยสารหัวฟาดกระจก ชม ขสมก. เยียวยาเร็ว

ศุภมาส สั่ง สคบ. ขยายผลเหตุรถเมล์สาย 4-3E เรียกค่าเสียหายผู้โดยสารหัวฟาดกระจก ชม ขสมก. เยียวยาเร็ว

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.34 น.

ศุภมาส สั่ง สคบ. ขยายผลเหตุรถเมล์สาย 4-3E “ผู้โดยสารหัวฟาดกระจกถูกเรียก 4,300 บาท” ชม ขสมก. เยียวยาเร็ว ลั่นต้องวางมาตรฐานทั้งระบบ ห้ามผู้ประกอบการโยนภาระให้ผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) สั่งการ นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ เลขาธิการ สคบ. ขยายผลกรณีรถโดยสารประจำทางสาย 4-3E เส้นทางอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ถึง หมอชิต 2 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2569 ที่พนักงานขับรถด้วยความเร็วสูงเข้าโค้ง ทำให้ผู้โดยสารหญิงสูงอายุล้มศีรษะกระแทกกระจกแตก และถูกเรียกเก็บค่าเสียหาย 4,300 บาท ก่อนนำส่งโรงพยาบาล.

นางสาวศุภมาส กล่าวว่า “ดิฉันขอชื่นชม ขสมก. ที่เร่งเข้าเยี่ยม ขอโทษ และยืนยันว่าผู้เสียหายไม่ต้องจ่ายเงินจำนวนดังกล่าว แต่กรณีนี้ต้องไม่จบแค่การลงโทษพนักงาน 2 คน ดิฉันสั่งให้ สคบ. ประสาน ขสมก. และกรมการขนส่งทางบก ยกระดับมาตรฐานบริการรถโดยสารสาธารณะทั้งระบบ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำกับผู้บริโภครายอื่น”.

สคบ. ชี้ว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนการละเมิดสิทธิผู้บริโภคตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ใน 2 ประเด็นหลัก คือ สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้บริการ และสิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย โดยการเรียกเก็บค่ากระจกจากผู้โดยสารที่บาดเจ็บจากความประมาทของพนักงาน ถือเป็นการผลักภาระโดยไม่ชอบ ผู้บริโภคไม่มีหน้าที่ต้องรับผิดในความเสียหายที่ตนเองไม่ได้ก่อ.

นางสาวศุภมาส กล่าวปิดท้ายว่า “ดิฉันขอย้ำผู้ประกอบการขนส่งทุกราย ทั้งรัฐและเอกชน เมื่อรับเงินค่าโดยสารแล้ว หน้าที่แรกคือพาผู้โดยสารถึงปลายทางอย่างปลอดภัย หากเกิดเหตุ ต้องนำส่งโรงพยาบาลก่อนเสมอ ห้ามใช้การกักตัวหรือข่มขู่เรียกเงินจากผู้บาดเจ็บโดยเด็ดขาด และขอฝากพี่น้องประชาชน หากเจอเหตุลักษณะนี้ อย่ายอมจ่ายภายใต้แรงกดดัน บันทึกหลักฐาน แจ้ง 191 และร้องเรียน สคบ. ได้ทันที”.

ผู้บริโภคร้องเรียนได้ที่สายด่วน สคบ. 1166 แอปพลิเคชัน OCPB Connect เว็บไซต์ ocpb.go.th และศูนย์ดำรงธรรมทุกจังหวัดทั่วประเทศ.

แกนนำเสื้อแดง 50 เขต กทม. ตบเท้าร่วมหนุน ‘หม่อมกร’ สู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

แกนนำเสื้อแดง 50 เขต กทม. ตบเท้าร่วมหนุน ‘หม่อมกร’ สู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

แกนนำเสื้อแดง 50 เขต กทม. ตบเท้าร่วมหนุน ‘หม่อมกร’ สู้ศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 20.38 น.

ณ ห้องประชุมโรงแรมนิรันดร์แกรนด์ อุดมสุข (สุขุมวิท 103) บรรยากาศการรวมตัวของแกนนำคนเสื้อแดง 50 เขต กรุงเทพมหานคร เป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น เพื่อร่วมแสดงพลังสนับสนุน หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี ในการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

​กิจกรรมในช่วงเช้าเริ่มต้นด้วยการพบปะพูดคุยและกระชับมิตร โดยการนำของท่านดร.ปณชัย แดงอร่าม ประธานที่ปรึกษาแกนนำ 50 เขตกทม. มี คุณทรงรัก นิตยาชิตประธานแกนนำ 50 เขต และ คุณเปรียว (เต้น สภาโจ๊ก) โฆษกกลุ่ม ร่วมดำเนินรายการเปิดเวที เพื่อให้แกนนำแต่ละพื้นที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น พร้อมทั้งเตรียมประเด็นข้อซักถามในการร่วมรับฟังวิสัยทัศน์ ของหม่อมกรกสิวัฒน์เกษมศรี ในช่วงบ่าย

​ต่อมาในช่วงบ่าย บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวังและรอยยิ้มอย่างเป็นกันเอง เมื่อหม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ ได้ขึ้นแสดงวิสัยทัศน์ที่สะท้อนถึงความเข้าใจใน “หัวใจ” และความต้องการที่แท้จริงของคนกรุงเทพฯ พร้อมบอกเล่าถึงแรงบันดาลใจในวัยเด็กที่เห็นความยากลำบากของประชาชน จนกลายเป็นปณิธานตั้งมั่นว่า “จะขอใช้ความรู้ความสามารถเข้าช่วยเหลือและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนเมื่อมีโอกาส” และมีอำนาจ

​นอกจากนี้ นโยบายต่างๆ ที่นำเสนอ โดยเฉพาะประเด็นด้านพลังงานที่หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์มีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ ได้รับเสียงปรบมือสนับสนุนอย่างเกรียวกราวจากผู้เข้าร่วมประชุมตลอดการสนทนา

​ทั้งนี้ หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ ได้กล่าวเปิดใจชวนพี่น้องแกนนำทั้ง 50 เขต ร่วมจับมือเดินหน้าพัฒนาและสร้างกรุงเทพฯ ให้ดีกว่าเดิม พร้อมทิ้งท้ายเชิญชวนร่วมงาน เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ในวันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคมนี้ ณ สมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ (ซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4) เพื่อรับฟังนโยบายฉบับเต็มและชัดเจนที่จะมาพลิกโฉมกรุงเทพฯ ร่วมกัน

‘อธิบดีกรมการข้าว’ บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา

'อธิบดีกรมการข้าว' บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา

‘อธิบดีกรมการข้าว’ บันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

19 พฤษภาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหารกรมการข้าว ร่วมบันทึกเทปถวายพระพรชัยมงคล เนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษา 48 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ณ สถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ เพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรชาวไทย ตลอดจนทรงห่วงใยคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน

เวิลด์แก๊ส ผนึก ททท. สนับสนุนผู้ประกอบการอาหารไทยจัดงานเทศกาลอาหารริมทางแห่งปี

เวิลด์แก๊ส ผนึก ททท. สนับสนุนผู้ประกอบการอาหารไทยจัดงานเทศกาลอาหารริมทางแห่งปี

เวิลด์แก๊ส ผนึก ททท. สนับสนุนผู้ประกอบการอาหารไทยจัดงานเทศกาลอาหารริมทางแห่งปี

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.43 น.

บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) กลุ่มบริษัทพลังงานครบวงจร ผู้จัดจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ภายใต้แบรนด์ “เวิลด์แก๊ส” เดินหน้าตอกย้ำบทบาท “มากกว่าพลังงาน” ผนึกกำลัง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) พร้อมพันธมิตรภาคส่วนต่าง ๆ จัดงานเทศกาลอาหารริมทางครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี “The Best Thai Street Food by Worldgas 2026” ระหว่างวันที่ 15 – 17 พฤษภาคม 2569 ณ ลานพาร์ค พารากอน

ภายใต้แนวคิด “ยกระดับสตรีทฟู้ดไทยสู่มาตรฐานสากล” มุ่งส่งเสริมศักยภาพผู้ประกอบการอาหารริมทาง ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของกรุงเทพมหานครในฐานะ “จุดหมายปลายทางด้านอาหารริมทางระดับโลก” ด้วยเสน่ห์ของรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ วัตถุดิบคุณภาพ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมอาหารที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ผสานกับความคิดสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการยุคใหม่ จนหล่อหลอมเป็น “มรดกทางวัฒนธรรมที่มีชีวิต” อันทรงคุณค่า

การจัดงานครั้งนี้สอดคล้องกับแนวทางการส่งเสริมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภายใต้นโยบาย Ignite Tourism Thailand ที่มุ่งยกระดับ “อาหารไทย” ให้เป็นหนึ่งในพลังสำคัญของ Soft Power เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยสู่เวทีโลก โดยตั้งเป้าผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “เมืองหลวงแห่งสตรีทฟู้ดโลก” ที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาสัมผัสเสน่ห์ของอาหารริมทางในแบบต้นตำรับ ทั้งในด้านเอกลักษณ์และรสชาติ พร้อมทั้งพัฒนามาตรฐานสตรีทฟู้ดไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระดับสากล

ทั้งนี้ทางบริษัทฯ ยังมุ่งสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่เข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่ผู้ค้ารายย่อยไปจนถึงกลุ่ม SMEs ในฐานะพันธมิตรที่เติบโตเคียงข้างผู้ประกอบการมาอย่างต่อเนื่อง เล็งเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างภาคพลังงานและธุรกิจอาหาร
ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ จึงเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาอย่างเป็นระบบในทุกมิติ ทั้งด้านการเข้าถึงพลังงานที่มีคุณภาพ ความปลอดภัยในการใช้งาน และการเสริมสร้างศักยภาพของผู้ประกอบการ เพื่อผลักดันการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว พร้อมยกระดับขีดความสามารถของอุตสาหกรรมอาหารไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติอย่างแข็งแกร่ง

ไฮไลต์สำคัญของงาน คือพิธีมอบรางวัล Worldgas Awards ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อยกย่องร้านสตรีทฟู้ดที่โดดเด่นทั้งด้านรสชาติ คุณภาพ มาตรฐาน และความสม่ำเสมอ โดยกระบวนการคัดเลือกผสานการวิเคราะห์ข้อมูลจากหลายมิติ เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของผู้บริโภคอย่างรอบด้านและโปร่งใส เริ่มจากการใช้ AI วิเคราะห์รีวิวและเสียงตอบรับบนแพลตฟอร์มออนไลน์ตลอดทั้งปี ควบคู่กับการลงพื้นที่ประเมินจริงแบบไม่แจ้งล่วงหน้า (Blind Visit) ก่อนคัดเลือกเหลือ 73 ร้านค้า และเปิดให้ผู้บริโภคกว่า 6,000 คนมีส่วนร่วมในการโหวต พร้อมประกอบการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อมอบรางวัลที่น่าเชื่อถือและสะท้อนคุณภาพของร้านอาหารไทยได้อย่างแท้จริง ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับมาตรฐาน Street Food ไทยสู่เวทีสากลอีกด้วย

โดยในปีนี้มีร้านที่ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้น 20 ร้าน ครอบคลุมหลากหลายประเภทอาหารอาทิ ประเภทข้าว ได้แก่ ประจักษ์เป็ดย่าง, ข้าวมันไก่เจ๊ยี วัดสระเกศ, นิยมโภชนา ฯลฯ ประเภทเส้น ได้แก่ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่เจ๊เค็ง เจ๊งิ้ม, ลิ้มเล่าซา ประเภทของหวาน ได้แก่ บัวลอยแม่สุวรรณ์, ทับทิมกรอบแม่ดวงพร, ขนมครกเข้าวัง  ประเภทอื่น ๆ ได้แก่ หอยทอดนายเล็ก น้ำตกพลิ้ว, หมูปิ้งสูตรอากง เสาชิงช้า, เจ๊นิดปลาหมึกย่าง,   เจ๊ยุ้ยเผือกทอด, ส.หน้าวัง และประเภทฮิตติดกระแส ได้แก่ Nood’s, ป้านีกุ้งแช่น้ำปลา,พงเพชรสุกี้&ย่างให้, มาม่ามะเดี่ยววับวาว ฯลฯ พร้อมพบกับร้านอาหารริมทางอร่อยระดับมิชลิน ได้แก่ เจ๊กทศ, บุญเลิศ, ชวนคิทเช่น,ครัวอัปษร, ข้าวซอยลำดวนฟ้าฮ่าม เชียงใหม่ ฯลฯ

ภายในงานยังให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานภายใต้แนวคิด ESG ในด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง โดยให้ความใส่ใจในทุกกระบวนการอย่างมีระบบ ตั้งแต่การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมีการคัดแยกขยะภายในงาน อย่างถูกวิธี ตลอดจนสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในการประกอบอาหาร ส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นต่อธรรมชาติ โดยความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร สยามพารากอน และเครือข่ายด้านการจัดการทรัพยากรหมุนเวียน เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดงานสู่แนวทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วม อาทิ กิจกรรม Worldgas Happy Hour ช่วงเวลาพิเศษจำหน่ายอาหารในราคา 9 บาท รวมถึงกิจกรรม Worldgas hunt กิจกรรมสะสมประสบการณ์ความอร่อย เพียงซื้ออาหารครบ 10 ร้าน รับฟรี Set ยาดม Energy to go น้องรอยยิ้ม Limited Edition พบปะศิลปิน ดารา เหล่าอินฟลูเอนเซอร์สายอาหาร และเชฟชื่อดังอีกมากมาย มายด์-ณภศศิ สุรวรรณ, ใหม่-Powerpuff Gay, ธรรมชาติ โยธาจุล, เต-เตชินท์ ชยุติ, ภูมิ-เกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์, เชฟภู-ภูรินท์ พัฒนวิริยะวาณิช พบกับมินิคอนเสิร์ตสุดพิเศษจากศิลปินชื่อดัง วง Tatoo Colour และวงลานดอกไม้ พร้อมชมการแสดงโชว์ความสามารถจากวงดนตรีโรงเรียน ที่จะมาสร้างความสนุกและสีสันตลอดทั้งงาน รวมถึงการปรากฏตัวของแขกรับเชิญพิเศษ “จองคัลแลน” ยูทูบเบอร์ชื่อดังจากเกาหลีใต้

ปิดท้ายงานด้วยกิจกรรมที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืน บริษัทฯ ได้จัดกิจกรรม
“Worldgas ReTurn” โดยนำถุงกระสอบที่ใช้เป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งภายในงานจำนวนกว่า 300 ใบ มาทำกิจกรรมส่งต่อให้แก่ผู้ร่วมงานและประชาชนทั่วไป เพื่อนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้จริงในชีวิตประจำวันซึ่งกิจกรรมดังกล่าวสะท้อนถึงความตั้งใจของบริษัทฯ ในการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมส่งเสริมการหมุนเวียนทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการร่วมสร้างสังคมที่เติบโตอย่างยั่งยืนและสมดุลในระยะยาวร่วมกันทุกภาคส่วน

การจัดงาน “The Best Thai Street Food by Worldgas 2026” ไม่เพียงเป็นเทศกาลอาหาร แต่ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น “ศูนย์กลางด้านอาหารของโลก (Gastronomy Hub)” พร้อมสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในหลากหลายมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การเกษตร และอุตสาหกรรมอาหาร ตลอดจนตอกย้ำศักยภาพของสตรีทฟู้ดไทยในฐานะ Soft Power ที่สามารถขับเคลื่อนภาพลักษณ์ประเทศในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

สำหรับผู้สนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมของร้านอาหารริมทางที่ได้รับรางวัล The Best Thai Street Food By Worldgas ได้ที่เว็บไซต์ www.worldgas.co.th/thebestthaistreetfood

เวิลด์แก๊สขอเชิญทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยของอาหารริมทางสุดยิ่งใหญ่ ที่รวมไว้ครบจบในที่เดียว ณ ลาน พาร์ค พารากอน วันที่ 15 – 17 พฤษภาคม “สุดยอดเทศกาลอาหารริมทางแห่งปีThe Best Thai Street Food by Worldgas 2026”

ไคลก้า ผนึกเทคโนโลยี NARIT เปิดมิติใหม่ดูแลสุขภาพตาเด็กไทยครบวงจร

ไคลก้า ผนึกเทคโนโลยี NARIT เปิดมิติใหม่ดูแลสุขภาพตาเด็กไทยครบวงจร

ไคลก้า ผนึกเทคโนโลยี NARIT เปิดมิติใหม่ดูแลสุขภาพตาเด็กไทยครบวงจร

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

ไคลก้า (Klyka) สตาร์ทอัพ MedTech ไทย ผนึกกำลัง NARIT และเครือข่ายสาธารณสุข ภายใต้การสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เดินหน้าโครงการพัฒนานวัตกรรมคัดกรองสุขภาพตาแบบครบวงจร มิติใหม่ฝีมือคนไทย ที่ผสานการทำงานของทั้งซอฟต์แวร์และเครื่องมือคัดกรองแบบพกพา มุ่งรับมือกับปัญหาสายตาที่อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการและอนาคตของเด็กไทยอย่างทันท่วงทีและยั่งยืน เตรียมพร้อมผลักดันงานวิจัยสู่การใช้งานจริง เพื่อลดปัญหาการพึ่งพาเครื่องมือแพทย์นำเข้า ช่วยลดข้อจำกัดในการเข้าถึงบุคลากรเฉพาะทาง รวมถึงประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทางมูลค่ามหาศาล

พญ. กัญชลิกา เสถียรวิจิตร 

พญ. กัญชลิกา เสถียรวิจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไคลก้า จำกัด และ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทจักษุ กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ว่า ปัจจุบันเราพบปัญหาในภาพใหญ่ ทั้งจำนวนบุคลากรผู้เชี่ยวชาญที่ไม่เพียงพอ ข้อจำกัดในการขนย้ายเครื่องมือแพทย์ รวมถึงความลำบากและค่าใช้จ่ายในการเดินทางของครอบครัวในพื้นที่ห่างไกล ทำให้ปัญหาสายตาและตาเหล่ของเด็ก ตรวจพบล่าช้าเกินไปจนพลาดช่วงเวลา ‘นาทีทอง’ ของพัฒนาการทั้งด้านสมองและการเรียนรู้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปจนถึงโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต นอกจากนี้ การประเมินสายตาเด็กยังมีอุปสรรคสำคัญคือ เด็กมักจะอยู่นิ่งไม่ได้ กลัวการตรวจ หรือยังอ่านตัวเลขไม่ได้ ทำให้ผลประเมินคลาดเคลื่อน เราจึงพัฒนาระบบคัดกรองแบบครบวงจร ที่ผสานการทำงานของฮาร์ดแวร์แบบพกพา ซอฟต์แวร์ อัลกอริทึมที่ทำงานบนรากฐานของคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ขั้นสูงและการตรวจทานผลจากจักษุแพทย์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ความแม่นยำสูงสุดในการคัดกรองเบื้องต้น”

นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ 

นพ. สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ ประธานคณะอนุกรรมการส่งเสริมเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ด้านเครื่องมือแพทย์ บริการทางการแพทย์และยา กล่าวว่า การเรียนรู้ผ่านการมองเห็น นับเป็นเรื่องสำคัญที่เด็กไทยทุกคนควรสามารถทำได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งการผลักดันนวัตกรรมเครื่องวัดสายตาสำหรับเด็กเล็ก สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีจากภาครัฐสู่ภาคเอกชนเพื่อพัฒนาเป็นเชิงธุรกิจ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายตัวของเทคโนโลยีไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและทั่วถึงมากขึ้น โดยมุ่งเน้นไปที่การเพิ่มโอกาสการเข้าถึงของเด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มครอบครัวที่มีรายได้ ซึ่งโครงการวิจัยการพัฒนานวัตกรรมจากไคลก้าในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบสาธารณสุขไทย นับเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กไทยให้มีคุณภาพดีและเติบโตเป็นอนาคตของชาติ และโครงการนี้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การสร้างความมั่นคงทางเครื่องมือแพทย์ของประเทศ โดยเฉพาะการตรวจคัดกรองสายตาเด็กเชิงรุกในระดับปฐมภูมิที่ยังขาดแคลนอุปกรณ์ที่เหมาะสม  ดังนั้นหากโครงการนี้สามารถลงมือดำเนินการเพื่อใช้ประโยชน์ได้จริง จะช่วยสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการรักษา ช่วยลดภาระของจักษุแพทย์ และช่วยให้เด็กไทยได้รับการดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของพัฒนาการทางสายตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ”   

นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ 

นพ. ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข ย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมวิจัยเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเด็กไทยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่เด็กไทยเกิดน้อยลง การพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กจึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการก่อนส่งเด็กเข้าสู่ระบบการศึกษา จากข้อมูลในอดีตพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า เด็กที่เข้าโรงเรียนประมาณ 12% มีปัญหาด้านสายตา ทั้งสายตาสั้น เอียง ยาว ไปจนถึงภาวะตาขี้เกียจที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นในอนาคต หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสม ทั้งนี้การจะยกระดับการเข้าถึงบริการการตรวจคัดกรองสายตาในเด็กให้มีจำนวนมากขึ้น และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ต้องคำนึงถึง 2 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ (Cost-effectiveness) เนื่องจากประเทศมีงบประมาณจำกัด ทุกนโยบายจึงต้องผ่านการพิสูจน์ว่ามีความคุ้มค่า ก่อนที่จะบรรจุเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบบัตรทอง 2) การอุดช่องว่างด้วยงานวิจัย โดยที่งานวิจัยต้องคิดให้ครบจงวร ไม่ได้จบเพียงแค่การพัฒนานวัตกรรม แต่ต้องวางแผนถึงการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงอย่างครอบคลุมด้วย ซึ่งกรณีเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติอาจนำไปขยายผลการใช้ประโยชน์กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยอาจโน้มน้าวให้ อปท. เห็นว่า เป็นนวัตกรรมที่จะทำให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กในพื้นที่การดูแลของตนเองมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่ง สวรส. ยินดีที่จะสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ผศ.ดร. วิภู รุโจปการ

ผศ.ดร. วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) หรือ NARIT กล่าวถึงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีกับไคลก้าว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ NARIT เป็นผู้ทำวิจัยหลักด้านวิศวกรรมทัศนศาสตร์ หรือ Optic Engineering & Design โดยทีมนักวิจัยและวิศวกรจากศูนย์พัฒนาเทคโนโลยีทัศนศาสตร์และโฟโตนิกส์ของ NARIT เข้ามาดูแลการออกแบบ พัฒนา และทดสอบระบบทัศนศาสตร์ทั้งหมด รวมถึงระบบการประมวลผลและการเชื่อมต่อสำหรับเครื่องวัดสายตาอัตโนมัติแบบพกพา เพื่อให้ได้มาตรฐานระดับสูง นับเป็นการประยุกต์ใช้ความสามารถจากงานวิจัยและวิศวกรรมขั้นแนวหน้า หรือ Frontier Research ระดับโลก ไปสู่การสนับสนุนการสร้างนวัตกรรมในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ หรือ Med Tech สอดคล้องกับแนวคิด Astronomy+ หรือการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยดาราศาสตร์ไปสู่การสร้างประโยชน์ที่จับต้องได้แก่เศรษฐกิจและสังคมเพื่อประเทศไทย”

เพื่อยกระดับการดูแลให้ครอบคลุมทุกช่วงวัย ไคลก้าได้ขยายการพัฒนานวัตกรรมสู่กลุ่มผู้สูงอายุ รวมถึงซอฟต์แวร์ประเมินสายตายาวตามวัยที่มีงานวิจัยทางคลินิกรองรับ โดยโครงการนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งจากพันธมิตรระดับประเทศ ได้แก่ NARIT สนับสนุนด้านเทคโนโลยี สวรส. สนับสนุนด้านทุนวิจัยเชิงนโยบาย รวมถึงสถาบันการแพทย์ชั้นนำ ทั้งโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ ที่ร่วมเก็บข้อมูลทางคลินิกเพื่อสร้างมาตรฐานและความแม่นยำสูงสุด เตรียมพร้อมสู่เป้าหมายสำคัญในการเปิดตัวซอฟต์แวร์ประเมินสุขภาพตาเบื้องต้น ‘Klyka Vision Suite’ สู่ตลาดภายในปี 2569

“โครงการนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยสนับสนุนนโยบายการทดแทนการนำเข้าเครื่องมือแพทย์ที่ปัจจุบันมีมูลค่าสูง แต่ยังเป็นการสร้างความเท่าเทียมด้านสุขภาพที่ยั่งยืนให้แก่สังคมไทย” แพทย์หญิงกัญชลิกากล่าวสรุป

เดอร์มาติกช์ จับมือ Art for Cancer by Ireal จัดเวิร์คช้อปศิลปะบำบัดเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง

เดอร์มาติกช์ จับมือ Art for Cancer by Ireal  จัดเวิร์คช้อปศิลปะบำบัดเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง

เดอร์มาติกช์ จับมือ Art for Cancer by Ireal จัดเวิร์คช้อปศิลปะบำบัดเพื่อผู้ป่วยมะเร็ง

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

ปัจจุบันมีผู้ป่วยมะเร็งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งในขั้นตอนระหว่างกระบวนการรักษาโรคร้ายนี้ ตัวผู้ป่วยเองต้องรับมือกับภาวะความเจ็บป่วยและพยายามมีจิตใจที่เข้มแข็ง บาดแผลทั้งทางกายและทางจิตใจที่เกิดขึ้น แม้ในเบื้องต้นมันจะดูมืดมน แต่การได้รับการซัพพอร์ตจากคนในครอบครัว คนข้างตัว และทุกคนในสังคมที่พร้อมจะอยู่เคียงข้าง ก็จะสามารถช่วยให้ความมืดมนนี้สว่างไสวขึ้นได้

(กลาง) พอลลีน พิมลพัชร์ ธนุสุทธิยาภรณ์ และ พญ. คัคนานต์ เทียนไชย

Dermatix Thailand  (เดอร์มาติกซ์ ประเทศไทย)  เล็งเห็นและขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยหลังการรักษาและการผ่าตัด จึงได้จัดกิจกรรม Workshop โดยความร่วมมือกับ Art for Cancer by Ireal ให้ผู้ป่วยมะเร็งจับมือคนที่คอยเคียงข้าง มาร่วมทำงานศิลปะบำบัดชิ้นพิเศษที่บอกเล่าเรื่องราวของการต่อสู้มาด้วยกัน ภายใต้คอนเซ็บ “Hands That Heal Together” เพราะทุกรอยแผลผ่าตัดไม่ใช่เพียงแค่รอยแผลเป็น แต่เป็น ‘ร่องรอยของการต่อสู้’ ที่ถึงแม้จะทิ้งร่องรอยไว้บนร่างกาย แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่ตลอดไป บอกเล่าช่วงเวลาที่ทั้งคู่จับมือกัน แล้วผ่านมาด้วยกัน เป็นผลงานที่มีเรื่องราวในความทรงจำของผู้ป่วย และ คนที่ดูแลเคียงข้างผู้ป่วย

ต่อ – หทัยทิพย์ จิระธันห์ และสามี โอป – พุฒิพงศ์

พอลลีน (พิมลพัชร์ ธนุสุทธิยาภรณ์) อดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านมร่วมแชร์ประสบการณ์ในระหว่างการรักษา “ในวันที่พอลลีนทราบว่าตัวเองเป็นมะเร็ง วันนั้นก็รู้สึกว่าโลกได้ดับลง เหมือนตัวเองได้ตายจากโลกนี้ไปแล้ว แต่กำลังใจจากครอบครัวทำให้รู้ว่าเราโชคดีมากแค่ไหน ที่มีคนที่รักเราและคอยดูแลเรา เปลี่ยนวันที่มืดมนให้มีแสงสว่าง พอลลีนผ่านจุดนั้นมาได้ เพราะครอบครัว โดยเฉพาะพี่สาวที่เป็นกำลังใจที่ดีที่สุดในวันที่เราแย่ที่สุด ซัพพอร์ตพอลลีนทุกอย่างด้วยความรัก ความห่วงใย พอลลีนคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราข้ามผ่านวันเวลาเหล่านั้นมาได้ ไม่ว่ามันเลวร้ายขนาดไหน การที่เราไม่ได้เผชิญกับมันเพียงลำพัง มันทำให้เรามีแรงสู้ รักษาร่างกายจนดีขึ้นเป็นปกติแล้วได้ใช้ชีวิตอย่างปกติในทุกวันนี้ต่อไป พอลลีนคิดว่าพลังใจจากคนที่พร้อมจะเคียงข้างมันสำคัญมากค่ะ สำหรับงานศิลปะก็เป็นอีกทางนึงนะคะ ที่ช่วยให้ผู้ป่วยได้มีกำลังใจ ฮีลใจให้กับผู้ป่วยมะเร็งได้ค่ะ ตัวพอลลีนเองก็ได้เคยเข้าร่วมกิจกรรมกับทาง Art for Cancer by Ireal มาหลายครั้ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยเป็นอย่างมาก เพราะตัวผู้ป่วยเองก็จะมีวันหรือช่วงเวลาที่อ่อนแอ เมื่อได้เข้าร่วม Workshop ศิลปะบำบัด มันได้ช่วยให้เรา Step Back ให้กลับมาอยู่กับตัวเองเข้าใจในชีวิตมากขึ้น”  

เปิ้ล – อโณทัย ลาภสุขสถิต อดีตผู้ป่วยมะเร็ง ที่ผ่านกระบวนการรักษาและได้รับการดูแลจากครอบครัวมาเป็นอย่างดี “ทั้งคุณแม่ พี่ชาย น้องชาย และหลานๆ ทั้งเรื่องของเวลา การดูแล ในช่วงผ่าตัดหลานชายก็จะคอยอัพเดตในไลน์กลุ่มให้กับเพื่อน ๆ  เราด้วย อาการเป็นอย่างไร หรือมีความต้องการอะไร มันจึงเป็นช่วงเวลาที่ดูยากลำบาก แต่เราก็สามารถผ่านมันมาได้ด้วยกำลังใจจากทุกคนรอบตัวเรา”

ต่อ – หทัยทิพย์ จิระธันห์ อดีตผู้ป่วยมะเร็งถึง 3 ครั้ง และสามีผู้ไม่เคยปล่อยมือภรรยาแม้แต่ครั้งเดียว โอป – พุฒิพงศ์ จิระธันห์ “สามีคือตัวช่วยที่ดีที่สุด ที่อยู่เคียงข้างกันในวันที่เราแย่ที่สุด ดูแลเราทุกสิ่งทุกอย่าง ในทุก ๆ  ขั้นตอนการรักษา ไม่เคยที่จะตัดสินเราเลยครั้ง เคารพในสิ่งที่เราเผชิญอยู่ เข้าใจเสมอว่าเราคือผู้ป่วยที่ต้องรับมือกับอาการเจ็บป่วยและความเครียด ไม่แม้แต่จะพูดจาทำร้ายจิตใจเรา รวมถึงการเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสา หลังจากที่ผ่านกระบวนการรักษามาหลายครั้ง ก็มาร่วมกิจกรรมกับเราตลอด เราอยากแชร์ อยากส่งต่อให้กับสังคม ว่าเราผ่านมันมาได้อย่างไร มีกำลังใจที่ดีอย่างไร เราก็อยากส่งต่อกำลังใจที่ดีให้กับผู้ป่วย ผู้ที่ต้องเผชิญกับวันร้าย ๆ ในชีวิตให้ผ่านไปได้ อย่างที่เราเคยผ่านมาเช่นกัน”

เปิ้ล – อโณทัย ลาภสุขสถิต และครอบครัว

แพทย์หญิงคัคนานต์ เทียนไชย อายุรแพทย์เฉพาะทางด้านมะเร็ง จาก รพ.วิชัยยุทธ หรือ หมอตาลต้านมะเร็ง กล่าวว่า “ในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นการรักษาทางการแพทย์ในเรื่องของมะเร็งในประเทศไทยมีพัฒนาการขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังคมมีการกระตุ้นและส่งเสริมให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาสุขภาพเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคมะเร็งมากยิ่งขึ้น ทำให้จำนวนประชากรที่ให้ความดูแลสนใจในดูแลตัวเองเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ความเข้าใจในขั้นตอนกระบวนการรักษาทั้งการรักษาแผลจากการผ่าตัดและรักษาสภาวะทางจิตใจและอารมณ์ ก็สูงขึ้นตามลำดับ การที่จะดูแลรักษาผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษานั้นจำเป็นที่จะต้องใช้ความรู้และความเข้าใจเป็นอย่างสูง เพื่อที่จะสามารถดูแล อยู่เคียงข้างผู้ป่วยในระหว่างเข้ารับการรักษาได้อย่างเหมาะสม เพราะตัวหมอเองก็ผ่านการดูแลผู้ป่วยมะเร็งอย่างใกล้ชิดที่เป็นคนในครอบครัวมาถึง 2 คน ทั้งคุณแม่และคุณยาย การเอาใจใส่ดูแลด้วยความรัก ความเข้าใจ รวมถึงความรู้ด้วย ทำให้ท่านทั้งสองผ่านมันมาได้เพราะกำลังใจจากคนในครอบครัว นี่เป็นเหตุผลที่หมอเลือกเรียนอายุรแพทย์เฉพาะทางโรคมะเร็ง เพื่อที่จะนำวิชาความรู้มาดูแลผู้ป่วยคนอื่นๆได้อย่างจริงจัง”

กิจกรรมที่จัดขึ้นมานี้ได้รับความร่วมมือจาก Art for Cancer by Ireal  บริษัทวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งมีพันธกิจหลัก ในเรื่องของการให้กำลังใจผู้ป่วยควบคู่ไปกับการรักษาด้านทุนทรัพย์ โดยมีกองทุนอยู่กับโรงพยาบาลศิริราช สถาบันมะเร็ง และโรงพยาบาลจุฬา ฯ มีการให้ความรู้ที่ถูกต้องเพื่อให้ลดความกังวลในเรื่องของการรักษาลงไปได้ ต่าย – นภาลัย เชื้อเชียงเม่น จาก Art for Cancer กล่าวว่า “กิจกรรมในวันนี้ภาพรวม ๆ  ก็คือ art of life ศิลปะในการใช้ชีวิตมันก็จะหลากหลายเลยค่ะ มีทั้งเพนต์ติ้งไปจนถึงคอร์สภาวนาเราก็มีให้ผู้ป่วยเตรียมพร้อมในการออกเดินทาง ถือเป็นศิลปะบำบัดเหมือนกัน”

          นอกจากเหนือจากกิจกรรมที่จัดขึ้นมานี้แล้ว เดอร์มาติกช์ยังขอสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยอีกทาง ด้วยการนำผลิตภัณฑ์ Dermatix Ultra (เดอร์มาติกซ์ อัลตร้า) จำนวน    1,000 หลอด บริจาคให้กับ Art for Cancer by Ireal เพื่อส่งมอบต่อให้แก่โรงพยาบาล ที่ขาดแคลน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ป่วยได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพในการดูแลแผลเป็นหลังเข้ารับการผ่าตัดโรคมะเร็ง ย้ำภาพการใส่ใจที่จะยืนหยัดเคียงข้างผู้ป่วยให้ผ่านช่วงเวลาในการรักษา แล้วกลับมามีรอยยิ้มที่สดใส ใช้ชีวิตอย่างมั่นใจได้เหมือนเดิม

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี

กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี

วันอังคาร ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.25 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ไปทรงวางศิลาฤกษ์อาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี ในวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น. ณ มณฑลพิธีบริเวณโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี เขตราชเทวี กรุงเทพฯ

ในการนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดลและที่ปรึกษามูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ อาจารย์นายแพทย์ไพโรจน์ บุญคงชื่น รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และรองประธาน  คณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ ดร. แพทย์หญิงอติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดี เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จฯ โดยมี ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอาภัสณี โสภณสฤษฎ์สุข หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ รองศาสตราจารย์ ดร. พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวัฒนธรรม ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพวงมาลัย

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ เข้าสู่พลับพลาพิธี ทรงประทับพระราชอาสน์ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และที่ปรึกษามูลนิธิรามาธิบดีฯ เข้าเฝ้าฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายถวายสูจิบัตร จากนั้น ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์อาทิตย์ อังกานนท์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ กราบบังคมทูลรายงานวัตถุประสงค์ของการก่อสร้างอาคาร และกราบบังคมทูลเบิกผู้มีอุปการคุณเข้ารับพระราชทานของที่ระลึกจำนวน 50 ราย จากนั้นเสด็จฯ ออกจากพลับพลาพิธีไปยังมณฑลพิธีวางศิลาฤกษ์ ทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมแผ่นศิลาฤกษ์ ทรงวางพลอยเก้าสี และทรงโปรยดอกไม้ จากนั้นทรงเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรนิทรรศการและแบบจำลองอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี เสด็จฯ ออกจากโดมจัดแสดงนิทรรศการ

ในเวลาต่อมา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการประชุมใหญ่มูลนิธิรามาธิบดี ในพระราชูปถัมภ์ฯ ประจำปี 2569 ด้วยรถยนต์พระที่นั่งไปยังศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตน์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยมี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ไกรสิทธิ์ ตันติศิรินทร์ กรรมการกลางมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล และที่ปรึกษามูลนิธิรามาธิบดีฯ อาจารย์นายแพทย์ไพโรจน์ บุญคงชื่น รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี และรองประธานคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ ดร. แพทย์หญิงอติพร อิงค์สาธิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี และกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ เฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จฯ พร้อมด้วย นางสาวพรรณสิรี คุณากรไพบูลย์ศิริ ผู้จัดการมูลนิธิรามาธิบดีฯ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงอาภัทรสา เล็กสกุล กรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ นางอรวรรณ วราภาพงษ์ หัวหน้าฝ่ายการพยาบาล ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย พวงมาลัย

จากนั้นเสด็จฯ ไปยังบริเวณห้องจ่ายยาผู้ป่วยนอก ชั้น 1 ทอดพระเนตรระบบจัดยาอัตโนมัติ เสด็จฯ ไป ทอดพระเนตรนิทรรศการมูลนิธิรามาธิบดีฯ x MFA Boston เป็นความร่วมมือระหว่างมูลนิธิรามาธิบดีฯ และ Museum of Fine Arts, Boston คือการหลอมรวมระหว่าง “ศิลปะ” และ “การให้” เข้าด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเปลี่ยนทุกการสนับสนุนให้กลายเป็นพลังในการช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ และยกระดับการรักษาด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ที่จำเป็น ก่อนเสด็จฯ ไปยังห้องประชุม ชั้น 9 ทรงลงพระนามาภิไธยในสมุดที่ระลึก จากนั้นทรงเป็นประธานการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2456 ของมูลนิธิรามาธิบดีฯ

หลังจากเสร็จสิ้นการประชุม เสด็จฯ ไปยังโถงอเนกประสงค์ และพระราชทานพระราชวโรกาสให้คณะกรรมการกลาง และคณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมด้วย ต่อมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์อิทธิรัตน์ วัชรานานันท์ กรรมการบริหารและเหรัญญิกมูลนิธิรามาธิบดีฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเงินโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ประกาศิต จิรัปปภา กรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย  ทุนการฝึกอบรม เพื่อพระราชทานแก่ อส.ทพ. อนันต์ เชื้อดวงผุย ต่อมาเสด็จฯ ลงยังชั้น ๑ เพื่อทอดพระเนตร ร้านจำหน่ายของที่ระลึกมูลนิธิรามาธิบดีฯ ก่อนประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ กลับวังสระปทุม

สำหรับ “โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี” ริเริ่มขึ้นเพื่อทดแทนอาคารเดิมที่มีสภาพทรุดโทรมและแออัดเนื่องจากใช้งานมานานกว่า 50 ปี โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพและยกระดับคุณภาพการให้บริการทางการแพทย์สู่ระดับสากล ภายใต้แนวคิด “เข้าใจเขา เข้าใจเรา เข้าใจทุก(ข์)คน” อาคารแห่งใหม่นี้มีความสูง 25 ชั้น และชั้นใต้ดิน 2 ชั้น มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 278,000  ตารางเมตร คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2575 เมื่อเปิดให้บริการแล้วจะกลายเป็นศูนย์การแพทย์ขนาดใหญ่บนพื้นที่กว่า 15 ไร่  เพื่อรองรับกับจำนวนผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีผู้ป่วยนอก 2.5 ล้านคน และ ผู้ป่วยใน 55,000 คน รวมถึงสามารถบูรณาการระบบ “โรงพยาบาลอัจฉริยะ” หรือ Smart Hospital เข้ามาช่วยส่งเสริมความสามารถในการนำเสนอบริการและคำปรึกษาด้านการแพทย์ได้อย่างตรงจุดโดยมีระยะเวลาในการก่อสร้างรวม 7 ปี แบ่งเป็นช่วงต่างๆ ได้แก่ ปี พ.ศ. 2569-2570 งานเตรียมพื้นที่ ทำรั้วชั่วคราว รื้อถอนอาคารเดิม ลงเสาเข็ม ทำระบบป้องกันดินพัง และงานโครงสร้างใต้ดิน ปี พ.ศ. 2571-2574 งานโครงสร้างอาคาร งานสถาปัตยกรรม งานระบบประกอบอาคาร งานภายนอกอาคาร และการทดสอบระบบ (Commissioning Test) และ ปี พ.ศ. 2575 งานภายนอกอาคารและงานอื่น ๆ แล้วเสร็จสมบูรณ์

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมสมทบทุน “โครงการอาคารโรงพยาบาลรามาธิบดีและย่านนวัตกรรมโยธี” เพื่อพัฒนาศักยภาพทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้ป่วยทุกระดับ ได้ที่มูลนิธิฯ (โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ) ชื่อบัญชี มูลนิธิรามาธิบดีฯ • กรุงเทพ 090-3-50015-5 • กสิกรไทย 879-2-00448-3 • ไทยพาณิชย์ 026-3-05216 -3 ติดตามข่าวสารมูลนิธิรามาธิบดีฯ ได้ที่ FB • IG • LINE @RAMAFOUNDATION “คำว่าให้…ไม่สิ้นสุด”