เตือนภัย แก๊งมิจฉาชีพใช้ Deepfake AI ปลอมเป็นนายกฯ สิงคโปร์ หลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 120 ล้านบาท

 เตือนภัย แก๊งมิจฉาชีพใช้ Deepfake AI ปลอมเป็นนายกฯ สิงคโปร์ หลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 120 ล้านบาท

18 พ.ค. 2569 07:13 น.

เตือนภัย แก๊งมิจฉาชีพใช้ Deepfake AI ปลอมเป็นนายกฯ สิงคโปร์ หลอกเหยื่อสูญเงินกว่า 120 ล้านบาท

ตำรวจสิงคโปร์เผยคลิปวิดีโอการประชุมผ่าน Zoom ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี “ดีปเฟก” หลังแก๊งมิจฉาชีพนำมาใช้แอบอ้างเป็นนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ เพื่อหลอกเหยื่อโอนเงิน สูญเงินไปราว 120 ล้านบาท

สำนักงานตำรวจสิงคโปร์ แจ้งเตือนประชาชน ระวังภัยรูปแบบใหม่จาก มิจฉาชีพซึ่งใช้เทคโนโลยี AI สร้างการประชุมออนไลน์ปลอม โดยอ้างว่าเกี่ยวข้องกับความช่วยเหลือด้านเงินทุนจากสถานการณ์ใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” 

รูปแบบการหลอกลวงเริ่มจากผู้เสียหายได้รับข้อความผ่าน WhatsApp จากคนร้ายที่แอบอ้างเป็นเลขานุการคณะรัฐมนตรี พร้อมเชิญเข้าร่วมประชุมกับนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง 

จากนั้น เหยื่อจะถูกเชิญเข้าสู่การประชุมผ่าน Zoom ซึ่งถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี Deepfake AI ให้ดูเหมือนมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลสิงคโปร์และต่างประเทศเข้าร่วมประชุมจริง

คลิปที่ตำรวจนำมาเปิดเผยแสดงให้เห็นการประชุมปลอมเกี่ยวกับสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ โดยมีภาพของนายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ประธานาธิบดีธาร์มัน ชันมูการัตนัม รัฐมนตรีอินดรานี ราจาห์  รวมถึงตัวแทนจากธนาคารกลางสิงคโปร์ 

นอกจากนี้ ยังมีการแอบอ้างเจ้าหน้าที่ต่างประเทศ เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศแคนาดา ที่ปรึกษาทางการทูตอาวุโสของประธานาธิบดีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมถึงภาคเอกชนอย่าง BlackRock และ Dubai International Financial Centre เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการประชุมปลอมดังกล่าว

ตำรวจระบุว่า เหยื่อจะถูกแนะนำตัวในฐานะตัวแทนภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุม ก่อนที่ผู้แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจะกล่าวสรุปสถานการณ์ และปิดท้ายด้วยคลิป Deepfake ของนายกรัฐมนตรีที่กล่าวขอบคุณผู้เสียหายที่เข้าร่วมประชุม

หลังจากนั้น มิจฉาชีพอีกคนจะติดต่อเหยื่อในคราบทนายความ เพื่อโน้มน้าวให้โอนเงินเข้าร่วมโครงการหรือช่วยเหลือด้านการเงิน

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า กลุ่มมิจฉาชีพมักเลือกเป้าหมายเป็นนักธุรกิจหรือบุคคลที่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับหน่วยงานรัฐบาลมาก่อน ทำให้เหยื่อหลงเชื่อได้ง่ายขึ้น

ตำรวจสิงคโปร์ยังอธิบายถึงจุดสังเกตที่บ่งชี้ว่าคลิปดังกล่าวถูกสร้างด้วย AI เช่น เสียงพูดไม่ตรงกับการขยับริมฝีปากของผู้พูด แสดงให้เห็นว่ามีการใส่เสียงปลอมทับลงบนวิดีโอที่อัดไว้ล่วงหน้า

นอกจากนี้ เสียงพูดทั้งหมดในห้องประชุมยังถูกส่งผ่านบัญชีผู้ใช้เพียงบัญชีเดียว แทนที่จะออกมาจากผู้เข้าร่วมแต่ละคนตามปกติของ Zoom

อีกจุดผิดสังเกตคือ พื้นหลังของวิดีโอมีลักษณะบิดเบี้ยว และโลโก้ Zoom ถูกบดบังบางส่วนโดยไม่สอดคล้องกับภาพด้านหน้า ซึ่งเป็นหลักฐานว่ามีการใช้ AI ดัดแปลงวิดีโอ

ตำรวจสิงคโปร์เตือนประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวัง โดยเฉพาะการติดต่อผ่านช่องทางออนไลน์หรือวิดีโอคอล เนื่องจากเทคโนโลยี Deepfake ในปัจจุบันมีความสมจริงสูงและแยกได้ยากว่าเป็นของจริงหรือของปลอม

ทั้งนี้ทางตำรวจได้เน้นย้ำว่า เจ้าหน้าที่รัฐบาลสิงคโปร์จะไม่มีการกระทำต่อไปนี้ผ่านอีเมล โทรศัพท์ หรือวิดีโอคอล ได้แก่ ขอให้โอนเงิน ,ขอข้อมูลเข้าสู่ระบบธนาคาร, ขอให้ติดตั้งแอปพลิเคชันจากแหล่งที่ไม่เป็นทางการ หรือโอนสายไปยังตำรวจหรือเจ้าหน้าที่รัฐคนอื่น

หากประชาชนพบเห็นการหลอกลวง ข่าวปลอม หรือโฆษณาต้องสงสัยบนโซเชียลมีเดีย สามารถแจ้งผู้ดูแลแพลตฟอร์มหรือแจ้งตำรวจได้ทันที พร้อมสามารถตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมผ่านสายด่วน ScamShield ของสิงคโปร์ หมายเลข 1799.

ที่มา : channelnewsasia

ระทึก! เครื่องบินรบทัพเรือสหรัฐชนกันกลางงานแอร์โชว์ นักบินดีดตัวรอดทั้ง 4 ราย

ระทึก! เครื่องบินรบทัพเรือสหรัฐชนกันกลางงานแอร์โชว์ นักบินดีดตัวรอดทั้ง 4 ราย

18 พ.ค. 2569 06:18 น.

ระทึก! เครื่องบินรบทัพเรือสหรัฐชนกันกลางงานแอร์โชว์ นักบินดีดตัวรอดทั้ง 4 ราย

เกิดเหตุระทึกกลางงานแอร์โชว์ในสหรัฐฯ เมื่อเครื่องบินของกองทัพเรือสหรัฐฯ 2 ลำ ชนกันกลางอากาศ ส่งผลให้เกิดกลุ่มควันขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นในอากาศ เคราะห์ดีที่ลูกเรือทั้ง 4 คนดีดตัวออกมาทัน

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างงาน “Gunfighter Skies Air Show” ที่จัดขึ้นบริเวณฐานทัพอากาศเมาน์เทนโฮม ทางตะวันตกของรัฐไอดาโฮ ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยหน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ฉุกเฉินได้เร่งเข้าตรวจสอบพื้นที่ทันทีหลังเกิดอุบัติเหตุ

คิม ไซกส์  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของกลุ่ม “Silver Wings of Idaho” ซึ่งร่วมวางแผนจัดงาน เปิดเผยว่า ลูกเรือทั้ง 4 คนจากเครื่องบินทั้ง 2 ลำ สามารถดีดตัวออกมาได้อย่างปลอดภัย โดยจุดที่เครื่องบินตกอยู่นอกเขตฐานทัพ

ไซกส์ระบุว่า เธอไม่ได้เห็นช่วงที่เครื่องบินชนกันโดยตรง แต่สังเกตเห็นกลุ่มควันขนาดใหญ่หลังเกิดเหตุไม่นาน

ด้านฐานทัพอากาศเมาน์เทนโฮมโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า ฐานทัพถูกสั่งล็อกดาวน์ชั่วคราวภายหลังเกิดเหตุเครื่องบินชนกันระหว่างงานแอร์โชว์ พร้อมยืนยันว่าทีมกู้ภัยเข้าถึงพื้นที่แล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุ

พยานหลายรายเปิดเผยว่า เห็นเครื่องบินสองลำชนกันกลางอากาศก่อนตกลงสู่พื้น ขณะที่คลิปวิดีโอที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์เผยให้เห็นร่มชูชีพ 4 ชุดกางออกบนท้องฟ้า ขณะเครื่องบินดิ่งตกลงใกล้ฐานทัพ ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองบอยซี ไปทางใต้ราว 80 กิโลเมตร

นอกจากนี้ ยังเกิดไฟลุกไหม้บริเวณพื้นที่เกิดเหตุจากแรงปะทะของเครื่องบิน และเพลิงยังคงลุกไหม้ต่อเนื่องในช่วงแรกหลังเกิดเหตุ

สำหรับงาน Gunfighter Skies Air Show ถือเป็นงานแสดงการบินยอดนิยมที่รวบรวมทั้งการบินผาดแผลง การกระโดดร่ม และการจัดแสดงศักยภาพทางการทหารสมัยใหม่ โดยในปีนี้มีทีมบินผาดแผลงชื่อดังของกองทัพอากาศสหรัฐฯ อย่างThunderbirds ร่วมแสดงเป็นไฮไลต์สำคัญของงานทั้งสองวัน

ขณะที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งชาติสหรัฐฯ รายงานว่า ในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ สภาพอากาศมีทัศนวิสัยค่อนข้างดี แต่มีลมกระโชกแรงสูงสุดประมาณ 47 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เจ้าหน้าที่นำไปตรวจสอบเพิ่มเติมต่อไป.

ที่มา : LosAngelestimes

นักดำน้ำนานาชาติสมทบทีมปฏิบัติการกู้ร่าง ชาวอิตาลีที่หายไปในถ้ำใต้น้ำ

นักดำน้ำนานาชาติสมทบทีมปฏิบัติการกู้ร่าง ชาวอิตาลีที่หายไปในถ้ำใต้น้ำ

18 พ.ค. 2569 04:07 น.

นักดำน้ำนานาชาติสมทบทีมปฏิบัติการกู้ร่าง ชาวอิตาลีที่หายไปในถ้ำใต้น้ำ

(ภาพจาก Maldives President’s Media Division via AP)

นักประดาน้ำจากนานาชาติเดินทางไปยังเกาะมัลดีฟส์ เพื่อเข้าร่วมในปฏิบัติการกู้ร่างของชาวอิตาลี 5 คนที่หายตัวไปในถ้ำใต้น้ำเมื่อหลายวันก่อน ซึ่งทั้งหมดได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตแล้ว

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 “เครือข่ายเตือนภัยนักดำน้ำ” หรือ DAN (Divers Alert Network) ส่งผู้เชี่ยวชาญไปยังเกาะมัลดีฟส์ในวันอาทิตย์ เพื่อเข้าร่วมในความพยายามกู้ภัยร่วมกับนานาชาติ หลังจากชาวอิตาลี 5 คน และนักดำน้ำกู้ภัยอีก 1 คน เสียชีวิต ในอุบัติเหตุขณะดำน้ำครั้งเลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของมัลดีฟส์

ชาวอิตาลีทั้ง 5 รายจมน้ำเสียชีวิตขณะอยู่ในถ้ำใต้น้ำลึกในน่านน้ำห่างไกลเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (14 พ.ค.) โดยทางการมัลดีฟส์สามารถกู้ร่างขึ้นมาได้ 1 ศพในวันเดียวกัน ถูกพบอยู่ภายในถ้ำที่ระดับความลึกประมาณ 60 เมตร

นอกจากนี้ สิบเอก โมฮาเหม็ด มาฮุดดี นักดำน้ำกู้ภัยจากกองกำลังป้องกันประเทศมัลดีฟส์ เสียชีวิตที่โรงพยาบาลเมื่อวันเสาร์ (16 พ.ค.) หลังจากเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับการลดลงของความกดอากาศ หรือ โรคน้ำหนีบ ซึ่งส่งผลให้ปฏิบัติการค้นหาต้องถูกระงับไปชั่วคราวในเวลาต่อมา

โมฮาเหม็ด ฮุสเซน ชารีฟ โฆษกรัฐบาลมัลดีฟส์เปิดเผยกับสำนักข่าวเอเอฟพี (AFP) ว่า อิตาลี สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย ได้ให้ความช่วยเหลือในการค้นหาชาวอิตาลีอีก 4 รายที่เหลือ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากและอันตราย

“ผู้เชี่ยวชาญชาวฟินแลนด์ 3 คนจากเครือข่ายเตือนภัยนักดำน้ำ ซึ่งได้รับมอบหมายจากรัฐบาลอิตาลี ได้เดินทางมาถึงในวันนี้ และจะเข้าร่วมในการค้นหา ซึ่งน่าจะเริ่มขึ้นในวันจันทร์นี้” ชารีฟกล่าว และเสริมว่า สหรัฐอเมริกาก็เสนอตัวที่จะให้ความช่วยเหลือเช่นกัน

นายชารีฟระบุอีกว่า ความช่วยเหลือจากต่างประเทศในภารกิจกู้ภัยครั้งนี้ได้รับการประสานงานโดยเครือข่าย DAN และกองทัพเรือมัลดีฟส์ ซึ่งได้ส่งเรือลำใหญ่ที่สุดไปยังพื้นที่เกิดเหตุแล้ว

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยเจนัวเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตในกลุ่มนี้รวมถึงศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาทางทะเล บุตรสาวของเธอ และนักวิจัยรุ่นเยาว์อีกสองคน โดยกระทรวงการต่างประเทศของอิตาลีได้ยืนยันการเสียชีวิตของทั้ง 5 รายแล้ว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

นักเรียนอินโดนีเซียล้มป่วยกว่า 200 คน หลังกินข้าวโครงการอาหารฟรี

นักเรียนอินโดนีเซียล้มป่วยกว่า 200 คน หลังกินข้าวโครงการอาหารฟรี

18 พ.ค. 2569 03:01 น.

นักเรียนอินโดนีเซียล้มป่วยกว่า 200 คน หลังกินข้าวโครงการอาหารฟรี

นักเรียนประมาณ 200 คนจากทั่วเมืองสุราบายา จังหวัดชวาตะวันออก มีอาการอาหารเป็นพิษหลังจากรับประทานอาหารภายใต้โครงการอาหารฟรีซึ่งจัดโดยรัฐบาล

ตามรายงานของสื่อท้องถิ่นเมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. 2569 นักเรียนกว่า 200 คน จากโรงเรียนอนุบาล, ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาตอนต้น รวม 12 แห่งในแขวง “เตมบก ดูคุห์” (Tembok Dukuh) ล้มป่วยหลังจากรับประทานอาหารกลางวันฟรีจากโครงการของรัฐบาลเมื่อ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา

นักเรียนส่วนใหญ่บ่นว่ามีอาการเวียนศีรษะ คลื่นไส้ และอาเจียน โดยส่วนใหญ่เข้ารับการตรวจร่างกายเบื้องต้นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม มีนักเรียนบางส่วนต้องเข้ารับการรักษาที่โรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลแม่และเด็ก IBI ในเมืองสุราบายา

นางติยัส ปรานาดานี หัวหน้าศูนย์บริการสาธารณสุขชุมชน เตมบก ดูคุห์ ยืนยันว่า เหตุสงสัยอาหารเป็นพิษครั้งนี้มีความเชื่อมโยงกับอาหารฟรีที่แจกจ่ายโดยหน่วยบริการจัดหาโภชนาการ (SPPG) เพียงหน่วยเดียว

“มีโรงเรียนหลายแห่งที่ได้รับอาหารจาก SPPG แห่งเดียวกันนี้ และเกือบทุกแห่งต่างร้องเรียนเข้ามา โดยเกือบทุกคนรายงานว่ามีอาการป่วย” ติยัสกล่าวที่บริเวณโถงทางเข้าโรงพยาบาล IBI ตามที่สื่อรายงานเมื่อวันอาทิตย์

“จากการติดตามตรวจสอบของเราและรายงานจากคุณครู ปกติแล้วอาหารมักจะไม่มีเนื้อสัตว์” เธอระบุ “ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจจะมาจากเนื้อสัตว์ เพราะที่ผ่านมานักเรียนไม่เคยได้รับประทานเนื้อสัตว์เลย”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างอาหารและส่งไปยังศูนย์ห้องปฏิบัติการสุขภาพ (BBLK) เพื่อทำการตรวจสอบแล้ว โดยมีการประสานงานร่วมกับหน่วยงานสาธารณสุขเมืองสุราบายา เพื่อระบุสาเหตุที่แท้จริงของอาการป่วยในเด็กกลุ่มนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

ทรัมป์เตือนอิหร่าน มีเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังกระบวนการเจรจาไม่คืบ

ทรัมป์เตือนอิหร่าน มีเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังกระบวนการเจรจาไม่คืบ

18 พ.ค. 2569 01:56 น.

ทรัมป์เตือนอิหร่าน มีเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังกระบวนการเจรจาไม่คืบ

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความเตือนอิหร่านอีก ว่าเวลาเหลือน้อยลงทุกที หลังจากการเจรจาหยุดชะงัก และกระตุ้นให้อิหร่านรีบเคลื่อนไหวก่อนจะไม่เหลืออะไรเลย

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social เพื่อเตือนอิหร่านว่า “เวลาเหลือน้อยลงทุกที” ในขณะที่กระบวนการเจรจาระหว่างทั้งสองประเทศ เพื่อหาทางยุติสงคราม อยู่ในภาวะชะงักงัน และยังไม่มีทีท่าว่าจะดำเนินต่อ

“สำหรับอิหร่าน เวลาเหลือน้อยลงทุกที และพวกเขาควรจะรีบเคลื่อนไหว และเร็วด้วย ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะไม่เหลืออะไรเลย เวลาคือสิ่งสำคัญ” โพสต์ของทรัมป์ระบุ

ข้อความดังกล่าวมีขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีทรัมป์มีกำหนดการหารือกับ นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ในวันอาทิตย์ (17 พ.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ขณะเดียวกัน สื่อของอิหร่านรายงานว่า สหรัฐฯ ล้มเหลวในการยอมโอนอ่อนผ่อนตามอย่างเป็นรูปธรรม ในการตอบกลับข้อเสนอล่าสุดของเตหะรานเพื่อยุติความขัดแย้ง และย้ำว่า การขาดการประนีประนอมจากรัฐบาลวอชิงตันจะนำการเจรจาไปสู่ “ทางตัน”

ข้อความล่าสุดของนายทรัมป์สะท้อนถึงคำขู่ก่อนหน้านี้ของเขาที่ว่า “อารยธรรมทั้งหมด” จะต้องดับสูญ หากอิหร่านไม่ยอมตกลงในข้อเสนอเพื่อยุติสงคราม ซึ่งเป็นคำขู่ที่เกิดขึ้นไม่นานก่อนที่จะมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงเมื่อต้นเดือนเมษายน

เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพิ่งเตือนว่าข้อตกลงหยุดยิงกำลังอยู่ในภาวะ “ต้องใช้เครื่องพยุงชีพอย่างหนัก” หลังจากที่เขาปฏิเสธข้อเรียกร้องของเตหะราน โดยตราหน้าข้อเรียกร้องเหล่านั้นว่า “เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้โดยสิ้นเชิง”

ด้านนาย เอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ยืนกรานว่าข้อเสนอของพวกตนนั้น “มีความรับผิดชอบ” และ “ใจกว้าง” แล้ว

สำนักข่าว ทัสนิม (Tasnim) สื่อกึ่งทางการของอิหร่าน ระบุว่า ข้อเสนอเหล่านั้นรวมถึงการยุติสงครามในทุกแนวรบทันที รวมถึงในเลบานอนที่อิสราเอลยังคงเดินหน้าโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการยุติการปิดล้อมทางเรือต่อท่าเรือต่าง ๆ ของอิหร่าน และการรับประกันว่าจะไม่มีการโจมตีอิหร่านอีกในอนาคต

ข้อเสนอดังกล่าวยังรวมถึงการเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับความเสียหายจากสงคราม และการเน้นย้ำถึงอธิปไตยของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ญี่ปุ่นจ่อปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในมิยางิ หลังพบไอน้ำปนเปื้อนรังสี

ญี่ปุ่นจ่อปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในมิยางิ หลังพบไอน้ำปนเปื้อนรังสี

18 พ.ค. 2569 00:25 น.

ญี่ปุ่นจ่อปิดเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในมิยางิ หลังพบไอน้ำปนเปื้อนรังสี

บริษัทพลังงานของญี่ปุ่นเตรียมหยุดการทำงานของเตาปฏิกรณ์ที่โรงไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์แห่งหนึ่งในจังหวัดมิยางิ หลังตรวจพบไอน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีภายในอาคารกังหันผลิตไฟฟ้า

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 บริษัท โทโฮคุ อิเล็กทริก พาวเวอร์ หรือ “เทปโก” (TEPCO) เปิดเผยว่า พวกเขาเตรียมระงับการทำงานของเตาปฏิกรณ์ที่สถานีผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์โอนางาวะ (Onagawa) ในจังหวัดมิยางิ หลังจากตรวจพบไอน้ำปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีภายในอาคารกังหันผลิตไฟฟ้า

ตามรายงานของ เทปโก ไม่มีการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีออกสู่สิ่งแวดล้อม และการสั่งหยุดทำงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทำการตรวจสอบเท่านั้น

เทปโกบอกอีกว่า ตรวจพบไอน้ำปนเปื้อนสารรังสีในปริมาณเล็กน้อยภายในอาคารกังหันของเตาปฏิกรณ์หน่วยที่ 2 เมื่อเวลาประมาณ 17:10 น. พร้อมทั้งปฏิเสธความเชื่อมโยงใด ๆ ระหว่างเหตุการณ์ในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งนี้ กับเหตุแผ่นดินไหวขนาด 6.4 ที่สั่นสะเทือนภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือเมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ การเดินเครื่องของเตาปฏิกรณ์ดังกล่าวถูกระงับไว้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบตามวงรอบปกติ และเพิ่งจะกลับมาเดินเครื่องอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (11 พ.ค.) โดยมีกำหนดการที่จะกลับมาเดินระบบเชิงพาณิชย์ในวันที่ 9 มิถุนายนนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : japantoday

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่สุดในรอบปี ดับแล้ว 3 ศพ

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่สุดในรอบปี ดับแล้ว 3 ศพ

17 พ.ค. 2569 23:05 น.

ยูเครนส่งโดรนโจมตีกรุงมอสโกครั้งใหญ่สุดในรอบปี ดับแล้ว 3 ศพ

ยูเครนส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีดินแดนรัสเซียครั้งใหญ่ รวมถึงที่กรุงมอสโก ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 3 ศพ บาดเจ็บอีกนับสิบราย ขณะที่ฝ่ายยูเครนก็ถูกโจมตีเข้าใส่อย่างต่อเนื่องเช่นกัน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 17 พ.ค. 2569 ว่า ยูเครนส่งโดรนหลายร้อยลำโจมตีแคว้นมอสโก ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองหลวงของประเทศรัสเซียเมื่อช่วงข้ามคืนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ศพ บาดเจ็บอีกหลายราย ถือเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ที่สุดของยูเครนในรอบกว่า 1 ปี

นายอันเดรย์ โวโรบิเยฟ ผู้ว่าการแคว้นมอสโกระบุว่า มีผู้หญิงเสียชีวิต 1 รายในเมืองคิมกิ (Khimki) ทางตอนเหนือของมอสโก และมีผู้ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังอีก 1 ราย นอกจากนี้ยังมีชาย 1 รายและหญิง 1 รายเสียชีวิตในหมู่บ้านโปโกเรลคิ (Pogorelki)

ส่วนนายเซอร์เก โซเบียนิน นายกเทศมนตรีกรุงมอสโก เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 12 ราย หลังจากโดรนพุ่งชนบริเวณทางเข้าโรงกลั่นน้ำมันของเมือง และมีบ้านเรือนในบริเวณใกล้เคียงได้รับความเสียหาย 3 หลัง

ขณะที่กองทัพรัสเซียแถลงว่า สามารถสกัดกั้นโดรนได้ทั้งหมด 556 ลำทั่วประเทศ โดยในจำนวนนี้ประมาณ 130 ลำถูกสกัดกั้นได้ในแคว้นมอสโก และหนึ่งในนั้นตกในพื้นที่ของท่าอากาศยาน “เชเรเมเตียโว” สนามบินที่พลุกพล่านที่สุดของรัสเซีย แต่ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บ และสนามบินยังคงให้บริการตามปกติ

ด้านสถานทูตอินเดียประจำกรุงมอสโกเปิดเผยว่า มีพลเมืองชายชาวอินเดียเสียชีวิต 1 ศพ และบาดเจ็บอีก 3 ราย ทว่ายังไม่แน่ชัดว่า จำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าวถูกนับรวมอยู่ในยอดผู้เสียชีวิตที่นายโวโรบิเยฟเปิดเผยหรือไม่ ขณะเดียวกันก็มีผู้เสียชีวิตอีก 1 ศพในแคว้นเบลโกรอด (Belgorod) ซึ่งมีพรมแดนติดกับยูเครน

ทางด้านประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวว่า การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการตอบโต้ที่ “สมเหตุสมผลอย่างยิ่ง” ต่อการโจมตีอันนองเลือดของรัสเซียในเมืองต่าง ๆ ของยูเครน

ทั้งนี้เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา รัสเซียเพิ่งเปิดฉากโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธครั้งใหญ่ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 24 ศพในกรุงเคียฟ

ขณะที่ฝั่งยูเครน เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 8 รายจากการโจมตีด้วยโดรนและการระดมยิงปืนใหญ่ของรัสเซียในช่วงข้ามคืน ในภูมิภาคดนิโปรเปตรอฟสก์ ตอนกลางของประเทศ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

UAE ระทึก โดรนปริศนาโจมตีทำไฟไหม้ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

UAE ระทึก โดรนปริศนาโจมตีทำไฟไหม้ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

17 พ.ค. 2569 22:15 น.

UAE ระทึก โดรนปริศนาโจมตีทำไฟไหม้ใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

(ภาพจาก AFP PHOTO /BARAKAH NUCLEAR POWER PLANT)

ทางการยูเออีเผยว่า โดรนไม่ทราบฝ่ายโจมตีใกล้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในพื้นที่ทางตะวันตกของประเทศ จนเกิดไฟลุกไหม้ แต่เคราะห์ดี ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและการทำงานของโรงไฟฟ้าไม่ได้รับผลกระทบ

เมื่อ 17 พ.ค. 2569 เจ้าหน้าที่ในกรุงอาบูดาบีเปิดเผยว่า เกิดเหตุโดรนโจมตีจนส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งหนึ่งในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ในขณะที่ความพยายามยุติสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงการฟื้นฟูการเดินเรือในอ่าวเปอร์เซีย ดูเหมือนจะหยุดชะงักลง

เจ้าหน้าที่ยูเออียังไม่ได้ระบุว่าการโจมตีดังกล่าวเป็นฝีมือของฝ่ายใด และยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบในทันที โดยที่ผ่านมา ยูเออีเคยกล่าวหาอิหร่านว่าเป็นผู้โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของพวกเขามาตลอด ซึ่งยูเออีประณามว่าเป็นการยกระดับความรุนแรงในภูมิภาค

สำนักงานสื่อสารมวลชนอาบูดาบีแถลงว่า โดรนลำดังกล่าวโจมตีโดนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าซึ่งตั้งอยู่นอกเขตชั้นในของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ “บารากาห์” (Barakah) พร้อมยืนยันว่าระดับความปลอดภัยด้านรังสีและกระบวนการทำงานต่าง ๆ ไม่ได้รับผลกระทบ และไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

ทางด้านทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) ระบุว่า กำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ ผ่านมานานกว่า 5 สัปดาห์แล้ว นับตั้งแต่ข้อตกลงหยุดยิงอันเปราะบางระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านเริ่มมีผลบังคับใช้ แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงห่างไกลจากการทำข้อตกลง แม้จะมีความพยายามทางการทูตเกิดขึ้นมากมายในช่วงเวลาดังกล่าวเพื่อหาทางยุติสงครามและกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เนื่องจากไม่มีใครยอมอ่อนข้อให้กัน

สหรัฐฯ เรียกร้องให้รัฐบาลเตหะรานยุติโครงการนิวเคลียร์และยกเลิกการควบคุมช่องแคบดังกล่าว ขณะที่อิหร่านเรียกร้องค่าชดเชยสำหรับความเสียหายจากสงคราม, ยุติการปิดล้อมท่าเรือ และยุติการต่อสู้ในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน ซึ่งเป็นจุดที่อิสราเอลกำลังสู้รบกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เดินทางเยือนประเทศจีน และเข้าพบปะหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง แต่ไม่มีสัญญาณใดๆ ที่บ่งบอกว่า จีนซึ่งเป็นมิตรกับอิหร่าน จะยื่นมือเข้าช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง หนำซ้ำทรัมป์ยังขู่โจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากรัฐบาลเตหะรานไม่ยอมรับข้อเสนอของสหรัฐฯ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

คมนาคม แถลงด่วน! สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ สูงสุด 2 ล้านบาท ฟันอาญา-วินัยคนผิด

คมนาคม แถลงด่วน! สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ สูงสุด 2 ล้านบาท ฟันอาญา-วินัยคนผิด

คมนาคม แถลงด่วน! สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์ สูงสุด 2 ล้านบาท ฟันอาญา-วินัยคนผิด

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 19.12 น.

พิพัฒน์-สิริพงศ์ แถลงด่วน! สั่งเยียวยาเหยื่อรถไฟชนรถเมล์มักกะสันสูงสุด 2 ล้านบาท ฟันอาญา-วินัยคนผิด พร้อมงัดมาตรการแก้ปัญหาจุดตัดทั่วกรุงฯ ขีดเส้นตาย 3 เดือนต้องเห็นแผน

เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2569 เวลา 17.00 น. นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นำการแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริง กรณีอุบัติเหตุขบวนรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทาง (ขสมก.) บริเวณจุดตัดทางรถไฟมักกะสัน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และได้รับบาดเจ็บ 30 ราย พร้อมด้วย นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย นายกิตติกานต์ จอมดวง จารุวรพลกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ นายจิรโรจน์ ศุกลรัตน์ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)

โดยนายพิพัฒน์ ได้เป็นตัวแทนรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม กล่าวแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสียและผู้ได้รับบาดเจ็บ พร้อมเปิดเผยมาตรการเยียวยาและแผนยกระดับความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำรอย

ทั้งนี้ กระทรวงคมนาคมได้ชี้แจงประเด็นสำคัญครอบคลุมทั้งการเยียวยา การดำเนินคดี และการแก้ปัญหาระยะสั้น-ระยะยาว ดังนี้

มาตรการเยียวยาผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ กระทรวงคมนาคมได้บูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อมอบเงินชดเชยและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ กรณีเสียชีวิต (รับเงินเยียวยาเบื้องต้นรวม 2,090,000 บาท/ราย + เงินสมทบเพิ่มเติม)

ขสมก.: จ่ายรวม 1,750,000 บาท (ประกอบด้วย ประกันภัย/พ.ร.บ. 1.5 ล้านบาท จ่ายภายใน 7 วัน, เงินจากภาคีเครือข่าย 50,000 บาท และรับผิดชอบค่าจัดการศพทั้งหมด)

รฟท.: จ่ายรวม 340,000 บาท (เงินช่วยเหลือเบื้องต้นและค่าปลงศพ 80,000 บาท และจ่ายเพิ่มอีก 260,000 บาทหลังพิสูจน์ทายาทแล้ว)

เงินสมทบพิเศษ: รับเพิ่ม 300,000 บาท จากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ

กรณีบาดเจ็บ ขสมก.รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลตามจริง 80,000 – 1,000,000 บาท (หากเกินกำหนด ขสมก. จ่ายส่วนต่างให้ทั้งหมด) พร้อมมอบเงินจากภาคีเครือข่าย 30,000 บาท และกองทุนอุบัติเหตุอีก 20,000 บาท รฟท.: มอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้น 5,000 บาท และจ่ายเยียวยาเพิ่มตามระดับอาการสูงสุด 50,000 บาท (กรณีเข้า ICU)

การดูแลต่อเนื่องและผู้ได้รับผลกระทบ โดย ขสมก. รับผิดชอบค่าเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกทั้งหมด (เช่น รถยนต์/จักรยานยนต์บริเวณรอบข้าง) และจัดทีมลงพื้นที่ดูแลสภาพจิตใจผู้บาดเจ็บทุกวันจนกว่าจะออกจากโรงพยาบาล และ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้นำเงินสมทบจาก กรมการขนส่งทางราง และกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามาช่วยดูแลเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ

นายสิริพงศ์ ยืนยันว่ากระทรวงคมนาคมจะไม่มีการปกป้องผู้กระทำผิด โดยแบ่งการดำเนินการออกเป็น 3 ส่วน คือ

1.ความผิดทางอาญา ตำรวจจะดำเนินคดีตามกฎหมายขั้นเด็ดขาด โดย รฟท. จะเป็นเจ้าทุกข์ฟ้องร้องพนักงานขับรถไฟฐานประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิต

2.ความผิดทางวินัย: รฟท. และ ขสมก. จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนทุกระดับชั้น หากพบผู้บังคับบัญชาละเลย จะถูกสั่งพักงานและรับโทษทางวินัยทันที

3. ตามที่นายพิพัฒน์ให้ให้นโยบายไว้กับ กระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 จะยกระดับความปลอดภัย (พ.ร.บ.ราง) บังคับใช้มาตรฐานเทียบเท่าการบิน (Aviation Standard) ยกเลิกการสุ่มตรวจ เปลี่ยนเป็นปูพรมตรวจสารเสพติด 100% พนักงานขับรถสาธารณะทุกคน (รฟท., ขสมก., บขส.) ต้องตรวจวัดแอลกอฮอล์ก่อนปฏิบัติหน้าที่ทุกวัน ไม่มีข้อยกเว้น

ปัจจุบันจุดตัดทางรถไฟสายเหนือและสายอีสาน (8 จุด) ได้ถูกแก้ไขโดยใช้ทางยกระดับสายสีแดงแล้ว เหลือเพียงสายตะวันออก (16 จุด) และสายตะวันตก/ใต้ (3 จุด) ที่ยังรอการก่อสร้าง Missing Link กระทรวงคมนาคมจึงกำหนดมาตรการแก้ปัญหา 2 มิติ ได้แก่

มิติที่ 1: รถไฟโดยสาร (ขนส่งคน) ระยะเร่งด่วน: ใช้กฎเหล็ก “ไม้กั้นไม่ลง รถไฟไม่เคลื่อนขบวน” พร้อมซิงค์ระบบกับไฟจราจร และขอความร่วมมือประชาชนหยุดรถหลังเส้นเหลือง

ระยะกลาง: ปรับแผนไม่ให้รถไฟทางไกล/ชานเมืองเข้ากรุงเทพฯ ชั้นใน โดยสายตะวันตกและสายใต้ให้หยุดที่ “สถานีตลิ่งชัน” (ต่อสายสีแดง) และสายตะวันออกให้หยุดที่ “สถานีลาดกระบัง” (ต่อแอร์พอร์ตลิงก์) หรือให้ ขสมก. จัดหารถรับส่งเพื่อเชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่ชั้นใน โดยรัฐบาลจะใช้ระบบตั๋วร่วมดูแลค่าโดยสารไม่ให้เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

ระยะยาว: เร่งสร้างทางรถไฟยกระดับช่วง Missing Link (พญาไท-ยมราช-สถานีกลางฯ) ให้แล้วเสร็จ ดันสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์เป็นสถานีปลายทางหลัก และ “ยกเลิกสถานีหัวลำโพง”

มิติที่ 2: รถไฟสินค้า (ขนส่งสินค้า) ระยะเร่งด่วน ได้สั่งหยุดรถไฟสินค้าเข้าเมือง (ลดได้ 10 ขบวน/วัน) ให้เปลี่ยนถ่ายสินค้าที่สถานีรอบนอก (ICD ลาดกระบัง, บ้านภาชี, นครปฐม) แล้วใช้รถบรรทุกขนาดเล็กวิ่งแทน

โดยขบวนรถน้ำมันจะห้ามไม่ให้เข้าสู่พื้นที่กรุงเทพ ส่วนขบวนรถสินค้าอื่น ที่จำเป็นต้องเข้าเมือง อนุญาตให้วิ่งเฉพาะเวลากลางคืนควบคู่กับการใช้ระบบไม้กั้นบริเวณจุดตัดระดับดิน

ระยะยาว: พัฒนาถนนวงแหวนรอบที่ 3 (MR10) ตามแผน MR-Map ให้รถสินค้าวิ่งเลี่ยงเมือง (Bypass) และสร้างศูนย์เปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Multimodal Transport) ไปยังทางถนนและทางน้ำในพื้นที่ปริมณฑล

นายพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผมได้สั่งการให้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) นำข้อสั่งการนี้ไปปฏิบัติในระยะเร่งด่วนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมทันที และภายใน 3 เดือน ให้ไปศึกษามาตรการต่างๆ ให้ครอบคลุม ตลอดจนแนวทารองรับผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น  และต้องรายงานผลให้ผมทราบเป็นประจำทุกเดือน เพื่อเร่งรัดติดตามให้เป็นไปตามแผน และสร้างความมั่นใจให้พี่น้องประชาชนว่าเหตุการณ์สูญเสียเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

สรรเพชญลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน

สรรเพชญลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน

สรรเพชญลงพื้นที่ขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 18.53 น.

‘สรรเพชญ’ ลงพื้นที่ติดตามงานคมนาคม จ.สงขลา และพื้นที่ภาคใต้ เร่งขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน ย้ำโปร่งใสทุกโครงการ มุ่งยกระดับความปลอดภัยและรองรับการเติบโตด้านขนส่งในอนาคต

วันนี้ (18 พ.ค.) ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสงขลา อ.เมืองสงขลา จ.สงขลา นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมติดตามผลการดำเนินงานและมอบนโยบายแก่หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่ จ.สงขลา โดยมีนายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นายชีพ น้อมเศียร รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก นายอนุเทพน์ เกษา ขนส่งจังหวัดสงขลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม หัวหน้าส่วนราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

นายสรรเพชญ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อติดตามและผลักดันนโยบายของรัฐบาลสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเร่งรัดโครงการสำคัญด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน ภายใต้กรอบนโยบายหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลดภาระค่าครองชีพและยกระดับความปลอดภัยในการเดินทางของประชาชน การกระตุ้นเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรม การส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในระบบขนส่งสาธารณะเพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระยะยาวผ่านความร่วมมือกับภาคเอกชน เพื่อลดภาระงบประมาณของภาครัฐในอนาคต

พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำเรื่อง “ความโปร่งใส” ในการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน โดยกำชับให้ยึดหลักธรรมาภิบาล สามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่มีผลประโยชน์ส่วนบุคคลเข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมยืนยันว่า หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริตและเป็นไปตามกฎหมาย กระทรวงคมนาคมพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่หากพบการทุจริตหรือเอื้อประโยชน์โดยมิชอบ จะดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปีให้เป็นไปตามแผน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะการสำรวจและซ่อมแซมถนนที่ชำรุด รวมถึงระบบไฟฟ้าแสงสว่างที่เสียหาย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการสัญจร

ในส่วนของการเตรียมความพร้อมรับมือฤดูมรสุมและสถานการณ์น้ำท่วม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้กรมเจ้าท่าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง บูรณาการร่วมกับจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เร่งดำเนินการขุดลอกคูคลองและลำน้ำที่ตื้นเขิน โดยเฉพาะบริเวณจุดคอขวดที่กีดขวางทางระบายน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำก่อนเข้าสู่ฤดูฝน ลดผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่เสี่ยง

ขณะเดียวกัน ยังได้แสดงความพร้อมในการสนับสนุนโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของจังหวัดสงขลา อาทิ โครงการปรับปรุงอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ โครงการขุดลอกร่องน้ำเดินเรือของกรมเจ้าท่า โครงการก่อสร้างทางเลี่ยงเมืองหาดใหญ่ของกรมทางหลวง รวมถึงโครงการพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถพลังงานไฟฟ้า (EV) ของสำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางบก ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศอย่างไร้รอยต่อ รองรับการเติบโตด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และระบบโลจิสติกส์ในอนาคต

ทั้งนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดเร่งเดินหน้าโครงการด้านคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามและรายงานผลการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด เพื่อให้กระทรวงสามารถผลักดันและสนับสนุนในระดับนโยบายได้อย่างทันท่วงทีและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกล่าวขอบคุณและให้กำลังใจหัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานที่ปฏิบัติงานอย่างทุ่มเท โดยขอให้ยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางในการทำงาน

จากนั้น ที่ประชุมได้รับฟังรายงานผลการดำเนินงานภาพรวมของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมในพื้นที่จังหวัดสงขลา ประกอบด้วย สำนักงานทางหลวงที่ 18 ศูนย์สร้างทางสงขลา สำนักงานทางหลวงชนบทที่ 12 (สงขลา) สำนักงานขนส่งจังหวัดสงขลา สำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคที่ 4 และท่าอากาศยานหาดใหญ่ รวมทั้งเปิดเวทีหารือและรับข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบคมนาคมขนส่งของจังหวัดให้มีประสิทธิภาพ ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างครอบคลุมและยั่งยืน

ในตอนท้าย นายสรรเพชญ กล่าวกับผู้เข้าร่วมการประชุมให้เตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าบ้านรับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่ จ.สงขลา ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-9 มิ.ย.2569 โดยขอให้หน่วยงานในสังกัดของกระทรวงคมนาคม ได้เตรียมความพร้อม ทั้งในด้านบุคลากร ข้อมูล ตลอดจนการอำนวยความสะดวก เพื่อให้การประชุม ครม.สัญจร เป็นไปด้วยความราบรื่น

015