‘ชัยวัฒน์’ทุบเปรี้ยงผู้มีอิทธิพลยึด‘สปก.’ท้าจริงใจยึดคืนให้หมด 1มี.ค.เชิญ‘ปปช.’ลุยพิสูจน์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789956

‘ชัยวัฒน์’ทุบเปรี้ยงผู้มีอิทธิพลยึด‘สปก.’ท้าจริงใจยึดคืนให้หมด 1มี.ค.เชิญ‘ปปช.’ลุยพิสูจน์

‘ชัยวัฒน์’ทุบเปรี้ยงผู้มีอิทธิพลยึด‘สปก.’ท้าจริงใจยึดคืนให้หมด 1มี.ค.เชิญ‘ปปช.’ลุยพิสูจน์

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.57 น.

‘ชัยวัฒน์’รัวต่อเนื่อง ซัด‘ส.ป.ก.’ตอบหนังสือ‘คณะกรรมการวันแมพ’เองที่ดินปมปัญหาเป็นที่‘อุทยานแห่งชาติ’ จวกถ้าทำงานถูกต้องแม่นยำ‘ผู้ยากไร้-ยากจน’ต้องมีที่ทำกิน ไม่ใช่ไปตกอยู่ในมือ‘อิทธิพล-นักการเมือง-นายทุน’ เตรียมเชิญ‘ป.ป.ช.-หน่วยงานเกี่ยวข้อง’ 1 มี.ค.นี้ ลงพื้นที่จริงพิสูจน์แนวเขตให้รู้กันไปเลย

28 กุมภาพันธ์ 2567 ที่รัฐสภา นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ และกมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎรสภาผู้แทนราษฎร กรณีข้อพิพาทที่ดิน ส.ป.ก. เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา ว่า กรมแผนที่ทหาร ได้อธิบายที่มาที่ไปของแผนที่ว่าเดินจากหมุด และอ้างอิงจากสมุดจดบันทึกการรังวัด หรือฟิลด์บุ๊คของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเราพยายามอธิบายว่าฟิลด์บุ๊คต้องอิงจากหลักฐานเดิม ปัจจุบันมีพระราชกฤษฎีกาที่ชัดเจน และได้หลักฐานเพิ่มเติมว่า คณะอนุกรรมการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ มาตราส่วน 1 : 4,000 (One Map) ได้ทำหนังสือเตือน ส.ป.ก. ไปว่าแนวเขตที่ไปวางแปลงทับเขตอุทยานฯ โดยให้พิจารณา จากนั้นก็มีหนังสือตอบมาชัดเจนจาก ส.ป.ก. ว่าอยู่ในเขตอุทยาน โดยตอบมาก่อนที่จะเกิดเรื่อง   

“ผมก็ยังงงว่าคณะที่ทำ ทำแบบนี้ได้อย่างไร ด้วยอำนาจหรือมีอะไรที่มากกว่านั้น ดังนั้นวันนี้คณะกรรมาธิการ 2 คณะที่พิจารณาแล้ว ก็ยังมีอีกชุดหนึ่ง โดยในวันพุธหน้าก็ต้องมาชี้แจงรายละเอียด ทราบว่าจะเชิญคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มาด้วย” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนขอยืนยันกับประชาชนที่อาจฟังแล้วไม่เข้าใจว่าทำไมเราออกมาพูดเรื่อง ส.ป.ก. ประชาชนที่เดือดร้อน ผู้ยากจน ยากไร้ ไม่มีที่ทำกิน สบายใจได้ว่าท่านจะได้ที่ทำกินจาก ส.ป.ก. ด้วยความสุจริตใจ และคณะทำงาน ส.ป.ก. จะมองเห็นผู้ยากไร้จริงๆ ไม่ใช่ให้กับผู้มีอำนาจ หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ วันนี้ต้องเดินหน้าสู้พร้อมกัน เพราะ ส.ป.ก.ที่ออกมา ผู้ครอบครองจะเป็นผู้มีอิทธิพล มีนักการเมือง นักลงทุนต่างๆ ที่ไม่ใช่เกษตรกรผู้ยากไร้ ที่ไม่มีที่ทำกินจริงๆ  โดยในวันที่ 1 มี.ค.นี้ เวลา 08.30 น. ตนได้นัดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูพื้นที่ ให้เจอกันที่ด่านปากช่อง ไปดูแนวเขตอุทยานว่ามีตรงไหนบ้างที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ลุแก่อำนาจ

“อยากเรียนกับสื่อ และฝากไปยังประชาชนว่าผู้ยากไร้ ยากจน ไม่มีที่ทำกินสบายใจได้ ถ้า ส.ป.ก. ตั้งใจทำงานนี้ด้วยความถูกต้องและแม่นยำ ก็ต้องเอาคนที่เป็นนายทุน กลุ่มนายทุน กลุ่มที่ได้ไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย รื้อกลับมา ถ้า ส.ป.ก. จริงใจต่อประเทศชาตินี้ เอาเป็นแบบนี้ดีกว่า” นายชัยวัฒน์ กล่าว

เมื่อถามว่าที่ดินเขาใหญ่ที่เป็นปัญหามีเกษตรกรเป็นเจ้าของพื้นที่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า จะบอกว่าไม่มีเกษตรกร คือได้มาไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือเป็นบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อ ซึ่งผู้ใหญ่บ้านยืนยันว่ามีลูกบ้านเสนอชื่อไป แต่ไม่มีชื่อ กรณีแบบนี้มันเกิดขึ้นมาแล้ว รายชื่อที่ได้ไป ในวันที่ 1 มี.ค. ไปดูกันว่าใครเป็นผู้ครอบครอง เห็นแล้วไม่รู้ว่าเป็นที่เกษตรกร หรือที่ดินทำเลทอง

“ผมได้แจ้งในที่ประชุม กมธ.ฯแล้วว่า ในวันที่ 1 มี.ค. ผมได้ทำหนังสือเชิญ ป.ป.ช. เลขาธิการ ส.ป.ก. และผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) รวมทั้งฝ่ายปกครองทั้งหมด รวมถึงคณะอนุกรรมการของกมธ.การที่ดินฯชุดนี้ ลงพื้นที่จริง จะได้ชี้ชัดกันไปเลย” นายชัยวัฒน์ กล่าว

นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนเชื่อมั่นในแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่อยู่แล้ว ซึ่งเป็นแนวทางมาตลอด และคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ คทช. ก็มีมติมาตั้งแต่วันที่ 18ธ.ค.2565 เห็นชอบแนวเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และมีการดำเนินการต่อเนื่องมาตลอด และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ หรือ สคทช. ก็ทำหนังสือถาม ซึ่งเขาก็ตอบชัดว่าเป็นที่แนวเขตอุทยานฯ แต่ไม่รู้ว่าเหตุการณ์นี้มาได้อย่างไร

เมื่อถามว่าทางกรมแผนที่ทหาร ได้ชี้แจงอย่างไรในเรื่องนี้ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า เขาก็ชี้แจงว่าทำตามเส้นฟิลด์บุ๊คที่จัดทำในพื้นที่ ซึ่งตนอธิบายไปว่ามันกว้าง 300 เมตร แต่ตัวแทนกรมแผนที่ทหารก็อ้างอิงว่ามันติดเขาลูกช้าง แต่แผนที่ทำออกมาเฉพาะเส้นเดียว ก็อยากถามว่าการจำแนกพื้นที่มาก่อนหรือหลัง โดยเฉพาะนโยบายของกระทรวงเกษตรฯในขณะนั้นยืนยันชัดเจนว่าอุทยานใด เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าใด ที่ประกาศมาก่อน ส.ป.ก. ต้องยึดตามแนวอุทยานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า

“เพราะฉะนั้นอุทยานเขาใหญ่ ประกาศปี 2505 มีแนวพระราชกฤษฎีกาชัดเจน ก็ต้องยืนตามแนวพระราชกฤษฎีกา ส.ป.ก.ไม่สามารถจัดที่ดินในพื้นที่อุทยานได้ ซึ่ง ส.ป.ก.ก็ตอบกลับมาชัดเจนว่าอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แต่วันนี้ก็ไม่รู้ว่าอะไรเกิดขึ้น ต้องดูว่าเบื้องหน้าเบื้องหลังของขบวนการที่เกิดขึ้นเป็นบุคคลที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่” นายชัยวัฒน์ กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘บิ๊กป๊อด’ไฟเขียว!‘ชัยวัฒน์’เปิดอีกมุมปมร้อน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่มีแนวกันชน ท้าเจอที่ศาล  

‘สนธิญา’ร้องศาลปกครองสั่งเบรกแปลง‘ส.ป.ก.’เป็นโฉนดในพื้นที่ทับซ้อนอุทยาน-มรดกโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789925

‘สนธิญา’ร้องศาลปกครองสั่งเบรกแปลง‘ส.ป.ก.’เป็นโฉนดในพื้นที่ทับซ้อนอุทยาน-มรดกโลก

‘สนธิญา’ร้องศาลปกครองสั่งเบรกแปลง‘ส.ป.ก.’เป็นโฉนดในพื้นที่ทับซ้อนอุทยาน-มรดกโลก

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 12.10 น.

‘สนธิญา’ร้องศาลปกครองสั่งเบรกแปลง‘ส.ป.ก.’เป็นโฉนดในพื้นที่ทับซ้อนอุทยาน-มรดกโลก

28 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ กทม. นายสนธิญา สวัสดี เดินทางมายื่นฟ้องกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต่อศาลปกครองกลางกรณีสำนัก งานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตร กรรม(ส.ป.ก.) จัดสรรที่ดินส.ป.ก. 4-01จำนวน 1.6 ล้านไร่ ออกเป็นโฉนดเพื่อการเกษตรให้เกษตรกรใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันกับสถาบันการเงินทับซ้อนกับพื้นที่อุทยานแห่งชาติ จึงขอให้ศาลกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวโดยสั่งระงับการดำเนินการดังกล่าวของสำนักงาน ส.ป.ก.ไว้จนกว่าจะมีการพิสูจน์พื้นที่ทับซ้อนระหว่างที่ดินส.ป.ก.กับเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติจำนวน 142 แห่งและเขตพื้นที่มรดกโลก 7 แห่งทั่วประเทศ จนกว่าจะมีข้อสรุปทางกฎหมายชัดเจนต่อไป ส่วนพื้นที่ที่อยู่นอกพื้นที่ทับซ้อนก็ให้ดำเนินการไปตามนโยบายของรัฐบาลตามปกติต่อไป

“ที่มาร้องนี้ผมไม่ได้คัดค้านการแจก ส.ป.ก.4-01ไปออกโฉนดครุฑเขียวเพื่อเกษตรกรรม แต่ต้องการให้กรณีทับซ้อนอุทยานแห่งชาติซึ่งมีอยู่ 142 แห่งทั่วประเทศหยุดไว้ก่อน แต่ในส่วนอื่นอีกประมาณ 1.6 ล้านไร่ รัฐบาลก็ดำเนินการไป ไม่มีปัญหา จะเป็นผืนป่าเสื่อมโทรมที่มีอยู่ปัจจุบัน ก็เอามาแจกประชาชนได้คนละ 50-100ไร่ ที่ต้องมาเรียกร้องเช่นนี้เพราะผมกลัว เนื่องจากเจอกับตัวเองที่นครศรีธรรมราชและมีผู้ร้องเรียนมาโดยเฉพาะที่ อ.คีรีวง ซึ่งเป็นพื้นที่โอโซนที่ดีที่สุดในประเทศ ไทยก็มีปัญหากันอยู่ หรือเฉพาะที่นครราชสีมาที่เดียววันนี้ก็ทับซ้อนกันจนไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรแล้ว จึงเห็นว่าถ้าต้องการให้สะอาดหมดจดจริงๆในเขตอุทยานก็ต้องยุติชั่วคราวแล้วสอบกันให้ชัดเจนก่อน” นายสนธิญา กล่าว

‘บิ๊กป๊อด’ไฟเขียว!‘ชัยวัฒน์’เปิดอีกมุมปมร้อน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่มีแนวกันชน ท้าเจอที่ศาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789914

‘บิ๊กป๊อด’ไฟเขียว!‘ชัยวัฒน์’เปิดอีกมุมปมร้อน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่มีแนวกันชน ท้าเจอที่ศาล

‘บิ๊กป๊อด’ไฟเขียว!‘ชัยวัฒน์’เปิดอีกมุมปมร้อน‘ส.ป.ก.’ ลั่นไม่มีแนวกันชน ท้าเจอที่ศาล

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 11.10 น.

‘บิ๊กป๊อด’ไฟเขียว!‘ชัยวัฒน์’ลั่นเดินหน้าสอบปมร้อนที่ดิน‘ส.ป.ก.’ทับซ้อน ยันเป็นของอุทยานฯร้อยเปอร์เซ็นต์ มีข้อมูล-หลักฐานชัด โวย‘กรมแผนที่ทหาร’อ้างเป็น‘แนวกันชน’ พร้อมแจง‘นายกฯ’หากได้โอกาส ขอสังคมใช้วิจารณญาณของใครน่าเชื่อถือที่สุด ลั่นเจอกันที่ศาล

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567 ที่รัฐสภา นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาศึกษาเรื่องปัญหาเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดินทับซ้อนพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ต.หมูสี อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ว่า กมธ. ได้เรียกตนมาชี้แจงในเรื่องที่สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) รุกเข้ามาในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่งเรายืนยันชัดเจนอยู่แล้วว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มีเส้นแบ่งเขตตามพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ) ที่ผ่านมติทุกเรื่องมาแล้ว ตนยืนยันความชัดเจน และความถูกต้อง คงมีหลายเรื่องที่จะต้องชี้แจงใน กมธ. ส่วนกรณีที่นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ออกมาระบุกรมแผนที่ทหาร ยืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นแนวกันชนนั้น ไม่มี แนวกันชน พ.ร.ฎ เป็นแบบไหนก็แบบนั้น จะมาบอกว่าตรงนั้นเป็นแนวกันชน ไม่ใช่

เมื่อถามย้ำว่ายืนยันว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของกรมอุทยานฯ ใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า “ใช่ครับ”

“ผมขอถามกลับว่าคำว่า “แนวกันชน” เป็นแนวหลอกลวงหรือเปล่า ผมขอยืนยันว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มี พ.ร.ฎ จะเอาช่องว่างนั้นเป็นแนวกันชนไม่ได้ เรายืนยันด้วยหลักฐานที่เรามี และใช้ในชั้นศาลมา 30 ปีแล้ว” นายชัยวัฒน์กล่าว

เมื่อถามว่าการที่อ้างว่าจะนำพื้นที่แนวกันชนนี้ไปให้ชาวบ้านปลูกป่า นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ไม่เกี่ยว ตรงนั้นเป็นแนวของอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เป็นคนละเรื่องกัน ถ้าความบริสุทธิ์ใจที่ออกมาแถลงข่าวแบบนั้น ก็รีบทำเลย ต้องเข้าใจว่า “แนวกันชน” ในมาตรา 18 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ เป็นเส้นสีฟ้า ไปดูได้เลยว่าแนวกันชนห่างจากอุทยานแห่งชาติออกไป 3 กิโลเมตร (กม.) ไม่ใช่เอาช่องว่างของป่า หรือเส้นมาแบ่งเขตว่าไม่ได้อยู่ในอุทยาน และเป็นแนวกันชน มันไม่ได้ ยืนยัน 100% ว่า เป็นพื้นที่ของเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

เมื่อถามต่อว่าแสดงว่าการปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐ (One Map) เอามาใช้ไม่ได้จริงใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า One Map ยังไม่ได้ประกาศใช้ และคนที่อยู่ในคณะกรรมการ One Map ก็เป็นคนเดียวกันกับที่มาอ้าง และออกเอกสารนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ส่วนจะเป็นเอกสารที่ถูกต้องหรือไม่ค่อยมาว่ากัน

เมื่อถามว่าจะมีโอกาสเข้าชี้แจงกับนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีให้โอกาส ให้กรมอุทยานฯ หรือเจ้าหน้าที่ เข้าชี้แจง ตนก็พร้อมที่จะเข้าไปชี้แจงความชัดเจน ความแม่นยำ ความถูกต้องต่อผืนป่าทั่วประเทศ ทั้งนี้ มองว่า การตัดสินของกรมแผนที่ทหาร ต้องพูดความจริงทั้งหมด เอารายละเอียดมาคุยกัน เรื่องจะจบง่าย แต่ถ้าเป็นแบบนี้ ไม่จบแน่นอน

เมื่อถามว่าได้มีการคุยกับพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้วหรือไม่ นาบชัยวัฒน์ กล่าวว่า ท่านสั่งการอยู่แล้ว ให้มีความถูกต้อง แม่นยำ และรอบคอบ ตนจะเดินหน้าต่อ ไม่มีปัญหา

“ท่านเชื่อมั่นในเราอยู่แล้ว ถ้าไม่เช่นนั้นท่านก็ต้องปล่อยผมลอยคอสิ วันนี้ท่านบอกว่าถ้าถูกต้อง ก็ทำเลย” นายชัยวัฒน์ กล่าว

เมื่อถามย้ำถึงการเรียกผู้ใหญ่ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาคุยกัน เป็นความเข้าใจไม่ตรงกันใช่หรือไม่ นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตนคิดว่าผู้ใหญ่ฝั่งกระทรวงเกษตรฯ ต้องเข้าใจก่อน ที่เคยพูดว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนหมายความว่าอย่างไร แนวเขตป่าอนุรักษ์คืออะไร ไม่ใช่ว่าขีดเข้ามาในแนวป่า แล้วบอกว่าเป็นแนวกันชน เป็นป่าชุมชน หรือปลูกป่าร่วมกัน มันไม่ใช่ ไม่อย่างนั้นคำพิพากษาศาลทุกคดีที่ถูกตัดสินไปแล้ว แสดงว่าเราผิด หรือแสดงว่าเจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ถือว่ามีความผิด ใช่หรือไม่

เมื่อถามว่า แนวทางการแก้ปัญหาที่ถูกต้องคืออะไร นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ทุกคนต้องพูดความจริง กรมแผนที่ทหารต้องมีความซื่อสัตย์ในตัวเองก่อน ถ้ากระโดดไป กระโดดมา แบบนี้ถูกต้องหรือไม่ ต้องเรียนว่าตนก็เรียนการสำรวจพื้นที่ การทำรังวัดแผนที่มา เป็นรุ่นแรกที่ทำสมุดจดการรังวัด (Field Book) และสมุดจดการรังวัดแบบไฟล์ดิจิตอล ในปัจจุบันมีความคลาดเคลื่อนเพียง 5 เซนติเมตร จะมาบอกว่า ตรงนั้นเป็นแนวของ ส.ป.ก. ไม่ได้

“ผมขอถามว่าหลักของ ส.ป.ก.มีหรือไม่ เส้นของกรมพัฒนาที่ดิน ที่ระบุว่าการจำแนกที่ดินของ ส.ป.ก.มีหลักหมุดหรือไม่ ไม่ใช่เขียนในกระดาษแล้วมาบอกว่าใช่ ผมมีหมุด มีแผนที่ มีถนนรอบแนวเขต ที่ใช้งบประมาณถึง 145 ล้านบาท ก็ขอให้สังคมใช้วิจารณญาณว่าของใครน่าเชื่อถือที่สุด เจอกันที่ศาล” นายชัยวัฒน์ กล่าว

‘ปลอดประสพ’อธิบายปม‘สปก.เขาใหญ่’ ลั่นต้องมีคนเจ็บตัว แนะชะลอแผนเปลี่ยนเป็นโฉนด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789910

‘ปลอดประสพ’อธิบายปม‘สปก.เขาใหญ่’ ลั่นต้องมีคนเจ็บตัว แนะชะลอแผนเปลี่ยนเป็นโฉนด

‘ปลอดประสพ’อธิบายปม‘สปก.เขาใหญ่’ ลั่นต้องมีคนเจ็บตัว แนะชะลอแผนเปลี่ยนเป็นโฉนด

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 10.40 น.

‘ปลอดประสพ’ย้ำปม‘ส.ป.ก.เขาใหญ่’เป็นพื้นที่ ส.ป.ก.มาแต่ปี 2534 แต่ยังมีสถานะเป็นป่าจำแนก ใครตัดทำลายผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ลั่นต้องมีคนเจ็บตัว แนะฝ่ายการเมืองชะลอแผน‘แปลงเป็นโฉนด’ทั้งหมด อย่าเน้นเฉพาะ‘เขตกันชน’พร้อมกำหนดประเภท‘ที่ดินสันทนาการท่องเที่ยวในเชิงนิเวศน์’

28 กุมภาพันธ์ 2567 นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรค และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย และอดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก หัวข้อ “เรื่องที่ดิน มาคิดใหม่ ทำใหม่ ดีไหมครับ” มีเนื้อหาดังนี้…

เรื่องที่ดิน มาคิดใหม่ ทำใหม่ ดีไหมครับ

ดังที่ผมพูดว่า ไม่ต้องกรมแผนที่ทหารหรอกครับ ที่สุดกรณี ส.ป.ก. และอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ก็เป็นไปตามที่ผมพูดทุกประการ (100%) คือ เป็นพื้นที่ ส.ป.ก.มาแต่ปี 2534 (33ปีมาแล้ว) เรื่องนี้ต้องขอขอบคุณคนของ ส.ป.ก.ในยุคนั้นที่ไม่มอบ ส.ป.ก.4-01 ให้กับผู้ใด จนมาในปี 2542 ในขณะผมเป็นอธิบดีกรมป่าไม้ ก็ได้ทำถนนลำลองเพื่อแสดงแนวเขตเขาใหญ่ในเชิงภูมิประเทศและระบบนิเวศน์อีกครั้ง และก็ต้องขอบคุณผู้คนของทั้ง 3 กรม รวมถึงจนท.ท้องถิ่นและราษฎรที่ได้ให้ความเคารพ ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตลอดมา

แต่ก็จนได้ ในปลายปี 2566 ด้วยลมชั่วและความละโมบ ทำให้ข้าราชการกลุ่มหนึ่ง สมคบกับนายทุนสามานย์ บุกเข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว แล้วทำการแผ้วถาง ตัดต้นไม้ป่าซึ่งรกชัฏมานานนับสิบปี แถมปลูกต้นมะม่วงลงไปเพื่อแสดงสิทธิ์ครอบครอง

ด้วยบารมีเจ้าพ่อเขาใหญ่ที่ได้ดลใจให้หัวหน้าอุทยานเขาใหญ่ล่วงรู้แผนการ ส่วนผู้อำนวยการสำนักอุทยานก็ลงมาจัดการทันที ภายใต้การสนับสนุนคุ้มครองของอธิบดีกรมอุทยานฯ ยอดเยี่ยมจริงๆน้องเอ๋ย!

เรื่องนี้ต้องมีคนเจ็บตัว ขอบอกว่า แม้เป็นที่ ส.ป.ก. แต่ก็ยังมีสถานะเป็นป่าจำแนก เพราะยังไม่มีการออก ส.ป.ก.4-01ที่ถูกต้อง (คนที่สมควรจะได้ตายไปนานแล้ว) ดังนั้นความเป็นป่าก็ยังดำรงอยู่ ต้นไม้ทุกต้นเป็นต้นไม้ธรรมชาติ เป็นทรัพย์สินของกรมป่าไม้ ใครไปตัดทำลายถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ (กฤษฎีกาได้ตีความไว้แล้ว) เรื่องนี้หากยังสงสัยความเป็นป่า ก็ให้ไต่ถาม “เจ้าด้วน” เจ้าของป่าตัวจริงก็แล้วกัน

ส่วนในทางการเมือง ผมขอแนะนำให้ชะลอแผนการเปลี่ยน ส.ป.ก.เป็นโฉนด ที่มีต้นกำเนิดมาจากพื้นที่ป่าไม้ไว้ก่อนทั้งหมด อย่าเน้นเฉพาะเขตกันชนเลย เพราะไม่รู้ว่า เขตกันชนจริงๆมันอยู่ที่ไหน และมันจะกว้างยาวอย่างไร สำรวจใหม่หมดเถิดครับ ดูให้ครบ เช่น ความลาดชัน ความสูง ชนิดและความอุดมสมบูรณ์ของหน้าดิน ระบบน้ำและเส้นทางคมนาคม คิดเสียว่า ทำทั้งทีก็ทำเสียให้ถูกต้องทั้งทางวิชาการและความเป็นไปได้จริงๆในการทำเกษตรกรรม

สุดท้าย อีกเรื่องที่น่าคิด พื้นที่บางแห่งกลับไปเป็นป่าไม่ได้อีกแล้ว ครั้นจะเอาไปแจกเป็นที่ทำกินเช่น ส.ป.ก.ก็ไม่ได้อีกเพราะดินไม่ดีและไม่มีน้ำ มาคิดกันใหม่ กำหนดประเภทที่ดินอีกชนิดหนึ่งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อย่างยั่งยืน แล้วออกกฎหมายมารองรับเสีย ที่ประเภทนี้มีไว้ให้เช่าอย่างเดียว ให้เช่าสัก 30 ปี แล้วคิดแพงๆก็ได้ ขอเสนอให้เรียกว่า “ที่ดินสันทนาการท่องเที่ยวในเชิงนิเวศน์”

เกษตรฯจับมือนิวซีแลนด์ หนุนยกระดับภาคการเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789815

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังหารือกับ นายโจนาธาน คิงส์ เอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ว่าการหารือดังกล่าวช่วยกระชับความพันธ์อันดี รวมถึงความร่วมมือด้านการเกษตร ประเทศไทยและนิวซีแลนด์ ต่างร่วมเป็นสมาชิกในกรอบพหุภาคีต่างๆ ได้แก่ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเปก (APEC) และกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก เป็นต้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นให้เกิดการค้าการลงทุน กระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค

นอกจากนี้ ได้แสดงความขอบคุณที่นิวซีแลนด์สนับสนุนโครงการความร่วมมือด้านนมและผลิตภัณฑ์นมมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาและเพิ่มศักยภาพเกษตรกรไทยและฟาร์มโคนมของไทย โดยฝ่ายนิวซีแลนด์ ยินดีจะสนับสนุนโครงการความร่วมมือด้านโคนมของไทยต่อไป นิวซีแลนด์เป็นตลาดส่งออกสินค้าเกษตรที่สำคัญของไทย โดยสินค้าเกษตรไทยเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานระดับสากลและเป็นที่ต้องการในนิวซีแลนด์ อาทิ ปลาทูน่ากระป๋อง กุ้ง ข้าว และผลไม้ของไทย (ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด ทุเรียน มะม่วง สับปะรด และมะพร้าวอ่อน) โดยกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ จึงขอฝากท่านเอกอัครราชทูตฯ ประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้แก่ชาวนิวซีแลนด์

ทั้งนี้ ไทยและนิวซีแลนด์ต่างเป็นประเทศที่เป็นคู่ค้าที่สำคัญด้านการเกษตรระหว่างกัน โดยนิวซีแลนด์เป็นคู่ค้าลำดับที่ 32 ของไทยและยังมีสินค้าเกษตรที่ไทยส่งออกที่สำคัญในปี 2566 โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.น้ำตาลทรายดิบ 2.กากและเศษอาหาร อาหารสัตว์ 3.ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแปรรูป ทูน่ากระป๋อง 4. กากเหลือจากการผลิตสตาร์ชของมันสำปะหลังหรือสาคู และ 5.น้ำตาลทรายขาว

‘ไชยา’ถกกลุ่มผู้ผลิต ปรับราคานมโรงเรียน เสนอให้ครม.พิจารณา ช่วยเหลือผู้เลี้ยงโคนม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789807

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ อนุญาตให้ชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทย เข้าพบ นำโดยนายวสันต์ จีนหลง นายกสมาคมผู้ผลิตนมพาสเจอร์ไรส์ และนางพัชรี วัฒนวิชัยกุล ประธานที่ปรึกษาสมาคมเอสเอ็มอีผู้รวบรวมน้ำนมดิบและแปรรูป เข้าหารือขอความอนุเคราะห์ปรับเพิ่มราคาผลิตภัณฑ์นมโรงเรียน เสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เนื่องจากผู้ประกอบการโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมที่เข้าร่วมโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ได้รับผลกระทบจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น จากการปรับราคากลางรับซื้อน้ำนมโค หน้าโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมจากเดิมกิโลกรัมละ 20.25 บาท เป็นกิโลกรัมละ 22.75 บาท หรือเพิ่มขึ้น 2.50 บาท
ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2567

นายไชยากล่าวว่า ได้พิจารณาแล้วว่าหากมีการปรับขึ้นราคาน้ำนมดิบจะต้องปรับเพิ่มราคาผลิตภัณฑ์นมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหารือร่วมกับคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เสนอเรื่องการปรับราคาผลิตภัณฑ์นมโรงเรียนให้เป็นไปอย่างเหมาะสม และไม่กระทบต่อพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ให้ ครม.พิจารณา พร้อมทั้งมอบหมายกรมปศุสัตว์ ดูแลการผลิตอาหารสัตว์ เพื่อช่วยลดต้นทุนอาหารสัตว์และเพิ่มกำไรให้เกษตรกรมากขึ้น รวมถึงเสนอองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีส่วนร่วมสนับสนุนงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับนมโรงเรียนเพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนร่วมกัน ทั้งนี้ รมช.เกษตรฯ ได้รับหนังสือข้อเรียกร้องของชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ เพื่อนำข้อมูลประกอบการพิจารณาเสนอ ครม.ต่อไป

‘อนุชา’จ่อลดค่าธรรมเนียม สัตว์น้ำผ่านท่าฯช่วยชาวประมง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789810

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านชุมชนสะพานปลา จ.ชุมพร พร้อมมอบนโยบายแนวทางการขับเคลื่อนงานขององค์การสะพานปลา (อสป.) โดยมีนายวรัตม์มาประณีต รอง ผวจ.ชุมพร นายวิชัยสุดสวาสดิ์ สส.เขต 1 ชุมพร น.ส.อนงค์นาถจ่าแก้ว ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.เกษตรฯ นายปรีดา ยังสุขสถาพร ผู้อำนวยการ อสป.และผู้นำท้องถิ่น เข้าร่วมที่ท่าเทียบเรือประมงชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร

นายอนุชากล่าวว่า มีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมอาชีพประมงและเร่งแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อสร้างรายได้ให้เกิดความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ สำหรับ ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพร ถือเป็นชุมชนประมงที่สำคัญแห่งหนึ่ง ซึ่งได้ให้ความสำคัญ เนื่องจากอาชีพชาวประมงถือเป็นอาชีพดั้งเดิมจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในชุมชนและสร้างความเป็นอยู่ของพี่น้องให้ดีขึ้นได้ ดังนั้น เพื่อให้พี่น้องที่ประกอบอาชีพประมงได้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ลดภาระค่าใช้จ่าย มีรายได้เพิ่มขึ้น จึงมอบแนวทางให้ อสป. เตรียมประกาศลดอัตราค่าธรรมเนียมสัตว์น้ำผ่านท่า เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และเพื่อมอบเป็นของขวัญช่วงเทศกาลปีใหม่ให้กับชาวประมงทั่วประเทศต่อไป

นายอนุชากล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหากรณีชาวบ้านชุมชนสะพานปลา จ.ชุมพร ยื่นหนังสือร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบจากการเก็บค่าเช่าและสัญญาจาก อสป.ว่าขณะนี้ ได้รับรายงานว่าข้อร้องเรียนต่างๆ อสป.ได้เร่งรัดแก้ไขจนถูกนำไปสู่ข้อยุติแล้ว ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้ง 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1.สำหรับพื้นที่ของท่าเทียบเรือประมงชุมพรดังกล่าว เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ให้พี่น้องประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจังหวัดได้มอบให้ อสป. รับผิดชอบนั้น อสป.ดำเนินการยุติการเก็บค่าเช่าอาคารพาณิชย์ ค่าเช่าที่ดินต่างๆ ทั้งหมด และผู้เช่ารายใดที่มีการบอกเลิกสัญญาและมีการทำหนังสือรับสภาพหนี้เพื่อผ่อนชำระหนี้ จะดำเนินการยุติหนี้ทันที

2.อสป.ได้เร่งรัดดำเนินการส่งคืนพื้นที่อาคารพาณิชย์และที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้างต่างๆ บริเวณท่าเทียบเรือประมงชุมพร และส่งมอบให้กับกรมธนารักษ์ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ จากพื้นที่เดิม 140 ไร่ เหลือเพียงใช้ประโยชน์ตามภารกิจ ประมาณ 30 ไร่ สำหรับดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับท่าเทียบเรือประมง ตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบกิจการแพปลา พ.ศ. 2496 โดย อสป.จะจัดเก็บค่าธรรมเนียมสัตว์น้ำ และอื่นๆ ตามประกาศของ อสป.ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของกรมที่ดิน ถอนสภาพที่ดินสาธารณะประโยชน์ (ยื่นต่อผู้ว่าฯ ชุมพร)

สวพส.มุ่งพัฒนาพื้นที่สูงตามเป้าหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789812

วันพุธ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายวิรัตน์ ปราบทุกข์ ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) กล่าวว่า ให้ความสำคัญในงานด้านการพัฒนา โดยปัจจุบันได้ดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 2,000 กลุ่มบ้าน จากพื้นที่สูงทั้งหมดที่มี 4,205 กลุ่มบ้าน ทั้งการพัฒนาและส่งเสริมอาชีพการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน และการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ภายใต้ความร่วมกับหน่วยงานต่างๆ นำหลักวิธีการปฏิบัติงาน และองค์ความรู้โครงการหลวงไปประยุกต์ใช้ในบริบทต่างๆ ของพื้นที่ และการแก้ปัญหาที่หลากหลายโดยเฉพาะปัญหาความยากจน การขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม มีแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน ระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2566-2570)เป็นกรอบในการดำเนินงาน และใช้องค์ความรู้ ผลงานวิจัย เทคโนโลยีดิจิทัล และคณะทำงานบูรณาการในระดับพื้นที่ ในการขับเคลื่อนการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพ

ผลการดำเนินงานในปัจจุบันได้สร้างประโยชน์และการเปลี่ยนแปลงที่ดีแก่พื้นที่เป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม บรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืน คือประชาชนมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี ควบคู่กับการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม โดยได้รับรางวัลที่เลิศรัฐ สาขาการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี 2566 “Best of the Best” ภายใต้ผลงาน “คู่วิถีชุมชนอยู่ร่วมกับป่าสมบูรณ์ ตอบโจทย์พื้นที่สูง” ที่ดำเนินการในโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง 10 แห่ง ของ 5 จังหวัด ซึ่งเป็นรูปแบบของแก้ปัญหาและพัฒนาเชิงพื้นที่ แยกพื้นที่ป่าและพื้นที่เกษตรออกจากกัน ยกระดับการประกอบอาชีพด้วยการปรับการทำการเกษตรแบบดั้งเดิม เป็นการเกษตรแบบประณีต เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับส่งเสริมชุมชนในการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ ในโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง 33 แห่ง ของ 8 จังหวัด

‘รมว.ธรรมนัส’เผยข่าวดี! ‘กรมการข้าว’เตรียมคลอดข้าว 10 สายพันธุ์ใหม่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789845

'รมว.ธรรมนัส'เผยข่าวดี! 'กรมการข้าว'เตรียมคลอดข้าว 10 สายพันธุ์ใหม่

‘รมว.ธรรมนัส’เผยข่าวดี! ‘กรมการข้าว’เตรียมคลอดข้าว 10 สายพันธุ์ใหม่

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.29 น.

“รมว.ธรรมนัส”เผยข่าวดี “กรมการข้าว”เตรียมคลอดข้าว 10 สายพันธุ์ใหม่ ชูคุณภาพดี ตรงตามความต้องการของชาวนาและผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการแถลงข่าวประชาสัมพันธ์และเผยแพร่สายพันธุ์ข้าวที่เตรียมรับรองพันธุ์ใหม่ของกรมการข้าว ปี 2567 โดยมีนายอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 115 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ร้อยเอก ธรรมนัส เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว จึงได้มอบหมายให้กรมการข้าว วิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของพี่น้องชาวนาในทุกมิติ ซึ่งกรมการข้าวมีการวางแผนการรับรองพันธุ์ข้าวในทุกปี อย่างน้อยปีละ 4 – 5 พันธุ์ โดยพันธุ์ข้าวใหม่ ๆ ที่จะรับรองพันธุ์นั้นต้องเร่งรัดงานวิจัยพัฒนาให้สามารถทนแล้งและทนน้ำท่วมได้ในพันธุ์เดียวกัน อีกทั้งมีความเหมาะสมในการปลูกแต่ละพื้นที่ในประเทศไทย ตลอดจนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อให้มีโอกาสแข่งขันกับประเทศคู่แข่งได้

นายอนุชา กล่าวว่า พี่น้องชาวนาจะได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้นจากการใช้พันธุ์ข้าวพันธุ์ใหม่ ที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูง อีกทั้งยังลดความเสียหายจากการทำลายของโรค และแมลงศัตรูข้าว สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวได้จากการลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูข้าว สำหรับข้าวรับรองพันธุ์เดิมของกรมการข้าว ยังเป็นทางเลือกให้กับเกษตรกรได้เลือกปลูกตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และความต้องการของผู้บริโภค ส่วนข้าวพันธุ์ใหม่นั้นก็เป็นทางเลือกหนึ่งให้เกษตรกร ผู้บริโภคและผู้ประกอบการค้าข้าว ได้เลือกรับประทานข้าวที่มีความหลากหลาย และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย

ด้าน นายณัฏฐกิตติ์ กล่าวว่า ในปีนี้กรมการข้าวได้รับรองพันธุ์ข้าวที่มีความหลากหลายพันธุ์มากขึ้น เพื่อให้เกษตรกรสามารถเลือกปลูกให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง และตามความสนใจของผู้บริโภค โดยข้าวที่จะรับรองพันธุ์ทั้ง 10 สายพันธุ์ มีความหลากหลายประเภท ทั้งข้าวขาวพื้นนุ่ม ขาวขาวพื้นแข็ง ข้าวหอมไทย ข้าวเหนียว ข้าวญี่ปุ่น ข้าวพื้นเมือง และข้าวสาลี ซึ่งข้าวแต่ละประเภทจะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันตามการนำไปใช้ประโยชน์ อาทิ ข้าวขาวพื้นแข็ง อายุสั้น 90-100 วัน ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์ข้าวทั่วไป 10-15 % ศักยภาพการให้ผลผลิต 1,000-1,200 กิโลกรัมต่อไร่ ต้านทานต่อโรคขอบใบแห้ง และพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลทานทานต่อสภาพน้ำท่วมฉับพลัน สภาพอากาศเย็น

ข้าวเหนียว มีทั้งหมด 2 สายพันธุ์ ประกอบไปด้วย สายพันธุ์ RGDU10017-1-MAS-49-4-1-NKI-1-3-1-2 เสนอเป็นพันธุ์รับรองชื่อ กข24 (สกลนคร 72) เป็นข้าวที่ไวต่อช่วงแสง ลำต้นเตี้ย ต้านทานการหักล้ม ทำให้ลดการสูญเสียผลผลิตระหว่างการเก็บเกี่ยว และสายพันธุ์ CRI13055-1-1-2-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรองชื่อ กข26 (เชียงราย 72) ไม่ไวต่อช่วงแสง อายุสั้น ผลผลิตสูงกว่าข้าวเหนียวทั่วไปที่นิยมปลูก 13 – 15 % สามารถปลูกได้ปีละ 2 ครั้ง จะเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีสำหรับให้เกษตรกรได้ใช้ปลูก เพื่อเพิ่มรายได้ให้มีมากขึ้น

ข้าวขาวพื้นนุ่ม เกษตรกรสามารถเลือกใช้พันธุ์ข้าวเพื่อทดแทนการปลูกข้าวขาว พื้นนุ่ม ที่ไม่ไวต่อช่วงแสง เช่น พันธุ์ปทุมธานี 1 ที่ปัจจุบันประสบปัญหาหลายด้าน คุณภาพ การขัดสีลดลงอย่างมากทำให้การขายข้าวดังกล่าวในปัจจุบันได้ราคาลดลง อีกทั้งอายุการ เก็บเกี่ยว 120 วัน อาจยาวนานไปสำหรับเกษตรกร ที่ต้องการพันธุ์ข้าวที่มีอายุสั้นกว่า 120 วัน ซึ่งหากมีพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพหุงต้มใกล้เคียงกัน มีผลผลิตสูงกว่า และอายุสั้นกว่า เกษตรกรอาจมีทางเลือกในการเลือกปลูกข้าวขาวพื้นนุ่มได้ตลอดทั้งปี เพื่อยกระดับการ แข่งขันในด้านการส่งออกของข้าวหอม พื้นนุ่ม ของประเทศไทยในตลาดโลกได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากขึ้น

“นอกจากประเภทข้าวที่กล่าวมาแล้ว ยังมีข้าวประเภทอื่น ๆ ที่ยังพัฒนาผลผลิต หรือคุณภาพมาทดแทนพันธุ์เดิมเพื่อใช้ประโยชน์ในการแปรรูป หรือใช้สำหรับบริโภคเฉพาะในแต่ละภูมิภาค เพื่อยกระดับการแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถผลิตข้าวได้ตรงตามความต้องการของตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มของประเทศจากการส่งออกข้าวคุณภาพต่อไป” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

– 006

‘กรมชลประทาน’นำร่องศึกษาวิจัยต้นทุนน้ำชลประทานในพื้นที่EEC

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789834

‘กรมชลประทาน’นำร่องศึกษาวิจัยต้นทุนน้ำชลประทานในพื้นที่EEC

‘กรมชลประทาน’นำร่องศึกษาวิจัยต้นทุนน้ำชลประทานในพื้นที่EEC

วันอังคาร ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.06 น.

‘กรมชลประทาน’เดินหน้าโครงการศึกษาวิจัยต้นทุนน้ำในพื้นที่ EEC เพื่อศึกษาข้อมูลในพื้นที่‘ฉะเชิงเทรา-ชลบุรี-ระยอง’ สำหรับจัดทำโครงสร้างต้นทุน-จัดเก็บค่าน้ำที่เหมาะสมตาม พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ

27 กุมภาพันธ์ 2567 นายสุรชาติ มาลาศรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ  กรมชลประทาน  เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้ว่าจ้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษาในการดำเนินโครงการศึกษาวิจัยต้นทุนน้ำในพื้นที่จ.ฉะเชิงเทราจ.ชลบุรีและจ.ระยอง  ซึ่งถือเป็นพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก:EEC) เพื่อศึกษา รวบรวม และวิเคราะห์ โครงสร้างต้นทุนและการประเมินต้นทุน การจัดการน้ำอุปทานโดยกรมชลประทานและการกำหนดอัตราค่าน้ำชลประทานที่เหมาะสมและเป็นรูปธรรมสำหรับทุกภาคส่วนที่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตามบริบทการจัดหา จัดสรร พัฒนา ให้บริการด้านอุปทานน้ำ (Water Resources Supply) รวมทั้งวางแผนและกำหนดทิศทางการพัฒนาและประยุกต์ใช้โครงสร้างต้นทุนการจัดการน้ำอุปทานและอัตราคำน้ำชลประทานในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่สอดคล้องกับแผนหลักการพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับขับเคลื่อนการพัฒนาพื้นที่ EEC ร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน กลุ่มผู้ใช้น้ำให้เกิดการบริหารจัดการน้ำในเขตพื้นที่พัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกแบบบูรณาการ

โดยคณะผู้เชี่ยวชาญจะทำการศึกษาวิเคราะห์และกำหนดข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแนวทางการจัดการน้ำอุปทานอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับภาคส่วนผู้ใช้น้ำที่เกี่ยวข้อง ที่ได้รับการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบแล้วให้มีประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และรองรับอุปสงค์น้ำจากการคาดการณ์บริบทการเปลี่ยนแปลงในอนาคตและพัฒนาระบบ Web Application สนับสนุนการวิเคราะห์ ประเมิน และกำหนดต้นทุนการจัดการน้ำอุปทานและกำหนดต้นทุนการจัดการน้ำ กำหนดอัตราค่าน้ำชลประทานอย่างเหมาะสม  ภายใต้การคาดการณ์ปริมาณน้ำที่สามารถใช้การได้  ความต้องการน้ำและระดับความขาดแคลนอย่างมีมาตรฐานและเป็นธรรมสำหรับทุกภาคส่วนในเป้าหมาย 3 จังหวัดคือฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง คาบเกี่ยวกับ2ลุ่มน้ำหลัก  ได้แก่ ลุ่มน้ำบางปะกงและลุ่มน้ำชายฝั่งทะเลตะวันออกรวมพื้นที่ศึกษาทั้งหมดประมาณ 8,454,375 ไร่   โดยในการศึกษาครั้งนี้ได้แบ่งประเภทความต้องการน้ำออกเป็น 4ประเภทด้วยกันคือ 1.น้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคและการท่องเที่ยว 2.น้ำเพื่อการอุตสาหกรรม 3.น้ำเพื่อการเกษตรชลประทานและ 4.น้ำเพื่อรักษาสมดุลระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม

นายสุรชาติ  กล่าวอีกว่ากรมชลประทานเลือกพื้นที่ภาคตะวันออกนำร่องในการศึกษาต้นทุนน้ำ เนื่องจากว่าในปัจจุบันจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยองเป็นพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC)ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและมีการส่งเสริมอุตสาหกรรมและการลงทุนหลักของประเทศไทยและภูมิภาค

นอกจากเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญแล้วยังมีฐานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และการเกษตรมูลค่าสูง ทำให้มีแรงงานทุกระดับหลั่งไหลเข้าสู่พื้นที่ส่งผลให้มีความต้องการความมั่นคงด้านน้ำสูงและคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง  โดยคาดว่าในปี 2580 จะมีความต้องการใช้น้ำรวม 3,089 ล้าน ลบ.ม./ปี เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีความต้องการใช้น้ำรวม 2,419 ล้าน ลบ.ม/ปี (เพิ่มขึ้น 670 ล้าน ลบม /ปี)อันเนื่องจากการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจและสังคมตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล  โดยความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ 3 จังหวัดEEC คิดเป็นร้อยสะ 53.5 ของความต้องการใช้น้ำทั้งภาคตะวันออก  ทั้งนี้ ความต้องการใช้น้ำภาคอุปโภค-บริโภคมีอัตราการเพิ่มขึ้นมากที่สุด (ร้อยละ 56) รองลงมาคือภาคอุตสาหกรรม (ร้อยละ 43) และภาคเกษตรกรรม (ร้อยละ 17)

สำหรับความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคและการท่องเที่ยว  จังหวัดชลบุรีมีความต้องการใช้น้ำมากที่สุดคือ 147.50 ล้านลบ.ม.รองลงมาระยองและฉะเชิงเทรา 61.66 ล้านลบ.ม.และ41.89 ล้านลบ.ม.ตามลำดับ   ส่วนความต้องการใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมจังหวัดที่มีความต้องการใช้มากที่สุดคือ ระยองมีความต้องการ292.77ล้านลบ.ม.รองลงมาชลบุรี203.95ล้านลบ.ม.และฉะเชิงเทรา  108.92ล้านลบ.ม.ตามลำดับ  ส่วนความต้องการใช้น้ำเพื่อการเกษตรชลประทาน  จังหวัดฉะเชิงเทรามีความต้องการใช้มากที่สุดคือ1304.74ล้านลบ.ม.รองลงมาระยอง139.18ล้านลบ.ม.และชลบุรี117.97ล้านลบ.ม.

นายสุรชาติ กล่าวถึงแนวทางในการวิเคราะห์และพัฒนาโครงสร้างต้นทุนการจัดการน้ำอุปทาน การประมาณการมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการกำหนดอัตราค่าน้ำชลประทานด้วยว่า จะเน้นศึกษารูปแบบ วิธิการ กลไกลและแนวทางการแจกแจงโครงสร้างต้นทุนการประเมินต้นทุนและการกำหนดราคาน้ำในประเทศต่างๆที่มีความเหมาะสมกับประเทศไทย  อาทิ  สหภาพยุโรปมีการกำหนดกฎระเบียบด้านการบริหารจัดการน้ำ (EU Water Framework Directive)โดยส่งเสริมเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งรวมถึงภาษีและค่าทำเนียมทั่วไปเพื่อสร้างแรงจูงใจแก่ผู้ใช้น้ำในการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและลดปัญหามลพิษทางน้ำ  รวมทั้งแนวทางขององค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่นหรือไจก้า ได้นำเสนอแนวทางการกำหนดราคาค่าน้ำกรณีศึกษาของเมืองเกียวโตซึ่งในข้อมูลได้นำเสนอรายได้จากการจัดเก็บค่าน้ำเปรียบเทียบกับต้นทุนอุปทานน้ำและอัตราส่วนความคุ้มทุนรวมระยะในการทบทวนอัตราค่าน้ำของผู้ให้บริการน้ำในประเทศญี่ปุ่น เป็นต้น

“หลังจากผลดำเนินการศึกษาวิจัยต้นทุนน้ำพื้นที่EEC แล้วเสร็จ   กรมชลประทานมีความเชื่อมั่นว่าจะทำให้มีการกำหนดอัตราราคาค่าน้ำที่เหมาะสม  สะท้อนและครอบคลุมต้นทุนที่แท้จริง มีมาตรฐานและทำให้ประเทศไทยมีแนวทางในการใช้โครงสร้างต้นทุนการจัดการน้ำอุปทานและอัตราค่าน้ำชลประทานพร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เหมาะสม  ตลอดจนมีระบบ Web Applicationกำหนดต้นทุนการจัดการน้ำและอัตราค่าน้ำที่เหมาะสมและได้รับการยอมรับจากทุกภาคส่วน” นายสุรชาติ  กล่าว