‘ธรรมนัส’นำตรวจ ด่านนำเข้าสินค้าฯ จับมือกรมศุลกากร ยันขั้นตอนโปร่งใส

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784032

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังนำทีมพญานาคราช ลงพื้นที่ติดตามการตรวจสอบสินค้าเกษตรนำเข้า ทั้งด้านพืช ประมง และปศุสัตว์ ที่ศูนย์เอกซเรย์และเทคโนโลยีศุลกากร สำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ว่าได้ร่วมกับ ผวจ.ชลบุรี นายอำเภอแหลมฉบัง และกรมศุลกากร บูรณาการเข้าตรวจตู้คอนเทนเนอร์สินค้าเกษตรคงค้างที่เกินกว่า 45 วัน หลังจากที่กรมศุลกากร แจ้งผู้ประกอบการให้ยื่นเอกสารการเสียภาษีและสำแดงรายการสินค้าใน 25 ตู้ จากทั้งหมด 95 ตู้ ซึ่งตรวจไปแล้ว 70 ตู้โดยรับรายงานจากกรมศุลกากรว่าเป็นตู้ตกค้างและสำแดงรายการไม่ตรงตามความเป็นจริง

อย่างไรก็ดี จากนี้กรมศุลกากร จะดำเนินการส่งหนังสือไปยังหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ตามประเภทสินค้าที่ตรวจพบเพื่อรับมอบตู้ดังกล่าวไปทำลาย สำหรับ 20 ตู้ ที่ไม่สามารถเปิดตรวจได้เนื่องจากต้องขนย้ายลงมาจากที่สูง ได้มอบหมายให้อธิบดีทั้ง 3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการเปิดตู้ตรวจสอบ และรายงานความคืบหน้าต่อไป

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า มาตรการจากนี้ ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการนำเข้าสินค้าเกษตรทั้งหมด จะร่วมบูรณาการดำเนินงานร่วมกัน โดยจะมีการลงนาม MOU เพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ปิดช่องโหว่และขจัดขบวนการนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมายให้สิ้นซาก ขณะเดียวกัน ได้ประสานความร่วมมือกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ดำเนินการขยายผลไปจนถึงต้นตอของขบวนการ

กรมวิชาการฯใช้เทคโนโลยี ระบบให้น้ำทุเรียนพลังแสงอาทิตย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/784033

วันพุธ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.ขนิษฐ์ หว่านณรงค์ ผอ.กลุ่มวิจัยวิศวกรรมผลิตพืช สถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การวิจัยและพัฒนาระบบให้น้ำทุเรียนพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรที่ปลูกทุเรียน โดยสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม ได้พัฒนาเทคโนโลยีการให้น้ำสำหรับระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) เพื่อเป็นพลังงานทดแทนทางการเกษตรควบคุมปริมาณการให้น้ำต่อวันตามความต้องการของพืชอย่างแม่นยำ เพราะในปัจจุบันแผงโซลาร์เซลล์มีราคาถูกลง อีกทั้งยังสามารถใช้ในแปลงที่ไม่มีไฟฟ้าเข้าถึง โดยระบบให้น้ำทุเรียนพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะไม่ต้องลงทุนสร้างหอสูงวางถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ และสามารถปรับใช้กับทุกสภาพการดำเนินการทางการเกษตร ถ้าเปลี่ยนชนิดพืช ระยะปลูก ภูมิภาค ก็สามารถทำได้ง่าย

รูปแบบเทคโนโลยีนี้ควบคุมการจ่ายน้ำด้วยบอร์ดสมองกลฝังตัว Arduino Mega 2560 และเขียนโปรแกรมควบคุมด้วยภาษา Matlab Simulink เพื่อให้ง่ายต่อการเรียนรู้ และยังลดต้นทุนในการสร้างหอสูงโดยจะใช้ถังน้ำขนาดเพียง 200 ลิตร ปั๊มน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นไปเก็บไว้ และยังไม่จำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่มากเพื่อใช้ในการสูบน้ำจากสระ ช่วยให้เกษตรกรสามารถใช้น้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ระบบให้น้ำพลังแสงอาทิตย์อัจฉริยะได้นำไปใช้ควบคุมการให้น้ำแปลงทุเรียนในแปลงเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรนครราชสีมา ซึ่งปลูกทุเรียน 1 ไร่ 24 ต้น ระยะปลูก 8×9 เมตร สามารถควบคุมการให้น้ำทุเรียนได้อย่างถูกต้อง โดยระบบควบคุมด้วยสมองกลฝังตัวจะควบคุมการทำงานของวาล์วไฟฟ้าให้จ่ายน้ำครั้งละ 50 ลิตร ส่วนจำนวนครั้ง ขึ้นอยู่กับความต้องการน้ำของทุเรียน ในภาคปฏิบัติถ้าแสงแดดเพียงพอจะให้น้ำอย่างต่อเนื่อง ถ้าแสงแดดน้อยก็จะหยุดการให้น้ำ และจะกลับมาให้น้ำใหม่เมื่อแสงแดดเพียงพออีกครั้ง การให้น้ำทุเรียนตามความต้องการของทุเรียนในแต่ละวัน จะใช้ข้อมูลจากการทดลองของนักวิชาการของกรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะต่างกันไปตามช่วงอายุของทุเรียน และช่วงพัฒนาการของทุเรียน ตั้งแต่การเตรียมต้นจนการเก็บเกี่ยวและจะต่างกันตามภูมิภาค

“ระบบให้น้ำทุเรียนพลังงานแสงอาทิตย์อัจฉริยะ เป็นตัวอย่างที่ดีในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการแก้ปัญหาการจัดการน้ำในการเกษตร ซึ่งจะส่งเสริมให้เกษตรกรที่ปลูกทุเรียนมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกรมวิชาการเกษตร มีแผนการนำระบบให้น้ำทุเรียนพลังงานแสงอาทิตย์ไปใช้ในพื้นที่การเกษตรอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้น้ำและพลังงานในการเกษตรเป็นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สอดคล้องกับระบบเศรษฐกิจสีเขียว ตามโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อความยั่งยืน (BCG Economy Model)” ผอ.กลุ่มวิจัยวิศวกรรมผลิตพืช กล่าว

เกษตรฯ-กลาโหมยกระดับภาคเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783792

เกษตรฯ-กลาโหมยกระดับภาคเกษตร

เกษตรฯ-กลาโหมยกระดับภาคเกษตร

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร่วมมือ : ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การยกระดับการพัฒนาภาคการเกษตร โดยดำเนินงานตามภารกิจ 2 กระทรวง สู่มิติ “ช่วยเหลือป้องกัน สร้างสรรค์ พัฒนา” ให้เกิดประโยชน์ต่อเกษตรกรทั่วประเทศ

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายสุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง การยกระดับการพัฒนาภาคการเกษตร ระหว่างกระทรวงเกษตรฯ กับกระทรวงกลาโหม ที่ทำเนียบรัฐบาล โดย ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ภาคเกษตรเป็นแหล่งรองรับแรงงานขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศ สร้างรายได้แก่ครัวเรือน แต่รายได้ภาคเกษตรกลับเฉลี่ยต่ำกว่าอาชีพอื่นๆ อีกทั้งยังขาดความมั่นคง มีความผันผวนตามฤดูกาล ก่อให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำ และคุณภาพชีวิต จึงมีเจตนารมณ์ร่วมกันระหว่าง 2 กระทรวง ดำเนินงานตามภารกิจภายใต้ขอบเขตความร่วมมือของหน่วยงาน สู่มิติ “ช่วยเหลือ ป้องกัน สร้างสรรค์ พัฒนา” เพื่อสร้างและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ให้เกิดประโยชน์ต่อการปฏิบัติงาน ฟื้นฟูเศรษฐกิจรายได้ของเกษตรกร รวมทั้งพัฒนาผลผลิตและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร โดยช่วยรับซื้อผลผลิต ตั้งจุดจำหน่าย กระจายสินค้า ช่วยเหลือเกษตรกรพื้นที่เสี่ยงภัย ป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรผิดกฎหมาย สร้างสรรค์ฟื้นฟูพื้นที่เกษตรกรรม สาธารณูปโภค โครงสร้างพื้นฐานแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และพัฒนาเสริมศักยภาพด้านการเกษตรให้กำลังพล พัฒนาพื้นที่ศูนย์เรียนรู้ โครงการพระราชดำริ โครงการทหารพันธุ์ดี

ด้านนายสุทิน กล่าวว่า พร้อมให้ความร่วมมือและสนับสนุนภารกิจของกระทรวงเกษตรฯ เพราะถือเป็นหัวใจหลักของประเทศไทย ต้องได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนทันที ซึ่งทั้ง 4 ขอบเขตความร่วมมือ “ช่วยเหลือ ปกป้อง สร้างสรรค์ และพัฒนา” ถือเป็นภารกิจหลัก ที่ให้ความสำคัญและขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และจะเดินหน้าการทำงานร่วมกันของทั้ง 2 กระทรวง เชื่อมั่นว่าความร่วมมือดังกล่าวจะทำให้ภาคการเกษตรมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ของรัฐบาล

‘ธรรมนัส’มอบสปก.4-01 รับรองมาตรฐานGAPเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783790

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ พร้อมด้วยนายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ พ.จ.อ.ประเสริฐ มาลัย หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี

นายสมบัติ ไตรศักดิ์ รอง ผวจ.ชัยภูมิ รักษาราชการแทน ผวจ.ชัยภูมิ กล่าวรายงานสถานการณ์ทั่วไปของ จ.ชัยภูมิ และนายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทาน รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวบรรยายสรุปการบริหารจัดการน้ำในภาพรวมของจังหวัด และสรุปการดำเนินงานโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยสามหมอ บ้านหนองแดง ที่ อบจ.ชัยภูมิ (ส่วนหน้า) ต.ช่องสามหมอ อ.คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ ว่ามุ่งมั่นดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รวมทั้งส่งเสริมแนวทางการบริหารจัดการสินค้าเกษตรโดยใช้หลักการตลาดนำการเกษตร ซึ่งถือเป็นความสำเร็จอีกขั้นที่จะได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกร 100 ราย ส่งมอบแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน 10 ราย มอบใบรับรองมาตรฐาน GAP/มาตรฐาน Organic Thailand 10 ราย พร้อมทั้งส่งมอบงานจัดระบบอนุรักษ์ดินและน้ำเพื่อปรับเปลี่ยนกิจกรรมการผลิตในพื้นที่ไม่เหมาะสมตาม Agri-Map 10 ราย

นอกจากนี้ได้รับฟังปัญหาและแนวทางการแก้ไขความเดือดร้อนของเกษตรกรในพื้นที่ รวมทั้งหารือนโยบายในการพัฒนา จ.ชัยภูมิ ร่วมกันเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเก็บกักน้ำเพิ่มเติมให้เพียงพอกับความต้องการน้ำในพื้นที่ ที่มักประสบปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝนและขาดน้ำในฤดูแล้งเป็นประจำทุกปี

“มาพบปะเกษตรกรครั้งนี้ เพื่อมาซ่อมสิ่งที่ชำรุด และสร้างสิ่งที่ยังไม่ทำยังไม่เกิด นอกจากนี้ในฐานะ รมว.เกษตรฯ จะสานต่อโครงการวงแหวนน้ำเลี่ยงเมืองให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้ริเริ่มในสมัยที่ยังดำรงตำแหน่ง รมช.เกษตรฯ และจะดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและบริหารจัดการน้ำ ทั้งระยะสั้น-ระยะกลาง-ระยะยาว เพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วม และไม่สามารถกักเก็บน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากให้สำเร็จโดยเร็ว” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ในโอกาสนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้ปลูกต้นรวงผึ้งเพื่อเป็นที่ระลึก และเยี่ยมชมนิทรรศการผลผลิตสินค้าเกษตรของเกษตรกร จ.ชัยภูมิ รวมทั้งนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ

‘ไชยา’พบปะพี่น้อง เกษตรกรปทุมธานี ดันสินค้าการเกษตร ครัวไทยสู่ครัวโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783789

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการ ที่ อบต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พร้อมด้วยผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ จ.ปทุมธานี ให้การต้อนรับ ว่าวัตถุประสงค์การลงพื้นที่ครั้งนี้เพื่อพบปะให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรและมอบปัจจัยการผลิตทางการเกษตรให้กับพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ 500 ชุด ได้แก่ ไข่ไก่ ข้าวสาร พันธุ์ปลา และเมล็ดพันธุ์ผัก พร้อมเยี่ยมชมคูหาจัดแสดงสินค้าของรัฐวิสาหกิจชุมชน อาทิ น้ำสมุนไพร ขนมบ้าบิ่น หมู่ 2 ปลาแดดเดียวคลอง6 น้ำส้มควันไม้ การเพาะพันธุ์เห็ด และเพาะพันธ์ุปลาคราฟ เป็นต้น

จากนั้นนายไชยา ได้ลงพื้นที่พบปะและให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกร ที่ทำการกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์สตรีนพรัตน์ ต.นพรัตน์ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี พร้อมทั้ง มอบปัจจัยการผลิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่ 500 ชุดโดยกลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ฯ เป็นสถาบันการเงินภาคประชาชนที่มีการบริหารจัดการด้านออมเงิน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการออมเงินสำหรับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร อันเป็นต้นแบบโครงการกองทุนหมู่บ้านในเวลาต่อมา ทั้งนี้ จ.ปทุมธานี มีพันธุ์ข้าวที่เป็นที่รู้จักและจำหน่ายไปทั่วโลก รองลงมาจากข้าวหอมมะลิ ได้แก่ ข้าวหอมปทุมซึ่งรัฐบาลมีแผนผลักดันสินค้าเกษตรไทยให้เป็นที่รู้จักผ่านนโยบาย “ครัวไทยไปครัวโลก”

รมว.เกษตรฯสั่งสำรวจ ช่วยเกษตรกรภาคใต้ถูกน้ำท่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783791

วันอังคาร ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ฝ่ายการเมือง) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรฯ ได้สั่งการให้เร่งสำรวจความเสียหายพื้นที่ภาคการเกษตรที่ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านพืช ด้านประมง และด้านปศุสัตว์ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเร่งช่วยเหลือเยียวยาและฟื้นฟู ภายหลังน้ำลด ซึ่งน้ำท่วมครั้งนี้ถือเป็นภัยพิบัติที่เหนือความคาดหมาย ในรอบ 50 ปี สร้างความเสียหายให้กับพี่น้องเกษตรกรเป็นวงกว้าง โดยทาง ร.อ.ธรรมนัส ไม่ได้นิ่งนอนใจ ก่อนหน้านี้ได้บินด่วนไปตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจผู้เดือดร้อน พร้อมให้การช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อน สนับสนุนอาหารกล่องพร้อมน้ำดื่มให้แก่ผู้ประสบอุทกภัย 27,560 ชุด หลังจากนี้จะเร่งสำรวจความเสียหายพื้นที่ภาคการเกษตรทุกด้าน พร้อมสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร และหามาตรการในการเยียวยาเป็นการเร่งด่วน

ทั้งนี้ ผลกระทบด้านพืช พื้นที่ได้รับผลกระทบ 4 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี ยะลา และสงขลา 22,766 ราย พื้นที่ 39,673 ไร่ แบ่งเป็นข้าว 10,914 ไร่พืชไร่และพืชผัก 3,414 ไร่ ไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่นๆ 25,345 ไร่ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย ด้านประมง พื้นที่ได้รับผลกระทบ 3 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา เกษตรกร 1,548 ราย พื้นที่ (บ่อปลา) 634 ไร่ กระชัง 6,262 ตารางเมตร อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย และด้านปศุสัตว์ พื้นที่ได้รับผลกระทบ 3 จังหวัด ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี และสตูล เกษตรกร 34,641 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 574,006 ตัว แบ่งเป็น โค 53,972 ตัว กระบือ 2,217 ตัว สุกร 5,574 ตัว แพะ/แกะ 30,331 ตัว และสัตว์ปีก 481,912 ตัว รวมทั้งแปลงหญ้า 1,183 ไร่ อยู่ระหว่างสำรวจความเสียหาย

‘ธรรมนัส’หนุนขับเคลื่อนเทคโนโลยี Gene Editing แก้ปัญหาภาวะวิกฤตโลกเดือด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783720

'ธรรมนัส'หนุนขับเคลื่อนเทคโนโลยี Gene Editing แก้ปัญหาภาวะวิกฤตโลกเดือด

‘ธรรมนัส’หนุนขับเคลื่อนเทคโนโลยี Gene Editing แก้ปัญหาภาวะวิกฤตโลกเดือด

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567, 22.05 น.

“ธรรมนัส”หนุนขับเคลื่อนเทคโนโลยี Gene Editing แก้ปัญหาภาวะวิกฤตโลกเดือด และศัตรูพืชอุบัติใหม่ รองรับวิกฤตการณ์ที่ส่งผลกระทบความมั่นคงทางอาหารของโลก

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวมอบนโยบายในการสัมมนาวิชาการ “เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ ในการแก้ปัญหาภาวะวิกฤตโลกเดือด และศัตรูพืชอุบัติใหม่” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร โดยได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนสมาคมฯ นักวิชาการ จากภาคส่วนต่างๆ มาร่วมสัมมนาระดมความคิด แนวทางการดำเนินงานขับเคลื่อนเทคโนโลยี และความรู้ทางวิชาการสมัยใหม่ เพื่อรองรับภาวะโลกเดือดของโลกที่กำลังจะมาถึง ณ ห้องประชุมกองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ด้านการวิจัยและพัฒนา ที่ขับเคลื่อนภาคการเกษตรของประเทศไทย ซึ่งในภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รวดเร็วและรุนแรง จนเลขาธิการสหประชาชาติ ได้ออกประกาศว่า “ยุคโลกร้อนสิ้นสุดลง ยุคโลกเดือดมาถึงแล้ว” ซึ่งภาวะดังกล่าวก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของศัตรูพืชอุบัติใหม่ที่สำคัญ อาทิ โรคใบด่างมันสำปะหลัง โรคใบร่วงยางพารา ประกอบกับจำนวนประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกทั้งนี้ ไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม เป็นผู้ผลิตสินค้าเกษตรรายใหญ่และเป็นครัวของโลก (Kitchen of the World) จากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกระดับรายได้เกษตรกร 3 เท่าใน 4 ปี การนำเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ที่มีความปลอดภัยสูง คุ้มค่า พัฒนาได้รวดเร็วต้นทุนต่ำ จึงมีความจำเป็น

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตระหนักถึงปัญหาภาวะวิกฤตดังกล่าว จึงเร่งผลักดันส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี GEd ให้ก้าวทันบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การนำเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ Gene Editing หรือ GEdในการแก้ไข หรือปรับแต่งยีนให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์ ต้านทานศัตรูพืช มีคุณค่าทางโภชนาการเพิ่มขึ้น ผลผลิตสูงขึ้น ต้นทุนการผลิตลดลง ที่สำคัญเทคโนโลยี GEd ไม่มียีนถ่ายฝากจากสิ่งมีชีวิตอื่น ไม่จัดว่าเป็นพืชดัดแปลงพันธุกรรม หรือ GMOs และมีความปลอดภัยสูง เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเทคโนโลยีGEd ได้รับการยอมรับและสนับสนุนจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO), OECD มี 13 ประเทศประกาศสนับสนุนในที่ประชุม WTO ในการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี GEd เชิงการค้าและการบริโภคร่วมกัน และกว่า 40 ประเทศทั่วโลก อาทิแคนาดา อเมริกา บราซิล อาร์เจนตินา ชิลี ญี่ปุ่น จีนอังกฤษ ฟิลิปปินส์ เคนยา รัสเซีย และออสเตรเลียประกาศใช้นโยบาย no transgene = not GMOs โดยถือว่าพืช GEd มีความปลอดภัยเช่นเดียวกับพืชปกติทั่วไป ที่สำคัญองค์กรนานาชาติ และประเทศต่างๆ เร่งลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี GEd เพื่อรองรับวิกฤตการณ์ความมั่นคงทางอาหารของโลก จึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมกันสนับสนุนการขับเคลื่อนเทคโนโลยีGEd และกำหนดท่าทีที่ชัดเจนของประเทศไทยในทิศทางเดียวกัน กรมวิชาการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งสร้างการรับรู้ให้กับประชาชน รวมถึงเชิญผู้เชี่ยวชาญจาก FAO และประเทศต่าง ๆ อาทิอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ร่วมผลักดันและสร้างความเชื่อมั่นในเทคโนโลยี รัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมสนับสนุนเพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างสมบูรณ์และเป็นรูปธรรม

– 006

‘ไชยา’ลุยปัตตานี! แก้ปัญหา‘โคบาลชายแดนใต้’ ดันเป็นพื้นที่ส่งออกสินค้าฮาลาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783787

‘ไชยา’ลุยปัตตานี! แก้ปัญหา‘โคบาลชายแดนใต้’ ดันเป็นพื้นที่ส่งออกสินค้าฮาลาล

‘ไชยา’ลุยปัตตานี! แก้ปัญหา‘โคบาลชายแดนใต้’ ดันเป็นพื้นที่ส่งออกสินค้าฮาลาล

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567, 18.32 น.

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2567 นายไชยา พรหมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ติดตามโครงการ “โคบาลชายแดนใต้” จากกรณีเกษตรกร “ร้องส่งโคไม่ตรงปก” 2 จุด ได้แก่ กลุ่มผู้เลี้ยงโคตันหยงลุโละ หมู่ที่ 2 ตำบลตันหยงลุโละ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี และเกษตรกรกลุ่มบ้านทุ่งใหญ่ หมู่ 1 ตำบลบ้านนอก อำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และเจ้าหน้าที่หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง รอต้อนรับในพื้นที่

สำหรับวัตถุประสงค์ของโครงการโคบาลชายแดนใต้ เป็นโครงการระยะ 7 ปี (ปี 2565 – 2571) เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้กับประชาชนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้ จากการสร้างแปลงอาหารสัตว์ สร้างโรงเรือน การจัดซื้อแม่โคพื้นเมือง และการจัดจ้างเจ้าหน้าที่ดูแลฟาร์ม เพื่อพัฒนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมส่งออกสินค้าฮาลาลที่มีศักยภาพไปยังตลาดโลกมุสลิม ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าในระยะ 4 ปี โดยในระยะแรกตั้งเป้าหมายให้มีโคในพื้นที่เพิ่มขึ้น 3,000 ตัว และตลอดโครงการจะมีโคที่พร้อมออกสู่ตลาดฮาลาล ไม่น้อยกว่า 50,000 ตัว

ทั้งนี้ การลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโครงการดังกล่าว เพื่อให้กำลังใจและรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการโคบาลชายแดนใต้ โดยกระทรวงเกษตรฯ มุ่งหวังให้อาชีพการเลี้ยงปศุสัตว์เป็นอาชีพหลัก ที่สามารถสร้างรายได้ให้เกษตรกร สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำ พร้อมผลักดันให้คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดียิ่งขึ้น โดยมอบนโยบายให้กรมปศุสัตว์ดูแลการตรวจรับแม่โคให้ตรงตามคุณลักษณะปลอดโรค ปลอดภัย เป็นแม่โคพร้อมท้อง และมีเอกสารรองรับที่มาของโค พร้อมแก้ไขปัญหาโคที่ไม่ตรงคุณลักษณะตามตกลงให้ถูกต้อง เพื่อลดปัญหาการแบกรับลดทุนของเกษตรกรและให้การดำเนินโครงการในระยะถัดไปเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากโคตัวใดที่ตรวจรับแล้วมีปัญหาสามารถส่งเคลมกับฟาร์มที่จำหน่ายได้ตามเงื่อนไขสัญญา หรือหากเกษตรกรต้องการจัดซื้อโคด้วยตนเอง สามารถทำได้เช่นกัน อาทิ การซื้อโคจากฟาร์มปลอดโรคที่ได้รับการตรวจจากกรมปศุสัตว์แล้วที่จังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร สำหรับพี่น้องเกษตรกรที่ต้องการจัดทำธนาคารโค – กระบือ ขอให้กรมปศุสัตว์ดูแลในส่วนนี้รวมถึง พร้อมนำแนวทางการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมทำอาหารแปรรูปส่งตะวันออกกลางที่ตัวแทนเกษตรกรเสนอนำเรียนให้นายกรัฐมนตรีทราบ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะมีการประชุมหารือเกี่ยวกับโครงการโคบาลชายแดนใต้ ร่วมกับศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนใต้ (ศอ.บต.) และกระทรวงมหาดไทย ในช่วงสัปดาห์นี้ด้วย

– 006

‘ธรรมนัส’แย้มผลสอบ‘โคบาลใต้’ลอบนำเข้าจากศรีลังกา ลั่นใครเอี่ยวเชือดหมด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783724

‘ธรรมนัส’แย้มผลสอบ‘โคบาลใต้’ลอบนำเข้าจากศรีลังกา ลั่นใครเอี่ยวเชือดหมด

‘ธรรมนัส’แย้มผลสอบ‘โคบาลใต้’ลอบนำเข้าจากศรีลังกา ลั่นใครเอี่ยวเชือดหมด

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.24 น.

‘ธรรมนัส’แย้มผลสอบ‘โคบาลใต้’ลอบนำเข้าจากศรีลังกา ลั่นใครเอี่ยวเชือดหมด

29 มกราคม 2567 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า การตรวจสอบการทุจริตการจัดซื้อโคในโครงการโคบาลใต้ ล่าสุดตนได้สั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อเอาผิดขบวนการที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เพราะถือว่าสร้างความเสียหายกับเกษตรกร โดยที่ผ่านมาตนต่อต้านการเลี้ยงโคมาโดยตลอด เพราะโคในประเทศล้นตลาด การที่นำโคจากต่างประเทศลักลอบเข้ามาจากต่างประเทศ ให้เกษตรกรที่พื้นที่ภาคใต้เลี้ยง เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง โดยได้มอบหมายให้นายไชยา พรหมมา รมช.เกษตรฯ พื้นที่ภาคใต้ตรวจสอบ

“เท่าที่ตรวจสอบและมีรายงานเบื้องต้นเป็นโคที่มาจากประเทศศรีลังกา ผ่านพม่า ใครเกี่ยวข้องโดนหมด ตอนนี้กระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม ทำงานร่วมกัน และจะสรุปเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้องในเร็วๆนี้ด้วย” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

ชาวนา4ภาคประกาศตั้งสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย เตรียมเคลื่อนไหวรื้อโครงสร้างราคาข้าว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/783716

ชาวนา4ภาคประกาศตั้งสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย เตรียมเคลื่อนไหวรื้อโครงสร้างราคาข้าว

ชาวนา4ภาคประกาศตั้งสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย เตรียมเคลื่อนไหวรื้อโครงสร้างราคาข้าว

วันจันทร์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2567, 16.11 น.

ชาวนา 4 ภาคประกาศตั้งสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย เตรียมเคลื่อนไหวรื้อโครงสร้างราคาข้าวดึงส่วนต่างกำไรข้าวในประเทศกำหนดราคาซื้อข้าวเปลือก

นายศุภผล ผลพูนศิริ แกนนำกลุ่มเกษตรกรตำบลศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27-28 มกราคม ที่ผ่านมา แกนนำกลุ่มเกษตรกร 4 ภาค พร้อมสมาชิกได้จัดประชุมเสวนาในพื้นที่ ต.บ้านมะขามล้ม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี พร้อมประกาศจัดตั้ง สมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย (สชท.) โดยมีตนเป็นประธาน วัตถุประสงค์เพื่อร่วมกันผลักดันให้รัฐบาล
และกระทรวงพาณิชย์ กำหนดราคาข้าวเปลือกด้วยความเป็นธรรม เพื่อร่วมกันแสวงหาปัจจัยการผลิตอันประกอบด้วยเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย เครื่องจักรและอุปกรณ์ เงินทุน ฯลฯ ที่มีราคาเป็นธรรม  เพื่อร่วมกันประสานงานส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในการแสวงหา และพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร ระบบชลประทานเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสมบรูณ์ในการทำนา

“ประเทศไทยมีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว 4.68 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 17 ล้านคน เนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปีและนาปรัง เฉลี่ยปีละ 70-71 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 47% ของพื้นที่เกษตรทั้งประเทศ 149 ล้านไร่ มีผลผลิตข้าวเปลือก 30-34ล้านตันข้าวเปลือกต่อปี คิดเป็นผลผลิตข้าวสาร 15-17ล้านตัน ใช้บริโภคในประเทศ 10-12ล้านตัน ส่งออก 5-7 ล้านตัน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ใช้กฎหมายและระเบียบ กำหนดราคาข้าวสารส่งออก เป็นฐานในการคำนวณราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาขายให้โรงสี ซึ่งเป็นกลไกที่บิดเบือนไม่เป็นธรรม เพราะโดยความเป็นจริงราคาข้าวสารที่บริโภคภายในประเทศมีราคาสูงกว่าราคาส่งออกมากถึง100% และมีสัดส่วนสูงถึง60-65%ของปริมาณข้าวสารทั้งหมด เป็นเหตุผลที่ทำให้พ่อค้าข้าว มีกำไรจากการขายข้าวในประเทศมากกว่าแสนล้านบาท/ปี ซึ่งตัวเลขตรงนี้กระทรวงพาณิชย์จะต้องใช้เป็นข้อมูลสำคัญ กำหนดราคาข้าวเปลือกด้วยความเป็นธรรม โดยการนำกำไรส่วนต่างราคาข้าวสารที่บริโภคภายในประเทศมาร่วมคำนวณกับราคาข้าวสารส่งออก เพื่อเอารายได้ที่แท้จริงมากำหนดราคารับซื้อข้าวเปลือกของชาวนา” ประธาน สชท.กล่าว

นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม กล่าวในฐานะประธานที่ปรึกษา สชท.ว่า ข้อเรียกร้องของ สชท.คือ จะต้องจัดระเบียบโรงสีขึ้นทะเบียนโรงสีในระบบออนไลน์เพื่อเปิดเผยข้อมูลการซื้อขายข้าวให้เป็นไปอย่างโปร่งใส และต้องปรับโครงสร้างราคาซื้อขายข้าวเปลือกจากเดิมอ้างอิงราคาส่งออก เป็นราคาขายข้าวสารจริง  โดยให้นำรายได้ส่วนต่าง 60 % มาคำนวณเป็นราคารับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร ดังนั้นบทบาทของ สชท.จากนี้เป็นต้นไปคือนำข้อเรียกร้องนี้ไปทำความเข้าใจและรวบรวมสร้างเครือข่ายสมาชิกและเมื่อถึงเวลาพวกเราจะไปยื่นข้อเรียกร้องกับกระทรวงพาณิชย์

นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ซึ่งได้รับเชิญร่วมเสวนาครั้งนี้ กล่าวว่า ในอดีตชาวนามีอำนาจต่อรองมากจนเมื่อมีนโยบายประชานิยมจึงทำให้ ชาวนาอ่อนแอลง ชาวนาเป็นกลุ่มอาชีพที่มีสมาชิกมากที่สุดในประเทศแต่กลับไม่มี ส.ส.ที่มาจากชาวนา สิ่งเดียวที่จะทำให้เข้มแข็งคือการรวมกลุ่มกัน ความมั่นคงของชาวนาต้องผูกพันกับการเมือง แต่สิ่งที่ต้องยอมรับคือ บริบทการเมืองวันนี้ยังอยู่ในจุดอันตราย รัฐบาลก็มุ่งแต่นโยบายเงินดิจิตอล นโยบายเปลี่ยน สปก.เป็นโฉนด ขณะที่ฝ่ายค้านก็มุ่งแต่นโยบายแก้ ม.112 ระบอบประชาธิปไตยยังไม่สามารถเฟ้นชาวนาชาวไร่เข้าไปทำหน้าที่ ซึ่งอนาคตไม่รู้เป็นอย่างไรแต่ตนฝันเห็นการเปลี่ยนแปลงที่สามารถตอบโจทย์วิถีสังคมไทย

“ถึงเวลาพี่น้องชาวนารวมตัวกันเพื่อต่อรองกับฝ่ายการเมืองทำไม ชาวนาเจอแต่นโยบายจำนำข้าวกับประกันรายได้ แต่เป็นคือความยั่งยืนของชาวนาหรือไม่ เพราะชีวิตชาวนายังเหมือนเดิมถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนและนักการเมืองมาตลอด การรวมตัวเป็นสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย ถือเป็นจุดเริ่มต้น ซึ่งในอนาคตอาจจะได้ทำงานร่วมกัน” นพ.วรงค์ระบุ

ทั้งนี้ รายชื่อคณะกรรมการ สชท.ประกอบด้วย

1.นายศุภผล ผลพูนศิริ (ประธานสมาพันธ์ชาวนาแห่งประเทศไทย) กลุ่มเกษตรกรตำบลศรีฐาน อ.ภูกระดึง จ.เลย

2.นายสมศักดิ์ ตำหนิงาม (รองประธาน)กลุ่มชาวนาบ้านหนองไร่ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี

3.นายพรรษา อ่อนหวาน (รองประธาน)วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวปลอดภัยบ้านดอนดู่ ต.กุดตาไก้ อ.ปลาปาก จ.นครพนม

4.นายธนัฐ จันทร์มาลา (เลขานุการ)กลุ่มเกษตรกรบ้านขุนภูมิ ต.เดื่อศรีคันไชย อ.วานรนิวาส จ.สกลนคร

5.นายสกล มาเนียม (กรรมการ)กลุ่มผลิตข้าวและค้าข้าวบ้านหนองหัวลิง อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร

6.นางธัญญ์รัศม์ นิ่มอนงค์ (กรรมการ)กลุ่มชาวนานักวิจัยบ้านมะขามล้ม  อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี

7.นายสมจิตร ดวงเพ็ชรแสง (กรรมการ)กลุ่มเกษตรกรทำนาตำบลบ้านฝาง อ.สระใคร จ.หนองคาย

8.นายเกษม รอดไธสง (กรรมการ)กลุ่มเกษตรกรบ้านหนองลุมปุ๊ก ต.โนนตูม อ.ชุมพวง จ.นครราชสีมา

9.นายประพัฒน์ ปรีการ (กรรมการ)กลุ่มเกษตรกรบ้านใหม่คำ ต.ห้วยโพธิ์ อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

10.นางสาวนรากร อ่อนละมุล (กรรมการ).กลุ่มเกษตรกรบ้านคำสร้างบ่อ ต.กระจาย อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ขณะที่ 

11.นางสาวเปมิกา หงส์อาจ (กรรมการ) กลุ่มชาวนาบ้านจตุรพักตรพิมาน อ.จตุรพักตรพิมาน จ.ร้อยเอ็ด 

นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เป็นประธานที่ปรึกษา นายทศพล พรหมเกตุ เป็นที่ปรึกษาด้านวิชาการ