ใช้กฎกระทรวงฯค่าใช้น้ำ สทนช.ยันไม่กระทบเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786767

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล เลขาธิการสำนักทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบกฎกระทรวงภายใต้พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 รวม 5 ฉบับ และได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา

สำหรับสาระสำคัญของกฎกระทรวงทั้ง 5 ฉบับดังกล่าว ได้กำหนดลักษณะการใช้น้ำไว้ 3 ประเภทคือการใช้น้ำประเภทที่หนึ่ง เป็นการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการดำรงชีพ การอุปโภค-บริโภคในครัวเรือน การเกษตรหรือการเลี้ยงสัตว์ การอุตสาหกรรมในครัวเรือน การใช้น้ำประเภทที่สอง เป็นการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อการอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การผลิตพลังงานไฟฟ้า การประปาและกิจการอื่น และการใช้น้ำประเภทที่สาม เป็นการใช้ทรัพยากรน้ำสาธารณะเพื่อกิจการขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำปริมาณมาก หรืออาจก่อให้เกิดผลกระทบข้ามลุ่มน้ำ หรือครอบคลุมพื้นที่อย่างกว้างขวาง

ทั้งนี้ การใช้น้ำประเภทที่หนึ่ง ซึ่งเป็นการใช้น้ำของคนส่วนใหญ่ในประเทศ ไม่ต้องขอรับใบอนุญาตและไม่ต้องชำระค่าใช้น้ำ แต่ผู้ใช้น้ำจะต้องให้ข้อมูลแก่หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อจะได้รวบรวมจัดส่งให้ สทนช.นำไปวิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำในภาพรวม เพื่อการวางแผนบริหารจัดการน้ำด้านอุปทานให้สอดคล้องกับอุปสงค์ต่อไป ดังนั้นเกษตรกรที่ปลูกพืชต่างๆ หรือแม้กระทั่งการทำนาปลูกข้าว การเลี้ยงสัตว์เพื่อยังชีพ จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากกฎกระทรวงดังกล่าว ยกเว้นการใช้น้ำบาดาลตามกฎหมายว่าด้วยน้ำบาดาล ยังคงต้องยื่นคำขอรับใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล และบางกิจการที่ใช้น้ำบาดาลอาจต้องชำระค่าใช้น้ำบาดาล ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่ต้องชำระอยู่แล้ว

ส่วนการใช้น้ำประเภทที่สอง และประเภทที่สาม ต้องยืนคำขอรับใบอนุญาตพร้อม “แผนบริหารจัดการน้ำ” ต่ออธิบดีกรมชลประทาน อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ หรืออธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล แล้วแต่กรณีว่าทรัพยากรน้ำที่ใช้นั้น หน่วยงานไหนรับผิดชอบในทุกๆ 5 ปี อย่างไรก็ดี ได้ยกเว้นค่าใช้น้ำในบางกิจการเช่นกัน ดังนั้นประปาหมู่บ้านที่ให้บริการประชาชนที่อยู่ในต่างจังหวัดหรือประปาภูเขาที่ให้บริการประชาชนในพื้นที่สูง ที่ผลิตน้ำประปาให้บริการโดยไม่ได้แสวงหากำไร ก็ไม่ได้รับผลกระทบ เพราะได้รับยกเว้นไม่ต้องจ่ายค่าใช้น้ำ

สำหรับอัตราค่าใช้น้ำในเขตชลประทาน เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการชลประทานซึ่งกำหนดค่าชลประทานในอัตรา 50 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทาน เป็นไปตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าใช้น้ำประเภทที่สองและประเภทที่สาม ที่ไม่ใช่น้ำจากทางน้ำชลประทานและไม่ใช่น้ำบาดาลหมายว่าด้วยการชลประทาน พ.ศ. 2567 ซึ่งกำหนดไว้ในอัตรา 0.373 สตางค์ต่อ ลบ.ม.

‘ไชยา’เปิดประชุม สมาคมผู้เลี้ยงสุกร มุ่งลดต้นทุนผลิต แก้ปัญหาเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786768

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายไชยา พรหมา รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดประชุมเสวนาซึ่งจัดโดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชมรมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และชมรมผู้เลี้ยงสุกรรายย่อยไทยที่โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น อ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังปัญหาและให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร พร้อมรับปัญหาไปแก้ไขให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงร่วมบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ “ทุกข์ของเกษตรกร คือทุกข์ของแผ่นดิน”

นายไชยากล่าวว่า ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ จัดทำมาตรการดูแลเกษตรกรให้สามารถดำรงชีพและยืนหยัดอยู่ได้ด้วยการเลี้ยงหมู รวมถึงเตรียมแผนระยะสั้น-กลาง-ยาว โดยสนับสนุนปัจจัยการผลิต (ถั่วเหลือง ข้าวโพด) ให้เกษตรกรจัดสรรพื้นที่เพาะปลูก เพื่อลดต้นทุนหัวอาหารสัตว์ในเบื้องต้น และหาทางออกร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ในการดูแลราคารับซื้อลูกสุกรมาทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อลดปัญหาลูกสุกรล้นตลาด รวมถึงขอให้กรมส่งเสริมการเกษตร และกรมวิชาการเกษตร ใช้งานวิจัยช่วยเพิ่มปัจจัยการผลิตหัวอาหารสัตว์ (ถั่วเหลืองข้าวโพด และพืชทดแทนอื่นๆ) ต่อไร่ให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดต้นทุน และลดการนำเข้าจากต่างประเทศ ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ กำลังพิจารณาการจัดหาผลิตภัณฑ์เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้ยืนได้ด้วยตนเอง ขอให้กำลังใจพี่น้องเกษตรกร และให้ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะนำปัญหาไปแก้ไขให้พี่น้องเกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

กรมชลฯกำชับให้เพาะปลูก ทำตามแผนลดเสี่ยงขาดน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786765

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุริยพล นุชอนงค์ รองอธิบดีกรมชลประทานรักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงสถานการณ์น้ำปัจจุบัน ว่าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 59,964 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 79 ของความจุอ่างฯรวมกัน เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 17,790 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 72 ของความจุอ่างฯรวมกัน

กรมชลประทาน ได้วางแผนจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2566/67 ตามปริมาณน้ำต้นทุนที่มี ด้วยการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภค-บริโภคเป็นหลัก รักษาระบบนิเวศ การเกษตร อุตสาหกรรม และสำรองไว้ใช้ในต้นฤดูฝนหน้าตามลำดับ จนถึงขณะนี้มีการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งทั้งประเทศไปแล้วกว่า 5,472 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 26 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 1,418 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 24 ของแผนฯ ปัจจุบันทั้งประเทศมีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 3.56 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 61 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มเจ้าพระยา มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 2.67 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 88 ของแผนฯ ภาพรวมการบริหารจัดการน้ำ ยังคงเป็นไปตามแผนที่วางไว้

มกอช.รับโล่ขอบคุณจัดประชุมCodex

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786764

วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ได้รับเกียรติขึ้นรับโล่ขอบคุณจาก Codex ในการมีส่วนร่วมในการเป็นเลขานุการเจ้าภาพ (host secretariat) ของการประชุม Ad hoc Codex Intergovernmental Task Force on the Processing and Handling of Quick Frozen Foods (TFPHQFF) เมื่อปี 2551 ซึ่ง ศ.นพ.ไกรสิทธิ์ตันติศิรินทร์ ทำหน้าที่เป็นประธาน และ มกอช. ทำหน้าที่จัดทำยกร่างมาตรฐานร่วมกับสหรัฐอเมริกา และเป็นฝ่ายเลขานุการของการประชุม TFPHQFF ทั้งนี้ พิธีมอบโล่ดังกล่าวจัดขึ้นในงานเฉลิมฉลองการครบรอบ 60 ปี ของโคเด็กซ์ ในช่วงของการประชุมคณะกรรมาธิการโคเด็กซ์ (Codex Alimentarius Commission) ครั้งที่ 46 ที่ประเทศอิตาลี

นายพิศาล กล่าวว่า โคเด็กซ์ (Codex Alimentarius ; Codex) เป็นองค์กรที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง FAOและ WHO เพื่อกำหนดมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภคและส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรมทางการค้าอาหารระหว่างประเทศ โคเด็กซ์เริ่มประชุมครั้งแรกในปี 2506 ประเทศไทยได้ร่วมเป็นสมาชิกตั้งแต่เริ่มต้น โดย มกอช.ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานโคเด็กซ์ของประเทศไทย และที่ผ่านมาได้มีส่วนร่วมกับงานโคเด็กซ์ในหลายรูปแบบ ทั้งการเป็นเลขานุการเจ้าภาพของการประชุม TFPHQFF ซึ่งมีผลสำเร็จที่ทำให้มีมาตรฐานหลักปฏิบัติสำหรับการแปรรูปและการปฏิบัติต่ออาหารแช่เยือกแข็ง (Code of Practice for the Processing and Handling of Quick Frozen Foods; CXC 8-1976, rev. 2008) และร่วมเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมคณะกรรมการโคเด็กซ์หลายสาขา นอกจากนี้ยังมีส่วนร่วมในการกำหนดมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ โดยมีมาตรฐานที่ประเทศไทยยกร่างและผลักดันจากข้อมูลและมาตรฐานของประเทศ เช่น มาตรฐานเงาะ (CXS 246-2005) มาตรฐานทุเรียน (CXS 317-2014) มาตรฐานน้ำปลา (CXS 302-2011)

‘อนุชา’เดินหน้าคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786536

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเปิดโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ในพระราชานุเคราะห์ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ไตรมาสที่ 1 ประจำปีงบประมาณ 2567 ที่โรงเรียนบ้านเสด็จพิทยาคม ต.บ้านเสด็จ อ.เคียนซา จ.สุราษฎร์ธานี ว่าได้ดำเนินโครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการบริการทางการเกษตร ได้รับการแก้ปัญหาด้านการเกษตรอย่างครบวงจร สอดคล้องกับความต้องการของเกษตรกร ซึ่งบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานวิชาการ หน่วยงานส่งเสริม ร่วมพัฒนาฟื้นฟูเกษตรกรให้สามารถทำการผลิตทางการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยเป็นการปฏิบัติงานเชิงรุกที่ทำให้เกษตรกรในพื้นที่เป้าหมายที่มีปัญหาได้รับบริการทางการเกษตร เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2545 ที่ ต.บ้านหลวง อ.ดอนพุด จ.สระบุรี จนถึงปัจจุบันกว่า 22 ปีแล้ว

นายอนุชากล่าวต่อว่า ภารกิจที่สำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ได้นำผลการวิจัยที่มีประโยชน์ถ่ายทอดความรู้สู่เกษตรกรให้สามารถพัฒนาการผลิต และแก้ปัญหาการผลิตสินค้าเกษตรให้มีประสิทธิภาพ และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ซึ่งการจัดตั้งคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ฯ เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถทำให้การบริการทางวิชาการและการถ่ายทอดเทคโนโลยีทางการเกษตร บรรลุผลสำเร็จ

สำหรับกิจกรรมภายในงาน ได้แก่ การฝึกอบรมอาชีพด้านการเกษตร เปิดให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ อาทิ คลินิกดิน คลินิกพืช คลินิกข้าว คลินิกปศุสัตว์ คลินิกประมง ฯลฯ โดยมีหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงพลังงาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ ส่วนราชการในท้องถิ่น 52 บูธ เกษตรกร/องค์กรเกษตรกร 25 บูธ ผู้รับบริการกว่า 600 ราย

รมว.เกษตรฯลงพื้นที่ แก้ปัญหาแม่ฮ่องสอน ลุยฟื้นฟูชีวิตชาวบ้าน เร่งจัดการที่ดินทำกิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786532

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการ จ.แม่ฮ่องสอน ติดตามงานนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ รวมทั้งรับฟังปัญหา อุปสรรค และแนวทางแก้ไขเพื่อพัฒนาด้านการเกษตร ที่ท่าอากาศยานแม่ฮ่องสอน ตลอดจนมอบ สปก. 4-01 ให้กับเกษตรกร อ.ปางมะผ้า 13 ราย และรับฟังปัญหา ที่สนามกีฬา จ.แม่ฮ่องสอน

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า จ.แม่ฮ่องสอน พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าตามกฎหมาย ถึงร้อยละ 84 ซึ่งที่ตั้งชุมชนและพื้นที่สาธารณะ พื้นที่สำหรับจัดทำโครงสร้างพื้นฐาน ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่า ทำให้ติดขัดไม่สามารถจัดทำโครงการพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ โดยเฉพาะปัญหาหลักของเกษตรกรคือการไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง เพราะส่วนใหญ่พื้นที่ทำกินและที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ป่าและเขตอุทยาน นายกรัฐมนตรี จึงมีความห่วงใยพี่น้องเกษตรกร และมอบหมายให้ตนเร่งแก้ปัญหาในเรื่องนี้ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้มีความกินดีอยู่ดี โดยประสานกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอให้เร่งรัดให้มีการออกหนังสืออนุญาตการใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตป่าสงวนอย่างถูกต้อง โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรฯ ได้เดินหน้าเปลี่ยนเอกสารสิทธิ ส.ป.ก.4-01 ให้เป็นโฉนดเพื่อการเกษตร เป็นการช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสามารถพัฒนาการเกษตรของตนได้อย่างเต็มศักยภาพ

‘ธรรมนัส’ชูก้าวใหม่เกษตรกร คาดGDPเกษตรขยายตัว0.7-1.7%

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786537

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดการสัมมนาใหญ่ประจำปี แถลงตัวเลข GDPภาคเกษตรไทย ปี 2566 และแนวโน้มปี 2567 ในคอนเซ็ปต์ “Grow Strong Beyond the Future : เสริมแกร่งเกษตรไทย สู่ก้าวใหม่ที่มั่นคง” พร้อมปาฐกถาพิเศษ “ก้าวใหม่เกษตรไทย สู่รายได้ที่มั่นคง” โดยมี นายประยูร อินสกุลปลัดกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ที่สโมสรทหารบก กทม.

ร.อ.ธรรมนัสกล่าวว่า ปัจจุบันมีเนื้อที่ทางการเกษตรอยู่ที่ 149.75 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 46.7 ของเนื้อที่ทั้งประเทศ มีครัวเรือนเกษตร 7.8 ล้านครัวเรือน และแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตรสูงถึงร้อยละ 51 ของแรงงานทั้งประเทศ และในช่วงปี 2565-2566 หลายประเทศมีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานของโลก แต่ประเทศไทยยังคงสามารถผลิตสินค้าเกษตรและอาหารที่สำคัญได้เพียงพอต่อความต้องการ และมีศักยภาพในการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1.50 ล้านล้านบาทต่อปี จึงถือว่าภาคเกษตรเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ

ที่ผ่านมา การดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯ มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตร และทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงพัฒนาและแก้ปัญหาในหลายด้าน โดยใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) สำหรับแนวทางการขับเคลื่อนการเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคเกษตรสู่รายได้ที่มั่นคง เน้นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ในการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานสินค้าเกษตร เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีแก่เกษตรกร ภายใต้นโยบาย “ตลาดนำนวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยจะเร่งขับเคลื่อนงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม สินค้าเกษตรมูลค่าสูง ทรัพยากรเกษตรยั่งยืน และภาคเกษตรไทยคือผู้นำด้านการผลิตและการส่งออกสินค้าเกษตรในตลาดโลก

สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วงร้อยละ 0.7–1.7 จากปัจจัยสนับสนุน ทั้งการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ความต้องการสินค้าเกษตรในตลาดโลกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิดยังอยู่ในเกณฑ์ดีและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่คาดว่าจะขยายตัว โดย สาขาพืช ปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 0.6-1.6 สาขาปศุสัตว์ ขยายตัว 1.7-2.7 สาขาประมง ขยายตัวร้อยละ 0.5-1.5 สาขาบริการทางการเกษตร ขยายตัวร้อยละ 0.3-1.3 และสาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 2.4-3.4

รมช.เกษตรฯแก้ปัญหา ชุมชนสะพานปลาพื้นที่ชุมพร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786534

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายอนุชา นาคาศัย รมช.เกษตรและสหกรณ์ หารือแนวทางแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านชุมชนสะพานปลา จ.ชุมพร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการจัดสรรที่ดินสาธารณะ และมีการเก็บค่าเช่าและสัญญาจากองค์การสะพานปลา โดยมีผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายอนุชากล่าวว่า กรณีชาวบ้านชุมชนสะพานปลา จ.ชุมพรยื่นหนังสือร้องเรียนว่าได้รับผลกระทบจากการเก็บค่าเช่าและสัญญาที่ไม่เป็นธรรมจากองค์การสะพานปลา ทำให้ผู้ประกอบการบางรายต้องปิดกิจการนั้น ได้หารือผู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อเร่งแก้ปัญหา โดยสรุปแนวทางแก้ไข ดังนี้ 1.สำหรับพื้นที่ของท่าเทียบเรือประมงชุมพรดังกล่าว เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ที่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ให้พี่น้องประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งจังหวัดได้มอบให้องค์การสะพานปลารับผิดชอบ จึงยุติการเก็บค่าเช่าอาคารพาณิชย์ ค่าเช่าที่ดินต่างๆ ทั้งหมดและผู้เช่ารายใดที่มีการบอกเลิกสัญญา และมีการทำหนังสือรับสภาพหนี้เพื่อผ่อนชำระหนี้จะดำเนินการยุติหนี้ทันที

2.องค์การสะพานปลา จะเร่งรัดดำเนินการส่งคืนพื้นที่อาคารพาณิชย์และที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้างต่างๆ บริเวณท่าเทียบเรือประมงชุมพร และส่งมอบให้กับกรมธนารักษ์ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นที่ราชพัสดุ จากพื้นที่เดิม 140 ไร่ เหลือเพียงใช้ประโยชน์ตามภารกิจประมาณ 30 ไร่ สำหรับดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับท่าเทียบเรือประมงตาม พ.ร.บ.จัดระเบียบกิจการแพปลา พ.ศ. 2496 ประกอบด้วย โรงคลุมขนถ่ายสัตว์น้ำ (พื้นที่ริมแม่น้ำทั้งหมด) อาคารสำนักงานบ่อบำบัดน้ำเสียและบ้านพักพนักงาน โดยองค์การสะพานปลาจะจัดเก็บค่าธรรมเนียมสัตว์น้ำและอื่นๆ ตามประกาศขององค์การสะพานปลา ต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : พาณิชย์ขอนแก่น ฝึกอบรมการออกแบบและนวัตกรรม ยกระดับมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ BCG ภาคอีสาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786533

สกู๊ปพิเศษ : พาณิชย์ขอนแก่น ฝึกอบรมการออกแบบและนวัตกรรม  ยกระดับมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ BCG ภาคอีสาน

สกู๊ปพิเศษ : พาณิชย์ขอนแก่น ฝึกอบรมการออกแบบและนวัตกรรม ยกระดับมูลค่าสินค้าผลิตภัณฑ์ BCG ภาคอีสาน

วันจันทร์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ที่โรงแรมบายาสิตา มหาวิทยาลัยขอนแก่น สำนักงานพาณิชย์จังหวัดขอนแก่น ได้จัดกิจกรรมการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าผลิตภัณฑ์นวัตกรรม BCG ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือรุ่นที่ 1 ภายใต้แนวคิด E-SAN BCG Potential development of substitute products โดยมีนายศารุมภ์ โหม่งสูงเนิน พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น เป็นประธาน ภายในงานมีผู้เข้าอบรมกว่า 120 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลางและตอนบน ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์เลย หนองบัวลำภู อุดรธานี หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม และจังหวัดมุกดาหาร เข้าร่วมอบรม แลกเปลี่ยนความรู้ และรับฟังการถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญ ตลอดระยะเวลา 3 วัน ระหว่างวันที่ 5 – 7 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา

นายศารุมภ์ โหม่งสูงเนิน พาณิชย์จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า กิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการการออกแบบและนวัตกรรมเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มสำหรับสินค้าผลิตภัณฑ์นวัตกรรม BCG ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รุ่นที่ 1 เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับผู้ประกอบการในจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะยกระดับขีดความสามารถของตนเองให้มีการพัฒนาศักยภาพของผลิตภัณฑ์สินค้านวัตกรรม BCG ให้มีความสามารถในการแข่งขันในระดับสากล โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีสินค้านวัตกรรม BCG ในชุมชนหรือท้องถิ่นที่มีความโดดเด่นเป็นจำนวนมาก ด้วยจุดแข็งในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ วัฒนธรรม ความพร้อมของแรงงาน และพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจะช่วยให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมมากขึ้น อีกทั้งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ดังนั้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงมีความสำคัญในฐานะที่มีความหลากหลายของทรัพยากร จนเกิดเป็นสินค้านวัตกรรม BCG ที่มีทั้งสินค้าประเภทผ้าทอสินค้าเกษตร สินค้า เกษตรอินทรีย์ หรือสินค้าแปรรูปต่างๆ ที่มีการดึงเอาอัตลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นจุดขาย ซึ่งลอกเลียนแบบได้ยากการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จึงมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม BCG ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงเพื่อที่จะช่วยยกระดับรายได้ให้เพิ่มขึ้นและกระจายความมั่งคั่งไปสู่ชุมชนท้องถิ่นผ่านพัฒนาศักยภาพทางการค้าของผู้ประกอบการสินค้า นวัตกรรม BGC และให้สามารถขยายขีดความสามารถในการแข่งขันบนตลาดการค้าทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งผลักดันให้ผู้ประกอบการมีรายได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

สมใจ นามสุดตา

สระแก้ว ซ้อมดับเพลิงอพยพ เสมือนจริง เตรียมพร้อมรับมือหากมีเหตุช่วงตรุษจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/786056

วันศุกร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลากลางจังหวัดสระแก้ว ภายในศูนย์ราชการจังหวัดสระแก้ว ต.ท่าเกษม อ.เมือง จ.สระแก้ว นายเชาวเนตร ยิ้มประเสริฐ รอง ผวจ.สระแก้ว เป็นประธานเปิดการฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ และฝึกซ้อมดับเพลิง หากเกิดเหตุไฟไหม้ภายในศาลากลางจังหวัดสระแก้วโดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงานและเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานที่อยู่ในศาลากลางจังหวัดสระแก้ว ร่วมการฝึกซ้อมแผนดับเพลิง และฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ ตามโครงการสร้างความปลอดภัย ประจำปี พ.ศ.2567 โดยมีการให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการป้องกันและระงับอัคคีภัย ทฤษฎี พื้นฐาน การเกิดไฟ ประเภทของไฟ การป้องกันแหล่งกำเนิดไฟ ระบบการป้องกันและระงับอัคคีภัย วิธีการดับเพลิงและการใช้อุปกรณ์ดับเพลิง ตามแผนการป้องกันและระงับอัคคีภัยในสถานที่ราชการ ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้มีการฝึกซ้อมอพยพหนีไฟ โดยมีการจำลองเหตุการณ์เสมือนจริงในสถานที่จริงของหน่วยราชการภายในอาคารศูนย์ราชการจังหวัดสระแก้ว และการซักซ้อมการอพยพ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความตระหนักรู้ถึงความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานและป้องกันแหล่งกำเนิดไฟ การติดไฟ วิธีดับไฟ รวมถึงการฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับวิธีการดับเพลิงประเภทต่างๆ เพื่อให้สอดคล้องตามแนวทาง ดังกล่าว อีกทั้งเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีนซึ่งมีความเสี่ยงในการเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้ โดยมีป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดสระแก้ว (ปภ.) ร่วมกับวิทยากรครูฝึกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาร่วมเป็นวิทยากรในการซ้อมแผนครั้งนี้และยังมีบริษัท เจริญวิวัฒน์การค้า นำทีมโดยคุณกรณ์ ธนาอัครชล ได้นำแคปซูลดับเพลิง ซึ่งเป็นนวัตกรรมตัวใหม่ นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น พร้อมทั้งร่วมสาธิตถึงประสิทธิภาพ ของผลิตภัณฑ์ ให้ชมในครั้งนี้ ด้วย