‘สไกร’ สร้างความเข้าใจทำงานปี 66 ย้ำต้องโปร่งใส-แก้ไขปัญหาเกษตรกรทันที

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/708475

'สไกร' สร้างความเข้าใจทำงานปี 66 ย้ำต้องโปร่งใส-แก้ไขปัญหาเกษตรกรทันที

‘สไกร’ สร้างความเข้าใจทำงานปี 66 ย้ำต้องโปร่งใส-แก้ไขปัญหาเกษตรกรทันที

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 18.11 น.

เลขาธิการ สไกร เปิดเวทีอบรมติวเข้มหัวหน้าสาขา สร้างความเข้าใจการทำงานปี 66 คึกคัก ย้ำให้ทุกคนทำงานด้วยความโปร่งใส รวดเร็ว ความเดือดร้อนของเกษตรกรต้องได้รับการแก้ไขทันที

วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2666 ที่โรงแรมอีโค่ โคซี่ บีชฟร้อนท์ รีสอร์ท เพชรบุรี นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงาน กฟก. เป็นประธานเปิดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการเสริมสร้างความเข้าใจในการปฏิบัติงานภายใต้ระเบียบและแนวทางปฏิบัติที่ปรับปรุงเพิ่มเติม โดยมี รองเลขาธิการ ผู้อำนวยการ รองผู้อำนวยการ หัวหน้าส่วนทุกส่วน หัวหน้าสำนักงานสาขาทุกจังหวัด เข้าร่วมอบรมในครั้งนี้กว่า 100 คน

นายสไกร พิมพ์บึง เลขาธิการสำนักงาน กฟก. ได้มอบนโยบาย 5 ด้าน ต่อหัวหน้าสำนักงาน ว่า “ภายใต้ภารกิจตามกฎหมายของกองทุนฟื้นฟูฯ นั้น มีหน้าที่สำคัญในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรกว่า 5 ล้านคน ภารกิจที่จำเป็นเร่งด่วนทั้งในขณะนี้และเป็นแผนการทำงานในปี 67 คือ 1. เรื่องการสะสางฐานข้อมูลด้านทะเบียนองค์กรและทะเบียนหนี้ให้มีความเป็นปัจจุบันและถูกต้อง ทันสมัย เพราะจะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น 2. คณะอนุกรรมการระดับจังหวัด ให้ทุกสาขาจังหวัดเร่งประมวลและรวบรวมกลุ่มไลน์อนุกรรมการจังหวัดแต่ละจังหวัด เพื่อให้เกิดการสื่อสารที่รวดเร็วและทั่วถึง อำนวยความสะดวกให้การทำงานในพื้นที่มีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น 3. การดำเนินงานในระดับพื้นที่ ได้มีการแบ่งเขตบูรณาการกลุ่ม เพื่อขับเคลื่อนงานที่ติดค้าง มีปัญหาให้ได้รับการแก้ไข มีสำนักกิจการสาขาจังหวัด และสำนักงานใหญ่ทุกส่วนงาน เป็นหน่วยประสานงานและให้ความช่วยเหลือ อำนวยความสะดวกในทุกด้าน 4. บทบาทหน้าที่ของกฎหมาย ได้มอบนโยบายกับสำนักกฎหมาย ให้มีโครงการนิติกร ซึ่งเป็นกระบวนการบริหารทางหลักนิติศาสตร์ นำมาช่วยเหลือเกษตรกรที่มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมาย 5. งานด้านการตรวจสอบ เป็นการตรวจสอบเพื่อป้องกัน แนะนำ นิเทศน์ให้ผู้ปฏิบัติงานได้รับทราบและแก้ไขปรับปรุงให้ถูกต้อง เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศที่เกี่ยวข้อง

หลังจากนั้นรองเลขาธิการสำนักงาน กฟก. นายสมยศ ภิราญคำ และผู้อำนวยการสำนักบริหาร ได้ชี้แจงเรื่องการดำเนินงานตามแผนงานประจำปี 2566 และการดำเนินงานภายใต้ตัวชี้วัดผล 5 ด้านของ กฟก. ที่ประเมินโดย Tris ปิดท้ายเนื้อหาการอบรมด้วยผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบ ในประเด็นเรื่องมุมมองการดำเนินงานด้านการตรวจสอบภายในของสำนักงานสาขาจังหวัด โดยบรรยากาศในวันแรกเต็มไปด้วยความคึก.-008 

เปิดตัว’ปลาการ์ตูนโกลด์ครอสทันเดอร์’ เตรียมส่งกระตุ้นตลาดวงการปลาทะเลสวยงามไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/708300

เปิดตัว'ปลาการ์ตูนโกลด์ครอสทันเดอร์' เตรียมส่งกระตุ้นตลาดวงการปลาทะเลสวยงามไทย

เปิดตัว’ปลาการ์ตูนโกลด์ครอสทันเดอร์’ เตรียมส่งกระตุ้นตลาดวงการปลาทะเลสวยงามไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 10.31 น.

นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ อธิบดีกรมประมง  เปิดเผยว่าล่าสุดกรมประมงได้มีการเพาะพันธุ์”ปลาการ์ตูนโกลด์ครอสทันเดอร์” (Gold x thunder maroon) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Premnas biaculeatus  เป็นผลสำเร็จโดยกรมประมงใช้วิธีการปรับปรุงพันธุ์ตามหลักพันธุศาสตร์ปลาสวยงามด้วยการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง ปลาการ์ตูนทองโกลด์นักเก็ตกับปลาการ์ตูนแดงทันเดอร์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ไม่พบในธรรมชาติแต่เกิดขึ้นจากการปรับปรุงพันธุ์จากโรงเพาะฟัก โดยลูกพันธุ์ปลาที่ได้มีลักษณะลวดลายแปลกใหม่แตกต่างไปจากพ่อและแม่พันธุ์จึงเรียกลักษณะนี้ว่า “โกลด์ครอสทันเดอร์” โดยปลาสายพันธุ์นี้เป็นปลาที่ถูกพัฒนาสายพันธุ์เพื่อกระตุ้นศักยภาพการผลิตปลาสวยงามเท่านั้น กรมประมงไม่มีนโยบายปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติโดยเด็ดขาด
“ปลาการ์ตูนโกลด์ครอสทันเดอร์” นับเป็นปลาสวยงามอีกหนึ่งสายพันธุ์ที่ปรับปรุงพันธุ์ขึ้นมาจากโรงเพาะฟักสามารถเลี้ยงร่วมกับปลาทะเลสวยงามอื่น ๆ ในตู้ปลาได้ตามปกติ แต่ไม่ควรเลี้ยงร่วมกับปลาที่เป็นนักล่า และที่สำคัญปลาที่กรมประมงเพาะขยายพันธุ์ได้ทางนักวิชาการจะปรับพฤติกรรมการกินตั้งแต่ขั้นตอนอนุบาลให้สามารถกินอาหารเม็ดสำเร็จรูปได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้อาหารสดจึงสะดวกสำหรับผู้เลี้ยง”นายเฉลิมชัยกล่าว

ขณะที่นายสามารถ เดชสถิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาและอนุรักษ์พันธุ์ปู ป่าทุ่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดกระบี่ กล่าวว่า ได้ศึกษาวิจัยการเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนโกลด์ครอสทันเดอร์ ตั้งแต่ปี 2563 และในปีงบประมาณ 2565 โดยได้รับงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) เพื่อศึกษาวิจัยตามหลักพันธุศาสตร์จนประสบความสำเร็จ ซึ่งความท้าทายของการเพาะพันธุ์ปลาสายพันธุ์นี้ คือ จำเป็นต้องศึกษาจนทราบรูปแบบการถ่ายทอดลักษณะโกลด์นักเก็ต และลักษณะแดงทันเดอร์ เพื่อให้ได้มาซึ่งปลาสายพันธุ์แท้ หรืออย่างน้อยต้องทราบลักษณะทางพันธุกรรมของปลาแต่ละตัว หลังจากนั้นจึงนำปลาที่มีลักษณะทั้ง 2มาผสมกันเพื่อให้ลักษณะทั้งสองปรากฏอยู่ด้วยกันและถ่ายทอดให้มีการแสดงลักษณะใหม่ออกมา ซึ่งจากการวิจัยพบว่า ลักษณะโกลด์ครอสทันเดอร์ เกิดจากปฏิกิริยาร่วมแบบสะสมของยีนต่างตำแหน่งระหว่างยีนควบคุมลักษณะตัวสีทองจากปลาการ์ตูนทองโกลด์นักเก็ตกับยีนควบคุมลักษณะลายพื้นขาวจากปลาการ์ตูนแดงทันเดอร์ ซึ่งปลานี้ได้เกิดขึ้นจากการผสมข้ามระหว่างสายพันธุ์ให้เกิดลักษณะแปลกใหม่ ไม่ได้เป็นการดัดแปลงพันธุกรรมแต่อย่างใด สำหรับปลาการ์ตูนโกลด์ครอสทันเดอร์ ลักษณะเด่นจะอยู่ที่ลักษณะรูพรุนและความพลิ้วไหวของลายสีขาวบนพื้นลำตัวสีแดงซึ่งแตกต่างไปจากปลาการ์ตูนทั่วไปที่เคยมี โดยที่มาของชื่อเกิดจากการรวมชื่อของสายพันธุ์พ่อและแม่ปลา

Gold    = gold nugget maroon = ชื่อของปลาการ์ตูนแก้มหนามที่มีลักษณะลายตัวสีทอง

X    = cross = การผสมข้าม 

Thunder  = thunder maroon = ชื่อของปลาการ์ตูนแก้มหนามที่มีลักษณะลายพื้นขาว

สำหรับปลาสายพันธุ์ดังกล่าวมีชีววิทยาเหมือนปลาการ์ตูนแก้มหนามทั่วไป คือ ความยาวสูงสุดประมาณ 17 ซม. ปลาเพศผู้เจริญพันธุ์เมื่อมีอายุประมาณ 6 เดือน ในขณะที่เพศเมียเจริญพันธุ์เมื่อมีอายุประมาณ 18 เดือน โดยมีลักษณะเป็นปลากะเทย นั่นคือ ปลาเพศผู้สามารถเปลี่ยนเพศเป็นเพศเมียได้ แต่เพศเมียไม่สามารถเปลี่ยนเป็นเพศผู้ได้ อายุขัยเฉลี่ยทั่วไปประมาณ 15 ปี ปัจจุบันปลาดังกล่าวเริ่มได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการและอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ต้นทุนเพื่อขอเสนอจำหน่ายกับสำนักงานเงินทุนหมุมเวียนของกรมประมง และมีแผนถ่ายทอดเทคนิควิธีการเพาะเลี้ยงไปยังเกษตรกร เพื่อให้สามารถเพาะเลี้ยงและจำหน่ายสู่ตลาดปลาทะเลสวยงามของไทยให้เกิดความหลากหลายต่อไปในอนาคต ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งกระบี่ 141 ม.6 ต.ไสไทย อ.เมือง จ.กระบี่ เบอร์โทรศัพท์ 075-662059-60

มกอช.จับมืออย.ทำแผน ปฏิบัติการจัดการด้านอาหารฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/708141

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวภายหลังร่วมประชุมคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ(คกอช.) ครั้งที่ 2/2565 โดยมีนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานฯ แทนนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ว่า ที่ประชุมได้ร่วมพิจารณา (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการจัดการด้านอาหารของประเทศไทย ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2566 – 2570) โดย มกอช.และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วมในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ (คกอช.) ร่วมกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน จัดทำร่างแผนปฏิบัติการฯ ฉบับดังกล่าวขึ้น ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แล้ว

ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ(ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ พร้อมเป้าหมายและตัวชี้วัด เชื่อมโยงทุกมิติที่เกี่ยวข้องกับอาหารจากภาคการเกษตรการแปรรูป การบริการ สู่โภชนาการและสุขภาพของคนไทย ตลอดจนวัฒนธรรมการท่องเที่ยวและการค้า โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นหลักคิด เป็นกรอบนโยบายและกลไกบูรณาการ ด้านการจัดการอาหารของประเทศไทยให้มีเป้าหมายและทิศทางเดียวกัน เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ยุทธศาสตร์ชาติ และเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ

สำหรับสาระสำคัญของ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์หลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1.ด้านความมั่นคงอาหาร 2.ด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร 3.ด้านอาหารศึกษา และ 4.ด้านการบริหารจัดการ พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายไว้6 ด้าน ได้แก่ 1.จำนวนคนขาดแคลนอาหารลดลง 2.ปริมาณการสูญเสียและขยะอาหารลดลง 3.ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณภาพและความปลอดภัยอาหารเพิ่มขึ้น 4.มูลค่าการค้าอาหารเพิ่มขึ้น 5.จำนวนคนที่มีภาวะโภชนาการ (ขาดและเกิน) ลดลงและ 6.มีกลไกประสานงานกลางและบูรณาการดำเนินการ

“สาระสำคัญของ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ สอดคล้องและเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ชาติ 2561-2580 แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (2566-2570) ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) หลายด้าน เช่น ด้านการเกษตร ด้านเศรษฐกิจ และด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ที่ว่าประเทศไทยมีความมั่นคงด้านอาหารและโภชนาการอย่างยั่งยืน เป็นแหล่งอาหารที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัย มีคุณค่าทางโภชนาการ และผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่เหมาะสม” นายพิศาล กล่าว

‘เฉลิมชัย’หารือญี่ปุ่นดันสินค้าเกษตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/708142

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับ Mr.Tohiyuki Suzuki CEO Tokyo City Seika Co. Ltd.ผู้บริหารตลาด Toyosu (โทโยสุ) ตลาดปลาที่มีชื่อเสียงในกรุงโตเกียว พร้อมกับเตรียมขยายความร่วมมือการกระจายสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะกลุ่มผลไม้และพืชผักสู่ตลาดโทโยสุ ในอนาคต

สำหรับตลาดโทโยสุ ของญี่ปุ่น นอกจากมีชื่อเสียงในฐานะศูนย์กลางตลาดปลาและผลิตภัณฑ์ทางทะเล แล้ว ปัจจุบันยังมีกลุ่มสินค้าผักผลไม้ รวมทั้งของชำต่างๆ โดยเป็นตลาดค้าส่งและผลิตผลสำหรับพ่อค้าคนกลาง เป็นศูนย์กลางพบปะระหว่างผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นและต่างประเทศ ซึ่งจุดเด่นคือให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยและความมั่นคงทางอาหาร มีการควบคุมอุณหภูมิที่เหมาะสมกับสินค้าแต่ละชนิด มีการรักษาสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานโดยการใช้หลอดไฟ LED และพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Energy) และจัดให้มีพื้นที่สีเขียว มากกว่า 30% ของพื้นที่ตลาด รวมถึงระบบการบำบัดน้ำเสียที่มหานครโตเกียว เป็นผู้รับผิดชอบ นอกจากนี้ ยังจัดเส้นทางคมนาคมเพื่ออำนวยความสะดวกและที่สำคัญเป็นแหล่งเชื่อมโยงกระจายสินค้าไปยังตลาดอื่นๆ ในชุมชนและทั่วประเทศญี่ปุ่น

“การหารือร่วมกันในครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสอันดีของไทย ในการขยายฐานการตลาดสินค้าเกษตรไทยไปสู่ต่างแดน
โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีกลุ่มประชากรจำนวนมากที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและปลอดภัย ซึ่งสินค้าเกษตรไทยนับว่าตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในญี่ปุ่น โดยเฉพาะผลไม้ที่ได้รับความนิยม เช่น ทุเรียน มะม่วง กล้วย และสับปะรด โดยทาง Mr.Tohiyuki Suzuki ยินดีและพร้อมขยายความร่วมมือกับประเทศไทยอย่างเต็มที่ ซึ่งนับเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของทั้งสองประเทศ และสร้างความมั่นใจในคุณภาพของสินค้าเกษตร” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

‘อลงกรณ์’ลุยคิกออฟ โครงการสัตว์ปลอดโรค ระดมปศุสัตว์ทำหมัน ฉีดวัคซีนให้สุนัข-แมว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/708140

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์ โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี สำนักงานปศุสัตว์เขต 7 ด่านกักกันสัตว์เพชรบุรี และตนคิกออฟโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย เป็นครั้งแรกของปี 2566ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี โดยจัดหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่บริการทำหมันสุนัขและแมว พร้อมฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าที่วัดพลับพลาชัย อ.เมือง จ.เพชรบุรี โดยประชาชนในเขตเทศบาลแห่มาใช้บริการเกินเป้าหมายกว่าร้อยตัว และขอให้จัดกิจกรรมทำหมันและฉีดวัคซีนพิษสุนัขบ้าอีก จึงขอให้กรมปศุสัตว์จัดหน่วยสัตวแพทย์เคลื่อนที่เพิ่มบริการตามคำเรียกร้องของประชาชน

สำหรับสุนัขและแมวที่จะนำมารับบริการผ่าตัดทำหมันต้องมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป ไม่แสดงอาการติดสัตว์ ไม่ท้อง ไม่ป่วย ต้องงดอาหารและน้ำอย่างน้อย 12 ชั่วโมงเพื่อความปลอดภัยของสัตว์ รับสุนัขและแมว พันธุ์ไทยพื้นเมือง งดรับสายพันธุ์ต่างประเทศ

‘มนัญญา’แก้ปัญหาปาล์ม ล้นตลาด-ให้สหกรณ์ช่วยรับซื้อ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/708143

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ พร้อมด้วยนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และคณะ โดยมี นายอนุวรรตน์ โหมดพริ้งรอง ผวจ.กระบี่ นายสมชาย เทพจิตร ประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด เข้าร่วม ว่าปาล์มน้ำมันเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญในภาคใต้ จึงมีแนวทางในการส่งเสริมการปลูกปาล์มน้ำมันใน จ.กระบี่ ใช้กลไกสหกรณ์ขับเคลื่อนผ่านชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัดซึ่งขณะนี้เกษตรกรประสบปัญหาราคาปาล์มตกต่ำ และปัญหาการลักลอบนำปาล์มนอกโควตาเข้ามาในประเทศไทยจึงได้ขอความร่วมมือให้ชุมนุมสหกรณ์ฯ รับซื้อผลผลิตปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรและสมาชิก เพื่อช่วยเหลือ เนื่องจากพบว่าลานเทของเอกชนหลายแห่งปิดการรับซื้อ

ทั้งนี้ จากรายงานของประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด ว่าขณะนี้ราคารับซื้อผลปาล์มดิบ อยู่ที่ 4.80 บาทต่อกิโลกรัม และพร้อมจะขยับราคารับซื้อเพิ่มเป็น5 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อช่วยเหลือสมาชิก จึงเป็นการตอกย้ำว่าระบบสหกรณ์เป็นที่พึ่งของสมาชิกเกษตรกรอย่างแท้จริง

“จะเห็นได้ว่าในสถานการณ์ที่ลานเทเอกชนปิดการรับซื้อด้วยสาเหตุใดก็ตาม สหกรณ์ก็ยังขับเคลื่อนได้เพื่อช่วยเหลือสมาชิก จึงขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาสหกรณ์ให้เกิดความเข้มแข็ง นอกจากนี้ได้กำชับให้กรมวิชาการเกษตร ตรวจจับการนำเข้าอย่างเข้มงวด อย่างไรก็ดี เรื่องการหยุดรับซื้อผลปาล์มจากเกษตรกร ไม่อยากให้มองเป็นเรื่องการเมือง เพราะเชื่อว่าไม่มีใครเอาความเดือดร้อนของเกษตรกร มาเป็นเครื่องมือทางการเมือง” น.ส.มนัญญา กล่าว

‘เฉลิมชัย’ลุยแดนปลาดิบ ถก3ประเด็นระบบเกษตร-อาหาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707994

‘เฉลิมชัย’ลุยแดนปลาดิบ  ถก3ประเด็นระบบเกษตร-อาหาร

‘เฉลิมชัย’ลุยแดนปลาดิบ ถก3ประเด็นระบบเกษตร-อาหาร

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ร่วมมือ : ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือกับ นายอัตสึชิโนนากะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น เสริมสร้างความร่วมมือด้านเกษตรในมิติต่างๆ โดยหารือใน 3 ประเด็นหลัก เพื่อวางระบบการเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ หารือร่วมกับนายอัตสึชิ โนนากะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น (MAFF) เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตรในมิติต่างๆ ทั้งด้านการส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารระดับภูมิภาค การอำนวยความสะดวกตลาดสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก ตลอดจนกรอบความร่วมมือในสถานการณ์วิกฤตคับขัน ที่กระทรวงเกษตร ป่าไม้ และประมงญี่ปุ่น กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

โอกาสนี้ รมว.เกษตรฯ ได้หยิบยกประเด็นหารือใน 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ผลักดันการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคงอาหารและปัจจัยการผลิต โดยให้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล นโยบาย มาตรการต่างๆ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันเมื่อเกิดเหตุวิกฤต ซึ่งการมีกรอบหารือจะเป็นอีกกลไกหนึ่งในการผลักดันความร่วมมือในเชิงลึก 2.สนับสนุนให้มีการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการเกษตรต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นรูปธรรม และส่งเสริมการปฏิรูประบบเกษตรและอาหารในภูมิภาคอย่างยั่งยืน ภายใต้กรอบการประชุมหารือระดับสูงด้านอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารไทย-ญี่ปุ่น (HLCD) ครั้งที่ 3 ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ จะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมดังกล่าว ที่ กทม.และเป็นโอกาสอันดีที่จะหารือและรับฟังรวมทั้งจะเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของไทยและญี่ปุ่น ชี้แจงและให้ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ เพื่อส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการค้าระหว่างสองประเทศ และ 3.เร่งรัดกระบวนการพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขการนำเข้ามังคุดของไทยและส้มของญี่ปุ่น และการเปิดตลาดสินค้าเกษตรรายการใหม่ ได้แก่ส้มโอพันธุ์ขาวน้ำผึ้งของไทยและข้าวกล้องของญี่ปุ่น เพื่อให้ทั้งสองประเทศได้มีการนำเข้าสินค้าเกษตรได้ง่ายและมีความหลากหลายมากขึ้นและเกิดความสัมพันธ์แบบ Win-Win กับทั้งสองฝ่าย

ขณะที่ประเทศญี่ปุ่น ได้หยิบประเด็นหารือร่วมกับไทย เรื่องการจัดทำเอกสารความร่วมมือเกี่ยวกับ “แผนความร่วมมือเกษตรยั่งยืนเพื่อความมั่นคงทางด้านอาหาร (MEADRI) ญี่ปุ่น-อาเซียน” รวมทั้งการส่งเสริมการส่งออกสินค้าเกษตรของญี่ปุ่น

“การหารือร่วมกับญี่ปุ่นในครั้งนี้ นับเป็นโอกาสดีของทั้ง 2 ประเทศ ที่จะได้ต่อยอดแนวทางความร่วมมือด้านการเกษตรร่วมกันในเชิงลึกยิ่งขึ้น และยังเป็นการส่งเสริมขยายความเชื่อมโยงในระดับภูมิภาคให้ยั่งยืน โดยในส่วนของประเด็นที่ญี่ปุ่นหารือประเทศไทย เราพร้อมให้ความร่วมมือตามแผน MEADRI ที่เสนอทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคีอย่างเต็มที่ เนื่องจากมีความสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรฯ และ BCG ของประเทศไทย และยังเห็นด้วยในการออกถ้อยแถลงร่วมเกี่ยวกับระบบการผลิตอาหารและการเกษตรยั่งยืน ร่วมกับอีก7 ประเทศ ตามข้อเสนอของ MAFF ที่เสนอต่อที่ประชุม UN Food Systems Pre-Summit เมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี” ดร.เฉลิมชัย กล่าว

รองปลัดฯส่งเสริมอาชีพ เกษตรกรจว.ชายแดนใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707989

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พื้นที่ จ.ยะลา ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และจังหวัดยะลา ผ่านระบบ Zoom ติดตามความก้าวหน้าการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและแก้ไขปัญหารายสินค้า ดังนี้ 1.การส่งเสริมอาชีพ และการส่งเสริมการใช้กองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง 2.การส่งเสริมการผลิตพืชอาหารสัตว์ เช่น หม่อนไหม หญ้าสยาม ถั่วเหลือง ข้าวโพด หญ้าเนเปียร์ฯ เพื่อลดต้นทุน และสร้างรายได้เสริม

3.ส่งเสริมการสร้างรายได้เสริมในสวนยางพารา เช่น การส่งเสริมการเลี้ยงไส้เดือนในสวนยางพารา การผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือน เป็นต้น 4.การพัฒนาพื้นที่นาร้าง โรครากเน่าโคนเน่าทุเรียนคุณภาพและมาตรฐานของทุเรียน โครงการทุเรียนคุณภาพปิดทองหลังพระฯ 5.การขับเคลื่อนสินค้ากล้วยหิน ต้นทาง-กลางทาง-ปลายทาง และการสร้างมูลค่าเพิ่ม และ 6.การรับรองอัตลักษณ์ คุณภาพและมาตรฐานของข้าว เป็นต้น

เกษตรฯแก้ปัญหาเมืองเพชรขาดน้ำ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707992

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากกลุ่มเกษตรกรได้ยื่นหนังสือร้องขอให้เพิ่มการสูบน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรี ลงคลองท่าแร้ง นอกเหนือจากการสูบด้วยสถานีสูบด้วยไฟฟ้าที่ประตูน้ำท่าแร้ง เพื่อช่วยประชาชนและชาวนา ต.ท่าแร้ง ต.ท่าแรงออก และ ต.บางขุนไทร อ.บ้านแหลม ซึ่งกำลังประสบภาวะขาดแคลนน้ำที่จะใช้ทำนาจึงเร่งแก้ปัญหาดังกล่าว โดยสั่งการให้นายสันต์ จรเจริญ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี กรมชลประทาน ดำเนินการทันที โดยนำเครื่องสูบน้ำขนาด 8 นิ้ว 3 เครื่อง มาติดตั้งที่ประตูระบายน้ำท่าแร้ง พร้อมเดินเครื่องทันที

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้ นายอลงกรณ์ ได้เป็นประธานในพิธีส่งมอบ-รับมอบ สถานีสูบน้ำปากคลองท่าแร้ง อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี โดยมีน.ส.ศิริวรรณ เครือเล็ก เกษตรและสหกรณ์ จ.เพชรบุรี นายสันต์ จรเจริญ ผอ.โครงการส่งน้ำเพชรบุรี พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมพิธี เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา

สำหรับสถานีสูบน้ำดังกล่าว โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างและได้ทำการส่งมอบให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลท่าแร้ง และ อบต.ท่าแร้งออก ร่วมกันดูแลและบำรุงรักษา เพื่อให้การใช้น้ำในพื้นที่ได้ตามความต้องการและเหมาะสม และสามารถบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป โดยระหว่างพิธีส่งมอบ–รับมอบสถานีสูบน้ำมีเกษตรในพื้นที่ ต.ท่าแร้ง ต.ท่าแร้งออก ต.บ้านแหลม และ ต.บางขุนไทร มีการยื่นหนังสือขอให้ช่วยแก้ปัญหาน้ำไม่พอใช้ เพราะเกรงว่าการสูบน้ำเข้าของท่าแร้งจะน้อยไม่เพียงพอกับความต้องการของประชาชน ทางนายอลงกรณ์ จึงให้กรมชลประทาน นำเครื่องสูบน้ำ 2 ตัว มาเสริมการสูบน้ำภายใน 2-3 วัน ดำเนินการจนเสร็จเรียบร้อยเดินเครื่องสูบน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีลงคลองท่าแร้ง ซึ่งมีความยาวถึง 8 กิโลเมตร จนถึงประตูน้ำบางขุนไทร

ชลประทานติดตาม สถานการณ์น้ำแล้ง เตรียมพร้อมรับมือ ช่วยเหลือทุกพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707991

วันพุธ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน 59,525 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 78 ของความจุอ่างฯ รวมกัน เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์)มีปริมาณน้ำรวมกัน 18,942 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 76 ของความจุอ่างฯ รวมกัน ภาพรวมปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ดีด้านสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำ4 สายหลัก ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำปราจีน-บางปะกง และแม่น้ำแม่กลอง ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ส่วนผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 65/66 ปัจจุบันจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้ว9,553 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 35 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 27,685 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 3,039 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 34 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำลุ่มเจ้าพระยา 9,100 ล้าน ลบ.ม.)จนขณะนี้มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศไปแล้ว 7.39 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 71ของแผนฯ ในขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 5.29 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 80 ของแผนฯ

นายประพิศกล่าวอีกว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์น้ำทุกพื้นที่ และสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เพื่อเตรียมรับมือน้ำหลาก และเตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ รถแบ๊กโฮ รถขุด รถเทรลเลอร์ เครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เครื่องผลักดันน้ำประจำจุดพื้นที่เสี่ยงให้สามารถเข้าให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที