‘สุนทร’เปิดโครงการเศรษฐกิจพอเพียง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707738

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุนทร ปานแสงทอง รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเปิดงานใต้ร่มพระบารมี 60 ปี ราชประชาสมาสัยฯ “โครงการแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนของพ่อ” โดยมี พ.จ.อ.ประเสริฐ มาลัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม ว่าโครงการแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนของพ่อ มุ่งพัฒนาสถานศึกษาให้สามารถนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เป็นแหล่งเรียนรู้ให้นักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา ชุมชน และหน่วยงานต่างๆ ได้ศึกษาดูงาน พร้อมสามารถขับเคลื่อนและขยายผลสู่สังคมต่อไป

“โครงการแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง โรงเรียนของพ่อ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานกำเนิดโรงเรียนราชประชาสมาสัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ครบ 60 ปี ทั้งสนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจ มีทักษะพื้นฐาน ในการดำเนินชีวิตตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” นายสุนทร กล่าว

ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการมอบเกียรติบัตรให้แก่ผู้มีส่วนร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง 19 ราย มีฐานการเรียนรู้ 9 ฐานสร้างขึ้นบนเนื้อที่ 1 ไร่ 41 ตารางวา ล้อมรอบด้วยธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ประกอบด้วยฐานการเรียนรู้ 1.เกษตรอินทรีย์ ชุบชีวีผักบนกระเบื้อง 2.มูลไส้เดือน สารพัดประโยชน์ 3.ห้องเรียนรู้ สู่วิถีพอเพียง 4.น้ำหมักชีวภาพ ปลอดสารพิษ 5. เรียนรู้เห็ด เกษตรปลอดภัย 6.ไก่ไข่อารมณ์ดี ตามวิถีพอเพียง 7.นานาพันธุ์กับพืชผักสวนครัว 8.รักษ์พืชสมุนไพร ความเป็นไทยแบบพอเพียง และ 9.อนุรักษ์ถิ่นไทย ภาคภูมิใจอย่างพอเพียง และมีนิทรรศการจากสถานีพัฒนาที่ดินสมุทรปราการ พร้อมกับมอบเมล็ดพันธุ์ผักพระราชทานกรมสมเด็จพระเทพฯ ด้วย

อสป.หนุนพี่น้องประมง จัดสินค้าลดราคาพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707740

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.กัญญาภัค สวัสดี หัวหน้าสำนักงานท่าเทียบเรือประมงอ่างศิลา จ.ชลบุรี เปิดเผยว่า องค์การสะพานปลา (อสป.) ได้ให้การสนับสนุนโครงการส่งความสุขปีใหม่มอบให้เกษตรกร ตามโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรและพี่น้องชาวประมง จัดสินค้าเกษตรลดราคาพิเศษ ให้กับผู้ซื้อและผู้ที่มาท่องเที่ยวตลาดท่าเทียบเรือประมงอ่างศิลา จ.ชลบุรี

ทั้งนี้ สำหรับโครงการนี้ ได้จัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2565 ถึงต้นเดือนมกราคม 2566 โดยมีสินค้าที่เข้าร่วมโครงการที่นำมาจัดเป็นสินค้าราคาพิเศษ อาทิ ข้าวหอมมะลิ ผลไม้สดจากสวน ผักสวนครัวต่างๆ และอาหารทะเล เพื่อเป็นการส่งมอบความสุขในช่วงปีใหม่ให้กับประชาชนได้รับสินค้าที่ราคาถูก และมีคุณภาพ นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรและชาวประมงมีช่องทางในการกระจายสินค้า มีรายได้เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศให้เกิดการใช้จ่าย สร้างรายได้เพิ่ม และลดรายจ่ายครัวเรือน ให้กับเกษตรกร และประชาชนด้วย

รองปลัดฯขับเคลื่อน จัดงานส่งเสริมอาชีพ ผลิตผลการเกษตร พื้นที่ชายแดนภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707746

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จ.ยะลา ผ่านระบบ Zoom Meeting ติดตามความก้าวหน้าการส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและแก้ไขปัญหารายสินค้า ดังนี้ 1.การขับเคลื่อนสินค้ากาแฟ โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร จ.ยะลา ดำเนินการ 3 ระยะคือ ต้นน้ำ :ให้ความรู้ในการผลิตกาแฟโรบัสตาระดับแปลงเกษตรกรให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพและปริมาณที่เพิ่มขึ้น กลางน้ำ :ส่งเสริมให้ความรู้ด้านการแยกสีเมล็ดกาแฟ การคั่วเมล็ดกาแฟ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่เกษตรกร อ.เบตง จ.ยะลา และปลายน้ำ : สนับสนุนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์กาแฟ ให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน ในงานวิจัยกาแฟอัตลักษณ์ บ้านบัวทอง อ.ธารโต จ.ยะลา

2.การขับเคลื่อนสินค้าโกโก้ ปี 2566-2567 โดยศูนย์วิจัยพืชสวนยะลาดำเนินโครงการ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตโกโก้เพื่อรองรับเกษตรกรรมยั่งยืน ชื่อการทดลอง :ศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อการปลูกโกโก้ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง และ 3.การขับเคลื่อนสินค้าข้าว โดย เกษตรจังหวัดยะลา ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรตามระบบส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ข้าว มีวิสาหกิจที่ดำเนินการผลิตและแปรรูปข้าว 5 แห่ง โดยจังหวัดยะลา มีสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่เป็นอัตลักษณ์ 2 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวเลือดปลาไหล และข้าวมือลอ เป็นต้น

‘มนัญญา’ร่วมรับฟังปัญหา แก้ปมที่ดินเครือข่ายสหกรณ์ฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707741

วันอังคาร ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ติดตามการแก้ปัญหาที่ดินทำกินของสมาชิกสหกรณ์นิคมบางสะพาน จำกัด และพบปะสมาชิกสหกรณ์ พร้อมด้วย นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายกิตติพงศ์ สุขภาคกุล รอง ผวจ.ประจวบคีรีขันธ์ และคณะ ให้การต้อนรับ ที่ อบต.ทองมงคล อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่าปัญหาที่ดินทำกินในสหกรณ์นิคมบางสะพาน เป็นปัญหาที่มีมานานกว่า 40 ปีซึ่งไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่ผ่านมาได้ประชุมหารือร่วมกันระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ และเครือข่ายนิคมสหกรณ์ 13 นิคม 14 ป่า 17 สหกรณ์ โดยเร่งดำเนินการให้ชัดเจน เพราะแต่ละพื้นที่สภาพปัญหาต่างกัน จะต้องมีการร่างกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน

ทั้งนี้ เครือข่ายสหกรณ์ 13 นิคม 14 ป่าไม่ประสงค์เข้าสู่โครงการการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวไม่ได้เป็นพื้นที่ป่า แต่เป็นชุมชนมีสิ่งปลูกสร้าง ถนน โรงเรียน และหน่วยงานภาครัฐ มีการพัฒนาที่ดิน พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิตจึงเสนอให้นำพื้นที่สหกรณ์นิคมฯ ออกจากโครงการ คทช.แล้วนำมาจัดสรร ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511

“ในฐานะที่กำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไม่นิ่งเฉยกับความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกร หลังจากนี้จะลงพื้นที่เพื่อติดตามและรับฟังความเดือดร้อนในอีก 9 จังหวัดที่มีปัญหา เพื่อจะขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดผลสำเร็จ เพราะกรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นเรื่องสำคัญ เวลาเกิดความเดือดร้อนประชาชนจะได้รับความช่วยเหลือทันที หากไม่มีกรรมสิทธิ์ การช่วยเหลือก็จะล่าช้า จึงมาดูพื้นที่จริง เพื่อรับฟังปัญหาความต้องการของประชาชน รวบรวมเสนอคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ต่อไป” น.ส.มนัญญา กล่าว

ด้านนายวิศิษฐ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังรวบรวมหนังสือที่เครือข่ายสหกรณ์นิคม 4 ภาค 13 นิคม 14 ป่า 17 สหกรณ์ ยื่นถึงกระทรวงเกษตรฯ เพื่อทำเรื่องไปถึงกรมป่าไม้ แสดงความต้องการของประชาชนในพื้นที่ และจะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกร่วมกัน อีกทั้งให้พื้นที่ซึ่งปัจจุบันจัดตั้งเป็นรูปแบบนิคมสหกรณ์แล้ว สามารถไปสู่การจัดตั้งนิคม ตาม พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทำเรื่องเสนอต่อ คทช.เพื่อพิจารณา ทั้งนี้ เพื่อความมั่นคงในการประกอบอาชีพ และเป็นหลักประกันในการยื่นสินเชื่อเพื่อประกอบอาชีพ และได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากภาครัฐ

จากนั้น น.ส.มนัญญา พร้อมคณะ เดินทางไปพบปะสมาชิกสหกรณ์นิคมบางสะพาน จำกัด 3 หลังคาเรือน ได้แก่ บ้านของนายลด วงศ์เณรหมู่ 6 ต.ทองมงคล อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ บ้านนายวัน วงค์จันทร์ทอง หมู่ 6 ต.ทองมงคล อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และบ้านของนายลำดวน หนูยิ้มซ้าย หมู่ 4 ต.ทองมงคล อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เพื่อรับฟังปัญหาของสมาชิกสหกรณ์นิคม

‘ประภัตร’แจงงบฯปี’67 ยันเกิดประโยชน์กับเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707522

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ ประชุมจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 โดยมีนายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯและผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ เข้าร่วม ที่กรมชลประทาน สามเสน กทม.โดย นายประภัตรกล่าวว่า การจัดสรรงบประมาณครั้งนี้ แม้ว่าหลังจากนี้จะมีการเลือกตั้ง และยังไม่สามารถคาดการณ์รัฐบาลชุดใหม่ได้ แต่สิ่งสำคัญคือทุกหน่วยงานต้องเตรียมพร้อมที่จะดำเนินการได้ทันที และเป็นประโยชน์สูงสุดให้แก่พี่น้องประชาชน

ด้านนายประยูรกล่าวว่า ได้ให้ความสำคัญตั้งแต่การจัดทำแผนปฏิบัติราชการของกระทรวงเกษตรฯ ระยะเวลา 5 ปี (2566–2570) และแผนปฏิบัติราชการ ปี 2567 ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 รวมทั้งการจัดทำโครงการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ นอกจากนี้ ยังทบทวนวิสัยทัศน์ พันธกิจ ผลสัมฤทธิ์หรือประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เป้าหมายการให้บริการกระทรวงฯ และตัวชี้วัดของกระทรวงเกษตรฯ ให้สอดคล้องและเป็นไปตามเป้าหมายและตัวชี้วัดแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่กระทรวงเกษตรฯ เกี่ยวข้อง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ และแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติชัดเจนยิ่งขึ้น ภายใต้วิสัยทัศน์ “เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 ต่อปี”

ทั้งนี้ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 นอกจากยึดในเรื่องดังกล่าวแล้ว ยังยึดแผนปฏิบัติการด้านการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) นโยบายสำคัญของรัฐบาล นโยบายกระทรวงเกษตรฯ แผนปฏิบัติการด้านต่างๆรวมทั้งการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นแนวทางในการจัดทำงบประมาณ โดยกระทรวงเกษตรฯ เสนอของบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 โดยให้ความสำคัญในการขับเคลื่อนการเกษตร 5 ยุทธศาสตร์

รวมทั้งยังคงให้ความสำคัญนโยบายหลัก 15 ด้าน อาทิ การส่งเสริมสถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และ Start up การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร การวิจัยและพัฒนา และการประกันรายได้เกษตรกร เป็นต้น ซึ่งมีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลด้านการเกษตร การเพิ่มรายได้ เพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาสินค้า พัฒนาเกษตรกร และส่งเสริมปศุสัตว์และประมง สร้างความเข้มแข็งให้วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์ กลุ่มผู้นำสตรี ยกระดับรายได้เกษตรกรระดับรากหญ้า และปรับปรุงระบบที่ทำกินและการบริหารจัดการน้ำ

วช.หนุนถ่ายทอดฯ การใช้โดรนอัตโนมัติ โครงการร้อยใจรักษ์ ช่วยเกษตรพื้นที่สูง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707517

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผอ.สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยและนวัตกรรม โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนระบบอัตโนมัติเพื่อประยุกต์ใช้งานการพัฒนาพื้นที่สูง ในการสำรวจพื้นที่การเกษตร การขนส่งสิ่งของ และการป้องกันการเกิดไฟป่า โดยมีนายณรงค์ อภิชัย ผอ.สำนักบริหารโครงการ และประธานสายปฏิบัติการพัฒนามูลนิธิแม่ฟ้าหลวง นายสมบูรณ์ แสงจันทร์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนไม้ผลคุณภาพบ้านห้วยส้าน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ และนายพิศิษฐ์ มิตรเกื้อกูล นายกสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ หัวหน้าโครงการฯ พร้อมด้วยเกษตรกร ต้อนรับที่โครงการร้อยใจรักษ์ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่

ดร.วิภารัตน์ กล่าวว่า ได้สนับสนุนทุนแก่สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ ในการดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีโดรนระบบอัตโนมัติเพื่อประยุกต์ใช้งานการพัฒนาพื้นที่สูง ในการสำรวจ การเกษตร และการป้องกันอุบัติภัย ปัจจุบันเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับ ได้ถูกพัฒนาและนำมาใช้งานในหลากหลายด้าน ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจในด้านต่างๆ มากมาย อีกทั้งยังทำให้การดำเนินธุรกิจสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น การที่สมาคมฯ ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับผู้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่โครงการร้อยใจรักษ์ อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ผู้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่จะได้นำองค์ความรู้ไปพัฒนาการทำเกษตรในพื้นที่สูงให้มีประสิทธิภาพต่อไป

กรมชลฯร่วมสอบปมถมดินรุกล้ำคลอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707521

วันจันทร์ ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายนรเศรษฐ สองทอง ผอ.สำนักงานชลประทานที่ 14 กรมชลประทาน ชี้แจงกรณีการถมที่ดินรุกล้ำคลองธรรมชาติในพื้นที่โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ว่าได้ตรวจสอบร่วมกับเทศบาลเมืองหัวหิน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่าคลองโคกเกลือบริเวณนอกเขตคันคลองชลประทาน1R-RMC1 ซึ่งเป็นคลองธรรมชาติ มีการถมดินบริเวณปากคลองจริง โดยเทศบาลเมืองหัวหิน ระบุว่า ผู้ถือครองที่ดินมีเอกสารสิทธิแต่ขณะนี้อยู่ระหว่างตรวจสอบหลักฐานเอกสารที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ของท้องถิ่น ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 14โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี สำนักงานที่ดิน จ.ประจวบคีรีขันธ์สาขาหัวหิน จะเข้าร่วมประชุมร่วมกับเทศบาลเมืองหัวหิน และอำเภอหัวหิน หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป

อนึ่ง กรมชลประทาน ได้ดำเนินการโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตเทศบาลเมืองหัวหินและวังไกลกังวลอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่ปี 2542-2545 ด้วยการจัดทำคูระบายน้ำและยกระดับถนนรอบสระน้ำจืด พร้อมขุดลอกคลองระบายน้ำสายหัวหิน รวมทั้งคลองธรรมชาติ ได้แก่ คลองโคกเกลือ คลองบางเกวียนหัก คลองนิน (คลองอีออก) และคลองห้วยสนามบิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำจากคลองระบายน้ำสายหัวหินให้สามารถระบายลงสู่ทะเลได้รวดเร็วขึ้น แต่คลองธรรมชาติดังกล่าว สำนักงานชลประทานที่ 14ไม่ได้ประกาศเป็นทางน้ำชลประทาน ตาม พ.ร.บ.การชลประทานหลวง พ.ศ.2485 จึงไม่มีอำนาจหน้าที่ในการควบคุมดูแลการบุกรุกพื้นที่ ซึ่งกรมชลประทานไม่ได้นิ่งนอนใจในปัญหาที่เกิดขึ้น ได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตรวจสอบเอกสารสิทธิ ตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อให้ความจริงปรากฏต่อไป

รัฐต้องทำอะไรเพื่อช่วยคนเลี้ยงหมูให้รอดในปี 2566

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/707044

รัฐต้องทำอะไรเพื่อช่วยคนเลี้ยงหมูให้รอดในปี 2566

รัฐต้องทำอะไรเพื่อช่วยคนเลี้ยงหมูให้รอดในปี 2566

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2566, 10.23 น.

รัฐต้องทำอะไรเพื่อช่วยคนเลี้ยงหมูให้รอดในปี 2566

สถานการณ์คนเลี้ยงหมูปี 2566 ไม่สู้ดีนัก เนื่องจากวัตถุดิบอาหารสัตว์มีราคาแพงมาก ปัจจุบันกากถั่วเหลือง 23.40 บาท/กก. ข้าวโพดหน้าโรงงาน 13.40 บาท/กก. (ชาวไร่ข้าวโพดขายได้ 9.50 บาท/กก.) ปลายข้าว 14.20 บาท/กก. ต้นทุนการผลิตที่คณะอนุกรรมการวิเคราะห์ต้นทุนการผลิตสุกรกรณีซื้อลูกหมูมาเลี้ยงขุนเท่ากับ 101 บาท/กก. แต่ช่วงตรุษจีนราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มซื้อขายกันที่ 98-102 บาท/กก. เท่ากับว่าตอนนี้คนเลี้ยงหมูไม่มีกำไร

หลังจากนี้บอกเลยว่า ปีนี้คนเลี้ยงหมูเหนื่อย!!!

ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ทั้งข้าวโพดและกากถั่วเหลืองยังคงเป็นหอกคอยทิ่มแทงคนเลี้ยงหมู เนื่องจากประเทศไทยเราผลิตข้าวโพดได้เพียง 40% ต้องนำเข้า 60% ปีนี้ก็ยังคงเป็นปัญหา เพราะนโยบายรัฐที่ไร้การวางแผนเกี่ยวกับการนำเข้าข้าวโพด ยังคงใช้มาตรการควบคุมการนำเข้าข้าวสาลี 3 : 1 ซึ่งรัฐไม่ควรกำหนดโควตาการนำเข้า แต่ควรดูปริมาณการผลิตข้าวโพดภายในประเทศในปีนี้และอนุญาตให้นำเข้าไม่เกินปริมาณส่วนขาด ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า อุปสงค์ส่วนขาด ไม่จำเป็นต้องกำหนดโควตาแต่อย่างใด เพียงแต่กำหนดเพดานการนำเข้า พิจารณาช่วงนำเข้าที่เหมาะสม ไม่ให้กระทบต่อช่วงข้าวโพดไทยที่ออกสู่ตลาด สิ่งเหล่านี้ต้องวางแผนและต้องทำตั้งแต่ต้นปี

นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรสร้างความร่วมมือในการจัดหาพืชอาหารสัตว์ โดยเฉพาะข้าวโพด ปลายข้าว รำข้าว มันสำปะหลัง เพื่อให้รายย่อยผสมอาหารสัตว์ใช้กันเองภายในกลุ่มผู้เลี้ยงหมู/วิสาหกิจชุมชน/สหกรณ์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนในการเลี้ยงหมูของผู้เลี้ยงรายย่อย พร้อมทั้งเพิ่มรายได้ของเกษตรกรจากปลูกพืชหลังนา ซึ่งสามารถกำหนดปริมาณและรับซื้อที่แน่นอน เพื่อเป็นแรงจูงใจสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกพืชอาหารสัตว์

สำหรับกากถั่วเหลืองนั้นไม่ต้องพูดถึง เราต้องนำเข้ามา 99% ของปริมาณความต้องการใช้ในประเทศ เนื่องจากเราผลิตถั่วเหลืองได้ไม่ถึง 50,000 ตัน/ปี แต่ต้องใช้ประมาณปีละ 4 ล้านตัน ใช้สกัดน้ำมัน 75% แปรรูปอาหารคนและอาหารสัตว์ 25% และรัฐอย่าได้อาจหาญส่งเสริมให้เกษตรกรไทยผลิตถั่วเหลืองเพราะผลผลิตต่อไร่ต่ำมาก เราไม่มีทางสู้ได้ ต้องนำเข้าต่อไป แม้ว่าบราซิลผู้ส่งออกถั่วเหลืองรายสำคัญของโลก จะมีแนวโน้มส่งออกถั่วเหลืองได้มากขึ้น แต่ผู้ใช้รายใหญ่อย่างจีน สหภาพยุโรป และสหรัฐฯ ก็มีแนวโน้มการใช้เพิ่มขึ้นเช่นกัน น่าจะทำให้ราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ในปีนี้คงตัวอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ทั้งปี

นอกจากนี้ ผู้ผลิตอาหารสัตว์ต้องเผชิญกับต้นทุนค่าแรง ค่าพลังงาน ราคาอาหารสัตว์น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน นั่นหมายถึง ปีนี้ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มไม่ควรต่ำกว่า 100 บาท/กก.

แม้ว่าจะมีการประกาศราคาแนะนำจากสมาคมผู้เลี้ยงสุกรที่เพิ่มขึ้นมา 4 บาท/กก. จากความต้องการเนื้อหมูที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลตรุษจีน แต่คนเลี้ยงหมูไม่ได้ดีใจนัก แค่หายใจทั่วท้องเพียงชั่วครู่ เพราะรู้ดีว่านี้คือการปรับขึ้นราคาชั่วคราว ราคาหมูหลังตรุษจีนคือของจริง จะขึ้นหรือลงอยู่ที่ปริมาณหมูเถื่อน !!

ในปีนี้คาดว่าจะมีปริมาณการผลิตหมูขุนกลับเพิ่มเข้ามาได้ประมาณ 17 ล้านตัว แต่เราก็เปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวมาเพิ่มการบริโภคเนื้อหมูเช่นกัน หากราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มต่ำกว่า 100 บาท/กก. แสดงว่ามีหมูเถื่อนมาเทขายในราคาถูก กรมปศุสัตว์ต้องผนึกกำลังเฝ้าระวังและตรวจจับอย่างจริงจังและต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดีหมูขุนที่คาดว่าจะเข้าเลี้ยงเพิ่ม 3 ล้านตัวในปีนี้ ส่วนใหญ่มาจากรายใหญ่ที่มีความพร้อมทั้งในเรื่องแม่พันธุ์ ระบบไบโอซีเคียวริตี้ ต้นทุนการขุนโดยเฉพาะอาหารที่มีต้นทุนเฉลี่ยถูกกว่ารายย่อย ประกอบกับรายย่อย แม้จะอยากกลับมาเลี้ยงก็ไม่ง่ายนัก เนื่องจากราคาลูกหมูแพงมาก (16 กก. 3,400 บาท/ตัว+/- 96 บาท/กก.) รายย่อยส่วนใหญ่จึงตัดสินใจซื้อลูกหมูเข้าเลี้ยงเล็กลง น้ำหนักอยู่ราว ๆ 5-7 กก. ราคาประมาณ 2,000-2,500 บาท/ตัว เพื่อลดต้นทุนลูกหมู แต่ก็ต้องแบกรับความเสี่ยงในส่วนของอัตราสูญเสียที่อาจเพิ่มขึ้นและต้นทุนอาหารในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น

ความเสี่ยงถัดมาคือการซื้อขายลูกหมูเพื่อเข้าเลี้ยงของรายย่อยนั้นมักจะไม่ได้มีการตรวจเชื้อว่าปลอดโรคอหิวาต์แอฟริกา (ASF) หรือไม่ ซึ่งปศุสัตว์ควรต้องเร่งทำความเข้าใจและอำนวยความสะดวกในเรื่องนี้ เพื่อลดความเสี่ยงของการแพร่กระจายของเชื้อ ASF ที่แฝงอยู่ สังเกตได้จากช่วงหลังที่เริ่มมีการกลับเข้าเลี้ยงเพิ่มขึ้นก็มีการพบเชื้อ ASF เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่เช่นกัน

นอกจากนี้เพื่อแก้ปัญหาแม่พันธุ์และลูกหมูขาดแคลน กรมปศุสัตว์ควรร่วมมือกับรายกลางและรายใหญ่ในจังหวัดเดียวกันหรือจังหวัดใกล้เคียงในการแบ่ง/ผลิตแม่พันธุ์/ลูกหมูมาให้ผู้เลี้ยงหมูรายย่อยในพื้นที่ ได้นำไปเลี้ยงต่อในราคาทุน และควรสนับสนุนงบประมาณบางส่วนหรือสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยจากรัฐบาลเพื่อปรับปรุงฟาร์มรายย่อยให้ได้มาตรฐาน GFM และจัดทำระบบไบโอซิเคียวริตี้ ขณะที่ข่าวเกี่ยวกับข้อมูลการพบเชื้อ ASF เป็นสิ่งสำคัญ ควรต้องประชาสัมพันธ์ให้คนเลี้ยงหมูทราบอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างความตระหนักและปฏิบัติตามหลักไบโอซิเคียวริตี้อย่างเข้มงวด เนื่องจากเชื้อตัวนี้ยังแฝงอยู่ในสิ่งแวดล้อม พร้อมสร้างปัญหาได้ทันทีที่เกิดความบกพร่องในการป้องกันโรค

สรุปว่ารัฐต้องทำอะไรบ้าง 

1) วางแผนและจัดการวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้เพียงพอ

2) กำกับดูแลและตรวจจับหมูเถื่อน

3) ส่งเสริมและสนับสนุนการทำฟาร์มได้มาตรฐาน และระบบไบโอซิเคียวริตี้

และ 4)หน้าที่ให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนได้รวดเร็วและถูกต้อง

เหล่านี้คือ “หน้าที่” ของรัฐที่ต้องทำในวันนี้ ให้สมกับเงินภาษีประชาชน

#ผศ.ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ

ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปลัดเกษตรฯต่อยอดพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706955

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมการดำเนินงานสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) หรือ พกฉ.ที่อาคารสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ว่า พกฉ.เป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงเกี่ยวกับพระเกียรติคุณและพระอัจฉริยภาพของพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ด้านการเกษตร ถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา นวัตกรรมเกษตรเศรษฐกิจพอเพียง ในรูปแบบพิพิธภัณฑ์มีชีวิต โดยได้จัดแสดงนิทรรศการในรูปแบบที่ทันสมัยในอาคาร ถ่ายทอดองค์ความรู้ในรูปแบบออนไลน์ รวมทั้งการจัดแสดงฐานการเรียนรู้ต้นแบบ ที่สามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้จริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ จุดประกายความคิดแก่ผู้ที่เข้ามาชมพิพิธภัณฑ์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในวิถีชีวิตได้อย่างยั่งยืน จึงต้องการให้ พกฉ.นำองค์ความรู้ด้านการเกษตรที่จะเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรไปเผยแพร่และต่อยอดสู่การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม โดยนำร่องในพื้นที่ จ.ลพบุรี เป็นแห่งแรก

สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน อันเป็นผลมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้
ส่งผลกระทบต่อจำนวนผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ รวมถึงโครงการอื่นๆ ทั้งนี้ พกฉ.ได้เพิ่มรูปแบบการเข้าชมและการเข้าร่วมกิจกรรมเป็นรูปแบบออนไลน์ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ ของ พกฉ. เช่น Facebook/Application Line/Instagram/TikTok และพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง เป็นต้น ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2565 มีผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ รวม 326,618 ราย แบ่งเป็น Onsite 181,184 ราย และ Online 145,434 ราย และในปีงบประมาณ 2566 เมื่อเดือนธันวาคม 2565 มีผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ รวม 374,203 ราย แบ่งเป็น Onsite 105,750 ราย และ Online 268,453 ราย

‘มนัญญา’ดันสหกรณ์จังหวัด เพิ่มขีดความสามารถส่งออกผลผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706959

‘มนัญญา’ดันสหกรณ์จังหวัด  เพิ่มขีดความสามารถส่งออกผลผลิต

‘มนัญญา’ดันสหกรณ์จังหวัด เพิ่มขีดความสามารถส่งออกผลผลิต

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวเปิดโครงการฝึกอบรมหลักสูตร “การพัฒนาศักยภาพผู้บริหารเพื่อการบริหารงานสำนักงานสหกรณ์จังหวัด” รวมถึงมอบนโยบายด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ ให้สหกรณ์จังหวัด และเจ้าหน้าที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ โดยมีนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมอบรม ได้พัฒนาองค์ความรู้ ทัศนคติ และเกิดความพร้อมสำหรับการบริหารงานส่งเสริมสหกรณ์ให้ประสบผลสัมฤทธิ์ โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นสหกรณ์จาก 29 จังหวัด ว่าสหกรณ์จังหวัด มีบทบาทสำคัญในการแนะนำ ส่งเสริม และพัฒนาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรโดยตรงในพื้นที่ เป็นผู้นำนโยบายจากกระทรวงเกษตรฯ สู่การปฏิบัติ เพื่อยกระดับสหกรณ์ให้มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพจึงได้ฝากเน้นย้ำให้สหกรณ์จังหวัดดูว่าจังหวัดของตนนั้นมีปริมาณผลผลิตแต่ละชนิดเท่าไร รวมถึงปริมาณการส่งออกไปต่างประเทศว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นหรือลดลงอย่างไรบ้าง เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด อีกทั้งได้เน้นย้ำในการป้องกันการสวมสิทธิ์ผลไม้ เพราะผลไม้ไทยได้ยอมรับจากทั่วโลกในเรื่องของคุณภาพ

“สหกรณ์เป็นหัวใจสำคัญ เพราะสมาชิกคือเกษตรกรของประเทศไทย ดังนั้นสหกรณ์จังหวัดต้องมีความรู้ แนะนำเกษตรกรได้ว่าควรปลูกอะไร และเกษตรกรเองต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเองในการตรวจสอบสหกรณ์ สามารถสอบถามสถานการณ์การผลิตและการตลาดเพื่อให้เกษตรกรได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งการพัฒนาอาชีพในแต่ละจังหวัดเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง และยั่งยืน สำหรับการแก้ปัญหาหนี้สินของเกษตรกร ได้มีการปรับปรุง แก้ไขกฎระเบียบต่างๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส โดยเฉพาะผู้ตรวจสอบบัญชีจะต้องมีเงินค้ำประกัน และมีประวัติที่ดี ซึ่งกฎระเบียบเหล่านี้ เพื่อประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์ ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ยังได้พัฒนาการตรวจสอบบัญชีด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อให้สามารถตรวจสอบบัญชีแบบออนไลน์ได้ทันที ป้องกันการทุจริต จึงขอให้สหกรณ์จังหวัดช่วยกันผลักดันและดำเนินโครงการสำคัญให้สำเร็จผล เพื่อให้เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรสามารถช่วยเหลือสมาชิกให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ผ่านโครงการต่างๆ” น.ส.มนัญญา กล่าว

สำหรับนโยบายสำคัญที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ดำเนินการขับเคลื่อนโดยใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยดูแลความเป็นอยู่และการประกอบอาชีพให้แก่เกษตรกร ซึ่งสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นองค์กรหลักของภาคการเกษตรในระดับพื้นที่ และเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ได้ให้ความสำคัญต่อการนำระบบสหกรณ์เป็นกลไกในการยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในทุกพื้นที่ โดยคาดหวังว่าสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรจะเป็นองค์กรที่ช่วยส่งเสริมให้สมาชิกมีความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น