รองปลัดฯถกป้องกัน-กำจัด โรคใบด่างในมันสำปะหลัง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706956

วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะทำงานป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ครั้งที่ 1/2566 ที่กระทรวงเกษตรฯ โดยที่ประชุมได้มีประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1.สถานการณ์การระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลัง 2.มาตรการจัดการโรคใบด่างมันสำปะหลังและการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ 3.แนวทางการสำรวจโรคใบด่างมันสำปะหลัง 4.การบริหารจัดการท่อนพันธุ์มันสำปะหลังในฤดูปลูกถัดไป

5.ข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาโรคไวรัสใบด่างมันสำปะหลัง ของสมาคมชาวไร่มันสำปะหลังแห่งประเทศไทย โดยแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ 5.1 มาตรการระยะสั้น แก้ไขปัญหาเร่งด่วนที่สุด ในพื้นที่สีแดง โดยใช้ท่อนพันธุ์สะอาดขยายพันธุ์ 5.2 มาตรการระยะกลาง แก้ไขปัญหาการขาดแคลนท่อนพันธุ์ทนทานต่อโรค สนับสนุนให้เกษตรกรทำแปลงขยายพันธุ์ทนทานไว้แจกจ่ายขยายพันธุ์ด้วยเกษตรกรกันเอง โดยที่รัฐไม่ต้องเสียงบประมาณจัดซื้อท่อนพันธุ์ทนทานโรคแจกทุกๆ ปี และ 5.3 มาตรการระยะยาว แก้ไขโดยใช้พันธุ์ต้านทานโรค มาทดแทนพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคทั้งหมด จึงต้องเริ่มขยายพันธุ์ต้านทานตอนนี้และมาตรการเฝ้าระวัง ติดตามการแพร่ระบาดของโรคใบด่างโดยใช้เทคโนโลยีทันสมัย เพื่อให้ได้ข้อมูลของโรคอย่างชัดเจนและแม่นยำ เพื่อวางแผนการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคอย่างมีประสิทธิผลต่อไป

รองปลัดฯถกคณะกรรมการ ยกร่างก.ม.คุ้มครองพันธุ์พืช

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706722

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช
ครั้งที่ 1/2566 ที่ห้องประชุมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีประเด็นสำคัญในที่ประชุม คือ 1.คำสั่งแต่งตั้ง
คณะอนุกรรมการเตรียมการและยกร่างกฎหมายลำดับรอง ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542

2.คำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช 3.ประกาศคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช เรื่องแนวทางหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายเงินกองทุนคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. … 4.ระเบียบคณะกรรมการคุ้มครองพันธุ์พืช ว่าด้วยการแบ่งผลประโยชน์ระหว่างผู้ซึ่งอนุรักษ์หรือพัฒนาพันธุ์พืชพื้นเมืองเฉพาะถิ่น พ.ศ. …และ 5.การเพิกถอนหนังสือสำคัญแสดงการจดทะเบียนพันธุ์พืชใหม่ 27 ฉบับ ทั้งนี้ ฝ่ายเลขานุการได้รายงานความก้าวหน้าผลการประชุมชี้แจงทำความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นต่อการเตรียมความพร้อม กรณีเข้าเป็นภาคีอนุสัญญา UPOV ในการเจรจาเข้าร่วมความตกลง CPTPP ที่กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งที่ประชุมมีมติให้ฝ่ายเลขานุการ นำผลการประชุมดังกล่าว รายงานให้คณะกรรมการทราบความคืบหน้าในการประชุมครั้งต่อไป

รองฯกรมข้าวร่วมเกี่ยวข้าวชาวนากระบี่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706721

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.นนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว ลงพื้นที่แปลงนาเกษตรกรพื้นที่หมู่ 1 ต.คลองประสงค์ อ.เมือง จ.กระบี่ ร่วมกิจกรรม “วันเก็บเกี่ยวชาวนาเล” โดยมี นายวรวิทย์ เพชรทรัพย์ ผอ.ศูนย์วิจัยข้าวกระบี่ พร้อมด้วยนายประวัติ คลองรั้ว ประธานกลุ่มชาวนาคลองประสงค์ เจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยข้าวกระบี่ เกษตรอำเภอ/เกษตรจังหวัดกระบี่ และเกษตรกร ให้การต้อนรับ โดยกิจกรรมครั้งนี้ ได้ลงพื้นที่แปลงนาเกษตรกรพื้นที่หมู่ 1 ต.คลองประสงค์ อ.เมือง จ.กระบี่ หลังจากเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2565 น.ส.นนทิชา ได้เปิดงาน “กินข้าววาน สืบสานวัฒนธรรม ชาวนาเกาะกลาง” ภายใต้กิจกรรม “ปลูกวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ” พร้อมทั้งได้พบปะพี่น้องเกษตรกรและทำการดำนาวาน (ลงแขก) ด้วยกล้าพันธุ์ข้าวสังข์หยด บัดนี้ข้าวเจริญเติบโตงอกงามจนสามารถเก็บเกี่ยวได้แล้ว รองอธิบดีฯ จึงร่วมเกี่ยวข้าว เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับพี่น้องเกษตรกรอีกครั้ง

ทั้งนี้ การทำนาเพื่อปลูกข้าวไว้กินเองเป็นเรื่องราววิถีชีวิต พร้อมๆ กับการทำประมง เพื่อหารายได้ แต่ข้าวที่ปลูกขายได้ราคาถูกมาก ถ้าเอาข้าวไปแลกกับสิ่งอื่นหรือไปขายจะได้ไม่คุ้มกับการยังชีพ จึงมีคำกล่าวของชาวบ้านที่นี่ว่า “ทำงานเอาเงินซื้อสารดีกว่า” (สารหมายถึงข้าวสาร) ความหมายคือ ทำงานแล้วเอาเงินมาซื้อข้าวกินดีกว่า เพราะทำงานอย่างอื่นได้เงินมากกว่า การทำนาจึงลดน้อยลงและบ้างก็ใช้ที่นาในการปลูกพืชอย่างอื่นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในพื้นที่ทำนาแห่งนี้เป็นแหล่งทำนาสุดท้ายในเกาะกลางต.คลองประสงค์ โดยเกษตรกรมีความต้องการอนุรักษ์ไว้ เพื่อปลูกข้าวสำหรับบริโภคภายในเกาะ แต่ทุกปีเกษตรกรจะประสบปัญหาน้ำทะเลหนุนพื้นที่นาสร้างความเสียหายเสมอ จึงมอบหมายให้ศูนย์วิจัยข้าวกระบี่ เร่งดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาให้เกษตรกร โดยสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าว พันธุ์สังข์หยด และพันธุ์ทับทิมชุมแพที่ข้าวทั้งสองพันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่มีความเหมาะสมต่อสภาพพื้นที่ให้เกษตรกรได้ลองปลูก

กรมชลฯจ้างงาน ช่วยเหลือเกษตรกร ให้มีรายได้เสริม ทำงานช่วงฤดูแล้ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706724

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ได้จ้างแรงงานเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในปีงบประมาณ 2566 ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้ง โดยการปฏิบัติงานด้านต่างๆ อาทิ งานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เป็นต้น ซึ่งปีนี้มีแผนจ้างแรงงานในวงเงิน 5,336 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ประมาณ 86,000 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 3-10 เดือน คาดว่าจะทำให้เกษตรกรมีรายได้ทดแทนจากการว่างเว้นทำการเกษตรประมาณ 26,100-87,000 บาท/คน
(ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจ้าง/คน)

ทั้งนี้ มีเกณฑ์การจ้างแรงงาน ได้แก่ 1.เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่ 2.สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ 3.ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไป 4. หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอ
ให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ อย่างไรก็ดี
มีผู้สนใจเข้ารับการสมัครจ้างแรงงานทั่วประเทศแล้วกว่า 19,700 คน หรือ ร้อยละ 23 ของแผนฯ จังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ นครพนม 1,861 คน , เชียงใหม่ 1,445 คน และเพชรบุรี 1,291 คน

‘อลงกรณ์’คิกออฟงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยีเริ่มฤดูผลิต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706726

วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2566 ที่ศูนย์ข้าวชุมชน ต.หนองจอก หมู่ 2 ต.หนองจอก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โดยมีนางวันเพ็ญ มังศรี รอง ผวจ.เพชรบุรี กล่าวต้อนรับ มีผู้ที่เกี่ยวข้อง ร่วมงานซึ่งงานครั้งนี้จัดขึ้นเพื่อถ่ายทอดความรู้ และให้บริการแก่เกษตรกรในชุมชน ให้เกษตรกรได้รับความรู้ เข้าถึงปัจจัยการผลิต ลดความเสี่ยงในการบริหารจัดการ และให้เกิดความเข้มแข็งของเกษตรกร

สำหรับการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2566 พืชหลัก คือ ข้าว โดยการจัดงานในวันนี้มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าว จากทุกอำเภอ ใน จ.เพชรบุรี ร่วมเรียนรู้ซึ่งกิจกรรมการเรียนรู้จะแบ่งสถานีถ่ายทอดความรู้ออกเป็น 4 สถานี ประกอบด้วย สถานีเรียนรู้ที่ 1 การปรับปรุงบำรุงดิน (ทำดินให้เป็นดาว) สถานีเรียนรู้ที่ 2 คุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าว (ปริญญาข้าว) สถานีเรียนรู้ที่ 3 การควบคุมศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน (ป้องกันอย่างยั่งยืน) และสถานีเรียนรู้ที่ 4 การสร้างมูลค่าเพิ่ม (ทุกอณูมีค่า) นอกจากนี้ จะมีการนำเสนอองค์ความรู้ และบริการการเกษตรอื่นๆ ให้เกษตรกร

นายอลงกรณ์กล่าวว่า การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีมีเป้าหมายสำคัญ 2 ระดับ คือ 1.การทำให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงข้อมูลที่ต้องการเผยแพร่ และ 2.การทำให้กลุ่มเป้าหมายนำข้อมูลไปใช้และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับความรู้ ที่ได้รับ ทั้งนี้ ด้วยภูมิอากาศที่แปรปรวน และการแข่งขันในตลาดโลกที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีความผันผวนเป็นอย่างมาก รวมถึงกลไกการค้าที่มุ่งเน้นคุณภาพและการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตร ตั้งแต่การผลิตที่ต้นทางและการบริโภคที่ปลายทาง เกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีข้อมูลและความรู้ ปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ทั้งเรื่องการลดต้นทุนการผลิต เพื่อให้เกษตรกรสามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น การเพาะปลูกตามความเหมาะสมของดินและการปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด การเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินของตนและการลดการพึ่งพากลไกราคาด้วยการทำไร่นาสวนผสม เศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยการแปรรูปผลผลิต และการบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ

อย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรฯ ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงสร้างกลไกการถ่ายทอดความรู้ที่จำเป็นสู่เกษตรกรผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ซึ่งหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกันนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกร และปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสินค้าหลักและศักยภาพของพื้นที่ รวมทั้งประยุกต์องค์ความรู้ต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม

อ.ส.ค.จัดวิ่ง‘โอเมก้ารัน’ ชวนใส่ใจสุขภาพ-หนุนท่องเที่ยว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706485

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสมพร ศรีเมือง ผอ.องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึงกิจกรรมวิ่งดูดนมโอเมก้ารัน 2023 ว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างเสริมสุขภาพและความสัมพันธ์ของผู้ร่วมกิจกรรม กระตุ้นให้หันมาสนใจการออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ และประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว จ.สระบุรี ก่อให้เกิดการหมุนเวียนรายได้ในชุมชน ตลอดจนเตรียมพร้อมรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยทาง อ.ส.ค. จับมือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานพระนครศรีอยุธยา และReflect Run บริษัทผู้จัดกิจกรรมวิ่งร่วมกันจัดวิ่งดูดนม ครั้งที่ 2 ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2566 ภายใต้ชื่อ“วิ่งดูดนม โอเมก้ารัน 2023” ที่ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี แบ่งระยะการวิ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะ3 กิโลเมตร , 5 กิโลเมตร , 12 กิโลเมตร และ 21 กิโลเมตร พร้อมมีบริการอาหารและเครื่องดื่ม โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เข้าชมฟาร์ม พร้อมทดลองรีดนมป้อนนมวัว ตลอดจนชมการแสดงคาวบอย ขี่ม้า “ฟรี” และได้ลิ้มลองผลิตภัณฑ์นมไทย-เดนมาร์ค หลากหลายรสชาติ ซึ่งเตรียมไว้ให้บรรดานักวิ่งได้ดื่มฟรีตลอดงาน

ปัจจุบันฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวอย่างกว้างขวางบนพื้นที่ประมาณ 1,800 ไร่ มีทุ่งหญ้าเขียวขจีที่สวยงาม นักท่องเที่ยวและนักวิ่งที่มาร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสธรรมชาติที่สวยงาม และได้ออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพที่แข็งแรง ขณะนี้ อ.ส.ค.อยู่ระหว่างพัฒนาพื้นที่ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ให้เป็นแลนด์มาร์คด้านกีฬาและการท่องเที่ยว เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่จะท่องเที่ยวในอนาคต ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ จ.สระบุรี

‘เฉลิมชัย’ฝังทำลายหมูเถื่อน มากที่สุดกว่า7แสนกก.ค่า123ล้าน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706483

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีฝังทำลายชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรของกลางลักลอบนำเข้าผิดกฎหมาย โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรฯ นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ น.สพ.สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์เพชรบุรี อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ซึ่งกรมปศุสัตว์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย กรณีการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรอย่างเคร่งครัด ปราบปรามการลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรอย่างผิดกฎหมาย เป็นการปกป้องเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร โดยเฉพาะรายย่อย และเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค เนื่องจากชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรดังกล่าวอาจมีเชื้อโรคระบาดต่อสัตว์และไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมทั้งทำลายกลไกราคาสุกร

สำหรับการฝังทำลายชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรของกลาง มีมากถึง 723,786 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 123 ล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องใช้รถบรรทุกสิบล้อพ่วง 35 เที่ยว รถบรรทุกสิบล้อ 3 เที่ยว รถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ 1 เที่ยว ถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์ที่เคยดำเนินการ จึงขอให้พี่น้องเกษตรกรและผู้บริโภคมั่นใจว่ากระทรวงเกษตรฯ ปกป้องอาชีพของเกษตรกรและได้คุ้มครองสุขภาพของผู้บริโภคอย่างเต็มที่ และยังคงดำเนินการอย่างเข้มข้นต่อไป

ทั้งนี้ ในปี 2565 กรมปศุสัตว์ สนธิกำลังร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และกรมศุลกากร ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกรณีการลักลอบนำเข้าชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกร ทั้งสิ้น 42 คดี ปริมาณน้ำหนักรวม 1,089,514 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่ากว่า 219 ล้านบาท ซึ่งการดำเนินการกับซากสุกรของกลาง แบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ทำลายไปแล้ว 179,612 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 71 ล้านบาท ส่วนที่ 2 อยู่ในระหว่างดำเนินคดี 186,116 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 25 ล้านบาท เมื่อคดีสิ้นสุดจะดำเนินการทำลายต่อไป และส่วนที่ 3 รวบรวมเพื่อทำลาย 723,786 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 123 ล้านบาท ชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรของกลาง ส่วนใหญ่มีแหล่งผลิตมาจากต่างประเทศ เช่น บราซิล เยอรมนี และอิตาลี เป็นต้น

ส่วนวิธีการฝังทำลายชิ้นส่วนเครื่องในและเนื้อสุกรของกลางเป็นไปตามมาตรฐานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก
(World Organization for Animal Health หรือ WOAH) ซึ่งเป็นวิธีที่เหมาะสมในการทำลายซากและของเสียจากสัตว์ปริมาณมากที่สามารถทำได้ง่าย ประหยัดค่าใช้จ่าย มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค

รองปลัดฯร่วมถกพัฒนาการเกษตรฯ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706482

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจางวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับมอบหมายจาก นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นวิทยากรบรรยายหัวข้อ “นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปัจจุบันและอนาคตของเกษตรไทย” ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2565 ของสมาคมนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ที่กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร (กวป.) กรมวิชาการเกษตร

นายเศรษฐเกียรติ ได้บรรยายถึงกรอบ 5 ยุทธศาสตร์ และ 15 นโยบายสำคัญในการพัฒนาและแก้ปัญหาภาคการเกษตร โดยให้เป็นกรอบในการทำงาน พร้อมทั้งปรับตัวตามสถานการณ์และเพิ่มการทำงานในเชิงรุก ประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์ตลาดนำการผลิต 2.ยุทธศาสตร์เทคโนโลยีเกษตร 3.ยุทธศาสตร์ 3S คือ Safety-Security-Sustainability 4.ยุทธศาสตร์การบริหารเชิงรุกแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วน และ 5.ยุทธศาสตร์เกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวทางศาสตร์พระราชา โดยให้ปี 2566 เป็นปีที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตรกรรม อาทิ การสร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร การเร่งผลักดันการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคเกษตร การเร่งประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้การดำเนินนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร การส่งเสริมเกษตรปลอดภัย การผลักดันค่าตอบแทนให้กับอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) การบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การเร่งขับเคลื่อน BCG Model ไปสู่การปฏิบัติให้สัมฤทธิผลส่งเสริมความรู้พืชเศรษฐกิจใหม่ผลักดันไทยเป็นครัวโลก การผลักดันให้กระทรวงเกษตรฯ เป็นกระทรวงเศรษฐกิจอย่างแท้จริง การปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และการให้ความสำคัญกับเกษตรกรเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน

กรมข้าวฯรุดเยี่ยม ศูนย์ข้าวที่อุบลฯ รับฟังสภาพปัญหา ให้คำแนะนำแก้ไข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706481

วันพุธ ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

น.ส.นนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ ลงพื้นพบปะเยี่ยมเยียนศูนย์ข้าวชุมชนต.นาเรือง
อ.นาเยีย จ.อุบลราชธานี โดยมีผู้นำกลุ่มศูนย์ข้าวชุมชน เกษตรกร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุบลราชธานี และศูนย์วิจัยข้าวอุบลราชธานี ต้อนรับ ที่ศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเรือง

ทั้งนี้ ศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเยีย ได้ขึ้นทะเบียนกับกรมการข้าวเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2560 มีทั้งหมด 5 ศูนย์ ประกอบด้วย 1.ศูนย์ข้าวชุมชนวิสาหกิจชุมชนศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านนาเยีย 2.ศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเยีย 3.ศูนย์ข้าวชุมชนนาแปลงใหญ่ ปี 2559

4.ศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเรือง 5.ศูนย์ข้าวชุมชนวิสาหกิจชุมชนกลุ่มพันธุ์ข้าว ต.นาดี ปัจจุบันมีสมาชิกรวมทั้งหมด 161 ราย มีพื้นที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี 837 ไร่ พื้นที่ผลิตข้าวคุณภาพดี 1,622 ไร่ โดยศูนย์ข้าวชุมชน ต.นาเรือง เป็นกลุ่มผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้กับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวอุบลราชธานี ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว พันธุ์ กข15 ชั้นพันธุ์ขยาย มีกระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้มาตรฐาน และปริมาณตามเป้าหมายที่วางไว้ในแต่ละฤดูกาลผลิต ซึ่งสมาชิกในกลุ่มมีความสามัคคี ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี อีกทั้งยังเข้าร่วมดำเนินกิจกรรมต่างๆ กับกรมการข้าว อย่างต่อเนื่อง ซึ่งในการนี้ น.ส.นนทิชา ได้รับฟังผลการดำเนินงาน ปัญหา/อุปสรรค พร้อมให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ แก่พี่น้องเกษตรกรในการบริหารจัดการดำเนินงานของศูนย์ข้าวชุมชนฯ ให้สำเร็จลุล่วงเป็นไปตามเป้าหมาย

ชลประทานบริหาร จัดการน้ำในฤดูแล้ง เพียงพอใช้เพาะปลูก ตามแผนคาดการณ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/706193

วันอังคาร ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมกัน61,150 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) 80%ของความจุอ่างฯ รวมกัน เป็นน้ำใช้การได้37,196 ล้าน ลบ.ม.เฉพาะ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำรวมกัน 19,681 ล้าน ลบ.ม.79% ของความจุอ่างฯ รวมกันเป็นน้ำใช้การได้ 12,985 ล้าน ลบ.ม. ภาพรวมปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ดี ด้านสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำ 4 สาย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา, แม่น้ำท่าจีน, แม่น้ำปราจีน-บางปะกง และแม่น้ำแม่กลองอยู่ในเกณฑ์ปกติ

ส่วนผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งปี 65/66 ปัจจุบันจัดสรรน้ำทั้งประเทศไปแล้ว7,594 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 28% ของแผนฯ(แผนจัดสรรน้ำทั้งประเทศ 27,685 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มเจ้าพระยามีการจัดสรรน้ำไปแล้ว 2,199 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็น 25 ของแผนฯ (แผนจัดสรรน้ำลุ่เจ้าพระยา 9,100 ล้าน ลบ.ม.) จนขณะนี้มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังทั้งประเทศไปแล้ว 5.601ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 54 ของแผนฯ ในขณะที่พื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการเพาะปลูกข้าวนาปรังไปแล้ว 4.229 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 64 ของแผนฯ เฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ มีการเพาะปลูกข้าวนาปรังตามการปรับปฏิทินการเพาะปลูกไปแล้วกว่าร้อยละ 90 ของแผนฯ คาดว่าจะเก็บเกี่ยวแล้วเสร็จตามแผนที่กำหนด ทั้งนี้เกษตรกรบางส่วนใช้น้ำค้างทุ่งในการเพาะปลูกจึงทำให้มีปริมาณน้ำสะสมในอ่างเก็บน้ำมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพียงพอให้เกษตรกรใช้เพาะปลูกช่วงฤดูแล้งนี้