หม่อนไหม-อ.ต.ก. เปิดช่องจัดจำหน่าย สินค้าผู้ผลิตผ้าไหม จัดกิจกรรมการตลาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705971

วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประกอบ เผ่าพงศ์ อธิบดีกรมหม่อนไหม ร่วมกับ นายปณิธาน มีไชยโย ผอ.องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ยกระดับความร่วมมือส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดให้กับเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการ ในการจำหน่ายผ้าไหมไทยที่มีคุณภาพให้กับผู้บริโภค ส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์ในกิจกรรมหรือโครงการ รวมทั้งเผยแพร่ผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างการรับรู้ต่อประชาชนให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคมและประเทศชาติ โดยได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือต่อกัน ซึ่งมีนายธนา ชีรวินิจ เลขานุการ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานและสักขีพยาน

นายประกอบกล่าวว่า กรอบข้อตกลงความร่วมมือดังกล่าว อ.ต.ก.เป็นผู้ดำเนินการจัดหาพื้นที่ตลาด อ.ต.ก.ให้แก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกรผู้ประกอบการ และกรมหม่อนไหม เพื่อใช้เป็นสถานที่ในการจัดจำหน่ายผ้าไหมไทยและผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้จากการวิจัยและพัฒนา ส่วนกรมหม่อนไหมเป็นผู้ดำเนินการประสานงานในการจัดหาเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร และผู้ประกอบการในการจัดหาผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยที่มีคุณภาพ และผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้จากการวิจัยและพัฒนาของกรมหม่อนไหม เพื่อนำมาจำหน่ายอย่างเหมาะสม รวมถึงให้การสนับสนุน ส่งเสริมการจัดทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย หรือกลยุทธ์ด้านการตลาด ตลอดจนกำหนดราคาในการจำหน่ายอย่างเหมาะสม โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันสนับสนุนการจัดกิจกรรมด้านการตลาด และประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

‘สุนทร’มอบนโยบาย8ด้าน กรมฝนหลวงฯช่วยเหลือเกษตรกร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705970

วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายสุนทร ปานแสงทอง รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานให้แก่กรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยมีนายสุพิศ พิทักษ์ธรรมรองอธิบดีกรมฝนหลวงฯ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงฯ และเจ้าหน้าที่กรมฝนหลวงฯ เข้าร่วม ว่ากรมฝนหลวงฯ ถือเป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่สำคัญของกระทรวงเกษตรฯ มีภารกิจเฉพาะด้านในการปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่การเกษตร พื้นที่ป่าไม้และเขื่อนเก็บกักน้ำ ซึ่งเป็นการช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค และประสบปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติด้านต่างๆ เช่น ปัญหาหมอกควันไฟป่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เป็นต้นตลอดจนการบรรเทาความรุนแรงของพายุลูกเห็บอีกด้วย

นายสุนทรกล่าวอีกว่า ได้มีนโยบาย/งานสำคัญ 8 ด้าน ที่กรมฝนหลวงฯ ต้องขับเคลื่อน ได้แก่ 1. การต่อยอดตำราฝนหลวงพระราชทาน โดยการกำหนดยุทธศาสตร์เป้าหมายงานวิจัย เพิ่มศักยภาพงานวิจัย เพื่อการพัฒนาต่อยอดวิธีการหรือเทคนิคทำฝนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เช่น การวิจัยเพื่อเพิ่มสูตรหรือปรับสูตรสารฝนหลวง การวิจัยปรับวิธีการทำฝนหรือดัดแปรสภาพอากาศ รวมถึงการศึกษาวิจัยเพื่อนำไปใช้ในกระบวนงานสนับสนุน เช่น วิจัยเพื่อลดการใช้กำลังคนในการบดโปรย เป็นต้น 2.การปฏิบัติการฝนหลวงหรือการทำฝนหลวงให้ประชาชนเห็นผลแบบประทับใจ หมายถึงการระดมทรัพยากรทำฝนในพื้นที่เป้าหมายให้เพียงพอในเชิงปริมาณน้ำ ให้มีความชุ่มชื้นเพียงพอภายในระยะเวลาอันสั้น เพื่อที่จะย้ายไปดำเนินการพื้นที่เป้าหมายอื่นในแบบเดียวกัน

3.นำเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพมาใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงาน เช่น เครื่องบินแบบใหม่ที่เหมาะสม การนำอากาศยานไร้นักบินมาใช้ในการทำฝน การตรวจสภาพอากาศซึ่งจะสามารถลดต้นทุนได้ การคิดค้นวิธีการโปรยสารแบบอัตโนมัติแทนใช้คนโปรยปรับเครื่องมือและวิธีการบดสารฝนหลวง เป็นต้น 4.สารฝนหลวง ควรมีการปรับวิธีการจัดเก็บสารฝนหลวงให้คงสภาพคงคุณสมบัติได้นานที่สุด เพื่อประสิทธิภาพในการใช้งาน 5.การใช้เครื่องบินให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่ามากที่สุด 6.ขยายเครือข่ายอาสาฝนหลวง ขยายการรับรู้ การมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานและเกษตรกรให้ได้มากที่สุด 7.ให้ความสำคัญด้านการบริหารงานบุคคล ควรมีการวิเคราะห์และทำแผนปรับปรุงโครงสร้าง/กรอบอัตรากำลังให้เหมาะสม และ 8.ให้ความสำคัญด้านโครงสร้างพื้นฐานอาคาร เช่น โรงเก็บและซ่อมเครื่องบิน โรงเก็บสาร สนามบินบ้านพัก และครุภัณฑ์ที่จำเป็น เพื่อความคล่องตัวในการบริหาร การปฏิบัติการและยกระดับคุณภาพชีวิตของข้าราชการ ต้องมีการจัดทำแผนระยะสั้นระยะยาว

รองปลัดฯรุดลงพื้นที่ตรวจ โครงการส่งน้ำแก่งกระจาน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705969

วันจันทร์ ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการน้ำ ที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ซึ่งเขื่อนแก่งกระจาน เป็นเขื่อนดิน มีความสูง 58 เมตร ความยาวสันเขื่อน 760 เมตร ความกว้าง 8 เมตร (ระดับน้ำทะเลปานกลาง) มีพื้นที่ 46.5 ตารางกิโลเมตร มีความจุ 710 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) สามารถช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำ เพื่อการอุปโภค-บริโภค ตั้งแต่ปากอ่าวเพชรบุรีจนถึงหัวหินให้หมดไป อีกทั้งยังเป็นแหล่งส่งเสริมการประมง และช่วยบรรเทาอุทกภัยในทุ่งเพชรบุรีได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ นายเศรษฐเกียรติ ได้กล่าวชื่นชมการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำภายใต้โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนแก่งกระจาน และได้ให้ข้อแนะนำในการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการใช้น้ำ เพื่อการอุปโภคและบริโภคในด้านการเกษตรและการท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ

‘เฉลิมชัย’จ้างแรงงานปี’66 กรมชลฯตั้งเป้าให้ได้86,000คน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705440

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.02 น.

นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายช่วยเหลือเกษตรกรทั่วประเทศ ให้มีรายได้เสริมในช่วงฤดูแล้ง ด้วยการจ้างแรงงานชลประทาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ในปีงบประมาณ 2566 สำหรับปฏิบัติงานด้านต่างๆ อาทิ งานซ่อมแซม บำรุงรักษา ขุดลอก ปรับปรุงงานชลประทาน โครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานก่อสร้างแหล่งน้ำและระบบส่งน้ำเพื่อชุมชน แก้มลิง การจัดการคุณภาพน้ำ รวมทั้งโครงการป้องกันและบรรเทาภัยจากน้ำ เป็นต้น โดยมีแผนจ้างแรงงาน วงเงิน 5,336 ล้านบาท สามารถจ้างแรงงานได้ประมาณ 86,000 คน ระยะเวลาการจ้างอยู่ระหว่าง 3-10 เดือน วงเงินจ้างแรงงานอยู่ระหว่าง 26,100–87,000 บาท/คน(ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจ้าง/คน) โดยเกณฑ์การจ้างแรงงานจะพิจารณากลุ่ม เป้าหมาย 4 กลุ่ม ดังนี้ 1. เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรหรือเกษตรกรในพื้นที่ 2.สมาชิกกลุ่มผู้ใช้น้ำของกรมชลประทานในพื้นที่ 3. ประชาชน และผู้ใช้แรงงานทั่วไป และ 4.หากแรงงานในพื้นที่มีไม่เพียงพอให้พิจารณาจ้างเกษตรกรหรือแรงงานในพื้นที่ใกล้เคียง จากหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด และลุ่มน้ำ ตามลำดับ

ปัจจุบันมีการจ้างแรงงานทั่วประเทศแล้ว 16,408 คน คิดเป็นร้อยละ 19 ของแผนฯ โดยจังหวัดที่มีผลการจ้างแรงงานมากที่สุด 3 ลำดับ ได้แก่ จ.นครพนม 1,861 คน จ.อำนาจเจริญ 1,191 คน และ จ.เชียงใหม่ 1,110 คน โดยกรมชลประทาน ขอเชิญชวนพี่น้องเกษตรกรและประชาชนทั่วไป เข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเป็นการสร้างรายได้เสริมหรือทดแทนจากการสูญเสียรายได้ ด้านการเกษตร โดยสามารถติดต่อสอบถามหรือสมัครได้ที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือทางสายด่วนกรมชลประทาน 1460

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าวิสัยทัศน์…อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรคนใหม่ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705443

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าวิสัยทัศน์...อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรคนใหม่ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’

สกู๊ปพิเศษ : ผ่าวิสัยทัศน์…อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรคนใหม่ ‘สุพิศ พิทักษ์ธรรม’

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ด้วยพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ได้ทรงตระหนักและเล็งเห็นในคุณค่าของแนวพระราชดำริเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน พระ องค์ ทรงยึดมั่นที่จะสืบสาน รักษาและต่อยอดแนวพระราชดำริต่างๆ ของ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อเป็นแสงสว่าง นำทางตามรอยพระราชปณิธานไปสู่ความผาสุกแก่ประชาชนและประเทศชาติสืบไป

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาใช้ในการปฏิบัติงานตามภารกิจการทำฝนหลวง รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการทำฝนและการดัดแปรสภาพอากาศ ให้เกิดเป็นฝนภายใต้แนวคิดพระราชทาน “ทำให้เมฆรวมตัวตกลงมาเป็นฝน” ตลอดจนภารกิจด้านการบินเกษตร

ในวันที่ 25 มกราคม 2566 นี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะมีอายุครบ 10 ปี ภายใต้การนำของกัปตันคนใหม่ว่าที่อธิบดี “สุพิศ พิทักษ์ธรรม” รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จะมีวิสัยทัศน์ที่จะบริหารงานนำองค์กรสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายและภารกิจภายใต้นโยบาย ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์กระทรวงเกษตรฯ และแผนแม่บทเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ อย่างไรบ้าง?

ว่าที่อธิบดีกรมฝนหลวงฯ สุพิศ พิทักษ์ธรรม กล่าวไว้ว่า… “การทำให้องค์กรพัฒนาสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายได้นั้น ผู้บริหารระดับอธิบดี รองอธิบดี มีส่วนสำคัญ จะต้องตั้งใจที่จะพัฒนาองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า ผมวางแผนการทำงานไว้ 7 มิติ ที่จะนำกรมฝนหลวงและการบินเกษตรก้่าวไปสู่ความสำเร็จ” สำหรับ 7 มิติดังกล่าวประกอบด้วย

มิติที่ 1 การปฏิบัติการฝนหลวงหรือการทำฝนหลวงต้องแบบ “เต็มอิ่ม” หมายถึง การระดมทรัพยากรทั้งเครื่องบิน บุคลากร และอุปกรณ์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ขึ้นทำฝนในพื้นที่เป้าหมายทันทีที่สภาวะอากาศพร้อม ให้เพียงพอในเชิงปริมาณน้ำ ความชุ่มชื้น ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งจะทำให้ฝนตกได้ในปริมาณที่มากขึ้นสำเร็จตามวัตถุประสงค์ จากเดิมเวลาที่ขึ้นปฏิบัติการทำฝนหลวง จะใช้เครื่องบินชุดละ 2 ลำเท่านั้น และจะปฏิบัติการทำฝนหลวงกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค ทำให้ได้ประสิทธิภาพไม่เต็มที่ หลังจากนี้กรมฝนหลวงฯจะปรับเปลี่ยนแนวทาง

มิติที่ 2 นำเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมาใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงาน เช่น การนำอากาศยานไร้นักบิน(UAV) หรือโดรนมาใช้ในการทำฝนและการตรวจสภาพอากาศแทนการยิงบอลลูน พัฒนาเทคโนโลยีในการโปรยสารทำฝนแบบอัตโนมัติแทนการใช้คนโปรย ปรับวิธีการบดสารฝนหลวงโดยใช้เครื่องจักร พร้อมวิธีจัดเก็บสารฝนหลวงที่คงสภาพเพื่อยึดอายุการใช้งาน ปรับเทคโนโลยีการลำเลียงสารทำฝนหลวง

มิติที่ 3 ใช้ทรัพยากรให้มีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยการกระจายต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) เช่น การใช้เครื่องบินแต่ละลำต้องปรับปรุงให้สามารถใช้งานได้อย่างอเนกประสงค์ คุ้มค่า และใช้ประโยชน์ได้ทุกช่วงเวลา ในช่วงเวลาพักการทำฝนหลวง ก็สามารถนำไปใช้ในภารกิจหรือกิจกรรมอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นการบินเพื่อปฏิบัติราชการของผู้บริหารในพื้นที่ห่างไกล การบินสำรวจพื้นที่ การบริหารจัดการน้ำเพื่อการป้องกัน แก้ปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้ง การบินสำรวจทางอากาศเพื่อการเกษตร เป็นต้น

มิติที่ 4 มุ่งเน้นการเกิดงานวิจัย กรมฝนหลวงฯจะให้ความสำคัญกับงานวิจัย เพราะงานวิจัยจะสามารถตอบข้อสงสัย แก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีเหตุผลเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งจะนำมาพัฒนาต่อยอดให้สามารถนำมาใช้งานได้จริง ทั้งที่เป็นงานวิจัยที่เกี่ยวกับภารกิจโดยตรง หรืองานวิจัยเพื่อนำไปใช้ในกระบวนงานสนับสนุน

มิติที่ 5 ขยายเครือข่ายอาสาฝนหลวง อาสาสมัครฝนหลวง จะเป็นตัวแทนของกรมฝนหลวงฯได้ดีที่สุดในการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารจากกรมฝนหลวงฯ ไปสู่ประชาชนในพื้นที่ และสะท้อนปัญหาในพื้นที่ย้อนกลับมายังกรมฝนหลวงฯ จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาของประชาชนได้อย่างถูกต้องและตรงกับเป้าประสงค์มากที่สุด

มิติที่ 6 ปรับวัฒนธรรมองค์กร เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องปรับเปลี่ยนใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของกรมฝนหลวงฯ โดยสร้างวัฒนธรรมการทำงานเป็นทีม ไม่ใช่ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำหน้าที่ สร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง เน้นการเรียนรู้ และมีความยืดหยุ่นในการทำงาน

และมิติที่ 7 ยกระดับธรรมาภิบาลในภาครัฐ เน้นความโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง จะต้องถูกต้องตามกฎระเบียบ ข้าราชการของกรมฝนหลวงฯทุกคนจะต้องไม่ถูกสอบสวนในเรื่องทุจริต การบริหารงบประมาณให้เป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย เป็นธรรม มีการวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย เพื่อชั่งน้ำหนักเพื่อประโยชน์สูงสุด

“ความยิ่งใหญ่ของผู้นำนั้น จะต้องปราศจากข้อครหาเรื่องการคอร์รัปชั่น” ว่าที่อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรกรกล่าวย้ำในตอนท้าย

อธิบดีกรมข้าวตรวจ ความก้าวหน้างาน สร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ ให้บริการประชาชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705437

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายณัฏฐกิตติ์ ของทิพย์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อมคณะ เดินทางมายังสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานและเร่งรัดการเบิกจ่าย โครงการก่อสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี ต.รั้วใหญ่ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี บนพื้นที่กว่า 20 ไร่

นายณัฏฐกิตติ์กล่าวว่า ได้ดำเนินงานโครงการขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยก่อสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มเติมในจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกข้าวมากกว่า 300,000 ไร่ต่อปี (นาปีและนาปรัง) และยังไม่มีหน่วยงานที่มีภารกิจในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชั้นพันธุ์ขยาย ชั้นพันธุ์จำหน่ายอยู่ในพื้นที่ เพื่อขยายศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวภาพรวม ลดปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ เพิ่มโอกาสการเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีของเกษตรกร เพิ่มหน่วยงานสนับสนุนด้านวิชาการและบริการประชาชนตลอดจนตอบสนองนโยบายของรัฐในการส่งเสริมการผลิตข้าวผ่านโครงการต่างๆ และสร้างความมั่นคงทางเมล็ดพันธุ์ข้าว

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่า โครงการดังกล่าวได้รับการจัดสรรงบประมาณเพื่อดำเนินการก่อสร้างศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวสุพรรณบุรี พร้อมติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์เพื่อการปรับปรุงสภาพเมล็ดพันธุ์ และครุภัณฑ์สำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน ผูกพันงบประมาณตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564-2567 วงเงินตามสัญญาทั้งสิ้น 259,500,000 บาท แบ่งเป็น 30 งวดงาน ระยะเวลาดำเนินการ 550 วัน ขณะนี้ดำเนินการก่อสร้างไปแล้วร้อยละ 12.73 คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดให้บริการประชาชนได้ในปีงบประมาณ 2567

‘อลงกรณ์’ชูปีเทคโนโลยีฯ เดินหน้าตั้งศูนย์AICทุกจังหวัด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705442

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และประธานคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (AIC) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1/2566 ว่า ขอให้ปี 2566 เป็นปีแห่งเทคโนโลยีเกษตรไทย ซึ่งมีการพัฒนาโครงสร้างและระบบใหม่ ได้แก่ 1.ในระดับประเทศ โดยคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และคณะกรรมการบริหารศูนย์ AIC ในระดับประเทศ จะเป็นแกนหลักในการจัดตั้งสร้างองค์กรเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรวิจัยและพัฒนา วิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ภาควิชาการ และสถาบันเกษตรกรต่างๆเพื่อขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนวัตกรรมและข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการส่งเสริมการค้าการลงทุน

2.ในระดับจังหวัด โดยการเพิ่มความร่วมมือ ระหว่างศูนย์ความเป็นเลิศ (AIC ประเภท Center of Excellence : CoE) 23 ศูนย์ กับศูนย์ AIC ระดับพื้นที่ (AIC area based) ทั้ง 77 จังหวัด เนื่องจากศูนย์ความเป็นเลิศจะมีความรู้เฉพาะด้าน เป็นองค์ความรู้ความสามารถระดับโลก จำเป็นที่จะต้องให้มีการแลกเปลี่ยน ร่วมมือ และถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะด้านลงสู่ระดับพื้นที่ เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ลงไปใช้ใน 77 จังหวัด จึงให้มีการจัดประชุมร่วมในเดือนหน้า เพื่อวางแนวทางความร่วมมืออย่างเป็นระบบ

3.ในระดับอำเภอ จัดตั้งศูนย์ AIC อำเภอขึ้นในสำนักงานเกษตรอำเภอ เพื่อสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจากศูนย์ระดับจังหวัด มาสู่ระดับอำเภอ รวมถึงศูนย์ความเป็นเลิศทั้ง 23 ศูนย์ด้วย เพื่อให้องค์ความรู้สามารถลงสู่พื้นที่ได้ทุกระดับ 4.ในระดับตำบล ให้ดำเนินการจัดตั้ง ศูนย์ AIC ในระดับตำบลที่ อบต.หรือเทศบาล ตำบล ขับเคลื่อนโดยคณะกรรมการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนระดับตำบล 7,255 ตำบล โดยให้ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ที่มีอยู่ 882 แห่ง รวมทั้งเครือข่ายศพก.และแปลงใหญ่ เป็น AIC Stationสนับสนุนการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับหมู่บ้าน ตำบล ชุมชน ใน 76 จังหวัด และ 50 เขตใน กทม.

5.จัดตั้ง “อาสา AIC” ตำบล ดำเนินการเปิดรับสมัคร หรือคัดสรร อาสา AIC ตำบลละอย่างน้อย 1 คน โดยสรรหาจาก Young Smart Farmer และ Smart Farmer และเปิดรับสมัครผู้ที่มีความรู้ความสามารถร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เหมาะสมในพื้นที่ของตนเอง และ 6.การจัดทำระเบียบกระทรวงว่าด้วยการบริหาร AIC เพื่อให้สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

ร้านสังฆภัณฑ์ จ.ตรัง ผุดไอเดีย ทำขนมเข่งรูปหมูขายรับตรุษจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705439

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ร้านชัยรุ่งเรืองพาณิชย์ อ.กันตัง จ.ตรัง นอกจากจะเปิดขายเครื่องเซ่นไหว้บรรพบุรุษในช่วงเทศกาลตรุษจีนตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันที่ 16-21 มกราคม 2566 เป็นเวลา 5 คืน 6 วันแล้ว ยังทำขนมเข่งรูปครอบครัวหมู ชุดพ่อแม่ลูกรวม 5 ตัวขายราคากล่องละ 100 บาทเท่ากับปีที่แล้วด้วย โดยนางธนาพรเรืองวิทยาวงศ์ อายุ 46 ปี หรือคุณหงส์ เจ้าของร้านยอมรับว่า ปีนี้วัตถุดิบต่างพากันขึ้นราคา แต่เนื่องจากมีลูกค้าสั่งซื้อเข้ามามากทั้งที่ปีนี้ไม่ได้เปิดขายทางออนไลน์ อาศัยลูกค้าเก่าที่บอกต่อแบบปากต่อปาก จึงต้องผลิตตามออเดอร์ โดยตั้งเป้าไว้จำนวน 100 กล่องซึ่งยังคงขายในราคาเดิม และคงคุณภาพ ความอร่อย ความสดใหม่แบบวันต่อวันไว้เหมือนเดิม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า

ซึ่งขนมเข่งรูปหมูพ่อแม่ลูก มีแม่ค้ารายย่อยหลายจังหวัดภาคใต้ สั่งซื้อเข้ามาเพื่อนำไปขายต่อ ทดแทนปัญหาราคาเนื้อหมูแพง นอกจากจะถูกกว่าแล้ว ยังสวยงาม แปลกตา เหมาะสำหรับนำไปเซ่นไหว้บรรพบุรุษหรือซื้อเป็นของฝากญาติผู้ใหญ่ในเทศกาลตรุษจีนได้เป็นอย่างดี โดยสามารถเก็บไว้ได้นาน 5-7 วัน เนื่องจากไม่ใช้สารกันบูด ซึ่งมีลูกค้าที่เคยสั่งซื้อเมื่อปีที่แล้ว สั่งซื้อซ้ำเข้ามามากจนต้องปิดการขาย เพราะทำไม่ทัน โดยหันมาทำขนมเข่งแบบธรรมดา ซึ่งใช้เวลาน้อยกว่า และรวดเร็วกว่าแทน โดยขายขนมเข่งลูกเล็กกิโลกรัมละ 95 บาท ลูกใหญ่ 110 บาท ปรับขึ้น 5 บาทต่อกิโล ซึ่งลูกค้าเข้าใจ และตอนนี้ต้องใช้แป้งสาลีในการทำขนมเข่งรูปหมูและขนมเข่งธรรมดาวันละ 1,500 กิโลกรัม สร้างรายได้เฉพาะขนมเข่งไม่ต่ำกว่า 20,000 บาทต่อวัน

ด้านนางธนาพร เรืองวิทยาวงศ์ เจ้าของไอเดียขนมเข่งรูปครอบครัวหมู จ.ตรัง กล่าวว่า ปีนี้มีโปรโมชั่นเปิดตลอด 24 ชั่วโมง รวม 6 วัน 5 คืน พร้อมลดราคา 3 วันสุดท้าย ส่วนขนมเข่งรูปหมูยังผลิตเหมือนเดิมแต่ยังไม่เปิดรับออเดอร์เพิ่มจากเฟซบุ๊ก เพราะออเดอร์จากลูกค้าเดิมปีที่แล้วมีอยู่แล้ว โดยมีลูกค้าใหม่ที่รู้ติดต่อมาทางเฟซบุ๊กโดยตรง ทางแชทและโทรศัพท์ ซึ่งปีนี้ทำขนมเข่งหมูแค่ 100 กล่อง ส่งต่างจังหวัด มีลูกค้าขอเพิ่มแต่ยังเพิ่มไม่ได้ เพราะต้องประเมินกำลังการผลิต

ปีนี้ลูกค้าสนใจขนมเข่งธรรมดาลูกเล็กเป็นจำนวนมาก โดยปีนี้ทำเข่งลูกใหญ่ 500 กิโล ลูกเล็ก 1,000 กิโล จึงกลัวว่าจะทำเข่งหมูไม่ทัน จึงต้องเบรกลูกค้าไว้ก่อน ซึ่งปีนี้ได้ขอโทษลูกค้าในเฟซบุ๊กเพราะไม่ได้เปิดขายทางออนไลน์เลย เพราะตนทำขนมไหว้เจ้าอีกหลายตัว จึงทำไม่ทันแต่ในอนาคตหากมีกำลังมากพอก็จะขยับขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น

ปลัดเกษตรฯรุดยกระดับสวนกล้วยไม้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705441

วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประยูร อินสกุล ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังลงพื้นที่ตรวจราชการสวนกล้วยไม้ของนายสมศักดิ์ สัจจานุรักษ์วงศ์ พื้นที่เขตหนองแขม กทม.ว่าได้ส่งเสริมการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตร โดยสนับสนุนให้ใช้สารชีวภัณฑ์ เพื่อลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกรและพัฒนาด้านตลาดการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาเป็นจุดเรียนรู้การผลิตกล้วยไม้ IoT (Internet of Thing) ที่ผ่านมา ได้ส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรปลอดภัยและจัดอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) รวมทั้งการอบรมด้านการควบคุมกำจัดแมลงศัตรูพืชผ่านการจัดกระบวนการรู้เพื่อพัฒนาและยกระดับคุณภาพศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชน ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าสวนกล้วยไม้ดังกล่าวประสบผลสำเร็จในด้านการจัดการสวนกล้วยไม้ตัดดอกให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน GAP เป็นจุดเรียนรู้ด้านการผลิตกล้วยไม้ตัดดอก และจุดเรียนรู้การผลิตสารชีวภัณฑ์ให้กับเกษตรกรและผู้สนใจ

ในโอกาสนี้ ปลัดเกษตรฯ ได้รับฟังปัญหาและหารือแนวทางการแก้ไข พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานใน 3 เดือนข้างหน้า โดยสรุป 5 ประเด็น ดังนี้ 1.เปิดพื้นที่และเป็นจุดกระจายผลผลิตให้แก่เกษตรกร ได้นำกล้วยไม้ จำปี และรัก ไปวางจำหน่ายที่ อ.ต.ก.โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย 2.ส่งเสริมการรวมกลุ่มและบริหารจัดการกิจการของกลุ่มเกษตรกรให้เป็นรูปธรรม เพื่อประโยชน์ในการขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ การจดทะเบียนกลุ่มเกษตรกร ฯลฯ 3.มอบหมายกรมชลประทาน แก้ปัญหาสิ่งกีดขวางทางน้ำ คุณภาพน้ำ และการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอ 4.ส่งเสริมให้เป็นจุดเรียนรู้และกระจายสารชีวภัณฑ์ไตรโคเดอร์ม่าของกรมพัฒนาที่ดินให้แก่เกษตรกร และ 5.เพิ่มช่องทางการตลาดส่งออกให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยให้ทูตเกษตรฯ ทำหน้าที่เปิดตลาดสินค้าเกษตรในต่างประเทศ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการขึ้นทะเบียน “จำปีหนองแขม”เป็นสินค้าบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ด้วย

‘เกษตรฯ’เปิดหลักสูตร’วกส.’รุ่นที่ 3 รวมแวดวงภาครัฐ เอกชน Smart Farmer เข้าร่วม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/705333

‘เกษตรฯ’เปิดหลักสูตร’วกส.’รุ่นที่ 3 รวมแวดวงภาครัฐ เอกชน Smart Farmer เข้าร่วม

‘เกษตรฯ’เปิดหลักสูตร’วกส.’รุ่นที่ 3 รวมแวดวงภาครัฐ เอกชน Smart Farmer เข้าร่วม

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2566, 14.39 น.

‘ก.เกษตรฯ’เปิดหลักสูตร’วกส.’รุ่นที่ 3 รวมแวดวงภาครัฐ เอกชน Smart Farmer เข้าร่วม หวังยกระดับพัฒนาวงการเกษตรไทย สร้าง ขีดความสามารถการแข่งขันด้านการเกษตรโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย

19 ม.ค.2565 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้นายทองเปลว กองจันทร์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรฯ เป็นประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนหลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง(วกส.) ด้านวิชาการ รุ่นที่ 3 จัดประชุมและแถลงเปิดหลักสูตร ร่วมกับนายอนันต์ สุวรรณรัตน ประธานกรรมการมูลนิธิเกษตราธิการ ที่ปรึกษาฯและนายสุวิทย์ ชัยเกียรติยศ รองประธานอนุกรรมการฯ และดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ คณะทำงาน อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

นายทองเปลว กล่าวว่า กระทรวงเกษตร ฯ ได้ใช้หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.) เพื่อเชื่อมโยงบุคลากรภาครัฐและเอกชน ให้ร่วมกันขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านการเกษตรให้ ไปในแนวทางเดียวกัน พร้อมทั้งตอบสนองนโยบายเศรษฐกิจ BCG ที่รัฐบาล เล็งเห็นว่าหากใช้การเกษตรรูปแบบเดิมทำให้การสร้างผลผลิตรายได้ที่น้อย และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาก เมื่อปรับมาดูแลรักษาด้านสิ่งแวดล้อม และในรูปแบบที่ทำน้อยได้มาก สร้างโอกาสให้มีรายได้ที่สูงขึ้น ในรูปแบบ BCG ก็จะช่วยพัฒนาวงการเกษตร สร้างรายได้ให้พี่น้องเกษตรกรได้มากยิ่งขึ้น

ขณะที่นายอนันต์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้รับผลสำเร็จของหลักสูตรตั้งแต่รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 มาแล้ว เป็นการเชื่อมโยงบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร ทั้งภาครัฐและเอกชน สมาร์ทฟาร์มเมอร์เกษตรกรรุ่นใหม่ เข้ามาเรียนรู้เทคโนโลยี นวัตกรรมและวิทยาศาสตร์ด้านการเกษตรเพื่อพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆให้สามารถนำไปต่อยอดการเกษตรยุคใหม่ที่ทันสมัยได้ดีมากยิ่งขึ้น

เช่นเดียวกับนายสุวิทย์ ระบุว่า หลักสูตรนี้มีวิทยากรผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้รวมถึงผู้เข้าอบรมหลักสูตรมาจากทุกภาคส่วน ที่อยู่ในซัพพลายเชน หรือห่วงโซ่อุปทาน ของภาคการเกษตรทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ มีตั้งแต่ภาคการเกษตรระดับพื้นที่ ไปจนถึงอุตสาหกรรมการเกษตร ระบบโลจิสติกส์และการส่งออก ซึ่งมีการเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนกัน โดยใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ามาช่วยยกระดับภาคการเกษตรของไทยให้มีศักยภาพเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในภาคการเกษตรได้มากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้หลักสูตรวิทยาการเกษตรระดับสูง (วกส.)” เป็นหลักสูตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดทำขึ้นเพื่อขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยให้เป็นผู้นำในระดับนานาชาติด้วยวิทยาการเกษตรเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ภายใต้หลักการ การตลาดนำการผลิตและเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อความสมดุล มั่นคงและยั่งยืน ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิสัยทัศน์และประสบการณ์ ระหว่างผู้นำ ทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม ให้มีส่วนร่วมในด้านการพัฒนาพัฒนาการเกษตรวิถีใหม่ระหว่างกัน และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทย ให้เป็นผู้นำในระดับนานาชาติด้วยวิทยาการเกษตรเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ ในรูปแบบ “ประชารัฐ”