รอง อสส.เปิดอบรมหลักสูตร อัยการระดับพิเศษฝ่าย รุ่นที่ 11 เตรียมพร้อมขึ้นผู้บริหารระดับสูงทั่วประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791177

รอง อสส.เปิดอบรมหลักสูตร อัยการระดับพิเศษฝ่าย รุ่นที่ 11 เตรียมพร้อมขึ้นผู้บริหารระดับสูงทั่วประเทศ

รอง อสส.เปิดอบรมหลักสูตร อัยการระดับพิเศษฝ่าย รุ่นที่ 11 เตรียมพร้อมขึ้นผู้บริหารระดับสูงทั่วประเทศ

วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.34 น.

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา ที่โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุด (รอง อสส.) เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการอบรมหลักสูตรนักบริหารงานยุติธรรมระดับสูง “หลักสูตรอัยการพิเศษฝ่าย” รุ่นที่ 11 (พ.ศ. 2567) โดยมี นายอิทธิพร แก้วทิพย์ รองอัยการสูงสุด นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อธิบดีอัยการ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ นางสมศิริ ชำนาญชานันท์ รองอธิบดีอัยการ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ นางสาวกรภัทร นิษฐาอัครากุล อัยการพิเศษฝ่ายแผนงานฝึกอบรม นายยศวัจน์ ผาติธีรวิทย์ อัยการพิเศษฝ่ายฝึกอบรม และนายทีปกร โกมลพันธ์พร อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด เข้าร่วมพิธี

ภายหลังพิธีเปิดแล้ว นายจุมพล พันธุ์สัมฤทธิ์ รองอัยการสูงสุด ได้บรรยายพิเศษให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ทราบถึงแนวทางการพัฒนาสำนักงานอัยการสูงสุดในอนาคต โดยเฉพาะในมิติด้านกฎหมายที่จะมีการแก้ไขให้สอดคล้องกับบริบททางสังคมปัจจุบัน รวมถึงข้อเสนอกฎหมายใหม่ที่จะเพิ่มศักยภาพให้กับกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ

ด้าน นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อธิบดีอัยการ สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ เปิดเผยว่า หลักสูตร อัยการพิเศษฝ่าย รุ่นที่ 11 (พ.ศ.2567) เป็นหลักสูตรที่มีความสำคัญอย่างมากในการสร้างผู้บริหารยุคใหม่ของสำนักงานอัยการสูงสุด ที่มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะและทัศนคติในการบริหารงานยุติธรรมระดับสูง ให้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในการบริหารงานที่ทันสมัยและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งในการอบรมนั้น จะศึกษาเกี่ยวกับการบริหารงานภาครัฐ ภาคเอกชน หลักธรรมาภิบาล และการพัฒนาบุคลิกภาพ

สำหรับหลักสูตร อัยการพิเศษฝ่าย รุ่นที่ 11 (พ.ศ.2567) ประกอบไปด้วย ข้าราชการอัยการ จำนวน 80 คน และบุคลากรจากหน่วยงานภายนอกทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 12 คน อาทิ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. รักษาการแทน เลขาธิการ กสทช. นายสมชาย เอื้ออารีรัชต์ นางสาวสุรวีย์ ชัยธำรงค์กูล นางสาวณัฏฐ์ณัชชา ลีลาปัญญาเลิศ นายศักดิ์บวร พุกกะณะสุต และนายชำนาญ ชาดิษฐ์ มีระยะเวลาการอบรมระหว่างวันที่ 4 มีนาคม – วันที่ 2 เมษายน 2567 นี้

สุดเจ๋ง! นศ.เทคนิคกันทรลักษ์ คิดค้นเครื่องวัดความอ่อนแก่ของทุเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791065

สุดเจ๋ง! นศ.เทคนิคกันทรลักษ์  คิดค้นเครื่องวัดความอ่อนแก่ของทุเรียน

สุดเจ๋ง! นศ.เทคนิคกันทรลักษ์ คิดค้นเครื่องวัดความอ่อนแก่ของทุเรียน

วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.05 น.

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า เครื่องวัดความอ่อนแก่ของทุเรียน NIR KTL TC-01 ของวิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เป็นผลงานสิ่งประดิษฐ์ประเภทที่ 1 ด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีการเกษตรอุตสาหกรรมสมัยใหม่ ที่ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 3 ในงานสุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษาการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ระดับชาติ ประจำปี 2566 ที่นักเรียน นักศึกษาอาชีวะ ได้ใช้ความรู้ความสามารถจากการเรียนในสายวิชาชีพ รวมทั้งด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทางวิศวกรรมศาสตร์และคณิตศาสตร์ หรือ STEM ศึกษา มาพัฒนาผลงานนวัตกรรม และการแก้ปัญหาจากภูมิปัญญา เพื่อขับเคลื่อนสู่ชุมชน สู่เชิงพาณิชย์ และอุตสาหกรรม ซึ่งการเรียนสายอาชีวะจะเป็นกำลังสำคัญเพื่อการพัฒนาภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศให้ยั่งยืนต่อไป

น้องเวฟ-ธีรนัย วระพุฒ นักศึกษาชั้น ปวส.2 สาขาวิชาไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคนิคกันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เล่าว่า เครื่องวัดความอ่อนแก่ของทุเรียน NIR KTL TC-01 ออกแบบมาสำหรับทุเรียนพันธุ์หมอนทองซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยม โดยการใช้เทคนิค NIR Spectroscopy (LED) แบบไม่ทำลายตัวอย่าง (Non-destructive testing) ที่มีศักยภาพในการใช้วัดความอ่อนแก่ของทุเรียนที่มีความแม่นยำ การใช้งานมีความสะดวกสบาย พกพาได้ง่าย ประหยัดเวลาในการเลือกซื้อและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อหรือรับประทานทุเรียนได้ตามรสชาติความสุกที่ต้องการซึ่งวิธีการใช้เริ่มจากนำเครื่องตรงจุดเซ็นเซอร์ไปชิดกับก้านทุเรียน หรือเปลือกของทุเรียนเพื่อให้เครื่องอ่านค่า ใช้เวลาแสดงผลประมาณ 2-3 วินาที ผลที่ได้จะแสดงหน้าจอเป็นค่าร้อยละของความแห้งของทุเรียน ซึ่งค่าปกติที่เกษตรกร พร้อมตัดทุเรียนเพื่อจำหน่ายจะอยู่ที่ค่าเฉลี่ยร้อยละ 32-33 สำหรับผลทุเรียนที่มีลักษณะกรอบนอกนุ่มใน จะต้องแสดงค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 34-36 ส่วนผลทุเรียนที่มีลักษณะสุกพอดี เนื้อนุ่ม ค่าเฉลี่ยจะแสดงอยู่ที่ร้อยละ 37-38 ถ้าค่าเฉลี่ยเกินร้อยละ 39 ขึ้นไป ทุเรียนจะมีลักษณะสุกมาก มีรสชาติหวานขม ซึ่งเหมาะนำไปทำเป็นทุเรียนกวน และ ถ้าผลแสดงค่าเฉลี่ยต่ำกว่าร้อยละ 32 ถือว่าเป็นทุเรียนอ่อนที่ยังไม่พร้อมตัดจำหน่าย

“แต่เดิม เกษตรกรจะใช้การกะคาดคะเนโดยนับจากวันที่ทุเรียนออกดอกไปราว 120 วัน หรือ 4 เดือน แล้วจึงตัดผลทุเรียนออกจำหน่าย ซึ่งตามธรรมชาติความเป็นจริง ทุเรียนไม่สามารถออกดอกพร้อมกันหมดทั้งสวนในเวลาเดียวกัน เครื่องวัดความอ่อนแก่ของทุเรียนนี้ ก็จะสามารถช่วยเกษตรกรในการวัดค่าเพื่อตัดผลทุเรียนออกวางจำหน่ายสู่แผงขายหรือการส่งออกต่างประเทศได้อย่างมีคุณภาพ ลดความเสียหายต่อผลผลิตได้เป็นอย่างดี” นายธีรนัย กล่าว

ทั้งนี้ เครื่องวัดความอ่อนแก่ของทุเรียน ราคา 2,900 บาท สนใจติดต่อได้ที่ Facebook : เด็กเทคนิคกันทรลักษ์ หรือ Facebook : NIR KTL TC01 อุปกรณ์วัดความอ่อนแก่ทุเรียน หรือ Line ID : wiphawan1979 หรือโทร.084-5082691 ครูคำโฮม คูณสว่าง

ครูเฮ! ศธ.คืนครูให้นักเรียนทั่วประเทศ ชงงบจ้าง‘ภารโรง’ให้ทุกโรงเรียนที่ขาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791061

วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวถึงกรณีกระทรวงศึกษาธิการเสนอของบประมาณสนับสนุนให้จัดสรรนักการภารโรงให้สถานศึกษาทั่วประเทศ ว่า จากการลงพื้นและได้รับฟังสภาพปัญหาอุปสรรคต่างๆ นั้น ทำให้ทราบถึงปัญหาของโรงเรียนว่าการที่โรงเรียนไม่มีนักการภารโรง ส่งผลทำให้ครูมีภารเพิ่มขึ้นคือ นอกจากจะทำหน้าที่ในการสอนนักเรียนแล้ว ยังต้องทำงานที่ไม่ใช่การสอน เช่น ต้องทำหน้าที่ในการซ่อมบำรุง ทำความสะอาดอาคารสถานที่ ดูแลความปลอดภัยในโรงเรียนและอีกหลายๆ หน้าที่ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการเห็นในปัญหาดังกล่าว จึงอยากให้ครูได้มีเวลาในการเตรียมการสอน รวมทั้งดูแลเด็กนักเรียน และพัฒนาตัวเองมากขึ้น

“กระทรวงศึกษาธิการจึงได้มีการตั้งเรื่องของบประมาณปี 2567 ในการจ้างนักการภารโรงให้ทุกโรงเรียนที่ขาด โดยจากการรวบรวมข้อมูลพบว่ามีความต้องการนักการภารโรงจำนวน 14,210 อัตรา เป็นเงิน 639,450,000 บาท (อัตราละ 9,000 บาท ต่อเดือน) สามารถเริ่มจ้างได้ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2567 ถึง 30 กันยายน 2567 นอกจากนี้ในงบประมาณปี 2568 ยังจะมีการดำเนินการจ้างอีกจำนวน 25,370 อัตรา เป็นเงินจำนวน 2,739,960,000 บาท ซึ่งจะสามารถดำเนินจ้างได้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ถึง 30 กันยายน 2568 จากนั้นก็จะดำเนินการเตรียมการเพื่อของบประมาณในปีต่อๆ ไปอีกด้วย” รมช.ศธ. กล่าว

‘เพิ่มพูน’ ชี้ระบบ TRS ช่วยลดภาระครูจัดทำเอกสาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791064

‘เพิ่มพูน’ ชี้ระบบ TRS  ช่วยลดภาระครูจัดทำเอกสาร

‘เพิ่มพูน’ ชี้ระบบ TRS ช่วยลดภาระครูจัดทำเอกสาร

วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหาร ศธ. ว่า ที่ประชุมติดตามความคืบหน้าการดำเนินการยกระดับผลประเมินตามโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ หรือ PISA โดยได้มีการสื่อสารทำความเข้าใจให้ทุกหน่วยงานของศธ. เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ส่วนความคืบหน้าการนำคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยมีแนวคิดจะจัดทำ “โอเน็ตพลัส” เพื่อใช้ในการสอบเทียบนั้น อยู่ระหว่างการศึกษาข้อมูล โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตนก็ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการจัดสอบโอเน็ตทั้งออนไลน์และออนไซต์ ทำให้รับรู้และรับทราบปัญหาในหลายๆเรื่อง ซึ่งในการจัดสอบครั้งหน้าก็คงจะต้องมีการปรับ ทบทวนกระบวนการ โดยขอให้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)ไปดูว่าทำอย่างไร จึงจะสามารถกระจายสนามสอบออกไปยังโรงเรียนต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อลดภาระเด็ก ไม่ให้เด็กต้องเดินมาหาสถานที่สอบ

“ส่วนปัญหาที่เด็กสมัครแล้วไม่ยอมมาสอบ ก็คงต้องสื่อสารทำความเข้าใจ รวมถึงต้องปรับกระบวนการสอบใหม่ เพื่อลดภาระเด็กและผู้ปกครอง ซึ่งที่ผ่านมาจะกำหนดวันสอบตรงกับวันหยุดยาว หรือวันหยุดสุดสัปดาห์ บางครอบครัวอาจจะอยากเดินทางไปต่างจังหวัด เด็กก็อยากเดินทางไปกับครอบครัวก็เลยไม่มาสอบ เพราะการสอบไม่ได้มีผลกับตัวเด็ก ดังนั้น จึงอาจต้องปรับโดยขอให้ สทศ.มองให้รอบด้านวางแผนบริหารจัดการให้ครบทุกมิติ ส่วนที่จะให้คะแนนโอเน็ตมีผลต่อตัวเด็ก เช่น ให้มีผลต่อการเลื่อนชั้นเรียนนั้น ก็คงต้องมาดูรายละเอียด เพราะบางโรงเรียนก็นำผลสอบโอเน็ตมาดูความถนัดของนักเรียน เพื่อปรับให้เหมาะสม ให้การนำคะแนนโอเน็ตไปใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด” รมว.ศธ. ระบุ

รมว.ศธ. กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าในการของบจัดทำระบบอิเล็กทรอนิกส์ Teacher Rotation System หรือ TRS สำหรับดำเนินการย้ายทุกกรณี กว่า 20 ล้านบาทนั้น ทางสำนักงานประมาณขอตัดไปในรอบแรกและขอให้ไปตั้งงบปี 2568 ซึ่งทางศธ.ก็พยายามสื่อสารทำความเข้าใจ ในขั้นตอนแปรญัตติ เพื่อให้ได้รับงบมาดำเนินการภายในปี 2567 เพราะเป็นระบบที่สำคัญช่วยลดภาระครูในการจัดทำเอกสารต่างๆ และการใช้งบเพียง20 ล้านบาท มาดำเนินการในเรื่องนี้ ถือว่าคุ้มค่ามาก

ม.รังสิต ลงนามความร่วมมือส่งเสริมการทำวิจัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791062

ม.รังสิต ลงนามความร่วมมือส่งเสริมการทำวิจัย

ม.รังสิต ลงนามความร่วมมือส่งเสริมการทำวิจัย

วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยรังสิต ต้อนรับคณะผู้บริหารจาก มหาวิทยาลัย Kyoto Tachibana ประเทศญี่ปุ่น ในการเดินทางมาเยี่ยมเยือน และลงนามความร่วมมือด้านการศึกษา การแลกเปลี่ยนทางวิชาการ ด้านการส่งเสริมการทำวิจัย และเพื่อเสริมสร้างความเข้าใจระหว่างกัน ภายในงานได้รับเกียรติจาก ดร.พิชยพันธุ์ ชาญภูมิดล รองอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ และ ดร.เชาว์ เต็มรักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยรังสิต ต้อนรับ ณ ห้องประชุม อาคาร Student Center (อาคาร 6) มหาวิทยาลัยรังสิต

ดร.เชาว์ เต็มรักษ์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายญี่ปุ่นสัมพันธ์ ม.รังสิต กล่าวว่า โครงการแลกเปลี่ยนนี้จะเป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาจากทั้งสองมหาวิทยาลัยสามารถเดินทางไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และประสบการณ์ทางวัฒนธรรม รวมถึงการเข้าร่วมโครงการวิจัยร่วมกันในหลากหลายสาขาวิชา นอกจากนี้ยังรวมถึงการแลกเปลี่ยนอาจารย์ เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนการสอน และการวิจัยร่วมกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพทางวิชาการและการวิจัยให้กับทั้งสองประเทศ

“ความร่วมมือจะเรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวที่สำคัญ เป็นความร่วมมือที่มากไปกว่าการส่งนักศึกษาไปแลกเปลี่ยน เพราะได้มีการพูดคุยและทำความร่วมมือด้านการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางวิชาการระหว่างประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นด้วย นี่จึงเป็นสิ่งยืนยันให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่มากไปกว่าการผลักดันกลุ่มนักศึกษา แต่เรายังขยายวงกว้างมากขึ้นมายังกลุ่มคณาจารย์ และนักวิชาการด้วย จากการพูดคุยก็จะมีรายละเอียดมากมาย และแน่นอนว่าการร่วมมือระหว่างกันครั้งนี้จะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่มีคุณภาพ และยังเป็นการเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ ในอนาคตอีกด้วย” ผู้ช่วยอธิการบดีฯ กล่าว

กยศ.จับมือสถานศึกษานอกระบบ 74 แห่ง นำร่องการให้กู้ยืมหลักสูตรระยะสั้นด้านการบริบาล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/791063

กยศ.จับมือสถานศึกษานอกระบบ 74 แห่ง  นำร่องการให้กู้ยืมหลักสูตรระยะสั้นด้านการบริบาล

กยศ.จับมือสถานศึกษานอกระบบ 74 แห่ง นำร่องการให้กู้ยืมหลักสูตรระยะสั้นด้านการบริบาล

วันอังคาร ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินงานโครงการนำร่องการให้เงินกู้ยืมในหลักสูตรอาชีพหรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill) ร่วมกับสถาบันทันตกรรม และโรงเรียนเอกชนนอกระบบ เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาให้แก่ประชาชนทั่วไป ตาม พ.ร.บ. กยศ. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 โดยมี นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษา 74 แห่ง ร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุน กยศ. เปิดเผยว่า ขณะนี้ กองทุนฯได้เตรียมความพร้อมสำหรับการให้กู้ยืมเงินในลักษณะที่ 5 ลักษณะอื่นตามความจำเป็นและเหมาะสม เพื่อเป็นการขยายโอกาสให้แก่ประชาชนในการเข้าถึงการศึกษาที่หลากหลาย ตามพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 กองทุนฯจึงได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการดำเนินโครงการนำร่องการให้เงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาในหลักสูตรอาชีพหรือเพื่อยกระดับทักษะ สมรรถนะ หรือการเรียนรู้ (Reskill/Upskill) กับสถาบันทันตกรรม และโรงเรียนเอกชนนอกระบบ รวม 74 แห่ง ซึ่งจะเป็นการสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ตรงตามความต้องการอย่างเหมาะสม

“โดยจะเริ่มจากหลักสูตรการดูแลเด็กเล็ก หลักสูตรผู้ดูแลผู้สูงอายุ หลักสูตรพนักงานให้การดูแล หลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยทันตแพทย์ และหลักสูตรประกาศนียบัตรผู้ช่วยทันตแพทย์ขั้นสูง โดยจะมีระยะเวลาการดำเนินการโครงการนำร่อง 2 ปี (ปีการศึกษา 2566-2567) ให้เงินกู้ยืมเป็นค่าเล่าเรียนไม่เกิน 50,000 บาท/หลักสูตร/คน/ครั้ง กำหนดอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อปี และให้ระยะเวลาผ่อนชำระไม่เกิน 2 ปี” ผู้จัดการกองทุน กยศ. กล่าวและว่า

สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะขอกู้ยืมเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาในลักษณะที่ 5 กำหนดให้มีอายุ 18-60 ปีบริบูรณ์ศึกษาในหลักสูตร/สาขาวิชาตามประกาศที่คณะกรรมการกองทุนฯกำหนด ต้องทำประโยชน์ต่อสังคมหรือสาธารณะมาแล้วไม่น้อยกว่า 18 ชั่วโมง ภายในระยะเวลา 2 ปีก่อนการยื่นขอกู้ยืม และต้องไม่กู้ยืมซ้ำซ้อนกับลักษณะอื่นๆ ณ ปีการศึกษานั้นๆ ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวคาดว่าจะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถ พัฒนาองค์ความรู้และทักษะให้กับประชาชนผู้ที่ต้องการพัฒนาหรือต่อยอดการเรียนรู้ สามารถประกอบอาชีพมีงานทำและสร้างรายได้ในระยะยาวต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถติดตามประกาศและรายละเอียดเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ที่ http://www.studentloan.or.th

เปิดตัว’แอนโธเนีย’ นางมโหธรเทวี นางสงกรานต์ ประจำปี 2567

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790978

เปิดตัว'แอนโธเนีย' นางมโหธรเทวี นางสงกรานต์ ประจำปี 2567

เปิดตัว’แอนโธเนีย’ นางมโหธรเทวี นางสงกรานต์ ประจำปี 2567

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2567, 15.46 น.

วธ.เปิดตัวแอนโธเนีย “นางมโหธรเทวี นางสงกรานต์ ประจำปี 2567” และเพลงสงกรานต์ ภาษาต่างประเทศ ให้ชาวต่างชาติได้มีส่วนร่วม

4 มี.ค.2567 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานงานแถลงข่าว เปิดตัวนางมโหธรเทวี นางสงกรานต์ประจำปี 2567 และเพลงสงกรานต์ ฉบับภาษาต่างประเทศในโอกาสที่ องค์การยูเนสโก ได้ประกาศขึ้นทะเบียน “สงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ พร้อม นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม นางอติพร สุนทรสนาน เสนะวงศ์ เจ้าของและผู้จัดการวงดนตรีสุนทราภรณ์  รศ.ดร.จารุณี หงส์จารุ อาจารย์ประจำภาควิชาศิลปการละคร คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายพหลยุทธ กนิษฐบุตร รองอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และ นางนฤมล เลี้ยงรักษา รองประธานสภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าว ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า รัฐบาลมุ่งขับเคลื่อนซอฟต์พาวเวอร์ ด้านเฟสติวัลและด้านการท่องเที่ยวรองรับ Thailand Creative Content Agency (THACCA) และในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรมได้กำหนดนโยบายภายใต้ซอฟต์พาวเวอร์ “สร้างเสน่ห์วิถีไทย ครองใจคนทั้งโลก” เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้แก่ประชาชนและชุมชนและส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ โดยประเพณี “สงกรานต์ในประเทศไทย (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year Festival)” ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนในรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ โดยองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

“ประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทย” เป็นประเพณีเก่าแก่ของไทยที่สืบทอดมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นประเพณีแห่งความสุข ความอบอุ่น อ่อนโยน เต็มไปด้วยบรรยากาศของความกตัญญู ความสนุกสนาน ความเอื้ออาทรและการให้เกียรติ เคารพซึ่งกันและกัน โดยใช้ “น้ำ” เป็นสื่อในการสร้างสัมพันธไมตรี ในปี 2567 นี้รัฐบาล โดยความร่วมมือกับทุกภาคส่วนกำหนดจัดงาน “Maha Songkran World Water Festival : ประเพณีสงกรานต์ไทย หมุดหมายนักท่องเที่ยวทั่วโลก” ในช่วงเดือนเมษายน โดยมีการจัดกิจกรรมทั้งในส่วนกลาง (กรุงเทพมหานคร) และส่วนภูมิภาค จึงขอเชิญชวนคนไทยและชาวต่างชาติทั่วโลกร่วมงานดังกล่าว เพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่ประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ และร่วมสืบสาน รักษา ต่อยอดมรดกภูมิปัญญาประเพณีสงกรานต์ อันทรงคุณค่าของประเทศไทยให้คงอยู่สืบไป” นายเสริมศักดิ์ กล่าว

ด้าน นายโกวิท กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมสืบสานประเพณีสงกรานต์ พุทธศักราช 2567  ในโอกาสที่ประเพณี “สงกรานต์ในประเทศไทย (Songkran in Thailand, traditional Thai New Year Festival)” ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนในรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ จากองค์การยูเนสโก ได้แก่ การจัดทำบทเพลงสงกรานต์ ฉบับภาษาต่างประเทศ จำนวน 4 ภาษา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาฝรั่งเศส เพื่อเป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ได้รับรู้ถึงคุณค่าสาระของประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทยอย่างกว้างขวาง เป็นการสนับสนุนการสร้างพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ของประเทศเพื่อยกระดับและพัฒนาด้านความรู้ ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย ให้สร้างมูลค่าและสร้างรายได้ ให้แก่ประเทศไทย

นายโกวิท กล่าวอีกว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) ได้แต่งตั้งนางสาวแอนโทเนีย โพซิ้ว รองนางงามจักรวาลอันดับ 1 ประจำปี 2023 เป็น “นางมโหธรเทวี” นางสงกรานต์ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๗ เพื่อร่วมถ่ายทอดคุณค่าสาระและแสดงอัตลักษณ์ของประเพณีสงกรานต์ไทย สำหรับกิจกรรมเพื่อสืบสานประเพณีสงกรานต์ในปีนี้ สวธ.มีการจัดกิจกรรมทั้งในส่วนกลางกรุงเทพมหานครและส่วนภูมิภาค จึงขอเชิญชวนคนไทยและนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศร่วมงานดังกล่าวเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสที่ประเพณีสงกรานต์ในประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นรายการตัวแทนมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

ภายหลังช่วงแถลงข่าวประธานได้มอบจักรและตรีศูล สัญลักษณ์ของนางสงกรานต์ ประจำปี 2567 และมอบเกียรติบัตร ให้แก่นางสาวแอนโทเนีย โพซิ้ว รองชนะเลิศอันดับ 1 มิสยูนิเวิร์ส 2023 ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็น “นางมโหธรเทวี นางสงกรานต์ ประจำปี 2567” ต่อด้วยการแสดงทางวัฒนธรรม ชุด “ตำนานนางสงกรานต์” โดยแอนโทเนีย โพซิ้ว และการแสดงบทเพลง “เริงสงกรานต์” ฉบับภาษาไทย และภาษาต่างประเทศ โดยคณะนักร้องคลื่นลูกใหม่ของวงดนตรีสุนทราภรณ์ จากนั้น เป็นการแสดงบทเพลง “สงกรานต์” (เพลงแต่งใหม่โดย รศ.ดร.จารุณี หงส์จารุ) ฉบับภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ บรรเลงโดยวงดนตรีเฉลิมราชย์ และการแสดงขับร้องบทเพลงเริงสงกรานต์ ฉบับภาษาจีน โดย ส.ว.ประเสิรฐ ประคุณศึกษาพันธ์ ร่วมกับคณะเม้ง ป.ปลา 

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม สรงน้ำพระพุทธรูป การสาธิตการจัดประเพณีสงกรานต์ จากสภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดขอนแก่น จังหวัดชลบุรี จังหวัดสมุทรปราการ และจังหวัดภูเก็ต อีกด้วย

ทั้งนี้ สวธ. ขอเชิญร่วมกิจกรรมเพื่อสืบสานประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2567 ประกอบด้วย   -งานรดน้ำขอพรศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๗ ณ อาคารเอนกประสงค์ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย วันที่ 10 เมษายน 2567 -นิทรรศการ สงกรานต์ไทย มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ 10- 12 เมษายน 2567 เวลา 10.00- 21.00 น. ณ ลานกลางแจ้งหน้าหอศิลป์กรุงเทพมหานคร (BACC)  

-งานสืบสานประเพณีสงกรานต์ พุทธศักราช 2567 ณ วัดสุทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร ระหว่าง 12- 16 เมษายน 2567 และ กิจกรรมการแสดงสืบสานประเพณีสงกรานต์ ในงานใต้ร่มพระบารมี 242  กรุงรัตนโกสินทร์  ในวันที่ 13 เมษายน 2567 ณ เวทีการแสดง สังคีตศาลา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เป็นต้น

WRS จับมือ MOU มทร.กรุงเทพ และ Tiny MakeUp สร้างหลักสูตรซอล์ฟสกิลพลังคนรุ่นใหม่ สภาอุตฯดัน เตรียมเสนอ อว.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790954

WRS จับมือ MOU มทร.กรุงเทพ และ Tiny MakeUp สร้างหลักสูตรซอล์ฟสกิลพลังคนรุ่นใหม่ สภาอุตฯดัน เตรียมเสนอ อว.

WRS จับมือ MOU มทร.กรุงเทพ และ Tiny MakeUp สร้างหลักสูตรซอล์ฟสกิลพลังคนรุ่นใหม่ สภาอุตฯดัน เตรียมเสนอ อว.

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2567, 14.35 น.

WRS จับมือ MOU มทร.กรุงเทพ และ Tiny MakeUp สร้างหลักสูตรซอล์ฟสกิลพลังคนรุ่นใหม่ สภาอุตฯดัน เตรียมเสนอ อว.

บริษัทเวิร์ดรีวอร์ดโซลูชั่น จำกัด ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงทางวิชาการ กับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ และ Tiny MakeUp Academy โดยมีผู้แทนคณะทำงานภายใต้ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี ผู้แทนสภาอุตสาหกรรม และผู้แทนคณะทำงานวุฒิสภาด้านการอุดมศึกษา ร่วมสนับสนุนและเป็นสักขีพยาน ซึ่งการดำเนินความร่วมมือทางวิชาการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อสร้างหลักสูตรพัฒนาศักยภาพพลังคนรุ่นใหม่ด้านซอล์ฟสกิลเพื่อตอบโจทย์นโยบายของการพัฒนากำลังคนของรัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยภายในงานได้มีการสาธิตการเรียนด้านผู้นำโปรโตคอลและการเปิดวีดีทัศน์การจัดหลักสูตร ๑ วัน นอกไปจากนั้น ในขอบข่ายความร่วมมือดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงการสร้างงานวิจัย การบริการวิชาการสำหรับประชาชน การสร้างงานด้านศิลปวัฒนธรรมและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เพื่อตอบโจทย์นโยบายการดำเนินงานด้านซอล์ฟพาวเวอร์อีกด้วย

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790913

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2567, 11.46 น.

‘ป่อเต็กตึ๊ง’ขอเชิญสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่

ระหว่างวันที่ 10 – 13 มีนาคม 2567  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ ขอเชิญศิษยานุศิษย์ และสาธุชนที่เลื่อมใส ร่วมสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่ องค์ฮกเต็กแป๊ะกง และองค์นาจาไท้จื้อ (เทพโกมินทร์)  ณ บริเวณลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ  โดยวันอาทิตย์ที่ 10 มีนาคม 2567 เวลา 17.30 น. คณะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเดินทางถึงกรุงเทพฯ ผ่านบริเวณวงเวียนโอเดียน  ไปตามถนนเยาวราช – เจริญกรุง โดยขบวนจะแห่ถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  เวลาประมาณ 18.00 น. และในวันที่ 11-12 มีนาคม 2567  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าสักการะตั้งแต่เวลา 06.30 – 21.00 น. สำหรับวันพุธที่ 13 มีนาคม 2567 เวลา 18.30 น. จะมีพิธีส่งเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกลับหาดใหญ่

เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวจีนและไทยในจังหวัดปัตตานีอย่างดี   เมื่อถึงวันขึ้น 15  ค่ำ เดือนอ้าย หรือวันเพ็ญเดือน 3 ตามจันทรคติของไทย จะมีงานฉลองสมโภชเจ้าแม่ ซึ่งจัดเป็นงานฉลองใหญ่ทุกปี ท่านที่เดินทางไปจังหวัดปัตตานีสามารถไปสักการะได้ที่  ศาลเล่งจูเกียง  ถนนอาเนาะรู  อำเภอเมือง ซึ่งมีรูปจำลองของเจ้าแม่ประดิษฐานอยู่ ที่สุสานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนั้น   มีชาวปัตตานีได้มากราบไหว้  และ บนบานศาลกล่าว   ปรากฏว่าต่างก็สมหวังไปตาม ๆ กัน   ผู้คนจึงร่ำลือโจษจันไปทั่วปรากฏว่ามีผู้คนหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ

ในทุกปี  ตั้งแต่วันชิวอิก ถึง ชิวสี่ของเดือนที่ 2 ตามปฏิทินจีน หรือ 1 เดือนหลังจากวันตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ  มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ กำหนดอัญเชิญองค์จำลองเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากหาดใหญ่ มาประดิษฐานที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ให้ประชาชนที่เลื่อมใสในกรุงเทพมหานคร และ สถานที่ใกล้เคียง ที่ไม่สะดวกเดินทางไปถึงปัตตานี หรือสงขลา ได้มีโอกาสสักการบูชาทุกปี  ในการเซ่นไหว้สักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว นอกจากเครื่องกระดาษ ธูปเทียน นัยว่าท่านโปรดผ้าแพรสีแดง และ สร้อยมุก สร้อยมุกนั้นที่ปฏิบัติกันอยู่ก็คือ เมื่อนำสักการะและอธิษฐานต่อองค์เจ้าแม่แล้ว นำไปคล้องที่ศอเจ้าแม่ทั้ง 2 เส้น และนำคืนมา 1 เส้นนำกลับไปบูชาที่บ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้เตรียมของไหว้ต่าง ๆ ประกอบด้วย  – สร้อยมุก 2 เส้น  – พวงมาลัย  – ขนมมงคล  – ชุดกระดาษพร้อมธูปเทียน  ไว้บริการภายในงาน เพื่อความสะดวกของประชาชนที่มาสักการบูชา ทั้งนี้ ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 หรือที่เฟซบุ๊ก แฟนเพจ http://www.facebook.com/atpohtecktung

งามไส้!จับ‘ผอ.โรงเรียน’ที่สุรินทร์ สพฐ.สั่งให้ออกจากราชการฐานเอี่ยวคดียาเสพติด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/790908

งามไส้!จับ‘ผอ.โรงเรียน’ที่สุรินทร์ สพฐ.สั่งให้ออกจากราชการฐานเอี่ยวคดียาเสพติด

งามไส้!จับ‘ผอ.โรงเรียน’ที่สุรินทร์ สพฐ.สั่งให้ออกจากราชการฐานเอี่ยวคดียาเสพติด

วันจันทร์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2567, 11.26 น.

งามไส้!จับ‘ผอ.โรงเรียน’ที่สุรินทร์ สพฐ.สั่งให้ออกจากราชการฐานเอี่ยวคดียาเสพติด

4 มีนาคม 2567 นายธีร์ ภวังคนันท์ รองโฆษกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองโฆษก สพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์ กรณีผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สุรินทร์ ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในคดีที่เกี่ยวข้องกับขบวนการผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ภาคอีสาน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2567 นั้น ประเด็นดังกล่าว ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้รับทราบและมอบหมายให้ตนและศูนย์ความปลอดภัย สพฐ. นำโดยนายตฤณ ก้านดอกไม้ ผอ.ศูนย์ความปลอดภัยฯ ดำเนินการตรวจ​สอบข้อ​เท็จจริง​ที่เกิดขึ้น

“พบว่าเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ข้าราชการรายดังกล่าวอยู่ในการควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อหาที่ถูกจับกุมเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการอย่างเด็ดขาดในทันที โดยขณะนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุรินทร์ เขต 1 ต้นสังกัดของโรงเรียนดังกล่าว ได้พิจารณามีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง และสั่งให้ข้าราชการรายดังกล่าวออกจากราชการไว้ก่อนแล้ว เพื่อทำการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หากพบว่าผิดจริงก็จะดำเนินการตามระเบียบของทางราชการต่อไป” นายธีร์ กล่าว

นายธีร์ กล่าวอีกว่า ประเด็นดังกล่าว พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศึกษาธิการ และว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. ได้สั่งการให้ติดตามความคืบหน้าและดำเนินการขั้นเด็ดขาด เพราะประเด็นเรื่องยาเสพติดนี้เป็นปัญหาที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆโดยที่ผ่านมาได้เน้นย้ำและกำกับสถานศึกษามาโดยตลอดว่าจะต้องเป็นสถานที่ปลอดภัยจากสารเสพติดทุกชนิด รวมถึงผู้บริหาร ครูและบุคลากรในโรงเรียนด้วย จะต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเสพติดไม่ว่าประเภทใดก็ตาม เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและเยาวชน หลังจากนี้ก็จะกำชับให้ผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ และหน่วยงานในกำกับทุกสังกัด ตรวจตราเรื่องยาเสพติดอย่างเข้มข้นทั้งภายในและบริเวณรอบสถานศึกษา และต้องร่วมกันสอดส่องดูแลพฤติกรรมเสี่ยงของบุคลากรที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนการป้องกันปัญหายาเสพติดอย่างรอบด้านครบทุกมิติ ให้สถานศึกษาปลอดภัย “เรียนดี มีความสุข” เกิดขึ้นได้จริง