สนร.ประกาศรายชื่อนักเรียนไทยดีเด่น-ดาวรุ่ง เลือกตั้งนายกสมาคมฯ และเสวนาพิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773617

สนร.ประกาศรายชื่อนักเรียนไทยดีเด่น-ดาวรุ่ง  เลือกตั้งนายกสมาคมฯ และเสวนาพิเศษ

สนร.ประกาศรายชื่อนักเรียนไทยดีเด่น-ดาวรุ่ง เลือกตั้งนายกสมาคมฯ และเสวนาพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย(สนร.) ประกาศรายชื่อนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่นประจำปี 2566 จำนวน 5 ราย และนักเรียนทุนรัฐบาลไทยดาวรุ่งประจำปี 2566 จำนวน 3 ราย หนุนสร้างผู้นำที่พร้อมสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคม ผู้สะท้อนความโดดเด่นในการสร้างคุณประโยชน์ให้กับสังคม สร้างผลงานเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ พร้อมทั้งการจัดประชุมสามัญใหญ่ประจำปี 2566 คัดเลือกนายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลคนใหม่คือ ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคมต่อจาก ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ นายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย กล่าวว่า สมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทย (สนร.) ได้จัดโครงการยกย่องเชิดชูนักเรียนทุนรัฐบาลไทยผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับสังคมมาอย่างต่อเนื่องกว่า 25 ปี และในปีนี้ สนร. ได้จัดงานประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2566ภายใต้แนวคิด “Thai Teen Tech” พร้อมพิธีมอบเข็มเชิดชูเกียรติและเกียรติบัตรแก่นักเรียนทุนรัฐบาลไทยดีเด่น 5 สาขา ได้แก่ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นายสิงห์ทองลาภพิเศษพันธุ์ เอกอัครราชทูต กระทรวงการต่างประเทศ, สาขาบริหารราชการแผ่นดิน นางสาวอ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สํานักนายกรัฐมนตรี, สาขาพัฒนาสังคม นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์,สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ศ.(เชี่ยวชาญพิเศษ)ทพญ.ดร.สิริพร ฉัตรทิพากรศาสตราจารย์ประจําคณะทันตแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสาขาการบริหารการปกครองท้องถิ่นรศ.ดร.วิศณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังได้ประกาศรายชื่อนักเรียนทุนรัฐบาลไทยอีก 3 สาขา ได้แก่ สาขาการพาณิชย์ คือ ดร.กรนิจ โนนจุ้ย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์, สาขาจิตเวชศาสตร์ คือ ดร.นพ.วรตม์ โชติพิทยสุนนท์ รองผู้อำนวยการกองบริหารระบบบริการสุขภาพจิตกระทรวงสาธารณสุข และสาขาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คือดร.ขวัญรวี สิริกาญจน นักวิจัยเชี่ยวชาญ สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

พร้อมกันนี้ ภายในงานประชุมสามัญใหญ่ประจำปี 2566 ได้มีการเลือกตั้งนายกสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลไทยคนใหม่ คือ ดร.ชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม พร้อมทั้งมีการจัดเสวนาพิเศษในหัวข้อ “ปลุกพลังดิจิทัลคอนเทนต์ไทยในเวทีโลก : Thai Talents in the World’s screen”

ยืนยันจัดแน่’ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์’30 มี.ค.67ที่สนามศุภชลาศัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773705

ยืนยันจัดแน่'ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์'30 มี.ค.67ที่สนามศุภชลาศัย

ยืนยันจัดแน่’ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์’30 มี.ค.67ที่สนามศุภชลาศัย

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 20.57 น.

ยืนยันจัดแน่ ‘ฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ-ธรรมศาสตร์’ 30 มี.ค.67 ที่สนามศุภชลาศัย

วันนี้ (6 ธ.ค.66) มีรายงานข่าวเกี่ยวกับการจัดแข่งฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่มีกระแสข่าวออกมาและมีแถลงการณ์จากชุมนุมเชียร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และองค์การบริหารสโมสรนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) ระบุเนื้อหาว่า ตามที่ชุมนุมเชียร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และองค์การบริหารสโมสรนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการประชาสัมพันธ์เรื่องการกลับมาจัดการแข่งขันงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 75 ในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ในวันศุกร์ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 โดยได้รับมอบหมายการดําเนินการจากสมาคมธรรมศาสตร์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเป็นผู้ร่วมจัดการแข่งขันงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ มาโดยตลอดนั้น 

ต่อมาสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยฯ ได้มีหนังสือแจ้งขอให้ทางสมาคมธรรมศาสตร์ฯ ซึ่งเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันงานฟุตบอลประเพณีฯ ครั้งที่ 75 พิจารณาเลื่อนการแข่งขันงานฟุตบอลประเพณีฯ ครั้งที่ 75 ออกไปก่อน โดยให้มีการหารือร่วมกันเพื่อกําหนดวันที่เหมาะสมในการจัดการแข่งขันงานฟุตบอลประเพณีฯ ครั้งที่ 75 อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคาดว่าจะไม่สามารถจัดการแข่งขันได้ภายในปีการศึกษา 2566

ชุมนุมเชียร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และองค์การบริหารสโมสรนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะนิสิตนักศึกษาผู้ได้รับมอบหมายให้จัดงานฟุตบอลประเพณีฯ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เข้าใจดีว่า งานฟุตบอลประเพณีฯ เป็นกิจกรรมที่ได้รับความสนใจและติดตามจากประชาคมชาวธรรมศาสตร์ ประชาคมชาวจุฬาฯ และผู้เกี่ยวข้องทุกท่าน แต่เมื่อมีเหตุดังกล่าวขึ้น ชุมนุมเชียร์ฯ และองค์การบริหารสโมสรนิสิตฯ จึงมีความจําเป็นต้องเรียนแจ้งให้ทุกท่านทราบว่า การแข่งขันงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 75 จะไม่ถูกจัดขึ้นภายในปีการศึกษา 2566

ทั้งนี้ ชุมนุมเชียร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และองค์การบริหารสโมสรนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้องขออภัยผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกท่านในความไม่สะดวกนี้ และหวังว่าในอนาคต กิจกรรมงานฟุตบอลประเพณีฯ จะได้รับการสนับสนุนจากทุกท่านดังเช่นที่ผ่านมา จึงประกาศมาเพื่อทราบโดยทั่วกันว่าการจัดฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ระบุว่าการแข่งขันงานฟุตบอลประเพณีธรรมศาสตร์-จุฬาฯ ครั้งที่ 75 จะไม่ถูกจัดขึ้นในปีการศึกษา 2566

อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 มหาวิทยาลัยได้มีการเผยแพร่กำหนดการออกมายืนยันว่างานฟุตบอลประเพณีจะมีการจัดแน่โดยจะจัดขึ้นในวันที่ 30 มีนาคม 2567 ที่สนามศุภชลาศัย

ขอบคุณข้อมูล สำนักข่าวอิศรา 

ศธ.ร่ายยาวสารพัดปัญหาต้นเหตุฉุด PISA ตกต่ำ ลั่นปี2025ต้องดีขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773658

ศธ.ร่ายยาวสารพัดปัญหาต้นเหตุฉุด PISA ตกต่ำ ลั่นปี2025ต้องดีขึ้น

ศธ.ร่ายยาวสารพัดปัญหาต้นเหตุฉุด PISA ตกต่ำ ลั่นปี2025ต้องดีขึ้น

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 17.31 น.

โควิด-ปัญหาความเหลื่อมล้ำ-การเข้าถึงเทคโนโลยี ต้นเหตุคะแนน PISA เด็กไทยตกต่ำ ‘เพิ่มพูน’ย้ำปี 2025 ผลประเมินต้องอยู่ในลำดับที่ดีขึ้น

6 ธันวาคม 2566 ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่ากระศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) เป็นประธานแถลงผลการประเมินสมรรถนะนักเรียนมาตรฐานสากล (PISA) โดยมีนายธีระเดช เจียรสุขสกุล ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เข้าร่วม

นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า การสอบ PISA จัดโดยองค์กรความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เป็นการวัดผลความฉลาดรู้ หรือLiteracy ใน 3 ด้าน ได้แก่ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์  สำหรับผล PISA ที่ออกครั้งนี้เป็นการวัดผลเมื่อปี 2022 และประกาศผลในปี 2023 ซึ่งผลคะแนนค่อนข้างต่ำ โดยพล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. ได้เชิญ สสวท. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม มาหารือเรื่องนี้ ว่า เกิดอะไรขึ้นกับผลคะแนน

ทั้งนี้ เท่าที่ได้รับรายงานเบื้องต้น ที่ทำให้คะแนนประเมิน PISA ต่ำลง ส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า หรือโควิด 2019 รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความการเข้าถึงเทคโนโลยีที่อาจจะยังไม่ทั่วถึง เหมือนประเทศอื่น ๆ ที่ส่งผลให้คะแนนPISA ต่ำลง ยอมรับว่า ทุกอย่างเป็นปัญหา และสะท้อนผลการศึกษาของประเทศ ทั้งนี้ รมว.ศธ. ได้ตั้งคณะทำงาน เพื่อติดตามเรื่องดังกล่าวอย่างเข้มข้น และกำชับว่า ในการสอบครั้งต่อไปที่จะมีขึ้นในปี 2025 ผลประเมินจะต้องอยู่ในลำดับที่ดีขึ้น

“นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ทราบเรื่องดังกล่าว และมีความห่วงใย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลประเมินPISA หรือคะแนนภาษาอังกฤษ โดยได้กำชับมายังศธ. ให้ช่วยดูแลเรื่องดังกล่าว ดังนั้น ศธ. จึงตั้งคณะทำงาน โดยมีนายสุเทพ  แก่งสันเทียะ ปลัดศธ. เป็นประธาน ร่วมกับ สสวท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม เพื่อหาข้อสรุปของผลประเมินที่ต่ำลง และหาแนวทางแก้ปัญหา รวมทั้งการพัฒนาผลประเมินPISA การอ่าน  คณิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ โดยตั้งเป้าให้ผลการทดสอบทุกอย่างเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นในการประเมินรอบต่อไป ซึ่งตั้งเป้าว่าจะต้องไม่น้อยกว่ารอบปี2018 ซึ่งไทยอยู่ในลำดับที่ 59 และเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการ PISA แห่งชาติ โดยมี รัฐมนตรีว่าการศธ. เป็นประธาน ” รมช.ศธ. กล่าว

ด้านนายธีระเดช กล่าวว่า PISA ประเมินนักเรียนอายุ 15 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยที่สำเร็จการศึกษาภาคบังคับ โดยได้ทำการประเมินทุก 3 ปี อย่างต่อเนื่องเพื่อติดตามแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาและมุ่งให้ข้อมูลแก่ระดับนโยบาย PISA เน้นการประเมินสมรรถนะของนักเรียนเกี่ยวกับการใช้ความรู้และทักษะในชีวิตจริงมากกว่าการเรียนรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน  โดยการประเมิน PISA 2022 มีนักเรียนเข้าร่วมการประเมินประมาณ 690,000 คน ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของนักเรียนอายุ 15 ปี ประมาณ 29 ล้านคน จาก 81 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจ  สำหรับในประเทศไทยสสวท. ทำหน้าที่เป็นศูนย์แห่งชาติ  ได้ดำเนินการจัดสอบเมื่อเดือนสิงหาคม 2565  ซึ่งมีนักเรียนกลุ่มตัวอย่างเข้าร่วมการประเมินจาก 279 โรงเรียน ในทุกสังกัดการศึกษา รวม 8,495 คน  โดยนักเรียนทำแบบทดสอบและแบบสอบถามด้วยคอมพิวเตอร์ผ่านทางแฟลชไดรฟ์  นอกจากนี้ยังมีการเก็บข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียนผ่านทางแบบสอบถามออนไลน์ด้วย

สำหรับผลการประเมิน PISA 2022 ในระดับนานาชาติ พบว่า นักเรียนจากสิงคโปร์มีคะแนนเฉลี่ยทั้งด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านสูงกว่าทุกประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่เข้าร่วมการประเมินในครั้งนี้ สำหรับประเทศที่มีคะแนนสูงสุดห้าอันดับแรกในด้านคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นด้านที่เน้นในรอบการประเมินนี้เป็นประเทศ/เขตเศรษฐกิจในเอเชียทั้งหมด ได้แก่ สิงคโปร์ มาเก๊า จีนไทเป ฮ่องกง และญี่ปุ่น  ส่วนประเทศสมาชิก OECD มีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ 472 คะแนน ด้านวิทยาศาสตร์ 485 คะแนน และด้านการอ่าน 476 คะแนน  ซึ่งเมื่อเทียบกับ PISA 2018 พบว่า ค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ด้านคณิตศาสตร์และการอ่านลดลง ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงทางสถิติ

ผลการประเมินของประเทศที่ได้คะแนนด้านคณิตศาสตร์สูงสุดสิบอันดับแรก และผลการประเมินของประเทศในกลุ่มอาเซียน เป็นดังนี้ สิงคโปร์  มาเก๊า จีนไทเป ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี เอสโตเนีย สวิตเซอร์แลนด์  แคนาดา และเนเธอร์แลนด์

ผลการประเมิน PISA 2022 ของประเทศไทย พบว่า นักเรียนไทยมีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์ 394 คะแนน ด้านวิทยาศาสตร์ 409 คะแนน และด้านการอ่าน 379 คะแนน ซึ่งทุกวิชามีผลคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของOECD โดยคะแนนเฉลี่ย ด้านคณิตศาสตร์ อยู่ที่ 472 ด้านวิทยาศาสตร์ 485  การอ่าน 476

เมื่อเทียบกับ PISA 2018 พบว่า คะแนนเฉลี่ยของประเทศไทยทั้งสามด้านลดลง โดยด้านคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยลดลง 25 คะแนน  ส่วนด้านวิทยาศาสตร์และการอ่าน มีคะแนนเฉลี่ยลดลง 17 คะแนน และ 14 คะแนน ตามลำดับ  ทั้งนี้ ผลการประเมินของประเทศไทยตั้งแต่ PISA 2000 จนถึง PISA 2022 พบว่า คะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์และการอ่านมีแนวโน้มลดลง  ส่วนด้านวิทยาศาสตร์ถือว่าไม่เปลี่ยนแปลงทางสถิติ เมื่อวิเคราะห์ตามสังกัดการศึกษาและกลุ่มโรงเรียนที่เข้าร่วมการประเมินครั้งนี้ พบว่า กลุ่มโรงเรียนที่เน้นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มีคะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านอยู่ในระดับเดียวกับกลุ่มประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีคะแนนคณิตศาสตร์สูงสุดห้าอันดับแรก  ส่วนกลุ่มโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยมีคะแนนเฉลี่ยด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD  สำหรับกลุ่มโรงเรียนอื่น ๆ ยังคงมีคะแนนเฉลี่ยทั้งสามด้านต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD

จากการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยระหว่างนักเรียนกลุ่มสูง (มีคะแนนตั้งแต่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 90 ขึ้นไป) กับนักเรียนกลุ่มต่ำ (มีคะแนนต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10) ของประเทศไทยในทั้งสามด้าน พบว่า นักเรียนทั้งสองกลุ่มมีคะแนนเฉลี่ยในแต่ละด้านแตกต่างกันประมาณ 200 คะแนน และเมื่อเทียบกับ PISA 2018 พบว่า ความแตกต่างของคะแนนด้านการอ่านและด้านวิทยาศาสตร์ของนักเรียนทั้งสองกลุ่มนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ส่วนด้านคณิตศาสตร์มีช่องว่างของคะแนนที่แคบลง เนื่องจากนักเรียนกลุ่มสูงมีคะแนนเฉลี่ยลดลงมากกว่าของนักเรียนกลุ่มต่ำ

สำหรับนักเรียนกลุ่มช้างเผือก ซึ่งเป็นนักเรียนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในกลุ่มล่างสุดของประเทศ (ต่ำกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 25) แต่มีคะแนนคณิตศาสตร์อยู่ในกลุ่มบนสุดของประเทศ (เปอร์เซ็นไทล์ที่ 75 ขึ้นไป) พบว่า ประเทศไทยมีนักเรียนกลุ่มช้างเผือกอยู่ 15% ในขณะที่ประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ 10%  จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า นักเรียนที่ด้อยเปรียบทางสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมก็สามารถมีผลการประเมินที่ดีได้

นอกจาก PISA จะรายงานผลการประเมินในรูปของคะแนนเฉลี่ยแล้ว ยังรายงานผลเป็นระดับความสามารถในแต่ละด้านซึ่งแบ่งเป็น 6 ระดับ โดยที่ระดับ 2 ถือเป็นระดับพื้นฐานที่นักเรียนสามารถใช้ทักษะและความรู้ในชีวิตจริงได้ ผลการประเมินครั้งนี้ พบว่า มีนักเรียนไทยที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปอยู่ 32% ในขณะที่ประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนกลุ่มนี้อยู่ 69%  ส่วนประเทศ/เขตเศรษฐกิจที่มีผลการประเมินสูง ได้แก่ สิงคโปร์ มาเก๊า ญี่ปุ่น จีนไทเป และเอสโตเนีย พบว่า มีนักเรียนมากกว่า 85% ที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไป  สำหรับด้านวิทยาศาสตร์และการอ่าน ประเทศไทยมีนักเรียนที่มีความสามารถตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปอยู่ 47% และ 35% ตามลำดับ ส่วนประเทศสมาชิก OECD มีนักเรียนที่มีความสามารถตั้งแต่ระดับ 2 ขึ้นไปอยู่ 76% และ 74% ตามลำดับ

 “ในภาพรวมของผลการประเมิน PISA 2022 สะท้อนให้เห็นว่า ระบบการศึกษาทั่วโลกมีคะแนนเฉลี่ยลดลงเมื่อเทียบกับ PISA 2018 ซึ่งเป็นผลกระทบจากที่ทุกประเทศต้องเผชิญกับความท้าทายของการจัดการเรียนรู้ในช่วงที่มีวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  สำหรับระบบการศึกษาไทยยังมีช่องว่างของคะแนนระหว่างนักเรียนกลุ่มสูงกับนักเรียนกลุ่มต่ำที่กว้างมาก แม้ในด้านคณิตศาสตร์จะมีช่องว่างดังกล่าวที่แคบลง แต่เป็นผลมาจากนักเรียนกลุ่มสูงมีการลดลงของคะแนนที่มากกว่านักเรียนกลุ่มต่ำ ดังนั้น จึงควรมีมาตรการในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ในด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน โดยการพัฒนาครูให้มีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างให้นักเรียนมีทักษะที่จำเป็นในการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง ส่งเสริมและสนับสนุนทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพให้กับสถานศึกษาอย่างเหมาะสมและเป็นธรรมเพื่อลดช่องว่างของความเหลื่อมล้ำในการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งพัฒนาสถานศึกษาทั่วประเทศให้มีคุณภาพและครอบคลุมทุกสังกัด” นายธีระเดช กล่าว

ขณะที่นางสุพัตรา ผาติวิสันติ์ รองผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวว่า สสวท. พยายามจะร่วมมือการหน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด เพื่อจะทำให้นักเรียนมีความคุ้นเคยกับข้อสอบ เพื่อให้เด็กฝึกผ่านระบบออนไลน์ และอบรมครูร่วมกับกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัยทั้ง 13 แห่ง เพื่อขยายผลให้กับครูในโรงเรียนขยายโอกาส อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่า ข้อสอบPISA ในครั้งที่ผ่านมายากขึ้น โดยเฉพาะในแง่ที่การเรียนรู้ของเด็กอาจจะไม่ได้เต็มที่สมบูรณ์ในช่วงโควิด-19 และทำให้การใช้เหตุผล คิดวิเคราะห์ที่ต้องได้จากห้องเรียนขาดหายไปบ้าง โดยในการสอบปี2025 ควรจะต้องส่งเสริมการเรียนรู้ในห้องเรียน เน้นการคิดวิเคราะห์ เพราะรอบต่อไปข้อสอบจะเน้นหนัก ความฉลาดรู้ด้านวิทยาศาสตร์ และสิ่งแวดล้อมทั่วโลกเป็นหลัก ทั้งนี้จะต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ประถมศึกษา ส่วนเด็กที่จะสอบPISA ในปี2025 ปัจจุบัน กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งคงต้องมีการส่งเสริมพัฒนาอย่างเข้มข้น

ศธ. บูรณาการต้านทุจริต จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โครงการโรงเรียนสุจริต ระดับประเทศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773547

ศธ. บูรณาการต้านทุจริต จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โครงการโรงเรียนสุจริต ระดับประเทศ

ศธ. บูรณาการต้านทุจริต จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โครงการโรงเรียนสุจริต ระดับประเทศ

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.32 น.

วันที่ 6 ธันวาคม 2566 นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การนำเสนอผลงาน การประกวดแข่งขันกิจกรรมการเรียนรู้ ภายใต้โครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (โครงการโรงเรียนสุจริต) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 ระดับประเทศ และกิจกรรมเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (9 ธันวาคม) ณ โรงแรมเอวาน่า กรุงเทพมหานคร โดย ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา รักษาราชการแทน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ได้มอบหมายให้ นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธํารง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นผู้กล่าวรายงาน พร้อมด้วย นายทวิชาติ นิลกาญจน์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ นายสมพงษ์ ตะโกพ่วง ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและติดตาม ต้านทุจริตศึกษา 2 สำนักต้านทุจริตศึกษา (สำนักงาน ป.ป.ช.) นายศุภสิน ภูศรีโสม ผู้อำนวยการสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา นายจักรพงษ์ วงค์อ้าย นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งนักวิชาการศึกษาเชี่ยวชาญ (ด้านพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้) รวมถึงข้าราชการและบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธี

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมช.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาการทุจริต ซึ่งมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดําเนินการในทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะภาคการศึกษา ที่มีบทบาทหน้าที่ในการให้ความรู้และปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองดีของประเทศชาติในอนาคต โดยดําเนินกิจกรรมที่สอดคล้องกับแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ ประเด็น การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ที่กําหนดเป้าหมายหลักให้ภาครัฐมีความโปร่งใส ปลอดการทุจริตและประพฤติมิชอบ ผ่านการพัฒนาคนและการพัฒนาระบบ โดยให้ความสําคัญกับการปรับและหล่อหลอมพฤติกรรม “คน” ทุกกลุ่มในสังคมให้มีจิตสํานึกและพฤติกรรมยึดมั่นในความซื่อสัตย์สุจริต 

ทั้งนี้ การพัฒนาผู้เรียน นอกจากมุ่งเน้นการพัฒนาด้านความรู้ความเป็นเลิศทางด้านวิชาการแล้ว ควรต้องคำนึงถึงการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองดีของชาติ โดยเสริมสร้างผู้เรียนให้มีความรักในสถาบันหลักของชาติ ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมือง มีหลักคิดที่ถูกต้อง เป็นพลเมืองดีของชาติ และพลเมืองโลกที่มีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์สุจริต มัธยัสถ์อดออม โอบอ้อมอารี มีวินัย และรักษาศีลธรรม ซึ่งการศึกษานั้นถือเป็นเรื่องของคนทุกคน ดังนั้น ความคาดหวังต่าง ๆ ที่กล่าวมานั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงเพราะการดำเนินการของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องดำเนินการด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อสร้างคุณภาพการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ภายใต้พลวัตรการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ เราต้องร่วมกันพัฒนาประเทศเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการปฏิรูปการศึกษาปัจจุบัน ร่วมกันยกระดับคุณภาพการศึกษาให้เจริญรุดหน้า ตามนโยบาย “เรียนดี มีความสุข” ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ) ด้วยแนวคิดการจัดการศึกษาเพื่อความเป็นเลิศ และการศึกษาเพื่อความมั่นคงของชีวิต 

“เวทีแห่งนี้ถือเป็นเวทีนำเสนอผลงานที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต ผ่านการดำเนินโครงการโรงเรียนสุจริต ภายใต้สถานการณ์ความท้าทายของสังคมไทยในปัจจุบัน กับการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้น ผมขอให้ทุกท่านใช้ประโยชน์จากเวทีแห่งนี้ ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียนไปสู่การขับเคลื่อนโครงการที่มีเป้าหมายใหญ่ร่วมกันในอนาคต คือ การสร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริตครับ” รมช.ศธ. กล่าว

ทางด้าน นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธํารง ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. ได้กล่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยสำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ดำเนินโครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (โครงการโรงเรียนสุจริต) เพื่อพัฒนานักเรียน ครู ผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษาของ สพฐ. ให้เกิดคุณลักษณะ 5 ประการของโครงการโรงเรียนสุจริต ได้แก่ ทักษะกระบวนการคิด มีวินัย ซื่อสัตย์สุจริต อยู่อย่างพอเพียง และจิตสาธารณะ โดยดำเนินการตามแนวทางของปฏิญญาโรงเรียนสุจริต ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านการป้องกัน ด้านการปลูกฝัง และด้านการสร้างเครือข่าย ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ กิจกรรมตามโครงการโรงเรียนสุจริต กิจกรรมสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุจริต การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานในสังกัด สพฐ. (ITA Online) และการขับเคลื่อนหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายตัวชี้วัดของแผนบูรณาการป้องกันและปราบปรามการทุจริต 

ทั้งนี้ กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ฯ ในครั้งนี้มีกำหนดจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 6-9 ธันวาคม 2566 ณ โรงแรมเอวาน่า กรุงเทพฯ โดยมีกิจกรรมภายในงาน ได้แก่ 1. กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การนำเสนอผลงาน และการประกวดแข่งขัน จำนวน 7 กิจกรรม ประกอบด้วย 1) กิจกรรมบริษัทสร้างการดี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 2) กิจกรรมบริษัทสร้างการดี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา 3) กิจกรรมถอดบทเรียน (Best Practice) นวัตกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษา 4) นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนของครู 5) นวัตกรรมการขับเคลื่อนโครงการโรงเรียนสุจริตของศึกษานิเทศก์ 6) นวัตกรรมการขับเคลื่อนโครงการของผู้รับผิดชอบโครงการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุจริต 7) กิจกรรมการใช้และประเมินผลหลักสูตรต้านทุจริตศึกษา (1 โรงเรียน 1 นวัตกรรม) นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมสื่อสร้างสรรค์ ภาพยนตร์สั้นต่อต้านการทุจริต กิจกรรมผลงานหนังสือเล่มเล็กจากผลการใช้หลักสูตรต้านทุจริตศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รายวิชาเพิ่มเติม การป้องกันการทุจริต) กิจกรรมออกแบบบอร์ดเกม เพื่อส่งเสริมการต่อต้านการทุจริต (Anti-Corruption Board Game) และมีการจัดแสดงนิทรรศการ อาทิ นิทรรศการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุจริต แสดงผลการดำเนินงาน และภาพความสำเร็จของการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาออนไลน์ (ITA Online) รวมถึงนิทรรศการพิพิธภัณฑ์ต้านโกงเสมือนจริง (Virtual Anti-Corruption Museum) ที่แสดงแหล่งการเรียนรู้เกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต วิวัฒนาการจากอดีต ปัจจุบัน เชื่อมไปสู่อนาคต และกิจกรรมเนื่องในวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล เป็นต้น
 

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่างๆ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773546

'ในหลวง-พระราชินี' พระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่างๆ

‘ในหลวง-พระราชินี’ พระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่างๆ

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.29 น.

“ในหลวง-พระราชินี” พระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ  “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”  7 ธันวาคม 2566

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยและทรงตั้งพระราชหฤทัยในการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สุขอนามัยพื้นฐาน และโภชนาการที่ดีของเด็ก
เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสในสถานสงเคราะห์ ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ แก่สถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา วันที่ 7 ธันวาคม 2566

วันที่ 6 ธันวาคม 2566 เวลา 10.10  น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ หน่วยราชการในพระองค์ เชิญสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ไปมอบแก่สถานสงเคราะห์ จำนวน 2 แห่ง ดังนี้

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ นางสาวประทุมรัตน์  พบสระบัว เชิญสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์พระราชทาน ประกอบด้วย ข้าวสาร นมกล่อง อาหาร ทางการแพทย์ น้ำมันพืชและเครื่องปรุงรสสำหรับประกอบอาหาร สุขภัณฑ์สำหรับทำความสะอาดห้องน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ ไปมอบแก่ผู้สูงอายุ และเจ้าหน้าที่ จำนวน 300 คน  ณ ศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค (บ้านบางแค 1) เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ พันตำรวจเอก อนุวัต  พิชาดุลย์ เชิญสิ่งของ และเครื่องอุปโภคบริโภคพระราชทาน ประกอบด้วย ข้าวสาร นมผงสำหรับเด็ก นมกล่อง UHT ผ้าอ้อมสำเร็จรูป กระเป๋าเป้สำหรับเด็ก น้ำมันพืชและเครื่องปรุงรสสำหรับประกอบอาหาร ซึ่งเป็นสิ่งของที่จำเป็นต้องใช้ ไปมอบแก่เด็ก และเจ้าหน้าที่ จำนวน 258 คน ณ สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนรังสิต อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงรับเป็นพระราชภารกิจสำคัญ ในการดูแลให้ประชาชนทุกหมู่เหล่ามีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรง และมีโภชนาการที่ดี อันจะนำมาซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานสิ่งของ เครื่องอุปโภคบริโภค และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ ไปมอบแก่เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ในสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันคล้ายวันพระราชสมภพ วันคล้ายวันประสูติ และวันสำคัญต่าง ๆ มาโดยตลอด การได้รับพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณในครั้งนี้   ยังความปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

สมาคมนักศึกษาเก่านิด้า-อบจ.ปทุมธานี จัดงาน Proud to be NIDA 2023 ปลูก 99,999 ต้นราชพฤกษ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773531

สมาคมนักศึกษาเก่านิด้า-อบจ.ปทุมธานี จัดงาน  Proud to be NIDA 2023 ปลูก 99,999 ต้นราชพฤกษ์

สมาคมนักศึกษาเก่านิด้า-อบจ.ปทุมธานี จัดงาน Proud to be NIDA 2023 ปลูก 99,999 ต้นราชพฤกษ์

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 13.37 น.

สมาคมนักศึกษาเก่านิด้า-อบจ.ปทุมธานี จัดงาน  Proud to be NIDA 2023 ปลูก 99,999 ต้นราชพฤกษ์

6 ธันวาคม 2566 เวลา 09.09 น. สมาคมนักศึกษาเก่าสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ร่วมกับองค์กรบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ร่วมจัดงาน  Proud to be NIDA 2023 ปลูกต้นราชพฤกษ์เหลืองทั้งแผ่นดิน 99,999 ต้น ซึ่งนายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี และพลตำรวจโทคำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานีมาร่วมกล่าวเปิดงาน

นายดุสิต ปิยะทัต นายกสมาคมนักศึกษาเก่า สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าววัตถุประสงค์  โดยต้นราชพฤกษ์เป็นต้นไม้ประจำชาติไทยและต้นไม้ประจำของสถาบันนิด้าพร้อมกับน้อมรำลึกถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  วันที่ 5 ธันวาคม 2566 ณ วัดตลาดใต้ ซึ่งเป็นจุดหนึ่งในพื้นที่โครงการปลูกต้นราชพฤกษ์เหลืองทั้งแผ่นดิน

พร้อมร่วมกันปลูกต้นไม้ริมแม่น้ำเจ้าพระยากับผู้บริหารของสมาคมนักศึกษาเก่านิด้า และผู้บริหาร เจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จ.ปทุมธานี  ร่วมกับเจ้าอาวาสวัดตลาดใต้และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ โดย นายศรัณยู อินทาทอง กรรมการสมาคมฯ เป็นผู้ประสานงาน

นักวิจัยจุฬาฯ รับรางวัลนักวิจัยดีเด่น องค์ความรู้ใหม่รักษา HIV เด็ก-เยาวชน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773392

นักวิจัยจุฬาฯ รับรางวัลนักวิจัยดีเด่น  องค์ความรู้ใหม่รักษา HIV เด็ก-เยาวชน

นักวิจัยจุฬาฯ รับรางวัลนักวิจัยดีเด่น องค์ความรู้ใหม่รักษา HIV เด็ก-เยาวชน

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

ศ.พญ.ธันยวีร์ ภูธนกิจ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการประกาศเกียรติคุณจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รางวัลนักวิจัย ดีเด่นแห่งชาติ ประจำปี 2567 สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จากผลงานวิจัยที่ศึกษาต่อเนื่องเรื่ององค์ความรู้ใหม่ด้านคลินิกเกี่ยวกับการดูแล รักษา และป้องกันการติดเชื้อไวรัสเอชไอวีในเด็กและเยาวชน

ศ.พญ.ธันยวีร์ เผยว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ แต่สิ่งสำคัญกว่ารางวัลที่ได้รับก็คือ การทำให้เรื่องราวเกี่ยวกับโรคเอดส์ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV – Human Immunodeficiency Virus) ได้รับการเผยแพร่ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ทันสมัยและตระหนักรู้ว่า การติดเชื้อเอชไอวีในปัจจุบันมีแนวทางป้องกันและรักษาที่ก้าวหน้าไปอย่างมาก โดยหวังว่าจะช่วยทำให้คนทั่วไปได้เข้าใจและรับรู้ว่า เมื่อได้รับการรักษาที่ถูกต้องด้วยยาต้านไวรัส จะไม่เจ็บป่วยเป็นโรคเอดส์ ไม่สามารถแพร่เชื้อไวรัสให้กับคนอื่นๆ รวมถึงมีสุขภาพดี ไปโรงเรียน ทำงานมีครอบครัวมีบุตร อายุยืนยาวได้ เมื่อเข้าใจและยอมรับในประเด็นนี้แล้ว หวังว่าการตีตราหรือเลือกปฏิบัติต่อผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีในสังคมจะลดลงได้

“องค์ความรู้ในปัจจุบัน อย่างเช่น เด็กอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี เมื่อได้ทานยาต้านไวรัส สามารถควบคุมไวรัสในร่างกายได้ภายในระยะเวลา 6 เดือนหลังเริ่มยา หลังจากนั้นยังต้องกินยาต้านไวรัสต่อเนื่องทุกวันเพื่อควบคุมไวรัสไว้ไม่ให้มาทำลายเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เด็กที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีตั้งแต่วัยทารก สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ มีครอบครัวได้โดยไม่ส่งต่อเชื้อให้คู่สามีภรรยาหรือบุตร” ศ.พญ.ธันยวีร์ กล่าว

นอกการรักษาที่ ศ.พญ.ธันยวีร์ ได้ร่วมวิจัยพัฒนาและเก็บรวบรวมข้อมูลกับเครือข่ายทีมวิจัยต่างๆ ได้มีการนำไปใช้ในแนวทางการรักษาเด็กในประเทศไทยแล้วในทุกวันนี้ สูตรยาต่างๆ ที่อาจารย์ได้ทำการวิจัยพัฒนาร่วมกับหน่วยงานต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องและยาวนานยังได้รับการยอมรับจากองค์การอนามัยโลก (WHO) และนำไปใช้ในประเทศอื่นๆ ด้วย สอดคล้องกับเป้าหมายระดับนานาชาติเรื่องของการยุติโรคเอดส์ ซึ่งตั้งเป้าไว้ในปี พ.ศ 2573 ว่า ผู้ได้รับเชื้อเอชไอวีรายใหม่จะต้องน้อยลง ผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และอัตราเสียชีวิตจะต่ำลงไปอีกมาก

ปัจจุบัน ศ.พญ.ธันยวีร์ ยังคงทำงานวิจัยทางคลินิกในการรักษาและดูแลเยาวชนที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี การดูแลในเรื่องของการรักษา จากเดิมที่เป็นยารับประทานวันละครั้ง ปัจจุบันเริ่มมีงานวิจัยยาต้านไวรัสชนิดฉีดทุกสองเดือน หรือ ทุกหกเดือน เป็นต้น รวมทั้งเรื่องของการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี จากเดิมที่เน้นในเรื่องการป้องกันทารกที่อาจจะรับเชื้อจากคุณแม่ในระหว่างการตั้งครรภ์หรือการคลอด ก็มาเน้นในเรื่องของกลุ่มเยาวชนอายุ 15-24 ปี ซึ่งกลายเป็นกลุ่มหลักในการรับเชื้อเอชไอวี ให้เยาวชนได้เรียนรู้ที่จะมีสุขภาวะทางเพศที่ดีรู้จักป้องกันการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ โดยการใช้ถุงยางอนามัย รวมทั้งการให้ยาต้านไวรัสเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่เรียกกันว่า “ยาเพร็พ” ซึ่งเป็นงานวิจัยที่อาจารย์และทีมวิจัยทำร่วมกับกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

หัวเว่ย -จ.นครศรีธรรมราช และ สกมช. จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านดิจิทัลนักเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773394

หัวเว่ย -จ.นครศรีธรรมราช และ สกมช.  จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านดิจิทัลนักเรียน

หัวเว่ย -จ.นครศรีธรรมราช และ สกมช. จัดกิจกรรมให้ความรู้ด้านดิจิทัลนักเรียน

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทย) จํากัด ร่วมกับจังหวัดนครศีธรรมราช และ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) จัดโครงการ “รถดิจิทัล กิจกรรมเพื่อสังคมในพื้นที่ห่างไกล” ในระหว่างปลายเดือน พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ที่โรงเรียนขนอมพิทยา ตำบลขนอม อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในโครงการเรือธงที่หัวเว่ยดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา2 ปี เพื่อลดปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาองค์ความรู้เทคโนโลยีในพื้นที่ห่างไกลของประเทศไทย ในปีนี้ได้เพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับไซเบอร์และพลังงานสะอาด พร้อมทั้งต่อยอดเรื่องพลังงานสะอาดและการอนุรักษ์ธรรมชาติให้แก่คนรุ่นใหม่ ตั้งเป้าสิ้นปี ฝึกอบรมความรู้ด้านดิจิทัลให้แก่นักเรียน ได้ถึง 3,000 คน

นายขจรเกียรติ รักพานิชมณี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวว่า การเร่งพัฒนาบุคลากรของประเทศถือเป็นหนึ่งในวาระสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ซึ่งการสร้างบุคลากรทางดิจิทัลถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับประเทศ โครงการครั้งนี้สร้างความรู้ความเข้าใจด้านเทคโนโลยีดิจิทัลทั้งในเชิงทฤษฎีและปฎิบัติให้กับเยาวชนในพื้นที่ห่างไกล รวมถึงการปลูกฝังจิตสำนึกและความรู้ในเรื่องพลังงานสะอาดและการอนุรักษ์ธรรมชาติให้กับเยาวชนของจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจะสามารถผลักดันบุคลากรให้ก้าวสู่การเป็นบุคลากรไอซีทีที่มีคุณภาพของประเทศไทยต่อไปในอนาคต สอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี (พ.ศ.2566-2570) ซึ่งมีหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

พลอากาศตรีอมร ชมเชย เลขาธิการคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ ได้กล่าวถึงโครงการความร่วมมือในครั้งนี้ว่าทุกวันนี้ไทยมีประชากรอินเตอร์เนตมากถึง 61.21 ล้านคน คิดเป็น 85.3% ของประชากรทั้งประเทศ ผู้คนใช้เวลาบนโลกออนไลน์และดิจิทัลสูงถึง 8 ชั่วโมงต่อวัน และใช้ โมบายแบงก์กิ้ง ติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลก ดังนั้น การให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ ถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญของประเทศและเป็นสิ่งที่สกมช. กำลังดำเนินการอย่างเร่งด่วน ซึ่งรวมถึงการสร้างองค์ความรู้ให้กับเยาวชนไทยในพื้นที่ห่างไกลให้มีความพร้อมในการรับมือกับภัยบนโลกไซเบอร์ ทั้งด้านการป้องกันและการรับมือเมื่อเกิดเหตุ โครงการรถดิจิทัล กิจกรรมเพื่อสังคมในพื้นที่ห่างไกลซึ่งริเริ่มโดยหัวเว่ย ถือเป็นโครงการที่สะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและองค์กรชั้นนำ ที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลรุ่นใหม่ของประเทศ และมุ่งสู่การสร้างบุคลากรไอซีทีคุณภาพเข้าสู่ตลาดแรงงานของไทยต่อไปในอนาคต

นายสุรชัย ฉัตรเฉลิมพันธุ์ ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์และความเป็นส่วนบุคคล บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ได้ให้ข้อมูลว่า ไทยยังคงเผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำทางด้านดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ห่างไกล การบ่มเพาะทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลจึงถือกุญแจในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของประเทศ ซึ่งหัวเว่ย ประเทศไทย มุ่งมั่นขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความเสมอภาคและยกระดับคุณภาพผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล ผ่านโครงการต่างๆ ซึ่งรวมถึงโครงการเรือธงอย่างรถดิจิทัลเพื่อสังคม โดยโครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญ ในการส่งมอบองค์ความรู้พัฒนาทักษะ และผลักดันการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่จะพัฒนาประชาชนในพื้นที่ห่างไกลให้ได้รับองค์ความรู้อย่างเท่าเทียม ซึ่งหัวเว่ยมองว่าในปัจจุบัน ทักษะด้านเทคโนโลยีคือสิ่งสำคัญที่ควรเรียนรู้และนำมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน รวมถึงต่อยอดการประยุกต์ไปสู่สายอาชีพของผู้เรียนด้วย

ม.เซนต์จอร์จ เกรนาดา จัดเวิร์กช็อป ปฐมพยาบาลและช่วยชีวิตนักเรียนไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773395

ม.เซนต์จอร์จ เกรนาดา จัดเวิร์กช็อป  ปฐมพยาบาลและช่วยชีวิตนักเรียนไทย

ม.เซนต์จอร์จ เกรนาดา จัดเวิร์กช็อป ปฐมพยาบาลและช่วยชีวิตนักเรียนไทย

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ (SGU) เกรนาดา แคริบเบียนจัดเวิร์กช็อปการปฐมพยาบาลที่พัทยาและภูเก็ต ให้นักเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้เรียนรู้ทักษะการปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานแลทักษะการช่วยชีวิต และมุ่งหวังที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียนที่มีความสนใจในเส้นทางด้านการแพทย์ การอบรมครั้งนี้เป็นภาคภาษาอังกฤษ นักเรียนที่เข้าร่วมอบรมได้รับประกาศนียบัตรรับรองผ่านการฝึกอบรมทั้งหมด 45 คน

คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอร์จ เปิดหลักสูตรแพทยศาสตร์บัณฑิต (พ.บ.) 4 ปี และเปิดหลักสูตรขั้นสูง 5, 6 และ 7 ปี โดยรับนักศึกษาจากระบบการศึกษาทั่วโลก มีเครือข่ายโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพขนาดใหญ่ในเครือมากกว่า 75 แห่งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ และเปิดโอกาสพิเศษให้นักศึกษาได้เริ่มต้นวิชาชีพแพทย์ในเกรเนดาหรือ ประเทศอังกฤษ ปัจจุบัน มีผู้สำเร็จการศึกษาชาวไทยที่กำลังเป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่ในประเทศไทย สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร และจากข้อมูลตั้งแต่เดือนมีนาคม 2566 มีนักศึกษาไทยจำนวน 34 คนกำลังศึกษาอยู่ที่วิทยาเขตของ SGU ในเกรนาดาหรือที่มหาวิทยาลัย Northumbriaในสหราชอาณาจักร (สถาบันพันธมิตรของ SGU)

ม.วลัยลักษณ์-ภาคเอกชนร่วมพัฒนา องค์ความรู้การเลี้ยงและดูแลรักษาสัตว์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773393

ม.วลัยลักษณ์-ภาคเอกชนร่วมพัฒนา  องค์ความรู้การเลี้ยงและดูแลรักษาสัตว์

ม.วลัยลักษณ์-ภาคเอกชนร่วมพัฒนา องค์ความรู้การเลี้ยงและดูแลรักษาสัตว์

วันพุธ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

รศ.ดร.ศราวุธ ปาลิโภชน์ รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ลงนามร่วมมือกับ นายสัตวแพทย์กิตติ บัวเพชร กรรมการผู้จัดการโรงพยาบาลสัตว์หมอกิตติ สงขลา นางสาวกฤติยาฟุ้งตระกูล เจ้าของกิจการ PG Dairy Farm และนายจอม กิจวิบูลย์เจ้าของกิจการ Nakhon SiRiding Club เพื่อพัฒนาวิชาการด้านการเลี้ยงและดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง สัตว์เลี้ยงชนิดพิเศษโดยมี ศาสตราจารย์ คลินิก ดร.น.สพ.สุวิชัย โรจนเสถียร คณบดีวิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์อัครราชกุมารี ร่วมเป็นพยาน ณ ม.วลัยลักษณ์ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราชเมื่อเร็ว ๆ นี้

รองศาสตราจารย์ ดร.ศราวุธ ปาลิโภชน์ รองอธิการบดี กล่าวว่า ม.วลัยลักษณ์ เป็นมหาวิทยาลัยที่มีจุดประสงค์ในการผลิตบัณฑิตที่เป็นทั้งคนดีและคนเก่ง เพื่อสร้างสรรผลงานนวัตกรรมให้แก่สังคม โดยเน้นงานด้านการวิจัยเพื่อมุ่งสู่การพัฒนาประเทศเป็นสำคัญผ่านวิสัยทัศน์ “เป็นองค์การธรรมรัฐเป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นหลักในถิ่นเป็นเลิศสู่สากล” การร่วมมือในวันนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และผู้ประกอบการภาคเอกชน อันจะนำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการ การผลิตนวัตกรรม ความก้าวหน้าทางการวิจัยเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงและดูแลสุขภาพสัตว์ให้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการผลิตบัณฑิตให้มีคุณภาพ และเป็นการพัฒนาบุคลากรของแต่ละองค์กรร่วมกัน

ศาสตราจารย์ คลินิก ดร.น.สพ.สุวิชัย โรจนเสถียร กล่าวว่า วิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์อัครราชกุมารีมีการจัดการเรียนการสอนรายวิชาด้านสัตว์ใหญ่ สัตว์ปีก สัตว์เล็ก สัตว์น้ำ และสัตว์ป่า โดยเน้นด้านการเลี้ยงและดูแลสุขภาพ การรักษาการป้องกันและควบคุมโรคในสัตว์ ได้มีนโยบายจัดทำ MOU ร่วมกับผู้ประกอบการภาคเอกชนที่มีประสบการณ์ในการทำงานจริง และประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจด้วย ส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน เสริมและสนับสนุนงานด้านการเรียนการสอน การวินิจฉัย การรักษา และการควบคุมโรค ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีชีวภาพและการจัดการทางพันธุกรรม การพัฒนาบุคลากร การวิจัย และการฝึกอบรมแลกเปลี่ยนทักษะในการปฏิบัติงานร่วมกัน เพื่อความก้าวหน้าทางการวิจัย และการพัฒนาบุคลากรและนักศึกษาต่อไป