สำนักงบฯพร้อมหนุน‘เบียนนาเล่ เชียงราย’ คาดช่วยพัฒนาความเจริญ-ดึงดูดนักลงทุน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742535

สำนักงบฯพร้อมหนุน‘เบียนนาเล่ เชียงราย’  คาดช่วยพัฒนาความเจริญ-ดึงดูดนักลงทุน

สำนักงบฯพร้อมหนุน‘เบียนนาเล่ เชียงราย’ คาดช่วยพัฒนาความเจริญ-ดึงดูดนักลงทุน

วันจันทร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นายประสพ เรียงเงิน ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ตนได้นำคณะเจ้าหน้าที่สำนักงบประมาณ นำโดย นายธเนศ เพชรโชติ รักษาการนักวิเคราะห์งบประมาณเชี่ยวชาญ และผู้บริหาร สศร. ลงพื้นที่ จ.เชียงราย เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงาน โครงการการจัดงานมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Thailand Biennale, Chiang Rai 2023 ร่วมกับ นายอังกฤษ อัจฉริยโสภณ และ น.ส.มนุพร เหลืองอร่าม ภัณฑารักษ์ โดยได้มีการศึกษาพื้นที่จริง อาทิ พิพิธภัณฑ์บ้านดำ สิงห์ปาร์ค ท่าเรือเวียงเชียงแสน

และสวนเรือนรับรอง ร.9 หอฝิ่น อุทยานสามเหลี่ยมทองคำเยี่ยมชมบ้านนายสมลักษณ์ ปันติบุญศิลปินปั้นดินแห่งเชียงราย ณ ดอยดินแดง พร้อมทั้งประเมินความพร้อมในการจัดงาน หลังจากที่รัฐบาลได้มอบเงินสนับสนุนการดำเนินงาน ระยะที่ 2 จำนวน 95 ล้านบาท มาแล้ว ซึ่งการลงพื้นที่ดังกล่าว ทำให้ทางสำนักงบประมาณ ได้เห็นความคืบหน้าการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรวมพลังจากเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และเครือข่ายศิลปินใน จ.เชียงราย ความคืบหน้าการสร้างหอศิลป์ร่วมสมัยเชียงราย เพื่อรองรับการจัดงาน และจะขยายสร้างหมู่บ้านศิลปิน Art Village เบื้องต้นกำหนดไว้จำนวน 32 หลัง

นายประสพ กล่าวต่อไปว่า ว่า จากการลงพื้นที่ยังมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงาน ทำให้ทางสำนักงบประมาณได้ทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับในระหว่างการจัดงานและหลังจากการจัดงานไม่ว่าจะเป็น การตื่นตัวของชาวเชียงราย ที่จะเป็นเจ้าภาพในการจัดงานไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย ทำให้เกิดการรับรู้ การกระตุ้นการท่องเที่ยว และกระตุ้นเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานรากไปสู่เศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ ที่ประเมินไว้ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท ส่งเสริมการใช้จ่ายสินค้าและบริการ ในพื้นที่ จ.เชียงราย และใกล้เคียง

อีกทั้งยังช่วยสนับสนุนให้เชียงรายเป็นหมุดหมายของเมืองศิลปะร่วมสมัยของประเทศไทย และก้าวสู่ระดับโลก ที่นักท่องเที่ยวจะเข้ามาเที่ยวชมสถานที่ต่างๆซึ่งจะเต็มไปด้วยผลงานศิลปะ ผสมผสานกับการท่องเที่ยวทำให้บริเวณพื้นที่จัดงานทั้งหมดมีการพัฒนาความเจริญตามมา และที่สำคัญ ยังส่งผลต่อการส่งเสริม จ.เชียงราย เป็นพื้นที่ที่นักลงทุน ให้ความสนใจในการทำธุรกิจเพิ่มมากขึ้นด้วย

“ทั้งนี้ สำนักงบประมาณ มีความยินดีให้การสนับสนุนการดำเนินงานอย่างเต็มที่ และยังให้คำปรึกษาในการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์คุ้มค่า พร้อมให้แนวทางการบริหารจัดการ การบูรณาการ การระดมทุน และทรัพยากร ตลอดจนการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากที่สุด ซึ่งขณะนี้ได้มีการคัดเลือกศิลปินครบ ทั้ง 60 รายแล้ว จึงจะมีการจัดสรรงบประมาณในการสร้างสรรค์ผลงานให้ศิลปินแต่ละคน โดย สศร. จะยึดหลักการและเหตุผลของการสร้างงาน รวมถึงประโยชน์และความคุ้มค่าของแต่ละชิ้นงานที่ใช้ติดตั้งในแต่ละพื้นที่เป็นหลัก” ผอ.สศร. กล่าว

VIRGIN TEAM เทคนิคสกลนครสุดยอด!! คว้าแชมป์สุดยอดรถประหยัดพลังงาน สถิติสูงสุด 1 ลิตร 1,868 กิโลเมตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742601

VIRGIN TEAM เทคนิคสกลนครสุดยอด!! คว้าแชมป์สุดยอดรถประหยัดพลังงาน สถิติสูงสุด 1 ลิตร 1,868 กิโลเมตร

VIRGIN TEAM เทคนิคสกลนครสุดยอด!! คว้าแชมป์สุดยอดรถประหยัดพลังงาน สถิติสูงสุด 1 ลิตร 1,868 กิโลเมตร

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.05 น.

VIRGIN TEAM เทคนิคสกลนครสุดยอด!! คว้าแชมป์สุดยอดรถประหยัดพลังงาน Shell Eco-marathon Asia-Pacific and Middle East 2023 สถิติสูงสุด 1 ลิตร วิ่งได้ 1,868 กิโลเมตร

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2566 ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า VIRGIN TEAM จากวิทยาลัยเทคนิคสกลนคร เข้าร่วมการแข่งขัน Shell Eco-marathon Asia-Pacific and Middle East 2023 ได้คว้ารางวัลชนะเลิศ ประเภทรถต้นแบบแห่งอนาคต (PROTOTYPE) ประเภทเครื่องยนต์ Internal Combustion Engine (ICE) เชื้อเพลิง เอทานอล (Ethanol) สถิติสูงสุดในการแข่งขันปี 2023 ด้วยค่าประหยัดน้ำมัน 1,868 กิโลเมตร/ลิตร

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า การแข่งขัน Shell Eco-marathon Asia-Pacific and Middle East 2023  เป็นการแข่งขันสุดยอดนวัตกรรมรถยนต์ประหยัดพลังงาน เพื่อเฟ้นหารถที่วิ่งได้ไกลที่สุดด้วยเชื้อเพลิงเพียง 1 ลิตร โดยให้ทีมนักเรียน นักศึกษา จากประเทศไทยเข้าร่วมชิงความเป็นหนึ่งด้านการประหยัดพลังงาน ซึ่งนักศึกษาอาชีวศึกษา VIRGIN TEAM จากวิทยาลัยเทคนิคสกลนคร ได้แสดงศักยภาพให้เห็นอีกครั้ง จากการนำความรู้มาประยุกต์ ต่อยอด แสดงให้เห็นถึงทักษะนวัตกรรมและประสิทธิภาพของนักเรียน นักศึกษาในการประดิษฐ์คิดค้นเป็นรถยนต์ประหยัดพลังงาน

โดย VIRGIN TEAM จากวิทยาลัยเทคนิคสกลนคร มีสมาชิกจำนวน 5 คน ดังนี้ นายธนากร เมือยไพร นักศึกษา ปวส.2 แผนกยานยนต์ไฟฟ้า ผู้จัดการทีม นายธนพันธ์ โคตมิตร นักศึกษา ปวส.2 แผนกยานยนต์ไฟฟ้า เป็นผู้ขับสำรองและช่างเครื่อง  นายณัฐพงศ์ สิงหกุล นักศึกษา ป.ตรี ภาควิชาเทคโนโลยียานยนต์ ผู้ขับขี่  นายวีระศักดิ์ บุญเสน นักศึกษา ปวส.2 แผนกภาษาต่างประเทศ ผู้จัดการทั่วไป และนายประมวล รอนยุทธ อ.ที่ปรึกษา

“ซึ่ง VIRGIN TEAM สามารถผ่านขั้นตอนการตรวจสอบ INSPECTION 12 ด่านมหาหิน 144 จุด จนได้ลงสนามแข่ง และมีทีมผู้เข้าร่วมการแข่งขันจากทวีปเอเชีย -แปซิฟิก /ตะวันออกกลาง และประเทศออสเตรเลีย รวม 13 ประเทศ จำนวน 80 ทีม ร่วมชิงชัยในครั้งนี้ โดยการแข่งขัน Shell Eco-marathon Asia-Pacific and Middle East 2023 จัดขึ้น ณ สนาม Pertamina Mandariga International Street Circuit ประเทศอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 4 – 9 กรกฎาคม 2566”

– 006

‘ธรรมกาย-คณะสงฆ์ปัตตานี’ถวายสังฆทาน 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742536

‘ธรรมกาย-คณะสงฆ์ปัตตานี’ถวายสังฆทาน 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

‘ธรรมกาย-คณะสงฆ์ปัตตานี’ถวายสังฆทาน 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วันอาทิตย์ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 16.08 น.

‘ธรรมกาย-คณะสงฆ์ปัตตานี’ถวายสังฆทาน 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้

วัดพระธรรมกาย มูลนิธิธรรมกาย และกัลยาณมิตรทั่วทั้งโลก ร่วมกับ คณะสงฆ์จังหวัดปัตตานีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจังหวัดปัตตานี จัดพิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์จากเหตุการณ์ความไม่สงบ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา) ปีที่ 19 ครั้งที่ 163 และพิธีมอบกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ ปีที่ 16 ครั้งที่ 128 จำนวน 180 กองทุน ณ วัดมุจลินทวาปีวิหาร พระอารามหลวง อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี พร้อมถ่ายทอดออนไลน์ ผ่านแอปพลิเคชัน ZOOM, FACEBOOK LIVE และ YouTube มีพุทธศาสนิกชนทั้งในและต่างประเทศร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก

ในช่วงเช้าเป็นพิธีตักบาตรข้าวสารอาหารแห้ง ภาคสายเป็นพิธีมอบกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ ปีที่ 16 ครั้งที่ 128 พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์ อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบ และพิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปีที่ 19 ครั้งที่ 163 โดยได้รับความเมตตาจากพระธรรมวชิรเวที เจ้าคณะภาค 18 เป็นประธานสงฆ์ นายณัฐกฤช สิทธิโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานีปฏิบัติหน้าที่แทนผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ประธานฝ่ายฆราวาส ต่อด้วยพระภาวนาธรรมวิเทศ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและผู้แทนกัลยาณมิตรทั่วทั้งโลกกล่าวความในใจ และเปิดวีดีโอประมวลภาพทบทวนงานฟื้นฟูศีลธรรมโลก ต่อด้วยพิธีเครื่องอุปโภคบริโภค แก่ทหาร ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยเป็นสาธารณสงเคราะห์ ทั้งยังได้ทำบุญอุทิศส่วนบุญกุศลให้กับส.ต.ต.พิจักษณ์ บัวแก้ว ผบ.หมู่ นปพ.สภ.นาประดู่ จว.ปัตตานี พลีชีพจากเหตุคนร้ายบุกยิงป้อมทางกั้นรถไฟ เหตุเกิดเมื่อ 10 มิถุนายน ที่ผ่านมา

พระธรรมวชิรเวที เจ้าคณะภาค 18 กล่าวว่าพุทธบริษัทสี่ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน คำว่าหนึ่งเดียวคือเป็นแนวเดียวกัน พร้อมที่จะฟังและปฏิบัติตามผู้นำ เมื่อผู้นำเป็นผู้มีระบบ ผู้ทำตามก็มีระบบมีระเบียบตาม เหมือนกับเราท่านทั้งหลายเป็นชาวพุทธ เราปฏิบัติตามองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะพระองค์เป็นผู้นำที่ดี เราย่อมได้ดี ทางศาสนาเราสอนเรื่องรากฐานของการทำความดีด้วยทาน ศีล ภาวนาเชื่อเรื่องการทำบุญการอุทิศบุญแก่ผู้วายชนม์ พระพุทธองค์ทรงสอนทำความดีอย่างนี้

ทั้งนี้พิธีถวายสังฆทานแด่คณะสงฆ์ 323 วัด 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลแด่ผู้วายชนม์จากเหตุการณ์ความไม่สงบ จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2548 ณ วัดมุจลินทวาปีวิหาร จังหวัดปัตตานี ปัจจุบันจัดติดต่อกันเป็นปีที่ 19 ครั้งที่ 163 และจะจัดอย่างต่อเนื่องจนกว่าเหตุการณ์จะสงบ ส่วนกองทุนหนุนแรงใจช่วยครูใต้ รวม 16 ปี มอบแล้ว 39,641 กองทุน เป็นเงินกว่า 80 ล้านบาท รวมความช่วยเหลือทั้งสิ้นกว่า 389 ล้านบาท

‘ตรีนุช’ชื่นชม’ระนอง’บูรณาการการทำงานแบบเครือข่าย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742395

'ตรีนุช'ชื่นชม'ระนอง'บูรณาการการทำงานแบบเครือข่าย

‘ตรีนุช’ชื่นชม’ระนอง’บูรณาการการทำงานแบบเครือข่าย

วันเสาร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 17.49 น.

“ตรีนุช” ชื่นชม จ.ระนอง บูรณาการการทำงานแบบเครือข่ายโดยใช้พื้นที่เป็นฐานจัดการศึกษาได้ดี ถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ประสบความสำเร็จ 

8 ก.ค.66 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่า จากการที่ตนพร้อมด้วย นายนิรุตติ สุทธินนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงศึกษาธิการ, นายภูธร จันทะหงษ์ ปุญยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และคณะ ลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่จังหวัดระนอง

โดยได้ตรวจเยี่ยม กศน.ตำบลเกาะพยาม , โรงเรียนบ้านเกาะพยาม, โรงเรียนพิชัยรัตนาคาร ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เปิดหลักสูตรนานาชาติ ของ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ในโครงการ Education Hub ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.), ศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัดระนอง, โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 38  พร้อมทั้งประชุมหัวหน้าส่วนราชการด้านการศึกษาจังหวัดระนอง พบว่า ระนอง เป็นจังหวัดขนาดเล็ก มีประชากรน้อย แต่มีความหลากหลายในมิติของการจัดการศึกษา ด้วยสภาพภูมิประเทศที่มีเกาะ มีพื้นที่อยู่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงมีความหลากหลายของโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ปกติ โรงเรียนที่อยู่บนเกาะ มีความหลากหลายของนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซึ่งหน่วยงานทางการศึกษาทั้งพื้นที่ปกติ และบนเกาะ สามารถบูรณาการการทำงานโดยใช้พื้นที่เป็นฐานได้ดีมาก

โดยเฉพาะการบูรณาการทำงานในรูปแบบของเครือข่าย ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครือข่ายของกระทรวงศึกษาธิการ เครือข่ายของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และเครือข่ายของภาคเอกชน ที่ได้มาร่วมจัดการศึกษาอย่างจริงจัง มีการกำหนดนโยบายและแผนที่สอดคล้องกับสภาพที่แตกต่างกันของพื้นที่ ของกลุ่มชาติพันธุ์และบริบทอื่น ๆ ดังนั้น จึงถือเป็นอีกหนึ่งโมเดลที่ประสบความสำเร็จ ในการบูรณาการการทำงานโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน และเรื่องของเครือข่ายก็ทำได้อย่างเข้มแข็งมาก

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การจัดการศึกษาในจังหวัดระนอง ก็ยังมีข้อจำกัดในการบริหารจัดการ เนื่องจากความยากลำบากของพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อการที่จะมีครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องที่จะมาปฏิบัติงานในพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่บนเกาะ ซึ่งเชื่อมโยงกับงบประมาณรายจ่าย จึงจำเป็นต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกับโรงเรียนในพื้นที่ปกติ ในส่วนของการขาดแคลนผู้บริหารสถานศึกษา นั้น

ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการ โดยคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษาสำหรับสถานศึกษาในพื้นที่พิเศษแล้ว  ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาส และผ่อนปรนในการสรรหา คัดเลือกครูและผู้บริหารพื้นที่พิเศษ ที่จากเดิมจะมีการสรรหาในภาพรวม ก็เปลี่ยนมาเป็นการสรรหาคนในพื้นที่ เพื่อให้ได้ครูและผู้บริหารที่มีความตั้งใจและเป็นคนในพื้นที่ที่มีความพร้อมมาบริหารและทำงานได้ต่อเนื่อง 

“สำหรับกรณีเด็กตกหล่นหรือหลุดออกจากระบบการศึกษานั้น จังหวัดระนอง มีเด็กไทยตกหล่นน้อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กชาติพันธุ์ ที่พ่อแม่เป็นชาวต่างชาติแต่เด็กเกิดในประเทศไทย รัฐบาลไทยก็ให้การดูแลเด็กกลุ่มนี้ให้ได้รับการศึกษาตามหลักสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกับเด็กไทยในพื้นที่ของเรา” รมว.ศธ. กล่าว

S.P.ก่อสร้างฯส่งจักรยาน 50 คัน สานฝันการศึกษาไทยในถิ่นทุรกันดาร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742327

S.P.ก่อสร้างฯส่งจักรยาน 50 คัน สานฝันการศึกษาไทยในถิ่นทุรกันดาร

S.P.ก่อสร้างฯส่งจักรยาน 50 คัน สานฝันการศึกษาไทยในถิ่นทุรกันดาร

วันเสาร์ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 08.58 น.

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.66 ที่ผ่านมา คุณช่อฉัตร โตชูวงศ์ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.พี.ก่อสร้างรุ่งเรือง จำกัด พร้อมคณะได้นำรถจักรยานไปมอบให้กับน้องๆ ที่โรงเรียน ตชด.ทองพูนพิทยา 156 หมู่ที่ 2 บ้านนาสะแบง ตำบลหนองนกทา อำเภอเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 50 คัน พร้อมทั้งร่วมกันเลี้ยงอาหารกลางวันน้องๆ ด้วย ท่ามกลางเสียงขอบคุณและเสียงสัญญาของน้องๆ ทุกคนว่า จะเป็นเด็กดี จะขยันเรียน และนำความรู้จากโรงเรียนมาร่วมพัฒนาประเทศของเราต่อไป คือ ความสุขใจที่พวกเราทุกคนได้รับในวันนี้

สำหรับโรงเรียน ตชด.ทองพูนพิทยา 156 เส้นทางที่ห่างไกลระหว่างบ้านกับโรงเรียน ถือว่าเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ของการศึกษาไทย โดยเฉพาะน้องๆ นักเรียนที่อยู่ในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งจะต้องใช้เวลาไปกลับระหว่างบ้านและโรงเรียนโดยการเดินเท้าเป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมงต่อวันดังนั้น คุณช่อฉัตร  โตชูวงศ์ ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.พี.ก่อสร้างรุ่งเรือง จำกัด จึงได้ระดมทุนร่วมกับผู้ใหญ่ใจดีอีกหลายๆ ท่านนำรถจักรยานไปมอบให้กับน้องๆ ที่โรงเรียน ตชด.ทองพูนพิทยา ดังกล่าว

พ่อแม่เศร้า!! ลูกถูกออกจาก รร.กลางคัน กสม.แนะชะลอส่งเด็ก 126 คนกลับพม่า หวั่นอันตราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742313

พ่อแม่เศร้า!! ลูกถูกออกจาก รร.กลางคัน กสม.แนะชะลอส่งเด็ก 126 คนกลับพม่า หวั่นอันตราย

พ่อแม่เศร้า!! ลูกถูกออกจาก รร.กลางคัน กสม.แนะชะลอส่งเด็ก 126 คนกลับพม่า หวั่นอันตราย

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 22.41 น.

พ่อแม่สุดเศร้า-ลูกถูกออกจาก รร.กลางคัน กสม.แนะชะลอส่งเด็ก 126 คนกลับพม่า หวั่นอันตราย ส่วนหนึ่งเคยเรียนในไทย ชี้ควรใจกว้างพัฒนาทรัพยากรมนุษย์แก้ปัญหาสังคมไทยสูงวัย

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.2566 นายอดิศร เกิดมงคล  ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Workers Group -MWG) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาธิการ ส่งเด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร์จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จังหวัดอ่างทอง จำนวน 126 คนกลับพม่า ว่า นโยบายการปิดโรงเรียนขนาดเล็กให้ยุบไปรวมกับโรงเรียนขนาดใหญ่ใหญ่นั้น ไม่ตอบโจทย์ด้านการศึกษา

“นโยบายการยุบโรงเรียนขนาดเล็กเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหา เพื่อให้ความผิดแก่ผู้อำนวยการโรงเรียนนั้นสมบูรณ์ โดยตั้งข้อหานำพาคนต่างด้าว ฉะนั้นเด็กๆ เหล่านี้ก็กลายเป็นสถานะผู้เข้าเมืองผิดกฎหมาย ในแง่ของกฎหมายต้องรับโทษตามคดีอาญา และต้องส่งเด็กกลับไปยังประเทศต้นทาง การดำเนินการของตำรวจกรณีนี้ไม่ถูกต้องสำหรับหลักการการคุ้มครองเด็ก เพราะเด็กๆ ควรได้เข้ารับการศึกษาในระบบ ไม่ว่าจะเป็นคนสัญชาติหรือไม่มีสัญชาติใดก็ตาม เด็กไม่ได้มีความผิด และเด็ก ๆ ก็มีความหวังว่าที่จะได้เรียนหนังสือคือโอกาสของพวกเขา จริงๆแล้ว ไม่ควรส่งเด็กกลับ เพราะพ่อแม่ และครอบครัวต่างก็ยินยอมที่จะให้เดินทางมาเรียน การที่ส่งเด็กกลับก็อาจจะทำให้พวกเขาเกิดความเสี่ยงได้ และอาจจะกลับมาและกลายเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์” นายอดิศรกล่าว

นายอดิศร กล่าวว่า รัฐไทยจะต้องไม่ส่งเด็กกลับไป หากพิสูจน์ได้ว่าอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง ตามพรบ.ป้องกันและปราบปราม พ.ศ.2565 การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐขับไล่ ส่งกลับ หรือส่งบุคคลเป็นผู้ร้ายข้ามแดนไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า บุคคลนั้นจะไปตกอยู่ในอันตรายที่จะถูกกระทำทรมาน ถูกกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือถูกกระทำให้สูญหาย โดยหลักการตามกฎหมายต้องยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลัก การเปิดโอกาสทางการศึกษาคือการลงทุนที่ต่ำที่สุด เด็กๆ เหล่านี้สามารถเติบโตไปเป็นแรงงานที่มีคุณภาพได้  ไทยเรามองเป็นปัญหาของความมั่นคงเป็นหลัก จึงไม่ได้มองเห็นในมิติอื่นๆ ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย และขาดแคลนกำลังแรงงาน  วิธีการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งคือการมอบการศึกษาเพื่อให้เข้าสู่ระบบ เพราะฉะนั้นเราต้องมองภาพไกล

ส่วนความคืบหน้ากรณีตำรวจ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นำตัวเด็กทั้ง 126 คนส่งไปยังจังหวัดเชียงรายเพื่อส่งตัวกลับประเทศต้นทาง ล่าสุดได้มีการติดต่อผู้ปกครองเด็กจำนวนหนึ่งได้แล้ว ซึ่งได้ทยอยส่งตัวเด็กไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อผลักดันเด็กกลับพม่า

ขณะที่นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และนางเตือนใจ ดีเทศน์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา (พชภ.) ได้เดินทางไปที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดเชียงราย กรมกิจการเด็กและเยาวชน ในอ.แม่จัน ซึ่งมีที่ถูกออกจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 38 คนพักอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ชี้แจงข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเด็ก

นางปรีดา กล่าวว่า ข้อเสนอ กสม.คือขอให้คัดเลือกเด็กที่เคยเรียนในประเทศไทยออกมา และยินดีประสานกับโรงเรียนที่เด็กเคยเรียน ซึ่งตอนนี้พบว่ามีอย่างน้อย 6 คนที่เคยเรียนในประเทศไทย ขณะที่ทางตำรวจเห็นด้วยกับการระงับการส่งเด็กและคัดแยกเด็กโดยขอให้ประสานกับภาคประชาสังคมในพื้นที่ ขณะที่อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชนโทรมาหารือซึ่ง ตนบอกไปว่าเรื่องนี้สลับซับซ้อนและแจ้งว่าควรชะลอส่งกลับขณะที่เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัว แจ้งว่าจะติดตามเด็กที่ถูกส่งกลับไปพม่าว่าได้เข้าเรียนหรือไม่

ในวันเดียวกันนี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ทำหนังสือถึงผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และปลัด พม. โดยระบุว่าให้พิจารณาไม่ส่งหรือผลักดันเด็กไปยังประเทศต้นทางหากเป็นอันตราย และขอให้ พม.ช่วยเหลือเด็กกลุ่มดังกล่าว

ผู้ปกครองรายหนึ่ง กล่าวว่าตนได้พบลูก 2 คนที่ส่งไปเรียนที่ จ.อ่างทองแล้ว ตอนนี้เราถูกผลักดันกลับเมืองท่าขี้เหล็กฝั่งพม่า ที่ตัดสินใจส่งลูกไปเรียนที่อ่างทอง เพราะอยากให้ลูกได้มีโอกาสศึกษาในระบบของไทยจึงตัดสินใจส่งให้ไปเรียนโดยตนเป็นคนพาลูกไปส่งยังโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอแม่สายและการไปเรียนครั้งนี้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ

“อยากให้ลูกๆ ได้มีการศึกษาเติบโตมาเป็นคนที่มีคุณภาพ สามารถเลี้ยงตัวเองและมีความรู้ในการพัฒนาชีวิตตัวเองให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นได้ ตอนแรกพอรู้ว่าเด็กๆถูกส่งกลับรู้สึกตกใจและกังวล เป็นห่วงอย่างมากว่าจะเป็นอย่างไร รวมไปถึงเป็นห่วงความรู้สึกของผู้อำนวยการและครูในโรงเรียนว่าเขาต้องเจออะไรบ้าง เรากินไม่ได้นอนไม่หลับอยู่หลายวัน แต่ตอนนี้ลูกมาอยู่กับตัวเองแล้วก็สบายใจในระดับหนึ่ง แต่ที่เสียใจคือความรู้สึกของลูกที่มีความฝันที่อยากจะเรียนภาษาไทยในประเทศไทย ลูกคิดว่าอนาคตจะไม่มีโอกาสกลับเข้ามาประเทศไทยอีกแล้ว ตอนนี้ตั้งใจจะโทรศัพท์กลับไปหาผู้อำนวยการที่โรงเรียนเพื่อให้กำลังใจ”ผู้ปกครองรายนี้ กล่าว

ขณะที่ผู้ปกครองอีกรายหนึ่ง กล่าวว่าเดิมทีลูกชายเรียนที่โรงเรียนบ้านอาแบ อ.แม่จัน ต่อมาลูกได้ขออนุญาตไปเรียนที่อ่างทองเพราะเพื่อนๆ ชวน และมีครูที่ไว้ใจได้มารับ พอเห็นข่าวที่เด็กถูกรู้สึกตกใจและกังวลมาก แต่หลังจากที่ทราบว่ามีหน่วยงาน มูลนิธิ เข้าไปดูแลก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมา ซึ่งตอนนี้ก็ไม่รู้จะไปรับเด็กกลับมาอย่างไรเนื่องจากครอบครัวมีฐานะยากจน ถ้าจะเช่ารถไปก็ราคาแพงเพราะต้องลงจากดอยไปรับในเมือง สิ่งที่กังวลใจมากที่สุด คือเป็นห่วงความรู้สึกของเด็กๆ เนื่องจากลูกมีความฝันอยากเรียนหนังสือที่สูงๆอยากพัฒนาตนเองมีอาชีพที่ดีในการมาเลี้ยงดูแลครอบครัว ตอนนี้ไม่รู้ว่าจะได้เรียนต่อหรือเปล่า

‘ตรีนุช’มอบการบ้าน สพฐ.จัดสอนถึง ม.3 รร.stand alone บนเกาะพยาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742201

'ตรีนุช'มอบการบ้าน สพฐ.จัดสอนถึง ม.3 รร.stand alone บนเกาะพยาม

‘ตรีนุช’มอบการบ้าน สพฐ.จัดสอนถึง ม.3 รร.stand alone บนเกาะพยาม

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 14.59 น.

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) พร้อมด้วย นายนิรุตติ สุทธินนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงศึกษาธิการ , นายภูธร จันทะหงษ์ ปุณยจรัสธำรง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่โรงเรียนบ้านเกาะพยาม จ.ระนอง โดยมี นายมนัส สักขาพรม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบางกลาง รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเกาะพยาม ให้ข้อมูล

นางสาวตรีนุช กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยม ว่า โรงเรียนบ้านเกาะพยาม เป็นโรงเรียนพื้นที่พิเศษ (เกาะ) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระนอง (สพป.ระนอง) เปิดสอน ตั้งแต่ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ถึง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในปีการศึกษา 2566 มีนักเรียน ทั้งหมด 176 คน 8 ห้องเรียน ครู 4 คน จัดการเรียนการสอนแบบคละชั้นเรียน

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า นักเรียนของโรงเรียนบ้านเกาะพยาม มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยจากนักเรียนทั้งหมด 176 คน เป็นนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์มอแกน ,เมียนมา และลูกครึ่งญี่ปุ่น รวม 119 คน ส่วนที่เหลือ 57 คน เป็นเด็กไทย โดยทางโรงเรียนได้ปรับตารางเรียนให้เหมาะสมกับความหลากหลายทางชาติพันธุ์ โดยภาคเช้า เน้นด้านภาษาอ่านออกเขียนได้ ด้านเหตุผลคำนวณคิดเลขเป็น ส่วนภาคบ่าย จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ หลักสูตรสถานศึกษากับฐานการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ทั้งภายในและนอกห้องเรียน และการฝึกทักษะอาชีพ ซึ่งนักเรียนที่จบการศึกษาจากชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เข้าศึกษาต่อทุกคน โดยเดินทางไปศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนต้นที่ กศน.ตำบลเกาะพยาม และ โรงเรียนในอำเภอเมืองจังหวัดระนอง ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางด้วยเรือสปีดโบ๊ท 45 นาที อัตราค่าโดยสารเรือ 350 บาท ต่อคนต่อเที่ยว ถ้านั่งเรือหางยาง ใช้เวลา 2 ชั่วโมง ค่าโดยสาร 200 บาทต่อคนต่อเที่ยว ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

“ดิฉันเห็นว่า โรงเรียนบ้านเกาะพยาม มีการจัดการเรียนการสอนได้ดี แม้จะเป็นโรงเรียนที่อยู่ห่างไกลในเกาะ (Stand alone) ซึ่งหากเด็กได้มีทางเลือกได้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (ม.3) นอกเหนือจากไปเรียนกับ กศน.ตำบลเกาะพยาม ก็จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนมากขึ้น ดังนั้น จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และ เขตพื้นที่การศึกษา ทำการศึกษารูปแบบและวิธีการในการเปิดเป็นโรงเรียนขยายโอกาส หรือ เปิดเป็นห้องเรียนสาขาของโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 38 สอนถึงชั้น ม.3 เน้นเรื่องทักษะอาชีพ และทักษะชีวิต รวมถึงมอบ สพฐ.ทำแผนพัฒนาโรงเรียนพื้นที่บนเกาะพื้นที่ห่างไกลกันดารทั้งระบบด้วย ไม่ใช่เฉพาะที่เกาะพยามเท่านั้น” รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน นายมนัส สักขาพรหม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบางกลาง รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเกาะพยาม  กล่าวว่า โรงเรียนบ้านเกาะพยามเป็นโรงเรียนขนาดกลาง สแตตนนอโลน มีครูไม่ครบชั้น โดยเปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล – ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สำหรับนักเรียนมีหลากหลายชาติพันธ์ แต่เนื่องจากทางโรงเรียนมีครูไม่ครบชั้นจึงมีครูอาสาสมัครต่างชาติเข้ามาช่วยสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียน

“ขณะนี้ทางโรงเรียนมีความต้องการรั้วโรงเรียน เพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและป้องกันอุบัติเหตุหน้าโรงเรียน รวมถึงต้องการห้องน้ำและโรงอาหารเนื่องจากจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น รวมถึงบ้านพักครู และอีกไม่นานนี้ทางโรงเรียนกำลังจะได้รับการครูบรรจจุใหม่เข้ามาเนื่องจากโรงเรียนยังขาดครูอีกจำนวน 8 ตำแหน่ง”

ด้าน Miss fiona Parsans (ครูฟี) ชาวออสเตรเลีย ซึ่งเป็นครูอาสามสัครจากมูลนิธิ allforvillages.org ซึ่งมาอยู่เมืองไทยได้ 14 ปี และมาเป็นครูอาสาสมัครสอนภาษาอังกฤษและภาษาไทยให้นักเรียนชาติพันธ์และนักเรียนไทยในโรงเรียนบ้านเกาะพยาม มา 4 ปีแล้ว รู้สึกชอบโรงเรียนนี้มากและชอบประเทศไทย

– 006

ปลัดมหาดไทยชื่นชมโรงเรียนดรุณวิทย รับรางวัลชนะเลิศ โครงการแข่งขัน สุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742143

ปลัดมหาดไทยชื่นชมโรงเรียนดรุณวิทย รับรางวัลชนะเลิศ โครงการแข่งขัน สุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ปลัดมหาดไทยชื่นชมโรงเรียนดรุณวิทย รับรางวัลชนะเลิศ โครงการแข่งขัน สุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

วันศุกร์ ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 10.50 น.

ปลัดมหาดไทยชื่นชมโรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย “รับรางวัลชนะเลิศ โครงการแข่งขัน “สุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี ระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก – The AIA Healthiest Schools Regional Challenge (Primary School Category)” จากประเทศมาเลเซีย ยกย่องเป็นโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบ พร้อมสั่งการ สถ. ถอดบทเรียนความสำเร็จขยายผล อปท. ทุกแห่งทั่วประเทศต่อไป 

วันที่ 7 กรกฎาคม 2566 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เผยว่า ขอแสดงความยินดีและชื่นชมโรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับภูมิภาคโครงการแข่งขัน “สุดยอดโรงเรียนสุขภาพดี ในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก – The AIA Healthiest Schools Regional Challenge (Primary School Category)” ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ซึ่ง ดร.นวพรรณ อินต๊ะวงศ์ ผู้อำนวยการสถานศึกษาและตัวแทนคณะทำงาน เข้ารับโล่เกียรติยศพร้อมเงินรางวัลมูลค่า 1.8 ล้านบาท โดย AIA Group จาก Yang Berhormat Puan Fadhlina Sidek, Minister of Education รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประเทศมาเลเซีย ซึ่งโครงการดังกล่าวมีจำนวนโรงเรียนทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจาก 4 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย ฮ่องกง ไทย และเวียดนาม สมัครเข้าร่วมมากถึง 744 โรงเรียน ตลอดปี 2565-2566

“โรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) ได้รับรางวัลชนะเลิศการแข่งขันโครงการสุดยอดโรงเรียนสุขภาพดีระดับภูมิภาคในระดับชั้นประถมศึกษา โดยมีความโดดเด่นในด้านกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพและความเป็นอยู่ ซึ่งโรงเรียนผลักดันให้นักเรียนได้เข้าถึงแนวทางการมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีแบบองค์รวม ผ่านด้านโภชนาการ การดูแลสุขภาพร่างกายและสุขภาพใจที่ดี รวมถึงมุ่งเน้นความยั่งยืนให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมอย่างกระตือรือร้น” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงต้น 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า กระทรวงมหาดไทยมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนภารกิจในการ “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ให้กับพี่น้องประชาชนในทุกมิติ ทุกเพศ ทุกวัย โดยได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดได้ให้ความสำคัญกับภารกิจงานของทุกกระทรวง ทบวง กรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนในทุกด้าน โดยเฉพาะ “การพัฒนาคนทุกช่วงวัย” ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้ง 7 ภาคี ทำให้วิถีชีวิตของผู้คนหรือประชาชนในพื้นที่มีสุขภาพที่ดีอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ว่าราชการจังหวัด ต้องทำหน้าที่เสมือนเป็น “นายกรัฐมนตรีของจังหวัด” และนายอำเภอ ทำหน้าที่ “นายกรัฐมนตรีของอำเภอ” ที่จะต้องเป็นผู้นำการบูรณาการส่วนราชการในพื้นที่ ขณะเดียวกันต้องเป็นผู้นำการลุกขึ้นมาทำสิ่งที่ดีให้กับพื้นที่ ให้กับสุขภาพพลานามัยของพี่น้องประชาชนทุกคน ทุกช่วงวัย ทุกครอบครัว ทุกหมู่บ้าน/ชุมชน ตำบล อำเภอ และทั้งจังหวัด ซึ่งหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอ คือการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพี่น้องประชาชนทุกช่วงวัยในท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ที่ต้องมุ่งส่งเสริมและพัฒนาเด็กและเยาวชนที่เป็นช่วงวัยที่ต้องได้รับการบ่มเพาะปลูกฝังค่านิยมที่ดี ตลอดจนองค์ความรู้และทักษะในด้านต่าง ๆ มีสุขภาพกาย สุขภาพใจ มี IQ และ EQ ที่สมบูรณ์ เพื่อเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ อันจะนำประเทศชาติไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า โรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) เป็นโรงเรียนในสังกัดเทศบาลเมืองน่าน ได้ร่วมส่งโครงการ “เด็กไทยแก้มใส” และมาตรฐานการจัดการอาหารและโภชนาการในสถานศึกษาเข้าร่วมประกวด ที่ทำให้เด็กนักเรียนกินดีอยู่ดี มีความอุดมสมบูรณ์ ในเรื่องโภชนาการอาหาร โดยทำอาหารกลางวันที่มีประโยชน์ อาหารหลักครบ 5 หมู่ ประเภท ผัก เนื้อหมู ไข่ ทุกอย่างต้องมีคุณค่าทางอาหาร มีคณะกรรมการตรวจสอบ มีการมอบหมายให้นักเรียนที่เป็นคณะกรรมการมาตรวจสอบทุกวัน ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้ไปในตัว มีความปลอดภัย อาหารมีคุณภาพ ได้รู้จักการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารประเภท หวาน มัน เค็ม ทำให้เด็กนักเรียนที่นี่มีอารมณ์ดี สุขภาพร่างกายแข็งแรง แจ่มใส ซึ่งสอดคล้องกับการตัดสินผลรางวัลจากขอบเขตของผลงานที่ส่งเข้าประกวด รวมไปจนถึงระดับการมีส่วนร่วมระหว่างบุคลากรและนักเรียน ผลกระทบเชิงบวก ตลอดจนแผนในอนาคต จึงทำให้ได้รับรางวัลในครั้งนี้ 

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า การได้รับรางวัลในเวทีนานาชาติของโรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) ในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับเทศบาลเมืองน่าน แต่ยังเป็นการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ สร้างความภาคภูมิใจให้กับกระทรวงมหาดไทยและคนไทยทุกคน ซึ่งกระทรวงมหาดไทยจะได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ร่วมกับจังหวัดน่านถอดบทเรียนความสำเร็จของโรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) เพื่อเป็นต้นแบบให้กับโรงเรียนอื่น ๆ ได้พัฒนาไปพร้อมกัน อันเป็นการร่วมกันยกระดับศักยภาพของโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่สามารถสร้างผลงานและชื่อเสียงให้กับประเทศไทยในระดับนานาชาติได้เช่นกัน

ท้ายนี้ ให้ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด รวมทั้งนายอำเภอทุกคนและภาคีเครือข่ายได้ช่วยตรวจเยี่ยมการดูแลอาหารกลางวันของเด็ก ๆ ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนทั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้จัดเลี้ยงอาหารกลางวันที่มีคุณภาพและปริมาณที่เพียงพอให้ลูก ๆ หลาน ๆ ในพื้นที่เป็นขั้นต้น และศึกษาแนวทางของโรงเรียนดรุณวิทยา เทศบาลเมืองน่าน (บ้านสวนตาล) เพื่อนำไปพัฒนาการดูแลลูกหลานนักเรียนให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ผอ.รร.แจงรับเด็กมาอย่างถูกต้อง เผยวิธีการดึงเด็กจากชายแดนมาเรียนทำกันมา 20 ปีแล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742114

ผอ.รร.แจงรับเด็กมาอย่างถูกต้อง เผยวิธีการดึงเด็กจากชายแดนมาเรียนทำกันมา 20 ปีแล้ว

ผอ.รร.แจงรับเด็กมาอย่างถูกต้อง เผยวิธีการดึงเด็กจากชายแดนมาเรียนทำกันมา 20 ปีแล้ว

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 21.48 น.

ผอ.รร.ไทยรัฐ 6 แจงรับเด็กมาอย่างถูกต้อง เผยวิธีการดึงเด็กจากชายแดนมาเรียนทำกันมา 20 ปีแล้ว นักวิชาการ-ผู้รู้เรื่องสถานะบุคคลรุมจวกพรากเด็กจากโรงเรียนกลางคัน ส.ส.เสนอการคุ้มครองเด็กใส่ในรัฐธรรมนูญ

ความคืบหน้ากรณีที่เด็กนักเรียนอายุ 5-16 ปี จำนวน 126 คนที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์จากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6(ราษฏร์อุปถัมภ์) อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง ถูกส่งตัวกลับพื้นที่ต้นทางที่จังหวัดเชียงราย เพื่อส่งตัวให้ผู้ปกครองและผลักดันออกนอกประเทศ ภายหลังจากที่มีการดำเนินคดีกับนางกัลยา ทาสม ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ในข้อหานำพาและย้ายไปปฏิบัติงานที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง โดยล่าสุดเด็กๆทั้ง 126 คนถูกนำตัวไปยังสถานสงเคราะห์ 5 แห่งในจังหวัดเชียงราย เพื่อรอผู้ปกครองมารับและบางส่วนถูกส่งตัวกลับประเทศพม่า อย่างไรก็ตามการดำเนินการครั้งนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเนื่องจากเด็กๆกลุ่มนี้ต้องออกจากโรงเรียนกลางคันและการผลักดันอาจทำให้เด็กกลับไปสู่อันตราย

เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2566 นางกัลยา ทาสม ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ปฏิบัติงานที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอ่างทอง ให้สัมภาษณ์ว่า ตนรับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งขณะนั้นมีนักเรียนอยู่  12 คน เมื่อหารือกับผู้เที่ยวเกี่ยวข้องแล้วมีทางออกคือการไปรับเด็กจากที่อื่น ซึ่งเป็นวิธีการที่ทำมานานแล้ว 20-30 ปี จึงได้ติดต่อศิษย์เก่าบนดอยแม่สลอง โดยชุดแรก 35 คน ซึ่งได้ทำเรื่องตามระบบ โดยบันทึกข้อมูลเด็กไม่มีเอกสารทะเบียนราษฎร์โดยไม่มีปัญหาใดๆจนได้เอกสารตัว G

ผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 กล่าวว่า ในปีนี้ได้มีการประสานงานเพื่อรับเด็กมาเรียนอีกครั้ง ซึ่งก็ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังมูลนิธิวัดสระแก้วเช่นเดิมเพื่อให้ดูแล จนรับเด็กมาได้ 72 คน ซึ่งเดิมทีต้องการเด็กเพียง 40 คน แต่มีผู้ปกครองที่ทราบข่าวต้องการให้เด็กๆได้มาเรียนที่นี่จำนวนมากเพราะมีการบอกต่อๆกัน รวมทั้งเด็กๆก็ต้องการมาเรียน เมื่อเด็กๆมาถึงก็ทำกระบวนการเช่นเดิม แต่ครั้งนี้มีการตั้งคำถามจากสำนักงานเขตพื้นที่ฯเพราะเห็นว่ามีเด็กจำนวนมากขึ้นเยอะ และมีการลงมาตรวจสอบเพราะมีการร้องเรียนจากบุคคลากรบางคนในโรงเรียน ในที่สุดทางเขตการศึกษาบอกว่าถ้าไม่มีเอกสารก็ขอให้ส่งเด็กกลับ ซึ่งตนเองก็เตรียมที่จะส่งกลับแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงมีการไปแจ้งความและกลายเป็นเรื่องที่บานปลายไปเรื่อยๆ

“เด็กๆส่วนใหญ่มีทั้งที่อยู่ฝั่งไทยและเดินทางข้ามมาจากฝั่งพม่า บางคนก็มีพ่อแม่เป็นคนไทย ที่น่าเสียใจคือพอเกิดเรื่องทำให้เด็กๆทั้งหมดต้องออกจากเรียนกลางคัน ทั้งเด็กเก่า เด็กใหม่ มันเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง พวกเขาควรได้เรียน เราเองก็ตอบคำถามผู้ปกครองไม่ได้ ดิฉันรู้สึกผิดมากที่เห็นเด็กๆไม่ได้เรียนต่อ ตอนนี้โรงเรียนก็ต้องปิด ทั้งๆที่กระบวนการทุกอย่างเป็นไปโดยถูกต้อง ผู้ปกครองของเด็กๆต่างก็ได้ทำหนังสือรับรองอนุญาตให้มาเรียน”นางกัลยา กล่าว

ในวันเดียวกันที่โรงแรม The Heritage อ.เมือง จ.เชียงราย มูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา(พชภ.)ได้จัดเสวนา “ร่วมมือแสวงหาแนวทางการรับมือการจัดการสถานะบุคคลต่อสถานการณ์ผู้ลี้ภัยการอพยพของประชาชนจากเมียนมา” โดยผู้เข้าร่วมเป็นผู้รู้เรื่องงานสถานบุคคลซึ่งมีทั้งนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กลุ่มองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ผู้แทนยูนิเซฟ กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ส.ส. และตัวแทนฝ่ายราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) กรมการปกครอง

ทั้งนี้ นอกจากการหารือเรื่องงานสถานการณ์การอพยพของประชาชนจากฝั่งพม่าและพูดถึงทางออกของปัญหาแล้ว หลายคนในที่ประชุมยังได้วิพากษ์วิจารณ์ กรณีที่หลายหน่วยงานของไทยขนย้ายเด็กๆ 126 คนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 จ.อ่างทองมาอยู่ในสถานสงเคราะห์ จนทำให้เด็กๆไม่ได้เรียนหนังสือต่อ ซึ่งถือว่าเป็นการทำผิดกฏหมายคุ้มครองเด็ก

ดร.ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ควรมีการเตือนสติกระทรวงศึกษาธิการว่ากำลังสับสนเรื่องภารกิจของตัวเอง และกำลังกังวลว่ามีอีกหลายกรณีที่รับเด็กนักเรียนลักษณะเดียวกันไปเรียนและจะเกิดปัญหาตามมาเช่นกัน เพราะเดิมทีผู้อำนวยการหลายโรงเรียนก็ไม่กล้ารับเด็กอยู่แล้วเพราะกลัวว่าเป็นการให้ที่พักพิงและผิดกฎหมาย ดังนั้นควรมีการสำรวจว่ามีโรงเรียนแบบนี้มีอีกกี่แห่ง และขณะนี้มีเด็กอีกนับพันคนที่หนีภัยการสู้รบเราควรปฏิบัติกับเด็กเหล่านี้อย่างไร

นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.พรรคเป็นธรรม กล่าวว่า จริงๆแล้วเรื่องนี้มีกฎหมาย 2 ฉบับที่เกี่ยวข้องคือ พรบ.คุ้มครองเด็ก และ พรบ.คนเข้าเมือง แต่หน่วยงานราชการเลือกใช้แต่ พรบ.คนเข้าเมือง ซึ่งกฎหมายทั้ง 2 ฉบับมีศักดิ์ศรีเท่ากัน ดังนั้นควรเอาเรื่องคุ้มครองเด็กไปไว้ในรัฐธรรมนูญ หรือหากปล่อยไปเช่นนี้ก็ต้องยกระดับขึ้น ขณะเดียวกันหลักการไม่ส่งเด็กกลับเป็นเรื่องจารีตระหว่างประเทศที่ไม่มีใครทำกัน ดังนั้นการส่งเด็กๆกลับไปในครั้งนี้จึงเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง

นายวีระ อยู่รัมย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนไร่ส้มวิทยา อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เด็กๆไม่ควรถูกออกจากระบบการศึกษาแม้จะไม่มีหลักฐานใดๆก็ตามซึ่งเป็นหน้าที่ที่กระทรวงศึกษาต้องออกเลขรหัส G-code ให้ ซึ่งกรณีนี้เด็กทั้ง 126 คน ทางโรงเรียนก็ได้ขอรหัสนี้ให้ แต่ไม่ได้รับ ที่ตนไม่เข้าใจคือทำไมถึงต้องส่งเด็กกลับเพราะเด็กควรมีสิทธิเรียนในโรงเรียนใดก็ได้

“การจะเอาผิดกับผู้อำนวยการโดยตั้งข้อหานำพา และการให้เด็กได้เรียน เป็นคนละเรื่องกัน ถ้าเอามารวมกันก็วุ่นวาย กรณีนี้ผู้อำนวยการก็มีเอกสารยินยอมจากผู้ปกครองให้เด็กๆมาเรียนถูกต้องตามขั้นตอน”นายวีระ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากเสร็จสิ้นการเสวนา ผู้ร่วมเสวนา เช่น นางเตือนใจ ดีเทศน์ ที่ปรึกษามูลนิธิ พชภ. นางปรีดา คงแป้น กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายกัณวีร์ ได้เดินทางมายังบ้านพักฉุกเฉินขอมูลนิธิศูนย์ชีวิตใหม่ ซึ่งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)ได้นำเด็กนักเรียน 35 คนที่เดินทางมาจาก จ.อ่างทอง มาฝากไว้เพื่อรอติดต่อผู้ปกครองและส่งกลับ

ทั้งนี้เด็กๆหลายคนเป็นเด็กอยู่บนดอยแม่สลอง บางส่วนเป็นเด็กจากฝั่งพม่า โดยส่วนใหญ่บอกว่ายังต้องการเรียนหนังสือต่อ แต่คงหมดโอกาสโดยเฉพาะเด็กที่ข้ามมาจากฝั่งพม่า ส่วนเด็กในฝั่งไทยก็อาจจะเรียนที่โรงเรียนใกล้บ้าน สาเหตุที่เดินทางไปเรียนถึงจังหวัดอ่างทอง เพราะเคยมีรุ่นพี่ๆไปเรียนแล้ว จึงคิดว่าไม่น่ามีปัญหาอะไร และได้รับการดูแลเป็นอย่างดี

‘ตรีนุช’นำผู้บริหาร ตรวจเยี่ยมติดตามงานตามนโยบาย ศธ. ณ เกาะพยาม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/742105

'ตรีนุช'นำผู้บริหาร ตรวจเยี่ยมติดตามงานตามนโยบาย ศธ. ณ เกาะพยาม

‘ตรีนุช’นำผู้บริหาร ตรวจเยี่ยมติดตามงานตามนโยบาย ศธ. ณ เกาะพยาม

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2566, 20.19 น.

“ตรีนุช” นำผู้บริหาร ตรวจเยี่ยมติดตามงานตามนโยบาย ศธ. ณ บนเกาะพยาม จ. ระนอง พร้อมรับฟังปัญหาเพื่อสนับสนุนงบตามพันธกิจ

วันที่ 6 กรกฎาคม 2566 นางสาวตรีนุช เทียนทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  (รมว.ศธ.)  พร้อมด้วยนายนิรุตติ สุทธินนท์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงศึกษาธิการ, นายภูธร จันทะหงษ์ ปุญยจรัสธำรง  ผู้ช่วยเลขาธิการคผระกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) จังหวัดระนอง ณ กศน.ตำบลเกาะพยาม จ.ระนอง ซึ่งเป็น กศน.ต้นแบบ 5 ดีพรีเมี่ยม พลัส ประจำปีงบประมาณ 2566 ระดับภาคใต้  โดยมี นางนิภา พุ่มกะเนาว์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ อำเภอกระบุรี รักษาการ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดระนอง กล่าวต้อนรับ

ทั้งนี้ มีการจัดนิทรรศการนำเสนอในประเด็น  การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ อาทิเช่น -การทำกาแฟคั่วมือ ซึ่งเป็นเมล็ดกาแฟที่ปลูกบนพื้นที่เกาะพยาม ใช้กระบวนการคั่วด้วยมือตามกรรมวิธีแบบดั้งเดิม – การผลิตเม็ดกาหยู (เม็ดมะม่วงหิมพานต์) โดยนำเม็ดมะม่วงหิมพานต์ที่เป็นหนึ่งในพืชที่พบมากในพื้นที่มาแปรรูป โดยใช้เทคนิคการคั่วกับเมล็ดข้าวหอมมะลิ ซึ่งแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ ที่คั่วด้วยทรายหรือดิน  – การจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ เช่น การสอนอาชีพนำเที่ยว การแสดงควงคบไฟ/กระบองไฟ การนำนักเรียนร่วมกิจกรรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล ร่วมกับภาคส่วนต่างๆ (การปลูกปะการังเทียม) – กิจกรรมผ้าบาติค เป็นการส่งเสริมอาชีพแก่ผู้สูงอายุ เพื่อขายเป็นสินค้าของที่ระลึกแก่นักช่วงท่องเที่ยว

นอกจากนี้ กศน. เกาะพยาม ได้พัฒนาขีดความสามารถของนักศึกษา สนับสนุนและส่งเสริมให้นักศึกษากล้าแสดงออก ผ่านการทำโครงงานวิทยาศาสตร์นักเรียน โดยได้พัฒนานวัตกรรม “โซล่าเซลล์ต้นแบบเกษตรครบวงจร” ได้รับรางวัลการประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ ชนะเลิศในระดับจังหวัด และ ได้รับรางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ในระดับประเทศ ซึ่งจัดโดย สกร.

รมว.ศธ.กล่าวว่า เนื่องจากกระทรวงศึกษาธิการจัดการศึกษาในหลายมิติ วันนี้ ก็อยากมาให้กำลังใจการจัดการศึกษาของ จ.ระนอง โดยเฉะาัในพื้นที่เกาะพยาม ซึ่งมีการจัดการศึกษาแบบสแตนอโลน มีทั้งการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานและการศึกษาของสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้  จึงอยากมาดูการจัดการศึกษาบนหมูเกาะและสแตนอโลนเป็นอย่างไร รัฐบาลเห็นแล้วว่าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาจึงไม่ได้อยู่ในห้องเรียน ซึ่งเราเคยมีการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยา หรือ กศน. และวันนี้รัฐบาลก็ได้ผลักดันให้มี พรบ.เปลี่ยนจากกศน.เป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ที่มีพันธกิจเปลี่ยนแปลงไป เพื่อทำให้คนทุกกลุ่มและทุกเพศทุกวัย สามารถเข้าสู่ขบวนการเรียนรู้ได้มากขึ้น เพื่อให้สามรรถพัฒนาตนเองได้ตลอดชีวิต เพราะโลกเปลี่ยนไปตลอดเวลา ดังนั้เราต้องไม่หยุดการเรียนรู้ และให้ผู้เรียนสามารถมีคุณวุฒินำไปต่อยอดทางการศึกษาได้ หรือบางคนต้องการแค่พัฒนาทักษะชีวิตเพื่อให้ตัวเองสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ 

“สำหรับ กศน. ต.เกาะพยาม เป็นพื้นที่ได้รับรับรางวัล กศน.ต้นแบบ 5 ดีพรีเมี่ยม พลัส ประจำปี 2566 ระดับภาคใต้ ซึ่งครูและผู้บริหารมีความเข้มแข็งมาก ทุ่มเทในมีการสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับชุมชน สังคม องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นในการขับเคลื่อนองค์คาพยพขอการจัดการศึกษาให้ตอบโจทย์ผู้เรียนและตลาดแรงงาน และมีชาวต่างชาติมาร่วมสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ให้ชุมชนมีความเข้มแข็งไม่เฉพราะทางวิชาการยังเห็นถึงการนำภูมิปัญญามาปรับใช้ เช่น การใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ และพลังงานลมมาใช้ภายในพื้นที่ และการทำให้ชุมชนที่มีทั้งกลุ่มมอร์แกน กลุ่มชาติพันธุ์ ต่างชาติ ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข  ดังนั้น พันธะกิจใหม่ของ สกร.จะต้องตอบโจทย์ชุมชน 

“การลงพื้นที่วันนี้ก็ได้รับฟังปัญหาและข้อจำกัดต่าง ๆ ทั้งเรื่องงบประมาณ และบุคลากรที่ยังมีน้อยเกินไป ดังนั้น ศธ.จะนำข้อจำกัดเหล่านี้ไปพิจารณาเพื่อปรับให้สอดคล้องกับพันธกิจและการขับเคลื่อนงานของ สกร.ไปสู่เป้าหมายต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

ด้าน นางนิภา พุ่มกระเนาว์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ อ.กระบุรี  รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการเรียรนรู้ จ.ระนอง กล่าวว่า สำนักงานส่งเสริมการเรียรนรู้ จ.ระนอง มีสถานศึกษาในสังกัดจำนวน 5 แห่ง มีศูนย์การเรียน 30 แห่ง  เป็นหน่วยจัดจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ในพื้นที่ให้แก่นักศึกษาและประชาชน และมีแหล่งเรียนรู้ให้บีิการด้านข้อมูลข่าวสารการสืบค้นข้องมูลทางอินเตอร์เน็ต หนังสือ สื่อสิ่งพิมพ์ องค์ความรู้ทางภูมิปัญญา เช่นห้องสมุดประชาชนจังหวัด  ห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ห้องสมุดประชาชนอำเภอ ศูนย์การเรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ประจำตำบล ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิประไตยตำบล ศูนย์ดิจิทัลชุมชน ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต มีผู้บริหารและบุคลากรในสังกัด สกร.88 คน 

“การที่ กศน.เกาะพยามได้รับรางวัลกศน.ต้นแบบ 5 ดีพรีเมี่ยม พลัส ประจำปี 2566 ระดับภาคใต้ เนื่องจากเราได้มีการสร้างเครือข่ายเพื่อร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนา เนื่องจาก กศน.ได้รับงบประมาณสนับสนุนน้อยมาก ครูและผู้บริหารที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะพัฒนาจึงขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้กับผู้เรียนซึ่งมีทั้งชาวมอแกน พม่า หรือแม้แต่ชาวยุโรปที่มาอยู่ในพื้นที่นี้ ซึ่งการได้รับความร่วมือจากภาคีเครือข่ายในการสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรที่มาร่วมกันพัฒนาให้เป็นรูปธรรมที่ชุดเจนขึ้น

นางนิภา กล่าวว่า ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจาก กศน.เป็น กรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.) นี้ เราก็ต้องประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จัก สกร.มากขึ้น และจะทำให้เรามีกลุ่มเป้าหมายในการจัดการศึกษาเพิ่มขึ้นด้วยเพราะกฏหมายเปิดกว้างขึ้น เนื่องจากเราสามารถรับนักศึกษาทุกเพศทุกวัยและสามารรับผู้เรียนที่อายุต่ำกว่า 15 ปีเข้ามาเรียนได้  ดังนั้น เมื่อภารกิจเราเพิ่มขึ้นก็อยากได้รับการสนับสนุนงบประมาณมาสนับสนุนทั้งด้านบุคลากร เนื่องจากขาดแคลนครูและบุคลกรจำนวนมาก เนื่องจาก1 ตำบล รับผิดชอบนักศึกษา 60 คน แต่มีครูดูแลเพียง 1 คน ซึ่งที่ผ่านมาเราได้ขอความร่วมมือภาคีเครือข่าย เช่น ครูในระบบ ครูภูมิปัญญาที่มีความรู้ความสามารถในพื้นที่มาช่วยเติมเต็ม ทั้งในเรื่องภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และใช้สื่อเทคโนโลยีใหม่ๆมาช่วยสอนเสริมให้ผู้เรียน 

ขณะที่ น.ส.สุวรรณา บริเพชร์ ครู กศน.ตำบลเกาะพยาม กล่าวว่า กศน.เกาะพยาม ได้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีนักศึกษาทั้งหมด 67 คน  จัดศึกษาให้กับกลุ่มพม่า มอร์แกน กลุ่มผู้ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร์ และผู้ด้อยโอกาสทางการศึกษาให้ได้รับโอกาสทางการศึกษา  และมีการจัดการศึกษาต่อเนื่อง จัดกิจกรรมศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน กิจกรรมพัฒนาทักษาชีวิต กิจกรรมพัฒนาชุมชนและสังคม กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยมีการสำรวจตามความต้องการของผู้เรียน ส่วนการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย กศน.เกาะพยาม ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน กิจกรรมห้องสมุดสำหรับกิจกรรมชาวตลาด กิจกรรมบ้าน หลังสือชุมชน โดยเข้าร่วมกับภาคีเครือข่าย