สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษเดินสายโรดโชว์งานบริติชแฟร์ ฉลอง 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษเดินสายโรดโชว์งานบริติชแฟร์ ฉลอง 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษเดินสายโรดโชว์งานบริติชแฟร์ ฉลอง 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย จัดกิจกรรมบริติชแฟร์ครั้งสุดท้ายเดินสายโรดโชว์ครบ 13 จังหวัดในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย จัดกิจกรรมเดินสายโรดโชว์ใน 13 จังหวัดทั่วประเทศไทยตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมาเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในหลากหลายภาคส่วน เช่น ธุรกิจ การค้า การศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม โดยกิจกรรมบริติชแฟร์ครั้งสุดท้ายนี้จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่ 13  และเป็นจังหวัดสุดท้ายของโรดโชว์ดังกล่าว 

ฯพณฯ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย มาร์ค กูดดิ้ง และเจ้าหน้าที่สถานทูต ได้เดินทางเยือนจังหวัดภูเก็ต กระบี่ และสุราษฎร์ธานีในภาคใต้ เชียงราย ลำปาง และเชียงใหม่ในภาคเหนือ ชลบุรี และระยองในภาคตะวันออก บุรีรัมย์ ขอนแก่น และนครราชสีมาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พระนครศรีอยุธยาในภาคกลาง และปิดท้ายที่กรุงเทพมหานคร ในทุกพื้นที่คณะได้พบปะกับผู้ว่าราชการจังหวัด ภาคธุรกิจท้องถิ่น และมหาวิทยาลัย 

ฯพณฯ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย มาร์ค กูดดิ้ง กล่าวว่า “การเดินสายโรดโชว์เยือนทั้ง 13 จังหวัดได้สะท้อนความสัมพันธ์อันยาวนาน ตลอดจนสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสหราชอาณาจักรและประเทศไทยที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง จนกลายเป็นหุ้นส่วนสมัยใหม่ดังที่เป็นอยู่ในวันนี้” 

กิจกรรมสำคัญของโรดโชว์ในครั้งนี้คือ งานบริติชแฟร์ ซึ่งได้จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2568 โดยได้รับการสนับสนุนหลักจาก กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก งานดังกล่าวจัดขึ้นที่บิ๊กซีใน 10 พื้นที่ทั่วประเทศไทย ต้อนรับผู้เข้าร่วมงานนับพัน โดยทุกที่มีดนตรีสด กิจกรรม และการนำเสนอวิดีโอเพื่อเฉลิมฉลองความร่วมมืออันยาวนานระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทย  

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า: “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ ฯพณฯ มาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย สู่ร้านบิ๊กซี เพลส สาขารัชดา ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ภูมิใจที่ได้สนับสนุนงาน บริติชแฟร์ 2025 ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก และมีบทบาทสำคัญในการนำสินค้าจากอังกฤษมาใกล้ชิดกับผู้บริโภคชาวไทย โรดโชว์พิเศษนี้ไม่เพียงเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางการค้าที่ยาวนานระหว่างสองประเทศของเราเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชน และความยั่งยืนอีกด้วย”  

ส่องโลกอนาคตผ่านเลนส์เยาวชนคนรุ่นใหม่ กับนิทรรศการภาพถ่าย ‘มนุษย์อนาคต’

ส่องโลกอนาคตผ่านเลนส์เยาวชนคนรุ่นใหม่ กับนิทรรศการภาพถ่าย ‘มนุษย์อนาคต’

ส่องโลกอนาคตผ่านเลนส์เยาวชนคนรุ่นใหม่ กับนิทรรศการภาพถ่าย ‘มนุษย์อนาคต’

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดนิทรรศการประกวดภาพถ่ายเนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปี ของคณะมนุษยศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “มนุษย์อนาคต” เปิดพื้นที่ให้เยาวชนและผู้ที่สนใจด้านการถ่ายภาพได้ร่วมถ่ายทอดมุมมอง ความคิด และจินตนาการต่อความหมายของมนุษย์ในโลกอนาคต ผ่านผลงานภาพถ่ายในรูปแบบ Diptych ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องผ่านภาพคู่ที่สะท้อนความหมายเชิงเปรียบเทียบและการตีความที่หลากหลาย นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 10-15 มีนาคม 2569 ณ ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

โดยพิธีเปิดนิทรรศการได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.นัทธนัย ประสานนาม รองคณบดีฝ่ายวิจัยและสร้างสรรค์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในพิธี โดยกล่าวถึงความสำคัญของการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ในลักษณะนี้ว่า เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิชาการกับศิลปะการถ่ายภาพ พร้อมทั้งสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างนักเรียน นักศึกษา ศิลปิน และผู้ที่สนใจในสังคมวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับองค์กรต่างๆ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์ในหลากหลายแขนง รวมถึงด้านนิเทศศาสตร์

การประกวดภาพถ่ายในครั้งนี้ยังเกิดขึ้นจากความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ได้แก่ สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, นิตยสารอนุสาร อ.ส.ท. และ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างวงการวิชาการและวงการวิชาชีพด้านการถ่ายภาพอย่างสร้างสรรค์

สำหรับการประกวดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และบุคคลทั่วไป โดยผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศในรุ่นมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ นางสาวศิรดา สังขะทรัพย์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา กับผลงานชื่อ “maybe this is our future” ที่ถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับอนาคตที่มนุษย์สามารถเลือกกำหนดได้จากการกระทำของตนเอง ผ่านภาพรองเท้าบูธคู่หนึ่งที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สะท้อนประเด็นปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมได้อย่างชวนตั้งคำถาม

ขณะที่รางวัลชนะเลิศในประเภทบุคคลทั่วไป ได้แก่ นางสาวนภัสนันท์ ค้าเจริญ จากผลงาน “มนุษย์เป็ด” ซึ่งนำภาพของมนุษย์และเป็ดมาวางต่อกันอย่างแนบเนียน เพื่อสื่อถึงแนวคิดของ “มนุษย์เป็ด ในมิติใหม่เชิงบวก ว่าการเป็นคนที่มีทักษะหลากหลาย แม้อาจไม่ได้เชี่ยวชาญเพียงด้านเดียว กลับเป็นคุณสมบัติสำคัญในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นบุคลิกของมนุษย์ที่สามารถเชื่อมโยงกับอนาคตได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากผลงานที่ได้รับรางวัลแล้ว ภายในนิทรรศการยังมีผลงานภาพถ่ายอีกจำนวนมากที่ถ่ายทอดจินตนาการเกี่ยวกับ มนุษย์อนาคต ในมิติที่หลากหลาย รอให้ผู้สนใจได้ร่วมสัมผัสแรงบันดาลใจผ่านสายตาของช่างภาพรุ่นใหม่

นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงภาพถ่าย แต่ยังเป็นเวทีแห่งการตั้งคำถามและจินตนาการถึงทิศทางของมนุษย์และสังคมในอนาคต ผ่านมุมมองสร้างสรรค์ของผู้คนในยุคปัจจุบัน แล้วมาร่วมสำรวจความเป็นไปได้ของโลกวันพรุ่งนี้ไปพร้อมกับเหล่า “ผู้ออกแบบอนาคต” ผ่านเลนส์ของคนรุ่นใหม่ในนิทรรศการครั้งนี้

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาพเหมือนเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งไม่ว่าจะเป็นแนวทางศิลปะประเภทใดก็ตาม ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม โลหะ รวมทั้งภาพถ่าย งานจิตรกรรมภาพเหมือนเป็นผลงานศิลปะแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมมากตั้งแต่อดีตกาล ทั้งนี้เพราะผู้ที่สามารถบัญชาให้ศิลปินรังสรรค์ผลงานได้ในอดีตมักเป็นผู้นำทั้งทางศาสนจักรและทางโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์ และคหบดี คนกลุ่มนี้ย่อมต้องการให้มีการจารึกภาพของตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์ และตามที่อยู่อาศัย อาทิ โบสถ์ วัง งานแนวนี้ศิลปินจึงไม่เพียงได้แสดงฝีไม้ลายมือ ยังสามารถที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ด้วย

ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 17  ผลงานภาพเหมือนมักเป็นภาพเดี่ยวที่นายแบบหรือนางแบบมักอยู่ในชุดแต่งกายเต็มยศ เป็นทางการ และแทบจะไม่มีการแสดงสีหน้าใด ๆ เลย ต่อมาเมื่อแนวทางศิลปะมีความก้าวหน้ามากขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการใช้สีส่งผลให้ศิลปินเริ่มเขียนภาพเหมือนที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ทั้งการใช้สี แสง การแสดงออกทางอารมณ์ รวมทั้งการเขียนภาพเป็นกลุ่มคนจนศิลปินบางคนสามารถรังสรรค์งานจิตรกรรมได้ราวภาพถ่ายเพื่อให้ผู้บัญชาได้เก็บทั้งอารมณ์ และบรรยากาศได้อย่างสมจริงก่อนที่การถ่ายภาพจะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์และได้รับการใช้อย่างแพร่หลาย

ยิ่งกว่านั้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา คหบดีเริ่มมีมากขึ้น คนกลุ่มนี้เริ่มมีกำลังซื้อจึงนิยมว่าจ้างศิลปินให้รังสรรค์งานทั้งภาพเหมือนของตัวเองและครอบครัว ยังผลให้ผลงานภาพเหมือนกลายเป็นงานจิตรกรรมที่มีความแพร่หลาย ศิลปินเองก็นิยมรังสรรค์ภาพเหมือนตัวเองและครอบครัวด้วยจนถึงกับมีศิลปินที่ได้ชื่อว่า เจ้าพ่อ Portrait นั่นคือ Rembrandt ศิลปินชาวดัชท์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคทองของดัชท์

ใน National Museum Stockholm มีผลงานของศิลปินผู้หนึ่งที่ไม่เพียงชื่นชอบการรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์และนิยายปรัมปราแล้ว เขายังเป็นศิลปินในยุค Golden Age ของเดนมาร์กที่ได้ชื่อว่าชื่นชอบการรังสรรค์งานภาพเหมือนด้วย นั่นคือ Constantin Hansen หรือที่มีชื่อเต็มว่า Carl Christian Constantin Hansen แม้เขาจะเกิดที่โรม และเป็นบุตรชายของจิตรกรแนวภาพเหมือนที่ชื่อ Hans Hansen แต่บิดาของเขาก็ย้ายไปอยู่ที่โคเปนเฮเกนตั้งแต่เขาอายุเพียงแค่ปีเดียว เขาจึงได้มีโอกาสเข้าเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ Royal Danish Academy of Art เมื่ออายุเพียงแค่ 12 ปี ก่อนย้ายมาเรียนภาควิชาศิลปะเมื่ออายุได้ 21 ปี และเริ่มฝึกงานกับ Christoffer Wilhelm Eckersberg บิดาแห่ง Danish Golden Age ในปี 1828

เมื่อบิดาและมารดาของเขาเสียชีวิตจากโรคไทฟัส เขาก็เข้ารับช่วงต่อในการรังสรรค์งานเพื่อตกแต่งพระราชวัง Frederiksborg และ Christiansborg ปี 1835 เขาได้รับทุนเพื่อไปเรียนต่างประเทศและย้ายไปหลายเมืองเพื่อเรียนรู้เทคนิคทางด้านศิลปะรวมทั้งการเขียนภาพปูนเปียกทั้งจากเยอรมันและอิตาลี หลังไปอยู่ต่างประเทศนานถึง 8 ปีเขาได้รับการว่าจ้างให้ตกแต่งห้องโถงของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เขาเข้าทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในปี 1854 และเป็นสมาชิกของ The Academy ในปี 1864

ตัวอย่างผลงานของ Hansens ใน National Museum Stockholm อาทิ Signe and Henriette Hansen, the Artist’s sister ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงอิทธิพลของ Eckersberg ต่องานของ Hansen สังเกตได้จากการที่องค์ประกอบและรูปลักษณ์ของนางแบบละม้ายคล้ายงานประติมากรรม แต่ยังคงมีการแสดงสีหน้าสังเกตได้จากคนขวาที่ดูเศร้าหมองต่างจากคนขวาที่ดูเรียบเฉยอันเป็นการฉีกแนวของการวาดภาพเหมือนในยุคก่อน ๆ ส่วน A Little Girl เป็นภาพน้องสาวของภรรยาศิลปินที่อยู่ในท่าครุ่นคิดระหว่างคนแก้วกาแฟก็เป็นอีกหนึ่งบุคลิกภาพของวิถีชีวิตประจำวันในภาพเหมือนที่ศิลปินบรรจงสร้างให้แตกต่างจากภาพเหมือนในอดีต นอกจากนี้ที่นี่ยังมีผลงานของ Christen Kobke ศิลปินที่นิยมรังสรรค์ภาพเหมือนโดยใช้คนทั่วไปและญาติเป็นนายแบบและนางแบบอีกผู้หนึ่งด้วย

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยานอวกาศ Van Allen Probe A ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา เพิ่งกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกเมื่อเวลาประมาณ 06.37 น. เช้าวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐฯ บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเส้นศูนย์สูตร ทางใต้ของเม็กซิโกและทางตะวันตกของเอกวาดอร์ ชิ้นส่วนส่วนใหญ่เผาไหม้ไปหมดในชั้นบรรยากาศ แต่อาจมีชิ้นส่วนที่ทนความร้อนสูง เช่น ถังเชื้อเพลิงไทเทเนียม ที่อาจหลงเหลือและตกลงในทะเล แต่จนถึงขณะนี้ ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินจากเหตุการณ์นี้

ยานลำนี้มีน้ำหนักประมาณ 600 กิโลกรัม ถูกส่งขึ้นไปยังอวกาศในปี 2012 เพื่อศึกษาแถบกัมมันตภาพรังสีแวนอัลเลนที่ล้อมรอบโลก ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจสภาพอากาศในอวกาศและการป้องกันดาวเทียมดวงอื่นๆ เดิมที นาซาคาดการณ์ว่ายานลำนี้จะโคจรอยู่ได้จนถึงปี 2034 แต่มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้มันตกลงมาเร็วขึ้นเกือบ 8 ปี เนื่องจากในช่วงปี 2024-2025 ดวงอาทิตย์มีกิจกรรมสูงมาก ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศชั้นบนของโลกขยายตัวขึ้น ยานจึงเสียดสีกับอนุภาคอากาศมากขึ้น ทำให้ความเร็วลดลงและวงโคจรลดต่ำลงเร็วกว่าที่คำนวณไว้ในตอนแรก

ขณะเดียวกัน นาซาคาดการณ์ว่า Van Allen Probe B หรือยานแฝดอีกลำ ซึ่งถูกส่งขึ้นไปบนอวกาศพร้อมกัน กำหนดจะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 เหตุที่ยาน B กลับสู่โลกช้ากว่าลำ A ทั้งที่เป็นยานแฝด เนื่องจากทั้งสองลำถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ต่างกันเพื่อวัดค่ากัมมันตภาพรังสีจากคนละมุม ทำให้แรงเสียดทานจากชั้นบรรยากาศส่งผลกระทบไม่เท่ากัน ยานลำ B ได้รับการปรับแต่งวงโคจรในตอนจบภารกิจช่วงปี 2019 ให้เข้าสู่วงโคจรสำหรับทิ้งทำลายที่มีความสูงต่างจากลำ A เล็กน้อย ทำให้มันมีความคงทนต่อแรงดึงดูดได้นานกว่าอีกประมาณ 1 ปี

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ ‘คอขวด’ ที่ชี้ชะตาโลก

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ 'คอขวด' ที่ชี้ชะตาโลก

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ ‘คอขวด’ ที่ชี้ชะตาโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผ่านมาร่วมสองสัปดาห์แล้ว กับความขัดแย้งทางทหารที่ระอุเป็นการโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน วิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางในรอบหลายปีหนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางทหาร แต่เปรียบเสมือน ‘พายุเศรษฐกิจ’ ที่กำลังซัดเข้าหาทุกครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของภูมิภาคพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่กว่าร้อยละ 90 ของพลังงานที่ผ่านช่องแคบดังกล่าวล้วนมุ่งหน้ามาเอเชียแทบทั้งสิ้น

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือถูกคุกคาม จากการที่อิหร่านประกาศปิดกั้นช่องแคบเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล โลกก็เหมือนถูกตัดเส้นเลือดใหญ่ เพราะ 1 ใน 5 ของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ทั่วโลกต้องผ่านจุดนี้ การปิดช่องแคบเพียงจุดเดียวส่งผลสะเทือนแรงกว่าการคว่ำบาตรรัสเซียในปี 2022 หลายเท่า เพราะเท่ากับห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักทันที แม้จะมีท่อส่งน้ำมันข้ามคาบสมุทรอาหรับ แต่ศักยภาพการขนส่งเทียบไม่ได้เลยกับเรือบรรทุกน้ำมันมหาศาลที่เคยผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน

การที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งไปเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 3 จากช่วงก่อนสงคราม และแพงที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 ไม่ได้จบลงที่ราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน เพราะนั่นทำให้ค่าขนส่งสินค้าพุ่งสูงขึ้นทันที ราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกอั้นไม่อยู่ขยับขึ้นตาม เกิดความเสี่ยงสภาวะ Stagflation โลกกำลังเผชิญกับภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ราคาสินค้าแพงขึ้น ซึ่งเป็นฝันร้ายของธนาคารกลางทั่วโลก

เอเชีย “เหยื่อรายแรก” ของวิกฤต

ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญกับ ‘คอขวด’ ที่อันตรายมาก ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไป แต่เป็นเรื่องของความยืดหยุ่นทางเทคนิคที่ต่ำมากด้วย ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเกือบร้อยละ 80-90 ของความต้องการทั้งหมด แม้จะมีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) แต่หากสงครามยืดเยื้อเกิน 6 เดือน เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะอัมพาตได้

แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ที่เคยเป็นผู้ส่งออกพลังงานหลัก ก็มีกำลังการผลิตลดลงจนต้องนำเข้ามากขึ้นตามความต้องการในประเทศที่โตแบบก้าวกระโดด ไม่เพียงเท่านั้น อินโดนีเซียยังประสบปัญหาการนำเข้าข้าวสาลีซึ่งต้องพึ่งพาจากภายนอกเกือบ 100% ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์จากแป้งและอาหารพื้นฐานสุ่มเสี่ยงต่อการปรับราคาขึ้นตามต้นทุนโลจิสติกส์ ส่วนสิงคโปร์ ซึ่งปกติต้องนำเข้าอาหารสูงถึงร้อยละ 90 ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจึงพุ่งสูงขึ้นตามค่าขนส่ง โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) พุ่งขึ้นเกือบร้อยละ 60 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

ขณะที่โรงกลั่นในอาเซียนถูกออกแบบมาเพื่อน้ำมันประเภท Heavy/Medium Sour หรือน้ำมันดิบที่มีกำมะถันสูงและมีความหนืดจากตะวันออกกลางโดยเฉพาะ การจะหันไปใช้พลังงานจากสหรัฐฯ หรือแหล่งอื่นที่เป็นน้ำมันประเภทอื่น ไม่สามารถทำได้ทันที ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและเวลาปรับปรุงเครื่องจักรนานหลายปี เมื่อน้ำมันแพงและขาดแคลน ไม่ใช่แค่ค่าเดินทางที่สูงขึ้น แต่ค่าไฟฟ้าและต้นทุนการผลิตสินค้าในโรงงานจะพุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในตลาดโลก

มาตรการฉุกเฉินและการปรับตัว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมา เราเห็นภาพผู้คนในหลายประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม บังกลาเทศ อินเดีย เกาหลีใต้ รวมถึงในบ้านเรา นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้าคิวรอเติมน้ำมันยาวเหยียดที่สถานีบริการ เนื่องจากเกิดภาวะตื่นตระหนกและการกักตุน หลังจากราคาน้ำมันดิบทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน แต่ละประเทศต้องมีมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ปากีสถานเป็นประเทศแรก ๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ต้องประกาศสภาวะรัดเข็มขัดขั้นสูงสุดเพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ประกาศมาตรการรัดเข็มขัดการใช้จ่ายเพื่อประหยัดพลังงาน รัฐบาลสั่งปรับลดวันทำงานของข้าราชการเหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ และให้พนักงานรัฐ 50% ทำงานจากที่บ้าน พร้อมแนะนำให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะธนาคารใช้แนวทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคมจนถึงสิ้นเดือน ส่วนมหาวิทยาลัยให้เปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ทั้งหมด จำกัดการจัดงานสันทนาการ งานแต่งงานหรืองานเลี้ยงต้องมีแขกไม่เกิน 200 คน และให้เสิร์ฟอาหารหลักเพียงจานเดียวเท่านั้น ตัวนายกรัฐมนตรีเองยังแสดงสปิริตความเป็นผู้นำ ยอมหักเงินเดือนเพื่อชาติเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ประชาชน รวมทั้งยังให้คณะรัฐมนตรีทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับจังหวัดงดรับเงินเดือนและค่าเบี้ยเลี้ยง เป็นเวลา 2 เดือน ส่วนสมาชิกรัฐสภาจะถูกตัดเงินเดือนลง 25% นอกจากนี้ยังสั่งห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ เดินทางไปต่างประเทศ เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่จำเป็น และต้องเดินทางด้วยตั๋วชั้นประหยัดเท่านั้น และให้เปลี่ยนรูปแบบการประชุมทุกนัด เป็นระบบออนไลน์ทั้งหมด

บังกลาเทศมีมาตรการคล้ายๆ กัน รัฐบาลประกาศปิดมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศตั้งแต่สัปดาห์นี้ และเลื่อนวันหยุดเทศกาล อีดิ้ล ฟิตรี ให้เร็วขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฉุกเฉินเพื่อประหยัดไฟฟ้าและเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังจำกัดปริมาณการจำหน่ายน้ำมันสำหรับยานยนต์แต่ละประเภท เช่น จักรยานยนต์เติมได้วัน 2 ลิตร รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกินวันละ 10 ลิตร เป็นต้น ส่วนที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาเริ่มใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันกับยานยนต์ ด้วยการให้สิทธิเติมน้ำมันตามเลขทะเบียนรถที่ลงท้ายด้วยเลขคู่-เลขคี่ หวังลดการใช้น้ำมันในยามที่ปริมาณน้ำมันโลกถูกกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม เพื่อลดการใช้พลังงานในสำนักงานและลดความต้องการด้านการขนส่ง นอกจากนี้ ยังมีการสั่งปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในสถานที่ราชการไว้ที่ 24-26 องศาเซลเซียส และระงับการเดินทางที่ไม่จำเป็น

จีนยังฝ่าพายุอย่างแข็งแกร่ง

จนถึงตอนนี้ ดูเหมือนจีนจะเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชีย ที่สามารถรับมือกับพายุวิกฤตพลังงานที่โหมกระหน่ำภูมิภาคได้อย่างมั่นคง ปัจจัยสำคัญลำดับแรก มาจากตัวเลขคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของจีน ตอนนี้ถูกประเมินว่าพุ่งสูงถึง 1.1 – 1.4 พันล้านบาร์เรล เป็นผลจากการที่จีนเร่งนำเข้าน้ำมันอย่างบ้าคลั่งในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพื่อเตรียมรับมือกับสงครามในตะวันออกกลางโดยเฉพาะ ทำให้จีนมี “อากาศหายใจ” ได้นานถึง 6 เดือน – 1 ปี แม้จะถูกตัดขาดจากแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางโดยสิ้นเชิงก็ตาม

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ทั่วโลกพยายามคว่ำบาตรอิหร่าน จีนกลายเป็นทางรอดเดียวของน้ำมันอิหร่าน ด้วยการรับซื้อน้ำมันจากอิหร่านถึงร้อยละ 80-90 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดผ่านโรงกลั่นอิสระ (Teapots) การซื้อน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทำให้จีนได้ “ราคาพิเศษ” ที่ต่ำกว่าตลาดโลกมาก ช่วยพยุงต้นทุนการผลิตในประเทศให้ยังแข่งขันได้

ความนิยมของยานยนต์ยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ในจีน ที่ข้อมูลล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 พบว่าส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์พลังงานใหม่ในจีนพุ่งขึ้นไปแตะร้อยละ 41-42 แล้ว นั่นหมายความว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่ซื้อรถใหม่ในจีนไม่ต้องกังวลเป็นทุกข์ร้อนต่อราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์อีกต่อไป ถือเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ประเทศอื่นในเอเชียเลียนแบบได้ยาก

ที่สำคัญ จีนพึ่งพายุทธศาสตร์ “สองพลังงาน” (Coal & Renewables) โดยวางรากฐานการผลิตไฟฟ้าไว้กับถ่านหินที่หาได้เองในประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ยังคงผลิตไฟฟ้าให้จีนเกินร้อยละ 50 แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็เดินหน้าโครงการพลังงานสะอาด ทั้งลม น้ำ แสงอาทิตย์ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ควบคู่กันไปด้วย ส่งผลให้กุมภาพันธ์ปีนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กำลังการผลิตจากพลังงานสะอาดพุ่งแซงหน้าพลังงานฟอสซิลไปแล้ว ทำให้ระบบไฟฟ้าของจีนมีความยืดหยุ่นสูงมาก และแทบไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกเลย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ กำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องเลิกเพ้อฝันและหันมาเผชิญความจริง ว่ามั่นคงทางพลังงานไม่ใช่เรื่องของการหาแหล่งน้ำมันราคาถูกอีกต่อไป แต่คือการไม่พึ่งพาแหล่งเดียว วิกฤตนี้ยังอาจกลายเป็นตัวเร่งให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV และพลังงานหมุนเวียนเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่ใช่เพราะรักษ์โลกเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อ “ความอยู่รอด” ทางภูมิรัฐศาสตร์

โดย ดาโน โทนาลี

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

สกู๊ปพิเศษ : จาก ‘กลไก’ สู่..ผลลัพธ์จริง ‘University Holding Company’ ยุทธศาสตร์พัฒนามหา’ลัยในอนาคต

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เดินหน้าผลักดันกลไก University Holding Company (UHC) หรือนิติบุคคลเพื่อร่วมลงทุนของมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง จนเกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม ท่ามกลางบริบทที่มหาวิทยาลัยยุคใหม่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตหรือสร้างองค์ความรู้ในห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติการเท่านั้น แต่กำลังก้าวสู่บทบาท “ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง” กลไก UHC จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า UHC เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงผลงานวิจัยและนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยกับภาคธุรกิจ โดยเปิดทางให้มหาวิทยาลัยจัดตั้งนิติบุคคลในรูปแบบบริษัทโฮลดิ้ง เพื่อบริหารการลงทุนในบริษัท Startup หรือ Spin-off ที่เกิดจากผลงานวิจัยได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น โดยกลไกดังกล่าวทำให้งานวิจัยไม่หยุดอยู่เพียงในห้องปฏิบัติการ แต่สามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ สร้างประโยชน์ในวงกว้างทั้งต่อมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และเศรษฐกิจของประเทศ

ในระดับมหาวิทยาลัย UHC เป็นช่องทางถ่ายทอดเทคโนโลยีและงานวิจัย เปิดโอกาสให้อาจารย์ นักวิจัย และนักศึกษา นำผลงานต่อยอดสู่ธุรกิจจริง สร้างวัฒนธรรมผู้ประกอบการ สนับสนุนระบบนิเวศนวัตกรรม และสร้างรายได้หมุนเวียน ลดการพึ่งพางบประมาณจากรัฐ ขณะที่ UHC ยังสร้างประโยชน์ต่อภาคเอกชนและนักลงทุนให้สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ใหม่จากมหาวิทยาลัยได้โดยตรง พร้อมลดความเสี่ยงในการลงทุนเทคโนโลยีในระยะเริ่มต้น เนื่องจากมี UHC ร่วมลงทุนด้วย นอกจากนี้ UHC ยังสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อภาพรวมระดับประเทศ ในการช่วยผลักดันธุรกิจนวัตกรรม เพิ่มงานคุณภาพสูง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย

“สอวช. มีบทบาทสำคัญในการออกแบบและประสานนโยบาย เพื่อให้กลไก UHC เดินหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยจัดทำนโยบายและแนวทางปฏิบัติ ให้มหาวิทยาลัยใช้เป็นกรอบในการจัดตั้งและดำเนินการ UHC รวมถึงผลักดันการปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายผ่านระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมเสริมสร้างองค์ความรู้ผ่านโครงการ UHC Learn & Share และพัฒนาเครือข่าย UHC Network เพื่อให้มหาวิทยาลัยที่ดำเนินการแล้วได้แบ่งปันประสบการณ์แก่สถาบันอื่น ตลอดจนมีการติดตามผลลัพธ์จากนโยบายเพื่อออกแบบมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมในอนาคต” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวและว่า

ปัจจุบันมีการจัดตั้ง UHC แล้ว 12 แห่งทั่วประเทศ มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 500 ล้านบาท ครอบคลุมมหาวิทยาลัยทุกภูมิภาค และมีการร่วมลงทุนในบริษัทนวัตกรรมกว่า 110 บริษัท ส่วนใหญ่เป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ อาทิ ดิจิทัล เฮลท์เทค เกษตรอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด นอกจากนี้  UHC ยังช่วยยกระดับระบบบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและการลงทุนของมหาวิทยาลัยให้มีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น สร้างวัฒนธรรมการถ่ายทอดเทคโนโลยีเชิงรุก และจุดประกายให้บุคลากรก้าวสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรม

ดร.สุรชัย กล่าวถึงการพัฒนา UHC ระยะต่อไปว่า สอวช. วางแนวทางใน 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1. เสริมขีดความสามารถของ UHC และบุคลากร ผ่านการสนับสนุนให้มีการอบรมเชิงลึกด้านการลงทุน การประเมินมูลค่าเทคโนโลยี และการบริหารความเสี่ยง รวมถึงสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพเข้ามาร่วมบริหารในช่วงเริ่มต้น 2. ยกระดับผลงานวิจัยให้พร้อมต่อการลงทุน ส่งเสริมการกำหนดโจทย์ร่วมกับภาคอุตสาหกรรม และพัฒนากลไก Matching Fund เพื่อเร่งให้ผลงานและธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้น และ 3. สร้างความร่วมมือเชิงระบบระหว่างมหาวิทยาลัยและเอกชน ผ่านโครงการ Corporate-Startup หรือ Reverse Pitching เพื่อให้บริษัทขนาดใหญ่ร่วมตั้งโจทย์และจับคู่ทำงานกับทีมวิจัยหรือสตาร์ทอัพจากมหาวิทยาลัย

“UHC ไม่ใช่เพียงเป็นกลไกทางธุรกิจ แต่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนามหาวิทยาลัยแห่งอนาคต ที่จะยกระดับบทบาทจากผู้ผลิตองค์ความรู้ สู่ผู้สร้างมูลค่าในระบบเศรษฐกิจจริง โดย สอวช. พร้อมสนับสนุนทั้งด้านองค์ความรู้ นโยบาย และเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อให้ทุกมหาวิทยาลัยก้าวสู่กลไกนี้ได้อย่างมั่นใจ” ดร.สุรชัย กล่าว

ด้าน ผศ. ดร.รัชนี กุลยานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายนวัตกรรมและความร่วมมือระหว่างประเทศ สจล. ในฐานะตัวแทนมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมกลไก UHC กล่าวถึงความท้าทายของการจัดตั้ง UHC ว่า มี 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ ความเข้าใจของผู้บริหารต่อบทบาทที่แท้จริงของ UHC การพัฒนาบุคลากรที่ต้องมีความรู้ทั้งด้านวิชาการและธุรกิจ และการปรับวัฒนธรรมองค์กรและกฎระเบียบให้มหาวิทยาลัยและ UHC ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การสนับสนุนจาก สอวช. มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อน UHC ทั้งการจัดตั้งนโยบาย ระเบียบที่ช่วยปลดล็อกกลไก รวมถึงการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนผ่าน UHC Learn & Share และ UHC Network ทำให้ได้แลกเปลี่ยนปัญหาที่แต่ละมหาวิทยาลัยเจอ วิธีการแก้ไข และแนวทางพัฒนากลไกในอนาคต

 “มูลค่าของ UHC ไม่ได้วัดเพียงตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่ยังสะท้อนคุณค่าเชิงการศึกษาและวัฒนธรรม ช่วยปลูกฝัง Mindset ผู้ประกอบการนวัตกรรมให้คนรุ่นใหม่ จึงอยากเชิญชวนมหาวิทยาลัยที่สนใจ มาร่วมสร้างนวัตกร สร้างนวัตกรรม และขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศผ่านกลไก University Holding Company ไปด้วยกัน” ผศ. ดร.รัชนี กล่าวทิ้งท้าย

Photo of the week : 15 มีนาคม 2569

Photo of the week : 15 มีนาคม 2569

Photo of the week : 15 มีนาคม 2569

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประมวลภาพเด็ดสุดแปลกที่คาดไม่ถึงประจำสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งพฤติกรรมสัตว์ที่ไม่เหมือนใคร เหตุการณ์น่าจดจำ และกิจกรรมเฉลิมฉลองต่างๆ จากทั่วทุกมุมโลก เป็นการพักสายตาจากภาพข่าวการสู้รบและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง น่าจะพอช่วยสงบจิตสงบใจ ให้จิตใจผ่อนคลายลงได้บ้าง

Health News : จับก้นแฟนดีต่อใจ

Health News : จับก้นแฟนดีต่อใจ

Health News : จับก้นแฟนดีต่อใจ

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผลการศึกษาในญี่ปุ่นพบว่า การสัมผัสตัวกันกับคนรัก เช่น กอด จับตัว หรือแม้แต่บีบก้นกันเล่นๆ นั้นมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมหาศาล เพราะเมื่อเราสัมผัสคนที่เรารู้สึกดีด้วย สมองจะฮอร์โมนออกซิโทซิน (Oxytocin) ซึ่งมีฉายาว่า “ยาครอบจักรวาลจากธรรมชาติ” ออกมา ช่วยลดระดับฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นตัวการทำลายภูมิคุ้มกัน ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ปลอดภัย และลดความวิตกกังวล อีกทั้งยังช่วยกระชับความสัมพันธ์ เพิ่มความเชื่อใจและความผูกพันระหว่างคู่รัก

ในเชิงกายภาพ ก้น หรือสะโพก เป็นส่วนที่มีกล้ามเนื้อขนาดใหญ่ และมีเส้นประสาทรับสัมผัสจำนวนมาก การนวดหรือบีบเบาๆ ในกรณีที่อีกฝ่ายยินยอม จึงช่วยคลายกล้ามเนื้อ ลดอาการเมื่อยล้าจากการนั่งนานๆ ช่วยให้เลือดหมุนเวียนในส่วนล่างของร่างกายได้ดีขึ้น ที่สำคัญ เนื่องจาก ‘ก้น’ เป็นส่วนที่สงวนไว้เฉพาะคนพิเศษ การสัมผัสส่วนนี้จึงส่งสัญญาณถึงความไว้วางใจระดับสูง ซึ่งกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนได้แรงกว่าการจับมือปกติ

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การบีบก้น แต่คือความยินยอมและความพึงพอใจของทั้งสองฝ่าย ถ้าฝ่ายที่โดนบีบรู้สึกมีความสุข ฮอร์โมนดีๆ ก็จะหลั่ง แต่หากฝ่ายที่โดนบีบรู้สึกรำคาญหรือโกรธ จะกลายเป็นฮอร์โมนความเครียดแทน ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพแน่นอน

‘เมืองทตโตริ’ ยกวัตถุดิบชั้นเลิศ จัดมหกรรม Tottori Food Fair ที่ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

‘เมืองทตโตริ’ ยกวัตถุดิบชั้นเลิศ จัดมหกรรม Tottori Food Fair ที่ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

‘เมืองทตโตริ’ ยกวัตถุดิบชั้นเลิศ จัดมหกรรม Tottori Food Fair ที่ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

จังหวัดทตโตริอุดมสมบูรณ์ไปด้วยวัตถุดิบอาหารคุณภาพสูงและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อวากิว ปู และลูกแพร์ โดยใช้สโลแกนว่า “สวรรค์แห่งอาหาร” (Food Paradise) จังหวัดทตโตริจึงมุ่งส่งเสริมการรับรู้และขยายช่องทางการตลาดของวัตถุดิบที่ภาคภูมิใจจากทตโตริ ญี่ปุ่นสู่ประเทศไทย

ในกิจกรรมแรกของปี 2026 จังหวัดทตโตริจะจัดงาน “Tottori Food Fair” ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน 2569 ณ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

งานดังกล่าวจัดขึ้นโดยจังหวัดทตโตริ ซึ่งได้มอบหมายให้ MK Development (บริษัทในเครือ Sanyu Create ในประเทศไทย) ผู้ถือสิทธิ์นำเข้าและจัดจำหน่ายเนื้อวัวทตโตริอย่างเป็นทางการในประเทศไทย เป็นผู้ดำเนินการจัดงานในครั้งนี้

บริษัทฯ กำลังดำเนินแผนนำเข้าและจัดจำหน่ายวัตถุดิบระดับพรีเมียมจากจังหวัดทตโตริสู่ตลาดไทย รวมถึงเนื้อวากิวเกรด A5 “Tottori Wagyu Olein 55”

จังหวัดทตโตริ เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวจำนวนมากในฐานะสถานที่ตามรอยการ์ตูนและอนิเมะชื่อดัง “ยอดนักสืบโคนัน (Detective Conan)”

ในปี 2026 นี้ จังหวัดทตโตริต้องการนำเสนอเสน่ห์ด้านอื่น ๆ ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านอาหารและวัตถุดิบคุณภาพเยี่ยม

วัตถุดิบพิเศษที่สร้างสรรค์เป็นอาหารรสเลิศ ได้แก่

• เนื้อวากิวเกรด A5 “Tottori Wagyu Olein 55” (สายพันธุ์หายากจากสายเลือด “Kedaka”)• มันภูเขาญี่ปุ่น เนบาริกโกะ (Nabarikko)• ปูหิมะแดง Benizuwai Crab• ลูกแพร์ Oshuu Pear• ราเมงกระดูกวัว Gyukotsu Ramen

วัตถุดิบทั้งหมดนี้ถือเป็น อาหารชั้นเลิศสำหรับนักชิมตัวจริง

คิอิจิ คาวาคามิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Saenyu Create Co., Ltd. กล่าวถึงจังหวัดทตโตริว่า “แม้จะเป็นจังหวัดขนาดเล็ก แต่ทตโตริเต็มไปด้วยธรรมชาติที่งดงามและทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมวัตถุดิบอาหารคุณภาพสูงหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ ผัก หรือผลไม้”ในครั้งนี้ ได้ผสานวัตถุดิบระดับพรีเมียมจากจังหวัดทตโตริเข้ากับฝีมือการปรุงอาหารอันยอดเยี่ยมของ เชฟ Atsushi Yoshida จาก Japanese Restaurant TSU เพื่อรังสรรค์เมนูพิเศษสำหรับงานเทศกาลอาหารในครั้งนี้คาดว่างาน Tottori Food Fair จะได้รับความสนใจอย่างมากจากทั้งผู้บริโภคชาวไทยและชาวญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในย่านสุขุมวิทซึ่งมีชุมชนชาวญี่ปุ่นจำนวนมาก

ชยพร พรประภาประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Kaigo Life Co., Ltd. กล่าวว่า “Kaigo Life เข้าร่วมสนับสนุนการขยายตลาดและประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์จากจังหวัดทตโตริในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากเนื้อวากิวเกรด A5 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม และผมเองยังได้รับเกียรติให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของจังหวัดทตโตริ และจะช่วยเผยแพร่เสน่ห์ของจังหวัดทตโตริในทุกด้าน ตั้งแต่อาหาร วัฒนธรรม ไปจนถึงการท่องเที่ยว”

ภายในงาน Tottori Food Fair ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 30 เมษายน นี้ ขอเชิญชวนผู้ที่ชื่นชอบเนื้อวากิวมาสัมผัสความอร่อยของ Tottori Wagyu Olein 55 ที่งาน “Tottori Food Fair” ณ JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

ด้วยเนื้อสัมผัสที่นุ่มละลายในปากและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ จะมอบประสบการณ์การรับประทานเนื้อวัวระดับพรีเมียมที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง

ก่อนหน้างาน Tottori Food Fair ได้มีการจัดงานเปิดตัวเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ซึ่งมี เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย นายโอตากะ เข้าร่วมงาน พร้อมกล่าวถึงความยอดเยี่ยมของอาหารและการท่องเที่ยวของจังหวัดทตโตริ รวมถึงแสดงความคาดหวังต่อความสำเร็จของงาน Tottori Food Fair

ตลาดนำเข้าเนื้อวัวในประเทศไทย

ตลาดนำเข้าเนื้อวัวในประเทศไทยมีมูลค่าสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเนื้อวัวระดับพรีเมียมจากต่างประเทศ ซึ่งครองสัดส่วนมากกว่า 80% ของตลาด

เนื่องจากการผลิตเนื้อวัวภายในประเทศยังไม่เพียงพอต่อความต้องการบริโภค จึงทำให้ประเทศไทยยังคงนำเข้าเนื้อวัวอย่างต่อเนื่อง

เนื้อนำเข้าส่วนใหญ่ ได้แก่

• เนื้อวากิวจากประเทศญี่ปุ่น• เนื้อวัวเลี้ยงด้วยหญ้า (Grass-fed beef) จากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

เนื้อวัวที่มี การรับรองมาตรฐานและเรื่องราวของแหล่งกำเนิด มีแนวโน้มเติบโตในตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเนื้อวัวจากจังหวัดทตโตริก็เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญ

วัตถุดิบพิเศษจากจังหวัดทตโตริ

– Tottori Wagyu

เนื้อวากิวจากจังหวัดทตโตริได้รับการประเมินคุณภาพจากหลายปัจจัย เช่น

• ลายไขมันแทรก (Marbling)• สีของเนื้อ• คุณภาพของไขมัน

จุดเด่นสำคัญคือมี กรดโอเลอิก (Oleic Acid) ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวสูงกว่า 55%

จึงทำให้เนื้อวากิวมีความนุ่มและละลายในปาก จนได้รับการเรียกว่า “Tottori Wagyu Olein 55”

วากิวทตโตริมีต้นกำเนิดสำคัญจากวัวพันธุ์ในตำนานชื่อ “Kedakago” ซึ่งได้ให้กำเนิดลูกหลานที่จดทะเบียนมากกว่า 3,000 ตัว และกลายเป็นหนึ่งในสายเลือดหลักของวัวคุโรเกะในปัจจุบัน

แบรนด์ Tottori Wagyu Olein 55 เป็นวากิวระดับพรีเมียมที่จังหวัดทตโตริส่งเสริม โดยมีวัวที่ผ่านการคัดเลือกเพียง ประมาณ 400 ตัวต่อปี

– Matsuba Crab

ปูมัตสึบะเป็นปูซูไวที่จับได้จากทะเลญี่ปุ่น โดยเฉพาะจากท่าเรือ ซาไกมินาโตะ ซึ่งเป็นท่าเรือที่มีปริมาณการจับปูมากเป็นอันดับต้น ๆ ของญี่ปุ่น

เนื้อปูมีรสหวาน สามารถนำไปปรุงอาหารได้หลากหลาย เช่น

• ย่าง• ต้ม• รับประทานสด

รสชาติกลมกล่อมเข้มข้น และเข้ากันได้ดีกับสาเก

ฤดูกาลจับปูอยู่ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน – มีนาคม

– ลูกแพร์

ลูกแพร์ Oshuu Pear เป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัดทตโตริ และเป็นตัวแทนของฤดูใบไม้ร่วง

มีประวัติการปลูกยาวนานกว่า 100 ปี

ลักษณะเด่น

• เปลือกสีเขียวอ่อนสวยงาม• รสชาติหวาน• เนื้อฉ่ำน้ำ สดชื่น

นอกจากนี้ยังมีสายพันธุ์อื่น ๆ เช่น

• Shinkansen• Natsusayaka• Natsuhime

ซึ่งมีความหวานและเนื้อสัมผัสกรุบกรอบเป็นเอกลักษณ์

– Nagaimo (เนบาริกโกะ)

ปลูกในพื้นที่เนินทรายบริเวณตอนกลางของจังหวัดทตโตริ

มีลักษณะเด่นคือ

• รูปร่างยาวตรง• ผิวสวยงาม• เนื้อสัมผัสนุ่มลื่น

โดยเฉพาะพันธุ์ เนบาริกโกะ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาโดยจังหวัดทตโตริ

มีความเหนียวมากกว่ามันยาวทั่วไป และให้รสชาติหวานกลมกล่อม เหมาะสำหรับนำไปประกอบอาหารหลากหลายเมนู

ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่JW Marriott Hotel – Japanese Restaurant TSU

ชวนเที่ยวงาน ‘เทศกาลว่าว’ ชมว่าวปลากระเบน LED ยักษ์ แลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่ปทุมฯ

ชวนเที่ยวงาน ‘เทศกาลว่าว’ ชมว่าวปลากระเบน LED ยักษ์ แลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่ปทุมฯ

ชวนเที่ยวงาน ‘เทศกาลว่าว’ ชมว่าวปลากระเบน LED ยักษ์ แลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่ปทุมฯ

วันเสาร์ ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

จังหวัดปทุมธานี ผนึกกำลังกับ อบจ.ปทุมธานี ครั้งใหญ่เปิดงาน “Pathumthani Kite Festival 2026” ยกทัพว่าวแฟนซีและไฮไลต์เด็ด “ว่าวปลากระเบน LED ยักษ์” ยาวกว่า 24 เมตร หวังสร้างแลนด์มาร์คท่องเที่ยวใหม่และกระจายรายได้สู่ชุมชนระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคมนี้

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569  นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “Pathumthani Kite Festival ประจำปี 2569” โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงและหัวหน้าส่วนราชการ นำโดย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี พร้อมด้วย ร้อยตำรวจเอก ดร.ตรีลุพธ์ ธูปกระจ่าง นายกเทศมนตรีนครรังสิต และ นางรุจศลักษณ์ ธูปกระจ่าง ตั้งวงษ์เลิศ รองนายก อบจ.ปทุมธานี  เข้าร่วมงาน โดย บจก.เจเนอรัล อินเตอร์แอ็คทีฟ  เป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรม ณ ลานอเนกประสงค์องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี ต.บ้านฉาง อ.เมืองปทุมธานี

นายพงศธร กาญจนะจิตรา รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า โครงการ “Pathumthani Kite Festival 2026” จัดขึ้นเพื่อฟื้นฟูประเพณีการเล่นว่าวของไทย และเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเทศกาลว่าวจะดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในและนอกพื้นที่ให้เข้ามาใช้จ่าย กระตุ้นเศรษฐกิจให้พ่อค้าแม่ค้าในระดับฐานรากมีรายได้ และสร้างความสุขให้กับพี่น้องประชาชน ภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับว่าว กิจกรรมเพนท์ว่าว กิจกรรมสาธิตการทำว่าวพื้นบ้านไทย และไฮไลท์ที่ห้ามพลาดคือ การจัดแสดงว่าวยักษ์แฟนซี และการแสดงว่าวไทย 4 ภาค ซึ่งถูกประดิษฐ์อย่างพิถีพิถันจนสวยงามระรานตา และที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวไม่น้อย คือ “ว่าวปลากระเบน LED ยักษ์” ยาวกว่า 24 เมตร ที่จัดแสดงในช่วงค่ำ ทำให้ทุกครอบครัวที่มาได้รับความสุขกลับไปถ้วนหน้า

ด้าน พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี กล่าวว่า อบจ.ปทุมธานี ได้บูรณาการร่วมกับ จ.ปทุมธานี การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพมหานคร และสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดปทุมธานี จัดทำโครงการ Pathumthani Kite Festival ประจำปี 2569 ขึ้น ในระหว่างวันที่ 13-14 มีนาคม 2569 เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ประเพณีการเล่นว่าวของไทยให้กับมาเป็นที่นิยมอีกครั้ง และที่สำคัญเพื่อส่งเสริมและกระตึ้นเศรษฐกิจภายในจังหวัด เพื่อคืนความสุขให้กับชาวปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียง จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาสัมผัสบรรยากาศงาน มาชมความตื่นตาของว่าวยักษ์และว่าว LED ที่หาชมยาก พร้อมอุดหนุนสินค้าจาก Food Truck และร้านอาหารอร่อยๆ ในพื้นที่ เป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจของบ้านเราให้คึกคักไปด้วยกัน