สืบสานวิถีท้องถิ่น กับงาน ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์’69’ เต็มอิ่มตลอด 7 วัน 7 คืน

สืบสานวิถีท้องถิ่น กับงาน ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์’69’ เต็มอิ่มตลอด 7 วัน 7 คืน

สืบสานวิถีท้องถิ่น กับงาน ‘วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์’69’ เต็มอิ่มตลอด 7 วัน 7 คืน

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.46 น.

“วัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์ ประจำปี ๒๕๖๙” เทศกาลวัฒนธรรมสำคัญประจำจังหวัดนนทบุรีที่ผสมผสานเสน่ห์ของวิถีชีวิตท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และความบันเทิงไว้ในงานเดียว

งานดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเทิดทูนพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้า พร้อมทั้งส่งเสริมอัตลักษณ์ท้องถิ่น เศรษฐกิจชุมชน และการท่องเที่ยวของจังหวัดนนทบุรี โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชน นักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการได้ร่วมสัมผัสเสน่ห์ของวัฒนธรรมสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด

งานจัดขึ้นในวันที่ ๒๗  มีนาคม – ๒  เมษายน ๒๕๖๙

สถานที่จัดงาน: ณ บริเวณอุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก ตำบลบางศรีเมือง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และบริเวณท่าน้ำนนทบุรี

ภายในงานตลอด ๗ วัน ๗ คืนจะได้พบกับกิจกรรมมากมาย อาทิ

●             คอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง

●             การแสดงศิลปวัฒนธรรม แสง สี เสียง สุดตระการตา

●             การแสดงพื้นบ้าน และการละเล่นย้อนยุค

●             งานแฟร์สินค้า ของดีของเด่นจังหวัดนนทบุรี

●             อาหารพื้นถิ่น ขนมโบราณ และสินค้า OTOP

●             โซนถ่ายภาพและกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ภายในงานยังนำเสนอแนวคิดการจัดงานที่สะท้อน อัตลักษณ์ “นนทบุรีสองฝั่งเจ้าพระยา” โดยเน้นบรรยากาศย้อนยุค การแต่งกายชุดไทยย้อนยุค และชุดไทยร่วมสมัย อาหารพื้นบ้าน งานหัตถศิลป์ และวิถีชุมชนที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัด

การจัดงานในปีนี้ยังได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนในพื้นที่ เพื่อสร้างเทศกาลวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโตควบคู่กับการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสบรรยากาศการจัดงานทั้ง สองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งบริเวณ อุทยานเฉลิมกาญจนาภิเษก และฝั่งท่าน้ำนนทบุรี ที่มีการจำลองบรรยากาศงานวัดย้อนยุค ร้านค้า อาหาร การแสดง และกิจกรรมมากมายให้ได้ร่วมสนุกตลอดการจัดงาน

เข้าชมฟรีตลอดงาน

ถือเป็นอีกหนึ่งเทศกาลสำคัญที่สะท้อนเสน่ห์ของเมืองนนท์ และเป็นหมุดหมายสำคัญสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสวัฒนธรรมไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา

Highlight กิจกรรมภายในงาน

– ศิลปินชื่อดังมากมายตลอด ๗  วัน ๗  คืน

– การแสดง แสง สี เสียง สุดตระกาลตา

– การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย อาทิ การแสดงโขน, ลิเก, ลำตัด, ละครพันทาง

– การแสดงวงดนตรีเยาวชน, การแสดง TO BE NUMBER ONE

– นิทรรศการ และบูธจำหน่วยสินค้าของกิน ของใช้มากมาย จากจังหวัดนนทบุรี

– จุดถ่ายรูป Check in สวยๆ ภายในบริเวณงาน และประดับไฟทั่วงาน

-และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

#นนทบุรี #เที่ยวนนทบุรี #สองฝั่งเจ้าพระยา #งานวัฒนธรรมสองฝั่งเจ้าพระยามหาเจษฎาบดินทร์2569 #สะพานเจษฎาบดินทร์

งานกาล่าดินเนอร์การกุศลระดมทุนเพื่อศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถฯ

งานกาล่าดินเนอร์การกุศลระดมทุนเพื่อศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถฯ

งานกาล่าดินเนอร์การกุศลระดมทุนเพื่อศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถฯ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

งานกาล่าดินเนอร์การกุศลวันสตรีสากล ระดมทุนสนับสนุนการทำงานของศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม ส่งต่อให้กับผู้หญิงที่ขาดโอกาส

นพ. กฤษณ์ จาฏามระ ผู้ก่อตั้งศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านมและมูลนิธิศูนย์มะเร็งเต้านมเฉลิมพระเกียรติ ร่วมงาน “International Women’s Day Charity Gala Raises Funds for the Queen Sirikit Centre for Breast Cancer to Support Underprivileged Women” ส่งต่อให้กับผู้หญิงที่ขาดโอกาส จัดโดย ดร. โมนิกา ดมอฮอฟสกา (Dr. Monika Dmochowska)  ผู้อำนวยการฝ่ายพันธมิตรระดับโลกและกิจการทางการทูต

ภายในงาน นพ.กฤษณ์ จาฏามระ ได้พูดคุยถึงโครงการภายใต้การทำงานของศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม อาทิ โครงการภูมิคุ้มกันบำบัดระดับเซลล์ โครงการบ้านพิงพัก โครงการสลัม พร้อมด้วยคุณหญิงฟิโนล่า จาฏามระ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม ร่วมแชร์ประสบการณ์การทำงานและลงพื้นที่ในชุมชนแออัด เพื่อให้ผู้หญิงที่ขาดโอกาสในชุมชนแออัดได้รับการคัดกรองมะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก  โดยมี เอกอัครราชทูต, ผู้นำทางธุรกิจ และศิลปินร่วมประมูลของเพื่อหารายได้สนับสนุนการทำงานของศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม ณ The Bangkok Club เมื่อวันที่ 10 มีนาคม  2569 ที่ผ่านมา

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับศูนย์สิริกิติ์บรมราชินีนาถ เพื่อโรคมะเร็งเต้านม สามารถติดตามและร่วมสนับสนุนได้ที่ https://www.qscbc.org/

ภูเก็ตเปิดฉากความยิ่งใหญ่ การแสดงแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สดุดีผู้กล้าเมืองถลาง” ประจำปี 2569

ภูเก็ตเปิดฉากความยิ่งใหญ่ การแสดงแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สดุดีผู้กล้าเมืองถลาง” ประจำปี 2569

ภูเก็ตเปิดฉากความยิ่งใหญ่ การแสดงแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สดุดีผู้กล้าเมืองถลาง” ประจำปี 2569

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.28 น.

ณ อนุสรณ์สถานเมืองถลาง (บ้านเหรียง) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โดยความร่วมมือขององค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน จัดพิธีเปิดอย่างยิ่งใหญ่ในงานแสดงแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สดุดีผู้กล้าเมืองถลาง” ประจำปี 2569

ภายในพิธีเปิดได้รับเกียรติจาก พลเอกบุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานเปิดงานการแสดงแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สดุดีผู้กล้าเมืองถลาง” ประจำปี 2569 พร้อมด้วย นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต, กุสุมาล พงษ์สิทธิถาวร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต และ เรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เข้าร่วมพิธีเปิดอย่างอย่างเนืองแน่น

พลเอก บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า อยากเชิญชวนให้คนไทยมาร่วมชมการแสดงอิงประวัติศาสตร์ครั้งนี้ เพื่อร่วมรำลึกถึงวีรกรรมอันเสียสละของบรรพชน ที่ทำให้มีจังหวัดภูเก็ตมาจนถึงทุกวันนี้ พร้อมระบุว่า ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 เคยบัญชาการสถานการณ์ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ทำให้ตระหนักดีว่าการทำศึกสงครามต้องอาศัยความเสียสละอย่างมาก จึงอยากให้ลูกหลานคนรุ่นหลังได้รำลึกถึงคุณงามความดีของวีรชนในอดีต

เรวัต อารีรอบ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต มีความตั้งใจที่จะสืบสานและถ่ายทอดวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร ให้คงอยู่ในความทรงจำของคนไทย และส่งต่อคุณค่าทางประวัติศาสตร์ให้กับคนรุ่นหลัง ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการรำลึกถึงบรรพชนผู้กล้า แต่ยังเป็นการสร้างความภาคภูมิใจให้กับพี่น้องประชาชนชาวภูเก็ต และเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจ และยกระดับภาพลักษณ์ของจังหวัดภูเก็ตให้เป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในระดับประเทศและนานาชาติ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้เข้าร่วมงานทุกท่านจะได้รับทั้งความรู้ ความประทับใจ และความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาติ จากการแสดงในครั้งนี้

การแสดงครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “รักชาติ ปกป้องแผ่นดิน วีรสตรีศรีถลาง” ถ่ายทอดเรื่องราวประวัติศาสตร์สำคัญของเมืองถลาง โดยเฉพาะวีรกรรมของท้าวเทพกระษัตรีและท้าวศรีสุนทร วีรสตรีผู้กล้าที่รวบรวมกำลังชาวเมืองปกป้องแผ่นดินจากข้าศึก สะท้อนถึงความกล้าหาญ ความเสียสละ และความสามัคคีของคนในชาติ

การแสดงโดดเด่นด้วยเทคนิคแสง สี เสียงสุดตระการตา ฉากขนาดใหญ่ การแสดงที่สมจริง และนักแสดงจำนวนมาก ผสานกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างงดงาม เพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจให้แก่ผู้ชม พร้อมทั้งยังมีการจัดลานวัฒนธรรมและกิจกรรมประเพณีท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์และการมีส่วนร่วมของชุมชน

ทั้งนี้ งานแสดงแสง สี เสียง ละครอิงประวัติศาสตร์ “ท้าวเทพกระษัตรี–ท้าวศรีสุนทร สดุดีผู้กล้าเมืองถลาง” ประจำปี 2569 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–16 มีนาคม 2569 ณ อนุสรณ์สถานเมืองถลาง (บ้านเหรียง) อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ขอเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสความยิ่งใหญ่ของการแสดง และร่วมรำลึกถึงวีรกรรมของวีรสตรีแห่งเมืองถลาง

สวย เก่ง ลุย เช็ค 5 ความเสี่ยงสุขภาพที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม

สวย เก่ง ลุย เช็ค 5 ความเสี่ยงสุขภาพที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม

สวย เก่ง ลุย เช็ค 5 ความเสี่ยงสุขภาพที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ในยุคที่ผู้หญิงต้องรับบทบาทหลากหลาย ทั้งการทำงาน ไลฟ์สไตล์ และความรับผิดชอบในชีวิตประจำวัน “ความเก่ง” กลายเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงยุคใหม่ แต่ท่ามกลางความเร่งรีบ สุขภาพกลับมักถูกจัดไว้ท้ายลิสต์เสมอ หลายอาการเล็ก ๆ ถูกมองข้ามจนกลายเป็นความเคยชิน โดยไม่รู้ว่านั่นอาจเป็นสัญญาณเตือนของความเสี่ยงที่กำลังก่อตัว ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ ทั้งที่อาจเป็นสัญญาณเตือนบางอย่างจากร่างกายที่กำลังขอความใส่ใจ สอดคล้องกับข้อมูลจากรายงาน Women’s Health Investment Outlook 2026 ของ World Economic Forum ระบุว่า แม้ผู้หญิงจะคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก แต่การลงทุนด้านสุขภาพที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ผู้หญิงโดยตรงมีสัดส่วนเพียงราว 6% ของการลงทุนด้านสุขภาพภาคเอกชนทั้งหมด ในขณะที่โรคและภาวะเรื้อรังจำนวนมากซึ่งกระทบผู้หญิงในระยะยาวกลับไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร

ในเดือนแห่งวันสตรีสากล (International Women’s Day) แรบบิท ประกันชีวิต ชวนผู้หญิงไทยทุกช่วงวัยหยุดทบทวนและเช็กตัวเองอีกครั้ง พร้อมใส่ใจทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ผ่านการทำความเข้าใจ “5 ความเสี่ยงที่ผู้หญิงพบได้บ่อยในยุคนี้” เพื่อให้รู้เท่าทันตั้งแต่ระยะเริ่มต้น และสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ แข็งแรง และยั่งยืนในทุกบทบาทของตัวเอง

เต้านมของเรา…อย่ารอให้ความผิดปกติส่งสัญญาณก่อน

มะเร็งเต้านมยังคงเป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในผู้หญิง โดยคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงกว่า 34.2% ของผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมดในเพศหญิง สะท้อนว่าความเสี่ยงนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงในทุกช่วงวัย การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงของเต้านมด้วยตนเอง ควบคู่กับการตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว หากเป็นการดูแลตัวเองที่เรียบง่าย แต่ทรงพลังพอจะลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

หัวใจที่แบกรับทุกบทบาท ก็ต้องการวันพักเหมือนกัน

โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของโลก โดยข้อมูลจากสมาพันธ์หัวใจโลก (World Heart Federation) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้สูงถึง 20.5 ล้านคนต่อปี และกว่า 1 ใน 5 เป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรที่สามารถป้องกันได้ การหมั่นตรวจเช็กความดัน ไขมันในเลือด และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตตั้งแต่วันนี้ จึงเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้ผู้หญิงดูแลพลังของตัวเองได้อย่างยั่งยืน และเดินหน้าทุกบทบาทได้อย่างมั่นใจ

โรคกระดูกพรุน ความท้าทายที่ควรป้องกันตั้งแต่เนิ่นๆ

โรคกระดูกพรุนเป็นภาวะที่ผู้หญิงควรใส่ใจ โดยเฉพาะหลังวัยหมดประจำเดือน เมื่อระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง มวลกระดูกจะค่อยๆ บางลงโดยแทบไม่แสดงอาการในระยะแรก การดูแลตั้งแต่วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรับแคลเซียมอย่างเหมาะสม การออกกำลังกาย และตรวจวัดมวลกระดูกตามคำแนะนำจากแพทย์ถือเป็นกุญแจสำคัญในการชะลอความเสี่ยง และช่วยคงความแข็งแรง อิสระ และความมั่นใจในการใช้ชีวิตในระยะยาว

สุขภาพความจำ คือสิ่งสำคัญที่ผู้หญิงไม่ควรมองข้าม

โรคสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์เป็นภาวะที่กระทบผู้หญิงไม่น้อย และอาจเริ่มจากอาการหลงลืมเล็ก ๆ ที่หลายคนมองข้าม ทั้งที่สมองมีบทบาทสำคัญต่อความจำ การตัดสินใจ และการใช้ชีวิตประจำวัน การพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการผิดปกติ จึงเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยดูแลตัวเอง และลดความเสี่ยงในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อย่าชินกับคำว่าผู้หญิงก็ต้องปวดแบบนี้แหละ

ปวดประจำเดือนรุนแรง หรือรอบเดือนผิดปกติ อาจไม่ใช่เรื่องธรรมดาอย่างที่หลายคนเข้าใจ อาการเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) หรือภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS) ซึ่งเป็นความผิดปกติของฮอร์โมนที่พบได้ในผู้หญิงจำนวนไม่น้อย การสังเกตสัญญาณของร่างกายตัวเอง และไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการดูแลสุขภาพของผู้หญิงอย่างจริงจัง

ท้ายที่สุดแล้ว สุขภาพที่ดีไม่ใช่เพียงเรื่องของการรักษาเมื่อเจ็บป่วย แต่คือรากฐานสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงสามารถใช้ชีวิต ทำงาน และไล่ตามความฝันได้อย่างมั่นใจและสมดุลทั้งกายและใจ ด้วยความเข้าใจในจังหวะชีวิตของผู้หญิงยุคใหม่ แรบบิท ประกันชีวิต จึงมุ่งสนับสนุนการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ทั้งการเตรียมความพร้อมด้านค่ารักษาพยาบาลกับผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพเหมาจ่าย Health Smile และการให้ความสำคัญกับสุขภาพใจผ่านความคุ้มครองด้าน Mental Health เพื่อเป็นอีกแรงสนับสนุนเล็ก ๆ ที่ช่วยให้ผู้หญิงก้าวต่อไปได้อย่างมั่นคงในทุกบทบาทของชีวิต

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปศึกษาเพิ่มเติม รวมถึงอัปเดตข้อมูลข่าวสาร และโปรโมชันต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ Rabbit Life www.rabbitlife.co.th

Deep Sleep สำคัญกว่าที่คิด เมื่อการนอนครบ 8 ชั่วโมงอาจไม่เพียงพอ

Deep Sleep สำคัญกว่าที่คิด เมื่อการนอนครบ 8 ชั่วโมงอาจไม่เพียงพอ

Deep Sleep สำคัญกว่าที่คิด เมื่อการนอนครบ 8 ชั่วโมงอาจไม่เพียงพอ

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

หลายคนอาจคิดว่าการนอนให้ครบ 6-8 ชั่วโมงคือคำตอบของการพักผ่อนที่ดี แต่ความจริงแล้ว “คุณภาพของการนอน” โดยเฉพาะช่วง Deep Sleep หรือการนอนหลับลึก มีบทบาทสำคัญต่อการฟื้นฟูร่างกาย สมอง และสุขภาพโดยรวม การนอนหลับที่มีคุณภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างการนอนหลับ (sleep cycle) และสมดุลของระบบร่างกาย

พญ. อัญชลี ศรีมโนทิพย์ แพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า Deep Sleep คือช่วงการนอนหลับลึก (NREM stage 3) ซึ่งเป็นระยะที่ร่างกายเข้าสู่การพักฟื้นอย่างสำคัญ เช่น การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การหลั่ง Growth Hormone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นตัวของร่างกาย โดยช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมเซลล์ เสริมสร้างกล้ามเนื้อและกระดูก สนับสนุนการเผาผลาญพลังงาน และช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้า รวมถึงการฟื้นฟูระบบประสาท โดยผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จะมีช่วงหลับลึกประมาณ 10–20% ของเวลานอนทั้งหมด หรือประมาณ 40–110 นาที หากนอนวันละ 7–9 ชั่วโมงตามคำแนะนำ

เข้าใจแต่ละช่วงของการนอน (Sleep Stages)

หลายคนอาจคิดว่าการนอนมีแค่หลับกับไม่หลับ แต่จริง ๆ แล้ว ระหว่างที่เรานอน ร่างกายจะค่อย ๆ เปลี่ยนระดับการพักผ่อนผ่านหลายช่วง เรียกว่า “sleep stages” ซึ่งแต่ละช่วงมีหน้าที่แตกต่างกัน และทำงานต่อเนื่องกันเป็นวงจร

ลองนึกภาพเหมือนการค่อย ๆ ลงบันไดจากความตื่น สู่การพักลึกที่สุด ก่อนจะกลับขึ้นมาอีกครั้งในช่วงฝัน

Stage 1 (N1) – ช่วงเริ่มหลับ : นี่คือช่วงที่ร่างกายเริ่มเปลี่ยนจากความตื่นเข้าสู่การนอน รู้สึกง่วง เคลิ้มๆ คลื่นสมองเริ่มช้าลง หัวใจและการหายใจเริ่มผ่อนคลาย ปลุกตื่นได้ง่ายมาก หลายคนอาจเคยมีอาการเหมือน “สะดุ้ง” ตอนเริ่มหลับ ซึ่งมักเกิดในช่วงนี้

Stage 2 (N2) – หลับตื้น แต่สำคัญ : เมื่อผ่านช่วงเริ่มหลับ ร่างกายจะเข้าสู่การหลับที่นิ่งขึ้น เป็นช่วงที่ใช้เวลามากที่สุดของการนอน (ประมาณ 45–55%) อุณหภูมิร่างกายลดลง กล้ามเนื้อผ่อนคลายมากขึ้น สมองเริ่มจัดการข้อมูลและความจำบางส่วน แม้ยังไม่ใช่หลับลึก แต่เป็นช่วงสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายเตรียมเข้าสู่ deep sleep

Stage 3 (N3) – Deep Sleep (หลับลึก) : นี่คือช่วงที่ร่างกายได้พักและฟื้นฟูมากที่สุด ร่างกายซ่อมแซมกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อ หลั่ง Growth Hormone เพื่อการฟื้นตัว ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น สมองช่วยกำจัดของเสียบางส่วน เพราะร่างกายพักลึกมาก หากถูกปลุกในช่วงนี้ มักจะรู้สึกงัวเงีย มึนงง หรือยังไม่สดชื่น

REM Sleep – ช่วงฝันที่สมองยังทำงาน : หลังจากร่างกายผ่านช่วงหลับลึก (Deep Sleep) แล้ว การนอนจะเข้าสู่ช่วงที่เรียกว่า REM (Rapid Eye Movement) ซึ่งเป็นช่วงที่สมองกลับมาทำงานมากขึ้นอีกครั้ง แม้ร่างกายยังคงอยู่ในสภาวะหลับ ในช่วง REM: สมองมีการทำงานใกล้เคียงกับตอนตื่น ดวงตาจะเคลื่อนไหวเร็วใต้เปลือกตา (rapid eye movement) ร่างกายจะลดการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ เพื่อป้องกันการขยับตามความฝัน

REM sleep มักเป็นช่วงที่เราฝันชัดเจน และมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของสมอง เช่น ช่วยจัดการความจำด้านอารมณ์ เชื่อมโยงข้อมูลใหม่กับประสบการณ์เดิม สนับสนุนความคิดสร้างสรรค์และการเรียนรู้ ช่วยปรับสมดุลอารมณ์และความเครียด โดยทั่วไป ผู้ใหญ่จะมีช่วง REM ประมาณ 20–25% ของเวลานอนทั้งหมด และช่วงนี้จะยาวขึ้นในครึ่งหลังของคืน

ทำไม Deep Sleep ถึงสำคัญ

Deep Sleep หรือการนอนหลับลึก ถือเป็นช่วงที่ร่างกายและสมองได้ฟื้นฟูอย่างแท้จริง แม้เราจะนอนครบจำนวนชั่วโมง แต่หากร่างกายเข้าสู่ช่วงหลับลึกได้ไม่เพียงพอ คุณภาพการพักผ่อนก็อาจไม่ดีเท่าที่ควร

ในช่วงหลับลึก ร่างกายจะซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ปรับสมดุลฮอร์โมน และช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน สมองยังใช้เวลานี้ในการจัดระเบียบข้อมูลและฟื้นฟูการทำงานของระบบประสาท

ดังนั้น หาก Deep Sleep ลดลงหรือไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้เกิดอาการต่างๆ เช่น ตื่นมาแล้วยังรู้สึกเหนื่อยหรือไม่สดชื่น สมาธิลดลง หรือคิดช้าลง อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ร่างกายฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้าได้ไม่เต็มที่

ตรวจประเมินคุณภาพการนอนหลับ

หากสงสัยว่าการนอนหลับลึก (Deep Sleep) ไม่เพียงพอ แพทย์สามารถช่วยประเมินและตรวจหาสาเหตุได้ โดยวิธีที่ใช้ขึ้นอยู่กับอาการของแต่ละบุคคล เช่น ซักประวัติและประเมินการนอน (Sleep Assessment) สอบถามพฤติกรรมการนอน เวลาเข้านอน อาการง่วงระหว่างวัน และปัจจัยที่อาจรบกวนการนอน Sleep Study (Polysomnography)
การตรวจการนอนหลับแบบละเอียด เพื่อติดตามคลื่นสมอง การหายใจ และโครงสร้าง sleep cycle ช่วยประเมิน deep sleep และตรวจหาความผิดปกติ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ Sleep Tracking หรือ Wearable Device
ใช้อุปกรณ์ติดตามการนอน เพื่อดูแนวโน้มการนอนในชีวิตประจำวัน รวมทั้งการตรวจสุขภาพเพิ่มเติม อาจรวมถึงการประเมินระดับสารอาหาร ค่าวิตามิน หรือค่าการอักเสบในร่างกาย เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการวางแผนดูแลการนอนหลับและสุขภาพโดยรวมแบบเฉพาะบุคคล

แนวทางการรักษา

หากแพทย์ตรวจพบสาเหตุที่ส่งผลต่อคุณภาพการนอนหลับ การดูแลจะเน้นการรักษาตามสาเหตุและอาการของแต่ละบุคคล เช่น การปรับพฤติกรรมการนอน การดูแลสุขภาพโดยรวม หรือการรักษาภาวะที่เกี่ยวข้อง ในบางราย แพทย์อาจพิจารณาแนวทางเสริม เช่น การประเมินสารอาหารและปรับสูตรวิตามินเฉพาะบุคคล เพื่อช่วยสนับสนุนสมดุลร่างกายและคุณภาพการพักผ่อน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษเดินสายโรดโชว์งานบริติชแฟร์ ฉลอง 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษเดินสายโรดโชว์งานบริติชแฟร์ ฉลอง 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษเดินสายโรดโชว์งานบริติชแฟร์ ฉลอง 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-สหราชอาณาจักร

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย จัดกิจกรรมบริติชแฟร์ครั้งสุดท้ายเดินสายโรดโชว์ครบ 13 จังหวัดในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร

สถานเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย จัดกิจกรรมเดินสายโรดโชว์ใน 13 จังหวัดทั่วประเทศไทยตั้งแต่ปี 2568 ที่ผ่านมาเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนในหลากหลายภาคส่วน เช่น ธุรกิจ การค้า การศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม โดยกิจกรรมบริติชแฟร์ครั้งสุดท้ายนี้จัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่ 13  และเป็นจังหวัดสุดท้ายของโรดโชว์ดังกล่าว 

ฯพณฯ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย มาร์ค กูดดิ้ง และเจ้าหน้าที่สถานทูต ได้เดินทางเยือนจังหวัดภูเก็ต กระบี่ และสุราษฎร์ธานีในภาคใต้ เชียงราย ลำปาง และเชียงใหม่ในภาคเหนือ ชลบุรี และระยองในภาคตะวันออก บุรีรัมย์ ขอนแก่น และนครราชสีมาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พระนครศรีอยุธยาในภาคกลาง และปิดท้ายที่กรุงเทพมหานคร ในทุกพื้นที่คณะได้พบปะกับผู้ว่าราชการจังหวัด ภาคธุรกิจท้องถิ่น และมหาวิทยาลัย 

ฯพณฯ เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย มาร์ค กูดดิ้ง กล่าวว่า “การเดินสายโรดโชว์เยือนทั้ง 13 จังหวัดได้สะท้อนความสัมพันธ์อันยาวนาน ตลอดจนสายสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของสหราชอาณาจักรและประเทศไทยที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง จนกลายเป็นหุ้นส่วนสมัยใหม่ดังที่เป็นอยู่ในวันนี้” 

กิจกรรมสำคัญของโรดโชว์ในครั้งนี้คือ งานบริติชแฟร์ ซึ่งได้จัดขึ้นตั้งแต่ปี 2568 โดยได้รับการสนับสนุนหลักจาก กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี โดยได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก งานดังกล่าวจัดขึ้นที่บิ๊กซีใน 10 พื้นที่ทั่วประเทศไทย ต้อนรับผู้เข้าร่วมงานนับพัน โดยทุกที่มีดนตรีสด กิจกรรม และการนำเสนอวิดีโอเพื่อเฉลิมฉลองความร่วมมืออันยาวนานระหว่างสหราชอาณาจักรและประเทศไทย  

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี กล่าวว่า: “เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ ฯพณฯ มาร์ค กูดดิ้ง เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำประเทศไทย สู่ร้านบิ๊กซี เพลส สาขารัชดา ในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 170 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและสหราชอาณาจักร กลุ่มบีเจซี บิ๊กซี ภูมิใจที่ได้สนับสนุนงาน บริติชแฟร์ 2025 ในฐานะผู้สนับสนุนหลัก และมีบทบาทสำคัญในการนำสินค้าจากอังกฤษมาใกล้ชิดกับผู้บริโภคชาวไทย โรดโชว์พิเศษนี้ไม่เพียงเน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ทางการค้าที่ยาวนานระหว่างสองประเทศของเราเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของชุมชน และความยั่งยืนอีกด้วย”  

ส่องโลกอนาคตผ่านเลนส์เยาวชนคนรุ่นใหม่ กับนิทรรศการภาพถ่าย ‘มนุษย์อนาคต’

ส่องโลกอนาคตผ่านเลนส์เยาวชนคนรุ่นใหม่ กับนิทรรศการภาพถ่าย ‘มนุษย์อนาคต’

ส่องโลกอนาคตผ่านเลนส์เยาวชนคนรุ่นใหม่ กับนิทรรศการภาพถ่าย ‘มนุษย์อนาคต’

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาควิชานิเทศศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดนิทรรศการประกวดภาพถ่ายเนื่องในโอกาสครบรอบ 45 ปี ของคณะมนุษยศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “มนุษย์อนาคต” เปิดพื้นที่ให้เยาวชนและผู้ที่สนใจด้านการถ่ายภาพได้ร่วมถ่ายทอดมุมมอง ความคิด และจินตนาการต่อความหมายของมนุษย์ในโลกอนาคต ผ่านผลงานภาพถ่ายในรูปแบบ Diptych ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องผ่านภาพคู่ที่สะท้อนความหมายเชิงเปรียบเทียบและการตีความที่หลากหลาย นิทรรศการจัดแสดงระหว่างวันที่ 10-15 มีนาคม 2569 ณ ชั้น 5 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

โดยพิธีเปิดนิทรรศการได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.นัทธนัย ประสานนาม รองคณบดีฝ่ายวิจัยและสร้างสรรค์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานในพิธี โดยกล่าวถึงความสำคัญของการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์ในลักษณะนี้ว่า เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านวิชาการกับศิลปะการถ่ายภาพ พร้อมทั้งสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างนักเรียน นักศึกษา ศิลปิน และผู้ที่สนใจในสังคมวงกว้าง อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับองค์กรต่างๆ เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านมนุษยศาสตร์ในหลากหลายแขนง รวมถึงด้านนิเทศศาสตร์

การประกวดภาพถ่ายในครั้งนี้ยังเกิดขึ้นจากความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก ได้แก่ สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, นิตยสารอนุสาร อ.ส.ท. และ สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร ซึ่งเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรม เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างวงการวิชาการและวงการวิชาชีพด้านการถ่ายภาพอย่างสร้างสรรค์

สำหรับการประกวดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และบุคคลทั่วไป โดยผู้ได้รับรางวัลชนะเลิศในรุ่นมัธยมศึกษาตอนปลาย ได้แก่ นางสาวศิรดา สังขะทรัพย์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา กับผลงานชื่อ “maybe this is our future” ที่ถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับอนาคตที่มนุษย์สามารถเลือกกำหนดได้จากการกระทำของตนเอง ผ่านภาพรองเท้าบูธคู่หนึ่งที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง สะท้อนประเด็นปัญหาขยะและสิ่งแวดล้อมได้อย่างชวนตั้งคำถาม

ขณะที่รางวัลชนะเลิศในประเภทบุคคลทั่วไป ได้แก่ นางสาวนภัสนันท์ ค้าเจริญ จากผลงาน “มนุษย์เป็ด” ซึ่งนำภาพของมนุษย์และเป็ดมาวางต่อกันอย่างแนบเนียน เพื่อสื่อถึงแนวคิดของ “มนุษย์เป็ด ในมิติใหม่เชิงบวก ว่าการเป็นคนที่มีทักษะหลากหลาย แม้อาจไม่ได้เชี่ยวชาญเพียงด้านเดียว กลับเป็นคุณสมบัติสำคัญในยุคที่โลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และเป็นบุคลิกของมนุษย์ที่สามารถเชื่อมโยงกับอนาคตได้อย่างน่าสนใจ

นอกจากผลงานที่ได้รับรางวัลแล้ว ภายในนิทรรศการยังมีผลงานภาพถ่ายอีกจำนวนมากที่ถ่ายทอดจินตนาการเกี่ยวกับ มนุษย์อนาคต ในมิติที่หลากหลาย รอให้ผู้สนใจได้ร่วมสัมผัสแรงบันดาลใจผ่านสายตาของช่างภาพรุ่นใหม่

นิทรรศการครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงภาพถ่าย แต่ยังเป็นเวทีแห่งการตั้งคำถามและจินตนาการถึงทิศทางของมนุษย์และสังคมในอนาคต ผ่านมุมมองสร้างสรรค์ของผู้คนในยุคปัจจุบัน แล้วมาร่วมสำรวจความเป็นไปได้ของโลกวันพรุ่งนี้ไปพร้อมกับเหล่า “ผู้ออกแบบอนาคต” ผ่านเลนส์ของคนรุ่นใหม่ในนิทรรศการครั้งนี้

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาพเหมือนเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งไม่ว่าจะเป็นแนวทางศิลปะประเภทใดก็ตาม ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม โลหะ รวมทั้งภาพถ่าย งานจิตรกรรมภาพเหมือนเป็นผลงานศิลปะแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมมากตั้งแต่อดีตกาล ทั้งนี้เพราะผู้ที่สามารถบัญชาให้ศิลปินรังสรรค์ผลงานได้ในอดีตมักเป็นผู้นำทั้งทางศาสนจักรและทางโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์ และคหบดี คนกลุ่มนี้ย่อมต้องการให้มีการจารึกภาพของตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์ และตามที่อยู่อาศัย อาทิ โบสถ์ วัง งานแนวนี้ศิลปินจึงไม่เพียงได้แสดงฝีไม้ลายมือ ยังสามารถที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ด้วย

ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 17  ผลงานภาพเหมือนมักเป็นภาพเดี่ยวที่นายแบบหรือนางแบบมักอยู่ในชุดแต่งกายเต็มยศ เป็นทางการ และแทบจะไม่มีการแสดงสีหน้าใด ๆ เลย ต่อมาเมื่อแนวทางศิลปะมีความก้าวหน้ามากขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการใช้สีส่งผลให้ศิลปินเริ่มเขียนภาพเหมือนที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ทั้งการใช้สี แสง การแสดงออกทางอารมณ์ รวมทั้งการเขียนภาพเป็นกลุ่มคนจนศิลปินบางคนสามารถรังสรรค์งานจิตรกรรมได้ราวภาพถ่ายเพื่อให้ผู้บัญชาได้เก็บทั้งอารมณ์ และบรรยากาศได้อย่างสมจริงก่อนที่การถ่ายภาพจะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์และได้รับการใช้อย่างแพร่หลาย

ยิ่งกว่านั้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา คหบดีเริ่มมีมากขึ้น คนกลุ่มนี้เริ่มมีกำลังซื้อจึงนิยมว่าจ้างศิลปินให้รังสรรค์งานทั้งภาพเหมือนของตัวเองและครอบครัว ยังผลให้ผลงานภาพเหมือนกลายเป็นงานจิตรกรรมที่มีความแพร่หลาย ศิลปินเองก็นิยมรังสรรค์ภาพเหมือนตัวเองและครอบครัวด้วยจนถึงกับมีศิลปินที่ได้ชื่อว่า เจ้าพ่อ Portrait นั่นคือ Rembrandt ศิลปินชาวดัชท์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคทองของดัชท์

ใน National Museum Stockholm มีผลงานของศิลปินผู้หนึ่งที่ไม่เพียงชื่นชอบการรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์และนิยายปรัมปราแล้ว เขายังเป็นศิลปินในยุค Golden Age ของเดนมาร์กที่ได้ชื่อว่าชื่นชอบการรังสรรค์งานภาพเหมือนด้วย นั่นคือ Constantin Hansen หรือที่มีชื่อเต็มว่า Carl Christian Constantin Hansen แม้เขาจะเกิดที่โรม และเป็นบุตรชายของจิตรกรแนวภาพเหมือนที่ชื่อ Hans Hansen แต่บิดาของเขาก็ย้ายไปอยู่ที่โคเปนเฮเกนตั้งแต่เขาอายุเพียงแค่ปีเดียว เขาจึงได้มีโอกาสเข้าเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ Royal Danish Academy of Art เมื่ออายุเพียงแค่ 12 ปี ก่อนย้ายมาเรียนภาควิชาศิลปะเมื่ออายุได้ 21 ปี และเริ่มฝึกงานกับ Christoffer Wilhelm Eckersberg บิดาแห่ง Danish Golden Age ในปี 1828

เมื่อบิดาและมารดาของเขาเสียชีวิตจากโรคไทฟัส เขาก็เข้ารับช่วงต่อในการรังสรรค์งานเพื่อตกแต่งพระราชวัง Frederiksborg และ Christiansborg ปี 1835 เขาได้รับทุนเพื่อไปเรียนต่างประเทศและย้ายไปหลายเมืองเพื่อเรียนรู้เทคนิคทางด้านศิลปะรวมทั้งการเขียนภาพปูนเปียกทั้งจากเยอรมันและอิตาลี หลังไปอยู่ต่างประเทศนานถึง 8 ปีเขาได้รับการว่าจ้างให้ตกแต่งห้องโถงของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เขาเข้าทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในปี 1854 และเป็นสมาชิกของ The Academy ในปี 1864

ตัวอย่างผลงานของ Hansens ใน National Museum Stockholm อาทิ Signe and Henriette Hansen, the Artist’s sister ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงอิทธิพลของ Eckersberg ต่องานของ Hansen สังเกตได้จากการที่องค์ประกอบและรูปลักษณ์ของนางแบบละม้ายคล้ายงานประติมากรรม แต่ยังคงมีการแสดงสีหน้าสังเกตได้จากคนขวาที่ดูเศร้าหมองต่างจากคนขวาที่ดูเรียบเฉยอันเป็นการฉีกแนวของการวาดภาพเหมือนในยุคก่อน ๆ ส่วน A Little Girl เป็นภาพน้องสาวของภรรยาศิลปินที่อยู่ในท่าครุ่นคิดระหว่างคนแก้วกาแฟก็เป็นอีกหนึ่งบุคลิกภาพของวิถีชีวิตประจำวันในภาพเหมือนที่ศิลปินบรรจงสร้างให้แตกต่างจากภาพเหมือนในอดีต นอกจากนี้ที่นี่ยังมีผลงานของ Christen Kobke ศิลปินที่นิยมรังสรรค์ภาพเหมือนโดยใช้คนทั่วไปและญาติเป็นนายแบบและนางแบบอีกผู้หนึ่งด้วย

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

Science Update : ยานนาซากลับโลกก่อนกำหนด 8 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยานอวกาศ Van Allen Probe A ขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา เพิ่งกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกเมื่อเวลาประมาณ 06.37 น. เช้าวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาสหรัฐฯ บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกแถบเส้นศูนย์สูตร ทางใต้ของเม็กซิโกและทางตะวันตกของเอกวาดอร์ ชิ้นส่วนส่วนใหญ่เผาไหม้ไปหมดในชั้นบรรยากาศ แต่อาจมีชิ้นส่วนที่ทนความร้อนสูง เช่น ถังเชื้อเพลิงไทเทเนียม ที่อาจหลงเหลือและตกลงในทะเล แต่จนถึงขณะนี้ ไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินจากเหตุการณ์นี้

ยานลำนี้มีน้ำหนักประมาณ 600 กิโลกรัม ถูกส่งขึ้นไปยังอวกาศในปี 2012 เพื่อศึกษาแถบกัมมันตภาพรังสีแวนอัลเลนที่ล้อมรอบโลก ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจสภาพอากาศในอวกาศและการป้องกันดาวเทียมดวงอื่นๆ เดิมที นาซาคาดการณ์ว่ายานลำนี้จะโคจรอยู่ได้จนถึงปี 2034 แต่มีปัจจัยสำคัญที่ทำให้มันตกลงมาเร็วขึ้นเกือบ 8 ปี เนื่องจากในช่วงปี 2024-2025 ดวงอาทิตย์มีกิจกรรมสูงมาก ส่งผลให้ชั้นบรรยากาศชั้นบนของโลกขยายตัวขึ้น ยานจึงเสียดสีกับอนุภาคอากาศมากขึ้น ทำให้ความเร็วลดลงและวงโคจรลดต่ำลงเร็วกว่าที่คำนวณไว้ในตอนแรก

ขณะเดียวกัน นาซาคาดการณ์ว่า Van Allen Probe B หรือยานแฝดอีกลำ ซึ่งถูกส่งขึ้นไปบนอวกาศพร้อมกัน กำหนดจะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลกในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 เหตุที่ยาน B กลับสู่โลกช้ากว่าลำ A ทั้งที่เป็นยานแฝด เนื่องจากทั้งสองลำถูกวางไว้ในตำแหน่งที่ต่างกันเพื่อวัดค่ากัมมันตภาพรังสีจากคนละมุม ทำให้แรงเสียดทานจากชั้นบรรยากาศส่งผลกระทบไม่เท่ากัน ยานลำ B ได้รับการปรับแต่งวงโคจรในตอนจบภารกิจช่วงปี 2019 ให้เข้าสู่วงโคจรสำหรับทิ้งทำลายที่มีความสูงต่างจากลำ A เล็กน้อย ทำให้มันมีความคงทนต่อแรงดึงดูดได้นานกว่าอีกประมาณ 1 ปี

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ ‘คอขวด’ ที่ชี้ชะตาโลก

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ 'คอขวด' ที่ชี้ชะตาโลก

คุยกัน 7 วันหน : ช่องแคบฮอร์มุซ ‘คอขวด’ ที่ชี้ชะตาโลก

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผ่านมาร่วมสองสัปดาห์แล้ว กับความขัดแย้งทางทหารที่ระอุเป็นการโจมตีตอบโต้ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน วิกฤตครั้งใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางในรอบหลายปีหนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางทหาร แต่เปรียบเสมือน ‘พายุเศรษฐกิจ’ ที่กำลังซัดเข้าหาทุกครัวเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของภูมิภาคพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลางเป็นหลัก โดยเฉพาะเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่กว่าร้อยละ 90 ของพลังงานที่ผ่านช่องแคบดังกล่าวล้วนมุ่งหน้ามาเอเชียแทบทั้งสิ้น

เมื่อช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดหรือถูกคุกคาม จากการที่อิหร่านประกาศปิดกั้นช่องแคบเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล โลกก็เหมือนถูกตัดเส้นเลือดใหญ่ เพราะ 1 ใน 5 ของน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ทั่วโลกต้องผ่านจุดนี้ การปิดช่องแคบเพียงจุดเดียวส่งผลสะเทือนแรงกว่าการคว่ำบาตรรัสเซียในปี 2022 หลายเท่า เพราะเท่ากับห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักทันที แม้จะมีท่อส่งน้ำมันข้ามคาบสมุทรอาหรับ แต่ศักยภาพการขนส่งเทียบไม่ได้เลยกับเรือบรรทุกน้ำมันมหาศาลที่เคยผ่านช่องแคบนี้ทุกวัน

การที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และพุ่งไปเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 3 จากช่วงก่อนสงคราม และแพงที่สุดนับตั้งแต่กลางปี 2022 ไม่ได้จบลงที่ราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน เพราะนั่นทำให้ค่าขนส่งสินค้าพุ่งสูงขึ้นทันที ราคาอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภคทั่วโลกอั้นไม่อยู่ขยับขึ้นตาม เกิดความเสี่ยงสภาวะ Stagflation โลกกำลังเผชิญกับภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัวแต่ราคาสินค้าแพงขึ้น ซึ่งเป็นฝันร้ายของธนาคารกลางทั่วโลก

เอเชีย “เหยื่อรายแรก” ของวิกฤต

ภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญกับ ‘คอขวด’ ที่อันตรายมาก ไม่ใช่แค่เรื่องปริมาณน้ำมันที่ขาดหายไป แต่เป็นเรื่องของความยืดหยุ่นทางเทคนิคที่ต่ำมากด้วย ไม่ว่าจะเป็นมหาอำนาจอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียเกือบร้อยละ 80-90 ของความต้องการทั้งหมด แม้จะมีคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ (SPR) แต่หากสงครามยืดเยื้อเกิน 6 เดือน เศรษฐกิจจะเข้าสู่ภาวะอัมพาตได้

แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย ที่เคยเป็นผู้ส่งออกพลังงานหลัก ก็มีกำลังการผลิตลดลงจนต้องนำเข้ามากขึ้นตามความต้องการในประเทศที่โตแบบก้าวกระโดด ไม่เพียงเท่านั้น อินโดนีเซียยังประสบปัญหาการนำเข้าข้าวสาลีซึ่งต้องพึ่งพาจากภายนอกเกือบ 100% ทำให้ราคาผลิตภัณฑ์จากแป้งและอาหารพื้นฐานสุ่มเสี่ยงต่อการปรับราคาขึ้นตามต้นทุนโลจิสติกส์ ส่วนสิงคโปร์ ซึ่งปกติต้องนำเข้าอาหารสูงถึงร้อยละ 90 ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคจึงพุ่งสูงขึ้นตามค่าขนส่ง โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) พุ่งขึ้นเกือบร้อยละ 60 ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นกว่าที่คาดการณ์ไว้

ขณะที่โรงกลั่นในอาเซียนถูกออกแบบมาเพื่อน้ำมันประเภท Heavy/Medium Sour หรือน้ำมันดิบที่มีกำมะถันสูงและมีความหนืดจากตะวันออกกลางโดยเฉพาะ การจะหันไปใช้พลังงานจากสหรัฐฯ หรือแหล่งอื่นที่เป็นน้ำมันประเภทอื่น ไม่สามารถทำได้ทันที ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลและเวลาปรับปรุงเครื่องจักรนานหลายปี เมื่อน้ำมันแพงและขาดแคลน ไม่ใช่แค่ค่าเดินทางที่สูงขึ้น แต่ค่าไฟฟ้าและต้นทุนการผลิตสินค้าในโรงงานจะพุ่งสูงขึ้นทันที ซึ่งส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนในตลาดโลก

มาตรการฉุกเฉินและการปรับตัว

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมา เราเห็นภาพผู้คนในหลายประเทศ ทั้งฟิลิปปินส์ เวียดนาม บังกลาเทศ อินเดีย เกาหลีใต้ รวมถึงในบ้านเรา นำรถยนต์และรถจักรยานยนต์เข้าคิวรอเติมน้ำมันยาวเหยียดที่สถานีบริการ เนื่องจากเกิดภาวะตื่นตระหนกและการกักตุน หลังจากราคาน้ำมันดิบทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะเดียวกัน แต่ละประเทศต้องมีมาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประคับประคองเศรษฐกิจและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ปากีสถานเป็นประเทศแรก ๆ ในภูมิภาคเอเชียที่ต้องประกาศสภาวะรัดเข็มขัดขั้นสูงสุดเพื่อประคองเศรษฐกิจ โดยเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ ออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์ประกาศมาตรการรัดเข็มขัดการใช้จ่ายเพื่อประหยัดพลังงาน รัฐบาลสั่งปรับลดวันทำงานของข้าราชการเหลือเพียง 4 วันต่อสัปดาห์ และให้พนักงานรัฐ 50% ทำงานจากที่บ้าน พร้อมแนะนำให้ภาคเอกชนโดยเฉพาะธนาคารใช้แนวทางเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคมจนถึงสิ้นเดือน ส่วนมหาวิทยาลัยให้เปลี่ยนไปเรียนออนไลน์ทั้งหมด จำกัดการจัดงานสันทนาการ งานแต่งงานหรืองานเลี้ยงต้องมีแขกไม่เกิน 200 คน และให้เสิร์ฟอาหารหลักเพียงจานเดียวเท่านั้น ตัวนายกรัฐมนตรีเองยังแสดงสปิริตความเป็นผู้นำ ยอมหักเงินเดือนเพื่อชาติเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ประชาชน รวมทั้งยังให้คณะรัฐมนตรีทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับจังหวัดงดรับเงินเดือนและค่าเบี้ยเลี้ยง เป็นเวลา 2 เดือน ส่วนสมาชิกรัฐสภาจะถูกตัดเงินเดือนลง 25% นอกจากนี้ยังสั่งห้ามเจ้าหน้าที่รัฐ เดินทางไปต่างประเทศ เว้นแต่จะเป็นภารกิจที่จำเป็น และต้องเดินทางด้วยตั๋วชั้นประหยัดเท่านั้น และให้เปลี่ยนรูปแบบการประชุมทุกนัด เป็นระบบออนไลน์ทั้งหมด

บังกลาเทศมีมาตรการคล้ายๆ กัน รัฐบาลประกาศปิดมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนทั่วประเทศตั้งแต่สัปดาห์นี้ และเลื่อนวันหยุดเทศกาล อีดิ้ล ฟิตรี ให้เร็วขึ้น เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการฉุกเฉินเพื่อประหยัดไฟฟ้าและเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ยังจำกัดปริมาณการจำหน่ายน้ำมันสำหรับยานยนต์แต่ละประเภท เช่น จักรยานยนต์เติมได้วัน 2 ลิตร รถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกินวันละ 10 ลิตร เป็นต้น ส่วนที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาเริ่มใช้มาตรการปันส่วนน้ำมันกับยานยนต์ ด้วยการให้สิทธิเติมน้ำมันตามเลขทะเบียนรถที่ลงท้ายด้วยเลขคู่-เลขคี่ หวังลดการใช้น้ำมันในยามที่ปริมาณน้ำมันโลกถูกกระทบจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ขณะที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศให้หน่วยงานภาครัฐเริ่มทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม เพื่อลดการใช้พลังงานในสำนักงานและลดความต้องการด้านการขนส่ง นอกจากนี้ ยังมีการสั่งปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในสถานที่ราชการไว้ที่ 24-26 องศาเซลเซียส และระงับการเดินทางที่ไม่จำเป็น

จีนยังฝ่าพายุอย่างแข็งแกร่ง

จนถึงตอนนี้ ดูเหมือนจีนจะเป็นเพียงประเทศเดียวในเอเชีย ที่สามารถรับมือกับพายุวิกฤตพลังงานที่โหมกระหน่ำภูมิภาคได้อย่างมั่นคง ปัจจัยสำคัญลำดับแรก มาจากตัวเลขคลังสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของจีน ตอนนี้ถูกประเมินว่าพุ่งสูงถึง 1.1 – 1.4 พันล้านบาร์เรล เป็นผลจากการที่จีนเร่งนำเข้าน้ำมันอย่างบ้าคลั่งในช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นร้อยละ 16 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เพื่อเตรียมรับมือกับสงครามในตะวันออกกลางโดยเฉพาะ ทำให้จีนมี “อากาศหายใจ” ได้นานถึง 6 เดือน – 1 ปี แม้จะถูกตัดขาดจากแหล่งน้ำมันในตะวันออกกลางโดยสิ้นเชิงก็ตาม

ขณะเดียวกัน ในช่วงที่ทั่วโลกพยายามคว่ำบาตรอิหร่าน จีนกลายเป็นทางรอดเดียวของน้ำมันอิหร่าน ด้วยการรับซื้อน้ำมันจากอิหร่านถึงร้อยละ 80-90 ของปริมาณการส่งออกทั้งหมดผ่านโรงกลั่นอิสระ (Teapots) การซื้อน้ำมันที่ถูกคว่ำบาตรทำให้จีนได้ “ราคาพิเศษ” ที่ต่ำกว่าตลาดโลกมาก ช่วยพยุงต้นทุนการผลิตในประเทศให้ยังแข่งขันได้

ความนิยมของยานยนต์ยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ในจีน ที่ข้อมูลล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 พบว่าส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์พลังงานใหม่ในจีนพุ่งขึ้นไปแตะร้อยละ 41-42 แล้ว นั่นหมายความว่าเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ที่ซื้อรถใหม่ในจีนไม่ต้องกังวลเป็นทุกข์ร้อนต่อราคาน้ำมันที่พุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์อีกต่อไป ถือเป็นความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ประเทศอื่นในเอเชียเลียนแบบได้ยาก

ที่สำคัญ จีนพึ่งพายุทธศาสตร์ “สองพลังงาน” (Coal & Renewables) โดยวางรากฐานการผลิตไฟฟ้าไว้กับถ่านหินที่หาได้เองในประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ยังคงผลิตไฟฟ้าให้จีนเกินร้อยละ 50 แต่ในขณะเดียวกัน จีนก็เดินหน้าโครงการพลังงานสะอาด ทั้งลม น้ำ แสงอาทิตย์ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ควบคู่กันไปด้วย ส่งผลให้กุมภาพันธ์ปีนี้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่กำลังการผลิตจากพลังงานสะอาดพุ่งแซงหน้าพลังงานฟอสซิลไปแล้ว ทำให้ระบบไฟฟ้าของจีนมีความยืดหยุ่นสูงมาก และแทบไม่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกเลย

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางครั้งนี้ กำลังบังคับให้ทุกประเทศต้องเลิกเพ้อฝันและหันมาเผชิญความจริง ว่ามั่นคงทางพลังงานไม่ใช่เรื่องของการหาแหล่งน้ำมันราคาถูกอีกต่อไป แต่คือการไม่พึ่งพาแหล่งเดียว วิกฤตนี้ยังอาจกลายเป็นตัวเร่งให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ EV และพลังงานหมุนเวียนเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด ไม่ใช่เพราะรักษ์โลกเพียงอย่างเดียว แต่เพื่อ “ความอยู่รอด” ทางภูมิรัฐศาสตร์

โดย ดาโน โทนาลี