ครม. ไฟเขียวนโยบาย ‘อนุทิน 2’ ชู 5 เสาหลักขับเคลื่อนไทย

ครม. ไฟเขียวนโยบาย 'อนุทิน 2' ชู 5 เสาหลักขับเคลื่อนไทย

ครม. ไฟเขียวนโยบาย ‘อนุทิน 2’ ชู 5 เสาหลักขับเคลื่อนไทย

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.55 น.

ครม. เห็นชอบร่างแถลงนโยบายรัฐบาล”อนุทิน 2″ ชี้ใช้ 5 เสาหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ

6 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 21.45 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่าวันนี้ (6 เมษายน 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) มีมติเห็นชอบคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี โดยนโยบายหลักประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ 1. ด้านเศรษฐกิจ 2. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 3. ด้านสังคม 4. ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และ 5. ด้านการบริหารภาครัฐและการปฏิรูปกฎหมาย 

นางสาวรัชดา กล่าวต่อว่า ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้การผลิตและขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเกิดความชะงักงัน ปริมาณลดลงสวนทางกับความต้องการ ทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังเผชิญ ความท้าทายด้านสังคม สิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ และด้านความมั่นคงด้วย

โดยการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลในวาระนี้ จะต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พร้อมปรับรูปแบบการบริหารภาครัฐเป็น “ระบบบูรณาการแบบกลุ่มยุทธศาสตร์ (Cluster)” โดยจะรวมพลังภาคเอกชนและประชาชน ปรับบทบาทภาครัฐเป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมทั้งเร่งรัดต่อยอดการพัฒนาระบบดิจิทัลของภาครัฐ โดยกลไกการบริหารราชการในรูปแบบ “Cluster” แบ่งการทำงานออกเป็น 5 กลุ่มยุทธศาสตร์ ได้แก่

1. ด้านเศรษฐกิจมหภาค การลงทุน และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต 

2. ด้านการผลิต การค้าและบริการ 

3. ด้านโครงสร้างพื้นฐานและทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

4. ด้านสังคมและสวัสดิการ และ 

5. ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง 

 “ รัฐบาลพร้อมที่จะแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป โดยภายหลังการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีดังกล่าวแล้ว จะมีการจัดทำคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ และประชาชนสามารถเข้าถึงเอกสารได้ผ่านทาง http://www.thaigov.go.th” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเชิญชวนติดตามการแถลงนโยบายของรัฐบาล

ครม.นัดพิเศษ เคาะ 3 กุนซือ ‘วันนอร์-เพิ่มพูน-อรรถพล’ ตั้ง ‘รัชดา’ โฆษกรัฐบาลอนุทิน 2

ครม.นัดพิเศษ เคาะ 3 กุนซือ 'วันนอร์-เพิ่มพูน-อรรถพล' ตั้ง 'รัชดา' โฆษกรัฐบาลอนุทิน 2

ครม.นัดพิเศษ เคาะ 3 กุนซือ ‘วันนอร์-เพิ่มพูน-อรรถพล’ ตั้ง ‘รัชดา’ โฆษกรัฐบาลอนุทิน 2

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.48 น.

ครม.นัดพิเศษ ไฟเขียว! ตั้ง 3 กุนซือนายกฯ “วันนอร์-เพิ่มพูน-อรรถพล” พร้อมตั้ง”รัชดา”โฆษกรัฐบาล “อนุทิน” 2 

6 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 21.20 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ (6 เมษายน 2569) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (นัดพิเศษ) มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมือง ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอจำนวน 4 ตำแหน่ง ได้แก่

1. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 

2. พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

3. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี

4. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก ดำรงตำแหน่ง โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน 2569 เป็นต้นไป

อนุทิน เปิดหัว ครม.นัดพิเศษ สั่งลุยงานวันแรก ย้ำทำเพื่อประชาชน

อนุทิน เปิดหัว ครม.นัดพิเศษ สั่งลุยงานวันแรก ย้ำทำเพื่อประชาชน

อนุทิน เปิดหัว ครม.นัดพิเศษ สั่งลุยงานวันแรก ย้ำทำเพื่อประชาชน

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.15 น.

“อนุทิน” เปิดหัวประชุม ครม.นัดพิเศษ ขอ รมต.เข้ากระทรวงทำงานทำทันที บอกตัวเองก็ไม่ได้ดูฤกษ์ หากตัวเองอยู่ไม่ได้ รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ เข้ม รมต.ร่วมประชุม ครม.ทุกวันอังคาร ถ้ามาไม่ได้ เท่ากับทำงานให้ ปชช.ไม่ได้ ย้ำ ครม.เป็นหนึ่งเดียว ไม่มีแบ่งพรรค 

6 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 19.48 น.ที่สันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ 

โดยก่อนเริ่มการประชุม นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวกับครม.ชุดใหม่ โดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที ว่า ก่อนที่จะเริ่มประชุมตามวาระขอแสดงความยินดีกับ ครม.ทุกคนที่ได้มาทำงานร่วมกัน เป็นองค์ประกอบของครม.ในชุดนี้ ทุกคนเพิ่งได้รับพระราชทานพระราชดำรัสจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหลังจากที่ได้ไปเข้าพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ ซึ่งการถวายสัตย์นี้เป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้นแสดงว่า ครม.ชุดนี้มีความพร้อมที่จะปฏิบัติราชการแผ่นดินต่อไป 

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า เมื่อสักครู่นี้คำถวายสัตย์ปฏิญาณที่เราทุกคนได้กล่าวต่อหน้าพระพักต์พระประมุขแห่งชาติก็ขอให้เป็นแนวทางในการทำงานในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนทุกคน ครม.ชุดนี้ถือเป็นรัฐมนตรีที่ต้องทำงานอย่างหนักตั้งแต่วันแรกไม่มีเวลาฮันนีมูนหรือผ่านการทดลองงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราเข้ามารับภาระหน้าที่ในช่วงที่โลกทั้งโลกมีวิกฤติจากความขัดแย้งของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง  ซึ่งประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อย่างไรก็ตามตนเชื่อว่า ด้วยความร่วมมือของรัฐบาลของ ครม.ทุกคนในรัฐบาลชุดนี้เราต้องแก้ไขปัญหา และลดความเดือดร้อนและทำให้ประเทศของเราได้พัฒนาต่อไปและก้าวหน้าต่อไปโดยการทำงานของพวกเราทุกคนให้ยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นเป้าหมายร่วมกัน 

นายกฯ กล่าวว่า ครม.ชุดนี้ส่วนใหญ่รู้จักกันดีอยู่แล้วและหลายคนมีความอาวุโสเป็นที่เคารพของเราทุกคน และหลายคนก็เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังวังชาสติปัญญาที่พร้อมจะทำงานรับใช้บ้านเมืองก็ขอให้ใช้จุดแข็งต่างๆ ที่เรามีอยู่ในการที่จะทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลเป็นไปด้วยประสิทธิภาพสูงสุด 

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ขอให้ถือว่าครม.นี้คือรัฐมนตรีที่เป็นชุดเดียวกันไม่มีพรรคร่วมรัฐบาลถือเป็นคณะรัฐมนตรีในองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเป็น ครม.ของประชาชนคนไทย ดังนั้นการทำงานทั้งหลายพร้อมที่จะรับฟังข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะ นโยบายและการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีทุกคน เราจะไม่มีพิธีรีตองใดมากมายขอให้ทุกคนได้ทำงานด้วยความรักความสามัคคีและความเข้าใจซึ่งกันและกัน ซึ่งจากสถานการณ์ของประเทศไทยตอนนี้ความเป็นหนึ่งเดียวของคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้จะทำให้ประเทศเราฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้ ในการประชุม ครม.ทุกครั้ง จะเริ่มประชุมคณะรัฐมนตรีในเวลา 10.00 น. ที่ตึกบัญชาการ ชั้น 5 หาก ครม.คนใด มีความต้องการที่จะหารือในระหว่างการประชุมกับนายกรัฐมนตรีเรื่องการแก้ไขปัญหาก็พร้อมที่จะพบกับทุกคน และพร้อมที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้เจตนารมย์บรรลุผลสำเร็จทุกประการ ขอให้คณะรัฐมนตรีทุกคนให้ความสำคัญกับการประชุม ครม.ถือเป็นเรื่องที่สำคัญในการเป็นคณะรัฐบาลของเรา ตั้งแต่ตนได้เป็นนายกรัฐมนตรี ในช่วงรัฐรัฐบาลหนู 1 จะเห็นได้ว่าเลขาธิการคณะรัฐมนตรีจะประกาศผู้ที่ลาประชุมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งการประชุม ครม.ที่ครบองค์จะเกิดขึ้นเพียงแค่วันแรกจึงขอความร่วมมือกับทุกคนว่าหากเรามาประชุม ครม.ไม่ได้ก็แสดงว่าทำงานให้กับประชาชนไม่ได้ 

นายกฯ กล่าวต่อว่า วันนี้ถือเป็นการประชุม ครม.นัดพิเศษ โดยจะร่วมกันพิจารณาร่างแถลงนโยบายของรัฐบาล ก่อนจะประสานไปยังประธานรัฐสภา ซึ่งเมื่อสักครู่ตนได้มีโอกาสพบกับประธานรัฐสภา ที่อุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งประธานรัฐสภาได้แจ้งย้ำมาว่าถ้าวันนี้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบในร่างคำแถลงนโยบายแล้ว ให้ทางเลขา ครม.ส่งเรื่องที่จะนัดประชุมรัฐสภา ไปที่สำนักงานของประธานรัฐสภาโดยทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงวันพรุ่งนี้ (7เม.ย.69) เพื่อกำหนดวันแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา รวมถึงยังตกลงเรื่องแนวปฏิบัติต่างๆเกี่ยวกับการประชุมคณะรัฐมนตรีและการแต่งตั้งคณะข้าราชการการเมืองที่สำคัญ

นอกจากนี้จากสถานการณ์ด้านพลังงานในปัจจุบันการช่วยประหยัดพลังงานถือเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วน ที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันโดยเฉพาะภาครัฐที่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับประชาชน จึงได้มีข้อสั่งการก่อนหน้านี้ให้ถือปฏิบัติต่อไปว่าให้หน่วยงานภาครัฐปฏิบัติตามมติของ ครม.ในการประชุมครั้งที่ผ่านมา แม้จะเปลี่ยนรัฐบาลแต่มติก็ยังมีผลอยู่ การปฎิบัติงานที่บ้าน (WFH) และ Work from Anywhere ทำงานที่ไหนก็ได้ เนื่องจากปัจจุบันพบว่ายังไม่มีการนำไปปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยกรณีที่หน่วยงานที่ยังไม่มีความพร้อมในระบบไอที มอบหมายให้กระทรวงดีอี สำนักงานรัฐบาลดิจิทัล (DGA) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ให้เป็นหน่วยงานสนับสนุนให้เกิดผล ส่วนเหตุผลที่มอบให้สำนักงานกฤษฎีการ่วมด้วยนั้นเนื่องจากสำนักงานกฤษฎีกาได้ทำสำเร็จมาหลายปีแล้ว ในเรื่องของ WFH ช่วยคำแนะนำกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้ และขอให้สำนักงบประมาณช่วยสนับสนุนงบประมาณ และให้รัฐมนตรีทุกคนช่วยกันกำกับดูแลนโยบาย WFH ได้มีผลเป็นรูปธรรม เพื่อประหยัดพลังงานและเป็นตัวอย่างที่ดีกับประชาชนต่อไป ขณะเดียวกันขอให้สำนักงานปลัดสำนักงานนายกรัฐมนตรี (สปน.) ปรับปรุงระเบียบ ว่าด้วยรถราชการที่อยู่ในความดูแลของ สปน.ให้ปรับปรุงให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ปัจจุบันและอนาคตด้วย ไม่มีทางเลือกสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าและไฮโดรเจนด้วย รวมถึงให้มีองค์ความรู้เพิ่มเติมโดยฝาก ให้นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัย และนวัตกรรม ดำเนินการให้เกิดประโยชน์สูงสุด 

ขณะที่เรื่องยาขอฝากนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตรียมความพร้อมสำหรับวิกฤตการณ์ครั้งนี้ หากมีปัญหาเรื่องการขนส่งยาหรือขาดแคลนยา ขอให้เตรียมความพร้อมไว้ ขอให้รัฐมนตรีเร่งแก้กฎระเบียบสำหรับยาที่ผลิตในประเทศแต่ยังไม่ได้นำออกมาใช้ ขอเร่งใช้ให้มากที่สุด

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ตนได้ใช้อำนาจในพระราชกำหนดขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรีรวม 6 ฉบับ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี รายงานให้กับที่ประชุมได้รับทราบ 

นอกจากนี้ได้ นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมายเป็นผู้ชี้แจงถึง ข้อปฏิบัติของรัฐมนตรี รับทราบเนื่องจากบางคนยังไม่เข้าใจว่ายังไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ จนกว่าจะมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในวันพรุ่งนี้ (7เม.ย.69) ขอให้คณะรัฐมนตรีเข้ากระทรวงปฏิบัติหน้าที่ปกติ เพราะวันนี้เราได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราโชวาทมาแล้ว ไม่มีพรใดหรือสิ่งใดเป็นมงคลกับพวกเรามากกว่านี้อีกแล้ว จึงอยากให้รัฐมนตรีเร่งทำงานอย่างเต็มที่และทำงานอย่างหนัก ส่วนพิธีทางศาสนาสามารถทำได้แต่ฤกษ์ที่ดีที่สุดคือฤกษ์สะดวก เพราะตนก็ไม่ได้ดูฤกษ์ หากตนอยู่ไม่ได้ก็ไม่มีใครอยู่ได้ ขอให้ทุกคนเข้ากระทรวงและทำงานกันอย่างเต็มที่ขับเคลื่อนทุกอย่างได้เลย

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปัญหาน้ำมันแพง เป็นภัยความมั่นคงเศรษฐกิจ จำเป็นเร่งด่วน แม้ ครม. ยังไม่แถลงนโยบาย

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปัญหาน้ำมันแพง เป็นภัยความมั่นคงเศรษฐกิจ จำเป็นเร่งด่วน แม้ ครม. ยังไม่แถลงนโยบาย

ดร.ณัฏฐ์ ชี้ ปัญหาน้ำมันแพง เป็นภัยความมั่นคงเศรษฐกิจ จำเป็นเร่งด่วน แม้ ครม. ยังไม่แถลงนโยบาย

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.00 น.

“ดร.ณัฏฐ์” ชี้ ปัญหา “น้ำมันแพง” เป็นภัยความมั่นคงเศรษฐกิจของประเทศ เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นเร่งด่วน  แม้ ครม. ยังไม่แถลงนโยบาย ควรแก้ปัญหาโดยเร่งด่วน

วันที่ 6 เมษายน 2569 สืบเนื่องจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้นำ ครม.เข้าเฝ้าพระมหากษัตริย์เพื่อถวาย์สัตย์ฯ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 วรรคหนึ่ง ก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่นั้น

ล่าสุด “ดร.ณัฏฐ์” หรือ ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชนชื่อดัง ได้ให้ความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระมหากษัตริย์ก่อนเข้ารับหน้าที่ เป็นไปตามกลไกรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 วรรคหนึ่ง เป็นเงื่อนไขในการบังคับก่อนที่จะปฏิบัติหน้าที่รัฐมนตรี

แต่คณะรัฐมนตรีจะมีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินหรือ มีเงื่อนไขบังคับก่อน โดยคณะรัฐมนตรีจะต้องแถลงต้อง “แถลงนโยบาย” ต่อรัฐสภา จึงจะมีอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินได้  เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 วรรคหนึ่ง

ภาษาชาวบ้าน คือ ถวายสัตย์ฯยังไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน รัฐธรรมนูญกำหนดให้ ครม.แถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน เป็นเงื่อนไขบังคับก่อน ทำให้ประชาชนรับรู้ว่า รัฐบาลอนุทิน 2 นโยบายด้านใดบ้าง ทั้งการให้แถลงนโยบายจะต้องเป็นไปตามหลักคุ้มค่า ที่มาของงบประมาณและไม่ขัดต่อยุทธศาสตร์ชาติ โดยการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ห้ามมิให้ฝ่ายค้านลงมติไม่ไว้วางใจ

กลไกรัฐธรรมนูญ ก่อนแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี มีหลัก ย่อมมีข้อยกเว้น “ก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภา” หากมีกรณีที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน คณะรัฐมนตรีที่เข้ารับหน้าที่จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 162 วรรคสอง

คำว่า “สำคัญและจำเป็นเร่งด่วน” หมายความว่า ปัญหานั้น ต้องสำคัญระดับประเทศในเชิงมหภาคและจำเป็นเร่งด่วน ไม่อาจรอได้ หากเนินช้าจะทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย เช่น กระทบต่อความปลอดภัยของประเทศ กระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นต้น

ปัญหาด้านพลังงาน “น้ำมันเชื้อเพลิง” เป็นปัญหาในเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ เพราะภาคอุตสาหกรรมก็ดี ภาคประชาชนก็ดี จำเป็นต้องใช้น้ำมันในการเติมรถยนต์ รถบรรทุก ที่ใช้ในการขนส่ง บรรทุกและใช้สัญจรไปมา โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลก็ดี  เบนซิล ก็ดี เป็นความจำเป็นแก่รถยนต์ที่ประชาชนที่ต้องใช้ประจำวัน การปรับราคาน้ำมันให้ราคาสูงเพิ่มขึ้น โดย คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ไม่อาจควบคุมได้ ปล่อยไห้น้ำมันลอยตัว   

พูดภาษาชาวบ้าน คือ ราคาน้ำมันแพง” ทำให้มีผลกระทบต่อการดำรงชีพของพี่น้องประชาชนและภาคอุตสาหกรรมของประเทศเป็นวงกว้าง  กระทบต่อความมั่นคงเศรษฐกิจ กระทบต่อเศรษฐกิจโดยภาพรวมของประเทศ ส่งผลทำให้ประชาชนอุปโภคและบริโภคสินค้าทุกประเภทที่มีราคาสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ทำให้ประชาชนได้รับเดือดร้อนกันถ้วนหน้า แม้อ้างว่าตัวแปรเกิดจากภาวะภัยสงครามและเศรษฐกิจโลก

ภาวะน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีราคาเพิ่ม  อยู่ในภาวะรัฐสามารถใช้กลไกในการบริหารราชการแผ่นดินกำกับควบคุมได้ และปัญหาพลังงานเชื้อเพลิง เป็นภัยความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ เป็นกรณีสำคัญและจำเป็นเร่งด่วนของประเทศ ซึ่งหากปล่อยให้เนิ่นช้าไปจะกระทบต่อภาวะเศรษกิจของประเทศ อันเป็นประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน โดยรัฐธรรมนูญมาตรา 162 วรรคสอง เปิดช่องให้ ครม.ที่เข้ารับหน้าที่ จะดำเนินการไปพลางก่อนเพียงเท่าที่จำเป็นก็ได้

พูดภาษาชาวบ้าน คือ ปัญหาพลังงาน “ราคาน้ำมัน” เชื้อเพลิงพุ่งเกินกว่า 50 บาท กระทบต่อประชาชนและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ใช้รถส่วนบุคคลและรถสาธารณะ ได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า กระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศ เป็นความจำเป็นเร่งด่วน ที่รัฐบาลต้องเร่งรีบในการแก้ปัญหาโดยด่วน  อาทิ ในการตรา พรก.ในการอุ้มราคาน้ำมันและกำกับควบคุมราคาน้ำมัน หรือหาพลังงานหรือสินค้าหรือบริการทดแทนเพิ่มเติม

แม้ ครม.อนุทิน 2 กำหนดแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9 – 10 เมษายน 2569 ภายในสัปดาห์นี้ หากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี หัวหน้าคณะรัฐมนตรี หากเห็นว่า  หากปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวจะเพิ่มขึ้น หากปล่อยเนิ่นช้าไปจะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ อันเป็นประโยชน์สำคัญของแผ่นดิน ไม่จำต้องรอให้แถลงนโยบายก่อนถึงจะแก้ปัญหา เพราะยิ่งปล่อยให้ราคาน้ำมันลอยตัวเพิ่มขึ้น อาจมีผลกระทบทางอ้อมในแง่การเมือง ต่อความสั่นคลอนเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แม้จะเพิ่งเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินก็ตาม

‘อนุทิน-พิพัฒน์-ยศชนัน’ นั่งรถไฟฟ้านายกฯ เข้าทำเนียบ ประชุมครม.นัดพิเศษ

'อนุทิน-พิพัฒน์-ยศชนัน' นั่งรถไฟฟ้านายกฯ เข้าทำเนียบ ประชุมครม.นัดพิเศษ

‘อนุทิน-พิพัฒน์-ยศชนัน’ นั่งรถไฟฟ้านายกฯ เข้าทำเนียบ ประชุมครม.นัดพิเศษ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.25 น.

อนุทิน-พิพัฒน์-ยศชนัน’ นั่งรถไฟฟ้านายกฯ เข้าทำเนียบ ประชุมครม.นัดพิเศษ

เมื่อเวลา 19.08 น.วันที่ 6 เม.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เดินทางเข้าทำเนียบด้วยรถยนต์ไฟฟ้า โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คมนาคม และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว. การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นั่งรถมาคันเดียวกัน โดยเมื่อลงรถนายยศชนัน กล่าวเพียงสั้นๆว่า ”ไปรถตู้กลับรถเก๋ง“

เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไร และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งอะไรกับ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่บ้างนายกฯตอบเพียงสั้นๆว่า “ขอให้ดูข่าวพระราชสำนักจะละเอียดกว่า” 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นครม.ได้ทยอย เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อประชุมครม. นัดพิเศษ

เปิดภาพ ครม.อนุทิน 2 ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า

เปิดภาพ ครม.อนุทิน 2 ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า

เปิดภาพ ครม.อนุทิน 2 ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.14 น.

6 เมษายน 2569 อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ทั้ง 35 คน สวมเครื่องแบบปกติขาว ร่วมถ่ายภาพหมู่บริเวณหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล

นายกฯ วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก วันจักรี

นายกฯ วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก วันจักรี

นายกฯ วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก วันจักรี

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.10 น.

นายกฯ วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะปฐมบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เนื่องในวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ พ.ศ.2569 

6 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 16.00 น. ณ ปฐมบรมราชานุสรณ์ สะพานพระพุทธยอดฟ้า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี วางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะ ปฐมบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เนื่องในวันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และวันที่ระลึกมหาจักรีบรมราชวงศ์ พุทธศักราช 2569 โดยเมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึง ได้ถวายความเคารพ ก่อนวางพานพุ่มดอกไม้ถวายราชสักการะปฐมบรมราชานุสรณ์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จำนวน 2 พาน ในนาม “นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี” เป็นอันเสร็จพิธี โดยมีนายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าผลัดเวรเฝ้าฯ ผลัดที่ 6 ร่วมพิธี

เอกนิติ ชง ครม.นัดพิเศษ งัด ม.162 แก้น้ำมันแพง ไม่ต้องรอแถลงนโยบาย

เอกนิติ ชง ครม.นัดพิเศษ งัด ม.162 แก้น้ำมันแพง ไม่ต้องรอแถลงนโยบาย

เอกนิติ ชง ครม.นัดพิเศษ งัด ม.162 แก้น้ำมันแพง ไม่ต้องรอแถลงนโยบาย

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.42 น.

เอกนิติ ชง ครม.นัดพิเศษ งัดอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ลุยแก้ปัญหาเร่งด่วนช่วยประชาชนโดยไม่ต้องรอแถลงนโยบาย รื้อค่าการกลั่น ซัดตัวเลข 14-17 บาท เป็นเพียงตัวเลขทิพย์ ไม่สะท้อนความเป็นจริง ยอมรับโรงกลั่นรับผลประโยชน์ส่วนเกินจริง จาก “วอร์พรีเมียม” เตรียมเจรจาดึงกำไรเดือน มี.ค.มาช่วยประชาชน พร้อมงัด พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 คุมเข้มค่าการกลั่นระยะยาว แย้ม 11 เม.ย. นี้ คลอดมาตรการอุ้มกลุ่มเปราะบาง-ขนส่ง ยัน คนละครึ่งพลัส มาแน่

6 เมษายน 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) เปิดเผย ว่า คตร.ได้ประชุมต่อเนื่อง 3 วันจนถึงคืนวันที่ 5 เม.ย.ไม่ได้เป็นการเรียกโรงกลั่นมาเพื่อต่อรองตัวเลข แต่เป็นการบังคับกางบัญชี ขอข้อมูลต้นทุนที่แท้จริงและราคาขายจริงมาเพื่อคำนวณหาผลประโยชน์ส่วนเกินด้วยสูตรของรัฐเอง โดยจะนำเสนอข้อสรุปเรื่องโครงสร้างราคาน้ำมันเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ในคืนนี้(6 เม.ย.)โดยถือเป็นครั้งแรกที่จะอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 162 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นในสถานการณ์ฉุกเฉินเร่งด่วน ให้สามารถบริหารราชการแผ่นดินและช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาก่อน  
 
       สำหรับกระแสข่าวที่ว่าค่าการกลั่นพุ่งสูงถึง 14-17 บาทต่อลิตรนั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า ต้องเรียนว่าจริงๆ เป็นตัวเลขอ้างอิง คุยกันในที่ประชุม คตร.  เราเรียกกันว่าตัวเลขทิพย์ ที่ใช้อ้างอิงโดยไม่สะท้อนต้นทุนหรือความเป็นจริงในสถานการณ์ปัจจุบันเลย ทาง คตร. จึงเตรียมเสนอให้มีการรายงานตัวเลขที่ถูกต้องเพื่อสร้างความเข้าใจกับประชาชน 

นายเอกนิติ กล่าวว่าจากการเรียกตรวจสอบบัญชีต้นทุนของโรงกลั่นแต่ละแห่งอย่างละเอียด พบว่า ปัจจุบันเกิดความผิดปกติในโครงสร้างราคาจากภาวะสงคราม ทำให้เกิดค่าพรีเมียมความเสี่ยง (War Premium) น้ำมันกลายเป็นของขาดแคลนที่ใครอยากได้ก็ต้องยอมจ่ายแพง ประกอบกับไทยอ้างอิงราคาตลาดสิงคโปร์ ซึ่งราคาน้ำมันสำเร็จรูปปรับตัวสูงกว่าน้ำมันดิบมาก  ทำให้ในเดือนมี.ค.จนถึงเม.ย.ที่ผ่านมา โรงกลั่นมีผลประโยชน์ส่วนเกิน เกิดขึ้นจริง เนื่องจากราคาขายพุ่งสูงกว่าต้นทุน ค่าการกลั่นในปัจจุบันจึงต้องบวก War Premium เข้าไป ทำให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติในอดีตที่ 2.45 บาทต่อลิตร แต่ก็ไม่ได้สูงลิ่วถึง 14-17 บาทตามที่เป็นข่าวแน่นอน  
 
       นายเอกนิติ กล่าวว่า สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหา แบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1.ระยะอดีตเดือน มี.ค. เนื่องจากกฎหมายไม่มีผลย้อนหลัง รัฐบาลจะใช้วิธีให้กระทรวงพลังงานไปเจรจากับโรงกลั่น เพื่อขอนำผลประโยชน์ส่วนเกินตรงนี้มาช่วยลดภาระประชาชน คล้ายกับโมเดลในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน 2.ระยะอนาคต ตั้งแต่ เม.ย. เป็นต้นไปจะใช้ พระราชกำหนด(พ.ร.ก.)แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจนายกรัฐมนตรีมอบหมายให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) สามารถกำหนดราคาและค่าการกลั่นในอนาคตได้เลย ซึ่งนาย

เอกนัฎ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงานจะเรียกประชุมวันที่ 7 เม.ย.นี้ โดยจะนำเอาต้นทุนที่แท้จริง ราคาขายจริง และกำไรเฉลี่ยในอดีตมาเป็นมาตรฐานในการคำนวณและกำกับดูแล
 
“จากนี้ไปการประกาศตัวเลขของกระทรวงพลังงาน จะต้องแยกบรรทัดให้เห็นชัดเจน ว่าส่วนใดคือ ค่าการกลั่นปกติและส่วนใดคือ ค่าพรีเมียมความเสี่ยง จะเรียกเหมารวมเป็นค่าการกลั่นอย่างเดียวไม่ได้ เพื่อให้ตัวเลขสะท้อนความเป็นจริงและประชาชนไม่ตกใจ” 
 
       ส่วนเรื่องค่าการกลั่น กระทรวงพลังงานประเมินว่าค่าเฉลี่ยที่เหมาะสมย้อนหลัง 5 ปี ยังอยู่ที่2.45 บาท และที่ตอนนี้ไม่สามารถกำหนดเพดานราคาค่าการกลั่นตายตัวได้เพราะโครงสร้างต้นทุนของทั้ง 6 โรงกลั่นแตกต่างกันมาก เช่น มีโรงกลั่นแห่งหนึ่งเจอปัญหาน้ำมันนำเข้าติดค้างอยู่ที่ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ต้องแบกรับค่าพรีเมียมความเสี่ยงที่สูงกว่าโรงกลั่นอื่นมาก หากรัฐบาลไปกำหนดเพดานกำไรตายตัว โรงกลั่นแห่งนี้จะขาดทุนทันที และอาจแก้ปัญหาด้วยการทิ้งน้ำมันไว้ที่เดิม ไม่ยอมนำเข้ามากลั่น ซึ่งจะสร้างปัญหาใหญ่กว่าคือ ปัญหาน้ำมันขาดแคลน และที่ไม่ใช้ภาษีลาภลอยเพราะกระทรวงการคลังได้ศึกษาแล้วพบว่าเหมาะกับผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นแล้วขึ้นเลยแบบถาวร เช่น มีถนนตัดผ่านหน้าบ้านทำให้ราคาที่ดินขึ้น แต่ราคาน้ำมันมีความผันผวน มีขึ้นและมีลง การใช้ พ.ร.ก. ปี 2516 จึงเป็นกลไกที่จัดการได้เร็วกว่าและเหมาะสมกับสถานการณ์ฉุกเฉินมากกว่า
 
       นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือประชาชนว่า จะมีการประชุม ครม. ภายหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นแล้ว ในวันที่ 11 เม.ย. นี้ จะเน้นไปที่มาตรการแก้ปัญหาผลกระทบจากราคาน้ำมันโดยตรงก่อน โดยพุ่งเป้าเยียวยาไปที่กลุ่มเปราะบาง กลุ่มขนส่ง เกษตรกร และชาวประมง ส่วนโครงการคนละครึ่งพลัส และการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สิ่งเหล่านี้มีแน่ และทำแน่แต่จะยังไม่ออกในวันที่ 11 เม.ย. นี้ เพราะต้องแยกส่วนเก็บไว้ใช้เป็นกลไกฟื้นฟูเศรษฐกิจและบรรเทาค่าครองชีพในระยะต่อไป เนื่องจากผลกระทบจากราคาพลังงานจะลุกลามไปถึงต้นทุนราคาสินค้าและภาวะเศรษฐกิจในภาพรวมอย่างแน่นอน

‘สุเทพ’ปลัดศธ. แจงยิบ โต้เพจดัง ปมรถหลวง โผล่งานวันเกิด บ้าน 200 ล้าน ยันข้อมูลเท็จ

'สุเทพ'ปลัดศธ. แจงยิบ โต้เพจดัง ปมรถหลวง โผล่งานวันเกิด บ้าน 200 ล้าน ยันข้อมูลเท็จ

‘สุเทพ’ปลัดศธ. แจงยิบ โต้เพจดัง ปมรถหลวง โผล่งานวันเกิด บ้าน 200 ล้าน ยันข้อมูลเท็จ

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.38 น.

“สุเทพ” ปลัดศธ. แจงยิบ!! หลังถูกโซเชียลแฉ มีบิ๊กวิทยาลัย-ขรก. นำรถหลวงมาใช้งานเลี้ยงวันเกิดปลัด ศธ. ที่บ้านพิมานเทพ ราคา 200 ล้าน

6 เม.ย.2569 นายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โพสต์ผ่านเฟชบุ๊ก Suthep Kaengsanthai ระบุว่า 

ตามที่มีข่าวเผยแพร่จากเพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับตัวผม 

ผมขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริง ดังนี้

1. กรณีงานวันเกิด  

โดยปกติผมไม่ได้มีการจัดงานวันเกิด แต่ในปีนี้มีน้อง ๆแจ้งว่าจะมารับประทานอาหารร่วมกันที่บ้าน โดยระบุว่าจะมีประมาณ 10–20 คน ผมจึงยินดีในฐานะเจ้าบ้าน และตั้งใจจะสั่งอาหารทั่วไปมารับประทานกันตามปกติ  

อย่างไรก็ตาม ขณะผมปฏิบัติงานอยู่ที่สำนักงาน ผู้จัดได้มีการเตรียมงานเพิ่มเติมโดยผมไม่ทราบล่วงหน้า เมื่อผมกลับถึงบ้านจึงพบว่ามีการจัดสถานที่ เวที และเครื่องเสียง ซึ่งผมได้สอบถามและได้รับแจ้งว่า เป็นของส่วนบุคคลนำมาร่วมกัน โดยผมมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการดังกล่าวแต่อย่างใด

2. กรณีผู้มาร่วมงาน  

ผมไม่ได้เป็นผู้เชิญหรือผู้สั่งการให้บุคคลใดมาร่วมงาน การเข้าร่วมเป็นไปในลักษณะการบอกต่อกันเองของผู้ที่รู้จักคุ้นเคยกัน เมื่อผมกลับมาถึงจึงทราบว่ามีผู้มาร่วมงานจำนวนมากกว่าที่คาดไว้  

ทั้งนี้ ผมไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางหรือการดำเนินการของผู้มาร่วมงาน และหากมีบุคคลใดดำเนินการไม่เป็นไปตามระเบียบหรือกฎหมาย ย่อมเป็นความรับผิดชอบของบุคคลนั้น

กรณีการใช้ทรัพยากรของทางราชการผมขอยืนยันว่า ผมมิได้มีการสั่งการ อนุญาต หรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการนำทรัพยากรของทางราชการมาใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวแต่อย่างใด

3. กรณีทรัพย์สิน  

บ้านพักดังกล่าวเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล ซึ่งได้มาจากการกู้ยืมสถาบันการเงิน ซึ่งบ้านแท้จริงมีมูลค่า 8.4 ล้าน และปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการผ่อนชำระโดยผ่านการหักจากบัญชีเงินเดือนทุกเดือน โดยผมได้ยื่นบัญชีทรัพย์สิน  ราคา และหลักฐานการได้มา ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรียบร้อยแล้วตามหน้าที่ที่ต้องยื่น 

ดังนั้นการลงข้อมูลเผยแพร่ของเพจชมรม STRONG ต้านทุจริตประเทศไทย กล่าวอ้างว่าบ้านดังกล่าวมีมูลค่ามากกว่า 200 ล้าน จึงเป็นข้อมูลเท็จ

จึงขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือในการใช้วิจารณญาณในการรับและเผยแพร่ข้อมูล หากมีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือบิดเบือนข้อเท็จจริงจนก่อให้เกิดความเสียหายผมจำเป็นต้องดำเนินการใช้สิทธิตามกฏหมายในการปกป้องตนเอง

ขอบคุณครับ

สุเทพ  แก่งสันเทียะ

‘ฝนหลวงฯ’เดินหน้าทำฝน แก้ปัญหาหมอกควัน’เชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย’ ตั้งเป้าหมายมีฝนตกเย็นนี้

'ฝนหลวงฯ'เดินหน้าทำฝน แก้ปัญหาหมอกควัน'เชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย' ตั้งเป้าหมายมีฝนตกเย็นนี้

‘ฝนหลวงฯ’เดินหน้าทำฝน แก้ปัญหาหมอกควัน’เชียงใหม่-ลำพูน-แม่ฮ่องสอน-เชียงราย’ ตั้งเป้าหมายมีฝนตกเย็นนี้

วันจันทร์ ที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.29 น.

วันที่ 6 เมษายน 2569 นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า จากที่เมื่อวานนี้ (5 เม.ย. 2569) กรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยหน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.เชียงใหม่ ส่งเครื่องบิน 7 ลำ ปฏิบัติการเช้า-บ่าย เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ให้กับพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และจังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งผลหลังการปฏิบัติการพบว่ามีฝนตกบริเวณ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ อ.ลี้ จ.ลำพูน และ อ.เถิน จ.ลำปาง โดยช่วงเช้าที่ผ่านมายังได้รับการรายงานจากอาสาสมัครฝนหลวงในพื้นที่ จ.ลำพูน เพิ่มเติมด้วยว่า มีฝนตกบริเวณ ต.นาทราย ต.ก้อ อ.ลี้ จ.ลำพูน เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่ปิง วัดปริมาณน้ำฝนได้ประมาณ 10-20 มิลลิเมตร รวมถึง ค่าคุณภาพอากาศหลังปฏิบัติการระบายฝุ่นละออง ณ เวลา 17.00 น. จ.เชียงใหม่ วานนี้มีค่า AQI 162 (สีแดง) จากช่วงเช้าในเวลา 08.00 น. ที่มีค่า AQI 228 (สีม่วง) ซึ่งทำให้ค่าคุณภาพดีขึ้น

สำหรับในเช้าวันนี้ ค่าคุณภาพอากาศของ จ.เชียงใหม่ ณ เวลา 08.00 น.มีค่า AQI 190 อยู่ในระดับส่งผลกระทบต่อสุขภาพ (สีแดง) จึงสั่งการให้หน่วยฯ จ.เชียงใหม่ วางแผนปฏิบัติการ อย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 10.30 น. ได้แก่ เครื่องบิน CN 2221 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็น บริเวณ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน CASA 1541 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็น บริเวณ อ.ลี้ จ.ลำพูน เครื่องบิน CASA 1545 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็น บริเวณ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ต่อจากนั้นเวลา 10.45 น. เครื่องบิน CASA 1544 ปฏิบัติการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละอองบริเวณ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน CASA 1547 ปฏิบัติการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละอองบริเวณ อ.กัลยาณิวัฒนา จ.เชียงใหม่ – อ.เมืองจ.แม่ฮ่องสอน และเครื่องบิน L2611 ปฏิบัติการก่อเมฆเพื่อดูดซับและระบายฝุ่นละอองบริเวณ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน – อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งผลปฏิบัติการ

ทั้งนี้ จากข้อมูลดาวเทียมและเรดาร์เมื่อเวลา 12.00 น. พบว่า เริ่มมีเมฆก่อตัว โดยจะวางแผนปฏิบัติการเลี้ยงเมฆต่อเนื่อง และคาดว่าจะมีฝนบริเวณพื้นที่อ.อมก๋อย อ.แม่แจ่ม อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ อ.ขุนยวม อ.ปาย อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน อ.เชียงคาย จ.เลย อ.พาน จ.เชียงราย

โดยต่อมาในช่วงบ่ายได้ติดตามสภาพอากาศและวางแผนทำงานต่อเนื่องอีก 8 เที่ยวบิน ในเวลา 14.30 น. โดยใช้เครื่องบิน CASA ลำที่ 1 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่ และ อ.แม่สรวย – อ.เมือง จ.เชียงราย เครื่องบิน CASAลำที่ 2 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน – อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เครื่องบินL410 ลำที่ 1 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน L410 ลำที่ 2 ปฏิบัติการเลี้ยงเมฆบริเวณ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ และในเวลา 15.00 น. จะใช้เครื่องบิน CN 1 ลำ ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็นบริเวณ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ เครื่องบิน CASA ลำที่ 1ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็นบริเวณ อ.ลี้ จ.ลำพูน และเครื่องบิน CASA ลำที่ 2 ปฏิบัติการสเปรย์น้ำเย็นบริเวณ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ ทั้งนี้ หวังผลปฏิบัติการจากการเลี้ยงเมฆให้พัฒนาตัวเพื่อเพิ่มโอกาสให้เกิดฝนตกในพื้นที่เป้าหมายเย็นวันนี้

– 006