ปธ.วิปรัฐบาล ซัดฝ่ายค้าน ยันชีวิต-ความปลอดภัยพี่น้องใต้ ไม่ใช่เครื่องมือการเมืองของฝ่ายไหน

5 กันยายน 2569 เวลา 18:12 น.

‘ปธ.วิปรัฐบาล’ โต้ ‘ฝ่ายค้าน’ ยัน ‘ชีวิต-ความปลอดภัย’ พี่น้องชายแดนใต้ ไม่ใช่ ‘เครื่องมือ-ข้ออ้าง’ การเมืองของฝ่ายไหน ยันดันญัตติด่วนเข้าสภาฯไม่ได้ปิดกั้นถก ‘รายงาน กกต.’

วันที่ 5 กันยายน 2569 นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ถึงกรณีเกิดข้อถกเถียงเรื่องการจัดลำดับวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างการพิจารณาปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กับรายงานประจำปีของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. โดยยืนยันว่า ชีวิตและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ ไม่ใช่ “เครื่องมือ” หรือ “ข้ออ้าง” ทางการเมืองของฝ่ายใด

นายกรวีร์ ระบุว่า ตลอด 2 วันที่ผ่านมา มีความพยายามโยงประเด็นในสภาให้กลายเป็นเกมการเมือง โดยกล่าวหาว่าฝ่ายรัฐบาลหยิบปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ขึ้นมา เพื่อบังหน้าและหลีกเลี่ยงการอภิปรายรายงานของ กกต. ซึ่งมองว่าเป็นการตีความผ่านกรอบและอคติทางการเมืองมากเกินไป ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่มีความซับซ้อน

ประธานวิปรัฐบาล ระบุว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องที่ค้างการพิจารณาและมีการพูดคุยกันมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน เนื่องจากทุกฝ่ายเห็นตรงกันถึงความจำเป็นเร่งด่วนของสถานการณ์ เพราะเป็นปัญหาที่ส่งผลโดยตรงต่อความปลอดภัย ความสงบของพื้นที่ และชีวิตของพี่น้องประชาชน จึงมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อให้สภานำเรื่องขึ้นมาพิจารณาโดยเร็ว

“เมื่อมีเรื่องเร่งด่วน สภาก็ควรให้พื้นที่เพื่อหาทางออก ก่อนจะมีการลงมติ มีการถกเถียงกันหลายชั่วโมง โดยฝ่ายค้านเห็นว่าควรพิจารณารายงานของ กกต. ตามระเบียบวาระก่อน แล้วจึงเข้าสู่ปัญหาชายแดนใต้ ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า ปัญหาชายแดนใต้ถูกเลื่อนการพิจารณามาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน จึงควรนำขึ้นมาพิจารณาก่อน แล้วค่อยเข้าสู่วาระรายงานของ กกต.” นายกรวีร์ กล่าว

นายกรวีร์ กล่าวว่า เรื่องมีเพียงเท่านี้ ไม่มีอะไรสลับซับซ้อน และข้อเท็จจริงที่ต้องทำความเข้าใจคือ การจัดลำดับให้ญัตติปัญหาชายแดนใต้ขึ้นมาพิจารณาก่อน ไม่ได้ทำให้รายงาน กกต. ตกไปจากระเบียบวาระ ไม่ได้ปิดกั้นการอภิปราย และไม่ได้ทำให้สมาชิกคนใดหมดสิทธิตั้งคำถาม
ทั้งนี้ รายงานประจำปีของ กกต. ยังคงอยู่ในระเบียบวาระของสภา โดยฝ่ายรัฐบาลพร้อมเข้าสู่การพิจารณา และเปิดโอกาสให้สมาชิกอภิปราย ตรวจสอบ และตั้งคำถามได้อย่างเต็มที่ตามข้อบังคับ

นายกรวีร์ กล่าวต่อว่า การรับทราบรายงานประจำปีของ กกต. เป็นการพิจารณาและตรวจสอบการทำงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และไม่ใช่การพิจารณาการทำงานของฝ่ายบริหาร แต่เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปราย ซักถาม และแสดงความคิดเห็นต่อการทำงานของหน่วยงาน

“รัฐบาลจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ กกต. สภาเปิดพื้นที่ให้ทำได้เต็มที่ตามข้อบังคับอยู่แล้ว ไม่มีใครห้าม และไม่ใช่เฉพาะฝ่ายค้านที่อยากจะอภิปราย สมาชิกจากทุกพรรคการเมืองก็มีสิทธิตั้งคำถามต่อการทำงานของ กกต. ได้“ นายกรวีร์ กล่าว

นายกรวีร์ ระบุอีกว่า ฝ่ายรัฐบาลเองก็มีประเด็นที่ต้องการซักถามและต้องการคำตอบจาก กกต. เช่นกัน เพราะหลักการสำคัญคือ ทุกองค์กรต้องถูกตรวจสอบโดยสภา รวมถึง กกต. และองค์กรอิสระอื่น ๆ

นายกรวีร์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นคือการนำปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ ซึ่งเป็นสถานการณ์เร่งด่วนและกระทบต่อชีวิตประชาชน ไปสร้างวาทกรรมว่าเป็นแผนปิดปากหรือหลีกเลี่ยงประเด็นทางการเมือง

“การกระทำแบบนั้นต่างหาก ที่กำลังใช้ความทุกข์ร้อนของคนชายแดนใต้ ให้กลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง” นายกรวีร์ ระบุ

ฝ่ายค้าน, พี่น้องใต้

‘ศุภณัฐ’ เปิดหนังสือปี 67 เคยเสนอ ‘อนุทิน’ จัดระเบียบคุมดาด้าเซ็นเตอร์  

5 กันยายน 2569 เวลา 16:53 น.

‘แบงค์ ศุภณัฐ’ เปิดหนังสือปี 67 เสนอจัดระเบียบ Data Center ตั้งแต่ 2 ปีก่อน ทั้งผังเมือง-ควบคุมอาคาร-EIA แต่ ‘อนุทิน’ กลับปล่อยเกียร์ว่าง

วันที่ 5 กันยายน 2569 นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส. กรุงเทพมหานคร เขต 9 พรรคประชาชน เปิดเผยหนังสือราชการลงวันที่ 3 ตุลาคม 2567 ที่เคยส่งถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้น เพื่อเตือนถึงผลกระทบจากการเติบโตของศูนย์ข้อมูล (Data Center) พร้อมยื่นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้เร่งวางกติกาและจัดระเบียบกฎหมายรองรับไว้ล่วงหน้า แต่ผ่านมากว่า 2 ปี กลับไม่มีความคืบหน้าหรือการดำเนินการใดๆ จากภาครัฐ จนกระทั่งเกิดปัญหาและกระแสสังคม รัฐบาลจึงเริ่มหันมาขยับตัวในลักษณะ ‘วัวหายแล้วล้อมคอก’

นายศุภณัฐ ระบุว่า ข้อเสนอที่เคยยื่นต่อกระทรวงมหาดไทยเมื่อ 2 ปีก่อน ครอบคลุมการแก้ไขกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ เพื่อให้การเติบโตของ Data Center ไม่สร้างผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย:

1. กฎหมายควบคุมอาคาร: กำหนดนิยามของอาคาร Data Center ให้ชัดเจน วางมาตรฐานความปลอดภัยโดยเฉพาะระบบจัดเก็บเชื้อเพลิงหรือน้ำมันสำรอง และปรับปรุงข้อกำหนดเรื่องที่จอดรถให้สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานจริง

2. กฎหมายผังเมือง: ระบุประเภทอาคาร Data Center ลงในกฎหมายผังเมืองให้ชัดเจน พร้อมกำหนดพื้นที่จัดวาง (Zoning) ที่เหมาะสม ไม่ให้รบกวนพื้นที่อยู่อาศัยของประชาชน

3. กฎหมายสิ่งแวดล้อม (EIA): ออกหลักเกณฑ์บังคับให้การก่อสร้าง Data Center ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามขนาดและระดับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

นายศุภณัฐ ย้ำว่า แม้จะยินดีที่ในที่สุดข้อเสนอเหล่านี้เริ่มได้รับความสนใจจากภาครัฐ แต่น่าเสียดายหากอนุทิน ในฐานะ รมว.มหาดไทยขณะนั้น ดำเนินการตามข้อเสนอตั้งแต่แรก ปัญหาและความสับสนในปัจจุบันก็คงไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ นายศุภณัฐ ยืนยันว่าไม่ได้ขัดขวางการลงทุน Data Center แต่อยากเห็นประเทศไทย ‘เปิดรับการลงทุนอย่างมีกติกา’ ซึ่งการมีกฎหมายที่ชัดเจนจะส่งผลดีแบบ Win-Win ต่อทุกฝ่าย

“การมีกติกาที่ชัดเจน ประชาชนจะมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชน ขณะที่นักลงทุนเองก็จะรู้กรอบเกณฑ์ตั้งแต่ต้นว่าสามารถสร้างที่ไหนได้บ้าง ต้องผ่านเกณฑ์มาตรฐานอะไร โดยไม่ต้องอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ไม่ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะ และไม่ต้องเสี่ยงกับการถูกใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาร้องเรียนหรือตบทรัพย์ในภายหลัง” นายศุภณัฐ กล่าวทิ้งท้าย

Data Center, ดาด้าเซ็นเตอร์, พรรคประชาชน, ศุภณัฐ มีนชัยนันท์

การดี กาง 3 ปมร้อนขยี้ TH-AI Passport หลังเปิดใช้งาน 5 วัน ห่วงโมเดลฟรี ‘ล้าหลัง-โควตาน้อย’ หวั่นติดกับดักภาวะ ‘โx่ฉับพลัน’

5 กันยายน 2569 เวลา 15:33 น.

 ’การดี‘ กาง3ปมร้อนขยี้ ‘TH AI Passport’ ต่อเนื่อง หลังเปิดใช้งาน 5 วัน ห่วงโมเดลฟรี ‘ล้าหลัง-โควตาน้อย’ เกิดภาวะ ‘โง่ฉับพลัน’ หวั่นทำทักษะถดถอย บี้รัฐแจงธรรมาภิบาลข้อมูล กลัวถูกใช้สร้างอคติ-เอื้อประโยชน์คนบางกลุ่ม
 
วันที่ 5 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ ปชป.นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงการติดตามโครงการ TH AI Passport หลังเปิดใช้งานมาแล้ว 5 วัน โดยระบุว่า จากการจัดกิจกรรมทดสอบระบบร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ พบประเด็นที่น่ากังวลหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องประสิทธิภาพของโมเดล การบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคล และความคุ้มค่าของโครงการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า โมเดล AI ฟรีที่ให้ใช้งานบนแพลตฟอร์มยังมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอ เมื่อเทียบกับโมเดลฟรีในตลาด และมีข้อจำกัดด้านจำนวนคำสั่งที่ใช้งานได้ต่อวัน และมองว่า หากเป้าหมายของโครงการคือการพัฒนาทักษะดิจิทัล เพิ่มผลิตภาพ และช่วยเหลือ SMEs ก็ควรแบ่งกลุ่มผู้ใช้งานให้ชัดเจนว่า นักเรียน ครู ข้าราชการ SMEs และสตาร์ทอัป ต้องการใช้ AI เพื่ออะไร พร้อมแสดงความกังวลว่า หากนำโมเดลที่ยังไม่ฉลาดเพียงพอไปให้ประชาชนใช้อย่างแพร่หลาย อาจเกิดผลตรงกันข้าม จากที่ควรช่วยเพิ่มทักษะ กลับทำให้ผู้ใช้พึ่งพาคำตอบที่ผิดหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ทักษะถดถอย” หรือ “โง่ฉับพลัน”

ส่วนอีกประเด็นสำคัญคือ ธรรมาภิบาลข้อมูล โดย นางการดี กล่าวว่า ได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้มาตั้งแต่วันแรกที่โครงการเปิดตัว เพราะใน TOR มีการระบุถึงความสามารถในการรายงานและวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งาน รวมถึงแนวโน้มของผู้ใช้ทั้งในระดับรายบุคคลและรายกลุ่ม พร้อมมองว่า ข้อมูลถือเป็นทรัพยากรที่มีค่าที่สุดในโลกเทคโนโลยี ขณะที่ความเป็นส่วนตัวเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง จึงต้องการให้หน่วยงานรัฐชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อมูลที่ผู้ใช้งานส่งเข้าสู่ระบบจะถูกเก็บ ใช้ วิเคราะห์ และนำไปประโยชน์อย่างไร นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงกรณีการปิดกั้นคำสั่งบางประเภท รวมถึงความเป็นไปได้ในการเชื่อมโยงข้อมูลกลับมายังตัวบุคคล จึงเรียกร้องให้รัฐสร้างความมั่นใจว่า ข้อมูลประชาชนจะไม่ถูกนำไปใช้เพื่อสร้างอคติ หรือเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

นางการดี กล่าวต่อว่า ยังตั้งคำถามถึงแนวทางการพัฒนา National LLM หลังเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) เคยระบุว่า หากไม่มีโครงการ TH AI Passport จะไม่สามารถสร้างโมเดลภาษาขนาดใหญ่ของประเทศได้จึงต้องการทราบว่า รัฐมีแผนพัฒนา National LLM อย่างไร และเหตุใดรายละเอียดดังกล่าวจึงไม่ปรากฏอย่างชัดเจนใน TOR พร้อมตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงความเสี่ยงเรื่อง Vendor Lock-in หลังมีผู้ลงทะเบียนใช้งานจำนวนมาก โดยไม่ได้กล่าวหาว่ามีการล็อกสเปก แต่ขอให้สังคมจับตา TOR ในอนาคตที่เกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะกรณีบริษัทผู้รับจ้างมีข้อมูลประชาชนจำนวนหลายล้านคน เพราะอาจทำให้เกิดข้อได้เปรียบในการประมูลครั้งต่อไป

สำหรับตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ นางการดี ระบุว่า จำนวนผู้ลงทะเบียนไม่ควรเป็นตัวชี้วัดหลักเพียงอย่างเดียว เพราะตัวเลข 5 ล้านคนเป็นเพียงตัวชี้วัดด้านการเข้าถึงหรือการตลาด แต่สิ่งที่รัฐต้องตอบให้ได้คือ ประเทศไทยได้อะไรจากโครงการนี้ และทักษะ AI ของประชาชนเพิ่มขึ้นเท่าไร โดยเรียกร้องให้ สดช.กำหนดตัวชี้วัดที่จับต้องได้ เช่น อัตราการเข้าถึง AI ที่เพิ่มขึ้น หรือผลลัพธ์ด้านทักษะของประชาชนแต่ละกลุ่ม พร้อมเปิดเผยกลไกธรรมาภิบาลและจัดทำแดชบอร์ดแสดงผลความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของ คณะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 8 กันยายน 2569


 
ขณะเสียงวิจารณ์ว่าการใช้งานจริงของประชาชนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ทั้งเรื่องความฉลาดของระบบและข้อมูลผิดเพี้ยน นางการดี ระบุว่า สาเหตุหนึ่งมาจากการใช้โมเดลรุ่นเก่า และเห็นว่า หากรัฐลงทุนกับระบบที่คุณภาพไม่สามารถแข่งขันกับโมเดลที่มีอยู่ในตลาดได้ ก็ต้องตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ เพราะเป็นเงินภาษีของประชาชน
 
ส่วนกรณีที่นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ระบุว่า ผู้ใช้อาจนำ AI ไปใช้งานผิดประเภท นางการดีกล่าวว่า จากการทดลองสร้างบัญชีใหม่และใช้คำสั่งเดียวกับบัญชีเดิม กลับพบว่าคำตอบมีความแตกต่างกันมาก จึงยังมีข้อสงสัยเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของระบบ ขณะที่หลักสูตรออนไลน์ภายในแพลตฟอร์มว่า แม้จะมีเนื้อหาหลากหลาย แต่ควรระมัดระวังเรื่องคุณภาพ และมาตรฐานของระบบ ขณะที่หลักสูตรออนไลน์ภายในแพลตฟอร์มว่า แม้จะมีเนื้อหาหลากหลาย แต่ควรระมัดระวังเรื่องคุณภาพ เพราะบางส่วนมีลักษณะคล้ายคลิปประชาสัมพันธ์หรือ “อวยโครงการ” มากกว่าการสอนทักษะ AI ระดับสูง โดยได้ทดลองเรียนประมาณ 3-4 คลิปแล้วพบว่า เนื้อหาหลายส่วนสามารถหาได้ทั่วไป และยังไม่เห็นความพยายามในการนำเสนอทักษะ AI ระดับ Advanced ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพผู้ใช้งานอย่างแท้จริง

THAI Passport, การดี เลียวไพโรจน์, ประชาธิปัตย์, พรรคประชาธิปัตย์

เด็ก ภท. ซัด ‘ศิริกัญญา-พรรคส้ม’ ดิ้นพล่าน กลัวรัฐบาลโชว์ผลงานผ่านรายการ‘ครม.พบประชาชน’

5 กันยายน 2569 เวลา 15:21 น.

’สส.ภูมิใจไทย‘ ออกโรงซัดกลับ ‘ศิริกัญญา-พรรคส้ม’ ดิ้นพล่าน กลัวรัฐบาลโชว์ผลงานผ่านรายการ ‘ครม.พบประชาชน’ หยันดีแต่สร้างวาทกรรม ‘ปั้นน้ำเป็นตัว’ กะกลบวิบากกรรมคนในจ่อโดนเชือด

วันที่ 5 กันยายน 2569 นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี พรรคภูมิใจไทย และประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาวิจารณ์รายการ “ครม. พบประชาชน” เป็นเพราะรัฐบาลได้รับความนิยมลดลงว่า เป็นอาการดิ้นพล่านด้วยความหวาดกลัวของคนพรรคประชาชน เนื่องจากรัฐบาลกำลังเดินหน้าทำงานอย่างจริงจัง ทั้งการปราบปรามการทุจริต การกวาดล้างนอมินีต่างชาติ เรื่องสีเทา ยาเสพติด และ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ออกมาโชว์ผลงานเป็นรูปธรรม สวนทางกับพรรคประชาชนที่ไม่มีผลงานชิ้นโบว์แดง นอกจากพฤติกรรมแบบเด็กเลี้ยงแกะ ปั้นน้ำเป็นตัวสร้างวาทกรรมปลุกปั่นกระแสไปวันๆ จนประชาชนเอียนและเบื่อหน่ายเต็มที

นายวัชรพงศ์ กล่าวต่อว่า การออกมาดิสเครดิตรัฐบาลจึงเป็นเพียงเกมเบี่ยงเบนความสนใจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องฮั้ว สว. ที่ไม่มีหลักฐานไปถึงแกนนำพรรค แถมยังมีการนำสำนวนที่ได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายไปใช้ จนถูกฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาต่างๆ และเสี่ยงต้องรับโทษจำคุกในอนาคต รวมไปถึงวิบากกรรมของคนในพรรคที่กำลังจ่อโดนดำเนินคดีเป็นรายคน ผ่านกระบวนการตรวจสอบ ไม่ว่าจะเป็นคดีฟอร์เร็กซ์ ที่สส.ในพรรค กำลังถูก กรมสอบสวนคดีพิเศษจ่อส่งสำนวนฟ้องอัยการในเดือนกันยายนนี้ และคดีนอมินีทุนต่างชาติของ สส.เขต ที่มีกำหนดเข้ารับทราบข้อกล่าวหาและชี้แจงในวันที่ 7 กันยายนนี้

“วิบากกรรมเหล่านี้กำลังทำลายภาพลักษณ์ของพรรคที่อ้างเป็นของคนรุ่นใหม่ และ ทำงานการเมืองสร้างสรรค์ และพยายามบอกว่าพรรคมีแต่คนซื่อสัตย์สุจริต เป็นจุดขาย แต่สุดท้ายไม่ได้เป็นเช่นนั้นจนหมดสิ้นความน่าเชื่อถือ” นายวัชรพงศ์ กล่าว

พรรคส้ม, ภูมิใจไทย, วัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ, ศิริกัญญา

‘อนุทิน’ ลั่นถ้ามีหลักฐาน ใครเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น ยื่นป.ป.ช.สอบได้เลย ยันใครโกงโดนหมด

5 กันยายน 2569 เวลา 15:03 น.

“อนุทิน”ลั่นถ้ามีหลักฐานใครเอี่ยวทุจริตสอบท้องถิ่น ยื่นป.ป.ช.สอบได้เลย หลังลือสะพัดผู้ถูกกล่าวหาซัดทอด รมต.เกี่ยวข้อง เพื่อความสบายใจไม่มีอิทธิพล-คำสั่งใดๆ จากฝั่งการเมืองแน่นอน ยันใครโกงโดนหมด

เมื่อเวลา 10.50 น. วันที่ 5 กันยายน 2569 ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) ตำบลท่านัด อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการทุจริตสอบท้องถิ่นที่มีกระแสข่าวออกมาว่าอาจจะมีคนในรัฐบาลเกี่ยวข้อง โดยนายกฯ ได้ย้อนถามว่า “มันมีข่าวเหรอ มันต้องมีหลักฐานหรือต้องมีสิ่งที่พิสูจน์ได้ ถ้าไปบอกว่ามีข่าวว่า หรือมีกระแสข่าวว่า คนโน้นว่าที คนนี้ว่าที มันตอบไม่ได้ ก็ไม่รู้จะตอบอะไร ผมไม่ได้ข่าวนี้”

เมื่อถามว่า มีรายงานข่าวว่าคนที่โดนจับก่อนหน้านี้มีการยื่นหลักฐานระบุว่า มีความเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบัน นายอนุทิน กล่าวว่า “ถ้าเกี่ยวก็โดนหมด ยื่นมาเยอะๆ ก็ดี ตนขอประชาสัมพันธ์ตรงนี้เลยว่าคนที่ทำเรื่องนี้คือคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดังนั้นไปยื่นที่ ป.ป.ช. เลย จะได้สบายใจว่าไม่มีอิทธิพลหรือคำสั่งใด ๆ จากฝั่งการเมืองอย่างแน่นอน แม้กระทั่งฝั่งบริหารหรือรัฐบาล ตอนนี้ ป.ป.ช. ทำเรื่องอยู่แล้ว ถ้าใครเห็นว่ามีความไม่เป็นธรรม มีหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า มีการทุจริตไม่ว่าระดับไหน ขอให้นำหลักฐานไปยื่นกับ ป.ป.ช. ได้เลย ไม่ว่าเป็นหลักฐานจริงหรือหลักฐานเท็จ ป.ป.ช. เขาก็มีวิธีการพิสูจน์ นี่คือวิธีการที่จะทำให้ความจริงทั้งหมดปรากฎ

นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า ในส่วนของรัฐบาลเราได้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ทำให้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีส่วนได้ส่วนเสียออกจากตำแหน่งที่จะบริหารจัดการอะไรได้ในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นแล้ว ต่างคนต่างทำงาน”

เมื่อถามย้ำว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีความเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรี นายกฯ กล่าวว่า “ไหนหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ต้องเป็นหลักฐานที่ประจักษ์ชัด แต่ถ้าเป็นหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าก็ส่งไปที่ศูนย์ดำรงธรรมกระทรวงมหาดไทย หรือศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ทำเนียบรัฐบาล แต่ถ้าดีที่สุดขณะนี้ ป.ป.ช. รับเรื่องในการที่จะสอบสวนสืบสวนดำเนินคดีในเรื่องการทุจริตสอบท้องถิ่น ก็เอาหลักฐานจากอันควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อ เอาไปส่งมอบให้ ป.ป.ช. จะได้เป็นหลักฐานที่เขานำไปดำเนินการต่อได้ ถ้าเป็นหลักฐานที่เชื่อได้ ก็นำมาเป็นส่วนดำเนินคดีได้“

อนุทิน ชาญวีรกูล, โกงสอบท้องถิ่น

‘ชัยวุฒิ’ เตือน สส.ส้ม อย่าปั่นดราม่า ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ หวั่นนักลงทุนหนี ทำเศรษฐกิจพัง

5 กันยายน 2569 เวลา 14:49 น.

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

เมื่อวันที่ 5 ก.ย.นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนักการเมืองบางกลุ่มสร้างคอนเทนต์โจมตีโครงการ “ดาต้าเซ็นเตอร์” (Data Center) ว่า ดาต้าเซ็นเตอร์คือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทย เพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ และรองรับเทคโนโลยีสมัยใหม่ ซึ่งในอดีตข้อมูลของไทยมักถูกเก็บไว้ในต่างประเทศ ขาดทั้งประสิทธิภาพและความปลอดภัย ซึ่งในสมัยรัฐบาลที่ผ่านมา ตนได้พยายามผลักดันและดึงดูดการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลก อาทิ Microsoft, Apple, AWS (Amazon) และ Alibaba ให้เข้ามาสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองไทย เพื่อวางรากฐานด้านข้อมูลให้ครอบคลุมทั้งภาครัฐและเอกชน

“ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นหัวใจสำคัญ เป็นสิ่งที่ต้องมีในประเทศไทยเรา เพราะวันนี้เศรษฐกิจดิจิทัล ขยายการเติบโตเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน จึงต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งก็คือดาต้าเซ็นเตอร์ด้านเก็บข้อมูล สมัยก่อนมีเก็บข้อมูลในต่างประเทศบ้าง ซึ่งไม่มีความปลอดภัย และไม่มีประสิทธิภาพ ​ตอนรัฐบาลลุงตู่ ผมเป็นรัฐมนตรีอยู่ ก็พยายามส่งเสริมให้มา
สร้างดาต้าเซ็นเตอร์ในเมืองไทย เพื่อเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลในประเทศซึ่งก็ทำมาอย่างดีโดยตลอด” นายชัยวุฒิ กล่าว

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่นักการเมืองบางคนออกมาคัดค้านโครงการนี้ และนำเรื่องนี้ไปสร้างเป็นคอนเทนต์ดราม่า จนทำให้ภาพลักษณ์ของดาต้าเซ็นเตอร์ดูเป็นเรื่องไม่ดี โดยเฉพาะการหยิบยกประเด็นผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการใช้เครื่องปั่นไฟและน้ำมันดีเซลสำรองในกรณีฉุกเฉินหรือไฟดับ

​”เรื่องเครื่องปั่นไฟสำรอง เป็นคนละเรื่องกับดาต้าเซ็นเตอร์ การกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมมีหน่วยงานอย่างกระทรวงพลังงาน และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดูแลตามกฎหมายอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว อย่าเอามาปนกัน การออกข่าวว่าจะชะลอการก่อสร้างถือเป็นการสร้างปัญหาให้ผู้ประกอบการ หากนักลงทุนเปลี่ยนใจหนีไปประเทศอื่น ประเทศไทยจะลำบาก” หัวหน้าพรรครักชาติ กล่าว

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

นายชัยวุฒิ ยังกล่าวถึงความจำเป็นด้านความมั่นคงและประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ โดยระบุว่าข้อมูลบางอย่างเป็นข้อมูลลับและความมั่นคงที่ต้องเก็บไว้ในประเทศ เพื่อให้สามารถประมวลผลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ระบบคลาวด์ (Cloud) ที่เกิดจากดาต้าเซ็นเตอร์ ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับบริการภาครัฐ อย่างเช่น “ระบบคลาวด์กลางด้านสาธารณสุข” ที่เชื่อมโยงข้อมูลประวัติการรักษา ทำให้ประชาชนสามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลใดก็ได้โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่

​”วันนี้เราใช้ข้อมูล ใช้ AI มีการคำนวณต่าง ๆ มากมาย ถ้าไม่มีดาต้าเซ็นเตอร์ เศรษฐกิจพังแน่ การแข่งขันในด้านต่าง ๆ ดาต้าคือสิ่งสำคัญที่สุด เราจึงต้องช่วยกันสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย” นายชัยวุฒิ กล่าว

ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์

datacenter, ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์, ดาต้าเซ็นเตอร์, นักลงทุน, เศรษฐกิจ

วัชระพล ลงพื้นที่นครพนม ดันบริหารจัดการน้ำเชื่อมท่องเที่ยวชุมชน พร้อมเร่งจัดสรรที่ดินทำกิน ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร

6 กันยายน 2569 เวลา 11:34 น.

6 กันยายน 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการและรับฟังแนวทางการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงแนวทางการพัฒนาที่ดินทำกิน ณ ที่ว่าการอำเภอวังยาง ตำบลวังยาง จังหวัดนครพนม โดยกล่าวว่าการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริงในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ ด้านที่ดินทำกิน และด้านปัจจัยการผลิต ซึ่งเป้าหมายหลักที่กระทรวงเกษตรฯ ต้องเร่งรัดดำเนินการคือ การยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ที่มั่นคง และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรในด้านต่างๆ

อย่างไรก็ตาม นอกจากการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มศักยภาพภาคการผลิตแล้วนั้น กระทรวงเกษตรฯ ยังมุ่งต่อยอดการบริหารจัดการน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมอบหมายให้กรมชลประทานเตรียมพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำพื้นที่หนองกุด อำเภอวังยาง และหนองสังข์ อำเภอนาแก สู่แหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวิถีชุมชน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและกระจายรายได้สู่ท้องถิ่นด้วย

นายวัชระพล บอกด้วยว่าสำหรับแนวทางการพัฒนาที่ดินทำกินจังหวัดนครพนม กระทรวงเกษตรฯ โดยสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้เร่งรัดดำเนินการปรับปรุงแนวเขตที่ดินให้มีความชัดเจนและผลักดันการยกระดับโฉนดเพื่อการเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาชีพและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุนในการพัฒนาอาชีพ ซึ่งปัจจุบัน ส.ป.ก. นครพนม ได้ประกาศเขตปฏิรูปที่ดินครอบคลุมพื้นที่ 11 อำเภอ 39 ตำบล รวมเนื้อที่ดำเนินการปฏิรูปที่ดินกว่า 335,480 ไร่ และสร้างประโยชน์ในการทำกินให้แก่เกษตรกรในจังหวัดไปแล้วถึง 24,503 ราย

วัชระพล ขาวขำ,กระทรวงเกษตรและสหกรณ์,นครพนม,บริหารจัดการน้ำ,ท่องเที่ยวชุมชน,ที่ดินทำกิน,เกษตรกร,

สจล. เปิดเวทีนานาชาติ  ริเริ่มการลงนามปฏิญญาสากล ว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เป็นครั้งแรก และ ดัน เกษตรอินทรีย์ยุคใหม่และการรับรองเกษตรอินทรีย์

5 กันยายน 2569 เวลา 16:23 น.

สจล. เปิดเวทีนานาชาติ ริเริ่มการลงนามปฏิญญาสากล ว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เป็นครั้งแรก และ ดัน “เกษตรอินทรีย์ยุคใหม่และการรับรองเกษตรอินทรีย์” เชื่อมงานวิจัยสู่แปลงเกษตรและตลาดโลก

ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง เดินหน้าส่งเสริมลดและหยุดใช้สารเคมีและสารพิษทางการเกษตรต่อเนื่อง 30 ปี เผยแพร่องค์ความรู้แล้วไม่น้อยกว่า 29 ประเทศ ขณะที่ 16 ประเทศร่วมลงนามปฏิญญาสากลว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ เป็นครั้งแรก

 4 กันยายน 2569 สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง หรือ สจล. เปิดเวทีนานาชาติภายใต้แนวคิด FROM LAB TO LIFE ในงาน “ลาดกระบังนิทรรศน์ 2569” ระหว่างวันที่ 1–6 กันยายน 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างความร่วมมือด้านเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ โดยวันที่ 4 กันยายน มีเวทีเสวนาระดับนานาชาติเรื่อง “นวัตกรรมเกษตรอินทรีย์และการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่” พร้อมกิจกรรมร่วมลงนามใน “ปฏิญญาสากลว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่” โดยมีประเทศเข้าร่วมลงนามในครั้งนี้ 15 ประเทศ และคาดว่าจะมีประเทศเข้าร่วมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

การขับเคลื่อนครั้งนี้มี ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง เป็นหนึ่งในผู้นำและเป็นบุคคลสำคัญที่ทำงานด้านการส่งเสริมการลดหรือหยุดการใช้สารเคมีและลดสารพิษทางการเกษตรมาอย่างต่อเนื่อง โดยตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ศ.ดร.เกษมได้รับเชิญจากหลายประเทศให้เดินทางไปเผยแพร่ความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และส่งเสริมแนวทางการลดหรือหยุดการพึ่งพาสารเคมีในการเกษตรอย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือนมาจนถึงปัจจุบัน

จากการดำเนินงานดังกล่าว ศ.ดร.เกษมมีส่วนร่วมและเผยแพร่ผลงานในต่างประเทศแล้ว ไม่น้อยกว่า 29 ประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงการสะสมองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเครือข่ายความร่วมมือด้านการเกษตรที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน

แนวทางการทำงานดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงการลดหรือหยุดการใช้สารเคมีในภาคเกษตร แต่ให้ความสำคัญกับการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยสร้างระบบการผลิตที่มีความปลอดภัย สามารถตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคและตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับอาหารปลอดภัยและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ เกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ คือการใช้วิทยาศาสตร์จุลินทรีย์เข้ามาช่วยจัดการปัญหาในระบบการผลิต โดยใช้จุลินทรีย์ที่ผ่านการคัดเลือกและศึกษาคุณสมบัติเฉพาะทาง เพื่อจัดการปัญหาของดินและพืชในประเด็นที่กำหนด ลดการพึ่งพาการใช้สารเคมี และเปิดทางสู่ระบบการผลิตที่ปลอดภัยและยั่งยืนมากขึ้น

องค์ความรู้ดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการประยุกต์ใช้จุลินทรีย์ในการจัดการปัญหาที่มีความซับซ้อน เช่น การเปลี่ยนรูปและจัดการโลหะหนักในระบบการเกษตร ได้แก่ ปรอท แคดเมียม สารหนู ตะกั่ว และโครเมียม ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับคุณภาพของดิน น้ำ และความปลอดภัยของผลผลิต

สจล. หนุน RIMOA เชื่อมงานวิจัยกับการเกษตรยุคใหม่

อีกองค์ประกอบสำคัญของการขับเคลื่อนคือ สถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล. หรือ RIMOA ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. ในการจัดตั้งและพัฒนาให้เป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการวิจัยและต่อยอดองค์ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ ภายใต้การนำของ ศ ดร เกษม สร้อยทอง ผู้อำนวยการ สถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ สจล.

RIMOA ทำหน้าที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยกับการประยุกต์ใช้จริง โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีจุลินทรีย์ นวัตกรรมการผลิต การตรวจสอบคุณภาพ ตลอดจนการพัฒนาระบบที่สามารถตอบโจทย์เกษตรกรและภาคธุรกิจ

ขณะเดียวกัน มูลนิธิรักษ์ดินรักษ์น้ำ หรือ EarthSafe เข้ามามีบทบาทเชื่อมโยงกับ สจล. และ RIMOA ในการรับรองแปลงเกษตรและผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรภายใต้มาตรฐานการรับรองเกษตรอินทรีย์ของ สมาคมเทคโนโลยีเกษตรแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ AATSEA ซึ่งมี ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง เป็นนายกสมาคม และทำหน้าที่เป็นหน่วยงานสำคัญในการเชื่อมโยงการรับรองเกษตรอินทรีย์ กับเครือข่ายนานาประเทศ

การทำงานร่วมกันของ สจล. RIMOA AATSEA EarthSafe นักวิจัยจากหลายประเทศ รวมถึงเกษตรกรและผู้ประกอบการที่นำองค์ความรู้ไปลงมือทำจริง กำลังพัฒนาเป็นเครือข่ายความร่วมมือที่มีความเข้มแข็งมากขึ้น และเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ในระดับนานาชาติ

4KINGS ผลงานวิจัยที่เดินทางถึงมือเกษตรกร

หนึ่งในผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดจากการนำองค์ความรู้ด้านจุลินทรีย์มาพัฒนาต่อยอด คือ 4KINGS ซึ่งเกิดขึ้นจากงานวิจัยและนวัตกรรมด้านจุลินทรีย์ทางการเกษตร ของศ.ดร.เกษม สร้อยทอง และได้รับการพัฒนาต่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้จริงในภาคเกษตร
4KINGS จึงเป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์ แต่เป็นตัวอย่างของความพยายามในการนำงานวิจัยออกจากห้องปฏิบัติการและพัฒนาให้เกิดการใช้งานจริงในระดับเกษตรกร

การต่อยอดในเชิงธุรกิจดำเนินผ่าน บริษัท เค-วัน ลาดกระบัง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยลาดกระบังโฮลดิ้งและนักวิจัย ทำหน้าที่สนับสนุนการนำผลงานวิจัยไปพัฒนาในรูปแบบธุรกิจ ขณะเดียวกันมีการทำงานร่วมกับ บริษัท ไอออน โฮลดิ้ง จำกัด ภาคเอกชนที่มีประสบการณ์และศักยภาพในการร่วมพัฒนางานวิจัยให้สามารถผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จริงและขยายการเข้าถึงไปยังเกษตรกรได้อย่างทั่วถึง
รูปแบบการทำงานดังกล่าวช่วยให้เกิดความต่อเนื่องระหว่างงานวิจัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การผลิต และการนำไปใช้จริงในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้นวัตกรรมที่เกิดจากงานวิจัยสามารถสร้างประโยชน์ให้กับเกษตรกรได้ในวงกว้าง

ความสำเร็จของ 4KINGS จึงไม่ได้สะท้อนเพียงความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของการสร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัย สถาบันการศึกษา และภาคเอกชน เพื่อเปลี่ยนองค์ความรู้ให้กลายเป็นนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง โดยมีแผนที่จะขยายการดำเนินงานและผลิตภัณฑ์ไปยังต่างประเทศต่อไป

15 ประเทศ จุดเริ่มต้นของความร่วมมือเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ ที่กำลังขยายตัว

เวทีที่ สจล. ในครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าการจัดเสวนาทางวิชาการ เพราะเป็นพื้นที่ที่นักวิจัย ผู้เชี่ยวชาญ เกษตรกร ผู้ประกอบการ และเครือข่ายจากหลายประเทศได้เข้ามาแลกเปลี่ยนแนวคิดและสร้างความร่วมมือร่วมกัน

14 ประเทศร่วมลงนามในปฏิญญาสากลว่าด้วยการขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความร่วมมือระหว่างประเทศ และยังเป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดโอกาสให้เครือข่ายขยายตัวต่อไปในอนาคต

สำหรับประเทศไทย ความร่วมมือดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ระบบอาหารของโลกกำลังเผชิญความท้าทายครั้งใหญ่ ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากร ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหาร และความต้องการอาหารที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้เพิ่มสูงขึ้น

เกษตรอินทรีย์ยุคใหม่จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลดหรือหยุดสารเคมี แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญของการออกแบบระบบเกษตรกรรมที่สามารถอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม ใช้วิทยาศาสตร์สร้างความปลอดภัย และเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของภาคการเกษตรในระยะยาว
การเดินหน้าของ ศ.ดร.เกษม สร้อยทอง ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา รวมถึงการสนับสนุนของ สจล. ผ่าน RIMOA การเชื่อมโยงของ AATSEA บทบาทของ EarthSafe และความร่วมมือของนักวิจัย เกษตรกร และภาคธุรกิจจากหลายประเทศ จึงกำลังกลายเป็นเครือข่ายที่มีศักยภาพในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของระบบเกษตรกรรมไทย

เป้าหมายในระยะยาวอาจไม่ได้อยู่เพียงการทำให้เกษตรกรลดหรือหยุดการใช้สารเคมี แต่คือการยกระดับประเทศไทยให้สามารถผลิตอาหารที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดโลก

จากงานวิจัยถึงแปลงเกษตร จากเกษตรกรถึงผู้บริโภค และจากประเทศไทยสู่ความร่วมมือระดับโลก

นี่คือทิศทางของ “เกษตรอินทรีย์ยุคใหม่” ที่กำลังถูกขับเคลื่อนอย่างจริงจัง และ 15 ประเทศที่ร่วมลงนามในครั้งนี้ จะ เป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ยุคใหม่ เป็นการปฏิวัตการเกษตร ที่กำลังขยายตัวต่อไปอีกในอนาคต

คุณแหน : 6 กันยายน 2569

6 กันยายน 2569 เวลา 13:45 น.

๐๐ มิตรสหายยินดีกับ อโรชา นันทมนตรี ได้แต่งตั้งเป็น รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป..๐๐
๐๐ วีรพงศ์ ฤทธิ์รอด ผวจ.ลพบุรี เป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารงานจังหวัดแบบบูรณาการ จ.ลพบุรี เดินหน้าวางแผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี ชู “เกษตรมูลค่าสูง-ท่องเที่ยวสร้างสรรค์” ควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม และยกระดับคุณภาพชีวิตของ ปชช.ทุกกลุ่มอย่างยั่งยืน..๐๐

๐๐ บุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ เป็นประธานพิธีร่วมลงนาม MOU “โครงการความร่วมมือการอนุรักษ์นกกระเรียนพันธุ์ไทยและการพัฒนามาตรฐานข้าวยั่งยืน” ระหว่าง องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (อสส.) และ บจ.ซี.พี.อินเตอร์เทรด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายข้าวตราฉัตร ณ ศูนย์เรียนรู้พื้นที่ชุ่มน้ำและนกกระเรียนพันธุ์ไทย จ.บุรีรัมย์ โดยมี พรทิวา ตนะพงษ์ และ จงกลนี แก้วสด ร่วมพิธี..๐๐

๐๐ ศ.กิตติคุณ นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ ได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น กรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิของ ม.สงขลานครินทร์..๐๐

๐๐ข่าวสุดยินดีของ ดร.สมชาย-ดร.กฤตภัค หัชลีฬหา ที่บุตรชาย ดร.ฐัช หัชลิฬหา จะฉลองมงคลสมรสกับ ฐิติภัทร สินบริสุทธิ์ บุตรี สมชาย-มัลลิกา สินบริสุทธิ์ 18 ต.ค. เวลา 12.00 น. ณ ห้องนภาลัย แกรนด์ บอลรูม รร.ดุสิตธานี กรุงเทพฯ..๐๐

๐๐ ดร.ธำรงเกียรติ อุทัยสาง นายกสมาคมศิษย์เก่าคณะวิศวกรรมฯ ม.มหิดล จัดงานงานโบว์ลิ่งการกุศล โดยมี รศ.ดร.สิทธิวัฒน์ เลิศศิริ และ รศ.ดร.ธนภัทร์ วานิชานนท์ ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด บรรยากาศเต็มไปด้วยความคึกคักสนุกสนานของศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบัน รุ่นที่ 1–37 และพิเศษสุดที่พี่รุ่น 1 นภ พรชำนิ มาร่วมขับกล่อมสร้างสีสันและรอยยิ้มให้กับพี่น้อง EGMU ตลอดงาน..๐๐

๐๐ชาว Digital CEO#7 ยินดีกับ ไพโรจน์ ต้นศิริอนุสรณ์ ที่ บจ.เทคคอนส์บิส ได้รับรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 จัดโดย สสว…๐๐

๐๐พรรคพงษ์ อัคนิวรรณ บริจาคสมทบศูนย์โปรตอนสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ รพ.จุฬาลงกรณ์..๐๐

๐๐ วิลาสินี พุทธิการันต์ วันเกิดเช้าใส่บาตร ต้อนรับน้องๆมาอวยพรที่บ้าน บริจาคช่วยประสบภัยเนปาล แล้วเพื่อนๆจัดฉลองให้ที่ โปโลคลับ..๐๐

๐๐ อนุโมทนาบุญกับ ชลธิดา โพธิสมภรณ์ ที่ได้บริจาคเงินช่วยสนับสนุนการศึกษานักเรียนเด็กพิเศษของ รร.เด็กพิเศษคุณพ่อเรย์..๐๐

๐๐ 9 ก.ย.13.30 น.พิธีบูชาขอบพระคุณและพิธีปลงศพ สุภรณ์ คัมโพส-ตอร์โตชา มารดา แพตริเซีย มงคลวนิช โบสถ์มหาไถ่และเวลา 17.00 น. ฌาปนกิจ ณ เมรุหน้า วัดธาตุทอง..๐๐

๐๐สวด พิเชต สุนทรพิพิธ อดีตผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาคนแรก ศาลา 9 วัดมกุฎฯ 6-10 ก.ย.18.30 น. พระราชทานเพลิงศพ 12 ก.ย.17.00 น..จิตราภา สุนทรพิพิธ ภริยาผู้วายชนม์ แจ้งข่าวมา..๐๐

๐๐ เพื่อนๆยินดีกับ นวลศิริ วรเมธาวิวัฒน์ ที่ บจ.แอ็คเคาท์ติ้ง ทรานส์ฟอร์เมชั่น ได้รับรางวัลจรรยาบรรณดีเด่น หอการค้าไทย ประจำปี 2569 โดยมี ศ.เกียรติคุณ นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี ประธานในพิธี..๐๐

๐๐ ข่าวน่ายินดี กรุงเทพ คว้า อันดับ 1 เมืองที่มีสีสันยามค่ำคืนที่ดีที่สุด ของโลก ปี 2569 (Best Cities for Nightlife 2026) จากนิตยสาร Time Out โดยขยับขึ้นจากอันดับ 13 ในปีก่อนหน้า..๐๐

น้องใหม่

แคนนอน อาสาพาไปรู้เรื่องวิทย์ฯ นอกห้องเรียน ปีที่ 4 จุดประกายนักวิทย์รุ่นเยาว์ เปิดโลกผ่านประสบการณ์จริง

6 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

แคนนอน (Canon) เดินหน้าจัดโครงการ “แคนนอน อาสาพาไปรู้เรื่องวิทย์ฯ นอกห้องเรียน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 นำทีมผู้บริหารและพนักงานจิตอาสาแคนนอนจำนวน 20 คน พาน้องๆ นักเรียนและคณะครูจากโรงเรียนประถมศึกษา 3 แห่ง รวม 148 คน เดินทางไปเปิดโลกการเรียนรู้ ณ พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า และศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต ฟิวเจอเรียม ภายใต้องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี โดยแคนนอนดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมด เพื่อเพิ่มโอกาสการเรียนรู้นอกห้องเรียนแก่เด็กโรงเรียนห่างไกล เสริมสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนสนใจในวิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสู่การขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวหน้าในอนาคต

นายแอนดรูว์ โก๊ะ ประธานบริษัท และประธานกรรมการบริหาร บจก.แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) กล่าวว่า โรงเรียนที่ร่วมทัศนศึกษาครั้งนี้ประกอบด้วย โรงเรียนบ้านปลายคลอง 22 จังหวัดนครนายก โรงเรียนไผ่แถวอนุสรณ์ (บ้านสร้าง) จ.ปราจีนบุรี และโรงเรียนสันมะค่าบกน้อยสามัคคี จ.สระบุรี  โดยพนักงานจิตอาสาแคนนอน นำทุกคนเข้าชม พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า ที่รวบรวมเรื่องราววิวัฒนาการของโลกและสิ่งมีชีวิต ระบบนิเวศ ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพในแต่ละภูมิภาคของโลกและประเทศไทยมาจัดแสดงได้อย่างน่าสนใจ ต่อด้วยการนำชมศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต ฟิวเจอเรียม ที่เปิดมุมมองเรื่องเทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งอนาคตสุดว้าวผ่าน 7 นิทรรศการหลัก ซึ่งเน้นการชมนิทรรศการเชิงปฏิสัมพันธ์ (Interactive Learning) เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้ทดลองและเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ทั้งการจำลองสถานการณ์ให้น้องๆได้ทดลองควบคุมและสัมผัสเทคโนโลยีแห่งอนาคต อาทิ ระบบคมนาคม และเครื่องมือจัดการภัยพิบัติ การเรียนรู้เรื่องหุ่นยนต์และพลังงานผ่านเทคโนโลยีภาพเสมือนจริงและรูปแบบเกม ที่เปลี่ยนเนื้อหาซับซ้อนให้เข้าใจง่ายและสนุกสนาน รวมถึงชุดทดลองและแบบจำลองที่ให้เด็ก ๆ ลงมือเปิด-ปิดระบบด้วยตัวเอง ภายใต้การดูแลของทีมจิตอาสาแคนนอนซึ่งทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยนำชมโซนต่างๆ พร้อมชวนตั้งคำถาม กระตุ้นการคิดหาคำตอบ ทดลอง และสังเกตการณ์ไปพร้อมกับน้องๆอย่างใกล้ชิด เพื่อกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและเปลี่ยนการเที่ยวชมให้กลายเป็นการเรียนรู้ที่เปี่ยมความหมายและเสริมสร้างแรงบันดาลใจได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้โครงการ “แคนนอน อาสาพาไปรู้เรื่องวิทย์ฯ นอกห้องเรียน” ริเริ่มขึ้นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2566 เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กของรัฐ ซึ่งขาดแคลนทั้งทุนทรัพย์และอุปกรณ์การเรียนวิทยาศาสตร์ ทั้งโรงเรียนตั้งแต่ระดับชั้น ป.1 ถึง ป.6 ได้เดินทางทัศนศึกษาแบบไปเช้า-กลับเย็น ณ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ชั้นนำ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด ปัจจุบันมีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการแล้ว 12 แห่ง รวมนักเรียนและบุคลากรทางการศึกษาทั้งสิ้น 581 คน

และเพื่อส่งต่อโอกาสสำคัญนี้แก่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกลอื่นๆให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น แคนนอน จึงประกาศเปิดรับสมัครโรงเรียนรัฐบาลที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ “แคนนอน อาสาพาไปรู้เรื่องวิทย์ฯ นอกห้องเรียน” ครั้งต่อไป โดยโรงเรียนที่สนใจสามารถยื่นความประสงค์ขอรับการสนับสนุนการจัดทัศนศึกษาสำหรับนักเรียนได้ที่ฝ่ายสื่อสารองค์กร บจก.แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569

จุดประกาย, นักวิทย์รุ่นเยาว์, แคนนอน, แคนนอน อาสาพาไปรู้เรื่องวิทย์ฯ นอกห้องเรียน