ศาสตรา ตอก หมอสุภัทร อย่าค้านจนลืมประโยชน์บ้านเมือง หลังโวยปิดถนน 3 สายสงขลา ยันไม่ปิด

30 สิงหาคม 2569 เวลา 19:05 น.

ศาสตรา ตอก หมอสุภัทร อย่าค้านจนลืมประโยชน์บ้านเมือง หลังโวยปิดถนน 3 สายสงขลา รับนายกฯ นำทัพครม.สัญจร ยันไม่มีปิดถนน ขณะที่ก่อนหน้านี้ สภ.เมืองสงขลา แจ้งปิดถนน ก่อนกลับลำยกเลิก ชาวเน็ตงง สรุปเอาไง

จากกรณี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบท และอดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 2 สงขลา โพสต์ข้อความว่า “ครม.สัญจร พญาน้ำเงินเหยียบเมือง 31 สค.บ่าย จะปิดถนนสามสายหลักสงขลาเมืองเก่า เพียงเพราะอนุทินจะไปไหว้ศาลหลักเมือง/ศาลกวนอูสงขลา อ้างเพื่อผลักดันสงขลามรดกโลก เสน่ห์สงขลาเมืองเก่าคือไมตรีของผู้คน มาปิดถนน ปิดกั้นผู้คน อย่ามาดีกว่า”

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 ส.ค.2569 นายศาสตรา ศรีปาน ข้าราชการการเมืองประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สมาชิกพรรคภูมิใจไทย และอดีต สส.สงขลา 2 สมัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กตอกกลับ นพ.สุภัทร ระบุว่า “อย่าค้านจนลืมประโยชน์ของบ้านเมือง

วันนี้ นพ.สุภัทร พรรคประชาชน ออกมาพูดว่า การเดินทางมาของนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ จะทำให้มีการ “ปิดถนน 3 สายหลักในเมืองเก่าสงขลา”

อยากทราบว่าเอาข้อมูลมาจากไหน? เพราะข้อเท็จจริงคือ “ไม่ได้มีการปิดถนน 3 สายในเมืองเก่าตามที่ท่านพูด”

ผมกังวลว่า “ท่านกำลังค้านจนลืมประโยชน์ของบ้านตัวเอง?”

เป็นนักการเมือง เป็นบุคคลสาธารณะ จะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล จะตรวจสอบนายกรัฐมนตรี ทำได้เต็มที่ครับ ไม่มีใครว่า

แต่ก่อนพูดเรื่องที่กระทบคนทั้งเมือง กรุณาตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องก่อน เพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำ อาจทำให้นักท่องเที่ยวคิดว่าเมืองเก่าเดินทางไม่ได้ ร้านค้ากังวล ลูกค้ายกเลิกการเดินทาง และสุดท้ายคนที่รับผลกระทบไม่ใช่นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่นักการเมือง แต่คือ พ่อค้าแม่ค้าและคนสงขลา”

ขณะที่คอมเมนต์มีการโพสต์ภาพกราฟฟิกของงานจราจร สภ.เมืองสงขลา ที่ก่อนหน้านี้ได้มีการโพสต์แจ้งเตือนปิดถนนนครนอก นครใน และนางงาม เพื่อดำเนินการมาตรการรักษาความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกด้านการจราจรคณะรัฐมนตรี ในการลงพื้นที่ย่านเมืองเก่า 

แต่ล่าสุด เพจเฟซบุ๊ก “สถานีตำรวจภูธรเมืองสงขลา” ได้โพสต์อัปเดต ระบุว่า “ขอเรียนประชาสัมพันธ์พี่น้องประชาชนทราบว่า กรณี การมาประชุม ครม.สัญจร นอกพื้นที่ อีกภารกิจหนึ่งเป็นการมาเพื่อพบปะเยี่ยมเยียนพี่น้องประชาชนและรับฟังปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ดังนััน ทุกเส้นทางเจ้าหน้าที่จะไม่มีการปิดถนนสร้างความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชนแต่อย่างใด”

ซึ่งมีคนเข้ามาคอมเมนต์เป็นจำนวนมาก อาทิ อ้าว?แลกเช้าว่าปิด?, กลับลำเฉย, ไม่ปิดแน่นะ แต่ไฟเขียวหลอดทางกะไม่เอานะ สงสารชาวบ้านที่ต้องจอดตากแดดร้อนๆ นานๆ มั่ง สิ่งที่จะทำให้ประชาชนรักได้ จุดเริ่มต้นควรทำให้เท่าเทียมประชาชนคนธรรมดา, แล้วที่ปิดประกาศตอนแรกคืออะไรครับ ดีนะที่ไม่ถึงขั้นห้ามประชาชนไปเดินเหยียบแถวนั้น, สับสน เพิ่งประกาศไปหยกๆ เจอดราม่า กลับลำเฉย เป็นต้น

ครม.สัญจร, นายกฯ, ศาสตรา ศรีปาน, สงขลา, หมอสุภัทร, แนวหน้าออนไลน์

“วิมล ไทรนิ่มนวล” ซัดเดือด! จวกการเมืองมุ่งชิงอำนาจ-ทุนเทารุมทึ้งประเทศ จี้ถามรัฐบาล “อนุทินไหวไหม”

30 สิงหาคม 2569 เวลา 18:31 น.

โซเชียลระอุ นักเขียนซีไรต์ชื่อดัง “วิมล ไทรนิ่มนวล” โพสต์ข้อความวิจารณ์การเมืองไทยอย่างเผ็ดร้อน ชี้ทุกฝ่ายมุ่งแต่กอบโกยอำนาจบนหัวประชาชน พร้อมเตือนภัยสารพัด “กลุ่มทุนสีเทา” รุกคืบยึดครองประเทศ จี้รัฐบาลเร่งกวาดล้างเด็ดขาดก่อนสายเกินแก้

เมื่อเร็วๆ นี้ นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตั้งชื่อหัวข้ออย่างน่าสนใจว่า “คุณอนุทินไหวไหม” ซึ่งเนื้อหาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันอย่างดุเดือด ทั้งในประเด็นความขัดแย้งทางการเมืองและการรุกคืบของกลุ่มทุนต่างชาติ

นายวิมลระบุว่า ปรากฏการณ์ที่นักการเมือง สื่อมวลชน เอ็นจีโอ รวมถึงนักวิชาการอิสระ ซึ่งต่างก็มีฝักฝ่ายของตนเอง กำลังโต้เถียงและสาดน้ำลายใส่กันนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่การกระทำเพื่อประชาชนอย่างที่กล่าวอ้าง แต่เป็นการทำเพื่อช่วงชิงอำนาจของกลุ่มตนเอง โดยชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายของแต่ละกลุ่มมีความแตกต่างกันออกไป ได้แก่

  • กลุ่มที่ต้องการอำนาจในการบริหารประเทศ
  • กลุ่มที่ต้องการอำนาจเพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
  • กลุ่มที่ต้องการอำนาจเพื่อการแบ่งแยกดินแดน
  • กลุ่มที่ต้องการอำนาจเพื่อการทุจริตคอร์รัปชัน

นอกจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองแล้ว นายวิมลยังได้สะท้อนภาพปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรง โดยระบุถึงกลุ่มทุนสีเทาจากหลากหลายชนชาติ ไม่ว่าจะเป็น จีนเทา ยิวเทา รัสเซียเทา รวมถึงไทยเทา ที่กำลังเข้ามาครอบงำการค้า ยึดครองพื้นที่ และสร้างชุมชนของตนเองขึ้นมา

พร้อมกันนี้ ยังได้วิจารณ์พฤติกรรมของคนไทยบางกลุ่มที่มักก่นด่าและแสดงความรังเกียจประเทศชาติตนเอง แต่กลับยังคงอาศัยอยู่เสมือน “ปรสิต” ซ้ำร้ายยังมีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์จากกลุ่มทุนสีเทาเหล่านี้อีกด้วย

ในช่วงท้ายของโพสต์ นายวิมลได้เปรียบเปรยสถานการณ์ของประเทศไทยในขณะนี้ว่า “ประเทศชาติจึงเหมือนเนื้อที่ถูกสัตว์ตะกละต่างรุมทึ้งและแย่งชิงกัดกันไปด้วย” พร้อมทั้งทิ้งข้อความฝากความหวังปนความท้าทายถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยระบุว่าตนกำลังรอดูว่ารัฐบาลนี้จะสามารถกำจัดกลุ่มผลประโยชน์เหล่านี้อย่างเด็ดขาดและไม่ไว้หน้าได้หรือไม่ ก่อนที่กลุ่มคนเหล่านี้จะสร้างอิทธิพลแข็งแกร่งจนยากที่จะรับมือได้ในอนาคต

วิมล ไทรนิ่มนวล, อนุทิน

ไอลอว์ ระดมภาค ปชช. บุกเล่นกีฬาหน้า กกต. กดดันสั่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหาฮั้ว สว. ไอติม-ช่อ ให้กำลังใจ

30 สิงหาคม 2569 เวลา 17:38 น.

ไอลอว์ ระดมภาคประชาชน บุกเล่นกีฬาหน้า กกต. กดดันให้สั่งฟ้อง 229 ผู้ถูกกล่าวหาฮั้ว สว. ไอติม ควง สส.ปชน.-ช่อ ร่วมให้กำลังใจ ด้าน ยิ่งชีพ ชวนคนไทยเปิดวอร์โซเชียล 2 สัปดาห์อันตราย นัดชุมนุม 13 ก.ย.

เมื่อวันที่ 30 ก.ย.2569 ที่หน้าสำนักคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ เครือข่ายประชาชน โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน ( ไอลอว์) และเครือข่ายสมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน นำโดย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ และ น.ส.ภัสราวดี ธนกิจวิบูลย์ หรือ มายด์ จัดกิจกรรม “เล่นกีฬาหน้า กกต.” 3 ชนิด ประกอบด้วย กิจกรรมตีลูกแบดชิงแชมป์ กิจกรรมโยนบอลสีน้ำเงินลงกล่อง และ สกายรันนิ่ง วิ่งให้ครบ 2.29 กม. เพื่อเรียกร้องให้ กกต.มีมติสั่งฟ้องสว และผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ที่ปรากฎรายชื่อในสำนวนคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่26 ทั้ง 229 คน ต่อศาลฎีกา และทำหน้าที่ให้สมกับเป็นองค์กรอิสระตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจ คำนึงถึงผลประโยชน์ชาติ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพประชาชน ปราศจากการครอบงำจากกลุ่มอำนาจการเมือง

โดยมี นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน นายชยพล สท้อนดี สส.กทม เขต8 พรรคประชาชน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า รวมถึงอดีตผู้สมัคร สว. และประชาชนผู้สนับสนุนจำนวนมากเดินทางมาร่วมกิจกรรมกันอย่างคึกคัก จากนั้น เวลา 15.30 น.กลุ่มผู้ชุมนุมทั้งหมดได้ร่วมกันแปรอักษรเป็นเลข 229 เรียกร้องความยุติธรรมในคดีฮั้ว สว. ก่อนยุติกิจกรรมไปด้วยความเรียบร้อย

ด้าน นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผอ.ไอลอว์ กล่าวว่า ตอนนี้มีข้อเรียกร้องเพียงข้อเดียว คือ ให้ กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่างหาทั้ง 229 คน ส่วนที่เหลือให้ไปว่ากันในชั้นศาล ถือว่าภารกิจภาคประชาชนจบสิ้นแล้ว แต่หาก กกต.ละเว้นไม่สั่งฟ้องใคร เราจะเปิดเผยข้อมูลของบุคคลนั้นด้วยข้อมูลที่เรามีอยู่ รัฐมนตรีท่านใดที่กลัวว่า จะถูกเปิดเผยข้อมูลในสำนวน ขอให้ท่านรัฐมนตรีรีบโทรไปบอก กกต.ให้สั่งฟ้องเลย ตนอยากให้ข้อมูลทั้งหมดไปเปิดเผยในกระบวนการพิจารณาของศาล ยืนยันว่า พวกเราภาคประชาชนไม่ได้มี ข้อมูลเพียง 90,000 หน้า เรามีข้อมูลมากกว่านั้น ถ้าหากกต.ไม่ฟ้องใครเลย เราก็จะเปิดให้หมด นอกจากนี้ขอเรียกร้องให้พี่น้องประชาชน ในจังหวัดต่างๆ ตรวจสอบ สว. ของจังหวัดตัวเอง และส่งข้อมูลมาให้ที่ไอลอว์จนกว่าถึงวันที่ กกต.มติ

“เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา กกต ออกเอกสารข่าวระบุว่าจะมีการลงมติ ในวันที่ 14 ก.ย. 2559 เป็นช่วงทดเวลาถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงทดเวลา ซึ่ง อาจ จะ มี การ บาด เจ็บ หรือ เกิด อะไร ขึ้น ก็ ได้ ไปก็สวยขึ้นได้ ฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายยิงประตูก็เกิดขึ้นได้ ขอให้พี่น้องประชาชนอย่ากระพริบตาสถาน การณ์บ้านเมืองอะไรก็เกิดขึ้นได้ จะมีข่าวอะไรมาเบี่ยงเบนประเด็น อย่างเพิ่งท้ออย่าเพิ่งเหนื่อย ผมเข้าใจดีว่าข้อมูล ใครโทรกลับหาใคร ใครจ่ายเงินให้ใคร ใครพาใครไปประชุมที่ไหนซึ่งมันเยอะมาก และขอเชิญชวนคนที่ยังมีข้อมูลมีการซื้อเสียงกันที่ไหน ทำโพลกันที่ไหน ขอให้ส่งกันมาได้ เรายังรอรับข้อมูลอยู่ และขอ เชิญชวนพี่น้องประชาชนแสดงออกทุกช่องทาง โดยเฉพาะสื่อสังคมออนไลน์ ด้วยการขึ้นสเตตัสหรือติดแฮชแท็ก #สั่งฟ้องสว229” นายยิ่งชีพ กล่าว

นายยิ่งชีพ กล่าวอีกว่า ในระหว่างนี้จนถึงวันที่ 13 ก.ย. ขอให้พี่น้องประชาชนช่วยกันคิดว่า จะทำกิจกรรมอะไรที่จะสื่อสารถึงกกต. เพื่อพวกเราจะได้มาทำกิจกรรมร่วมกันส่งเสียง เป็นครั้งสุดท้ายให้ กกต.สั่งฟ้องสว.และเครือข่ายโกงเลือกตั้ง สว. ในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ย. และเสนอมาที่ไอลอว์เพื่อตัดสินใจอีกครั้ง

กกต, ฮั้วสว., แนวหน้าออนไลน์, ไอลอว์

มท. พาสื่อชมของขึ้นชื่อสงขลา ก่อนจัด ‘ผ้าทอลายราชวัตร-ไข่ครอบ-มะม่วงเบา’ ให้ ครม.สัญจร

30 สิงหาคม 2569 เวลา 16:11 น.

มท. พาสื่อชมของขึ้นชื่อสงขลา ก่อนจัด ‘ผ้าทอลายราชวัตร-ไข่ครอบ-มะม่วงเบา’ ให้ ครม.สัญจร หวังกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ขยายตลาด

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.2569  ที่ จ.สงขลา กองสารนิเทศ สํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย นําสื่อมวลชน ติดตามการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ จังหวัดสงขลาและติดตามการตรวจราชการกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ระหว่างวันที่ 30 สิงคหาคม – 1 กันยายน 2569 เพื่อติดตามสินค้าชุมชน และผลิตภัณฑ์ OTOP ที่จะมอบให้คณะรัฐมนตรี ได้สวมใส่ในวันประชุม ครม.สัญจร

โดยตั้งแต่ช่วงเช้า ได้เยี่ยมชม กลุ่มทอผ้ากลุ่มราชวัตร แสงส่องหล้า ที่ 1 ซึ่ง นายวิชัย มาระเสนา ประธานกลุ่มราชวัตร แสงส่องหล้า ที่ 1 เปิดเผยถึงความภาคภูมิใจในการเตรียมผ้าทอเกาะยอเพื่อมอบให้กับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการประชุม ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลา โดยทางกลุ่มได้เลือกทอลายราชวัตร ซึ่งเป็นลายผ้าที่โดดเด่นและถือเป็นลายประจำจังหวัดสงขลา ลายผ้าดังกล่าวมีประวัติศาสตร์ยาวนาน โดยเดิมชาวบ้านเรียกว่า ‘ลายคอนกเขา’ หรือ ‘ลายก้านแย่ง’ กระทั่งได้รับพระราชทานชื่อใหม่เป็น ‘ราชวัตร’ เมื่อครั้งมีการเสด็จพระราชดำเนินเยือนภาคใต้ในปี พ.ศ. 2443 ซึ่งมีมานานกว่า 126 ปี สำหรับความพิเศษในครั้งนี้ ทางกลุ่มได้ตั้งใจเลือกใช้สีน้ำเงินอมม่วง ซึ่งเป็นสีประจำตัวของนายกรัฐมนตรี มารังสรรค์ลงบนผืนผ้า

“ผมรู้สึกดีใจและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้นำผลงานและภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกาะยอมาเผยแพร่ให้เป็นที่ประจักษ์ การที่ผู้นำระดับประเทศสวมใส่ผ้าทอเกาะยอนั้น ถือเป็นต้นแบบและกระบอกเสียงสำคัญที่ช่วยสื่อสารเอกลักษณ์ของชุมชนให้ผู้คนรู้จักมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการสร้างอาชีพและรายได้ให้กับชาวบ้าน”

อย่างไรก็ตาม ประธานกลุ่มราชวัตร ได้สะท้อนถึงวิกฤตของงานฝีมือท้องถิ่นในปัจจุบันว่า ปัจจุบันผู้สืบทอดการทำผ้าเกาะยอมีจำนวนลดน้อยลงจนเหลือไม่ถึง 60 คนแล้ว สาเหตุหลักมาจากการขาดการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการเข้ามาตีตลาดของผ้าโรงงานจากพื้นที่อื่น โดยทางกลุ่มฯ ก็ยังคงยืนหยัดและมุ่งมั่นที่จะเป็นแกนนำและตัวอย่างในการอนุรักษ์งานฝีมือท้องถิ่น เพื่อให้ชาวบ้านมีอาชีพเสริม และที่สำคัญคือการดึงดูดให้คนรุ่นหลังได้เข้ามาเรียนรู้และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าทอเกาะยอที่มีอายุยาวนานหลายร้อยปีนี้ ให้อยู่คู่ชุมชนต่อไปอย่างยั่งยืน

ต่อมาคณะฯ ได้เยี่ยมชมกลุ่มวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรทะเลสาบสงขลา เยี่ยมชมการผลิตไข่ครอบสงขลา และเดินทางต่อไปยังกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปรรูปมะม่วงเบาแม่ติ้ว อ.สิงหนคร

ขณะที่ น.ส.รัตนา ไมสัน พัฒนาการจังหวัดสงขลา เปิดเผยว่า เพื่อเดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจฐานราก เตรียมนำสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัด และสินค้า OTOP จัดแสดงโชว์ในการประชุม ครม.สัญจร สร้างโอกาสในการขยายตลาดและเพิ่มมูลค่าสินค้าให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่โดยตรง โดยนำสินค้าทั้ง 16 อำเภอและกลุ่มเครือข่ายมาร่วมจัดแสดง อาทิ ขนมม่อฉี โรตีชาชัก ไข่ครอบ ยำสาหร่ายผมนาง มะม่วงเบาแช่อิ่มสิงหนคร มะม่วงเบาสเลอปี้ หนังปลากระพงขาวทอดหรอบ ไอติมจำปาดะ เต้าคั่วสงขลา เต้าหู้คลองแงะ และลูกชิ้นปลาพริกไทยดำ เป็นต้น

ของดีสงขลา, ครม.สัญจร, มหาดไทย, สงขลา, แนวหน้าออนไลน์

โสภณ นำทัพปลุก ขรก.สภาฯ หลอมใจเป็นหนึ่ง ดันสร้างองค์กรก้าวหน้า เป็นที่ยอมรับของสังคม

30 สิงหาคม 2569 เวลา 15:55 น.

30 สิงหาคม 2569 โรงแรมวินด์แฮม จอมเทียน พัทยา จังหวัดชลบุรี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่1 และนายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่2 ร่วมบรรยายพิเศษ เรื่อง “นโยบายการขับเคลื่อนองค์กรสู่การปฏิบัติงานเพื่อสนับสนุนบทบาทภารกิจของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร” ในโครงการสัมมนาเรื่อง “นโยบายการบริหารสู่การปฏิบัติงาน เพื่อสนับสนุนบทบาทภารกิจของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร”

นายโสภณ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการรวมพลังเพื่อระลึกถึงคุณงามความดีและผลงานของผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำให้องค์กรมีความเข้มแข็งมาจนถึงปัจจุบัน พร้อมย้ำว่า แม้ผู้นำจะมีความสามารถและทุ่มเทมากเพียงใด แต่หากไม่ได้รับความร่วมมือจากบุคลากรทุกฝ่าย การขับเคลื่อนองค์กรก็ไม่สามารถประสบความสำเร็จได้

ประธานสภาฯ ยังกล่าวถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการ ว่า แม้ฝ่ายการเมืองจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาหนึ่ง แต่หากทุกฝ่ายมีความจริงใจ มีไมตรี และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ความสัมพันธ์ที่ดีก็สามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว ขณะเดียวกันการสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญต่อภาพลักษณ์ขององค์กร โดยกิจกรรมหรือโครงการที่เป็นประโยชน์ควรสื่อสารให้สังคมได้รับทราบอย่างชัดเจน เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงเจตนารมณ์และประโยชน์ที่เกิดขึ้น รวมถึงสร้างความเชื่อมั่นต่อการทำงานของสภาผู้แทนราษฎร

นายโสภณ กล่าวอีกว่า ความสำเร็จขององค์กรเกิดจากความร่วมมือของทุกคน พร้อมขอให้ผู้บริหารและบุคลากรทุกคนตั้งใจคิดดี พูดดี และทำดี ดูแลสุขภาพ และวางชีวิตให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย โดยเปรียบสภาฯเป็นเสมือนบ้านและทุกคนเป็นพี่น้องกัน สามารถร่วมทุกข์ ร่วมสุขและช่วยกันสร้างองค์กรให้ก้าวหน้า เป็นที่ยอมรับของสังคม

ด้าน น.ส.มัลลิกา กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความร่วมมือและความผูกพันภายในองค์กร จึงขอให้ผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจ และบูรณาการการทำงานระหว่างสำนักและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และบุคลากรสามารถทำงานได้อย่างมีความสุข หากมีปัญหา ขอให้ช่วยกันแก้ไข พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในฐานะพี่น้อง พร้อมเปิดพื้นที่ให้บุคลากรสามารถเข้าพบผู้บริหารเพื่อเสนอความคิดเห็นและข้อแนะนำในการพัฒนาองค์กรได้

ขณะที่ นายเลิศศักดิ์ กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติและภาคภูมิใจที่ได้ร่วมกิจกรรม พร้อมชื่นชมความตั้งใจของประธานสภาผู้แทนราษฎรในการจัดกิจกรรม เพื่อสร้างความประทับใจและความภาคภูมิใจให้แก่ผู้บริหารและบุคลากร นอกจากนี้ อยากให้ทุกคนตั้งเป้าหมายใหม่ในการดำเนินชีวิต ให้ความสำคัญกับสุขภาพ และมีกำลังกายกำลังใจที่เข้มแข็งในการทำงาน ภายใต้การนำของประธานและรองประธานสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมมุทิตาจิตและบายศรีสู่ขวัญ ให้แก่ผู้บริหารและบุคลากรสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่เกษียณอายุราชการ เพื่อความเป็นสิริมงคล และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้เข้าร่วมงาน โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างอบอุ่น เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ความสุข และความประทับใจ รวมถึงน้ำตาแห่งความซาบซึ้ง สะท้อนถึงความผูกพัน ความสมัครสมานสามัคคี และมิตรภาพที่ดีระหว่างประธานสภาฯ ผู้บริหาร และบุคลากรของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

โสภณ ซารัมย์,ประธานสภาฯ,รัฐสภา,

เชาว์ สวนเดือด ศุภชัย ชี้ อภิสิทธิ์ ไม่เคยเอ่ยชื่อ ภท. ย้อนบอยคอตบิดประเด็น เตือนประชาธิปไตยพังได้จากคนในระบบ

30 สิงหาคม 2569 เวลา 15:44 น.

30 สิงหาคม 2569 นายเชาว์ มีขวด อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Chao Meekhuad เรื่อง “ก่อนย้อนเรื่องรัฐประหาร ถามก่อนวันนี้ใครกำลังทำประชาธิปไตยเหลือแต่เปลือก” ตอบโต้ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ และประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย หลังออกมาวิพากษ์วิจารณ์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรณีตั้งคำถามถึงความเสี่ยงที่พรรคการเมืองอาจมีอิทธิพลต่อวุฒิสภา และส่งบุคคลเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ จนกระทบต่อระบบตรวจสอบถ่วงดุล

นายเชาว์ ระบุว่า เรื่องแรกที่ต้องคุยกันให้ตรงประเด็นคือ นายอภิสิทธิ์ไม่ได้เอ่ยชื่อพรรคภูมิใจไทยแม้แต่คำเดียว โดยถ้อยคำที่ใช้คือ “ถ้าพรรคการเมืองยึดครอง สว.” แต่ฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทยกลับเป็นผู้ตีความว่าเป็นการกล่าวหาพรรคภูมิใจไทยยึดครองวุฒิสภา พร้อมระบุว่า “แบบนี้ชาวบ้านเขาเรียก ‘วัวสันหลังหวะ’ ครับ”

นายเชาว์ ระบุต่อว่า คำถามของหัวหน้าอภิสิทธิ์ไม่ได้อยู่ที่ว่า “ศาลตัดสินหรือยังว่าใครผิด” แต่อยู่ที่ว่า ระบบที่ สว.มีบทบาทในการคัดเลือกคนเข้าองค์กรอิสระ ขณะที่มีข้อสงสัยเรื่องอิทธิพลทางการเมืองต่อวุฒิสภา มีหลักประกันเพียงพอหรือไม่ว่าจะไม่เกิดการยึดกลไกตรวจสอบ “นี่ต่างหากคือคำถามที่นายศุภชัยควรตอบ แต่กลับไม่ตอบ แล้วเลือกพาเรื่องหนีไปถึงปี 2549 และ 2557 แทน การรักษาประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงบอกประชาชนว่า เลือกตั้งเสร็จแล้วก็จบ รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งยังต้องถูกตรวจสอบวุฒิสภายังต้องเป็นอิสระจากผู้มีอำนาจทางการเมือง องค์กรอิสระยังต้องอิสระจริง และผู้มีอำนาจตรวจสอบคนอื่นก็ต้องถูกตรวจสอบได้

การที่นายศุภชัยยกขึ้นมาว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ส่งผู้สมัครเลือกตั้งปี 2549 และ 2557 และวิกฤตทั้งสองครั้งลงเอยด้วยการรัฐประหาร ผมว่าเป็น “ตรรกะที่บิดเบี้ยว” แม้นายศุภชัยเองจะออกตัวว่า ไม่อาจกล่าวได้ว่าการบอยคอตเป็นเหตุให้เกิดรัฐประหาร แต่กลับตั้งใจชี้นำให้คนเข้าใจแบบนั้น เพราะถ้าจะย้อนประวัติศาสตร์ ก็ต้องย้อนให้ครบด้วยว่า ก่อนการตัดสินใจเหล่านั้น บ้านเมืองอยู่ท่ามกลางวิกฤตความไว้วางใจต่อการใช้อำนาจของรัฐบาล ข้อกล่าวหาเรื่องทุจริต และปัญหากลไกตรวจสอบที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนัก การเอาแต่พูดถึงปลายเหตุ แต่ไม่พูดถึงสภาพของระบบที่นำไปสู่วิกฤต ย่อมไม่ใช่การอ่านประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วน

“ถ้าวันหนึ่งพรรคการเมืองสามารถมีอิทธิพลต่อวุฒิสภา วุฒิสภาสามารถส่งคนเข้าไปนั่งในองค์กรอิสระ และองค์กรอิสระเหล่านั้นมีหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารหรือวุฒิสภาที่เกี่ยวโยงกับผู้ส่งตนเข้าไป เราจะยังเรียกระบบเช่นนั้นว่า “ตรวจสอบถ่วงดุล” ได้เต็มปากหรือไม่ นี่ต่างหากคือคำถามของหัวหน้าอภิสิทธิ์” รัฐธรรมนูญห้ามมิให้บุคคลใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครอง และคำว่า “ล้มล้าง” เป็นข้อกล่าวหาที่ร้ายแรง ต้องพิสูจน์ตามกฎหมาย ไม่มีใครควรด่วนตัดสินบุคคลหรือพรรคใดเอง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสังคมห้ามตั้งคำถามว่า พฤติการณ์ใดกำลังเซาะกร่อนหลักประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยไม่ได้มีเพียงหีบบัตรเลือกตั้ง แต่มีหลักนิติรัฐ การแบ่งแยกอำนาจ การตรวจสอบถ่วงดุล และความรับผิดชอบของผู้ใช้อำนาจด้วย

“ผมคิดว่าหัวหน้าอภิสิทธิ์พูดถูกแล้วครับ เราอยู่เฉยไม่ได้ เพราะถ้ารอจนกลไกตรวจสอบถูกยึดหมดแล้ว วันนั้นอาจสายเกินไปที่จะถามว่า ใครเป็นคนล้มประชาธิปไตย” นายเชาว์ ระบุ

เชาว์ มีขวด,พรรคประชาธิปัตย์,ศุภชัย ใจสมุทร,อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ,พรรคภูมิใจไทย,รัฐประหาร,

ธนกร มั่นใจ! ครม.สัญจร สงขลา พี่น้องประชาชนภาคใต้ได้ประโยชน์โดยตรง แนะทุกภาคส่วนช่วยกันคิด จะเดินหน้าเพื่อคนใต้ในอนาคตอย่างไร

30 สิงหาคม 2569 เวลา 15:34 น.

“ธนกร”มั่นใจ! ครม.สัญจร สงขลา พี่น้องประชาชนภาคใต้ได้ประโยชน์โดยตรง แนะทุกภาคส่วนช่วยกันคิด จะเดินหน้าเพื่อคนใต้ในอนาคตอย่างไร เหน็บ”ฝ่ายค้าน”คิดถึงสิ่งที่คนใต้จะได้รับให้มากขึ้น คิดถึงคะแนนเสียงตัวเองให้น้อยลงหน่อยคงจะดี

30 สิงหาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) ที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 1 กันยายน 2569 ว่า การลงพื้นที่ของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในครั้งนี้ ไม่ได้ประชุมแค่เชิงนโยบาย แต่ต้องการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหา ข้อเสนอแนะ และข้อกังวลของประชาชนในพื้นที่โดยตรง นอกจากนี้ ก่อนที่จะมีการประชุม ครม.สัญจรนั้น รัฐมนตรีทุกคนต้องลงพื้นที่ล่วงหน้าหนึ่งวันเพื่อติดตามงานในแต่ละจังหวัด ทั้งขับเคลื่อนการพัฒนาและแก้ปัญหารายได้ประชากรต่ำในกลุ่ม 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (สงขลา สตูล ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส) มีการเสนอโครงการรวมทั้งสิ้น 199 โครงการ คิดเป็นวงเงินเบื้องต้นกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท การขออนุมัติโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 สายใต้ 3 เส้นทาง เชื่อมโครงข่ายจากชุมพรถึงปาดังเบซาร์ วงเงินกว่า 1 แสนล้านบาท และการเซ็นสัญญาก่อสร้างสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (กระแสสินธุ์-เขาชัยสน) รวมทั้งสะพานเชื่อมเกาะลันตา และการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของทุกฝ่าย กรณีโครงการพัฒนาอำเภอจะนะ โดยยึดผลการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นหลัก ดังนั้น พี่น้องประชาชนภาคใต้จะได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

สำหรับกรณีที่ฝ่ายค้านออกมาร้องเรียนเรื่องมีการปิดถนนต่างๆ นั้น นายธนกร กล่าวว่า จังหวัดสงขลาได้เตรียมความพร้อมในทุกมิติ ทั้งด้านสถานที่ การอำนวยความสะดวก การรักษาความปลอดภัย การจัดนิทรรศการ การนำเสนอข้อเสนอการพัฒนาจังหวัด และการบริหารจัดการงบประมาณ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่ว่าคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลไหนลงพื้นที่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ดำเนินการเช่นนี้เพื่อความเรียบร้อยและรักษาความปลอดภัยเช่นเดียวกัน เพราะหากไม่มีการรักษาความปลอดภัยที่ดีพอ และเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้น ฝ่ายค้านก็จะหยิบยกไปตำหนิเจ้าหน้าที่อีกว่าไม่มีความพร้อมในการทำหน้าที่ ที่สำคัญ การลงพื้นที่ ครม.สัญจรที่ จ.สงขลาครั้งนี้ไม่ได้มีการปิดถนนเพื่อต้อนรับท่านนายกฯ ตามที่ ส.ส.พรรคประชาชนกล่าวอ้าง

“อยากให้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน รวมถึงภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ ช่วยกันคิดว่าจะเดินหน้าเพื่อพี่น้องประชาชนภาคใต้ในอนาคตอย่างไร ให้ความสำคัญกับการติดตามการแก้ไขและป้องกันปัญหาอุทกภัย รวมถึงด้านความมั่นคงและการพัฒนาพื้นที่ภาคใต้เป็นหลัก ดีกว่าเหน็บแนมป้ายสีรัฐบาลรายวันโดยที่คนใต้ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ถ้าฝ่ายค้านคิดถึงสิ่งที่คนใต้จะได้รับให้มากขึ้น คิดถึงคะแนนเสียงตัวเองให้น้อยลงหน่อยก็คงจะดี” นายธนกร กล่าว

ครม.สัญจรสงขลา, ธนกรวังบุญคงชนะ, พรรคภูมิใจไทย

อธิบดีกรมการข้าว ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ กรมสมเด็จพระเทพฯ ในพิธีเปิดงาน ภูษา ธัญญา ราชินี

30 สิงหาคม 2569 เวลา 09:05 น.

“อธิบดีกรมการข้าว”ร่วมเฝ้าฯ รับเสด็จ”สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี” ในพิธีเปิดงาน”ภูษา ธัญญา ราชินี” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

29 สิงหาคม 2569 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงานเทิดพระเกียรติ และน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “ภูษา ธัญญา ราชินี” เพื่อเทิดพระเกียรติและน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเผยแพร่พระราชกรณียกิจด้านการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกรและประชาชนในชนบท การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ โดยทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวาย เหรียญเซเรส (Ceres Medal) จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) และรางวัลหลุยส์ ปาสเตอร์ (Louis Pasteur Award) จากคณะกรรมาธิการหม่อนไหมระหว่างประเทศ (ISC) โดย นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว นำคณะผู้บริหาร และข้าราชการกรมการข้าว เข้าเฝ้าฯ รับเสด็จ ณ ลาน Parc Paragon ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการเทิดพระเกียรติ 3 โซน ประกอบด้วย โซน 1 พระแม่แห่งการอนุรักษ์ คืนลมหายใจให้แผ่นดินและสายน้ำ โซน 2 พระแม่แห่งการพัฒนา ส่งเสริมสตรีและวิถีเกษตร และโซน 3 พระแม่แห่งการห่วงใย ความมั่นคงทางอาหาร เพื่อปวงประชา พร้อมจัดแสดงชุดไทยพระราชนิยม 8 แบบ ภายใต้หัวข้อ “ชุดไทย ความรู้ งานช่างฝีมือ และแนวปฏิบัติ” ที่ประเทศไทยอยู่ระหว่างการขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์กรยูเนสโก (UNESCO)

ในการนี้ กรมการข้าว ได้ร่วมจัดแสดงนิทรรศการ “พระแม่แห่งการอนุรักษ์ข้าวไทย“ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจและโครงการพระราชดำริด้านการพัฒนาข้าว อาทิ โครงการฟาร์มตัวอย่าง โครงการธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าว และการอนุรักษ์พันธุกรรมข้าว รวมถึง สืบสานการอนุรักษ์ ข้าวสังข์หยดพัทลุง จนได้รับการรับรองเป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) พร้อมจัดแสดงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวสังข์หยดพัทลุงตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการสืบสานและต่อยอดพระราชดำริในการพัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ การจำหน่ายสินค้าเกษตร ผลิตภัณฑ์แปรรูป และสินค้าหัตถกรรมจากกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มสตรีภายใต้โครงการพระราชดำริฯ ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทย โดยกรมการข้าวได้นำผลิตภัณฑ์จาก วิสาหกิจชุมชนกลุ่มข้าวอินทรีย์เป็นสุข จังหวัดกาฬสินธุ์ มาร่วมจำหน่าย ได้แก่ ขนมข้าวพองอบกรอบ 12 รสชาติ คุกกี้จากแป้งข้าวเหนียวเขาวง ข้าวกล้องสินเหล็กออร์แกนิค และข้าวเหนียวเขาวง กาฬสินธุ์ เพื่อส่งเสริมและเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่ผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน

สำหรับงานดังกล่าวจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 28 – 30 สิงหาคม 2569 เวลา 11.00 – 22.00 น. ณ ลาน Parc Paragon ศูนย์การค้าสยามพารากอน

กรมสมเด็จพระเทพฯ,อธิบดีกรมการข้าว,กรมการข้าว,

อว.-เกษตรฯ ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 21:33 น.

“อว.-เกษตรฯ” ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี

กระทรวง อว. โดย บพข. ผนึก กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าเปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตรที่เคยถูกเผาเป็นวัตถุดิบสร้างรายได้ ขยาย “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” สู่เชียงราย ด้วยแนวคิด “Beyond Innovation” ต่อยอดงานวิจัยพร้อมใช้สู่ระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) เจาะคอขวดการรวบรวม คุมคุณภาพ แปรรูปเบื้องต้น และขนส่ง เชื่อมเกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และตลาด แก้โจทย์ PM2.5 พลังงาน ปากท้อง และเพิ่มรายได้สู่คนทุกกลุ่ม จับมือ 5 บริษัททำข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเกษตร 1 ปี จำนวน 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี ลด PM2.5 ได้ประมาณ 330,000 กิโลกรัม คาดการณ์ 5 ปี จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ได้ 1.6 ล้านกิโลกรัม

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) จัดกิจกรรม “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเกษตรกร ขับเคลื่อนแนวคิด “Beyond Innovation” ที่ก้าวพ้นการส่งมอบนวัตกรรมพร้อมใช้เพียงอย่างเดียว สู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ซึ่งเชื่อมวัตถุดิบ เทคโนโลยี การแปรรูป โลจิสติกส์ และตลาดให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เปิดให้ทุกภาคส่วนร่วมกำหนดโจทย์และต่อยอดนวัตกรรมให้ตอบความต้องการจริง เพื่อผลักดันให้การ “เลิกเผา” เป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า “ช่วงเดือนมกราคมปีที่แล้ว ภาคเหนือมีปัญหา PM2.5 มาก เราพยายามทำทุกวิถีทาง แต่หลายอย่างเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นเหตุของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน จึงต้องวิเคราะห์ให้ชัดและเริ่มแก้ตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งการแก้ปัญหาต้องใช้หลักเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่บังคับว่าห้ามเผา แต่ต้องทำให้เห็นว่าการไม่เผาสร้างรายได้จริง เมื่อนำวัสดุเกษตรมาแปรรูป มีมหาวิทยาลัยและเอกชนเข้ามารับซื้อ เกษตรกรมีรายได้ เอกชนได้ประโยชน์และเริ่มซื้อเอง นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์ เราได้งานวิจัย ชาวบ้านได้เงิน และการเผาลดลง วันนี้เรานำสิ่งที่ได้ทดลองจากเชียงใหม่มาต่อยอดที่เชียงราย พร้อมพัฒนาการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้ต้นปีหน้าเรามีอากาศที่สะอาดขึ้น”

“โครงการนี้โมเดลเข้าใจง่าย คือเลิกเผาแล้วจะ ‘เป๋าตุง’ มีเงินเพิ่มในกระเป๋า ขอบคุณ บพข. ที่ริเริ่มโครงการ และขอให้ขยายผลต่อไป เราไม่มีลิขสิทธิ์ ใครเห็นว่าดีก็นำไปทำได้เลย ทีมของเราพร้อมเข้าไปช่วย เพราะเรื่องนี้ทำเพียงพื้นที่เดียวไม่ได้ แต่ต้องร่วมกันทำทั้งประเทศ”

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายลดการเผาในพื้นที่เกษตร โดยต้องทำให้เกษตรกรมีทางเลือกที่เหมาะสมและสร้างรายได้มากกว่าวิถีการผลิตแบบเดิม เราจึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร เพื่อนำองค์ความรู้และกล้าพันธุ์ที่เหมาะสมไปต่อยอด รวมทั้งค้นหาโจทย์วิจัยที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตและเศษวัสดุเกษตร กระทรวงเกษตรฯ พร้อมนำโจทย์จากพื้นที่มาประสานกับกระทรวง อว. และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลงานวิจัยตอบโจทย์เกษตรกรและนำไปใช้ได้จริง”

รองศาสตราจารย์ ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) กล่าวว่า “การแก้ PM2.5 อย่างยั่งยืน นวัตกรรมต้องไม่หยุดอยู่ที่เทคโนโลยี แต่ต้อง ‘สร้างความหมาย’ ให้เศษวัสดุที่เคยเป็นภาระกลายเป็นทรัพยากรและโอกาสของชุมชน ‘สานต่อคุณค่า’ ให้เกิดรายได้ ตลาด และผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดได้ และ ‘เสริมพลัง’ ให้เกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และเอกชนร่วมขับเคลื่อนทั้งระบบ เมื่อ 3 มิตินี้เชื่อมโยงกัน การเลิกเผาจะไม่ใช่เพียงทางออกจากวิกฤตวันนี้ แต่จะเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน นี่คือความหมายของ เหนือกว่าการให้ คือ การร่วมสร้างอนาคต”

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง เปิดตัวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ผลการขับเคลื่อน 8 เส้นทางในช่วง 4 เดือนแรก สามารถนำเศษวัสดุเกษตรกลับเข้าสู่ระบบ 33 ตัน ลดการเกิด PM2.5 ได้ประมาณ 270 กิโลกรัม สร้างมูลค่าจากการแปรรูปและผลิตภัณฑ์นำร่อง 1.61 ล้านบาท และดึงเงินร่วมลงทุนวิจัยจากภาคเอกชนอีก 500,000 บาท สะท้อนว่าเศษวัสดุที่เคยเป็นต้นทุนกำจัดสามารถเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบทางเศรษฐกิจได้จริง ผ่านกลไกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “5 ตุง” เชื่อมผู้เล่นสำคัญตลอดห่วงโซ่ ได้แก่ เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของวัตถุดิบ สหกรณ์หรือธนาคารเศษวัสดุที่ทำหน้าที่รวบรวมและแปรรูปเบื้องต้น ภาคเอกชนผู้ลงทุนและรับซื้อ ผู้ให้บริการขนส่งระยะสั้นในพื้นที่ และระบบโลจิสติกส์ระยะไกล เพื่อให้ปริมาณ คุณภาพ ต้นทุน และความต้องการของตลาดสมดุลกัน

สำหรับการขยายผลสู่พื้นที่เชียงราย เพื่อสร้างแรงจูงใจระยะต้น บพข. ร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุนโซลาร์เซลล์มือสองขนาด 1 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องสูบน้ำ 20 ชุด รวม 100 แผง และน้ำมันไบโอดีเซลกว่า 2,000 ลิตร แก่เกษตรกรที่นำส่งเศษวัสดุผ่านเครือข่ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควบคู่กับการวางระบบรวบรวม ปรับสภาพ และตรวจสอบข้อมูลวัตถุดิบในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือจากภาคเอกชน 5 ราย ได้แก่ บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท สหโคเจน กรีน จำกัด บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด บริษัท อีพีซี พลังงานยั่งยืน จำกัด และบริษัท สยามวัฒนา จำกัด มาร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เป็นข้อตกลงรับซื้อระยะ 1 ปี รวม 40,000 ตันต่อปี มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาการใช้ประโยชน์ และติดตามผลการลดการเผา โดยมูลค่าตลาดยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากการขยายพันธมิตรและเส้นทางใช้ประโยชน์ในระยะต่อไป

นายภาคภูมิ อัศวโกวิทย์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการนี้ช่วยให้ภาคเอกชนเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพชัดเจนขึ้น บริษัทพร้อมรับซื้อเศษวัสดุข้าวโพดทุกส่วนเพื่อนำไปผลิตชีวมวลอัดเม็ด หากระบบรวบรวม คัดคุณภาพ และขนส่งทำงานได้ต่อเนื่อง วัสดุที่เคยถูกทิ้งหรือเผาจะกลายเป็นทั้งรายได้ของเกษตรกรและวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดมลพิษ เพิ่มทางเลือกด้านพลังงานในประเทศ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย”

นายอมร แดงโชติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โรงงานต้นแบบที่บริษัทพัฒนาร่วมกับ บพข. สามารถประยุกต์ใช้ฟางข้าว ฟางอ้อย และเศษไผ่ตะเกียบผลิตเยื่อเชิงกล CTMP สำหรับบรรจุภัณฑ์และวัสดุผสมชีวภาพ รวมถึงผลิตไบโอชาร์ได้ อย่างไรก็ตาม เศษวัสดุเกษตรมีตามฤดูกาลและมีลักษณะเบาฟู จึงต้องมีหน่วยแปรรูปเบื้องต้นแบบเคลื่อนที่เพื่อลดต้นทุนขนส่ง พร้อมบริหารวัตถุดิบและขยายพื้นที่จัดหา เพื่อให้มีเพียงพอต่อการผลิต สร้าง Economy of Scale ได้”

นางอำไพ อิทธิโชติ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด กล่าวว่า “เกษตรกรมักต้องรีบเคลียร์แปลงเพื่อเริ่มรอบผลิตใหม่ การเผาจึงเป็นวิธีที่เร็วที่สุด หากมีระบบรับซื้อหรือแปรรูปที่แน่นอน เกษตรกรจะมีแรงจูงใจไม่เผา เพราะนำวัสดุที่เคยเป็นภาระมาขายเป็นรายได้เสริมในแต่ละรอบการผลิตได้”

อย่างไรก็ตาม การมีตลาดรับซื้อเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากเศษวัสดุยังกระจายตัว คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีต้นทุนขนส่งสูง จุดที่โครงการต้องเร่งปลดล็อกจึงอยู่ที่ “ช่วงกลางของห่วงโซ่” ตั้งแต่การรวบรวม คัดคุณภาพ และปรับสภาพวัตถุดิบ ไปจนถึงการจัดการขนส่ง เพื่อให้ภาคเอกชนได้รับวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพแน่นอน ในต้นทุนที่สามารถนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ได้ เพื่อแก้คอขวดดังกล่าว โครงการฯ มีการวางความร่วมมือตลอดห่วงโซ่ โดยกระทรวงเกษตรฯ ดูแลต้นน้ำ ตั้งแต่สำรวจพื้นที่และรวมกลุ่มเกษตรกร กระทรวง อว. โดย บพข. ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปและลดต้นทุนช่วงกลาง ขณะที่ปลายทาง อว. หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมเชื่อมตลาดและข้อตกลงรับซื้อ กลไกนี้ขับเคลื่อนผ่าน 8 เส้นทางการใช้ประโยชน์ เชื่อมเศษวัสดุจากเกษตรกรในเชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน เข้ากับเครือข่ายสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย เพื่อเก็บเกี่ยว ปรับสภาพ และส่งต่อเป็นพลังงานทดแทนหรือผลิตภัณฑ์รักษ์โลก โดยออกแบบแต่ละเส้นทางให้เหมาะกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด

ภายในงานมีการจัดแสดงนวัตกรรมที่ทำให้เห็นว่าเศษวัสดุชนิดเดียวสามารถมีปลายทางต่างกันตามคุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด ตั้งแต่เครื่องจักรเก็บเกี่ยว ระบบผลิตไบโอชาร์ เชื้อเพลิงชีวมวลทอร์รีไฟด์ ฉนวนจากเส้นใยต้นข้าวโพด บรรจุภัณฑ์จากฟางข้าว ไปจนถึงวัสดุปรับปรุงดิน สะท้อนว่าการลดการเผาต้องเลือกเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับวัตถุดิบและตลาดของแต่ละพื้นที่

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง ตั้งเป้าภายใน 5 ปี นำเศษวัสดุเกษตรเข้าสู่ระบบ 200,000 ตัน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและพลังงานสะอาดกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ประมาณ 1.6 ล้านกิโลกรัม หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำเศษวัสดุออกจากแปลง แต่ต้องทำให้ราคาวัตถุดิบ ต้นทุนโลจิสติกส์ และตลาดปลายทางสมดุลกัน เพื่อให้การ “เลิกเผา” เป็นทั้งทางออกจากวิกฤต กลไกป้องกันปัญหาเกิดซ้ำ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทำให้ทุกฝ่าย “เป๋าตุง” ไปด้วยกัน

อธิบดีกรมการข้าว ห่วงชาวนารับมือฝนตกหนัก 29 ส.ค.-2 ก.ย. นี้ กำชับหน่วยงานกรมการข้าวเฝ้าระวัง

29 สิงหาคม 2569 เวลา 19:24 น.

“อธิบดีกรมการข้าว” ห่วงชาวนารับมือฝนตกหนัก 29 ส.ค.-2 ก.ย. นี้ กำชับหน่วยงานกรมการข้าวเฝ้าระวัง เร่งเตรียมแผนช่วยเหลือเกษตรกร

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา เรื่องฝนตกหนักถึงหนักมากบริเวณประเทศไทยตอนบน ในช่วงวันที่ 29 สิงหาคม – 2 กันยายน 2569 ซึ่งคาดว่าจะมีฝนเพิ่มขึ้นและเกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคตะวันออก อาจส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตรได้นั้น กรมการข้าวมีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในพื้นที่เสี่ยงภัย จึงได้กำชับศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว และศูนย์วิจัยข้าวในพื้นที่คอยติดตามสถานการณ์สภาพอากาศอย่างใกล้ชิด พร้อมประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมในการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่อาจได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักและอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้น

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อไปว่า กรมการข้าวพร้อมติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และหากเกิดผลกระทบต่อพื้นที่ปลูกข้าว จะเร่งสำรวจความเสียหายและบูรณาการความช่วยเหลือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรให้ได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วและทั่วถึง โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้ปรับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรใหม่ โดยเพิ่มอัตราเยียวยาเกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ เป็น 2,240 บาทต่อไร่ เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบและเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในพื้นที่ต่าง ๆ

ทั้งนี้เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงภัย ขอให้เพิ่มความระมัดระวังจากฝนตกหนักถึงหนักมากและฝนสะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก โดยเฉพาะพื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ลุ่มต่ำ และบริเวณใกล้ทางน้ำไหลผ่าน พร้อมติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาและหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดต่อไป