อบก. เดินหน้าสู่ Net Zero City มอบรางวัล 34 พื้นที่ต้นแบบ พร้อมปลุกกระแสเที่ยวไทยไม่ทิ้งคาร์บอน

29 สิงหาคม 2569 เวลา 16:19 น.

IMG_1208

อบก. หนุนท้องถิ่น ลดก๊าซเรือนกระจก มุ่งสู่ Net Zero จัดแคมเปญท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำทั่วไทยพร้อมมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City ตั้งเป้าสู่เมืองคาร์บอนต่ำยั่งยืน

องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดส่งเสริมพื้นที่ จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City พร้อมโล่ประกาศประกาศเกียรติคุณ Net Zero City Pathway จำนวน 33 จังหวัด และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ แจ้งวัฒนะ 1 พื้นที่ รวมทั้ง Net Zero Pathway จำนวน 15 เทศบาล และ โครงการ Green Awareness Digital Campaign “เที่ยวไทย ไม่ทิ้ง คาร์บอน (Carbon-Free Journeys)” พร้อมเงินรางวัลกว่า 120,000 บาท โดยมี นางรวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี ณ ห้องอัศวิน  แกรนด์ บอลรูม เอ ชั้น 4 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวชั่น กรุงเทพมหานคร

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เปิดเผยว่า องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. เห็นถึงความสำคัญและได้ดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกและกำหนดทิศทางการดำเนินงานในอนาคต เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050 จึงได้ดำเนินงานเพื่อส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การสนับสนุนให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาพรวมของประเทศไทย ซึ่งเป็นรากฐานการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนได้ในที่สุด

ทั้งนี้ อบก. เห็นถึงความสำคัญและความจำเป็นในการจัดทำรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของพื้นที่ จังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) โดยสนับสนุนให้แสดงเจตนารมณ์ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และจัดทำแผนมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Pathway) ในระดับพื้นที่ ซึ่งเป็นการสร้างคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นำไปสู่การพัฒนาเมืองที่ยั่งยืน ควบคู่ไปกับการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวให้ชุมชนของตนเอง ผ่านการจัดทำโครงการพัฒนาแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกระดับจังหวัดเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ครอบคลุมทั่วประเทศ ได้แก่ ภาคเหนือ 15 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 จังหวัด ภาคกลาง 17 จังหวัด ภาคใต้ 8 จังหวัด และศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา แจ้งวัฒนะ 1 พื้นที่ และโครงการส่งเสริมการจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้แก่

เทศบาลเมืองชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์เทศบาลตำบลแม่สาย จังหวัดเชียงรายเทศบาลตำบลวิชิต จังหวัดภูเก็ต
เทศบาลเมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่เทศบาลตำบลวัดประดู่ จังหวัดสุราษฎร์ธานีเทศบาลตำบลหลักเมือง จังหวัดราชบุรี
เทศบาลเมืองบางกะดี จังหวัดปทุมธานีเทศบาลเมืองพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานีเทศบาลตำบลดีลัง จังหวัดลพบุรี
เทศบาลตำบลตลาดเกรียบ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเทศบาลตำบลน้ำแพร่พัฒนา จังหวัดเชียงใหม่เทศบาลตำบลพระแท่น จังหวัดกาญจนบุรี
เทศบาลตำบลสุนทรภู่ จังหวัดระยองเทศบาลตำบลหนองควาย จังหวัดเชียงใหม่เทศบาลตำบลเหมืองจี้ จังหวัดลำพูน

นอกจากนี้ อบก. ยังเล็งเห็นความสำคัญภาคการท่องเที่ยวของไทย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในหลากหลายพื้นที่ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Tourism) สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ท้องถิ่นได้อย่างยั่งยืน อบก. จึงเร่งการสื่อสารเชิงรุกประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำในพื้นที่ท้องถิ่นทั่วประเทศ ผ่านการจัดโครงการประกวด Green Awareness Digital Campaign : “เที่ยวไทย ไม่ทิ้งคาร์บอน” (Thailand Carbon-Free Tourism) พ.ศ. 2569 เพื่อสร้างการรับรู้ สร้างความตระหนักรู้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการท่องเที่ยว รวมทั้งสร้างเทรนด์การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำและการดูแลสิ่งแวดล้อม โดยใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ รวมถึงร่วมเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งานบริการของ อบก. เพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆ ได้ เข้าถึงเรื่องสังคมคาร์บอนต่ำ การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ การจัดการก๊าซเรือนกระจก และการร่วมสื่อสารประเด็นลดก๊าซเรือนกระจกในวงกว้าง

โอกาสนี้ อบก. ได้จัดพิธีมอบรางวัล Carbon free journey toward Net Zero City พร้อมโล่ประกาศประกาศเกียรติคุณ Net Zero City Pathway จำนวน 34 แห่ง โครงการ Net Zero Pathway จำนวน 15 แห่ง และ โครงการ Green Awareness Digital Campaign “เที่ยวไทย ไม่ทิ้ง คาร์บอน (Carbon-Free Journeys)” พร้อมเงินรางวัลรวมกว่า 120,000 บาท ให้กับผู้ชนะการประกวดจากประเภทต่าง ๆ รวมจำนวน 10 ทีม จากผลงานการประกวด 141 คลิป จากทั่วประเทศ แบ่งเป็นรางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ทีม คาปิบาร่าแมน รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 40,000 บาท  รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 ได้แก่ ทีม มาดิวัยรุ่น รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 20,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 2 ได้แก่ ทีม สร้างสรรค์สุข รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท  รางวัลชมเชย จำนวน 4 ทีม  ได้แก่ ทีม Maitree Verb  , ทีม กรีนเที่ยวไทย ทีม DCC รักโลก และ ทีม เถาวัลย์พันขา รับโล่ประกาศเกียรติคุณพร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท 

นอกจากนี้ ยังรางวัล Popular Vote อีก 3 รางวัล โดย Popular Vote อันดับ 1 ได้แก่ ทีม Carbon Free Day รับโล่พร้อมเงินรางวัล 15,000 บาท  ส่วน Popular Vote อันดับ 2 ได้แก่ ทีม Children_s Dreams รับโล่พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท และ  Popular Vote อันดับ 3 ได้แก่ ทีม EcoX รับโล่พร้อมเงินรางวัล 5,000 บาท

สำหรับผลงานคลิปท่องเที่ยวที่ได้รับรางวัลต่าง ๆ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ยูทูป อบก.

NetZeroCity, พื้นที่ต้นแบบ, อบก.

กระทุ่มแบนฝึกซ้อมเผชิญเหตุ’หนี ซ่อน สู้’กับครูนักเรียนกว่า 500 คนเพื่อความปลอดภัยหากเกิดเหตุไม่คาดคิด

29 สิงหาคม 2569 เวลา 14:10 น.

 

กระทุ่มแบนจัดฝึกซ้อมเผชิญเหตุ “หนี ซ้อน สู้” ให้กับครูและนักเรียนกว่า 500 คน เพื่อความปลอดภัยหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น

วันที่ 29 สิงหาคม 2569 นายพิรุณโรจน์ นาคดนตรี นายอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอำเภอกระทุ่มแบน ประสานความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.กระทุ่มแบน นำโดย พ.ต.อ.พศพงศ์ มณฑา ผกก.สภ.กระทุ่มแบน นำกำลังชุดปฏิบัติการพิเศษชุดเผชิญเหตุ บูรณาการร่วมกับสถานศึกษาในพื้นที่อำเภอกระทุ่มแบน คือ โรงเรียนประชินนุสรณ์

ได้ดำเนินการจัดกิจกรรมฝึกอบรมซ้อมแผนเผชิญเหตุการณ์ร้าย ให้รู้จักหนีเอาตัวรอดจากภัยอันตรายในสถานการณ์เสี่ยง ภายใต้แนวคิด “หนี ซ่อน สู้” แก่เยาวชนนักเรียนและคณะครูราว 500 คน เพื่อสร้างองค์ความรู้และทักษะในการแก้ไขปัญหาเบื้องต้น เมื่อต้องเผชิญเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในสถานศึกษา รวมไปถึงช่องทางการแจ้งเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้เข้าเผชิญเหตุการณ์อย่างทันท่วงที

โดยได้สาธิตจำลองสถานการณ์เสมือนจริง กรณีเกิดเหตุผู้ร้ายหรือผู้ต้องสงสัยเข้ามาก่อเหตุในโรงเรียนหรือสถานศึกษา เพื่อให้เยาวชนนักเรียนได้เห็นภาพเหตุการณ์จริง พร้อมหาทางรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้เพื่อความปลอดภัย

ซ้อมแผน, สมุทรสาคร, หนีซ่อนสู้

ตะลอนเที่ยว : พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

30 สิงหาคม 2569 เวลา 06:03 น.

ในขณะนี้ กรมศิลปากรกำลังเปิดให้ประชาชนเข้าชมวัดพระแก้ววังหน้า หรือวัดบวรสถานสุทธาวาส (แต่ผู้เขียนขอสารภาพโดยตรงว่ายังไม่ได้ไปชมวัดพระแก้ววังหน้า  แต่ยืนยันว่าจะต้องไปชมอย่างแน่นอน แล้วจะกลับมาเล่าถึงความงดงามวิจิตรให้คุณผู้อ่านได้ทราบ) 

วัดพระแก้ววังหน้าอยู่ในเขตของวังหน้า หรือสถานที่ของกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งเป็นสมาชิกพระราชวงศ์ที่มีความสำคัญ เพราะในสมัยโบราณวังหน้าคือผู้ที่ทรงเป็นพระราชอนุชาของพระมหากษัตริย์ เพราะฉะนั้น วังหน้าจึงมีขนบธรรมเนียมประเพณีของตนเอง ซึ่งอาจจะมีความละม้ายคล้ายคล้ายคลึงกับวังหลวง แต่ด้วยพระราชสถานะแล้ว วังหน้าอาจกระตัวให้ทัดเทียมกับวังหลวงได้ 

เมื่อพูดถึงวังหน้า หลายคนอาจไม่เคยทราบว่ามีอาณาบริเวณมากน้อยเพียงใด จึงขออนุญาตบอกเล่าให้ทราบโดยสังเขปคือ พื้นที่ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ บริเวณทั้งหมดของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โรงละครแห่งชาติ รวมถึงพื้นที่ของวิทยาลัยนาฏศิลป์ พระนคร และบางบริเวณของท้องสนามหลวง 

สำหรับภาพประกอบคอลัมน์ในวันวันนี้ คือห้องจัดแสดงนิทรรศการภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อาทิ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ และภายในพระราชมณเฑียร ซึ่งเป็นหมู่พระที่นั่งภายในวังหน้า โดยแต่ละสถานที่ได้จัดแสดงโบราณวัตถุโดยแบ่งเป็นประเภทต่างๆ ตามหมวดหมู่ อาทิ พระราชอาสน์ พระแท่นที่ประทับ รวมถึงศาตราวุธ เครื่องดนตรีไทย และหัวโขน เป็นต้น 

สำหรับพระที่นั่งพุทไธสวรรค์ ใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ และจุดเด่นที่สำคัญของพระที่นั่งองค์นี้คือลายจิตรกรรมฝาผนัง รวมถึงดาวเพดานที่ประดับภายในพระที่นั่ง 

แต่หากจะพูดถึงสิ่งปลูกสร้างที่ยังดำรงคงอยู่จนถึงปัจจุบันก็มีดังต่อไปนี้ พระที่นั่งพุทไธสวรรค์ หมู่พระวิมานหรือพระราชมณเฑียร พระที่นั่งศิวโมกข์พิมาน พระที่นั่งคชกรรมประเวศ พระที่นั่งอิศเรศราชานุสรณ์ พระที่นั่งอัคราภิเษก และพระที่นั่งเอกอลงกฎ พระตำหนักแดง เก๋งนุกิจราชบริหาร 

การจัดแสดงโบราณวัตถุภายในพิพิธภัณฑ์ฯ อาจไม่เปิดให้ชมทุกอาคาร เนื่องจากบางอาคารอยู่ในช่วงปิดซ่อมบำรุง แต่ถึงกระนั้นก็ยังขอแนะนำและเชิญชวนให้คุณไปชมความวิจิตรอลังการของงานศิลป์ชั้นสูงของแผ่นดิน ภายในพิพิธภัณฑพระสถานแห่งชาติ พระนคร

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ตะลอนเที่ยว, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

สกู๊ปพิเศษ : จัดตั้ง ‘HOTNET’ ปูพรมสร้างผู้เชี่ยวชาญ รับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดแห่งอนาคต

30 สิงหาคม 2569 เวลา 06:01 น.

ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงทางพลังงาน “เทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์” และ “เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบโมดูลาร์ขนาดเล็ก” (Small Modular Reactor: SMR) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในทางออกสำคัญของโลก ประเทศไทยจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องเตรียมความพร้อม ทั้งในด้านองค์ความรู้และบุคลากร เพื่อรองรับการประเมิน วิจัย และกำกับดูแลเทคโนโลยีดังกล่าวตามมาตรฐานสากล

ด้วยเหตุนี้ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. จึงได้เป็นแกนนำบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคอุตสาหกรรม รวม 13 หน่วยงาน ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) จัดตั้ง “ศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์” (Hub of Talents for Nuclear Energy Technology : HOTNET) โดยได้รับการสนับสนุนทุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

พิธีลงนามจัดขึ้น ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว โดยมี ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธาน พร้อมด้วย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการ วช. และ รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการ สทน. ร่วมเป็นสักขีพยาน

ความจำเป็นเร่งด่วน ทำไมไทยต้องมี HOTNET?

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ได้เน้นย้ำถึงสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนไป ทั้งด้านเทคโนโลยี ภูมิรัฐศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม ทำให้ประเทศไทยต้องเร่งสร้างความพร้อมในสาขาที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาด

ไม่ว่าทิศทางนโยบายพลังงานของประเทศในอนาคตจะขับเคลื่อนไปในทิศทางใด “บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ” คือหัวใจสำคัญที่สุด การจัดตั้ง HOTNET จึงเป็นกลไกสำคัญที่จะเข้ามาปิดช่องว่างนี้ ผ่านการสร้างเครือข่ายฐานข้อมูลผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ พัฒนาหลักสูตร ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้ไทยก้าวทันเวทีโลก

บทบาทสำคัญของ สทน. ในฐานะฟันเฟืองหลัก

ภายใต้เครือข่าย HOTNET สทน. ได้รับบทบาทสำคัญในการเป็น “หน่วยงานแกนกลาง” ที่นำองค์ความรู้ โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และเครือข่ายความเชี่ยวชาญระดับนานาชาติที่มีอยู่ มาบูรณาการร่วมกับภาคีเครือข่าย สทน. จะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนงานวิจัยเชิงลึก การแลกเปลี่ยนนักวิจัย รวมถึงการทำหน้าที่สื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และการมีส่วนร่วมของสังคมต่อเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์อย่างโปร่งใสและถูกต้องตามหลักวิชาการ

พลังเครือข่าย 13 องค์กรพันธมิตร

การขับเคลื่อน HOTNET เกิดจากการรวมพลังของ 13 หน่วยงานชั้นนำระดับประเทศ ได้แก่ 1.สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) 2.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) 3.สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) 4.สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ 5.สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ โดยสถาบันพัฒนาศักยภาพบุคลากรการกำกับดูแลนิวเคลียร์และรังสี 6.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) 7.กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) 8.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) 9.บริษัท อัลเตอร์วิม จำกัด 10.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 11.สมาคมสโมสรพนักงานทีโอที 12.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) โดยบัณฑิตวิทยาลัยร่วมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม และ 13.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยคณะวิศวกรรมศาสตร์

“การผนึกกำลังครั้งประวัติศาสตร์นี้ ถือเป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดครั้งหนึ่งของไทย ในการเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีและทรัพยากรมนุษย์ เพื่ออนาคตทางพลังงานที่ยั่งยืนและมั่นคงของประเทศ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวทิ้งท้าย

HOTNET, พลังงานสะอาด, ยศชนันวงศ์สวัสดิ์, วช, สกู๊ปพิเศษ, สทน, อว.

วงการบันเทิงเกาหลีเศร้า! อียองจู นักแสดงซีรีส์ Blue Tower เสียชีวิตกะทันหัน

30 สิงหาคม 2569 เวลา 14:52 น.

วงการบันเทิงเกาหลีใต้ต้องพบกับข่าวเศร้าอีกครั้ง เมื่อ อียองจู นายแบบและนักแสดงชาวเกาหลีใต้ เจ้าของผลงานซีรีส์ชื่อดัง Blue Tower ทางช่อง tvN เสียชีวิตอย่างกะทันหันด้วยวัยเพียง 44 ปี ท่ามกลางความตกใจของแฟน ๆ และเพื่อนร่วมวงการที่ต่างออกมาโพสต์ข้อความแสดงความอาลัย

สื่อเกาหลีใต้รายงานว่า อียองจูเสียชีวิตจาก ภาวะหัวใจวาย เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 โดยข่าวการจากไปถูกเปิดเผยผ่านคนใกล้ชิดบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งระบุว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันและยากจะทำใจเชื่อ

จากนายแบบสู่พระรองซีรีส์ดัง Blue Tower

อียองจูเริ่มต้นเส้นทางในวงการบันเทิงจากการเป็นนายแบบ ก่อนจะก้าวเข้าสู่งานแสดงในปี 2547 ด้วยบทบาทเล็ก ๆ ในภาพยนตร์ จากนั้นจึงมีผลงานในซีรีส์และละครโทรทัศน์หลายเรื่อง ทั้งทาง MBC, tvN และ SBS

ผลงานที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือซิตคอม Blue Tower ซึ่งได้รับความนิยมอย่างมากในเกาหลีใต้ และทำให้ชื่อของอียองจูเป็นที่จดจำในฐานะนักแสดงมากฝีมือ

เตรียมจัดพิธีศพที่เมืองซองนัม

มีรายงานว่า พิธีศพของอียองจูจะจัดขึ้นที่ โรงพยาบาลบุนดังเจเซียง เมืองซองนัม จังหวัดคยองกี ประเทศเกาหลีใต้ ก่อนจะมีพิธีเคลื่อนศพในวันที่ 31 สิงหาคม เพื่อนำร่างไปประกอบพิธีฝังตามธรรมเนียม

หลังข่าวการเสียชีวิตถูกเผยแพร่ออกไป เพื่อนนักแสดงและคนในวงการบันเทิงจำนวนมากต่างโพสต์ข้อความร่วมไว้อาลัย พร้อมแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งนี้

เคยเปิดเผยป่วยโรคหัวใจเมื่อหลายปีก่อน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 อียองจูเคยให้สัมภาษณ์ว่า เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น โรคกล้ามเนื้อหัวใจหนาผิดปกติ (Hypertrophic Cardiomyopathy) ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้ได้รับการยกเว้นการเข้ารับราชการทหารในเกาหลีใต้

อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายงานอย่างเป็นทางการ ที่ยืนยันว่าโรคดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับสาเหตุการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจวายในครั้งนี้หรือไม่ โดยอยู่ระหว่างการรายงานรายละเอียดเพิ่มเติมจากทางการและครอบครัว

การจากไปของอียองจูในวัยเพียง 44 ปี นับเป็นอีกหนึ่งความสูญเสียของวงการบันเทิงเกาหลีใต้ และสร้างความอาลัยให้กับแฟน ๆ ที่ติดตามผลงานของเขามาโดยตลอด

Blue Tower, Lee Yong-joo, ข่าวดาราเกาหลี, อียองจู

ไก่ วรายุท กอด ยุ้ย กลางรายการ สงสัยไปสนิทกันตอนไหน? เผยโดนโกง 10 ล้าน จากการทำซีรีย์วาย

29 สิงหาคม 2569 เวลา 21:55 น.

”ไก่ วรายุท“ กอด ”ยุ้ย“ กลางรายการ สงสัยไปสนิทกันตอนไหน? เผยโดนโกง 10 ล้าน จากการทำซีรีย์วาย

ต้องใช้คำนี้ว่าไปสนิทกันตอนไหน? ระหว่าง “ไก่ วรายุท” ที่ควงคู่มากับ “ ยุ้ย จีรนันท์“  มาเผยความในใจกันและกัน ผ่านรายการ คุยแซ่บโชว์ ทางช่องวัน 31 หลายคนคงงงว่า “ผู้จัดช่องสาม” จะมาสนิทสนมกับ “นางเอกตัวท๊อปช่องเจ็ด” ได้ยังไง แถมงานนี้ผู้จัดคนเก่งยังเปิดใจที่นี่ที่แรก ถึงเรื่องราวที่ต้องขายสมบัติอาทิบ้านหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา และออฟฟิศ รวมไปถึงโดนโกงเงินกว่า 10 ล้าน  หลังจากลงทุนทำซีรี่ส์วาย

สนิทกันตอนไหนก่อน?

พี่ไก่ : ตอนแรกเราก็สนิทกับน้องผู้ชายก่อน แล้วค่อยไปสนิทกับภรรยาเขา ธันน์เค้าก็เล่นละครเรื่องแรกของพี่ นายร้อยครับผม ยังเป็นเด็กน้อยอยู่เลย แล้วตอนนั้นช่องสามสมัยโน้น เค้าชอบแบบหน้าลูกครึ่ง ธันน์เขาหน้าไทย เค้าน่าจะเหมาะไปอยู่ช่องเจ็ดมากกว่า เค้าก็มาปรึกษาเรา เราก็บอกว่าไปได้เลย เค้าเป็นเด็กขยัน ตอนนั้นเค้าหล่อมาก สมัยนั้นยังไม่มีศัลยกรรม แต่นิสัยทะโมนเล็กน้อย

ยุ้ย : เค้าก็จะหล่อแบบไทยๆ แต่ยุ้ยมาเจอเขาตอนโตแล้ว เค้าเริ่มมีความคิดความอ่านมากขึ้น 

พี่ไก่เจอธันน์ตอนวัยรุ่น เค้าแสบยังไง?

ไก่ : เล่าเลยวันแรกที่ได้เจอเขา ธันน์พี่ขออนุญาตนะ (หัวเราะ) คุณเคยเจอใครที่ทะเลาะกับผู้กำกับไหม ทะเลาะแบบ กูไม่เล่น ก็คือไม่เล่น สมัยก่อนสามารถเดินชนไหล่ผู้กำกับได้ เราก็ต้องคุยกับเขา เตือนสติเขา เพราะละครมันก็ต้องถ่ายต่อไป แล้วเค้าก็ทำตาม เพราะตอนนั้นเราก็ต้องเลือกพระเอก พระเอกหายาก แต่เราก็สามารถเอาทั้งพระเอกและผู้กำกับรวมกันในเรื่องเดียวกันได้ แต่พอเคลียร์ใจกันแล้ว ก็ไม่ตีกันแล้ว ถามว่าถ้าเป็นเรื่องของประกัน ก็ต้องเคลมกันทุกอาทิตย์(ยิ้ม) พร้อมบวก เรียกได้ว่าเป็นวัยรุ่นใจร้อนมาก และผู้ชายคนนี้ที่เป็นพระเอกเฮี้ยวที่สุดในบรรดาพระเอกของพี่ แต่ตอนนี้เค้าเป็นผู้ชายอบอุ่นแล้ว 

แล้วตอนนั้นหนูรู้สึกยังไงที่เค้ามาจีบยุ้ยจีรนันท์?

พี่ไก่ : ตอนนั้นก็ตกใจ แต่ย้อนกลับไป เค้าเคยจะวิ่งให้รถชน เค้าถามว่า พี่ไก่ไม่รักผมแล้วหรอครับ เราก็ตะโกนกลับไปว่ามึงกลับมาก่อน (หัวเราะ) แล้วพอมารู้ว่ามาจีบยุ้ย น้ำตาไหล ตกกะใจ นี่ก็ยังคิดว่าเค้าจะรักเอ็งหรอ ธันน์ก็บอกว่า เดี๋ยวว่ากัน แล้วพอเค้าจะแต่งงานกัน พี่ดีใจกว่าตัวเองแต่งงานซะอีก ยุ้ยก็เป็นคนเรียบร้อย ก็เลยคิดในใจว่าแล้วเค้าจะมาดูแลน้องกูได้ไหม เค้าจะเอาอยู่ไหม มันเหมือนหยินกับหยาง แล้วประโยคแรก ที่พูดกับยุ้ย ว่าขอบใจมาก ที่เอาน้องพี่อยู่ เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครเอามันอยู่เลย 

ยุ้ย : พี่ไก่เค้าจะพูดตลอดเลยว่า ขอบคุณที่ดูแลธันน์ ตลอดระยะเวลาที่คบกับธันน์ เค้าก็จะเล่าเรื่องพี่ไก่ให้ฟังตลอด เค้าก็เล่าให้ฟังว่า เค้าแสบมาก ตอนอยู่กับพี่ไก่ แต่เค้ารักพี่ไก่มาก เหมือนพ่อแม่อีกคนหนึ่ง แล้วยุ้ยยังไม่เคยเจอพี่ไก่เลยตอนนั้น แต่ยุ้ยรู้สึกรักพี่ไก่มาก และยุ้ยรู้สึกเสมอว่า ธันน์รักพี่ไก่ พี่ไก่คือหนึ่งในครอบครัวของยุ้ย ขนาดบ้านต่างจังหวัด เค้ายังเตรียมสถานที่ให้พี่ไก่ ถ้าพี่ไก่แก่ตัวไป ก็อยากให้มาอยู่กับเรา และเขาก็ฟังพี่ไก่จริงๆ รักและเคารพมาก 

พี่ไก่ : ในยุคนั้นเราจะเป็นคนซัพพอร์ตเขา ไม่ว่าเค้าจะไปตีกับใคร เราจะเป็นที่ปรึกษาให้เขา

และยุ้ยรู้ว่าคนที่มาจีบเราแบคกราวเค้าเป็นแบบนี้? 

ยุ้ย : ไม่เคยรู้เลย แต่ก็รู้มาบ้าง แต่ตอนที่เขามาเจอเรา เค้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว แล้วพอมาเจอพี่ไก่ เค้าก็เล่าให้ฟังแบบที่เล่าไปเมื่อกี้(ยิ้ม) พอมาเล่าต่อมันเป็นเรื่องขำๆ แต่ตอนนี้ก็ดีขึ้นเพราะว่าเป็นผู้ใหญ่แล้ว 

พี่ไก่ : ตอนเค้าคบกับยุ้ย เค้าใจเย็นมากขึ้น อย่างเมื่อก่อนพูดไป แค่สองประโยคเค้าก็ขึ้นแล้ว พอเค้าก็มีเหตุผลของเขา แต่ตอนที่คบกับยุ้ย ก็เบาลง โทรมาบอกว่ายุ้ยงอนอีกแล้ว ก็บอกไปว่าง้อไปเดี๋ยวก็ดี ยุ้ยเค้าดูไม่ดุ แต่เค้านิ่ง 

ยุ้ย : ตอนนี้มีผู้หญิงอีกคนนึงที่เค้ากลัวมากกว่ายุ้ย ก็คือลูก เค้ากลัวลูกไม่รัก

ตอนที่ยุ้ยกับธันน์ แต่งงาน คนที่ไปขอก็คือเถ้าแก่ไก่? 

พี่ไก่ : เราดีใจมาก น้องกูมีคนเอาแล้ว และคนที่เอาไป เค้าเป็นคนดีด้วย 

และพี่ไก่เห่อหลาน “น้องพราวตะวัน” มากแค่ไหน?

ยุ้ย : ไม่ได้เห่ออะไรมาก แต่เวลากลับมาจากเที่ยวทีไรเสื้อผ้าของลูกยุ้ย เยอะมาก แล้วยังมีเสื้อผ้าที่ไม่ได้ใส่อีกหลาย 10 ชุด ขนาดเค้าไปต่างประเทศ เค้ายังซื้อน้ำหนัก เพราะว่าของฝากหลานเยอะมาก

พี่ไก่ : ทุกคนเห่อเหมือนกัน แล้วเจ้าเล่ห์เหมือนพ่อมัน แล้วเค้าชอบเอาตัวจระเข้มากัดขา 

ยุ้ย : และพราวตะวันจะเรียกพี่ไก่ว่าพี่ไก่ เค้าก็จะแอบมองเวลาเราทำอะไร 

พี่ไก่ : น้องพราวตะวัน แสบเหมือนพ่อมันเลย ความสวยได้แม่ เค้ารู้เรื่องมาก แล้วล่าสุดพ่อแม่เขา จะสร้างบ้านให้พี่บนภูเขาที่สระบุรี อยู่เป็นหอคอย แต่อยู่ในเขตบ้านเขา

แต่ตอนนี้พี่ไก่ก็ขายสมบัติของตัวเอง?

พี่ไก่ : ขายบ้านสามโคก ที่ออฟฟิศก็ขาย เพราะว่าน้องชายก็ซาโยนาระกันไปหมดแล้ว ขายในราคา 150 ล้าน 2 ไร่กว่า มาคุยแซ่บทั้งทีก็ลดให้ 20% ใครสนใจโทรมาคุยโดยตรงเลย เราก็อยากได้เงินไปทำบุญ เอาเงินมาช่วยเหลือตัวเอง 

เห็นว่าโดนคนใกล้ตัวโกงเงิน?

พี่ไก่ : ก็เป็นเรื่องจริงนะ ก็เป็นเพราะความโง่ของเรา ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเรา เพราะว่าเราใจดี เราเชื่อใจเขาในการทำงาน ในการทำละครด้วยกันเนี่ยแหละ เค้าเอาของที่เราถ่ายละครเสร็จแล้วเอาไปขาย บอกเลยแล้วกันว่าเรื่องอะไรจะได้รู้กันไปเลย พี่พระเอกกับเด็กหมาในกอง เค้าก็เอาของไปขาย แต่เอาไปขายแล้วก็ไม่เอาเงินมาให้เรา ประมาณเกือบ 10 ล้าน พอตอนทำละคร ก็ของบเพิ่ม ด้วยความที่เป็นวรายุทธเสียหน้าไม่ได้ เค้าบอกไม่มีตังค์ แต่ละครมันเปิดไปแล้ว ฉันก็ต้องเอามาทำให้มันจบ แล้วก็บวกค่าที่เราออกไปให้ก่อนหน้านี้ แล้วที่ไปขายของแล้วไม่ได้เงินกลับมาอีก ตอนนี้ก็ฟ้องร้องกันอยู่ (ชี้หน้า) ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่โดน หลายคนก็โดน เพราะคนคนนี้แหละ ใครก็รู้ ทุกคนก็รวมตัวกันเพื่อฟ้องเขา กำลังให้ทนายจัดการให้ ก็อยากจะบอกเขาว่าให้เอามาคืน ไม่ต้องคืนให้หมดก็ได้ มีเท่าไหร่ก็เอามาให้ก่อน แค่เขารู้สึกว่ามันเป็นเงินของเราแล้วมันเป็นสิ่งที่เราควรจะได้ อยากให้เราขาดทุน เราก็ทำให้คุณแล้ว คุณก็ควรมาแบ่งให้เราบ้าง แล้วก็ไม่ใช่มีลูกหนี้แค่คนคนเดียว ก็มีอีกหลายคน แต่เดี๋ยวคนไทยก็รู้กันเอง 

ความประทับใจกันและกัน?

ยุ้ย : พี่ไก่ก็น่าจะรู้ดี (ยกมือขอบคุณ) ขอบคุณ ขอบคุณที่สุด พี่ไก่รู้ดีว่าเราสองคนรักพี่ไก่มาก เมตตาเราสองคนมาก หนูไปถึงเค้าก็รักลูกเรามาก รักพี่ไก่มากๆ

พี่ไก่ : ก็รู้แล้วว่าชีวิตเราจะไม่โดดเดี่ยว เพราะว่าก็มีอีกสองคนที่ช่วยดูแลเรา ในช่วงที่เราอายุเยอะ รักเขามาตั้งนานโดยที่เขาไม่รู้ตัว เพราะว่าเขาช่วยดูแลน้องเราให้เป็นคนที่ดีขึ้น และเป็นพ่อเราที่ดีของลูกด้วย เพราะว่าคนนี้แหละ

ติดตามชมรายการคุยแซ่บShow ทางช่องวัน31 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.30-12.30 น. ทางช่อง one31 Facebook Page : คุยแซ่บShow รับชมย้อนหลังได้ที่ Youtube Channel : Orange Mama

คุยแซ่บโชว์, ซีรีย์วาย, ยุ้ย, ไก่ วรายุท

พีท กันตพร สามี แก้มบุ๋ม ตอบชัด หลังถูกโยงบริจาคเงิน 100 ล้าน ให้ รพ. โดยไม่ประสงค์ออกนาม

29 สิงหาคม 2569 เวลา 20:35 น.

29 สิงหาคม 2569 หลังจากที่มีกระแสฮือฮาสนั่นโซเชียลเมื่อทางเฟซบุ๊กได้ออกมาโพสต์ ผู้ไม่ประสงค์ออกนามบริจาคเงินเป็นจำนวน 100 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารบริการผู้ป่วยนอก-ผู้ป่วยใน (แบบพรีเมี่ยม) ขนาด 6 ชั้น โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ จ.ชลบุรี ซึ่งก็มีดซเชียลแห่คอมเมนต์กันสนั่นว่า ผู้ไม่ประสงค์ออกนามบริจาคเงิน 100 ล้านบาทนั้น อาจเป็น คุณพีท กันตพร หาญพาณิชย์ นักธุรกิจทายาทเครือ รพ. เกษมราษฎร์ สามีของนักแสดงสาวสวย แก้มบุ๋ม ปรียาดา สิทธาไชย

ล่าสุด พีท กันตพร ก็ไม่ปล่อยให้ชาวเน็ตเดานาน ได้ออกมาชี้แจงผ่านทางช่องทางโซเชียลส่วนตัว “Peace.kan” ระบุข้อความว่า “คอมเมนต์เยอะมาก เรื่องบริจาคเงิน 100 ล้าน ที่โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ ขอชี้แจงนะครับ ถึงขั้นต้องชี้แจง ปกติถ้าเป็นโรงพยาบาลทางครอบครัวจะบริจาคที่รพ.มหาราชเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่นะครับ #แก้มพีท #พีทกันตพร #พัทยาปัทมคุณ #บริจาค #แก้มบุ๋ม “

โดยในคลิป พีท กันตพร กล่าวว่า ล่าสุดเห็นข่าวผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้ โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ พัทยา 100 ล้าน ก็เป็นข่าวที่น่ายินดีเนอะ จริงๆ ประจวบเหมาะกับช่วงที่น้อง (แก้มบุ๋ม) ไลฟ์แล้วพูดถึงว่าเรามีการโอนเงินเรื่องโรงพยาบาลอะไรประมาณนี้ แล้วในคอมเมนต์ทุกคนก็เลยเข้าใจไปว่าเราเป็นคนบริจาค เดี๋ยวเอาคอมเมนต์ให้ดูครับ จริงๆ คนอาจจะสับสนนิดนึง คือที่ทางบ้านทำบุญกับโรงพยาบาลสวนดอกที่ จ.เชียงใหม่ คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่คุณพ่อจบมา

คุณพ่อก็เลยทำบุญกับโรงพยาบาลของคณะมาตลอด ปีนี้ก็ทำบุญไปแล้วทั้งหมด 141 ล้าน แบบที่ทุกคนอาจจะเคยเห็นบ้าง ซึ่งมันอาจจะเกิดสิ่งที่ทำให้ทุกคนคนเข้าใจผิดว่าอันนี้เป็นโรงพยาบาลที่เราทำ ไม่ครับ ปกติที่บ้านก็ทำบุญกับ รพ.สวนดอก เป็นประจำครับ แต่จริงๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องดีมากนะ ต้องขออนุโมทนาบุญด้วยนะครับ ขอบคุณผู้บริจาคที่มีจิตศรัทธา แล้วก็ไม่ประสงค์ออกนามครับ”

@peace.kanคอมเมนต์เยอะมาก เรื่องบริจาคเงิน 100 ล้าน ที่โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ ขอชี้แจงนะครับ

😂

 ถึงขั้นต้องชี้แจง ปกติถ้าเป็นโรงพยาบาลทางครอบครัวจะบริจาคที่ รพ.มหาราชเชียงใหม่ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของคณะแพทยศาสตร์เชียงใหม่นะครับ#แก้มพีท#พีทกันตพร#พัทยาปัทมคุณ#บริจาค#แก้มบุ๋ม♬ original sound – Peace.kan

พีท กันตพร, สามีแก้มบุ๋ม

เปิดใจ ‘อนันดา’ ความรักเปลี่ยนชีวิต จาก ไม่แต่ง ไม่มีลูก สู่คุณพ่อเต็มตัว

29 สิงหาคม 2569 เวลา 15:09 น.

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคมนี้ พาไปบุกบ้านของพระเอกหนุ่ม “อนันดา” ให้ชมแบบทุกซอกทุกมุม เพราะเป็นบ้านที่เจ้าตัวลงมือคิด ออกแบบ เลือก และจัดการรายละเอียดด้วยตัวเองแทบทุกขั้นตอน บ้านหลังนี้จึงไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่คือพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนและความชอบด้านการออกแบบของอนันดาแบบเต็มร้อย ตั้งแต่ห้องครัว ยิม ไปจนถึงเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะกินข้าว เก้าอี้ แจกัน รวมถึง ปลั๊กไฟ ที่เจ้าตัวก็เลือกเองทุกชิ้น เรียกได้ว่าเล็กแค่ไหนก็ไม่ปล่อยผ่าน!

พาไปชมอีกหนึ่งไฮไลท์กับสวนที่ได้ “พี่ดุ๊ก ภาณุเดช” มาช่วยปรับภาพสวนให้ตรงกับสิ่งที่ภรรยาของอนันดาคิดไว้ งานนี้พี่ดุ๊กถึงกับบอกว่า “จัดสวนบ้านนี้ไม่ง่าย” เพราะเจ้าของบ้านเป็นศิลปินตัวจริง รายละเอียดเยอะและมีภาพในหัวชัดเจนทุกมุม

จากเรื่องบ้าน มาคลุกวงในเรื่องหัวใจกันบ้าง เพราะใครจะคิดว่าผู้ชายที่เคยประกาศว่า “จะไม่แต่งงาน และจะไม่มีลูก” จะเปลี่ยนความคิดได้ เมื่อได้เจอกับผู้หญิงคนนี้ ถึงขั้นพูดชัดว่า ถ้าไม่จริงจัง ก็ข้ามเขาไปเลย!

เปิดใจถึงความกังวลเรื่องการมีลูก โดยเฉพาะในมุมของภรรยา “แน๊ต” ที่เตรียมตัวอย่างจริงจังถึงขั้นไปเรียนด้านจิตวิทยาเด็ก เพื่อทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมกับบทบาทความเป็นแม่ รวมถึงวางแนวทางให้คุณแม่และพี่เลี้ยงในบ้านเข้าใจตรงกัน เพราะต่างเจเนอเรชั่น ต่างวิธีคิด แต่ทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคืออยากให้ลูกเติบโตดีที่สุด

งานนี้ยังเปิดมุมการเลี้ยงลูกแบบละเอียดทุกขั้น ตั้งแต่อาหารที่เน้นความเป็นออร์แกนิก ไปจนถึงแนวทางการใช้ชีวิตและอนาคตที่ทั้งคู่กำลังวางไว้ให้ลูก และสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดคือ “อนันดา” ในวันนี้ ที่ภรรยาพูดเต็มปากว่า เขาคือพ่อที่ดี เป็นหัวหน้าครอบครัวที่หนักแน่น และเป็นคนที่สร้างความมั่นคงให้กับภรรยาและลูก

จากผู้ชายที่เคยไม่คิดจะสร้างครอบครัว วันนี้กลับมีทั้งบ้านที่ตั้งใจสร้างด้วยตัวเอง ภรรยาที่อยู่เคียงข้าง และลูกน้อยที่กลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดของชีวิต

ติดตามอีกหนึ่งบทบาทที่ไม่เคยเห็นของ “อนันดา” พร้อมชมบ้านที่เจ้าตัวทุ่มเททุกดีเทล ในรายการ “ตีท้ายครัว” วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม 2569 เวลา 14.15 น. ทางช่อง 3 กด 33

อนันดา

ไม่หวงลิขสิทธิ์ ศิลปินรุ่นใหญ่ ประกาศอนุญาต นักร้อง-นักดนตรี-คนพิการ ร้องเพลงตัวเองหาเลี้ยงชีพได้ฟรี

29 สิงหาคม 2569 เวลา 13:46 น.

ฤทธิพร อินสว่าง

วันนี้ 29 สิงหาคม 2569 ฤทธิพร อินสว่าง ศิลปินรุ่นใหญ่เจ้าของเพลงดังอาทิ ใบไผ่,นางฟ้า,เธอผู้ห่างไกล,เรือ,ความรัก,ไฟกับน้ำแข็ง และเจ้าของรางวัลสีสันอวอร์ดส์ 3 รางวัล โพสต์ส่งต่อความสุขและเอื้อเฟื้อพี่น้องนักสู้ชีวิต ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวเพื่อตอบข้อสงสัยของแฟนเพลงและนักดนตรีอิสระ โดยมีข้อความว่า “สอบถามกันมานาน ว่า นำเพลงฤทธิพร ไปร้อง/เล่นเปิดหมวกได้หรือไม่ วันนี้ก็มีถามมาอีก ตอบเหมือนเดิม ทุกครั้ง ว่า อนุญาตให้ใช้เลี้ยงชีพได้เลย ผมมีค่าลิขสิทธิ์จากหลายช่องทางให้เก็บกินแบบพออยู่พอกินทั้งชีวิต ไม่จำเป็นต้องรีดเลือดเอากับคนที่ยังต้องต่อสู้ดิ้นรนใบไผ่ นางฟ้า กำลังใจ เธอผู้ห่างไกล เต็มใจให้ คืนหนาว คำสารภาพ สุดแต่ใจเธอ และทุกเพลงในลิขสิทธิ์ของผม นักดนตรีเปิดหมวก นักร้องนักดนตรีพิการนำไปร้องเปิดหมวกได้เลย ร้องริมทาง ถนนคนเดิน สถานที่ต่างๆ เชิญร้องไป ร้อง/เล่นแบบเปิดหมวกออนไลน์ ให้ลงเครดิตผู้แต่งเพลงและเจ้าของลิขสิทธิ์เพลงครับ ผลงานเขียนของฤทธิพร https://www.facebook.com/share/p/1EoDb6tUG4”

ฤทธิพร อินสว่าง

หลังจากที่โพสต์ของ ฤทธิพร อินสว่าง เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ ทำเอาแฟนคลับและชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“ใจผู้ให้ยิ่งใหญ่เสมอ สุดยอดครับ”

“สาธุๆๆ”

“ขอบคุณครับ ผลิตผลงานดีๆไว้มากมาย ใจดีมีเมตตามาก ขอให้มีความสุข สุขภาพแข็งแรง นะครับ 28 สิงหาคม 2569”

“ขอบคุณมากๆเลยครับ ที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ กับผู้คนที่หาเช้ากินค่ำ หรือเลี้ยงชีพไปวันๆ ขอกราบขอบพระคุณท่านมากๆครับ ส่วนตัวผม ไม่ได้เป็นนักร้อง และก็ไม่ใช่นักร้อง เป็นแค่คนทำงาน แต่ผมก็ดีใจครับเพราะผมชอบฟังเพลง”

“ผมเป็นคนนึงที่ชื่นชอบเพลงใบไผ่มากครับ”

“สาธุในจิตใจเอื้อเฟื้อต่อเพื่อนมนุษย์และยังได้นำวิธีใช้ชีวิตพอเพียงไปเป็นแบบอย่างด้วยค่ะ”

“ขอบพระคุณพี่บ๊อบครับ เล่นไม่เก่งแต่อยากเอาเพลงพี่มาร้องเล่นในช่อง tiktok ของตัวเองบ้าง”

“สุดยอดครับ​น้องจากเพลงจะเพราะแล้วจิตใจยังงามมากๆครับ”

“น่ารักจริงๆ เป็นการทำให้เพลงดีๆแบบนี้ยังคง อยู่ด้วยยนะคะ”

“ขอบคุณครับ ผมใช้ร้องประจำที่โบราณสถานสนามชัยครับ…เพลงกำลังใจของพี่ฤทธิพรดนตรีสุดยอดเลยครับ…ขอบคุณที่เอื้อเฟื้อแบ่งปันครับ…หาเงินให้เด็กๆครับไม่ได้หาเอาเอง…ตอนนี้ถึงโรงเรียนที่ 34 แล้วครับ”

ฤทธิพร อินสว่าง
ฤทธิพร อินสว่าง
ฤทธิพร อินสว่าง
ฤทธิพร อินสว่าง

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ฤทธิพร อินสว่าง

คนพิการ, นักดนตรี, ลิขสิทธิ์, ศิลปิน, เพลง

“ศุภจี” ไขข้อข้องใจ Q&A พาณิชย์ แจงชัดสถิติ “นิติบุคคลเสี่ยงนอมินี” ลด 75% ชูมาตรการคัดกรองเข้ม-ดึงฐานข้อมูลรัฐสกัดบัญชีม้า

30 สิงหาคม 2569 เวลา 14:38 น.

เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2569 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ชี้แจงข้อสงสัยของประชาชนจากช่วงการแถลงผลงาน 90 วัน ผ่านแคมเปญ #QAกับกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะประเด็นคำถามที่ว่า “นอมินีลดลง 75% ตัวเลขนี้มาจากไหน และลดลงเพราะอะไร?” พร้อมเปิดเผยแผนการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ในการจัดระเบียบและปราบปรามกลุ่มทุนสีเทาที่ใช้ตัวแทนอำพราง (นอมินี) ในการทำธุรกิจ

นางศุภจี ระบุว่า ตามที่ได้เคยแถลงนโยบายไว้ว่า กระทรวงฯ มีเป้าหมายที่จะทำให้คนดีทำธุรกิจได้สะดวกขึ้น ในขณะเดียวกันก็ต้องมีมาตรการป้องกันคนที่ไม่ดีเข้ามาใช้ระบบในทางที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเรื่อง “นอมินี” เป็นหนึ่งในนโยบายที่กระทรวงพาณิชย์เริ่มดำเนินการอย่างเข้มข้น และปัจจุบันเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมจากตัวเลขสถิติ

สำหรับที่มาของตัวเลข 75% นั้น มาจากการเปรียบเทียบจำนวน “นิติบุคคลจดทะเบียนใหม่ที่เข้าลักษณะกลุ่มเสี่ยงนอมินี” ในช่วงระหว่างวันที่ 1-20 สิงหาคม 2569 ซึ่งมีจำนวน 141 บริษัท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 (ปีก่อนหน้า) ที่มีถึง 561 บริษัท พบว่าลดลงถึง 420 บริษัท หรือคิดเป็นเกือบ 75% อย่างไรก็ตาม นางศุภจีเน้นย้ำว่า ตัวเลขนี้หมายถึงเฉพาะกลุ่มเสี่ยงที่มาจดทะเบียนใหม่ลดลงเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าจำนวนนอมินีทั้งหมดที่มีอยู่ในประเทศไทยลดลง 75% แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากการเดินหน้ามาตรการคู่ขนาน 2 ส่วนหลัก ได้แก่:

  1. การป้องกันตั้งแต่ก่อนจดทะเบียน (คัดกรองความเสี่ยง)

มีการเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและผู้มีอำนาจควบคุมกิจการ โดยนำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาบูรณาการร่วมกันเพื่อใช้ตรวจสอบ ได้แก่

  • การนำข้อมูลผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวนกว่า 13 ล้านรายชื่อ มาตรวจสอบเพื่อป้องกันการนำชื่อประชาชนไปสวมรอยใช้โดยไม่รู้ตัว
  • การนำข้อมูลบัญชีม้าจำนวน 98,000 ราย มาตรวจสอบเทียบเคียงกับฐานข้อมูลทะเบียนนิติบุคคลกว่า 1,000,000 ราย
  1. การตรวจสอบย้อนหลังบริษัทที่จดทะเบียนไปแล้ว

กระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการการทำงานร่วมกับ 23 หน่วยงานพันธมิตร เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลและส่งต่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป โดยล่าสุด ได้มีการส่งข้อมูลกลุ่มเสี่ยงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบแล้วกว่า 50,000 ราย นอกจากนี้ ยังมีการลงพื้นที่ตรวจสอบจริงใน 46 พื้นที่ ครอบคลุม 13 จังหวัด และมีการใช้ 4 คำสั่ง 2 ประกาศ เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการป้องกันปัญหานอมินีและบัญชีม้านิติบุคคล

“อย่างที่ย้ำมาตลอดค่ะว่า เราต้องพยายามแก้ปัญหาก่อนที่จะกลายเป็นปัญหา เราต้องทำทั้งสองด้านควบคู่กัน คือ ป้องกันคนไม่ดีไม่ให้เข้ามาใช้ระบบได้ง่าย และตรวจสอบสิ่งที่อยู่ในระบบไปแล้ว ขณะเดียวกัน คนที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตก็ควรทำธุรกิจได้สะดวกและแข่งขันได้อย่างเป็นธรรมค่ะ” นางศุภจี กล่าวทิ้งท้าย

นอมินี, บัญชีม้า, ศุภจี สุธรรมพันธุ์