ซาบีดา ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี

ซาบีดา ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี

ซาบีดา ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 09.07 น.

“ซาบีดา” ลุยเปิดเส้นทางพหุวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ชวนสัมผัสวัฒนธรรม 3 วิถี ดัน 7 ไฮไลต์ Unseen Thai Thai สร้างรายได้กลับสู่ชุมชน

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรม “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี จังหวัดปัตตานี” ภายใต้โครงการเส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี โดยมีนางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวต้อนรับ 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล (Quick Big Win) ที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยเฉพาะการเปิดพื้นที่ทางวัฒนธรรมใหม่ (Unseen Thai Thai) เพื่อสร้างสรรค์และต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวในมิติศาสนา อันจะช่วยยกระดับอัตลักษณ์ของพื้นที่ สร้างคุณค่าทางสังคม และสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนและชุมชนอย่างยั่งยืน


     
ทั้งนี้ จังหวัดปัตตานีถือเป็นพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรม ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภาษา อาหาร วิถีชีวิต และศาสนา โดยเป็นพื้นที่ที่ผสมผสานความเชื่อของศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ และวัฒนธรรมจีนไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน สะท้อนผ่าน “แหล่งเรียนรู้วัฒนธรรม 3 วิถี” ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

สำหรับจังหวัดปัตตานี เป็น 1 ใน 20 เส้นทางท่องเที่ยวในมิติศาสนาที่ได้รับการส่งเสริมในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยกรมการศาสนาได้มุ่งพัฒนาศักยภาพวัด ศาสนสถาน และชุมชนโดยรอบ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศาสนาและวัฒนธรรม ควบคู่กับการส่งเสริมเศรษฐกิจ มีไฮไลต์ Unseen 7 จุดสำคัญ ได้แก่ 1. อุทยานแห่งชาติน้ำตกทรายขาว ชุมชนวัดทรายขาว และมัสยิดนัจมุดดิน มัสยิดโบราณกว่า 300 ปี สะท้อนวิถีชุมชน 2 วัฒนธรรม (พุทธ–มุสลิม) พร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เช่น เดินป่า นั่งรถจิ๊บโบราณ และเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่น 2. วัดราษฎร์บูรณาราม  (วัดช้างให้) วัดเก่าแก่กว่า 300 ปี ที่ประดิษฐานหลวงปู่ทวด พระเถราจารย์ผู้มีชื่อเสียง เป็นศูนย์รวมศรัทธาของพุทธศาสนิกชน 3. เมืองโบราณยะรัง แหล่งโบราณคดีสำคัญของภาคใต้ ซึ่งเชื่อว่าเป็นศูนย์กลางอาณาจักรลังกาสุกะ อายุกว่า 1,000 ปี 4. ศาลเจ้าเล่งจูเกียง (ศาลเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) ศาลเจ้าเก่าแก่คู่บ้านคู่เมือง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีความเชื่อเรื่อง “เงินถุงแดง” เพื่อความเป็นสิริมงคล 5. มัสยิดกลางจังหวัดปัตตานี ศูนย์กลางศาสนาอิสลามในพื้นที่ โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทัชมาฮาล 6. มัสยิดกรือเซะ โบราณสถานอายุกว่า 300 ปี โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมอิฐแดงแบบอาหรับ 7. วัดอัครเทวดาคาเบรียล ศูนย์กลางคริสตชนคาทอลิกในจังหวัดปัตตานี สะท้อนบทบาทของคณะธรรมทูตในอดีต

นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวยังสามารถสัมผัสวิถีชีวิตชุมชนพหุวัฒนธรรม ผ่านการเลือกซื้อสินค้าและลิ้มลองอาหารพื้นถิ่น อาทิ ไก่ฆอและ ไข่พ่อเฒ่า ข้าวยำปัตตานี ปลาส้ม มะตะบะ โรตีปาแย ละแซ ตูปะซูตง (ปลาหมึกยัดไส้ข้าวเหนียว) ยำส้มแขก และแกงไตปลาน้ำขลุกขลิก รวมถึงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม เช่น ผ้าจวนตานี ลูกปัดมโนราห์ และผ้าบาติกพิมพ์ลาย ตลอดจนการเช่าบูชาวัตถุมงคล เหรียญหลวงปู่ทวดจากวัดช้างให้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้วัดและศาสนสถานเป็นศูนย์กลางของชุมชน
ในการถ่ายทอดคุณธรรมและภูมิปัญญา สร้างความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น และกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม

ในโอกาสนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จึงขอเชิญชวนศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ร่วมเดินทางมาสัมผัส “เส้นทางตามรอยศรัทธา เมืองพหุวัฒนธรรมปัตตานี” เพื่อเรียนรู้รากฐานทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย สัมผัสวิถีชีวิตที่เรียบง่าย 
เปี่ยมด้วยศรัทธา และร่วมสืบสาน อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าทางศาสนาและวัฒนธรรมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรมของประเทศไทยสู่ระดับสากลต่อไป

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

สกู๊ปพิเศษ : ‘Wycombe Abbey’ ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางการศึกษานานาชาติแห่งใหม่ของเอเชีย

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กรุงเทพฯ กำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะศูนย์กลางการศึกษานานาชาติของเอเชีย เมื่อหนึ่งในสถาบันการศึกษาชั้นนำของสหราชอาณาจักรอย่าง “Wycombe Abbey” เตรียมนำมรดกทางการศึกษากว่า 130 ปีของระบบ British boarding school มาสู่ประเทศไทย ผ่านการเปิดตัว Wycombe Abbey International School Bangkok” ซึ่งมีกำหนดเปิดการเรียนการสอนในเดือนสิงหาคม 2026

การเปิดตัวของโรงเรียนนี้เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Wycombe Abbey UK, BE Education Group และ Rabbit Holdings (บริษัทในเครือของ BTS Group Holdings Public Company Limited) ซึ่งสะท้อนแนวโน้มการขยายเครือข่ายการศึกษาระดับโลกเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย พร้อมตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการศึกษานานาชาติที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

Wycombe Abbey ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1896 ณ เมือง Buckinghamshire สหราชอาณาจักร และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศทางวิชาการระดับแนวหน้าของประเทศอังกฤษ (IGCSEs & A Levels) ด้วยวัฒนธรรมการเรียนรู้ที่ผสมผสานความเข้มข้นทางวิชาการเข้ากับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้านมาอย่างยาวนานกว่า 130 ปี

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดโรงเรียนนานาชาติของประเทศไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีโรงเรียนนานาชาติมากกว่า 250 แห่ง รองรับนักเรียนมากกว่า 70,000–80,000 คน และมีมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 80,000 ล้านบาท และมีการเติบโตต่อเนื่องทุกปีกว่า 10% การเติบโตดังกล่าวสะท้อนความต้องการของครอบครัวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติที่ต้องการการศึกษาหลักสูตรสากลและการเตรียมบุตรหลานเข้าสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก

ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ความปลอดภัย การเชื่อมต่อการเดินทางทั่วภูมิภาคเอเชีย และค่าครองชีพที่แข่งขันได้ กรุงเทพฯ จึงถูกมองว่าเป็นหนึ่งในเมืองที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาเป็น Education Hub ของภูมิภาคเอเชีย และเป็นจุดหมายสำคัญสำหรับครอบครัวนานาชาติที่ต้องการการศึกษาระดับโลกให้กับบุตรหลาน

ปัจจุบัน โรงเรียน Wycombe Abbey International ได้ขยายไปยังหลายประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง รวมถึงเมืองสำคัญในประเทศจีน ได้แก่ ฉางโจว หางโจว และหนานจิง โดยกรุงเทพฯ จะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญแห่งใหม่ของเครือข่ายการศึกษาแห่งนี้ และมีแผนขยายต่อไปยังประเทศสิงคโปร์และเกาหลีใต้ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่อสร้างเครือข่ายการศึกษาที่เชื่อมโยงนักเรียน ครู และมหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วโลก

วิลเลียม แวนเบอร์เกน  ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท BE Education และประธานคณะกรรมการที่ปรึกษานานาชาติของ Wycombe Abbey กล่าวว่า การนำ Wycombe Abbey มาสู่ประเทศไทยไม่ใช่เพียงการเปิดโรงเรียนแห่งใหม่ แต่เป็นการนำหนึ่งในมรดกทางการศึกษาที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่ภูมิภาคเอเชีย การเปิดตัว Wycombe Abbey ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเปิดโรงเรียนใหม่ แต่เรากำลังนำหนึ่งในแนวทางการศึกษาที่ทรงคุณค่าและได้รับการยอมรับมากที่สุดของสหราชอาณาจักรมาสู่เอเชีย เครือข่ายแคมปัสของ Wycombe Abbey เปิดโอกาสให้นักเรียนจากหลากหลายแห่งได้ร่วมกิจกรรมและแบ่งปันประสบการณ์ร่วมกัน ส่งเสริมการสร้างมิตรภาพและความเชื่อมโยงระหว่างกัน พร้อมต่อยอดสู่การเป็นคอมมูนิตี้ระดับโลกที่ยั่งยืนตลอดชีวิต

ด้าน โชติชวาล ลีไตรรงค์ จาก BTS Group Holdings Public Company Limited กล่าวว่า การศึกษาระดับโลกเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของเมืองสมัยใหม่ เมืองที่สามารถดึงดูดครอบครัวระดับโลกได้ต้องมีทั้งเศรษฐกิจที่แข็งแรง คุณภาพชีวิตที่ดี และระบบการศึกษาที่มีมาตรฐานสากล การร่วมลงทุนใน Wycombe Abbey Bangkok จึงเป็นการลงทุนในอนาคตของกรุงเทพฯ และบทบาทของเมืองในเวทีโลก นอกจากนี้ยังมองว่าการมีสถาบันการศึกษาชั้นนำระดับโลกตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ จะช่วยเสริม ecosystem ของเมือง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการดึงดูดบุคลากรและครอบครัวจากทั่วโลก

ฟิโอนา แองเจิล ผู้อำนวยการใหญ่ ของ Wycombe Abbey International School Bangkok กล่าวว่า หัวใจของ Wycombe Abbey คือ การพัฒนานักเรียนอย่างรอบด้าน ไม่เพียงเพื่อความสำเร็จทางวิชาการ แต่เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับชีวิตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โรงเรียนจะเปิดรับนักเรียนตั้งแต่ระดับ Nursery ถึง Year 13 (อายุ 2–18 ปี) ภายใต้โมเดลการศึกษาแบบ 15-Year Education ที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถเติบโตอย่างต่อเนื่องในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่มีมาตรฐานสูงตั้งแต่ระดับต้นไปจนถึงการเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย

นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ทั้งในรูปแบบ Day School และ Boarding School โดยระบบโรงเรียนประจำแบบอังกฤษถือเป็นหัวใจสำคัญของปรัชญาการศึกษาของ Wycombe Abbey เพราะไม่ได้เป็นเพียงที่พักอาศัย แต่เป็นชุมชนการเรียนรู้ที่ช่วยหล่อหลอมความเป็นผู้นำ ความรับผิดชอบ ความเป็นอิสระ และความมั่นใจในตนเองของนักเรียน ซึ่ง Boarding education นอกจากวิชาการแล้วยังช่วยสร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่มีความมั่นใจ รับผิดชอบ และมีมุมมองระดับโลก ซึ่งเป็นทักษะสำคัญสำหรับอนาคต

Wycombe Abbey International School Bangkok จะตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 168 ไร่ ใกล้โครงการธนาซิตี้ ย่านบางนา–ตราด ซึ่งถือเป็นหนึ่งในแคมปัสโรงเรียนนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ โดยได้รับการออกแบบเพื่อรองรับการเรียนรู้แบบองค์รวม ทั้งด้านวิชาการ กีฬา และกิจกรรมเสริมหลักสูตร

สิ่งอำนวยความสะดวกระดับโลกของโรงเรียนประกอบด้วยสระว่ายน้ำมาตรฐานโอลิมปิก สนามฟุตบอลมาตรฐาน FIFA สนามเทนนิส สนามกอล์ฟ สนามบาสเก็ตบอล สนามกรีฑาเต็มรูปแบบ และอัฒจันทร์ที่สามารถรองรับผู้ชมได้มากกว่า 1,000 คน สะท้อนแนวคิดการศึกษาที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนอย่างรอบด้าน ทั้งด้านวิชาการ สุขภาพกาย ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะชีวิต

Wycombe Abbey ยังเป็นหนึ่งในโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการโดดเด่นที่สุดของสหราชอาณาจักร โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นักเรียนของโรงเรียนกว่า 28% ได้รับการตอบรับเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย Oxford และ Cambridge ขณะที่นักเรียนจำนวนมากได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกในอันดับ QS Top 10 และ Top 50 อย่างต่อเนื่อง

สำหรับโรงเรียนในเครือ Wycombe Abbey International ก็มีผลลัพธ์ทางการศึกษาที่โดดเด่นเช่นกัน โดยมีนักเรียนกว่า 38% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 10 และกว่า 74% ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยใน QS Top 50 ของโลก

ด้วยเครือข่ายการศึกษาระดับโลก แคมปัสขนาดใหญ่ และระบบ British boarding school ที่เป็นเอกลักษณ์ Wycombe Abbey International School Bangkok มีเป้าหมายที่จะก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการศึกษาหลักสูตรอังกฤษที่สำคัญของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมมีบทบาทสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ในฐานะเมืองระดับโลกด้านการศึกษาในอนาคต

รายงานพิเศษ : มหิดล ดัน ‘AI Healthcare Startup Pipeline’ ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลาง Medical AI ของภูมิภาค

รายงานพิเศษ : มหิดล ดัน ‘AI Healthcare Startup Pipeline’ ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลาง Medical AI ของภูมิภาค

รายงานพิเศษ : มหิดล ดัน ‘AI Healthcare Startup Pipeline’ ขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลาง Medical AI ของภูมิภาค

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ Siam AI Corporation เดินหน้าสร้าง AI Healthcare Startup Pipeline  ของประเทศไทย ผ่านโครงการ Mahidol x Siam AI Venture Lab 2025 พร้อมคัดเลือก 6 ทีมนวัตกรรม Deep Tech เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ด้านสุขภาพสู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข และต่อยอดสู่การเติบโตในอุตสาหกรรมสุขภาพ

มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ Siam AI Corporation แถลงความสำเร็จของโครงการ Mahidol x Siam AI Venture Lab 2025 โครงการบ่มเพาะนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์ด้านสุขภาพ (AI Healthcare) ที่มุ่งผลักดันผลงานวิจัยสู่การพัฒนา Startup ด้าน Deep Tech ของประเทศไทย พร้อมคัดเลือกทีมผู้พัฒนานวัตกรรมที่มีศักยภาพเข้าสู่รอบนำเสนอผลงานสุดท้าย 6 ทีม จากผู้สมัครทั้งหมด 9 ทีม เพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AI สู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุขและอุตสาหกรรมสุขภาพ

ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธรา อธิการบดี ม.มหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพของประเทศไทย มีวิสัยทัศน์ในการก้าวสู่การเป็น ผู้นำด้าน AI Healthcare ของภูมิภาคอาเซียน โดยมองว่า AI ไม่ใช่เพียงเครื่องมือทางเทคโนโลยี แต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของระบบสุขภาพ” (Next-Generation Health Infrastructure) ที่จะช่วยยกระดับการวินิจฉัย การรักษา การบริหารจัดการทรัพยากร และการป้องกันโรคเชิงรุกอย่างแม่นยำ โดยมหาวิทยาลัยมหิดล มีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนพัฒนา AI Healthcare ผ่าน 4 มิติสำคัญ ได้แก่ 1.Precision & Predictive Medicine การพัฒนา AI เพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ รวดเร็ว และสามารถคาดการณ์ความเสี่ยงล่วงหน้า เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางคลินิกของแพทย์ 2.Equitable Access to Care การใช้ AI ลดความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ ผ่าน Telemedicine และระบบ AI-assisted Screening เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงบริการทางการแพทย์มาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาลชั้นนำ 3.Smart Hospital & Health System Efficiency การใช้ AI และ Big Data เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรในโรงพยาบาล ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพบริการ 4.Ethical & Trustworthy AI การพัฒนา AI ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับจริยธรรมทางการแพทย์ โดยให้ความสำคัญกับ Data Governance และ Cybersecurity ในระยะยาว มหาวิทยาลัยมหิดลตั้งเป้าพัฒนา AI Healthcare Ecosystem ของภูมิภาค ที่เชื่อมโยงนักวิจัย แพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ นักศึกษา นักลงทุน และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ ความท้าทายด้านสุขภาพของประเทศ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในเวทีโลก

ดังนั้น โครงการ Mahidol x Siam AI Venture Lab 2025 จึงไม่ใช่เพียงโครงการสนับสนุน Startup แต่เป็น “Translational Acceleration Platform” ที่ช่วยผลักดันงานวิจัยให้ก้าวข้ามจากห้องปฏิบัติการสู่การพัฒนานวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง มีโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน และพร้อมแข่งขันในตลาดโลก

รศ.นพ.เชิดชัย นพมณีจำรัสเลิศ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศและดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน ม.มหิดล กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยง นักวิจัย ผู้ประกอบการ และพันธมิตรจากภาคอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนา AI Startup ด้านการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญของมหาวิทยาลัย

สำหรับ 6 ทีม AI Healthcare Startup ที่ผ่านกระบวนการบ่มเพาะของโครงการ ได้แก่ 1.AI-driven Thais Virtual Patient for Clinical Reasoning Training ระบบผู้ป่วยเสมือนสำหรับฝึกการตัดสินใจทางคลินิก 2.MANORAA – AI-Driven Drug Design Platform แพลตฟอร์มออกแบบยาโดยใช้ AI  3.Physical-Agentic AI for Automated Chemotherapy Compounding System ระบบ AI ควบคุมหุ่นยนต์ผสมยาเคมีบำบัดอัตโนมัติ 4.AI-Driven Pharma Inventory Management System for Hospitals ระบบบริหารจัดการคลังยาอัจฉริยะ 5.Digital Health Platform แพลตฟอร์มบริหารจัดการข้อมูลสุขภาพผู้ป่วย 6.AI-Enhanced HIS ระบบ Hospital Information System ที่ใช้ AI ช่วยแพทย์วิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วย

ปิดฉากงดงาม! โขนรุ่งอรุณ 2568 ถ่ายทอดศิลปะชั้นสูงผ่านฝีมือเด็ก ป.6 ตอนพาลีสอนน้อง

ปิดฉากงดงาม! โขนรุ่งอรุณ 2568 ถ่ายทอดศิลปะชั้นสูงผ่านฝีมือเด็ก ป.6 ตอนพาลีสอนน้อง

ปิดฉากงดงาม! โขนรุ่งอรุณ 2568 ถ่ายทอดศิลปะชั้นสูงผ่านฝีมือเด็ก ป.6 ตอนพาลีสอนน้อง

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.29 น.

เสียงปี่พาทย์และเสียงตบมือดังกึกก้องไปทั่วบริเวณสนามฟุตบอลเล็ก โรงเรียนรุ่งอรุณ เมื่อการแสดง “โขนรุ่งอรุณ ประจำปีการศึกษา 2568 ตอน พาลีสอนน้อง” ได้จบลงอย่างน่าประทับใจในช่วงค่ำของวันที่ 26 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการแสดงความสามารถครั้งสำคัญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ทั้งภาคปกติและภาคภาษาอังกฤษ (English Program) เพื่อเป็นการปิดท้ายปีการศึกษาอย่างสง่างาม

การแสดงในปีนี้หยิบยกตอน “พาลีสอนน้อง” มาถ่ายทอด ซึ่งประกอบด้วยฉากสำคัญที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชม ไม่ว่าจะเป็น ฉากการรบระหว่างพญาพาลีและควายทรพี ที่สะท้อนให้เห็นถึงความลุ่มหลงในอำนาจของทรพี และไหวพริบปฏิภาณของพญาพาลีในการปราบศัตรู ฉากความเข้าใจผิดที่ปากถ้ำสุรกานต์ระหว่างพาลีและสุครีพ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สุครีพต้องระหกระเหินไปพบพระราม และนำไปสู่บทสรุปสุดท้ายของพญาพาลี ฉากที่กินใจที่สุดคือการหวนระลึกถึงสัจจะที่เคยให้ไว้ต่อพระนารายณ์ และการฝากฝังบ้านเมืองไว้กับน้องชายก่อนสิ้นชีพ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อตอนอันเป็นอมตะ

สำหรับการแสดงโขนของโรงเรียนรุ่งอรุณนั้น ไม่ได้เป็นเพียงการร่ายรำเพื่อความสวยงาม แต่คือ “วิชาชีวิต” ของนักเรียนชั้น ป.6 ที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนอย่างเข้มงวดตลอด 1 ปีการศึกษา ตั้งแต่การฝึกพื้นฐาน “เต้นเสา ถีบเหลี่ยม” ไปจนถึงการจำท่ารำที่ซับซ้อน

เหล่านักแสดงตัวน้อยได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความอดทน ระเบียบวินัย และความสามัคคีในการทำงานร่วมกัน ทั้งตัวละครพระ นาง ยักษ์ และลิง รวมถึงทีมงานเบื้องหลังที่ร่วมกันเนรมิตฉาก แสง สี และเสียงให้มีความร่วมสมัยแต่ยังคงไว้ซึ่งจารีตอันดีงาม

หลังจบการแสดง บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น ผู้ปกครองและครูต่างชื่นชมในความตั้งใจของเด็กๆ ที่สามารถถ่ายทอดศิลปะชั้นสูงของชาติออกมาได้อย่างลึกซึ้ง หลายคนกล่าวว่านี่ไม่ใช่แค่การดูโขน แต่เป็นการได้เห็นการเติบโตภายในของเด็กๆ ที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองได้สำเร็จ ก่อนที่จะเลื่อนชั้นสู่ระดับมัธยมศึกษาต่อไป

สำหรับ โขนรุ่งอรุณ เป็นประเพณีการเรียนรู้ที่สืบทอดมาอย่างยาวนานของโรงเรียน โดยเชื่อว่า “โขน” คือเครื่องมือชั้นดีในการฝึกสติและสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจให้แก่นักเรียน และตอนพาลีสอนน้อง มีความสำคัญในเชิงวรรณคดีคือการเน้นเรื่อง “การรักษาคำพูด” (สัจจะ) และการรู้จักหน้าที่ของตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับคุณธรรมที่ทางโรงเรียนมุ่งเน้นปลูกฝังให้กับนักเรียน

คณะดนตรีเกาเดอมัส ตุนหวง ฮ่องกง เปิดบทใหม่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-จีนครั้งแรก

คณะดนตรีเกาเดอมัส ตุนหวง ฮ่องกง เปิดบทใหม่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-จีนครั้งแรก

คณะดนตรีเกาเดอมัส ตุนหวง ฮ่องกง เปิดบทใหม่แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-จีนครั้งแรก

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม สำหรับกิจกรรมแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของคณะดนตรีเกาเดอมัส ตุนหวง ฮ่องกง ครั้งแรกในประเทศไทย ประกอบด้วย การบรรยายพิเศษ, การอบรมเชิงปฏิบัติการทางวัฒนธรรม และการแสดงดนตรี ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา จ.นครปฐม นับเป็นก้าวสำคัญในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและศิลปะระหว่างไทย-จีน, การนำโบราณสถานตุนหวงและวัฒนธรรมจีนมาเผยแผ่สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กิจกรรมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงประจำกรุงเทพมหานคร (HKETO Bangkok) และความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยมหิดล

กิจกรรมแรก จัดขึ้นที่ห้องประชุม MACM วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดย ดร.จ้าว เซิ่งเหลียง ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของวงดนตรี อดีตเลขาธิการพรรคประจำสถาบันตุนหวง และหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและวัฒนธรรมตุนหวง ได้บรรยายหัวข้อ “จากตุนหวงสู่เวทีโลก : เสียงแห่งการสืบสานวัฒนธรรม” โดยได้สำรวจบทบาททางประวัติศาสตร์ของตุนหวงในฐานะศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างตะวันออกและตะวันตก, แนะนำมรดกทางศิลปะและดนตรีที่พบในภาพเขียนฝาผนังตุนหวง, ความพยายามในการอนุรักษ์, การสร้างสรรค์ดนตรีและการเต้นรำ ในช่วงท้ายมีการตอบคำถามจากผู้ร่วมฟังบรรยาย ที่ได้สร้างแรงบันดาลใจอย่างแท้จริง

ช่วงบ่ายทางคณะดนตรีเกาเดอมัส ตุนหวง ฮ่องกง ได้จัดเวิร์คช็อปทางวัฒนธรรม โดยแนะนำองค์ประกอบทางดนตรีที่พบในภาพเขียนฝาผนังตุนหวง นักดนตรีได้สาธิตเครื่องดนตรีโบราณ 3 ชนิด ได้แก่ซุน ถังเซิง และพิณฉู่เซียง พร้อมบรรเลงทำนองจากโน้ตเพลงโบราณ ปิดท้ายด้วยการแสดงร่วมกันระหว่างสมาชิกวงดนตรี และคณะวงดนตรีไทยของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในเพลงระบำทวารวดี แสดงถึงการแลกเปลี่ยนและผสมผสานทางดนตรี ระหว่างวัฒนธรรมจีนและไทย

วันที่สอง เป็นการแสดง ชุดซีรีส์พิพิธภัณฑ์ : เสียงสะท้อนจากโบราณวัตถุ โดยคณะดนตรีเกาเดอมัส ตุนหวง ฮ่องกง แขกผู้มีเกียรติที่เข้าร่วมงาน ได้แก่ นายพาร์สัน แลม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงประจำกรุงเทพมหานคร (HKETO Bangkok), ดร.ปิยวัฒน์ หลุยลาภประเสริฐ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา, คี มาน ฟุง ลีโอนี (Ki Man Fung Leonie) ผู้ก่อตั้ง และผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ของคณะนักดนตรีฯ, นายหยาง เสี่ยวหลง ที่ปรึกษา (ด้านวัฒนธรรม) สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และ ดร.จ้าว เซิ่งเหลียง ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของวงดนตรี อดีตเลขาธิการพรรคประจำสถาบันตุนหวง

การแสดงครั้งนี้ประกอบด้วยบทเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากโบราณสถานตุนหวง พิพิธภัณฑ์พระราชวัง ซานซิงตุ่ย พิพิธภัณฑ์เหอหนาน และฮ่องกง นำผู้เข้าร่วมงานชาวไทยเดินทางย้อนเวลาไปรับฟังเสียงที่อยู่เบื้องหลังโบราณวัตถุเหล่านี้ โดยได้รับเกียรติจากศิลปินรับเชิญ คุณฮั่น หยาน นักดนตรีผีผาจากเซี่ยงไฮ้ มาร่วมแสดงเดี่ยวในบทเพลง “ธรรมชาติ” ที่ถ่ายทอดความเกรงขามและจินตนาการของผู้คนในสมัยโบราณที่มีต่อพลังลึกลับแห่งธรรมชาติ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากภาพจิตรกรรมฝาผนัง “สี่สิ่งเหนือธรรมชาติที่ล้อมรอบด้วยเมฆ” โดยผู้เข้าร่วมงานได้แสดงความประหลาดใจในความคิดสร้างสรรค์ของวงดนตรี ที่ได้นำโบราณวัตถุมาแปลงเป็นดนตรี นักศึกษาคนหนึ่งกล่าวว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันได้ยินเสียงดนตรีจากตุนหวง เสียงของเครื่องดนตรีและอารมณ์ของดนตรี ทำให้ฉันประทับใจและจุดประกายความสนใจอย่างแรงกล้า ในวัฒนธรรมจีนดั้งเดิม”

นอกจากนี้ในการแสดงฯ ยังได้นำเสนอผลงานต้นฉบับเจ็ดชิ้น ซึ่งแต่งโดยนักประพันธ์ประจำวง อาทิ กัม ชิง เฮย และ ชู ไค หยาง ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพเขียนฝาผนังตุนหวง และโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์ โดยได้มีการผสานภาพประกอบเข้าด้วยกัน สร้างสรรค์ประสบการณ์ทั้งด้านเสียงและภาพ กระตุ้นจินตนาการและอารมณ์ความรู้สึกต่อศิลปะวัฒนธรรมจีน

นายพาร์สัน แลม ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจและการค้าฮ่องกงประจำกรุงเทพมหานคร (HKETO Bangkok) กล่าวชื่นชมคณะดนตรีเกาเดอมัส ตุนหวง (HKGDE) ว่าเป็นทูตทางวัฒนธรรมที่โดดเด่นของฮ่องกง โดยกล่าวว่า “การผสมผสานดนตรี ศิลปะ ทางคณะดนตรีฯ นี้ได้นำมรดกอันล้ำค่าของตุนหวงกลับมาสู่ความมีชีวิตชีวา พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงฮ่องกงในฐานะศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรม และรู้สึกยินดีที่โครงการฯ ได้เป็นเวทีที่มีความหมายสำหรับการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม และการสนทนาทางศิลปะระหว่างฮ่องกงและไทย”

คี มาน ฟุง ลีโอนี (Ki Man Fung Leonie) ผู้ก่อตั้งวงดนตรี และผู้อำนวยการกิตติมศักดิ์ของคณะดนตรี เกาเดอมัส ตุนหวง ฮ่องกง ได้กล่าวสรุปว่า “จากยุโรปสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วงดนตรีของเราได้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เพื่อก้าวข้ามขอบเขตทางด้านภาษาและภูมิศาสตร์ ผ่านดนตรีและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม เราค่อยๆ ตระหนักถึงวิสัยทัศน์ของเราในการเป็น ‘ทูตวัฒนธรรมที่ริเริ่มด้วยตนเอง’ เราจะยังคงใช้ดนตรีเป็นสะพาน และพลังทางวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรม ศิลปะ และดนตรีของจีนสู่โลกต่อไป”

ตามรอยพระราชา ครั้งที่ 62 ลงพื้นที่เขื่อนรัชชประภา ศึกษาการบริหารจัดการน้ำและธรรมชาติอย่างสมดุล

ตามรอยพระราชา ครั้งที่ 62 ลงพื้นที่เขื่อนรัชชประภา ศึกษาการบริหารจัดการน้ำและธรรมชาติอย่างสมดุล

ตามรอยพระราชา ครั้งที่ 62 ลงพื้นที่เขื่อนรัชชประภา ศึกษาการบริหารจัดการน้ำและธรรมชาติอย่างสมดุล

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ต่อเนื่องมาถึงครั้งที่ 62 แล้ว สำหรับโครงการ “ทิพยสืบสาน รักษา ต่อยอด นวัตกรรมศาสตร์พระราชา ตามรอยพระราชา” นำคณะผู้เข้าร่วมกิจกรรมเดินทางไปศึกษาเรียนรู้ศาสตร์พระราชา ณ เขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเรียนรู้แนวคิดการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

เขื่อนรัชชประภา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เขื่อนเชี่ยวหลาน” นับเป็นโครงการพัฒนาที่สำคัญของภาคใต้ที่มีบทบาททั้งในการบริหารจัดการน้ำ การผลิตพลังงานไฟฟ้าพลังน้ำ และการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว โดยพื้นที่อ่างเก็บน้ำตั้งอยู่ท่ามกลางภูมิทัศน์ภูเขาหินปูนและผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ของอุทยานแห่งชาติเขาสก จนได้รับการขนานนามว่าเป็น “กุ้ยหลินเมืองไทย” และกลายเป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญของประเทศไทย เขื่อนแห่งนี้ยังมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดเขื่อนรัชชประภา เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2530 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ และเป็นความภาคภูมิใจของชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานีอย่างยิ่ง การเรียนรู้ในพื้นที่แห่งนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการพัฒนาที่มองอย่างเป็นระบบตามศาสตร์พระราชา ซึ่งให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุล ทั้งด้านน้ำ ป่าไม้ พลังงาน และคุณภาพชีวิตของประชาชน

นางวิชชุดา ไตรธรรม ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ศาสตร์พระราชาเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากการลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงมองการพัฒนาอย่างรอบด้าน โดยเชื่อมโยงทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ และการดำรงชีวิตของประชาชนเข้าด้วยกันอย่างสมดุล เขื่อนรัชชประภาเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนแนวคิดดังกล่าว เพราะไม่เพียงเป็นแหล่งบริหารจัดการน้ำและผลิตพลังงานไฟฟ้าของภาคใต้เท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่ธรรมชาติที่สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชน และเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทำให้เราเห็นภาพของการพัฒนาที่สอดคล้องกับธรรมชาติอย่างแท้จริง”

ผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งต่อไป สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่เฟซบุ๊ก: ตามรอยพระราชา-The King’s Journey โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับประกาศนียบัตร ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของการต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษาจากคุรุสภาได้

ช่อง 7HD ตอกย้ำต้นแบบองค์กรรักษ์โลก โชว์ผลลัพธ์ลดใช้พลังงานพุ่งสูง 18%

ช่อง 7HD ตอกย้ำต้นแบบองค์กรรักษ์โลก โชว์ผลลัพธ์ลดใช้พลังงานพุ่งสูง 18%

ช่อง 7HD ตอกย้ำต้นแบบองค์กรรักษ์โลก โชว์ผลลัพธ์ลดใช้พลังงานพุ่งสูง 18%

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ช่อง 7HD เดินหน้าตอกย้ำบทบาทสื่อมวลชนที่มุ่งมั่นทำหน้าที่เพื่อสังคม ขับเคลื่อนแคมเปญใหญ่ “คนปรับ โลกเปลี่ยน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” รณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมส่งต่อแนวคิด “ทุกการปรับ…นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่” เริ่มต้นสร้างจิตสำนึกจากภายในองค์กรสู่การขยายผลลัพธ์เชิงบวกสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปีที่ผ่านมา ช่อง 7HD ได้สานต่อภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมผ่านโครงการ “7 สีปันรักให้โลก” อย่างต่อเนื่อง ทั้งการรณรงค์คัดแยกขยะ การลดใช้พลาสติก และการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า ล่าสุดท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงานในปัจจุบัน นายพัฒนพงค์ หนูพันธ์ กรรมการผู้จัดการ ได้นำคณะผู้บริหาร ผู้ประกาศข่าว และตัวแทนพนักงาน ร่วมประกาศเจตนารมณ์ลดใช้พลังงานอย่างจริงจังภายใต้โครงการ “7HD รวมพลังปรับ เพื่อโลกเปลี่ยน” โดยเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง เช่น กิจกรรม “ปิดเพื่อเปลี่ยน” รณรงค์ปิดไฟและเครื่องปรับอากาศในช่วงพักเที่ยง หรือหลังเลิกงานในพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้งาน รวมถึงการส่งเสริมให้ใช้บันไดแทนการใช้ลิฟต์ในระยะใกล้ เพื่อประหยัดพลังงานควบคู่ไปกับการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับบุคลากร

นับตั้งแต่เริ่มคิกออฟแคมเปญเมื่อเดือนมิถุนายน 2568 จนถึงปัจจุบัน พลังความร่วมมือร่วมใจของชาวช่อง 7HD สามารถสร้างสถิติที่น่าภาคภูมิใจ โดยช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าภายในองค์กรลงได้สูงถึง 18% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สะท้อนถึงความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

นอกจากการขับเคลื่อนภายในองค์กรแล้ว ช่อง 7HD ยังทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงส่งต่อพลังบวกสู่สังคม โดยล่าสุดได้ส่ง 2 นักแสดงดาวรุ่ง ภูมิ-เกียรติภูมิ บันลือชัยฤทธิ์ และ แอนน่า กลึคส์ เข้าร่วมกิจกรรม “ปิดไฟ 1 ชั่วโมง เพื่อลดโลกร้อน ปี 2569″ (60+ Earth Hour 2026) กรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อม จัดขึ้น เพื่อเชิญชวนประชาชนทั่วประเทศพร้อมใจกันปิดไฟและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ในวันเสาร์ที่ 28 มีนาคม 2569 ระหว่างเวลา 20.30 – 21.30 น. เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน

การปรับเปลี่ยนเล็กๆ ในวันนี้ คือพลังสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในวันข้างหน้า ช่อง 7HD ยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่มากกว่าการเป็นสื่อมวลชน แต่พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้กับคนรุ่นต่อไปอย่างยั่งยืน

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกใครเอ่ย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกใครเอ่ย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ลูกใครเอ่ย

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

             กาลครั้งหนึ่ง ราว 3,000 ปีมาแล้ว ก่อนสมัยพระพุทธเจ้า ที่ กรุงเยรูซาเล็ม ประเทศอิสราเอล ซึ่งปกครองโดย กษัตริย์โซโลมอน ผู้เป็นกษัตริย์ที่ชาญฉลาด ท่านมีสติปัญญาอันล้ำเลิศเพื่อใช้ในการตัดสินคดีความและดูแลประชาราษฎร์ให้ได้รับความยุติธรรม

             วันหนึ่ง มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้น เมื่อหญิง สองคนเดินทาง มาเฝ้ากษัตริย์พร้อมกับทารกน้อยเพียงคนเดียว ทั้งคู่ต่างร้องไห้อ้างว่าเด็กคนนี้คือลูกของตน

             หญิงคนแรกกราบทูลว่า “ข้าพเจ้ากับผู้หญิงคนนี้อาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน เราต่างก็คลอดลูกในเวลาใกล้เคียงกัน แต่เมื่อคืนนี้ลูกของนางเสียชีวิตเพราะนางนอนทับ นางจึงแอบสลับตัวเด็ก เอาลูกที่ตายแล้วมาวางไว้ข้างตัวข้าพเจ้า และขโมยลูกของข้าพเจ้าไป!”

             หญิงคนที่สองรีบค้านทันที “ไม่จริง เด็กที่ยังมีชีวิตอยู่คือลูกของข้าพเจ้า ส่วนเด็กที่ตายไปแล้วนั่นต่างหากคือลูกของนาง!”

             หญิงทั้งสองโต้เถียงกันอย่างรุนแรง ต่างฝ่ายต่างยืนกรานความสิทธิ์ในตัวเด็ก จนไม่มีใครสามารถพิสูจน์ได้ว่าใครคือแม่ที่แท้จริง เนื่องจากไม่มีพยานในที่เกิดเหตุ

             กษัตริย์โซโลมอนทรงนิ่งฟังครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่งการให้ทหารนำ “ดาบ” มาให้ท่าน ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าขุนนาง ท่านประกาศก้องว่า:

             “ในเมื่อเจ้าทั้งสองต่างก็อ้างว่าเป็นแม่เด็ก และไม่มีใครยอมจำนน เพื่อความยุติธรรม ข้าจะสั่งให้ตัดแบ่งทารกนี้ออกเป็นสองส่วน แบ่งให้เจ้าไปคนละครึ่ง!”

             ทันทีที่ทหารเงื้อดาบขึ้น หญิงคนที่สอง นิ่งเฉยและกล่าวว่า “ยุติธรรมดีแล้ว จะได้ไม่ต้องเป็นของข้าหรือของนาง แบ่งกันไปคนละครึ่งเถิด”

             ฝ่ายหญิงคนแรก กลับร้องไห้แทบขาดใจ นางทรุดตัวลงกับพื้นและอ้อนวอนว่า

             “โปรดอย่าฆ่าเด็กเลย ยกเด็กคนนี้ให้หญิงผู้นั้นไปเถิด ขอเพียงให้ลูกของข้าพเจ้ามีชีวิตรอดก็พอ!”

             เมื่อได้ยินดังนั้น กษัตริย์โซโลมอนจึงยิ้มออกมาและสั่งให้ทหารลดดาบลง ท่านชี้ไปที่หญิงคนแรกที่ยอมสละลูกและตรัสว่า “มอบเด็กให้แก่หญิงคนนี้ เพราะนางคือแม่ที่แท้จริง สัญชาตญาณของแม่ย่อมยอมเสียสละทุกอย่าง แม้กระทั่งสิทธิ์ของตน เพื่อรักษาชีวิตลูกไว้”

             ข่าวการตัดสินคดีนี้แพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักร ราษฎรต่างสรรเสริญในความยุติธรรมและสติปัญญาของกษัตริย์โซโลมอน ท่านไม่ได้ใช้เพียงตัวบทกฎหมาย แต่ใช้ “ความเข้าใจในหัวใจของมนุษย์” เพื่อหาความจริง

             การตัดสินคดีนี้ เป็นการทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์)  ตามบุญกิริยาวัตถุ 10 ประการ  

             นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ความรักแท้คือการเสียสละ: แม่ที่แท้จริงยอมสูญเสียสิทธิ์ครอบครอง ดีกว่าเห็นลูกต้องได้รับอันตราย

             เรียบเรียงจากคัมภีร์ไบเบิล ภาคพันธสัญญาเดิม (Old Testament) บทที่ 3 ข้อที่ 16-28 (1 Kings 3:16-28) เรื่อง การตัดสินของกษัตริย์โซโลมอน The Judgement of Solomon

อาทร  จันทวิมล

สานต่อภารกิจ ‘รีไซขุ่น ปี 3’ ซีพี-เมจิ จับมือ คาเฟ่ อะเมซอน และไปรษณีย์ไทย เก็บฝาใช้แล้ว อัปไซเคิลเป็นโต๊ะ-เก้าอี้ให้โรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่

สานต่อภารกิจ ‘รีไซขุ่น ปี 3’ ซีพี-เมจิ จับมือ คาเฟ่ อะเมซอน และไปรษณีย์ไทย เก็บฝาใช้แล้ว อัปไซเคิลเป็นโต๊ะ-เก้าอี้ให้โรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่

สานต่อภารกิจ ‘รีไซขุ่น ปี 3’ ซีพี-เมจิ จับมือ คาเฟ่ อะเมซอน และไปรษณีย์ไทย เก็บฝาใช้แล้ว อัปไซเคิลเป็นโต๊ะ-เก้าอี้ให้โรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมในหาดใหญ่

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เดินหน้าแคมเปญ “ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปี 3” พร้อมภารกิจใหม่ “เปลี่ยนฝาเป็นโต๊ะ (From Caps to Classrooms)” บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ผู้นำในอุตสาหกรรมนมพาสเจอไรส์ของประเทศไทย ชวน Café Amazon และไปรษณีย์ไทย ขับเคลื่อน Circular Economy เปลี่ยนฝาขวดพลาสติกใช้แล้วจาก Café Amazon 4,800 สาขาทั่วประเทศ ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในรูปแบบของ “โต๊ะและเก้าอี้นักเรียน” ผ่านกระบวนการอัปไซเคิลจำนวนกว่า 200 ชุด ก่อนส่งต่อให้กับโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา ซึ่งได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2568 สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจในการสร้างคุณค่าจากวัสดุเหลือใช้ให้กลับมาสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนไทย

นายอภิสิทธิ์ ธีรภาพรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวว่า ซีพี-เมจิ ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด “เพิ่มคุณค่าชีวิต – Enriching Life” โดยหนึ่งในมิติสำคัญคือ Enriching Planet ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ โครงการ ‘ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น’ จึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 เพื่อส่งเสริมการจัดการขยะพลาสติกอย่างถูกต้อง และเพิ่มคุณค่าให้กับบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้แล้ว จากข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมสะท้อนว่า ฝาพลาสติกเป็นหนึ่งในขยะที่พบมากที่สุดในทะเลไทย แม้จะเป็นชิ้นเล็ก แต่ใช้เวลาในการย่อยสลายนาน แต่ทั้งนี้ บรรจุภัณฑ์พลาสติกก็สามารถนำกลับมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีประโยชน์ได้

“ในปีนี้ เราจึงตั้งใจหยิบ ‘ฝาเล็ก ๆ’ มาเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ผ่านภารกิจ ‘เปลี่ยนฝาเป็นโต๊ะ (From Caps to Classrooms)’ ฝาขวดพลาสติกจากร้าน Café Amazon ทั่วประเทศ จะถูกรวบรวมและส่งต่อผ่านไปรษณีย์ไทย ก่อนเข้าสู่กระบวนการอัปไซเคิลเป็นแผ่นโต๊ะ (Tabletop) และผลิตเป็นชุดโต๊ะและเก้าอี้นักเรียน เพื่อนำไปมอบให้กับโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา โดยในปีนี้เรายินดีที่ได้พาร์ทเนอร์ที่แข็งแกร่งอย่าง Café Amazon และไปรษณีย์ไทย มาร่วมขับเคลื่อนโครงการ ทำให้ฝาพลาสติกจากทั่วประเทศสามารถออกเดินทางไกลไปสู่โต๊ะเรียนที่เด็ก ๆ จะได้ใช้ทุกวัน”

นายไกรพิท เปรมมณี รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านธุรกิจไลฟ์สไตล์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า Café Amazon ตระหนักถึงปัญหาขยะและการลดใช้พลาสติก ทุกวันร้าน Café Amazon มีการใช้งานฝาพลาสติกจำนวนมากจากการดำเนินงานของสาขาทั่วประเทศ เราจึงมองว่าสิ่งเล็กๆ อย่างฝาขวด หากจัดการอย่างเป็นระบบ ก็สามารถสร้างคุณค่าใหม่ได้ ในโครงการ ‘ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปี 3’ Café Amazon จึงใช้ศักยภาพของเครือข่ายร้าน 4,800 สาขาทั่วประเทศ เป็นจุดรวบรวมฝาขวดพลาสติกจากการใช้งานจริงในร้าน ก่อนบรรจุใส่กล่องของไปรษณีย์ไทย เพื่อเตรียมส่งต่อเข้าสู่กระบวนการอัปไซเคิล ซึ่งไม่เพียงช่วยลดขยะพลาสติก แต่เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลายเป็นทรัพยากรที่สร้างประโยชน์ต่อสังคมได้จริง สอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของ OR หรือ OR SDG ที่จะตอบโจทย์เป้าหมาย ‘GREEN’ ในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์อย่างยั่งยืนอีกด้วย

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนแนวคิด Circular Economy ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ ผ่านโครงการ Green Hub ที่เปิดพื้นที่ให้ภาคธุรกิจ ภาคชุมชน และประชาชน มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน ความร่วมมือในโครงการ ‘ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปี 3’ ไปรษณีย์ไทยในฐานะเครือข่ายโลจิสติกส์ของประเทศ ที่ช่วยเชื่อมโยงความตั้งใจของพันธมิตรและสังคมให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ได้นำศักยภาพเครือข่ายไปรษณีย์ทั่วประเทศและบุรุษไปรษณีย์ มาสนับสนุนการรับและขนส่งฝาพลาสติกจากร้าน Café Amazon เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการอัปไซเคิลเป็นชุดโต๊ะและเก้าอี้นักเรียน ซึ่งไม่เพียงเป็นการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังเป็นการส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้กับเยาวชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สอดคล้องกับบทบาทของไปรษณีย์ไทยที่มุ่งเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน และโอกาสดี ๆ ให้เดินทางไปถึงกันได้ทั่วประเทศ

โครงการ “ซีพี-เมจิ รีไซขุ่น ปี 3” จะเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนเมษายน-พฤษภาคม 2569 โดยซีพี-เมจิตั้งเป้าหมายผลิตชุดโต๊ะและเก้าอี้นักเรียนจำนวนกว่า 200 ชุด เพื่อส่งมอบให้กับโรงเรียนเป้าหมายภายในไตรมาสที่ 2 ปีนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าวปิดท้าย

‘กิ่งก้านแห่งยุคสมัย’ คว้ารางวัลช้างเผือก ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ สะท้อนพลังศิลปะร่วมสมัยสู่เวทีนานาชาติ

‘กิ่งก้านแห่งยุคสมัย’ คว้ารางวัลช้างเผือก ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ สะท้อนพลังศิลปะร่วมสมัยสู่เวทีนานาชาติ

‘กิ่งก้านแห่งยุคสมัย’ คว้ารางวัลช้างเผือก ‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’ สะท้อนพลังศิลปะร่วมสมัยสู่เวทีนานาชาติ

วันเสาร์ ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

คณะกรรมการโครงการประกวด “ศิลปกรรมช้างเผือก”  ประจำปี 2569 ตัดสินให้ผลงาน “กิ่งก้านแห่งยุคสมัย” ภายใต้หัวข้อ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” โดย ธีรพล สีสังข์  คว้ารางวัลช้างเผือก ทั้งนี้ ผลงานที่ได้รับรางวัลรวม 21 รางวัล และผลงานที่ผ่านการคัดเลือกอีก 29 ผลงาน กำลังจัดแสดงนิทรรศการ ณ ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นองค์ประธานเปิดงานแสดง และพระราชทานรางวัลในวันที่ 22 เมษายน 2569

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) (“ไทยเบฟ”) สนับสนุนการจัดโครงการประกวด “ศิลปกรรมช้างเผือก” อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 เพื่อส่งเสริม และผลักดันวงการศิลปะไทย พร้อมเปิดเวทีให้ศิลปินไทยได้แสดงศักยภาพ และทักษะฝีมืออันโดดเด่นเพื่อก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ ซึ่งปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” โดยคณะกรรมการ  ประกอบด้วย ฐาปน สิริวัฒนภักดี, ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์, ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิต, ศาสตราจารย์เกียรติคุณถาวร โกอุดมวิทย์, ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ กุญแจทอง, ศาสตราจารย์ทินกร กาษรสุวรรณ, นิติกร กรัยวิเชียร, วรรณพร พรประภา และ มนุรดา พรชนะรักษ์ ร่วมพิจารณาคัดเลือกผลงานจากทั้งหมด 469 ชิ้น และตัดสินให้ผลงาน “กิ่งก้านแห่งยุคสมัย” ได้รับรางวัลช้างเผือก รวมถึงรางวัลอื่นรวม 21 รางวัล และผลงานที่ผ่านการคัดเลือกอีก 29 ผลงาน  

ผลงานที่ได้รับรางวัลช้างเผือก ได้แก่ “กิ่งก้านแห่งยุคสมัย” โดย ธีรพล สีสังข์ รับเงินรางวัล 1,000,000 บาท รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ “ดอยอ่างขาง” โดย บุญมี แสงขำ รับเงินรางวัล 500,000 บาท รางวัลคุณหญิงวรรณา สิริวัฒนภักดี  ได้แก่ “Made in Thailand” โดย เญอรินดา แก้วสุวรรณ รับเงินรางวัล 400,000 บาท รางวัล CEO AWARD ได้แก่ “ชีวิตใหม่ 2568 / New Life 2025” โดย พีระพีพัฒน์ ผลรัตนไพบูลย์ รับเงินรางวัล 250,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีรางวัลรองชนะเลิศ 5 รางวัล รางวัลละ 200,000 บาท ประกอบด้วย ชยสิทธิ์ ออไอศูรย์ ธีรพล โพธิ์เปี้ยศรี นารา วิบูลย์สันติพงศ์ สุวิวัฒณ์ หวานอารมย์ อภิชา วรรณกสิณ และรางวัลชมเชยอีก 12 รางวัล รางวัลละ 100,000 บาท รวมเงินรางวัลทั้งสิ้น 4,350,000 บาท

นิติกร กรัยวิเชียร ผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) และคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า การประกวดศิลปกรรมช้างเผือก เกิดจากความตั้งใจของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เพื่อเฟ้นหาศิลปินไทยรุ่นใหม่ที่มีความสามารถโดดเด่นในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบเหมือนจริง (Realistic) และศิลปะรูปลักษณ์ (Figurative Art) โดยในแต่ละปีมีศิลปินจากทั่วประเทศส่งผลงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ศิลปินจากทุกภูมิภาคได้แสดงศักยภาพ และถ่ายทอดแนวคิดผ่านผลงานของตน การประกวดในปีนี้นับเป็นครั้งที่ 15 โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผลงานของศิลปินได้สะท้อนความหลากหลายของมุมมองและรากวัฒนธรรมจากทั่วประเทศ เวทีนี้จึงไม่เพียงเปิดพื้นที่ให้ศิลปินได้แสดงศักยภาพทางศิลปะ แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาส และพัฒนาศิลปินรุ่นใหม่ โดยใช้ศิลปะเป็นพลังสร้างคุณค่าทางสังคม เชื่อมโยงชุมชน วัฒนธรรม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อร่วมกัน สืบสาน รักษา และต่อยอดคุณค่าที่ดีงามอย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ คณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า การประกวดศิลปกรรมช้างเผือกครั้งนี้ จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 15 และได้รับความสนใจจากผู้สมัครทั่วประเทศ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของศิลปินไทยที่เริ่มฝึกฝน และพัฒนาฝีมือตั้งแต่ยังศึกษาอยู่ หนึ่งในผลงานที่โดดเด่นคือ ธีรพล สีสังข์ จากจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่สร้างสรรค์ผลงานด้วยการถักทอเส้นทองแดง และโลหะ ซึ่งพัฒนาฝีมืออย่างต่อเนื่อง ในปีนี้ผลงานของเขาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ก้าวสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพ ผมเชื่อว่าศิลปินไทยสามารถยืนหยัดบนเวทีนานาชาติได้อย่างภาคภูมิใจ จึงอยากเชิญชวนผู้ที่สนใจโดยเฉพาะเยาวชนให้ติดตามผลงาน และมาชมการจัดแสดงในครั้งนี้ เพื่อเรียนรู้พัฒนาการของศิลปิน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ และแรงบันดาลใจสำหรับการประกวดในครั้งต่อไป

ศาสตราจารย์เกียรติคุณถาวร โกอุดมวิทย์ คณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า โครงการนี้ถือว่าประสบความสำเร็จทั้งในมุมของผู้จัด และศิลปิน อีกทั้ง ยังเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ชื่นชมทักษะฝีมือของศิลปินไทยอย่างใกล้ชิด จึงนับเป็นเวทีสำคัญในการสร้างและผลักดันศิลปินที่มีศักยภาพสู่สังคมศิลปะในวงกว้าง และในปีนี้ยังมีความร่วมมือกับมูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ เพื่อนำผลงานไปเชื่อมโยงกับเวทีศิลปะร่วมสมัยระดับนานาชาติ เปิดพื้นที่ให้ทั้งงานที่เน้นแนวคิดสร้างสรรค์ และงานที่เน้นทักษะได้อยู่ร่วมกันอย่างน่าสนใจ ความร่วมมือนี้จะช่วยขยายโอกาสให้ศิลปินไทยก้าวสู่เวทีศิลปะในระดับโลกได้มากยิ่งขึ้น

ศาสตราจารย์ญาณวิทย์ กุญแจทอง คณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า หัวข้อการประกวด สืบสาน รักษา ต่อยอด มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ศิลปินได้พัฒนาตนเอง ทั้งในด้านแนวคิด และรูปแบบการสร้างสรรค์ เพราะการกำหนดโจทย์ทำให้ศิลปินต้องออกจากกรอบเดิม ค้นพบมุมมองใหม่ และไม่หยุดอยู่กับรูปแบบหรือความคิดเดิมของตนเอง ศิลปินจากต่างจังหวัดมักนำประสบการณ์ตรง วิถีชีวิต และวัฒนธรรมท้องถิ่นมาเป็นแรงบันดาลใจ สะท้อนออกมาเป็นรูปทรงและเนื้อหาที่มีรากฐานชัดเจน ขณะที่ศิลปินในเมืองอาจมีการผสมผสานสื่อมีเดีย หรือแนวคิดร่วมสมัยเข้ามามากขึ้น ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมา เวทีนี้จึงเป็นพื้นที่สำคัญที่ช่วยให้ศิลปินได้พัฒนาฝีมือและความคิดอย่างต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ ทดลอง และต่อยอดผลงาน ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการเติบโตสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพในระยะยาว

ศาสตราจารย์ทินกร กาษรสุวรรณ คณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า เกณฑ์การตัดสินจะพิจารณาจากคุณภาพของผลงาน ความสอดคล้องกับหัวข้อ เทคนิค และกระบวนการสร้างสรรค์ รวมถึงความสมบูรณ์ของผลงานในภาพรวม ปีนี้มีผลงานส่งเข้าประกวดจำนวนมากกว่า 400 ชิ้น จากหลากหลายเทคนิค ทั้งงานจิตรกรรม ภาพพิมพ์ และสื่ออื่น ๆ ซึ่งแต่ละเทคนิคมีคุณภาพ และลักษณะเฉพาะตัว ทำให้การพิจารณาในรอบแรกค่อนข้างเข้มข้น โดยเน้นความโดดเด่น ความแตกต่าง และพัฒนาการของศิลปินเป็นสำคัญ ผลงานที่ผ่านเข้ารอบมักสะท้อนให้เห็นทั้งความแข็งแรงด้านเนื้อหา เทคนิค และความมุ่งมั่นในการทำงานอย่างต่อเนื่องในแนวทางของตนเอง ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญของศิลปินมืออาชีพ เวทีนี้ไม่เพียงเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่ช่วยผลักดันและต่อยอดศิลปินรุ่นใหม่ให้เติบโตอย่างต่อเนื่องในวงการศิลปะ

ทั้งนี้  รางวัลช้างเผือก ผลงานที่ได้รับรางวัลรวม 21 รางวัล  และผลงานที่ผ่านการคัดเลือกอีก 29 ผลงาน  กำลังจัดแสดงให้ชมในข้าพเจ้านำเรื่องราวความประทับใจในกิจกรรมการลงแขกเกี่ยวข้าวของสังคมชนบทอีสานของตนเอง มาเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์วิถี สร้างสรรค์ผลงานศิลปะร่วมสมัยผ่านเทคนิคกระบวนการเย็บปักเส้นด้าย ร้องเรียงเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ ผสานพลังความสามัคคี ก่อเกิดความสุขของการร่วมแรงร่วมใจช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายใต้การใช้ชีวิตที่เรียบง่าย สามารถปรับประยุกต์วิถีชีวิตให้เข้ากับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างกลมกลืน โดยยึดตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง รัชกาลที่ 9 ที่ตรัสถึง “ความพอเพียงสร้างได้ก็ต่อเมื่อคนในชุมชนช่วยเหลือเกื้อกูลกัน” เป็นประโยคที่จุดประกายความคิดให้ข้าพเจ้าเล็งเห็นถึงการมีส่วนร่วมจากส่วนรวม เพื่อสร้างสรรค์และสานสัมพันธ์ชุมชนไทยให้ยั่งยืนสืบไปนิทรรศการศิลปกรรมช้างเผือก ครั้งที่ 15 ภายใต้หัวข้อ “สืบสาน รักษา ต่อยอด” ณ ชั้น 9 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่วันนี้จนถึง วันที่ 17 พฤษภาคม 2569 นอกจากนี้ ผลงานบางส่วนนำไปจัดแสดงให้ชมอีกครั้งในงาน SX2026 ระหว่างวันที่ 6-15 พฤศจิกายน 2569 อีกด้วย