‘สุรเดช’ ยกกรณี ‘เล่าต๋า’ สะท้อนช่องโหว่หลักเกณฑ์ลดโทษ ข้องใจ เหตุใดมีการรับโทษเพียงเล็กน้อย

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:44 น.

‘สุรเดช’ ยกกรณี ‘เล่าต๋า’ สะท้อนช่องโหว่หลักเกณฑ์ลดโทษ ข้องใจ เหตุใดมีการรับโทษเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิต ทำสังคมสงสัยใครได้รับประโยชน์หรือไม่ แนะ ควรตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้

นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การปล่อยตัว เล่าต๋า แสนลี่ อดีตราชายาเสพติด หลังได้รับการลดโทษจำคุกตลอดชีวิตจนเหลือเพียงราว 8 ปี 3 เดือน รวมคุมขังจริงประมาณ 9 ปี 10 เดือนว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่า การบริหารโทษและหลักเกณฑ์การลดโทษมีปัญหาและช่องโหว่ทางกฎหมายหรือไม่ เพราะมีหลายครั้งที่นักโทษเด็ดขาดถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต หรือถูกจำคุกหลายสิบปี แต่ติดคุกจริงเพียงไม่กี่ปี และได้รับการปล่อยตัวออกมาในที่สุด นอกจากนี้ มักบังเอิญว่า บุคคลส่วนใหญ่ที่ได้รับการปล่อยตัวมักเป็นผู้มีอิทธิพล มีชื่อเสียง มีฐานะทางสังคม หรือเคยเป็นนักการเมือง มาก่อนทั้งสิ้น ซึ่งสังคมกังขามาตลอดว่า มีการใช้ช่องโหว่เรื่องอายุ เรื่องสุขภาพ และพฤติกรรม เข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้ได้ลดโทษโดยเร็วหรือไม่ รวมถึงกระบวนการกลั่นกรองที่มีปัญหา ไม่รอบคอบ จนหลายๆ ครั้ง หลายคนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีกทั้งที่เพิ่งออกมา อย่างเหตุการณ์ฆาตกรรม 5 ศพ ที่ จ.ชลบุรี เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่ง รมว.ยุติธรรมเองก็ออกมายอมรับเองว่ามีความผิดพลาด รวมทั้งให้ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตอีก

นายสุรเดช กล่าวว่า กรณีของเล่าต๋า แสนลี่ มีการพิจารณาชั้นนักโทษชั้นเยี่ยมประกอบกับการได้สิทธิ์ลดโทษพิเศษซ้ำหลายรอบในฐานะผู้ต้องขังสูงอายุเกิน 70 ปี ซึ่งไม่ต่างจากการเปิดช่องให้นักโทษคดียาเสพติดร้ายแรงได้รับการลดโทษไวกว่าคดีทั่วไป ทำให้เห็นได้ว่า กรมราชทัณฑ์ขาดกรอบการจำแนกประเภทเกณฑ์อภัยโทษของคดีอุกฉกรรจ์ออกจากเกณฑ์อภัยโทษในคดีปกติ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่น่ากังวลใจ ซึ่งอาจทำให้การปราบปรามยาเสพติดของรัฐที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า เพราะผู้มีอิทธิพลหรือขบวนการค้ายารายใหญ่สามารถหลบหลีกการรับโทษจริง หรือได้รับโทษเพียงเล็กน้อยโดยอาศัยช่องโหว่เหล่านี้ อีกทั้งยังไม่มีหลักประกันใดว่า จะไม่มีการกระทำผิดซ้ำ และหากกระทำผิดซ้ำ ใครจะรับผิดชอบกับความผิดพลาดจากการอภัยโทษในครั้งนี้

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่า กรมราชทัณฑ์อาจจะมีปัญหาในเรื่องของหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอภัยโทษของนักโทษในคดีร้ายแรง และอาจจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะคดีดังกล่าว ถือว่าเป็นคดีร้ายแรงมีผลต่อความมั่นคงของประเทศ มีการปล่อยตัวง่ายๆ แบบนี้ รวมทั้งในขั้นตอนที่มีการเสนอชื่อขออภัยโทษดังกล่าว มีการระบุว่า เป็นนักโทษชั้นดี ชั้นดีเยี่ยม ต่อเนื่องกันมา ทำให้สังคมสงสัยได้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์หรือไม่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ควรตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้มีอำนาจและมีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ว่ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมคลายความสงสัยในเรื่องดังกล่าวเพราะเครือข่ายยาเสพติดนั้น มีเงินมหาศาล แม้ก่อนหน้านี้อาจจะมีการยึดทรัพย์ แต่คำถามคือ ยึดทรัพย์แค่ไหน

นายสุรเดช กล่าวตอนท้ายว่า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก รัฐบาลจำเป็นต้องปฏิรูปเกณฑ์การอภัยโทษและการบริหารโทษทั้งระบบครั้งใหญ่และโดยทันที ตนขอเสนอเรื่องต้องยกเว้นหรือกำหนดเงื่อนไขขั้นต่ำที่เข้มงวดเป็นพิเศษสำหรับคดียาเสพติดร้ายแรง คดีในส่วนของผู้มีอิทธิพล และคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ไม่ให้สามารถได้รับการลดโทษจนเหลือระยะเวลาที่ได้รับโทษจริงที่สั้นเกินไป นอกจากนี้ ควรมีการปรับปรุงระบบจัดชั้นนักโทษให้สอดคล้องกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดในอดีตมากกว่า ไม่ใช่แต่เพียงพิจารณาแค่เพียงพฤติการณ์ของนักโทษว่า ไม่เคยมีประวัติในการกระทำความผิดทางวินัยในเรือนจำเท่านั้น ที่สำคัญควรมีการสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอัยการ ศาล และกรมราชทัณฑ์ในการพิจารณาลดโทษ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมในสังคม

นายกพอใจเยือนออสเตรเลีย กวาดลงทุน วิน-วิน ชูจับคู่ธุรกิจฉลุย-ทุนไทยผงาดลงทุนอสังหาฯ 2.3 แสนล้าน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:39 น.

นายกฯ ปลื้มเยือนออสซีกวาดลงทุน “วิน-วิน” พอใจ 2 เด้งชูจับคู่ธุรกิจฉลุย-ทุนไทยผงาดลงทุนอสังหาฯในออสเตรเลีย 2.3 แสนล้านบาท ลั่นแรงงานยุคใหม่ขายฝีมือ ย้ำจุดยืนฟันเด็ดขาดแก๊งค้ายาข้ามชาติ นายกฯออสซี่ไม่ติดใจแอร์สาวขนยาเสพติด

รัฐบาลไทยกางผลงานชิ้นโบแดงหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรีได้เปิดเผยถึงความสำเร็จในการกระชับความสัมพันธ์เชิงรุก ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งภาคเศรษฐกิจ การลงทุน การยกระดับแรงงาน รวมถึงการจัดการปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นรูปธรรม

วันที่19 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นที่เร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจเยือนประเทศออสเตรเลียอย่างเป็นทางการ นะหว่างวันที่ 17-19 ส.ค. ว่า การเยือนครั้งนี้น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากได้เชิญชวนผู้ประกอบการออสเตรเลียในหลายภาคส่วนให้เข้าไปขยายกิจการในไทย รัฐบาลได้นำเสนอนโยบาย “Thailand Fast Pass” ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ซึ่งทำหน้าที่เป็น One Stop Seevice ในการอำนวยความสะดวกและขจัดอุปสรรคให้นักลงทุนต่างชาติในจุดเดียว

โดยสิ่งที่ทำให้การเยือนครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างเหนือความคาดหมาย คือการขับเคลื่อนให้เกิด การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนและเจรจาต่อยอด จนนำไปสู่ การร่วมลงทุน (Joint Venture) ในธุรกิจขนาดใหญ่ สร้างบรรยากาศการค้าแบบ “วิน-วิน” (Win-Win Situation) ที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล
“ในวงหารือว่า หลายๆ บริษัทพูดกับผมว่า เพิ่งตัดสินใจที่จะไปขยายกิจการลงทุนในประเทศไทย สุดท้ายเขาก็จะเลือกประเทศไทยในการเป็นฐานการผลิตแห่งใหม่ การเยือนครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จที่ทำให้พอใจ 2 เด้งเพราะไม่เพียงแค่ดึงนักลงทุนเข้าไทย แต่ยังเป็นการเปิดทางให้นักลงทุนไทยไปเติบโตในออสเตรเลีย”
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีกลุ่มทุนไทยรายใหญ่เข้าไปควบรวมและร่วมลงทุนมากมาย ทั้งในด้านพลังงาน เคมีภัณฑ์ และโรงแรม โดยเฉพาะบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ในเครือกลุ่มไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น (TCC Group) กลุ่มบริษัทของคนไทยที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์ในออสเตรเลียรวมมูลค่าสูงถึง 230,000 ล้านบาท ทำให้ออสเตรเลียมองคนไทยว่าเราไม่ใช่เป็นประเทศเกษตรกรรมทำไร่ไถนาอย่างเดียว แต่เราเป็นประเทศที่มีทุนระดับชาติ ไปลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในต่างประเทศได้ อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ข้อกังวลของภาคเอกชนเรื่องระยะเวลาวีซ่าการทำงานของแรงงานไทยที่อาจจะสั้นเกินไป ไผู้ด้หารือกัอกับนายกรีฐมนตรอิสเตรเลียได้รับทราบปัญหาและมอบหมายให้รัฐมนตรีแรงงานของทั้งสองประเทศรับไปหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันแล้ว
“แรงงานไทยในสายตาต่างชาติที่เคยกังวลว่า มาแล้วจะไม่ยอมกลับ ประเทศไทย คนไทยวันนี้ เราไม่ได้มาเพื่อขายแรงงานถูกๆ อีกต่อไป แต่เรามาพร้อมทักษะ ความถนัด ความรู้ และเทคโนโลยี” ตัวอย่างความสำเร็จของคนรุ่นใหม่ชาวไทยที่เข้าไปทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง แคนวา (Canva) เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ศักยภาพและสมองขับเคลื่อนองค์กรชั้นนำได้อย่างโดดเด่น”

สำหรับประเด็นที่คนไทยถูกจับกุมในข้อหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าออสเตรเลีย นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พฤติการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ รฐีบาลนี้ประกาศความเป็นศัตรูกับกระบวนการค้ายาเสพติดในทุกรูปแบบ รัฐบาลไทยจึงไม่สามารถให้ความช่วยเหลือใดๆ ได้เลยหากท่านกระทำผิด และได้หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือกับ นายแอนโทนี อัลบานีส นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย โดยตรง และแจ้งอย่างชัดเจนว่า ขอให้ท่านดำเนินการกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายออสเตรเลียได้อย่างเต็มที่ รัฐบาลไทยจะไม่เข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมใดๆ ขณะที่นายกฯ ออสเตรเลียได้ตอบกลับด้วยความเข้าใจว่า เรื่องดังกล่าวเป็นความผิดส่วนบุคคล และไม่ได้ให้น้ำหนักจนกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทย ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียยังคงมองไทยเป็นพันธมิตรสำคัญในการร่วมปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งที่ผ่านมาทางการไทยได้โชว์ผลงานกวาดล้างและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายเหล่านี้ไปแล้วกว่า 5-6 หมื่นล้านบาท

อนุทิน ชาญวีรกูล, ออสเตรเลีย

กมธ.ศาสนา ลงพื้นที่เก็บข้อมูล ปมพิพาท วัดป่าอดุลยาราม เตรียมหอบข้อเท็จจริงเข้าสภาสัปดาห์หน้า

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:35 น.

‘กมธ.ศาสนาฯ’ ยกคณะลงพื้นที่ ‘วัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น’ รับฟังข้อมูลทุกฝ่าย เจาะปม ‘โฉนด-ปิดทางเข้าวัด-แอบอ้างเบื้องสูง’ เตรียมหอบข้อเท็จจริงเข้าสภาฯสัปดาห์หน้า

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น จ.ขอนแก่น นางธิวัลรัตน์ อังกินันทน์ สส.เพชรบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกรรมาธิการฯ ประกอบด้วย นายประสิทธิ์ โนทะ รองประธานกรรมาธิการฯ นายอดิศร เพียงเกษ กรรมาธิการและประธานที่ปรึกษากรรมาธิการฯ นายปัญญา ชวนบุญ นายสมศักดิ์ บุญประชม และนายกรณ์ มีดี กรรมาธิการฯ พร้อมคณะที่ปรึกษา ลงพื้นที่ประชุมร่วมกับรองเจ้าคณะจังหวัดขอนแก่นและคณะสงฆ์ เพื่อติดตามปัญหาข้อพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม หลังเรื่องดังกล่าวอยู่ในความสนใจของประชาชน

การประชุมมี นายยุทธนา โพธิวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมผู้แทนสำนักงานที่ดินจังหวัด สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด นายอำเภอเมืองขอนแก่น เทศบาลนครขอนแก่น และตำรวจ เข้าร่วมให้ข้อมูล ขณะที่พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ไม่สามารถเดินทางมาชี้แจงด้วยตนเอง เนื่องจากต้องเข้ารับการฟอกไต จึงมอบหมายทนายความและไวยาวัจกรวัดเป็นผู้ให้ข้อมูลแทน

สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่นชี้แจงถึงประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะกรณีการปิดทางเข้า-ออกวัด ซึ่งขณะนี้ตำรวจอยู่ระหว่างดำเนินคดี ทราบตัวผู้เกี่ยวข้องแล้ว และเตรียมออกหมายเรียกให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาภายในวันที่ 27 สิงหาคมนี้

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังติดตามขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์โฉนดที่ดินให้เป็นของวัด ตลอดจนประเด็นการแอบอ้างเบื้องสูง และกรณีบุคคลภายนอกเข้ามาในพื้นที่วัด ซึ่งเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

นางธิวัลรัตน์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ต้องการรับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย ทั้งคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ และผู้เกี่ยวข้อง ก่อนรวบรวมข้อมูลทั้งหมดกลับไปพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการฯ ในสัปดาห์หน้า โดยเฉพาะปมโฉนดที่ดินวัด ซึ่งจำเป็นต้องหาข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย พร้อมกันนี้ จะประสานสำนักงานพระพุทธศาสนาให้ช่วยเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการที่ดินและศาสนสมบัติแก่พระสงฆ์และวัดทั่วประเทศ เพื่อป้องกันปัญหาในลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีก

ประธานกมธ.การศาสนาฯ กล่าวต่อว่า จากการรับฟังข้อมูลครั้งนี้ถือว่าได้รับข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และจะเร่งนำเรื่องกลับไปพิจารณาที่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาตามกฎหมาย รวมถึงศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่วัด ตลอดจนภาระภาษีจากการยกที่ดินถวายวัด โดยจะนำกรณี “วัดป่าอดุลยาราม” เป็นกรณีศึกษาเพื่อถอดบทเรียนและวางแนวทางป้องกันปัญหาในภาพรวม

จากนั้นช่วงบ่าย คณะกรรมาธิการฯ เดินทางลงพื้นที่วัดป่าอดุลยาราม ตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง พร้อมรับฟังข้อมูลเพิ่มเติมจากรองเจ้าอาวาส ก่อนรวบรวมข้อเท็จจริงทั้งหมดเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการฯ และได้เดินทางไปยังวัดป่าแสงอรุณ เพื่อกราบสรีระพระพรหมวชิรดิลก ซึ่งละสังขาร เพื่อแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึงคุณูปการของท่าน

กมธ.ศาสนา, วัดป่าอดุลยาราม

นายกฯ หนุน TH-AI Passport ยกระดับคนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีโลก ยันไม่ใช่โครงการไร้ค่า มั่นใจ ไชยชนก ชี้แจงเรื่องนี้ได้

19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:21 น.

“อนุทิน” หนุน “TH-AI Passport” ช่วยยกระดับคนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีโลก ยันไม่ใช่โครงการไร้ค่า ให้ดูจำนวนคนลงทะเบียน รัฐบาลเร่งอัพสกิล-รีสกิล แก้ปัญหา AI แย่งงาน มั่นใจ “ไชยชนก” ชี้แจงเรื่องนี้ได้หากถูกอภิปรายในสภา

วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เมื่อเวลา 17.40 น. ตามเวลาท้องถิ่นซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย 3 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย สัมภาษณ์ ถึงโครงการ TH-AI Passport ที่เปิดให้ลงทะเบียนวันนี้เป็นวันแรกว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพของคนไทยให้เท่าทันโลกเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI ที่เป็นทคโนโลยีที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับในอดีต

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการนี้ไม่ใช่โครงการใหม่ของรัฐบาลนี้ที่ทำมาแต่ขั้นตอนแรกแต่เป็นการต่อยอด และปรับปรุงมาจากโครงการของรัฐบาลชุดก่อนหน้า โดยรัฐบาลชุดนี้ได้นำมาปัดฝุ่น และยกระดับให้เกิดเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมทั้งมีการเพิ่มแพลตฟอร์มและช่องทางแอปพลิเคชัน เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงเทคโนโลยี AI ได้โดยไม่มีข้อจำกัด

แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีการวิพากษ์วิจารณ์จนทำให้โครงการล่าช้าไปประมาณเดือนเศษ เนื่องจากมีการเจรจาขอเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ใช้งาน ที่ผ่านมานายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีการปรับปรุงทีโออาร์ ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนสูงสุด และท้ายที่สุดก็สามารถเปิดตัวได้ แม้ว่าจะล่าช้าจากกำหนดเดิมที่ตั้งใจจะเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา

นอกจากนี้นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยี AI ต่ออนาคตของแรงงานไทย ซึ่งรัฐบาลมีนโยบายการ อัพสกิลและรีสกิล(Upskill-Reskill) เพื่อรองรับการเข้ามาของ AI ที่มีบทบาทสำคัญมากขึ้น

นายอนุทินยังได้ตอบโต้กระแสวิจารณ์ที่มองว่าโครงการนี้อาจไร้ประโยชน์ โดยชี้ให้เห็นถึงจำนวนผู้สนใจลงทะเบียนในวันแรก ซึ่งเพียงวันเดียวก็จะรู้ว่าโครงการได้รับความสนใจจากประชาชนมากแค่ไหน ซึ่งหากโครงการนี้ไม่ดี ก็คงไม่ลงทะเบียนกันมากขนาดนี้ โดยเป้าหมายหลักของโครงการ TH-AI Passport คือกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบการ Startup และ SME เพื่อให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มที่มีความเสถียร ต่างจากแอปพลิเคชันฟรีทั่วไปที่มีข้อจำกัดและโฆษณา ทั้งนี้เชื่อว่าหากคนไทยเข้าถึง AI ได้มากขึ้น โอกาสในการสร้างรายได้และอนาคตของประเทศก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงกรณีที่ นายทักษิณ ชินวัตร ได้กล่าวปาฐกถาแสดงความกังวลว่า เทคโนโลยี AI อาจกลายเป็นภัยคุกคามต่อตลาดแรงงานของไทยในอนาคต

นายอนุทินกล่าวว่าเรื่องนี้คำถามและคำตอบอยู่ในตัวมันเอง คือหากรัฐบาลไม่ทำเรื่องอัพสกิลและรีสกิลประชาชน สิ่งที่อดีตนายกฯกังวลก็จะเกิดขึ้นจริงโดยในปัจจุบันแรงงานไม่ได้หมายถึงผู้ใช้กำลังเท่านั้น แต่รวมถึงพนักงานและลูกจ้างทั่วไปที่ใช้ “แรงงานสมอง” ซึ่งจำเป็นต้องเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน

“โครงการ TH-AI Passport ของรัฐบาลคือคำตอบที่เป็นรูปธรรมในการแก้ปัญหาที่นายทักษิณกังวล เพื่อให้คนไทยเข้าถึง AI ได้มากที่สุดและลดข้อจำกัดต่าง ๆ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องการเห็นการพัฒนาศักยภาพของคนไทย ให้เข้าถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดที่โลกใบนี้มีอยู่ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่าฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายในสภา นายอนุทินกล่าวด้วยว่ารัฐบาลยืนยันความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของโครงการ และพร้อมที่จะชี้แจงต่อสภาหากมีการตั้งข้อสงสัยหรือการตรวจสอบจากฝ่ายค้านในเรื่องนี้ และมั่นใจว่าหากมีการอภิปรายเรื่องนี้จริงนายไชยชนกจะสามารถชี้แจงเรื่องนี้ได้

TH-AI Passport, รัฐบาล, อนุทิน ชาญวีรกูล, ไชยชนก

ปลัด อว. ประกาศพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์สู่ ‘แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต’ ยกระดับทุนมนุษย์

19 สิงหาคม 2569 เวลา 13:56 น.

ปลัดกระทรวง อว.ในฐานะประธานบอร์ด NSM ชูวิสัยทัศน์กลางเวทีโลก “ASPAC 2026” ประกาศพลิกโฉมพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์สู่ “แพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิต” ยกระดับทุนมนุษย์รับมือโลกยุคความไม่แน่นอน พร้อมประกาศ 5 ภารกิจของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในอนาคต 19 สิงหาคม 2569 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะประธานคณะกรรมการองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ(อพวช) หรือ NSM กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Empowering Future Generations: The Role of Science Museums in Building Resilient and Sustainable Societies”  หรือ “เสริมพลังคนรุ่นอนาคต: บทบาทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในการสร้างสังคมที่เข้มแข็งและยั่งยืน” ในการประชุมเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเอเชียแปซิฟิก ประจำปี 2569 (Asia Pacific Network of Science and Technology Centres Conference: ASPAC Conference 2026) ภายใต้แนวคิด “Museums: Empowering Future Science Engagement in the Age of Uncertainty”  จัดโดย NSM ภายในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569 ณ ห้อง Amber 2–3 อาคาร IMPACT Exhibition Center ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี  ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า บทบาทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างประชากร ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จึงไม่อาจสิ้นสุดลงแค่ในระบบการศึกษาอีกต่อไป แต่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต(Lifelong Learning)” ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่สำคัญยิ่ง ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับทุนมนุษย์เป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุด เพราะหากประชาชนขาดความรู้ ทักษะ และความสามารถในการปรับตัว เทคโนโลยีก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นความยั่งยืนได้ “วันนี้เราไม่สามารถมองหรือทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก “แหล่งจัดแสดงนิทรรศการ” ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอดชีวิต”ภายใต้ระบบนิเวศของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของทุกคน และทุกคนสามารถมีปฏิสัมพันธ์ ตั้งคำถาม และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว  ศ.ดร.ศุภชัย ได้เสนอวิสัยทัศน์ถึงบทบาทหลัก 5 ประการที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในยุคอนาคตต้องมุ่งเน้น ได้แก่ 1.เป็นรากฐานของความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) เสริมสร้างประสบการณ์ตรงนอกห้องเรียนให้เด็กและเยาวชน 2.เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกช่วงวัย รองรับการเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill) ให้คนทุกกลุ่มก้าวทันโลก3.เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอนาคต (Future Literacy) และทักษะแห่งอนาคต ผ่านพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ เช่น อาคารฟิวเจอร์เรียม (Futurium) ของ อพวช. ที่เปิดโลกทัศน์ด้านอาชีพแห่งอนาคต 4.พัฒนาเครื่องมือนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม นำเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น AR และ VR มาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีและเข้าถึงง่ายขึ้น และ 5.สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตามอัธยาศัย กระจายโอกาสการเข้าถึงวิทยาศาสตร์ผ่านสื่อ ชุดการเรียนรู้ (Learning kits) และช่องทางดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและส่งมอบความรู้ถึงชุมชนห่างไกล  นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยังต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสาธารณชนกับชุมชนนักวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้าง “วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์” ให้ฝังรากลึกในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “เราอยากเห็นผู้คนเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ไปด้วยความรู้สึกที่ว่า “ฉันเข้าใจมากขึ้น ฉันทำได้มากขึ้น และฉันสามารถมีส่วนร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ตนเองและประเทศชาติได้” อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราแค่ก้าวเข้าไป แต่มันคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์คือกุญแจสำคัญสำหรับสังคมในการออกแบบอนาคตนั้น” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย

ปลัด อว., พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์

เปิดฉากมหกรรมวิทย์ฯ 69 ชูพลังนวัตกรรมแก้ปัญหาโลก พลิกโฉมวิทยาศาสตร์ให้เป็นเรื่องใกล้ตัว

19 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ 2569” ภายใต้แนวคิด “Intelligence in Science for a Sustainable Future” หรือ “วิทยาศาสตร์ฉลาดรู้ ก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืน” โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM คณะผู้บริหาร อว. และคณะผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมงาน ณ เวทีกลาง งานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2569

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) การเตรียมความพร้อมให้เด็กและเยาวชนจึงเป็นสิ่งสำคัญ งานวิทย์ฯ 69 จึงมุ่งเป็นพื้นที่สร้างประสบการณ์และแรงบันดาลใจให้ผู้ร่วมงานได้เรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านการลงมือทำ ทดลอง และค้นพบศักยภาพของตนเอง “สิ่งที่เราอยากเห็นจากงานนี้ไม่ใช่เพียงเด็กและเยาวชนได้รับความรู้ แต่ต้องเกิดแรงบันดาลใจที่จะนำความรู้ไปต่อยอด ตั้งคำถามใหม่ และสร้างสิ่งใหม่ให้กับประเทศ เพราะกำลังคนคุณภาพคือพื้นฐานสำคัญของการสร้างประเทศไทยในอนาคต” โดยแนวคิดการจัดงานยังสะท้อนบทบาทของวิทยาศาสตร์ที่สามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และความมั่นคงทางอาหารได้อย่างยั่งยืน

มหกรรมวิทย์ฯ 69

สกร.เดินหน้า ‘เกษตรธรรมชาติ’ พลิกพื้นที่รกร้างสู่แหล่งเรียนรู้ ชู ‘Learn to Earn’ สร้างอาชีพ–รายได้ยั่งยืนให้ชุมชน

19 สิงหาคม 2569 เวลา 00:00 น.

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารข้อตกลงความร่วมมือด้านการพัฒนา ส่งเสริม และเผยแพร่เกษตรธรรมชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมี คุณสุชาญ ศีลอำนวย เลขานุการมูลนิธิเอ็มโอเอไทย (MOA THAI Foundation) นายสังข์ กาญจนเพิ่มพูน ผู้ทรงคุณวุฒิ พร้อมด้วยผู้บริหารและบุคลากร สกร. จากส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมบรรจง ชูสกุลชาติ ชั้น 6 กรมส่งเสริมการเรียนรู้

ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดี สกร. กล่าวว่า หัวใจสำคัญของ “เกษตรธรรมชาติ” ไม่ได้อยู่เพียงการงดใช้สารเคมี แต่เป็นการนำวงจรชีวิตของธรรมชาติและระบบนิเวศมาเกื้อกูลกันอย่างสมดุล เพื่อสร้างความยั่งยืนทั้งต่อคน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดย สกร. มุ่งให้การเรียนรู้ด้านเกษตรธรรมชาตินำไปสู่การปฏิบัติจริง และสามารถต่อยอดเป็นอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดชลบุรี จัดทำฐานข้อมูลและทำเนียบผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรธรรมชาติ โดยรวบรวมบุคลากรที่ผ่านการอบรมเกษตรธรรมชาติ ระดับสูง ณ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อสร้างเครือข่ายบุคลากรที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผลสู่พื้นที่ต่างๆ พร้อมกำชับให้คณะกรรมการติดตามและประเมินผลการนำองค์ความรู้กลับมาใช้ประโยชน์อย่างจริงจัง เพื่อให้การใช้งบประมาณแผ่นดินเกิดประสิทธิภาพและประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ขณะเดียวกัน ได้มอบหมายให้ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพราษฎรไทยบริเวณชายแดน (ศฝช.) ทั่วประเทศ สำรวจและจัดทำผังการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่รกร้างหรือพื้นที่ที่ยังไม่ได้ใช้ประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อนำมาพัฒนาเป็น “แปลงเรียนรู้เกษตรธรรมชาติ” สำหรับประชาชน ชุมชน และครอบครัว ภายใต้แนวคิด “Learn to Earn” เรียนรู้แล้วสร้างรายได้จริง

แนวทางดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ตั้งแต่การปลูกพืชผัก การทำเกษตรธรรมชาติ ไปจนถึงการนำผลผลิตไปจำหน่ายสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว โดยสำนักงาน สกร. ประจำจังหวัดจะเข้ามามีบทบาทสนับสนุนทั้งด้านการตลาด การแปรรูป และการเพิ่มมูลค่าผลผลิต เพื่อยกระดับ ศฝช. ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ที่มีชีวิต เป็นแหล่งสร้างอาชีพ และเป็นที่พึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง

“เกษตรธรรมชาติไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน แต่ต้องเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและการประกอบอาชีพ การจัดการเรียนรู้จึงต้องเน้นการปฏิบัติจริง มีหลักสูตรที่เหมาะสม และสามารถประเมินผลสัมฤทธิ์จากสิ่งที่ผู้เรียนทำได้จริง”

นอกจากนี้ ยังมีนโยบายขยายผลการดำเนินงานไปยังจังหวัดและพื้นที่ที่มีความพร้อม โดยนำเทคโนโลยีและสื่อออนไลน์มาใช้สนับสนุนการเรียนรู้ อาทิ คลิปวิดีโอและสื่อเตรียมความพร้อม เพื่อให้ผู้สนใจสามารถเรียนรู้พื้นฐานก่อนเข้าสู่การอบรมในระดับที่สูงขึ้น ซึ่งจะช่วยให้การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเกษตรธรรมชาติเข้าถึงประชาชนได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

อธิบดี สกร. กล่าวในช่วงท้ายว่า การขับเคลื่อนความร่วมมือตามบันทึกข้อตกลง (MOU) จะต้องสร้างผลลัพธ์อย่างสมดุลทั้งด้าน “วัตถุ” และ “จิตใจ” กล่าวคือ นอกจากการสร้างผลผลิตทางการเกษตรที่ดีต่อสุขภาพ สร้างอาชีพ และสร้างรายได้แล้ว ต้องคำนึงถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตใจของผู้เรียนและผู้ปฏิบัติงานควบคู่กันไป

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการได้ผลผลิตทางการเกษตร แต่ต้องทำให้คนมีความสุข มีอาชีพ มีรายได้ และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทุกพื้นที่ที่ สกร. เข้าไปขับเคลื่อนต้องเป็นทั้งพื้นที่แห่งการเรียนรู้ พื้นที่ปลอดภัย และพื้นที่แห่งโอกาส เพื่อให้ประชาชนและชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมั่นคง”

Learn to Earn, สกร., เกษตรธรรมชาติ

NSM เปิดเวที ‘INTEDIF 2026’ ดึงผู้นำพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลกร่วมปักหมุดทิศทางแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่

18 สิงหาคม 2569 เวลา 18:31 น.

NSM เปิดเวทีใหญ่ “INTEDIF 2026” ดึงผู้นำพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับโลกร่วมปักหมุดทิศทางแหล่งเรียนรู้ยุคใหม่พร้อมนำคณะเข้าชม “ฟิวเจอเรียม” ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) หรือ NSM กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับ Asia Pacific Network of Science and Technology Centres (ASPAC) เปิดการประชุม International Directors Forum 2026 (INTEDIF 2026) ภายใต้แนวคิด “Evolving our Organizations Amidst a Rapidly Changing World” เวทีสำคัญที่รวมผู้บริหารระดับสูงจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ทั่วโลก เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ และแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการพัฒนาองค์กรให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมร่วมกำหนดทิศทางและยกระดับบทบาทของพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ในการสร้างคุณค่า ตอบโจทย์ความต้องการของสังคม และร่วมขับเคลื่อนอนาคตอย่างยั่งยืน

การประชุมครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายสุวรงค์ วงษ์ศิริ รักษาการแทนผู้อำนวยการ NSM พร้อมด้วย Maria Isabel Garcia President , ASPAC (The Mind Museum) และผู้นำเครือข่ายพิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ได้แก่ Christofer Nelson President and CEO, Association of Science and Technology Centers (ASTC), Maria João Fonseca President, European Network of Science Centres and Museums (ECSITE) , Maissa Azab Executive Director, The North Africa and Middle East Science Centers Network (NAMES), Miguel Garcia-Guerrero Executive Director, The Network for the Popularization of Science and Technology in Latin America and the Caribbean (RedPOP) และ Rufus Wesi Chairman, The South African Association of Science & Technology Centres (SAASTEC) ร่วมเปิดการประชุม ณ ห้องประชุมแสงเดือน–แสงเทียน พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า NSM ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี         

นายสุวรงค์  กล่าวว่า NSM และประเทศไทยรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับผู้บริหารระดับสูงกว่า 30 หน่วยงาน จำนวน 51 คน จาก 20 เขตเศรษฐกิจทั่วโลกเข้าร่วมการประชุม INTEDIF 2026 ซึ่งการที่ผู้นำพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้จากนานาประเทศมารวมตัวกันในประเทศไทยครั้งนี้ นับเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อร่วมกันมองไปข้างหน้าว่าองค์กรของเราจะปรับตัวและสร้างคุณค่าให้แก่สังคมท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผลกระทบและโอกาสจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ซึ่งกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงทั้งรูปแบบการบริหารจัดการ การเรียนรู้ และการสร้างประสบการณ์ให้แก่ผู้เข้าชม ตลอดจนการพัฒนาองค์กรและสังคมอย่างยั่งยืน รวมถึงการแสวงหารูปแบบความร่วมมือใหม่ ๆ ระหว่างเครือข่ายในระดับนานาชาติ

“เราเชื่อว่าพิพิธภัณฑ์ในโลกยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงสถานที่รวบรวมและถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่ต้องสามารถปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง เชื่อมโยงผู้คนกับองค์ความรู้ และมีบทบาทในการช่วยสังคมทำความเข้าใจและรับมือกับความท้าทายใหม่ ๆ การรวมตัวของผู้นำจากทั่วโลกในครั้งนี้จึงมีความหมายอย่างยิ่ง เพราะมุมมองและประสบการณ์ที่หลากหลายจะนำไปสู่แนวทางเชิงยุทธศาสตร์ ตลอดจนความร่วมมือที่จะช่วยยกระดับวงการพิพิธภัณฑ์และแหล่งเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในระดับสากล” นายสุวรงค์ กล่าว

ด้าน Maria Isabel Garcia, President, ASPAC กล่าวว่า การประชุม INTEDIF 2026  เกิดจากความร่วมมือของ 6 ภาคีเครือข่าย ได้แก่  ASPAC, ASTC, ECSITE, NAMES, RedPOP และ SAASTEC ที่มาร่วมกันกำหนดทิศทางเพื่อสร้างบทบาทที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อประชาชน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และอนาคตร่วมกัน เราหวังว่าการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ตลอดการประชุม จะนำไปสู่ความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น และช่วยให้พิพิธภัณฑ์และศูนย์วิทยาศาสตร์สามารถทำหน้าที่เป็นกำลังสำคัญในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายในอนาคต

ในโอกาสนี้ คณะผู้บริหารและผู้นำเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ระดับโลกจากกว่า 20 เขตเศรษฐกิจ ได้เข้าเยี่ยมชม “ฟิวเจอเรียม” (Futurium) ศูนย์นวัตกรรมแห่งอนาคต แหล่งเรียนรู้แห่งใหม่ระดับภูมิภาคของ NSM ที่มุ่งจุดประกายสร้างสรรค์นวัตกรรมและอนาคตอย่างยั่งยืน โดยบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ากับมิติทางสังคม อาชีพ และสภาพแวดล้อม นำเสนอผ่านนิทรรศการอินเทอร์แอคทีฟกับโซน Innovation World และ Job World เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เด็ก เยาวชน ครอบครัว และประชาชนทุกช่วงวัยได้ค้นพบแรงบันดาลใจ ตลอดจนเตรียมความพร้อมรับมือกับทักษะแห่งโลกอนาคตอย่างเท่าทัน

INTEDIF 2026, NSM

‘เต๋า สมชาย’ อาลัยสุดซาบซึ้งถึง ‘เรย์ แมคโดนัลด์’ ลั่นมิตรภาพ ‘กูจะรักและคิดถึงมึงตลอดไป’

19 สิงหาคม 2569 เวลา 15:56 น.

สร้างความโศกเศร้าให้กับแฟนคลับและวงการบันเทิงเป็นอย่างมาก เมื่อ เต๋า-สมชาย เข็มกลัด (somchai_khemglad) ได้ออกมาโพสต์ภาพขาวดำสุดคลาสสิกคู่กับเพื่อนสนิทอย่าง เรย์ แมคโดนัลด์ ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว เพื่อแสดงความอาลัยและระลึกถึงมิตรภาพอันยาวนาน

โดย เต๋า สมชาย ได้ลงภาพโปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง นาคปรก ที่ทั้งสองเคยแสดงนำร่วมกัน พร้อมระบุแคปชันสุดกินใจว่า:“หลับให้สบายเพื่อน กูจะรัก และคิดถึงมึงตลอดไป ไอ้เพื่อนรัก… กูเอง #เรย์แมคโดนัลด์”

หลังจากโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มีเพื่อนพ้องในวงการบันเทิงและแฟนคลับจำนวนมากเข้ามาร่วมแสดงความเสียใจ อาลัยต่อการจากไปของนักแสดงมากฝีมืออย่าง เรย์ แมคโดนัลด์ และส่งกำลังใจให้ เต๋า สมชาย กับครอบครัวกันอย่างต่อเนื่อง

อาลัย ‘เรย์ แมคโดนัลด์’ ดาวลับฟ้า หอภาพยนตร์จัดกิจกรรมวางดอกไม้รำลึก ณ ลานดารา

19 สิงหาคม 2569 เวลา 14:32 น.

วงการบันเทิงไทยสูญเสียบุคคลสำคัญอีกครั้ง หลังการจากไปอย่างกะทันหันของ เร แมคโดนัลด์ นักแสดง พิธีกร และยูทูบเบอร์ชื่อดัง ในวัย 49 ปี โดยเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านพักเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา สร้างความโศกเศร้าให้กับแฟนคลับและผู้คนในวงการบันเทิงเป็นอย่างมาก  ด้าน หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของนักแสดงมากฝีมือ พร้อมเชิญชวนแฟนภาพยนตร์ร่วมกิจกรรม วางดอกไม้รำลึก บนรอยพิมพ์มือและรอยพิมพ์เท้าของ เร แมคโดนัลด์ ณ ลานดารา ซึ่งเจ้าตัวได้เคยเดินทางมาประทับรอยมือและรอยเท้าไว้เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ร่วมกับเพื่อนสนิท ชาคริต แย้มนาม  ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีในวงการบันเทิง เร แมคโดนัลด์ เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 ถือเป็นไอคอนและแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่ยุค 90s ตั้งแต่การแจ้งเกิดในฐานะพิธีกรรายการวัยรุ่นชื่อดัง Teen Talk รวมถึงผลงานภาพยนตร์ระดับตำนานมากมาย อาทิ: ฝัน บ้า คาราโอเกะ (2540) – ผลงานกำกับเรื่องแรกของ เป็นเอก รัตนเรือง ที่สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมาก รัก-ออกแบบไม่ได้ (2541) – ภาพยนตร์รักวัยรุ่นในดวงใจของใครหลายคน คนจร ฯลฯ (2542) – บทบาทคนจรจัดในภาพยนตร์อินดี้เรื่องสำคัญ Fake โกหก ทั้งเพ (2546) – ภาพยนตร์รักสะท้อนชีวิตคนเมืองและความโดดเดี่ยว ผลงานภาพยนตร์อื่นๆ: Six หกตายท้าตาย (2547), หนีตามกาลิเลโอ (2552), นาคปรก (2553), สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจากปากเซ (2553), ตีสาม คืนสาม 3D (2557), โอเนกาทีฟ (2558), อมีน (2558) และผลงานล่าสุดอย่าง Behind the screens เพื่อนรักเพื่อนลับ  นอกจากงานแสดง เร ยังเป็นที่รักในฐานะพิธีกรรายการท่องเที่ยวลุยๆ อย่าง Rayron เร่ร่อน, Roaming, และ No Visa ด้วยบุคลิกที่เป็นกันเอง สบายๆ และพร้อมเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ

เรย์ แมคโดนัลด์