19 สิงหาคม 2569 เวลา 17:44 น.

‘สุรเดช’ ยกกรณี ‘เล่าต๋า’ สะท้อนช่องโหว่หลักเกณฑ์ลดโทษ ข้องใจ เหตุใดมีการรับโทษเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบอัตราโทษจำคุกตลอดชีวิต ทำสังคมสงสัยใครได้รับประโยชน์หรือไม่ แนะ ควรตรวจสอบเส้นทางการเงินผู้มีอำนาจพิจารณาเรื่องนี้
นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การปล่อยตัว เล่าต๋า แสนลี่ อดีตราชายาเสพติด หลังได้รับการลดโทษจำคุกตลอดชีวิตจนเหลือเพียงราว 8 ปี 3 เดือน รวมคุมขังจริงประมาณ 9 ปี 10 เดือนว่า เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นอีกครั้งว่า การบริหารโทษและหลักเกณฑ์การลดโทษมีปัญหาและช่องโหว่ทางกฎหมายหรือไม่ เพราะมีหลายครั้งที่นักโทษเด็ดขาดถูกพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต หรือถูกจำคุกหลายสิบปี แต่ติดคุกจริงเพียงไม่กี่ปี และได้รับการปล่อยตัวออกมาในที่สุด นอกจากนี้ มักบังเอิญว่า บุคคลส่วนใหญ่ที่ได้รับการปล่อยตัวมักเป็นผู้มีอิทธิพล มีชื่อเสียง มีฐานะทางสังคม หรือเคยเป็นนักการเมือง มาก่อนทั้งสิ้น ซึ่งสังคมกังขามาตลอดว่า มีการใช้ช่องโหว่เรื่องอายุ เรื่องสุขภาพ และพฤติกรรม เข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้ได้ลดโทษโดยเร็วหรือไม่ รวมถึงกระบวนการกลั่นกรองที่มีปัญหา ไม่รอบคอบ จนหลายๆ ครั้ง หลายคนกลับมากระทำความผิดซ้ำอีกทั้งที่เพิ่งออกมา อย่างเหตุการณ์ฆาตกรรม 5 ศพ ที่ จ.ชลบุรี เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่ง รมว.ยุติธรรมเองก็ออกมายอมรับเองว่ามีความผิดพลาด รวมทั้งให้ตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคตอีก
นายสุรเดช กล่าวว่า กรณีของเล่าต๋า แสนลี่ มีการพิจารณาชั้นนักโทษชั้นเยี่ยมประกอบกับการได้สิทธิ์ลดโทษพิเศษซ้ำหลายรอบในฐานะผู้ต้องขังสูงอายุเกิน 70 ปี ซึ่งไม่ต่างจากการเปิดช่องให้นักโทษคดียาเสพติดร้ายแรงได้รับการลดโทษไวกว่าคดีทั่วไป ทำให้เห็นได้ว่า กรมราชทัณฑ์ขาดกรอบการจำแนกประเภทเกณฑ์อภัยโทษของคดีอุกฉกรรจ์ออกจากเกณฑ์อภัยโทษในคดีปกติ ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่น่ากังวลใจ ซึ่งอาจทำให้การปราบปรามยาเสพติดของรัฐที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า เพราะผู้มีอิทธิพลหรือขบวนการค้ายารายใหญ่สามารถหลบหลีกการรับโทษจริง หรือได้รับโทษเพียงเล็กน้อยโดยอาศัยช่องโหว่เหล่านี้ อีกทั้งยังไม่มีหลักประกันใดว่า จะไม่มีการกระทำผิดซ้ำ และหากกระทำผิดซ้ำ ใครจะรับผิดชอบกับความผิดพลาดจากการอภัยโทษในครั้งนี้

นายสุรเดช กล่าวต่อว่า ส่วนตัวมองว่า กรมราชทัณฑ์อาจจะมีปัญหาในเรื่องของหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการอภัยโทษของนักโทษในคดีร้ายแรง และอาจจะเป็นไปได้หรือไม่ว่า มีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะคดีดังกล่าว ถือว่าเป็นคดีร้ายแรงมีผลต่อความมั่นคงของประเทศ มีการปล่อยตัวง่ายๆ แบบนี้ รวมทั้งในขั้นตอนที่มีการเสนอชื่อขออภัยโทษดังกล่าว มีการระบุว่า เป็นนักโทษชั้นดี ชั้นดีเยี่ยม ต่อเนื่องกันมา ทำให้สังคมสงสัยได้ว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบ ขั้นตอนของกรมราชทัณฑ์หรือไม่ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ควรตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้มีอำนาจและมีส่วนเกี่ยวข้องในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ว่ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมคลายความสงสัยในเรื่องดังกล่าวเพราะเครือข่ายยาเสพติดนั้น มีเงินมหาศาล แม้ก่อนหน้านี้อาจจะมีการยึดทรัพย์ แต่คำถามคือ ยึดทรัพย์แค่ไหน
นายสุรเดช กล่าวตอนท้ายว่า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยอีก รัฐบาลจำเป็นต้องปฏิรูปเกณฑ์การอภัยโทษและการบริหารโทษทั้งระบบครั้งใหญ่และโดยทันที ตนขอเสนอเรื่องต้องยกเว้นหรือกำหนดเงื่อนไขขั้นต่ำที่เข้มงวดเป็นพิเศษสำหรับคดียาเสพติดร้ายแรง คดีในส่วนของผู้มีอิทธิพล และคดีอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญ ไม่ให้สามารถได้รับการลดโทษจนเหลือระยะเวลาที่ได้รับโทษจริงที่สั้นเกินไป นอกจากนี้ ควรมีการปรับปรุงระบบจัดชั้นนักโทษให้สอดคล้องกับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดในอดีตมากกว่า ไม่ใช่แต่เพียงพิจารณาแค่เพียงพฤติการณ์ของนักโทษว่า ไม่เคยมีประวัติในการกระทำความผิดทางวินัยในเรือนจำเท่านั้น ที่สำคัญควรมีการสร้างกลไกตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอัยการ ศาล และกรมราชทัณฑ์ในการพิจารณาลดโทษ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียมในสังคม








ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวว่า บทบาทของพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงท่ามกลางความท้าทายของโลกยุคใหม่ เพราะปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งด้านสภาพภูมิอากาศ โครงสร้างประชากร ภูมิรัฐศาสตร์ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้จึงไม่อาจสิ้นสุดลงแค่ในระบบการศึกษาอีกต่อไป แต่ “การเรียนรู้ตลอดชีวิต(Lifelong Learning)” ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติที่สำคัญยิ่ง ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575) รัฐบาลไทยได้ให้ความสำคัญกับการยกระดับทุนมนุษย์เป็นเสาหลักที่สำคัญที่สุด เพราะหากประชาชนขาดความรู้ ทักษะ และความสามารถในการปรับตัว เทคโนโลยีก็ไม่อาจเปลี่ยนเป็นความยั่งยืนได้ “วันนี้เราไม่สามารถมองหรือทำพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในรูปแบบเดิมๆ ได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านจาก “แหล่งจัดแสดงนิทรรศการ” ไปสู่การเป็น “แพลตฟอร์มการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตลอดชีวิต”ภายใต้ระบบนิเวศของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ที่เปิดโอกาสให้สาธารณชนเห็นว่าวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของทุกคน และทุกคนสามารถมีปฏิสัมพันธ์ ตั้งคำถาม และนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน” ปลัดกระทรวง อว. กล่าว
ศ.ดร.ศุภชัย ได้เสนอวิสัยทัศน์ถึงบทบาทหลัก 5 ประการที่พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในยุคอนาคตต้องมุ่งเน้น ได้แก่ 1.เป็นรากฐานของความรู้ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ (Science Literacy) เสริมสร้างประสบการณ์ตรงนอกห้องเรียนให้เด็กและเยาวชน 2.เป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกช่วงวัย รองรับการเพิ่มทักษะ (Upskill) และปรับเปลี่ยนทักษะ (Reskill) ให้คนทุกกลุ่มก้าวทันโลก3.เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านอนาคต (Future Literacy) และทักษะแห่งอนาคต ผ่านพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ เช่น อาคารฟิวเจอร์เรียม (Futurium) ของ อพวช. ที่เปิดโลกทัศน์ด้านอาชีพแห่งอนาคต 4.พัฒนาเครื่องมือนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วม นำเทคโนโลยีอุบัติใหม่ เช่น AR และ VR มาสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีและเข้าถึงง่ายขึ้น และ 5.สร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตามอัธยาศัย กระจายโอกาสการเข้าถึงวิทยาศาสตร์ผ่านสื่อ ชุดการเรียนรู้ (Learning kits) และช่องทางดิจิทัล เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและส่งมอบความรู้ถึงชุมชนห่างไกล
นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ยังต้องทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างสาธารณชนกับชุมชนนักวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและสร้าง “วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์” ให้ฝังรากลึกในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ “เราอยากเห็นผู้คนเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ไปด้วยความรู้สึกที่ว่า “ฉันเข้าใจมากขึ้น ฉันทำได้มากขึ้น และฉันสามารถมีส่วนร่วมสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้แก่ตนเองและประเทศชาติได้” อนาคตไม่ใช่สิ่งที่เราแค่ก้าวเข้าไป แต่มันคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา และพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์คือกุญแจสำคัญสำหรับสังคมในการออกแบบอนาคตนั้น” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวทิ้งท้าย












ด้าน หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) ได้ร่วมไว้อาลัยต่อการจากไปของนักแสดงมากฝีมือ พร้อมเชิญชวนแฟนภาพยนตร์ร่วมกิจกรรม วางดอกไม้รำลึก บนรอยพิมพ์มือและรอยพิมพ์เท้าของ เร แมคโดนัลด์ ณ ลานดารา ซึ่งเจ้าตัวได้เคยเดินทางมาประทับรอยมือและรอยเท้าไว้เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 ร่วมกับเพื่อนสนิท ชาคริต แย้มนาม
ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีในวงการบันเทิง เร แมคโดนัลด์ เกิดเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2520 ถือเป็นไอคอนและแรงบันดาลใจของคนรุ่นใหม่ยุค 90s ตั้งแต่การแจ้งเกิดในฐานะพิธีกรรายการวัยรุ่นชื่อดัง Teen Talk รวมถึงผลงานภาพยนตร์ระดับตำนานมากมาย อาทิ: ฝัน บ้า คาราโอเกะ (2540) – ผลงานกำกับเรื่องแรกของ เป็นเอก รัตนเรือง ที่สร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมาก รัก-ออกแบบไม่ได้ (2541) – ภาพยนตร์รักวัยรุ่นในดวงใจของใครหลายคน คนจร ฯลฯ (2542) – บทบาทคนจรจัดในภาพยนตร์อินดี้เรื่องสำคัญ Fake โกหก ทั้งเพ (2546) – ภาพยนตร์รักสะท้อนชีวิตคนเมืองและความโดดเดี่ยว ผลงานภาพยนตร์อื่นๆ: Six หกตายท้าตาย (2547), หนีตามกาลิเลโอ (2552), นาคปรก (2553), สะบายดี 2 ไม่มีคำตอบจากปากเซ (2553), ตีสาม คืนสาม 3D (2557), โอเนกาทีฟ (2558), อมีน (2558) และผลงานล่าสุดอย่าง Behind the screens เพื่อนรักเพื่อนลับ
นอกจากงานแสดง เร ยังเป็นที่รักในฐานะพิธีกรรายการท่องเที่ยวลุยๆ อย่าง Rayron เร่ร่อน, Roaming, และ No Visa ด้วยบุคลิกที่เป็นกันเอง สบายๆ และพร้อมเปิดรับวัฒนธรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ