เสียงเรียกหา ความเด็ดขาด แบบสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

เสียงเรียกหา ความเด็ดขาด  แบบสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

เสียงเรียกหา ความเด็ดขาด แบบสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี คนที่ 11ของประเทศไทย เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์พ.ศ. 2502 จนถึงวันสิ้นชีวิต ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2506

ขณะนี้มีเสียงเรียกร้องให้ประหารชีวิตนายป๋องและพรรคพวก ซึ่งปล้นฆ่าเด็กหนุ่มสาวชาวรัสเซีย 2 คน และปล้นฆ่าชาวไทยอีก 3 คน (และอาจจะมีมากกว่านั้นอีก)

ตามกระบวนการศาลยุติธรรม การลงโทษประหารชีวิตมิใช่จะกระทำได้ง่ายๆ มีขั้นตอนมากมาย ตามกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้

แต่ในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรามีรัฐธรรมนูญซึ่งเรียกว่า ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ฉบับลงวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2502 และลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หัวหน้าคณะปฏิวัติ ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีไว้ว่า

“มาตรา 17 ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายในหรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งการหรือการกระทำใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมายเมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคก่อนแล้วให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ”

ดังนั้น เมื่อมีการทุจริต คอร์รัปชัน ที่ร้ายแรงจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็จัดการได้อย่างเฉียบขาดทันที จึงมีรัฐมนตรีทั้งพลเรือนและทหารในรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องถูกปลดจากตำแหน่ง และถูกดำเนินคดีจนถูกลงโทษและจำคุกถึง 2 คน

ถ้าหากมีไฟไหม้ที่ใด จอมพลสฤษดิ์จะออกตรวจการดับเพลิงด้วยตนเอง และถ้ามีหลักฐานแน่ชัดว่า มีผู้วางเพลิงและจับได้ ก็จะใช้ ม.17 มีคำสั่งให้ยิงเป้า ณ สถานที่วางเพลิงทันที พร้อมด้วยมีการแถลงติดตาม มาว่า

“…ข้าพเจ้าตกลงใจว่าจำเป็นต้องปฏิบัติการโดยเร่งด่วน

และเฉียบขาด เฉพาะอย่างยิ่งในกรณีเพลิงไหม้

โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใดอื่นแม้แต่ตัวข้าพเจ้าเอง ฉะนั้น

ข้าพเจ้าจำเป็นจะต้องปฏิบัติอย่างเด็ดขาด

การใดจะผิดถูกหรือไม่ ข้าพเจ้ารับผิดแต่ผู้เดียว”

ส่วนอาชญากรที่ไปปล้นฆ่าและข่มขืนภรรยาคนไทยของวิศวกรชาวต่างประเทศ ที่อำเภอสัตหีบ เมื่อตามจับได้ทันทีทันควัน มีหลักฐานพร้อม ก็สั่งยิงเป้า ณ สถานที่เกิดเหตุทันที

จึงเป็นการใช้อำนาจเด็ดขาดของ ม.17 อย่างได้ผลการจุดไฟวางเพลิงกิจการของตนเพราะค้าขายขาดทุน หมดไปทันที อาชญากรรมก็หายไปจนบ้านเมืองสงบราบคาบเช่นกัน

จึงจะเห็นได้ว่า การแก้ความวิกฤตที่ร้ายแรงต่อประชาชนและต่อประเทศชาติ สามารถแก้ไขโดยรวดเร็ว อาศัยความเด็ดขาดและความใจถึง ของผู้ที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในขณะนั้น

ความวิกฤตต่างๆ อาจจะเกิดได้จากหลายสาเหตุ ดังนี้

1. ความวิกฤตด้านความมั่นคง เช่นการรุกรานของประเทศเพื่อนบ้าน หรือการระดมคนเป็นหมื่นเป็นแสน บุกรุกเข้ามาในฐานะผู้อพยพ (กรณีของสเปนถูกบุกรุกโดยชาวโมร็อกโก ประมาณ 60,000 คน เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2568) ซึ่งประเทศไทยก็อาจต้องพบวิกฤตเช่นเดียวกันได้

2. ความวิกฤตด้านสังคม เช่น

2.1 การโกงข้อสอบข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นจำนวนหลายหมื่นคน เป็นเงินจำนวนหลายพันล้านบาท โดยข้าราชการของส่วนกลาง

2.2 การยึดครองที่ดินของหลวง และที่ดินสาธารณประโยชน์โดยมิชอบ

2.3 การก่ออาชญากรรมที่รุนแรง กระทบกระเทือนความมั่นคงของสังคม ความน่าเชื่อถือของสากลประเทศในความปลอดภัยภายในประเทศ และการกระทบกระเทือนต่อกิจการท่องเที่ยวอันเป็นรายได้หลักของประเทศไทย

2.4 ความวิกฤตด้านเศรษฐกิจ

2.4.1 การโจมตีค่าเงินบาท โดยนักเก็งกำไรระหว่างประเทศ(กรณี George SOROS เมื่อปีค.ศ. 1997 หรือ พ.ศ. 2540

2.4.2 การฉ้อโกงประชาชนจำนวนมาก เช่น กรณีสหกรณ์คลองจั่น

2.4.3 การฉ้อโกงผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จำนวนมาก

ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (Parliamentarian Democracy) ซึ่งประเทศไทยนำมาใช้อยู่ในปัจจุบัน ย่อมไม่สามารถนำมาแก้วิกฤตข้างต้นได้ทันเวลา ทันท่วงที และนักการเมือง (ผู้คุมอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารด้วยในขณะเดียวกัน) ก็มักจะเป็นต้นตอของวิกฤตข้างต้น

___________________

การเรียกหาความเด็ดขาด เพื่อมาลงโทษอาชญากรผู้ทุจริต คอร์รัปชัน ในปัจจุบัน จึงเป็นไปไม่ได้ เว้นแต่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียใหม่ โดยเพิ่มเข้าไปอีก 1-2 มาตรา ใจความว่า

ให้มีตำแหน่ง “ผู้แก้ไขปัญหามหวิกฤตของชาติ” ขึ้นตามรัฐธรรมนูญนี้ โดยกำหนดคุณลักษณะและคุณสมบัติของผู้แก้ไขปัญหามหวิกฤตของชาติ เพื่อประโยชน์ในการระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักรหรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวนหรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายในหรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร

ให้ “ผู้แก้ไขปัญหามหวิกฤตของชาติ” มีอำนาจสั่งการหรือการกระทำใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

เมื่อ “ผู้แก้ไขปัญหามหวิกฤตของชาติ” ได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคก่อนแล้วให้ นายกรัฐมนตรีปฏิบัติตาม และแจ้งรัฐสภาทราบ

___________________

ส่วนคุณสมบัติและลักษณะ ระยะเวลา การอยู่ในตำแหน่ง จะเป็นเช่นไรนั้น ขอยกให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติและพรรคการเมืองต่างๆ ที่กำลังคิดแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 เอาไปคิด ถ้าพรรคไหนคิดได้ดี ถูกใจประชาชน ก็คงได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นเสียงข้างมากในสภา อย่างแน่นอน

แต่ก็อย่าลืมแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่แยกอำนาจอธิปไตยจากกันโดยเด็ดขาด และมีการวางดุลอำนาจระหว่างกันให้เหมาะสม ไม่ให้นักนิติบัญญัติ (สส., สว.) แห่งอำนาจนิติบัญญัติเข้าไปทำหน้าที่เป็นฝ่ายบริหาร และใช้อำนาจบริหารเสียเองแบบที่เรา “พายเรือในอ่าง” กันมา 94 ปีแล้ว นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475

ขอจบบทความเรื่อง “เสียงเรียกหาความเด็ดขาด แบบสมัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์” แต่เพียงเท่านี้ก่อน ท่านผู้อ่านท่านใด อยากทราบว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์สร้างความเจริญให้แก่ประเทศไทยเพียงใด โปรดติดต่อขอซื้อหนังสือขนาดจิ๋ว เรื่อง “จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้นำการเมืองตัวอย่างคนหนึ่ง (ของประเทศไทย)” เล่มละ20 บาท ค่าส่งไปรษณีย์อีก 5 บาท รวมเป็น 25 บาท หากสั่ง 10 เล่มขึ้นไป (ราคา 200 บาท) ค่าส่งฟรี เพื่อนำไปแจกจ่ายเพื่อนฝูง

รายได้ทั้งหมดจากการจำหน่าย นำไปเข้ามูลนิธิช่วยการศึกษา กรุงเทพมหานคร โดยไม่หักค่าใช้จ่าย ติดต่อได้ที่ 02-9735000, 02-5212690

ศิริภูมิ

ยัวะถูกโยงโกงสอบ หนูฟาดโรม สติปัญญามีแค่นี้

ยัวะถูกโยงโกงสอบ หนูฟาดโรม สติปัญญามีแค่นี้

ยัวะถูกโยงโกงสอบ หนูฟาดโรม สติปัญญามีแค่นี้

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยัวะถูกโยงโกงสอบ หนูฟาดโรม สติปัญญามีแค่นี้ มท.4ชเลิกจ้างม.บูรพา มีข่าวใต้โต๊ะรัฐเสียหาย ฟัน5,925รายจบส.ค.นี้

นายกฯ อนุทิน นั่งไม่ติด หลัง สส.โรม ขุดหลักฐานโยงมีเอี่ยวโกงสอบท้องถิ่น โต้กลับไม่มีมูลไม่เกี่ยวข้องเขาพูดตามสติปัญญาที่มีอยู่แค่นั้น ด้านมท.4–กมธ.ป.ป.ช.เข้าการันตีซ้ำหนูไม่เกี่ยวข้อง ชี้เหตุยกเลิกม.บูรพา คุมสอบท้องถิ่นเพราะมีข่าวคราวใต้โต๊ะเรียกรับเงินกลัวรัฐเสียหาย ด้าย สถ.ประกาศบัญชีใหม่ ผู้สอบผ่านท้องถิ่นสู่สาธารณะลบชื่อคนโกงออกหมดแล้ว

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ภายหลังที่ประชุมคณะกรรมการกลางข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (ก.กลาง) มีมติเพิกถอนรายชื่อผู้สอบผ่านแต่มีคะแนนผิดปกติจำนวน 5,925 รายว่า วันนี้จะมีการประกาศรายชื่อผู้สอบผ่านประมาณ 50,000 คนสู่สาธารณะ จากนั้นจะเข้าสู่ขั้นตอนการดำเนินการกับผู้ที่ได้รับผลกระทบทุกกลุ่ม รวมถึงผู้ที่ถูกเพิกถอนรายชื่อ โดยจะแยกเป็นรายจังหวัดและส่งให้ ก.จังหวัด พิจารณา ก่อนส่งต่อไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทุกแห่งที่มีการบรรจุ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนการเพิกถอนต่อไป ทั้งนี้ ที่ประชุม ก.กลาง ได้กำหนดให้การเพิกถอนผู้ที่มีปัญหาแล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ส.ค.นี้

เมื่อถามว่า รายชื่อที่จะประกาศในวันนี้จะสามารถบรรจุทดแทนผู้ที่ถูกเพิกถอน 5,925 รายได้เมื่อใด นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ขณะนี้ต้องรอให้กระบวนการทั้งหมดแล้วเสร็จ รวมถึงรอบัญชีผู้สอบผ่านและตำแหน่งว่างที่เกิดจากการเพิกถอน ซึ่งเป็นหน้าที่ของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ในการบริหารจัดการบัญชี คาดว่าอาจเริ่มดำเนินการได้ในช่วงเดือนต.ค.นี้ แต่ต้องพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้ง

เมื่อถามว่า กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจะมีแนวทางรองรับกรณีผู้ที่ถูกเพิกถอนใช้สิทธิทางศาลอย่างไร นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า ทางกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีทีมกฎหมายติดตามเรื่องนี้ และยืนยันว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เพราะทุกอย่างดำเนินการบนข้อเท็จจริงและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิสูจน์ได้ อีกทั้งกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้ส่งหลักฐานไปยังแต่ละจังหวัด เพื่อให้ผู้ที่มีข้อสงสัยสามารถตรวจสอบได้

โต้”โรม”พาดพิงอนุทิน

เมื่อถามถึงกรณีที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ออกมาตั้งข้อสังเกต ในสมัยที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เข้ามาเกี่ยวข้องกับการยกเลิกการจัดจ้างมหาวิทยาลัยบูรพาเป็นผู้จัดสอบข้าราชการท้องถิ่น จนนำไปสู่การทุจริตที่ร้ายแรงกว่าเดิมนั้น นายวรศิษฎ์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องพูดข้อเท็จจริงให้ครบ ย้อนกลับไปในช่วงที่มหาวิทยาลัยบูรพาชนะการประกวดราคา ได้มีการร้องเรียนเรื่องการเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบท้องถิ่น ซึ่งเกิดขึ้นจริงและมีหลักฐานพิสูจน์ได้ เมื่อเรื่องดังกล่าวปรากฏขึ้น นายอนุทินมีความห่วงใย และสั่งการให้ตรวจสอบ เพื่อให้การสอบครั้งนี้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า ขณะนั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นได้เพิ่มเงื่อนไขความรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา หากเกิดการทุจริตเกี่ยวกับกระบวนการสอบ ขณะเดียวกัน กรมบัญชีกลางก็เห็นควรให้ยกเลิกการจัดจ้าง ไม่ใช่เป็นเพียงความต้องการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นฝ่ายเดียว เพราะเมื่อมีการลงนามสัญญาแล้ว จะยกเลิกโดยไม่มีเหตุผลไม่ได้

สิ่งที่พิสูจน์ได้ คือ เจตนาที่ต้องการให้การสอบเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ทุกอย่างมีไทม์ไลน์ มีขั้นตอน และสามารถพิสูจน์ได้ ดังนั้น หากจะพูดเรื่องนี้ก็ขอให้พูดให้ครบทั้งหมด เพราะเชื่อว่าทุกอย่างสามารถพิสูจน์ได้

หาทางป้องกันไว้ก่อน

“ผมขออธิบายง่ายๆถ้าเราต้องการปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินการไปโดยไม่มีการป้องกัน ก็แค่ปล่อยให้การสอบเป็นไปตามปกติ แล้วจะต้องเซ็น MOU กับ 5 หน่วยงานทำไม เพื่อนำเรื่องมาตรวจสอบ จะไปขอความร่วมมือจาก ป.ป.ช.ป.ป.ท.และป.ป.ป.มาทำไม ถ้าเราไม่ได้มีเจตนาดีจริง ๆ ผมคิดว่าทุกอย่างพิสูจน์ได้ ไม่ต้องเป็นห่วง”นายวรศิษฎ์ กล่าว

นายวรศิษฎ์ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องนี้จะเป็นประเด็นทางการเมืองหรือไม่ ต้องไปถามผู้ที่ออกมาพูด เพราะตนทำงานโดยไม่ได้นำเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง ยึดหลักข้อเท็จจริง และทุกสิ่งที่พูดสามารถพิสูจน์ได้ทั้งหมด

“หนู”นั่งไม่ติดโดนโยง

ทาง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายรังสิมันต์ โรม เป็นประธานกรรมาธิการ มีการอ้างชื่อนายกรัฐมนตรี เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น โดยเป็นคนเลือกทีโออาร์ ผลักดันให้มหาวิทยาลัยบูรพา พ้นจากการรับงาน

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าจะให้ตนตอบอย่างไร ตอนนี้เรื่องอยู่ในมือของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. ตำรวจ ปปง. และหลายคณะกรรมการ ซึ่งผลสอบสวนเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ตนก็ยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ตนเกี่ยวข้องอย่างเดียวคือไม่ให้โกง

นายอนุทินยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำทีโออาร์ ไม่รู้เรื่อง มันไม่ใช่หน้าที่ของนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่จะต้องมานั่งดูว่าทีโออาร์เป็นอย่างไร นโยบายที่เรามอบให้ไป คือ การกระทำใด ๆ ก็ตาม ในหน่วยงานที่เรากำกับดูแล ต้องเป็นเป็นไปตามกฏหมายสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้

อัดโรมพูดเรื่องไม่เป็นเรื่อง

“ไอ้สิ่งที่เราทำ ก็ไม่พูด ไปพูดแต่เรื่องไม่เป็นเรื่อง วันนี้ดำเนินคดีไปแล้วกี่คน แจ้งข้อหาไปแล้วกี่คน แต่เราไม่ใช่ศาลฯ เราไปลงโทษเขาเองไม่ได้ แต่ก็แจ้งข้อกล่าวหาไปแล้ว”นายกฯย้ำ

นายอนุทิน ยังระบุอีกว่าเมื่อวานนี้นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ไปร่วมประชุม ก.กลาง นำผลของ กสถ. ไปร่วมประชุม ซึ่ง ก.กลาง ก็ประชุมอีกทีสุดท้ายผลก็ออกมาเหมือนเดิม ก็ต้องประกาศยกเลิกผู้ที่ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการ ที่มีพฤติกรรมสอบไปในทางทุจริต 5,000 กว่าราย โดยหลังจากนี้ ก.กลาง ก็จะส่งมติ ไปให้ส่วนท้องถิ่น และส่งไปให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ซึ่งนี่คือขั้นตอนตามกฏหมาย ไม่ใช่จะทำให้มันยืดเยื้อ และผู้ว่าฯ ทุกจังหวัด ก็จะส่งไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับคนพวกนี้เข้าไป และจะไม่มีการจ้าง เพราะมาไม่ถูกต้อง

ส่วนที่แม้จะมีคณะกรรมการตรวจสอบ และมีผลตรวจสอบแล้ว แต่ก็มีความพยายามที่จะให้นายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบ อยากย้อนถามหรือไม่ว่า จะต้องรับผิดชอบแค่ไหนถึงจะพอใจ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนรับผิดชอบในหน้าที่ทำงานของตนอยู่แล้วในทุกวันนี้ มันไม่ต้องแสดงอะไรไปมากกว่านี้ ทุกคนทำงานมีความรับผิดชอบตามภาระหน้าที่ ตราบใดที่เขายังทำงานซื่อสัตย์สุจริต และไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด ดังนั้นการรับผิดชอบก็คือการหาคนกระทำความผิด มาลงโทษ และทำสิ่งที่ถูกต้องให้เกิดขึ้น อย่าให้มันเกิดขึ้นอีกในการคัดสรรตัวบุคคลเข้ามารับผิดชอบงานต่างๆเหล่านี้ ถึงบอกว่า อาวุโสอย่างเดียวพอไหม ประวัติการทำงานต้องนำมาประกอบด้วยหรือไม่ ผลงานฝีมือ เชาว์ไวไหวพริบ ต้องนำมาประกอบกันทั้งหมด นี่คือสิ่งที่เราพยายามไม่ให้เกิดขึ้น

ไม่ได้มีข้อมูลข้อเท็จจริง

ส่วนที่นายโรม พยายามดึงชื่อนายกรัฐมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง นายอนุทิน กล่าวว่า คุณโรม เคยพูดอะไรแล้วเป็นไปตามนั้นบ้าง ซึ่งเขาก็พูดให้มันเป็นประเด็น มีเรื่องมีราวขึ้นมาให้มันเป็นข่าว แต่เขาไม่มีข้อมูลอะไรที่มันเป็นข้อเท็จจริง ใช้การคาดเดาตามสติปัญญาที่เขามี ซึ่งก็พูดตามสิ่งที่เขาคิดออกมา และไม่มีอะไรเกิดขึ้นตามที่เขาคิด กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้วก็ปล่อยเขาไปเถอะ ตนก็มีหน้าที่ทำตามในสิ่งที่ตนต้องรับผิดชอบ คือการเอาคนผิดมาลงโทษ ปลดคนที่ทุจริต ไม่ให้ได้รับการจ้าง และอำนวยความยุติธรรมให้กับคนที่เข้ามาสอบอย่างสุจริต ซึ่งทุกอย่างมีกรอบของการปฎิบัติหน้าที่ เป็นหน้าที่ของฝ่ายบริหาร

ตอกกลับคดี44สส.ส้ม

ส่วนมั่นใจใช่หรือไม่ว่า ฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้ไปอภิปรายและจะสามารถล้มรัฐบาลได้ นายอนุทิน ถามกลับว่า คำว่ามั่นใจคืออะไร ซึ่งก็ต้องมั่นใจว่าตนเองไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่ได้ทำอะไรมิชอบ หากตนเองทำอะไรที่มันมิชอบแล้ว มันไม่มีทางไม่มั่นใจหรอกครับ แต่ที่มั่นใจได้ เพราะตนไม่ได้ทำอะไรที่มันไม่ได้สุจริต ซึ่งตนเกลียดเรื่องพวกนี้ เผลอ ๆ เกลียดมากกว่าคนพวกนั้นด้วยซ้ำ ก็ขอให้ไปดูที่ตนได้สั่งการและมอบนโยบาย ก็สามารถมาถึงจุดนี้ได้ ซึ่งมันช้าไปหรือไม่เป็นเวลาหนึ่งเดือน บางคดียาวนาน 5 -10 ปี อย่างเรื่อง 44 สส. กว่าเขาจะสอบก็ถึงปีหน้าเลย ซึ่งเรื่องของเราเห็นตัวผู้กระทำผิดแล้ว มันอยู่ที่ว่าเขาอยากจะพูดอะไร หากไม่หวังดีไม่ปรารถนาดีกับรัฐบาล เขาก็จะพูดอีกอย่างหนึ่ง และเป็นเฟกนิวส์ ตอนนี้คนพูดเฟกนิวส์เยอะ คนพูดมากแล้วพลาดมีเยอะ ก็ปล่อยให้เขาทำไป เราก็อย่าพลาดก็แล้วกัน เราก็ต้องทำให้มันไม่พลาด โดยการไม่ไปทำผิด

ย้ำโกงสอบมีมานานแล้ว

นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ. การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังกรณี นายรังสิมนัต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานกมธ. การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาฯ ออกมาระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งในขณะที่ดำรงตำแหน่งรองนายกฯและรมว.มหาดไทย อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสอบท้องถิ่น เนื่องจากเมื่อปี 67 ได้มีการเปลี่ยนผู้รับจ้างการสอบจากเดิมมหาวิทยาลัยบูรพา มาเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) นั้น ว่า ในฐานะที่ตนเป็น ส.ส.ศรีสะเกษ ในปี 66 ได้มีชาวบ้านมาร้องเรียนเกี่ยวกับการสอบแข่งขัยเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่นว่ามีนายหน้าในพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ได้พูดกับชาวบ้านในพื้นที่ว่า หากใครอยากรับราชการส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือเทศบาล ให้หาเงินมาจ่าย 5-8 แสนบาท แล้วแต่ตำแหน่ง ซึ่งตนได้รับเรื่องร้องเรียนในลักษณะนี้จำนวนมาก จึงทำให้ตนนำประชาชนในศรีสะเกษมาร้องเรียนต่อกระทรวงมหาดไทย ในวันที่ 5 ม.ค.67 และในวันที่ 26 ม.ค. 67 ได้มีการทำ MOU ระหว่างกระทรวงมหาดไทย กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) กรมสอบสวนกลาง

เคยไปให้ปากคำกับ สถ.

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า การที่นายรังสิมันต์ กล่าวหานายอนุทินได้มีการยกเลิกมหาวิทยาลัยบูรพานั้น ต้องเรียนว่าในปี 62 และ 64 มีการจัดสอบข้าราชการท้องถิ่น 2 ครั้ง โดยมีผู้รับจ้างคือมหาวิทยาลัยบูรพา และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งการที่ตนได้รับเรื่องร้องเรียนก็เกิดจาก 2 มหาวิทยาลัยนี้เป็นผู้รับจ้างจัดการสอบ และเมื่อตนทราบว่ามหาวิทยาลัยบูรพาจะได้เป็นผู้รับจ้างให้ดำเนินการสอบอีกครั้งหนึ่ง จึงได้นำประชาชน จ.ศรีสะเกษ ไปร้องเรียน โดยเรื่องนี้สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สถ. และตนได้ไปให้ปากคำกกับกรรมการใน สถ. แล้ว แต่จากนั้นตนได้รับโทรศัพท์อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ของ สถ.บอกว่า ตนให้การเท็จอาจจะถูกฟ้องได้ ซึ่งตนยืนยันไปว่า ถ้าจะฟ้องก็ฟ้อง เพราะตนทราบว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในศรีสะเกษ แม้ในช่วงเวลานี้ จะเห็นว่ามีกลุ่มบุคคลที่จ่ายเงิน สอบภาค ก. ภาค ข. ไม่ผ่านแล้วปรับแก้ให้ผ่าน ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่จ่ายเงินเพื่อให้สอบผ่าน ซึ่งในศรีสะเกษมีคนที่จ่ายเงินแล้วสอบไม่ผ่านก็ได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจเรียบร้อยแล้ว ทั้งหมด 19 คดี ซึ่งมี 2 คดีที่ตำรวจส่งฟ้องพนักงานอัยการไปแล้วและในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีเจ้าหน้าที่จากส่วนกลาง ลงไปสอบปากคำกับผู้เสียหายเพิ่มเติม และเมื่อผู้ถูกกล่าวหา 19 คดีทราบว่าจะมีเจ้าหน้าที่ส่วนกลางลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ เขารับติดต่อนำเงินไปคืนผู้เสียหายเหล่านั้น

ผลประโยชน์ลงตัวจับไม่ได้

“สิ่งที่ผมพูดมา ต้องการจะยืนยันว่าการโกงสอบท้องถิ่น เกิดขึ้นตั้งแต่ในอดีต แต่จับไม่ได้ เพราะคนที่เกี่ยวข้องเล็กมาก เพราะในกรม สถ. คนที่สามารถโกงสอบท้องถิ่นได้ มีตำแหน่งที่เกี่ยวข้องเพียงแค่ 5 ตำแหน่ง คืออธิบดีสถ. รองอธิบดีสถ. ที่เกี่ยวข้อง ผอ.กอง ผอ.กลุ่ม และผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งในการจัดสอบปี 62 และ 64 ที่จับไม่ได้ เพราะผลประโยชน์ลงตัว แต่ในการจัดสอบปี 68 จับได้เนื่องจากมีการเปลี่ยนอธิบดีสถ.หลายคน โควต้าที่ไปรับมาอาจจะมีผลประโยชน์ไม่ลงตัว แต่ถือว่าเป็นโอกาสดีที่ทำให้รู้ว่าขบวนการนี้มีอยู่จริง” นายอาสพลธ์ กล่าว

ยังไปไม่ถึงนักการเมือง

เมื่อถามย้ำว่าในกมธ.ป.ป.ช. ที่ได้ตรวจสอบเรื่องนี้ เชื่อว่ามีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ นายอาสพลธ์ กล่าวว่า วันนี้ข้อมูลยังไปไม่ถึง แต่ขอถามว่าระดับ 10 จะกล้าทำเพียงลำพังหรือ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ เราจึงเชื่อว่ามีทั้งระดับ 11 หรือสูงกว่า 11 ซึ่งเขาอาจจะไม่ทำ แต่เขาทราบ แล้วปล่อยให้ทำหรือไม่ แต่ทั้งนี้จะทำอย่างไรให้คนที่เหนือกว่าระดับ 10 หากทำจริง มารับโทษทางกฎหมายได้ ซึ่งการทำงานของป.ป.ช. และปปง. ทุกอย่างจะมาบรรจบกัน และคดีทางแพ่งและอาญาก็แยกกัน ซึ่งในส่วนของปปง. ตนเชื่อว่าอีกไม่นาน เราก็จะได้เห็นการแถลงข่าวว่ามีการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินเชิงลึกกับใครบ้าง โดยใช้เวลาประมาณ 90 วัน ก็จะมีการอายัดทรัพย์และส่งฟ้องคดี

สถ.แจงเลิกจ้างม.บูรพา

วันเดียวกัน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น(สถ.) กระทรวงมหาดไทย(มท.) ออกเอกสารข่าว กรณีเลิกจ้างม.บูรพา คุมสอบยรรจุแต่งตั้งข้าราชการส่วนท้องถิ่นว่า เพื่อป้องกันกากรทุจริต และไม่อยากให้รัฐเสียหาย ซึ่งการเลิกจ้างดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

นายกฯ ชู SME เป็นหัวใจเศรษฐกิจไทย พร้อมเป็น ลมใต้ปีก ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันเติบโตยั่งยืน

นายกฯ ชู SME เป็นหัวใจเศรษฐกิจไทย พร้อมเป็น ลมใต้ปีก ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันเติบโตยั่งยืน

นายกฯ ชู SME เป็นหัวใจเศรษฐกิจไทย พร้อมเป็น ลมใต้ปีก ยกระดับขีดความสามารถแข่งขันเติบโตยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 22.02 น.

นายกฯ ชู SME เป็นหัวใจเศรษฐกิจไทย พร้อมเป็น “ลมใต้ปีก” ยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน เปิดโอกาสผู้ประกอบการเติบโตอย่างยั่งยืน

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 19.50 น. ที่ห้องแกรนด์บอลรูม ชั้น 2 โรงแรมมิลเลนเนียม ฮิลตัน กรุงเทพมหานคร นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 และรางวัล SME Provincial Champion Awards ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ผู้ประกอบการ SME และภาคธุรกิจเข้าร่วมงาน

ก่อนเริ่มพิธี ผู้เข้าร่วมงานได้ยืนสงบนิ่งเพื่อถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ถือเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจใหม่ที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และแม้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะส่งผลให้ธุรกิจบางประเภทต้องปรับตัวหรือทยอยลดบทบาทลง แต่ขณะเดียวกันก็สร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ให้กับผู้ประกอบการด้วย

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ความสามารถในการปรับตัวไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อการอยู่รอดและการเติบโตของธุรกิจ โดยรัฐบาลตระหนักว่า SME ไทยจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเพิ่มผลิตภาพ การสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรม การเข้าถึงแหล่งเงินทุนและตลาดที่กว้างขึ้น รวมถึงการเชื่อมโยงเข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) และห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งในประเทศและระดับสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การยกระดับศักยภาพของ SME ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายพันธมิตร ในการสร้างระบบสนับสนุนที่ช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงองค์ความรู้ เทคโนโลยี เงินทุน และโอกาสทางการตลาดได้อย่างทั่วถึง อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการผลักดัน SME ไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

“โครงการ SME National Awards และการขยายผลสู่ SME Provincial Champion Awards หรือรางวัลสุดยอด SME จังหวัด ซึ่งดำเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาผู้ประกอบการไทย โดยไม่ได้มุ่งเพียงการมอบรางวัลแก่ผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ แต่ยังเป็นกลไกในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการ ค้นหาและส่งเสริมธุรกิจที่มีศักยภาพ ตลอดจนสร้างผู้ประกอบการต้นแบบที่สามารถถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น”

นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีกับผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลทุกคน พร้อมชื่นชมความมุ่งมั่น ความพยายาม และความสามารถในการพัฒนาองค์กรให้เติบโตท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจและการแข่งขัน โดยระบุว่า ความสำเร็จของผู้ได้รับรางวัลไม่ได้สะท้อนเพียงผลประกอบการที่เติบโต แต่ยังสะท้อนถึงการบริหารธุรกิจอย่างมีคุณภาพ มีความรับผิดชอบต่อสังคม และสามารถเป็นต้นแบบให้แก่ผู้ประกอบการไทยทั่วประเทศ

นายกรัฐมนตรียังแสดงความหวังว่า ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลจะนำความสำเร็จในวันนี้ไปต่อยอดสู่การเติบโตในระดับที่สูงขึ้น พร้อมแบ่งปันองค์ความรู้ ประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศทางธุรกิจให้เข้มแข็ง และผลักดันให้ SME ไทยเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

นายกรัฐมนตรียังกล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่ร่วมกันขับเคลื่อนโครงการมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลจะทำหน้าที่เป็น “ลมใต้ปีก” ของผู้ประกอบการไทย ด้วยการลดอุปสรรคในการประกอบธุรกิจ ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ และโอกาสทางการตลาด เพื่อสร้างการจ้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ก่อนเปิดงานอย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้มอบรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 และรางวัล SME Provincial Champion Awards ครั้งที่ 4 ประจำปี 2569 แก่ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพและมีผลงานโดดเด่น รวม 15 รางวัล ประกอบด้วย
– รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติยอดเยี่ยม ครั้งที่ 18 (The Best of the Best SME Thailand Award) จำนวน 1 รางวัล
– รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 (ระดับภาคธุรกิจ) จำนวน 3 รางวัล
– รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ 3 ปีซ้อน จำนวน 5 รางวัล
– รางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ 5 ปีซ้อน (Hall of Fame) จำนวน 2 รางวัล
– รางวัลสุดยอดธุรกิจ 4 กลุ่มอุตสาหกรรม ภายใต้ SME Provincial Champion Awards จำนวน 4 รางวัล

บ้านเราเป็นอะไรกันไปแล้ว! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ฉะ สส.พรรคส้ม ไร้มารยาทเจ้าบ้าน ต้าน ‘มิน ออง ไลง์’ เยือนไทย

บ้านเราเป็นอะไรกันไปแล้ว! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ฉะ สส.พรรคส้ม ไร้มารยาทเจ้าบ้าน ต้าน 'มิน ออง ไลง์' เยือนไทย

บ้านเราเป็นอะไรกันไปแล้ว! อดีตบิ๊กข่าวกรอง ฉะ สส.พรรคส้ม ไร้มารยาทเจ้าบ้าน ต้าน ‘มิน ออง ไลง์’ เยือนไทย

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.56 น.

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า

บ้านเราเป็นอะไรกันไปแล้ว

มินอ่องไหล​ ผู้นำเมียนมาเยือนไทย

แทนที่เราจะเป็นเจ้าบ้านที่ดีต้อนรับแขก

กลับมีนักการเมืองที่บ้าต่อต้านแขก

ผู้นำประเทศอื่นเราต้องไม่ด้อยเกียรติ

ในฐานะนักการเมืองคุณไม่มีสิทธิทำเช่นนั้น

ไม่รักไม่ชอบก็ไม่ต้องเข้าร่วมงานนั้นๆ

ต้องคิดถึงวันที่คุณเป็นผู้นำประเทศ

ได้รับการต้อนรับจากเจ้าบ้านอย่างที่คุณทำ

คุณจะรู้สึกอย่างไร

น่าแปลก​ นักสิทธิ​ สส.​ที่คลั่งประชาธิปไตย

จงเกลียดจงชังมินอ่องไหลตามที่ตะวันตกชี้

แต่ฮุนเซน​ จอมเผด็จการ​ คนกลุ่มนี้กลับชอบ

เสนอเปิดด่าน​ ให้ไทยเป็นเพื่อนบ้านที่ดี

มาตรฐานของคนกลุ่มนี้อยู่ตรงไหน

หรือคอยฟังคำบงการจากฝรั่งตาน้ำข้าว

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ที่ รัฐสภาเกิดเหตุวุ่นวายขึ้นระหว่างที่ นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา มีกำหนดการให้การรับรอง นายมิน ออง ไลง์ ผู้นำทางการเมืองและการทหารแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ณ ห้องรับรองพิเศษ 204 รัฐสภา

โดยช่วงเวลาก่อนเริ่มพิธีต้อนรับ บริเวณโถงปลาอานนท์ หน้าห้องรับรองพิเศษ นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้เดินทางมารอร่วมสังเกตการณ์  ทันทีที่คณะของ นาย มิน ออง ไลง์ เดินทางมาถึงจุดรับรอง นายอนุสรณ์ได้ส่งเสียงตะโกนเรียกร้อง “เพื่อสันติภาพ! เพื่อมนุษยธรรม!” ขึ้นอย่างต่อเนื่อง สร้างความตื่นตกใจให้แก่คณะผู้จัดงานและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสภาต้องรุดเข้าควบคุมสถานการณ์ และนำตัวนายอนุสรณ์ออกจากพื้นที่บริเวณดังกล่าวในทันที

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ‘อนุสรณ์’ สส.พรรคส้ม ตะโกนเรียกร้องสันติภาพ ป่วนงานรัฐสภาต้อนรับ ‘มิน ออง ไลง์’ ตร.สภารุดหิ้วปีกพ้นพื้นที่

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้มเพิ่มสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้มเพิ่มสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์

อธิบดีกรมปศุสัตว์ เข้มเพิ่มสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.36 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เข้มเพิ่มสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ 

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 13.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการฝึกอบรมเสริมสร้างสมรรถนะการทำงานของบุคลากรด้านมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนายสัตวแพทย์ยุทธนา โสภี ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การอบรมฯ และมีข้าราชการ พนักงานราชการในสังกั4ดสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้า เข้าร่วมฯ ณ โรงแรม การ์เด้น ซีวิว รีสอร์ท อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี 4

การจัดฝึกอบรมในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภา4พบุคลากร ให้มีความพร้อมในการปรับตัวและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดรับกับบริบทการเปลี่ยนแปลงด้านการผลิตสินค้าเกษตรของโลกในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะในการจัดการองค์ความรู้ (Knowledge Management : KM) ด้านสินค้าปศุสัต4ว์ปลอดภัย พร้อมทั้งเสริมสร้างศักยภาพการทำงานเป็นทีมของบุคลากรในหน่วยงาน เพื่อให้การปฏิบัติภารกิจบรรลุเป้าหมายและเกิดประสิทธิภาพสูงสุดต่อระบบปศุสัตว์ไทยต่อไป

คุณแหน : 8 สิงหาคม 2569

คุณแหน :  8 สิงหาคม 2569

คุณแหน : 8 สิงหาคม 2569

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • วันที่ 12 สิงหาคม ปี 2569 นับเป็นปีแรกที่ประเทศไทยไม่ได้จัดงานเฉลิมพระชนมพรรษา เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แต่เปลี่ยนเป็นจัดงานเพื่อเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันแม่แห่งชาติ และเพื่อระลึกถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา 12 สิงหาคม ถึงแม้พระองค์ท่านเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่พสกนิกรไทยทุกคนยังคงรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ตราบนิจนิรันดร์
  • การแสดงโขนประจำปีกำลังจะเวียนมาบรรจบอีกครั้งในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยปีนี้มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จัดแสดงโขนรามเกียรติ์ ตอนสีดา โดยการแสดงจะเริ่มวันที่ 5 พฤศจิกายน-10 ธันวาคม ณ หอประชุมใหญ่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย เปิดจองบัตรวันที่ 12 สิงหาคม ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์
  • เจ้าชายวิลเลียม และเจ้าหญิงเคท เจ้าชายและเจ้าหญิงแห่งเวลส์ ทรงวางแผนรักษาความเป็นส่วนพระองค์ให้พระโอรสและพระธิดาที่กำลังเจริญพระชันษา โดยพระโอรสคือเจ้าชายจอร์จ 13 พรรษา เจ้าหญิงชาร์ลอตต์ 11 พรรษา และเจ้าชายหลุยส์ 8 พรรษา สมควรทรงได้รับการปกป้องเรื่องส่วนพระองค์จากสื่อมวลชน โดยยึดหลักข้อตกลงสุภาพบุรุษ (Gentleman’s Agreement) เพื่อป้องกันการล่วงละเมิดจากสื่อมวลชนที่ชอบละลาบละล้วงเรื่องส่วนพระองค์ที่มากเกินงาม
  • แซม-พ.อ. เฟื่องวิชช์ุ อนิรุทธเทวา ฝากบอกว่าจะเปิดให้บริการร้าน Deva Manor ณ พระตำหนักใหญ่ วังปากคลองผดุงกรุงเกษม อดีตพระตำหนักของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระจันทบุรีนฤนาท ถึงปลายเดือนสิงหาคมนี้
  • คุณหญิงทรงสุดา ยอดมณี พร้อมลูกหลานร่วมกันจัดงานวันเกิดให้ ดร. สุวิทย์ ยอดมณี อายุครบ 7 รอบ Cheers to 84 Years! โดยจัดงานที่หอประชุม AUA ถนนราชดำริ 22 สิงหาคม
  • ตำแหน่งย่ากับหลานสาวที่เข้ากันได้ดีมาก ๆ ต้องเป็นของ สุธัญญา บุญสูง กับ ด.ญ. อารีญา บุญสูง เพราะหลานสาวคนนี้เสมือนกับถอดแบบคุณย่ามาเลย แต่งตัวก็คล้ายกัน แต่ที่สำคัญคือชอบเครื่องประดับแสนสวยเหมือนกัน 
  • สุกัญญา จันทร์ชู ผู้คร่ำหวอดในวงการโรงแรมไทยมายาวนาน ล่าสุดรับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บ. โปรแมทซ์ จำกัด เป็นหัวเรือใหญ่จัดงานสัมมนา 8 โมดูลสำคัญ สำหรับสถานที่จัดการไมซ์ 24-27 สิงหาคมนี้ โดยนำขบวนสตรีที่เชี่ยวชาญด้านการโรงแรมไปให้ความรู้แบบอัดแน่น ผู้สนใจร่วมสัมมนาเพื่อ upskill & reskill ติดต่อสำรองที่นั่งด่วนที่ 065 598 9449 @

Victor Lee

สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI: Thai-Nichi) ฉลองครบรอบ 19 ปี จัดงาน “TNI Day 2026” ประกาศความเป็นผู้นำด้านสถาบันการศึกษา ที่มุ่งมั่น พร้อมพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI: Thai-Nichi) ฉลองครบรอบ 19 ปี จัดงาน “TNI Day 2026” ประกาศความเป็นผู้นำด้านสถาบันการศึกษา ที่มุ่งมั่น พร้อมพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI: Thai-Nichi) ฉลองครบรอบ 19 ปี จัดงาน “TNI Day 2026” ประกาศความเป็นผู้นำด้านสถาบันการศึกษา ที่มุ่งมั่น พร้อมพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.54 น.

สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI: Thai-Nichi) จัดงาน “TNI Day 2026” ฉลองครบรอบ 19 ปี พร้อมพิธีรำลึกถึงสองผู้วางรากฐานในการก่อตั้งสถาบัน  ได้แก่ ฯพณฯ นายสมหมาย ฮุนตระกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ อาจารย์โกอิจิ โฮซูมิ รวมทั้งพิธีมอบเกียรติบัตรขอบคุณแก่ผู้สนับสนุนทุนการศึกษาจากองค์กร บริษัท และผู้มีอุปการคุณต่อสถาบัน เพื่อแสดงความขอบคุณที่ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนานักศึกษา รวมถึงการผลิตบัณฑิตคุณภาพ พร้อมเข้าสู่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ปราณี จงสุจริตธรรม นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) มาเป็นประธานในพิธีดังกล่าว

รศ.รังสรรค์ เลิศในสัตย์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI: Thai-Nichi)

ภายในงานมีการแสดงผลงานและจัดกิจกรรมต่างๆ มากมาย ของนักศึกษา คณาจารย์จากทุกคณะ ได้แก่ คณะวิศวกรรมศาสตร์  คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ  คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะสื่อสารสากล คณะเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรม และวิทยาลัยนานาชาติ (TNIC) รวมเทคโนโลยี นวัตกรรม และวัฒนธรรม ไว้ในงานเดียว ตอกย้ำถึงเจตนารมณ์การเป็นสถาบัน Monodzukuri ที่มุ่งมั่น พร้อมพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง สอดรับกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง

ผู้บริหาร (จากซ้ายไปขวา) ผศ.ดร.ทิวา พาร์ค คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ , ผศ.ดร.วรรณวิมล รุ่งธีระ คณบดีคณะสื่อสารสากล ,ผศ.วิฐิณัฐ ภัคพรหมินทร์ คณบดีคณะเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรม , ผศ.ดร.ปัณณฑัต จอมจักร์ รักษาการคณบดีคณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัล , ผศ.ดร.ฐิติพร เลิศรัตน์เดชากุล คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ และ ผศ.ดร.พรชัย นิเวศน์รังสรรค์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์

รศ.ปราณี จงสุจริตธรรม นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น)

สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น พร้อมก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 (Thai-Nichi Institute of Technology: Moving toward the 3rd decade)  เกี่ยวกับเรื่องนี้ รศ.รังสรรค์ เลิศในสัตย์ อธิการบดี กล่าวว่า  “ในปีนี้สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ครบรอบ 19 ปี  และในปี 2570 กำลังจะก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 TNI ยังคงมุ่งมั่นเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี-จุดประกายอนาคต ด้วยการศึกษาสไตล์ญี่ปุ่น: “TNI (Thai-Nichi) Tech& Innovative Learning University: Ignite your future with Japanese Style Education” สอดคล้องไปกับ Motto ทั้งด้าน “Sustainable,  Innovative และ Excellent” มุ่งเน้นการพัฒนาที่ยั่งยืน  พร้อมด้วยการก้าวไปสู่ความเป็นเลิศในด้านการศึกษา นวัตกรรมต่างๆ ในด้านการวิจัย และการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ผนวกเข้ากับการบ่มเพาะ “จิตวิญญาณความเป็นญี่ปุ่น”  ผ่าน TNI Core Value K-M-H-S  ให้แก่พนักงาน และนักศึกษาทุกคน ตามวิธีคิดสไตล์ญี่ปุ่น คือ

รศ.รังสรรค์ เลิศในสัตย์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI: Thai-Nichi)

  • Kaizen (ไคเซ็น): ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง 
  • Monodzukuri (โมโนซูคูริ) : คิดเป็น ทำเป็น คิดจริง ทำจริง ด้วยการเรียนการสอนที่เรียกว่า 3PBL + P Learning Model” ซึ่งประกอบด้วยการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project-Based Learning) การเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง (Practice-Based Learning) และการเรียนรู้ที่ออกแบบให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละบุคคล (Personalized Learning) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้กับการแก้ปัญหาและการทำงานจริงในภาคอุตสาหกรรม
  • Hansei (ฮันเซ): พิจารณาและปรับปรุงตนเองก่อน 
  • Seii (เซอิ): ความจริงใจ มีทั้งความซื่อสัตย์ การเคารพตนเองและผู้อื่น และ การทำสาธารณะประโยชน์  

อีกด้านหนึ่งได้สร้างจิตวิญญาณความเป็น TNI :Think Beyond | New Innovation | Ignite Your Future เพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้คิดนอกกรอบ ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี จุดประกายและดึงศักยภาพสูงสุดออกมา ควบคู่กับการสะสมประสบการณ์จริงจาก สหกิจศึกษา การฝึกงานในบริษัทญี่ปุ่นทั้งในไทยและประเทศญี่ปุ่น เพื่ออนาคตการทำงานที่สดใสและมั่นคง”  

ผู้ร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา


  
รศ.รังสรรค์ เลิศในสัตย์ อธิการบดี กล่าวต่อว่า “สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จในก้าวแรกของการเป็น Digital University ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ทั้งด้านการจัดการเรียนการสอนและการบริหารจัดการภายในสถาบันอย่างครอบคลุม พร้อมกันนี้ สถาบันฯ ได้วางโรดแมปและมีเป้าหมายสู่การเป็น AI University ภายในปี 2570 และก้าวสู่ Smart University ภายในปี 2572 และจากความพร้อมด้านการวิจัยและนวัตกรรม สถาบันพร้อมยกระดับสู่สถาบันการศึกษาชั้นนำที่โดดเด่นด้านนวัตกรรม พร้อมๆ ไปกับการสร้างบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพื่อสนองตอบความต้องการของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทย สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “สร้างนักคิด ผลิตนักปฏิบัติ พัฒนานักบริหาร” 

สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น (TNI) จัดงาน TNI DAY 2026 เนื่องในโอกาสครบรอบ 19 ปี โดยได้รับเกียรติจากผู้บริหาร พันธมิตร และภาคอุตสาหกรรมเข้าร่วมงาน พร้อมร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาเพื่อส่งเสริมโอกาสทางการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมในการร่วมพัฒนากำลังคนคุณภาพสำหรับอนาคต

นายกสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) พร้อมคณะผู้บริหาร อาจารย์ และสมาคมศิษย์เก่า ในพิธีวางพวงมาลา ครบรอบ 19 ปี สถาบันเทคโนโลยีไทย ญี่ปุ่น

ปัจจุบันสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เปิดสอนในระดับปริญญาตรี ทั้งภาคปกติและภาคพิเศษ (หลักสูตรเทียบโอน) และระดับปริญญาโท ทั้งหมด 5 คณะ ประกอบด้วย 1.คณะบริหารธุรกิจและเทคโนโลยีดิจิทัล 7 หลักสูตร 2.คณะวิศวกรรมศาสตร์ 6 หลักสูตร 3. คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ 6 หลักสูตร 4. คณะสื่อสารสากล 2 หลักสูตร 5. คณะเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรม 2 หลักสูตร และยังมี วิทยาลัยนานาชาติ (TNIC) 3 หลักสูตร ซึ่งนักเรียนนักศึกษาที่สนใจ สามารถเข้าเยี่ยมชมประวัติและแนวนโยบายพร้อมการดำเนินงานของสถาบันฯ รวมทั้งเข้าชมการเรียนการสอนของแต่ละคณะ ได้ที่ www.tni.ac.th โทร 02-763-2783 

รูปปั้นสองผู้วางรากฐานในการก่อตั้งสถาบัน  ได้แก่ ฯพณฯ นายสมหมาย ฮุนตระกูล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ อาจารย์โกอิจิ โฮซูมิ

บรรยากาศภายในงาน TNI DAY 2026

บรรยากาศภายในงาน TNI DAY 2026

บรรยากาศภายในงาน TNI DAY 2026

สถาบันไทย-ญี่ปุ่น

ศจย.ชงภาษีสุขภาพ คุม ‘หวาน-เค็ม-เมา-ควัน’ สกัดสินค้าก่อโรคเรื้อรัง

ศจย.ชงภาษีสุขภาพ คุม ‘หวาน-เค็ม-เมา-ควัน’ สกัดสินค้าก่อโรคเรื้อรัง

ศจย.ชงภาษีสุขภาพ คุม ‘หวาน-เค็ม-เมา-ควัน’ สกัดสินค้าก่อโรคเรื้อรัง

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.42 น.

7 สิงหาคม 2569  ดร.นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณ สุข ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี เผ่าสวัสดิ์ นายแพทยสภา   นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ดร.โอลิเวีย นีเวรัส (Dr.Olivia Nieveras) ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขอาวุโส ประจำองค์การอนาโลกประเทศไทย  และศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ ร่วมกันแถลงข่าว ภายใต้แนวคิดหลัก “หวาน เค็ม เมา ควัน : กับดักสินค้าทำลายสุขภาพเรื้อรัง” (Commercial Determinants of Health: CDoH) ณ ห้อง Grand Ballroom โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ สไตลิช คอนเวนชั่น โฮเทล จังหวัดนนทบุรี  วันที่ 2 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการจัดงานประชุมวิชาการสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 24  

นพ.โสภณ  กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยเจอวิกฤติด้านสาธารณสุขจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง มีผลจากการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ กินหวาน มัน เค็ม และพฤติ กรรมการขาดการออกกำลังกาย  นำมาซึ่งการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และก่อให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลถึง 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี หรือ 9.7% ของ GDP โดยสินค้าทั้ง 4 ประเภท คือ อาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลและเกลือสูง สุรา และยาสูบ เรียกง่ายๆ ว่า “หวาน เค็ม เมา ควัน” เป็นสินค้าอันตรายที่กำหนดสุขภาพ หรือ Commercial Determinants of Health (CDoH)  

“กระทรวงสาธารณสุขมีจุดยืนชัดเจนในการไม่สนับสนุนบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ จำกัดการ โฆษณาและกิจกรรมการส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ลดการ เข้าถึงอาหารหวาน มัน เค็ม และอาหารแปรรูปที่ไม่ดีต่อสุขภาพและเพิ่มเข้าถึงอาหารที่ดีต่อสุขภาพและ ปลอดภัย” 

ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี กล่าวถึงโรค NCDs คร่าชีวิตคนไทยไม่ต่ำกว่าปีละ  3-4 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรม การกิน หวาน มัน เค็ม  ขณะที่การดื่มสุราทำให้สมองเสีย การสูบบุหรี่มวนทำให้เกิดโรคถุงลมโปร่งพอง เกิดโรคมะเร็ง และล่าสุดบุหรี่ไฟฟ้า อันตรายจากนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า  ถือเป็นภาระที่หนักมากของสาธารณสุขไทย 

ศ.เกียรติคุณ พญ.สมศรี  ได้มีข้อเสนอเร่งด่วน 1.ช่วยกันผลักดันบรรจุกให้นิโคตินอยู่ในบัญชีสารเสพติดของประเทศ  ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายกับบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเด็ดขาด ไม่ให้เป็นสินค้าถูกกฎหมาย และใช้มาตรการทางภาษีที่เหมาะสมเพื่อแก้ไขปัญหาพฤติกรรมสุขภาพของคนไทย

ดร.โอลิเวีย กล่าวสนับสนุนภาษีเพื่อสุขภาพ จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณสุข เศรษฐกิจและสังคม ประชาชนจะบริโภคสินค้าทำลายสุขภาพน้อยลง เพราะสินค้า หวาน เค็ม เมา ควัน เหล่านี้จะมีราคาแพงขึ้น ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรค NCDs อื่นๆ ลดลงด้วยเช่นกัน

นายสุทธิพงษ์ วสุโสภาพล รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า แม้จะมีความพยายามในการสื่อสารเรื่องปัจจัยเสี่ยง ‘หวาน เค็ม เมา ควัน’ มาอย่างต่อเนื่อง แต่ความสำเร็จยังคงจำกัดเนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้สินค้าและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำลายสุขภาพ มีความได้เปรียบในการเข้าถึงมากกว่าทางเลือกเพื่อสุขภาพ ดังนั้นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหา NCDs ให้เป็นวาระแห่งชาติ  ทั้งมาตรการภาษีเพื่อสุขภาพ    เศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ปรับสภาพแวดล้อมในสถานศึกษา ที่ทำงาน และพื้นที่สาธารณะ ให้การเลือกสิ่งที่ดีต่อสุขภาพเป็นทางเลือกหลัก  สร้างระบบแรงจูงใจระดับประเทศ พัฒนาระบบคะแนนสะสมสุขภาพ (Health Point/CCC) จูงใจให้เกิดการปรับพฤติกรรมยั่งยืน  ลงทุนในพื้นที่สุขภาวะ ที่เอื้อต่อสุขภาพ หนุนเสริมให้ อปท. ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี และบูรณาการแบบองค์รวม  ยกระดับ NCDs Ecosystem เป็นวาระร่วม 

สุดท้าย ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ภาคีสมาคมเครือข่ายโรคไม่ติดต่อแห่งประเทศไทย กล่าวถึงมาตรการลดโรค NCDs ที่ดีที่สุด นอกจากการรณรงค์ให้ความรู้ถึงอันตรายที่จะเกิดจากสินค้าทำลายสุขภาพ และ แก่เด็ก/ครอบครัว โรงเรียน และการมีส่วนร่วมของชุมชนแล้ว รัฐบาลมีภาระหน้าที่ ที่จะต้องกำหนดนโยบายสาธารณะ  ซึ่งจะส่งผลถึงการควบคุม/การลดการเข้าถึงสินค้าทำลายสุขภาพ ด้วยการห้ามโฆษณาส่งเสริมการขาย การลดจำนวนจุดขายปลีก และการใช้มาตรการทางภาษีเพื่อให้สินค้าทำลายสุขภาพมีราคาแพงขึ้นเพื่อลดการบริโภค

“มาตรการควบคุมยาสูบ ที่ยังรอให้ดำเนินการมาเกือบ 8 ปี ทั้งปรับโครงสร้างบุหรี่มวนให้เหลืออัตราเดียว ขึ้นภาษียาเส้น ลดจำนวนร้านขายปลีกบุหรี่ ฯลฯ หากเราไม่จัดการนโยบายสาธารณะเหล่านี้ อัตราการสูบบุหรี่ของประเทศไทยจะไม่ลดลงไปกว่านี้อีกแล้ว กฎหมายเกี่ยวกับสาธารสุขออกมาหมดแล้ว แต่ยังไม่เพียงพอ”

ศ.นพ.ประกิต กล่าวถึงจำนวนร้านขายปลีกบุหรี่ในประเทศไทย 4.8 แสนราย ขณะที่สหรัฐฯ มี 3.8 แสนราย งานวิจัยชี้ชัดยิ่งมีร้านขายบุหรี่มากเยาวชนยิ่งติดบุหรี่มาก ถามว่า เป็นไปได้อย่างไรไทยมีร้านฯ มากกว่าสหรัฐฯ  ฉะนั้น ปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศนี้ คือ  ผู้ใหญ่ในประเทศนี้คิดว่าการลดปัจจัยเสี่ยงทั้งหลายเป็นหน้าที่ของประชาชน และสสส.ถือเป็นความผิดพลาดและอันตรายอย่างยิ่ง ทำให้นโยบายสาธารณะไม่ถูกขับเคลื่อน

ทั้งนี้ ภายหลังจบการแถลงข่าว 4 ภาคีเครือข่าย หวาน เค็ม เมา ควัน ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบาย ร่วมด้วยดังนี้ 

โดยผศ.ดร.นพ.วิชช์ เกษมทรัพย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ เสนอ 7 นโยบายสำคัญเพื่อควบคุมบุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้า โดยเน้นย้ำจุดยืนในการคงกฎหมายห้ามนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า ,ผลักดันนโยบาย Nicotine-Free Generation เพื่อตัดวงจรการระบาดในกลุ่มเยาวชน พร้อมเสนอให้ปรับโครงสร้างภาษียาสูบเป็นอัตราเดียวเริ่มต้นที่ 30% เพื่อนำรายได้ไปจัดตั้งกองทุนเยียวยาชาวไร่ยาสูบ ปรับภาษียาเส้น ห้ามบุหรี่เมนทอล ตลอดจนนำเทคโนโลยี AI และภาคประชาชนมาช่วยแจ้งเบาะแสปราบปรามบุหรี่เถื่อน

นอกจากนี้ยังเน้นการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกระทรวง DES, พม. และ ศธ. เพื่อควบคุมการเข้าถึงสื่อโซเชียลของเด็ก เสริมความเข้มแข็งให้สถาบันครอบครัว และเร่งขยายโครงการโรงเรียนปลอดบุหรี่ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ขณะที่เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน เสนอปรับมาตรการภาษีให้การจัดเก็บเครื่องดื่มในกลุ่มที่ใช้สารทดแทนความหวาน และ การทำให้เกิดฉลากสัญลักษณ์ ที่แสดงให้เห็น ปริมาณน้ำตาล เกลือ และไขมัน  เพื่อสร้างความรอบรู้ที่ให้ประชาชนและสามารถตัดสินใจในการซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสุขภาพมากขึ้นและซื้อกลุ่มที่เสี่ยงต่อสุขภาพน้อยลง

เครือข่ายลดบริโภคเกลือและโซเดียมของประเทศไทย เสนอให้ปรับเปลี่ยนจากการขอความร่วมมือ มาเป็นการใช้ มาตรการบังคับทางกฎหมายผ่านภาษีโซเดียม (Sodium Tax) ควบคู่กับการกำหนด เกณฑ์มาตรฐานปริมาณโซเดียม (Sodium Benchmark) สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารประเภทต่างๆ ของประเทศ  และ

สุดท้าย ศูนย์วิจัยปัญหาสุรา เสนอการปฏิรูประบบควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้งระบบ ผ่านสนอ “นโยบาย 5 ป. ลดภัยแอลกอฮอล์”  ปลด (ล็อก) ให้ยาก, เป่าให้จริง, ประคองให้ถึง, ป้องให้ทัน และ ปรับให้แพง

ดิว อริสรา ปล่อยช็อตหวานจุ๊บแฟนหนุ่มตระกูลดัง วู้ดดี้ ล่ำซำ ชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่นไอจี

ดิว อริสรา ปล่อยช็อตหวานจุ๊บแฟนหนุ่มตระกูลดัง วู้ดดี้ ล่ำซำ ชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่นไอจี

ดิว อริสรา ปล่อยช็อตหวานจุ๊บแฟนหนุ่มตระกูลดัง วู้ดดี้ ล่ำซำ ชาวเน็ตคอมเมนต์สนั่นไอจี

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.08 น.

8 สิงหาคม 2569 หลังจากที่ สาวดิว อริสรา ทองบริสุทธิ์ ได้ออกมาโพสต์ภาพสุดหวานผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว โดยการโพสต์ภาพ นิค กับ จูดี้ ในภาพยนตร์แอนิเมชั่นชื่อดัง ‘ซูโทเปีย’ พร้อมแท็กถึงหวานใจนักธุรกิจหนุ่มหล่อทายาทตระกูลดัง วู้ดดี้ ล่ำซำ หรือ คุณพุฒิพงศ์ ล่ำซำ พร้อมแคปชั่นสุดซึ้งทำเอาแฟนคลับและเพื่อนในวงการต่างเข้ามาร่วมแสดงความยินดีอย่างล้นหลาม

ล่าสุดสาวดิว ได้สร้างความฮือฮาอีกครั้งด้วยการออกมาโพสต์ภาพในชุดว่ายน้ำวันพีซ ยืนชิลๆ ริมทะเล และมีช็อตที่ยืนจับมือ-จูบหวานใจ ‘วู้ดดี้ ล่ำซำ’ ท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติก พร้อมข้อความระบุว่า “The kite and the line One flies, one holds on, and somehow neither is complete without the other. You never keep me from flying… you’re just the line that keeps me grounded, never lost, and always leads me home @wlamsam” 

(ว่าวกับสายเชือก คนหนึ่งโบยบิน อีกคนคอยยึดเหนี่ยว และไม่รู้ทำไม…ทั้งคู่ถึงดูเหมือนจะไม่สมบูรณ์ หากขาดอีกคนไป คุณไม่เคยรั้งฉันไม่ให้โบยบินเลย… คุณเป็นเพียงสายเชือกที่คอยทำให้ฉันยังติดดิน ไม่หลงทาง และคอยนำทางฉันกลับบ้านเสมอ @wlamsam)

แม่เกตุ น้ำตาคลอ ยอมรับจบความสัมพันธ์ ลุงวิทย์ ขอเดินหน้ากลับมารักตัวเอง

แม่เกตุ น้ำตาคลอ ยอมรับจบความสัมพันธ์ ลุงวิทย์ ขอเดินหน้ากลับมารักตัวเอง

แม่เกตุ น้ำตาคลอ ยอมรับจบความสัมพันธ์ ลุงวิทย์ ขอเดินหน้ากลับมารักตัวเอง

วันเสาร์ ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 15.42 น.

กลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องราวที่ทำให้แฟนๆ เข้าไปส่งกำลังใจอย่างต่อเนื่อง หลัง “แม่เกตุ” คุณแม่ของนักร้องสาว เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ออกมาเปิดใจยอมรับว่า ความสัมพันธ์กับ “ลุงวิทย์” ได้เดินทางมาถึงจุดที่ไม่สามารถไปต่อด้วยกันได้ ท่ามกลางความเสียใจของทั้งสองฝ่าย

โดยระหว่างการไลฟ์ แม่เกตุเปิดใจถึงเรื่องราวความรักครั้งล่าสุด พร้อมยอมรับว่าต้องใช้เวลาในการกลับมาเข้มแข็งและสดใสอีกครั้ง เพราะทั้งตัวเธอและลุงวิทย์ต่างก็มีความรู้สึกและเคยผ่านเรื่องราวในลักษณะนี้มาแล้ว

แม่เกตุกล่าวว่า ทุกคนต้องให้กำลังใจกัน เพราะทั้งแม่เกตุและคุณลุงต่างก็มีช่วงเวลาที่อ่อนแอ พร้อมขอให้ทุกคนอย่าไปตำหนิหรือติเตียนอีกฝ่าย เพราะสุดท้ายแล้วเวลาจะช่วยให้ทั้งคู่ก้าวผ่านเรื่องราวนี้ไปได้

“คนเราต้องสดใส แต่เราต้องใช้เวลา ไม่ว่าแม่เกตุหรือคุณลุง เราก็ต้องกลับมาสดใส มันเป็นเวลา คุณลุงก็เคยผ่านเรื่องราวแบบนี้มาแล้ว แม่เกตุก็เคยผ่านเรื่องราวแบบนี้มาแล้ว เราต้องให้กำลังใจกัน เราจะไม่ไปติเตียนคนอื่น”

แม่เกตุยังบอกอีกว่า ทั้งเธอและลุงวิทย์ต่างก็เป็นคนธรรมดาที่สามารถอ่อนแอและเสียใจได้ พร้อมย้ำว่าเมื่ออายุ 47 ปีแล้ว สิ่งสำคัญคือการกลับมารักตัวเองให้มากขึ้น

“วันหนึ่งไปไม่ถึงฝัน ก็ต้องอยู่ให้ได้” แม่เกตุน้ำตาคลอ

ช่วงหนึ่งของการไลฟ์ แม่เกตุมีน้ำตาคลอและเสียงสั่น พร้อมเปิดใจจากความรู้สึกจริงๆ ว่า ยอมรับว่าเสียใจกับความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถเดินทางไปถึงปลายทางที่หวังไว้ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องทำใจและพยายามใช้ชีวิตต่อไปให้ได้

แม่เกตุกล่าวว่า เธอเป็นคนที่มองความรักเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ และหากได้อยู่กับใครก็จะทุ่มเทและใส่ใจอย่างเต็มที่ แต่เมื่อวันนี้ความสัมพันธ์เดินทางไปไม่ถึงฝัน ก็ต้องยอมรับและกลับมาอยู่กับชีวิตของตัวเอง

“แม่เกตุพูดจากใจเลย แม่เกตุเสียใจ มันจะเกิดก็ต้องเกิด เราก็ต้องทำใจ อยู่ให้ได้เหมือนกัน ไม่ใช่ไม่เสียใจ แม่เกตุก็มีความรู้สึก แม่เกตุมองความรักยิ่งใหญ่ ทุกคนในบ้านจะรู้ แม่เกตุได้อยู่กับใครจะทุ่มเทใส่ใจ”

สำหรับสาเหตุของการยุติความสัมพันธ์ แม่เกตุขอให้ทุกคนเคารพความเป็นส่วนตัว พร้อมยืนยันว่าเป็นเรื่องของคนสองคนที่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างกัน และไม่ต้องการให้แฟนๆ ไปตำหนิหรือตัดสินฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ท้ายที่สุด แม่เกตุยังฝากให้ทุกคนส่งกำลังใจให้ลุงวิทย์เช่นเดียวกัน เพราะเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ พร้อมย้ำว่าการเสียใจหรือร้องไห้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งสำคัญคือการยอมรับความจริงและกลับมารักตัวเองให้มากขึ้น