ใหม่ เจริญปุระ ตั้งโต๊ะแถลงโต้ข่าว ปัดทิ้งแม่ยันดูแลอย่างดี

ใหม่ เจริญปุระ ตั้งโต๊ะแถลงโต้ข่าว ปัดทิ้งแม่ยันดูแลอย่างดี

ใหม่ เจริญปุระ ตั้งโต๊ะแถลงโต้ข่าว ปัดทิ้งแม่ยันดูแลอย่างดี

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 12.15 น.

จากกรณีที่มีกระแสข่าวปลอมบนโลกออนไลน์ระบุว่า ศิลปินและนักแสดงชื่อดัง ใหม่ เจริญปุระ นำคุณแม่วัย 87 ปี ไปทิ้งไว้ที่ “บ้านสุขสุดท้าย” นั้น ล่าสุด ใหม่ เจริญปุระ พร้อมคุณแม่ ได้ควงคู่กันออกมาตั้งโต๊ะแถลงข่าวโต้ข่าวดังกล่าว โดยยืนยันว่า ไม่เป็นความจริงทุกประการ

ใหม่ เจริญปุระ เผยว่าเคยเดินทางไปที่สถานที่ดังกล่าวเพียงเพื่อทำบุญและช่วยงานสังคมเท่านั้น ที่ผ่านมาครอบครัวดูแลคุณแม่เป็นอย่างดีมาโดยตลอดข่าวปลอมที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของคนในครอบครัวอย่างหนัก โดยเฉพาะคุณแม่ที่เกิดอาการเครียดจนนอนไม่หลับทางครอบครัวได้ขอบคุณ “บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์” ที่ช่วยออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ผู้จัดการส่วนตัวของ ใหม่ เจริญปุระ ได้เข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐานแล้ว เพื่อลงโทษผู้ที่โพสต์และแชร์ข้อมูลเท็จ พร้อมปกป้องสิทธิ์และชื่อเสียงของศิลปินและครอบครัวอย่างถึงที่สุด

ช็อตเดียวสะเทือน เบียร์ เดอะวอยซ์ ปลุกโลกโซเชียลลุกเป็นไฟ ปล่อยภาพเด็ดกระแทกตา

ช็อตเดียวสะเทือน เบียร์ เดอะวอยซ์ ปลุกโลกโซเชียลลุกเป็นไฟ ปล่อยภาพเด็ดกระแทกตา

ช็อตเดียวสะเทือน เบียร์ เดอะวอยซ์ ปลุกโลกโซเชียลลุกเป็นไฟ ปล่อยภาพเด็ดกระแทกตา

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.27 น.

วันนี้ 6 สิงหาคม 2569 โลกโซเชียลกำลังสั่นสะเทือนอีกระลอก เมื่อนักร้องสาวเสียงดี เบียร์ เดอะวอยซ์ หรือ เบียร์ ภัสรนันท์ อัษฎมงคล ได้ออกมาโพสต์ภาพที่ทำเอาแฟนคลับหลายคนต้องขยี้ตาดู โดยเธอมาในลุคสบาย ๆ สวมเพียงเสื้อชั้นในสีขาวและกางเกงชั้นในเข้าชุด นอนคว่ำหน้าอย่างชิล ๆ บนเตียงนอนนุ่ม ๆ

แต่สิ่งที่ทำให้ชาวเน็ตตาลุกวาวไปกว่านั้น ไม่ใช่แค่ชุดนอนแสนเซ็กซี่ของเธอ แต่คือการที่เธอมี น้องหมา สายพันธุ์คอร์กี้ตัวป้อมขนนุ่มฟูมานอนอยู่ข้าง ๆ ด้วย ทำเอาหลายคนอดแซวไม่ได้ว่า น้องหมาตัวนี้คงเป็นสัตว์เลี้ยงที่โชคดีที่สุดในโลก ซึ่งในภาพที่โพสต์นั้น เบียร์นอนคว่ำโชว์แผ่นหลังเนียนและส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างชัดเจน ผมสีดำยาวสยายดูเป็นธรรมชาติ แสงไฟจากโคมไฟข้างเตียงทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นและเป็นส่วนตัวอย่างบอกไม่ถูก ส่วนน้องหมาคอร์กี้ก็กำลังนอนมองเบียร์อย่างตั้งอกตั้งใจ เหมือนกำลังฟังเพลงที่เบียร์กำลังฮัมอยู่

เบียร์ เดอะวอยซ์

หลังจากภาพของ เบียร์ เดอะวอยซ์ ถูกเผยแพร่ออกไปได้ไม่นาน ก็มีแฟนคลับและชาวเน็ตเข้าไปกดไลก์และคอมเมนต์กันอย่างถล่มทลาย หลายคนชื่นชมในความน่ารักของทั้งเบียร์และน้องหมา เช่น

“แพ้!!!”

“ทีมอาหวังงับ “

“อยากกอด “

“MVP NO.1เลยจ้า งื้ออออ”

“งับบบบ”

“น่ารักค่ะ”

“สวยมากๆ”

“彭世玄 大哥怎麼了?竟然還沒現身??”

“มันต้องงี้”

“คูก้าไม่เหงา”

“อยากจะ…น่าจัง”

“ดีหมดยกเว้นความคิดผม”

“สวยคับ”

เบียร์ เดอะวอยซ์
เบียร์ เดอะวอยซ์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก Bizcuitbeer 

เผ็ดระดับพริกยกสวน เจนเย่ เมธิกา สาดออร่าบิกินี่แดงเพลิง ทำแฟน ๆ แห่กรี๊ดสนั่นโซเชียล

เผ็ดระดับพริกยกสวน เจนเย่ เมธิกา สาดออร่าบิกินี่แดงเพลิง ทำแฟน ๆ แห่กรี๊ดสนั่นโซเชียล

เผ็ดระดับพริกยกสวน เจนเย่ เมธิกา สาดออร่าบิกินี่แดงเพลิง ทำแฟน ๆ แห่กรี๊ดสนั่นโซเชียล

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.25 น.

วานนี้ 5 สิงหาคม 2569 ทำเอาโซเชียลร้อนระอุและฮือฮากันสนั่น เมื่อซุปตาร์สาว เจนเย่ เมธิกา ปล่อยความแซ่บเกินต้าน หลังเดินทางไปร่วมงาน BAZAAR Escape 2026 งานนี้บอกเลยว่าสมฉายาแม่ก็คือแม่ เพราะการปรากฏตัวของเธอทำให้แสงแฟลชสาดส่องรัวริมหาด จนแทบจะเปลี่ยนบรรยากาศชายทะเลให้ลุกเป็นไฟเลยทีเดียว

งานนี้สาวเจนเย่มาในลุคที่สะกดทุกสายตา กับชุดบิกินี่สีแดงเพลิง ดีไซน์เก๋ไก๋ที่ช่วยขับผิวขาวออร่าให้ผ่องพรรณยิ่งขึ้นไปอีก ท่อนบนเป็นบิกินี่แบบคล้องคอ โชว์เนินอกเบา ๆ พอให้ใจสั่น ส่วนท่อนล่างเป็นกระโปรงซีทรูยาวพลิ้วไหว ผ่าสูงขึ้นมาอวดเรียวขาขาวเนียน ทำเอาหนุ่ม ๆ ในงานถึงกับมองเหลียวหลังกันเป็นแถว ไม่เว้นแม้แต่สาว ๆ ด้วยกันเองยังต้องแอบกรี๊ดในความเผ็ดระดับพริกยกสวนของเธอ

เจนเย่ เมธิกา

หลังจากที่ภาพของสาว เจนเย่ เมธิกา เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล บรรดาแฟนคลับชาวไทยและต่างประเทศต่างก็แห่คอมเมนต์กันสนั่นอินสตาแกรมและโซเชียลมีเดียอื่น ๆ กันให้พรึ่บ จนยอดไลก์พุ่งกระฉูดจนแทบถล่มทลาย โดยมีเสียงชื่นชมเป็นภาษาต่างๆ เช่น

“漂亮寶貝”

“ตะลึงมากกกกกกกกก”

“สุดๆๆๆ”

“美人妤”

“So pretty “

“Hope you had a great time by the water. Gorgeously competing with the sunset, kiddo.”

“是美人妤哇”

“Beautiful “

เจนเย่ เมธิกา
เจนเย่ เมธิกา

ก็แหม… เล่นสวยแซ่บออร่าจับขนาดนี้ ใครจะอดใจไม่กดไลก์ไม่คอมเมนต์ไหวล่ะคะ งานนี้ต้องยกตำแหน่ง ควีนออฟเดอะบีช ให้สาวเจนเย่ไปเลย ครองทั้งหาด ครองทั้งหัวใจแฟน ๆ แบบอยู่หมัด เห็นแบบนี้แล้วก็ต้องรอดูว่าเจ้าตัวจะมีทีเด็ดอะไรมาเซอร์ไพรส์เราอีกในงานหน้า รับรองว่าแซ่บไม่แพ้ครั้งนี้แน่นอน

เจนเย่ เมธิกา
เจนเย่ เมธิกา
เจนเย่ เมธิกา
เจนเย่ เมธิกา

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก อินสตาแกรม janeeyeh

กองทัพเรือ อัญเชิญเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำเพื่อเตรียมการในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

กองทัพเรือ อัญเชิญเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำเพื่อเตรียมการในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

กองทัพเรือ อัญเชิญเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำเพื่อเตรียมการในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 21.24 น.

กองทัพเรือ อัญเชิญเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำเพื่อเตรียมการในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 19.00 น. กองทัพเรือ ได้จัดให้มีการอัญเชิญเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำ ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เรือพระราชพิธี ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในการเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน พุทธศักราช 2569 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี 3 มิถุนายน 2569 ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยเมื่อเรือพระที่นั่ง นารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9  ถูกอัญเชิญลงจากคาน นายเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 พร้อมกำลังพลประจำเรือ ได้ประกอบพิธีจุดธูปเทียนไหว้แม่ย่านางเรือ  และถวายบังคมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นจึงเคลื่อนเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 จากคลองบางกอกน้อย ออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา มุ่งหน้าสู่อู่ทหารเรือธนบุรี ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร ในเส้นทางสวนเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา (สถานีรถไฟบางกอกน้อยเดิม) โรงพยาบาลศิริราช ท่ามหาราช ท่าช้าง วัดระฆังโฆสิตาราม ใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงเข้าจอดยังอู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี ทั้งนี้ การอัญเชิญเรือพระที่นั่งลงน้ำ ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ประกอบด้วย เรือพระที่นั่งจำนวน 4 ลำคือ เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์  เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 เรือพระที่นั่งอนันตนาคราช และเรือพระที่นั่งเอนกชาติภุชงค์ โดยจะอัญเชิญลงน้ำและเข้าจอด ณ อู่หมายเลข 1 อู่ทหารเรือธนบุรี กรมอู่ทหารเรือ ระหว่างวันที่ 5 – 8 สิงหาคม 2569 วันละ 1 ลำ ตามลำดับ

สำหรับเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 จัดเป็นเรือพระที่นั่งกิ่ง ลำเดิมสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มีชื่อว่า “มงคลสุบรรณ” หัวเรือเป็นรูป พระครุฑพ่าห์ มีช่องกลมสำหรับติดตั้งปืนใหญ่ อยู่ที่หัวเรือใต้ตัวครุฑ มีความยาว 17 วา 3 ศอก กว้าง 5 ศอก 5 นิ้ว ลึก 1 ศอก 6 นิ้ว กำลัง 6 ศอก 6 นิ้ว พื้นท้องเรือภายนอก ทาสีแดง ฝีพาย 65 คน ต่อมาในรัชกาลที่ 4 ได้มีพระราชดำริให้เสริมรูปพระนารายณ์ยืนประทับบนหลังครุฑ เพื่อความเป็นสง่างามของลำเรือ และเพื่อให้ต้องตามคติในศาสนาพราหมณ์ เทวรูปพระนารายณ์ที่สร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ 4 นั้น สร้างด้วยไม้จำหลักปิดทองประดับกระจกองค์พระนารายณ์ทรงเครื่องภูษิตา ภรณ์และมงกุฎยอดชัยพระพักตร์และพระวรกายประดับกระจกสีขาบ (สีน้ำเงินเข้ม) มี 4 พระกร ทรงเทพศาสตราคือ ตรี คทา จักร สังข์ ตามคติของพราหมณ์ซึ่งปรากฏในบทพระราชนิพนธ์เรื่องรามเกียรติ์ของรัชกาลที่ 1 ตอนกุมภกรรณต้องศรพระรามสิ้นชีวิต
จึงขนานนามว่า “เรือนารายณ์ทรงสุบรรณ” หลังจากนั้นเรือได้เสื่อมสภาพลงคงเหลือแต่โขนเรือเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ซึ่งในปี พ.ศ. 2539 กองทัพเรือ และกรมศิลปากร ได้มีหนังสือกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเพื่อสร้างเรือพระที่นั่งลำใหม่เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายในวโรกาสพระราชพิธีกาญจนาภิเษกในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2539 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้าง พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อเรือว่า “เรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9” เรือลำดังกล่าวมีฐานะเป็นเรือพระที่นั่งรองทอดบัลลังก์กัญญา

สำหรับขั้นตอนการจัดสร้างเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 แบบเรือได้คงขนาดและลักษณะของลวดลายแกะสลักทั้งหลายไว้ตามแบบเรือพระที่นั่งลำเก่า แต่ได้ปรับปรุงให้โขนเรือมีความสูงเพิ่มขึ้น และส่วนที่เป็นรูปพระครุฑพ่าห์ก็ออกแบบให้มีความงดงามยิ่งขึ้น พร้อมทั้งได้ขยายพื้นที่ของลำเรือให้กว้างขวางขึ้น โดยเฉพาะส่วนที่ทอดบัลลังก์กัญญาและประดับเครื่องสูงทั้งหลาย เริ่มดำเนินการสร้างตั้งแต่ วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2537 กรมอู่ทหารเรือรับเป็นผู้จัดสร้างตัวเรือ พาย และคัดฉาก ส่วนกรมศิลปากรเป็นผู้ดูแลการออกแบบแกะสลักลวดลายตลอดจนการลงรักปิดทองประดับกระจก พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงวางกระดูกงูเรือ ณ กรมอู่ทหารเรือ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2537 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังเป็นสยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ในพิธีปล่อยเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ รัชกาลที่ 9 ลงน้ำเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2539

สำหรับการฝึกจัดรูปกระบวน ในการจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคในครั้งนี้ ประกอบด้วย การซ้อมย่อยและซ้อมใหญ่ ก่อนที่จะมีพิธีจริงในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 โดยมีขั้นตอนที่สำคัญคือ การซ้อมย่อย 10 ครั้งในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม โดยการซ้อมย่อยครั้งแรกในวันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม 2569 (วันที่ 17, 20,27 สิงหาคม วันที่ 3, 8, 17, 23 กันยายน วันที่ 2, 8, 15,  และการซ้อมใหญ่ 2 ครั้ง ในวันที่ 21 และ28 ตุลาคม  ก่อนการจัดพระราชพิธี  ซึ่งประชาชนสามารถมีส่วนร่วมโดยรับชมการฝึกซ้อมและร่วมรับเสด็จฯ ได้ทั้งสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สะพานกรุงธนบุรีถึงวัดอรุณราชวราราม โดยกำลังพลกองทัพเรือทุกนายมีความภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของพระราชพิธีอันสำคัญยิ่งนี้ และมุ่งมั่นในการทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง เพื่อให้การจัดขบวนพยุหยาตราทางชลมารคเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สง่างาม และสมพระเกียรติ
 

โฆษกอัยการนำทีมจัดกิจกรรม ‘รู้ = ทัน’ ให้ความรู้กฎหมาย สร้างแรงบันดาลใจเยาวชนสู่นักกฎหมายมืออาชีพ 

โฆษกอัยการนำทีมจัดกิจกรรม ‘รู้ = ทัน’ ให้ความรู้กฎหมาย สร้างแรงบันดาลใจเยาวชนสู่นักกฎหมายมืออาชีพ 

โฆษกอัยการนำทีมจัดกิจกรรม ‘รู้ = ทัน’ ให้ความรู้กฎหมาย สร้างแรงบันดาลใจเยาวชนสู่นักกฎหมายมืออาชีพ 

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.27 น.

โฆษกสนง.อัยการสูงสุด นำทีมลงพื้นที่ จัดกิจกรรม “รู้ = ทัน” ส่งเสริมความเข้าใจบทบาทและภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุด พัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีเหตุผล สามารถปรับตัวได้ดีในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง และสร้างแรงบันดาลสู่การเป็นนักกฎหมายมืออาชีพ            

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 6 สิงหาคม 2569 นายเสวต อภัยรัตน์ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด พร้อมด้วยนายชนภัทร วินยวัฒน์ และนายปราชญ์พศุตม์ ศุภนิติสกุล รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด นำเจ้าหน้าที่สำนักสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานอัยการสูงสุด ลงพื้นที่จัดกิจกรรม “รู้ = ทัน” ตามโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อสร้างกระบวนการเชิงรุกในการส่งเสริมให้ประชาชนรู้ทันความเป็นไปของสังคมในมิติด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ที่โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ต.หน้าเมือง อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา โดยมีว่าที่ร้อยตรี เกชา กลิ่นเพ็ง ผู้อำนวยการโรงเรียนฯ และคณาจารย์ร่วมต้อนรับ

สำหรับการจัดกิจกรรมดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการรับรู้ ความเข้าใจบทบาทและภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุด และอำนาจหน้าที่ของพนักงานอัยการ รวมถึงให้ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน อาทิ ความรู้เบื้องต้นด้านกฎหมาย การพนันออนไลน์ บุหรี่ไฟฟ้า การใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้ร่วมบรรยายแนะนำเส้นทางการศึกษาเพื่อมุ่งสู่นักกฎหมายมืออาชีพ เพื่อสร้างแรงบันดาลแก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่กำลังจะเตรียมตัวศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย และผู้ที่สนใจศึกษาต่อด้านนิติศาสตร์หรือประกอบอาชีพด้านกฎหมายในอนาคต

โดยโครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อสร้างกระบวนการเชิงรุกในการส่งเสริมให้ประชาชนรู้ทันความเป็นไปของสังคมในมิติด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรรม “รู้ = ทัน” จัดขึ้นเป็นปีที่ 4 โดยในปีนี้ได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการในพื้นที่ของสำนักงานอัยการ ภาค 1 ภาค 2 และภาค 7 ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิบัติราชการของสำนักงานอัยการสูงสุด ในการยกระดับและบูรณาการความร่วมมือในการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทภารกิจของสำนักงานอัยการสูงสุด และเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจทางกฎหมาย อันจะนำไปสู่การพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นคนดี คนเก่ง มีเหตุผล และสามารถปรับตัวได้ดีในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลงต่อไป.
          
 

ไอซ์ รักชนก เบี้ยวนัด ไม่มารับทราบข้อหา ตำรวจออกหมายเรียกซ้ำ

ไอซ์ รักชนก เบี้ยวนัด ไม่มารับทราบข้อหา ตำรวจออกหมายเรียกซ้ำ

ไอซ์ รักชนก เบี้ยวนัด ไม่มารับทราบข้อหา ตำรวจออกหมายเรียกซ้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.42 น.

ด่วน!!!! “ไอซ์ รักชนก” เบี้ยวนัดตำรวจไม่มารับทราบข้อหา ตำรวจจ่อออกหมายเรียกซ้ำ หากไม่มาอีก ก่อนขอศาลออกหมายจับ ก่อนเปิดสมัยประชุมสภา

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ได้รับรายงานจาก สน.ทองหล่อว่า ในระหว่างปิดสมัยประชุมสภาครั้งที่ 1/2569  โดย พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ได้ออกหมายเรียกนางสาวรักชนกหรือไอซ์ ศรีนอก ผู้ต้องหา ครั้งที่ 1 ให้มาพบพนักงานสอบสวน เพื่อแจ้งข้อหา ในวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 13.00 น.

แต่ปรากฏว่า เบี้ยวนัดไม่มา โดยพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกซ้ำ ครั้งที่ 2 หากนางสาวรักชนกฯ ไม่มา มีพฤติกรรมหลบหนี พนักงานสอบสวนจะขอศาลออกหมายจับนางสาวรักชนกฯ ผู้ต้องหารายนี้ต่อไป ทั้งนี้ ก่อนเปิดสมัยประชุมในวันที่ 25 สิงหาคม 2569 เพื่อมิให้ผู้ต้องหารายนี้ ใช้เอกสิทธิ์คุ้มกัน สส. ตาม รธน.มาตรา 125 วรรคหนึ่ง

โดยคดีดังคดีล่าว นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มอบอำนาจให้นายณัฐวุฒิ วงศ์เนียม ทนายความส่วนตัวและเป็นผู้รับมอบอำนาจและทีมทนายความ เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เพื่อดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก ผู้ต้องหา ปัจจุบันเป็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาชน .ปธ.กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร

โดยคดีที่นายสุชาติฯมอบอำนาจให้ทนายความส่วนตัวไปแจ้งความชดำเนินคดีอาญากับนางสาวรักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก ผู้ต้อหา ในปมโพสต์กล่าวหา นายสุชาติฯ โดยกล่าวหาว่า “เป็นคนชั่ว ครองเมือง – รับสินบน” ในข้อหาความผิด ตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 (2) และ (5) ,หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 , 328,91

ทั้งนี้ รายงานว่า พ.ต.ท.สุทธิพงษ์ แป้นจันทร์ พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ได้รายงานคดีสำคัญให้แก่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงให้ทราบและออกหมายเรียกผู้ต้องหารายนี้ซ้ำอีกครั้ง  หากไม่มาจะยื่นคำร้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้ออกหมายจับ นางสาวรักชนกฯ สส.พรรคประชาชนต่อไป

‘วีระ’กราบขอโทษ เรื่องปีที่ไปพัก วอนกรมอุทยานฯ เลิกสอบหัวหน้าอุทยานเกาะสิมิลัน

‘วีระ’กราบขอโทษ เรื่องปีที่ไปพัก วอนกรมอุทยานฯ เลิกสอบหัวหน้าอุทยานเกาะสิมิลัน

‘วีระ’กราบขอโทษ เรื่องปีที่ไปพัก วอนกรมอุทยานฯ เลิกสอบหัวหน้าอุทยานเกาะสิมิลัน

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.57 น.

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 เพื่อพิจารณางบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จำนวน 125,356,964,500 บาท 

นายวีระ ธีระภัทรานนท์ ในฐานะกรรมาธิการ  กล่าวว่างบประมาณที่ขอมา 125,356 ล้านบาท ใกล้เคียงกับปีงบประมาณ 2569 และในแง่การเบิกจ่ายเรียบร้อยดี ซึ่งในเรื่องของตำรวจยอมรับว่าไม่มีความรู้ว่าทำงานอย่างไร และถือว่ามีความรู้เกี่ยวกับตำรวจน้อยมาก แต่สิ่งที่อยากพูดถึงคือส่วนที่เป็นกองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา เข้าใจว่าในแต่ละสถานีตำรวจ แบ่งงาน 4 ด้าน คือสืบสวนสอบสวน งานจราจร งานธุรการ และปราบปราม ในส่วนงานสืบสวนที่ล่าช้าเพราะกำลังพลไม่เพียงพอ และมีเรื่องความก้าวหน้าในชีวิตข้าราชการ  ที่มีข้อจำกัดที่ต้องกระจายไปหลายส่วน 

สิ่งที่จะชี้ถึงคือกองทุนเพื่อการสืบสวน สอบสวน การป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดทางอาญา ตนเองมองว่าของบมาน้อยเกินไป แต่ไม่สามารถให้งบเพิ่มได้ เพราะกรรมาธิการมีหน้าที่ตัดไม่มีหน้าที่ให้เพิ่ม ปีที่ผ่านมาได้งบ 950 ล้านบาท ปีนี้ 721 ล้านบาท  แต่ยังดีที่มีเงินนอกงบประมาณมาสมทบ 140 ล้าน ต้องถือว่ามีระบบการจัดการที่ดี และมีรายได้จากค่าปรับประมาณ 591 ล้าน หากดูในปี 2567 มีรายจ่ายมากกว่ารับ  160 ล้าน ปี 68 จ่ายมากกว่า เกือบ 200 ล้าน  จึงไม่แน่ใจว่าปีนี้จะมีเพียงพอหรือไม่  รายได้ที่ได้มา ค่าปรับ

จากนั้นในตอนหนึ่ง นายวีระ ได้กล่าวชี้แจงเรื่องการเข้าพักที่หมู่เกาะสิมิลันที่เป็นประเด็นในขณะนี้ว่า มีเรื่องไม่สบายใจ เมื่อวานนี้ที่ตนเองพูดถึงอุทยานแห่งชาติสิมิลัน  ได้พูดคุยกับอธิบดีกรมอุทยาน ว่าเป็นความเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนซึ่งเป็นความเข้าใจผิดของตนเอง 

นายวีระ กล่าวอีกว่า ผมไปพักแรมที่เกาะสิมิลัน ผมจำปีไม่ได้ ตามประสาคนแก่ จึงพูดว่า 4-5 ปี เมื่อไปเช็กแล้ว ตนเองน่าจะไปพักค้างคืน ไม่ปี 2559 ก็ 2560 ก่อนที่จะมีการปิดพักค้างแรม จึงขอโทษทางท่านหัวหน้าอุทยานแห่งชาติสิมิลัน หากใครได้ดูถ่ายทอดสด ได้ชี้แจงกับอธิบดีเรียบร้อยแล้ว หากตนเองทำผิดยินดีแก้ไขและเยียวยาให้  อย่าไปคิดว่าตนเองทำอะไรเป็นพิเศษ อยากขอโทษกรมอุทยานเรื่องข้อมูลเข้าพัก  ที่ไปเข้าพักจริง แต่น่าจะเป็น 2569 เมื่อวานนี้ได้รับหนังสือชี้แจงจากหัวหน้าอุทยานเกาะสิมิลัน 

และได้สอบถามคนที่ไปเที่ยวด้วยกัน ก็ไม่แน่ใจเรื่องปี แต่ตอนไปพักยังเปิดให้เข้าพัก และหลังจากนั้นปิดไป จึงกราบขอโทษ  และอยากเรียนไปถึงอธิบดีว่าไม่ต้องตั้งกรรมการสอบเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ผิดพลาดมาจากตนเอง  ผมต้องขออภัยและเสียใจ  แต่ว่าวัตถุประสงค์จริงๆ เมื่อตนเองพูดสด และมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน  เมื่อมีข้อผิดพลาด โดยนิสัย ถ้าข้อเท็จจริงผิด ตนเองจะต้องแก้ไข  ไม่ได้หลบหนี

นายวีระ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่อยากจะบอกคือสภาพที่พักบนอุทยานมีที่ดี และน่าไปหลายที่ แต่ที่ที่ตนเองคิดว่าควรปรับปรุงแก้ไข คือที่พักอุทยานที่เป็นน้ำตกและเป็นทะเล ที่อยากให้มีการปรับปรุงให้มันสะดวกสบาย และมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้เอกชนเข้าไปจัดการที่พักหรือบริการให้น้ำ ไฟ อินเตอร์เน็ตไม่ขาด  โดยอธิบดี ได้กล่าวกับตนเองว่ามีโครงการนำร่องจะทำ 4 ที่ในแต่ละภาค แต่ติดขัดเรื่องข้อกฎหมาย เรื่องระเบียบ จึงต้องมีนโยบายของทางรัฐบาล

“ไม่ใช่ขอโทษ ผมขออภัยอย่างรุนแรง จะให้ผมแก้ไขเยียวยาอะไรก็ตามสบาย และขอร้องทางอธิบดี เลิกตั้งสอบหัวหน้าอุทยานสิมิลัน เพราะไม่ใช่ความผิดของท่าน ตอนที่ท่านไปเขาปิดเรียบร้อยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงผมผิดพลาดเอง หากตั้งกรรมการสอบควรยกเลิกคำสั่งนั้นซะ  ผมย้ำอีกที ผมเสียใจกับการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดของผม แต่ผมทำด้วยเจตนาดี  ความต้องการจริงๆ คืออยากต้องการให้มีการปรับปรุงอุทยาน หากไปพาดพิงบางเรื่อง ทำให้เกิดความเสียหายกับอุทยาน แห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ผมต้องขอโทษและขออภัย ต่อเจ้าพนักงานอย่างถี่ถ้วน ที่ได้รับผลกระทบ  หากให้ตนเองทำอะไรได้มากกว่านี้ผมยินดี”  นายวีระ กล่าว

ผบ.ตร. เปิดใจโค้งสุดท้ายก่อนเกษียณ ชี้คดีไอ้ป๋อง สงสารลูกน้อง ทำแทบทุกอย่าง เสี่ยง ‘ปืน-ระเบิด’ ตามลากคอคลี่ไขปมคดี

ผบ.ตร. เปิดใจโค้งสุดท้ายก่อนเกษียณ ชี้คดีไอ้ป๋อง สงสารลูกน้อง ทำแทบทุกอย่าง เสี่ยง ‘ปืน-ระเบิด’ ตามลากคอคลี่ไขปมคดี

ผบ.ตร. เปิดใจโค้งสุดท้ายก่อนเกษียณ ชี้คดีไอ้ป๋อง สงสารลูกน้อง ทำแทบทุกอย่าง เสี่ยง ‘ปืน-ระเบิด’ ตามลากคอคลี่ไขปมคดี

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.19 น.

’ผบ.ตร.‘ เปิดใจโค้งสุดท้ายก่อนเกษียณ! ‘คดีไอ้ป๋อง-ไอธงฆ่าโหด 2 พี่น้องชาวรัสเซีย’ สงสาร ’ลูกน้อง‘ ทำแทบทุกอย่าง เสี่ยง ‘ปืน-ระเบิด’ ตามลากคอคนร้ายคลี่ไขปมคดี ซ้ำยังถูกครหาเอี่ยว ’ใช้ผู้ต้องหาเป็นสาย‘ จากการจ้างวานซื้อขายยา กำชับรับข้อมูล มุ่งแสวงหาข้อเท็จจริง ตรงไปตรงมา ไม่ต้องไปตอบโต้สังคม-สื่อ หากพบผิดพร้อมฟันวินัย-อาญา หากไม่ผิดคนไปออกรายการให้ข้อมูลต้องรับผิดชอบ 

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เมื่อเวลา 15.05 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานกมธ.ฯ ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณามาตรา 27 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวง และหน่วยงาน ภายใต้การควบคุมดูแลของนายกรัฐมนตรี 

โดยพล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ชี้แจงงบประมาณสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ตอนหนึ่งถึงคดีนายฑณา หรือป๋อง และนายธงชัย หรือธง 2ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรม2พี่น้องชาวรัสเซียว่า ตนเหลือเวลาอีกประมาณเดือนกว่าจะเกษียรอายุราชการ แต่เวลาที่เหลือตนก็พร้อมทำงาน ซึ่งในเรื่องนี้ตนขอเปิดใจคุยเลยว่า คดีนี้ตนลงไปดูด้วยตนเอง นายป๋อง ติดคุกมาก่อน10ปีที่แล้ว แล้วพ้นโทษออกมา พูดกันตรงๆก็ไม่น่าพ้นโทษ มาตั้งแต่ข้อหาที่แล้ว ในเรื่องพยายามฆ่า เรื่องยาเสพติด แต่ใครจับ ก็ตำรวจ หาหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับนายป๋องจนติดคุก สะท้อนให้เห็นความตั้งใจ และการทำสำนวนสอบสวน แต่พอนายป๋องพ้นโทษ ก็มีความเก่าๆกับคู่กรณี จนกระทั่งชักชวนสมัครพรรคพวกแล้วก็ไปก่อเหตุ แต่ใครที่ไปตามเรื่อง2พี่น้องชาวรัสเซีย ตำรวจ ไม่ใช่ใครที่ไหนเลย แต่ถามว่าข้อจำกัดในเรื่องบุคคลสูญหาย เรามีแนวทางปฏิบัติ โดยเฉพาะการแจ้งให้ญาติผู้เสียหายทราบว่าเราตามไปขนาดไหน อย่างไร ตำรวจทำงาน แต่จุดอ่อนของตำรวจคือทำอย่างเดียว โดยอาจจะละเลย หรือลืมไปว่าต้องแจ้งญาติของผู้เสียหาย แต่ทำมาโดยตลอด 

ผบ.ตร. กล่าวต่อว่า ในวันที่ 2 พี่น้องชาวรัสเซียหายไป เราทำเหมือนที่เราเคยทำ แต่จุดกำเนิดของเรื่องนี้คือรถจักรยานยนต์ที่เช่า เรามีจุดเล็กๆที่เดินต่อไปได้ เราไล่ล่าตัวกันตั้ง
แต่ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และสระแก้ว หลายท่านไม่ทราบว่าเราใช้ความพยายามแค่ไหน ในการตามแต่ละช่วงแต่ละตอน เราใช้กำลังแค่ไหน มันจึงผูกกับงบประมาณที่เราได้รับถึงน้อย คือความเป็นตัวตนของตำรวจที่ต้องทำให้ได้ จากนั้นเมื่อเราจับตัวได้เพื่อมาดำเนินคดี แต่ลองย้อนกลับไปนึกดูว่าตำรวจกว่าจะได้ตัว ลงน้ำ ลุยป่า เข้าตามบ้าน เสี่ยงอาวุธปืน ทั้งระเบิดเขาก็มี เรารู้ว่าเขามีระเบิด แต่ตำรวจก็เสี่ยง ตนดีใจที่หลายคนให้ความห่วงใยกับการทำงานของตำรวจ

“ถ้าเราได้ตัว แล้วสมมุติว่าเกิดการต่อสู้แล้วมีการวิสามัญเกิดขึ้น เราจะไม่มีทางทราบได้เลยว่า2พี่น้องชาวรัสเซียอยู่ที่ไหน และ3ร่างผู้เสียชีวิตก่อนหน้านั้นอยู่ตรงไหน ผมคิดว่า สิ่งที่ซ่อนเร้นมองไม่เห็นอาจบอกเราก็ได้ว่า เอาให้ได้ตัวก่อน พอได้ตัวมา การรับสารภาพก็เกิดขึ้น ทำให้เราใช้เวลาทั้งคืนในการขุดหาร่างผู้เสียชีวิตทั้ง5ศพ ผมต้องขอแสดงความเสียใจต่อญาติเขาด้วย เป็นการกระทำที่รุนแรง อุกอาจ โหดเหี้ยมมาก จากนั้นการขยายผลเริ่มต่อ ใครเป็นคนขยายผล ใครเป็นคนไปขุดศพ ตำรวจครับ แต่สุดท้ายผมรู้สึกสงสารลูกน้องกับกระแสที่เกิดขึ้นในเวลานี้ กลายเป็นว่าตำรวจไม่ดีซะอย่างนั้น แต่เขาไม่เห็นความทุ่มเทที่เราทำ ประเด็นที่เกิดขึ้นเวลานี้คือมีบุคคลที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องหาออกรายการแล้วบอกว่ามีตำรวจตำรวจไปใช้เขาเป็นนิ้ว เป็นสาย โดยการจ้างวานซื้อขายยา ก็ไม่ว่ากัน ผมก็ไม่ว่าอะไรใคร ไม่ว่าสื่อ ผมก็บอกว่าไม่ต้องตอบโต้ ไม่โกรธ แต่ต้องไปแสวงหาข้อมูล ตำรวจถูกกล่าวหา ก็ต้องมาหาข้อมูล ผมก็ให้หลักการและแนวทางว่าไปรับข้อมูลมา เมื่อรู้ตัว ก็ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำตรงไปตรงมา หากพบว่าผิดทางวินัยก็ว่าไปตามพ.ร.บ.ตำรวจ ทางอาญาก็ไม่มีอายุความอยู่แล้ว แต่หากตำรวจไม่ผิด ผู้ให้ข้อมูลต้องรับผิดชอบทางกฎหมายเช่นกัน เราต้องเดินแบบนี้ ไม่ใช่ไปโกรธคนให้ข้อมูล หรือไปตอบโต้สื่อ” ผบ.ตร. กล่าว

ก้าวสำคัญการแพทย์ไทย ‘ยศชนัน’ ดันเทคโนโลยี ‘ออร์แกนอยด์’ ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพบนฐานวิทยาศาสตร์

ก้าวสำคัญการแพทย์ไทย ‘ยศชนัน’ ดันเทคโนโลยี ‘ออร์แกนอยด์’ ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพบนฐานวิทยาศาสตร์

ก้าวสำคัญการแพทย์ไทย ‘ยศชนัน’ ดันเทคโนโลยี ‘ออร์แกนอยด์’ ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพบนฐานวิทยาศาสตร์

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.09 น.

ก้าวสำคัญการแพทย์ไทย! “ยศชนัน” ดันเทคโนโลยี “ออร์แกนอยด์” อวัยวะจำลองขนาดจิ๋ว พาไทยผงาดผู้นำการแพทย์แม่นยำ ปั้นเศรษฐกิจสุขภาพบนฐานวิทยาศาสตร์

เมื่อวันที่ 6 ส.ค. 69  ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ ภายในงาน การประชุมเชิงปฏิบัติการการจัดทำแผนที่นำทางการวิจัยและเทคโนโลยีออร์แกนอยด์ของประเทศไทย Thailand Organoid Research and Technology Roadmap Workshop ณ ห้องแถลงข่าวชั้น 1 อาคารพระจอมเกล้า สป.อว. (โยธี)

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า เทคโนโลยี “ออร์แกนอยด์” (Organoid) อวัยวะจำลองขนาดจิ๋ว ซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง (Cutting-edge technology) ที่ประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำ และสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศได้อย่างมหาศาล สิ่งนี้คือ “โอกาสทอง” ที่จะเข้ามาพลิกโฉมเศรษฐกิจไทยสู่ยุค Scientific-based Wellness อย่างเต็มรูปแบบ ออร์แกนอยด์ตอบโจทย์ทั้งเรื่องยารักษาโรค และขยายขอบเขตไปถึงอุตสาหกรรม Future Food, Functional Food และสมุนไพรไทย นี่คือแพลตฟอร์มที่จะเปิดประตูต้อนรับเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน ทั้งในกลุ่มสุขภาพ กลุ่มอุตสาหกรรมยา หรือแม้แต่กลุ่มนักพัฒนา AI ให้เข้ามาร่วมต่อยอดในระบบนิเวศนี้

หากเรานำความรู้ตรงนี้มามุ่งเน้นในด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู (Regenerative Medicine) และการสร้างโมเดลจำลองโรคสำหรับการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) เช่น การจำลองโมเดลเพื่อหาวิธีรักษามะเร็งแบบเฉพาะบุคคล มันจะสร้างอิมแพคต่อชีวิตผู้คนได้มหาศาลกว่ามาก ที่สำคัญ เทคโนโลยีนี้จะเข้ามาช่วยลดระยะเวลา ลดงบประมาณ และลดความจำเป็นในการพึ่งพาศูนย์สัตว์ทดลองลงได้อย่างมหาศาล

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

“เรามีศักยภาพ เรามีบุคลากร และเรามีโอกาสทางเศรษฐกิจที่รออยู่ตรงหน้า เราต้องเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศ และเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม จะมีการเสนอโครงสร้างการทำงานไปยังสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เพื่อผลักดันให้เป็นนโยบายระดับชาติ โดยเน้นการสร้างกลไกกองทุนร่วมจ่าย (Matching Fund) ระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงสนับสนุนให้วิศวกรไทยพัฒนาเครื่องมือและไบโอเซนเซอร์ที่ได้มาตรฐานขึ้นมาใช้เองเพื่อลดการนำเข้าอุปกรณ์ราคาสูง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยต่อไป” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์

มิน อ่อง หล่าย โปรยยาหอม ชวนนักธุรกิจไทย ลงทุนในเมียนมา ขอให้มั่นใจมีกฎหมายคุ้มครอง

มิน อ่อง หล่าย โปรยยาหอม ชวนนักธุรกิจไทย ลงทุนในเมียนมา ขอให้มั่นใจมีกฎหมายคุ้มครอง

มิน อ่อง หล่าย โปรยยาหอม ชวนนักธุรกิจไทย ลงทุนในเมียนมา ขอให้มั่นใจมีกฎหมายคุ้มครอง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.53 น.

‘มิน อ่อง หล่าย ‘ชวนนักธุรกิจไทยลงทุนในเมียนมา ขอมั่นใจมีกฎหมายคุ้มครอง เชื่อ ’เทคโนโลยี-เงินลงทุน-ประสบการณ์‘ วิชั่นไทย ช่วยวิน-วินสองฝ่าย เดินหน้าพัฒนาโครงการเดินเรือน้ำลึก’ท่าเรือทวาย‘ประตูเอเชียใต้ ชวนนักธุรกิจไทยร่วมลงทุน 

เมื่อเวลา 14.45 น.วันที่ 6 สิงหาคม 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ นายมิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เป็นประธานร่วม เปิดงาน Thailand – Myanmar Business Forum 2026 โดยกล่าวว่าตนขอขอบคุณและขอความสวัสดีอันเป็นมงคลอย่างยิ่งต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ผู้แทนรัฐบาล นักธุรกิจ พันธมิตรทางธุรกิจ ผู้เข้าร่วมประชุมในฟอรัมธุรกิจเมียนมา-ไทยที่จัดขึ้นในวันนี้ และในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยครั้งนี้ไทยถือเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจถือเป็นมิติใหม่ที่จะช่วยให้เราสามารถเพิ่มพูนและผ่านพ้นเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน เมียนมาและไทยมีไม่เพียงแต่เป็นประเทศเพื่อนบ้านมีแนวชายแดนที่ติดต่อทั้งทางบกทางทะเล แต่ยังเป็นมิตรแท้ ปัจจุบันความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเมียนมายาวนานถึง 78 ปี ครบรอบความสัมพันธ์ทางการทูตทั้งสองประเทศ  ซึ่งประเทศไทยเป็นหุ้นส่วนสำคัญ ทั้งนี้เมียนมาและไทยตั้งแต่เข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)ในหลายสาขา โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของสองประเทศ 

นายมิน อ่อง หล่าย กล่าวต่อว่า สองประเทศได้ร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดและพัฒนาเศรษฐกิจในภูมิภาค ขอขอบคุณประเทศไทยในโอกาสที่ได้เดินทางมาเยือนในฐานะมิตรภาพที่แท้จริงและให้ความเข้าใจต่อประเทศเมียนมาในฐานะประเทศที่มีชายแดนติดต่อกัน เมียนมาและไทยร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการขยายความร่วมมืออีกหลายด้าน  ซึ่งไทยและเมียนมามีชายแดนติดต่อกัน ทำให้การค้าชายแดนระหว่างเมียนมาและไทยมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้งทางจ.เมียวดี อ.แม่สอด อ.ท่าขี้เหล็ก และอ.แม่สายเป็นเส้นเลือดใหญ่การค้าไทยและเมียนมา ปัจจุบันไทยถือเป็นประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ อันดับ 5 ในประเทศเมียนมามาอย่างยาวนานในภูมิภาค นี้โดยมีโครงการลงทุนรวม 103 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการลงทุน 4,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นายมิน อ่อง หล่าย กล่าวอีกว่า ตำแหน่งทางของประเทศเมียนมาได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์ตั้งอยู่ในจุดที่เป็นพื้นที่เชื่อมทางบกแลนด์บริดจ์ ที่สำคัญสำหรับการคมนาคมทางทะเล เมียนมากำลังพัฒนาโครงการสำคัญ โดยเฉพาะโครงการเดินเรือน้ำลึกท่าเรือทวาย ซึ่งอยู่ใกล้กับประเทศไทยมากที่สุดและเป็นจุดส่งออกสินค้าใกล้ที่สุดกับไทย ซึ่งเป็นประตูไปสู่เอเชียใต้  จึงขอเชิญชวนนักธุรกิจไทยให้ความมั่นใจในการเข้ามาลงทุน เรามุ่งมั่นส่งเสริมการลงทุนจากทั้งภายในและภายนอกประเทศ และเราจะคุ้มครองการลงทุนในเมียนมา ซึ่งทุกการลงทุนภายในประเทศเมียนมาได้บังคับใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา 4 ฉบับอย่างต่อเนื่องตั้งปี 2024 เพื่อส่งเสริมการค้าและอำนวยความสะดวกในการไหลเวียนของสินค้า  รัฐบาลได้ดำเนินการทางเศรษฐกิจหลายด้าน เช่น การลงทุนในด้านยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นส่วนสำคัญความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ รวมถึงการฟื้นความร่วมมือธุรกิจในภูมิภาคเรากำลังปรับกระบวนการทำงานไปสู่ระบบ จึงขอเชิญชวนนักธุรกิจไทยที่สนใจเข้าร่วมลงทุน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานในวันนี้จะช่วยขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ

“ผมเชื่อมั่นว่า หากนำข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติของเมียนมา มาผสานเข้ากับเทคโนโลยี เงินทุน และประสบการณ์การบริหารจัดการของนักธุรกิจไทย เราจะสามารถสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจแบบ Win-Win ที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่ายอย่างมั่นคง ขออวยพรให้มิตรภาพระหว่างนักธุรกิจของทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และขอให้ผลลัพธ์จากความร่วมมือทางเศรษฐกิจ นำพาความสุขและความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ทุกท่าน ขอบคุณมากครับ” นายมิน อ่อง หล่าย กล่าว