อนุทิน จ่อบิน F-16 สวมหมวกประธาน สมช. 14 ส.ค.นี้ ทอ.ยันใช้ตารางฝึกตามวงรอบปกติ

อนุทิน จ่อบิน F-16 สวมหมวกประธาน สมช. 14 ส.ค.นี้ ทอ.ยันใช้ตารางฝึกตามวงรอบปกติ

อนุทิน จ่อบิน F-16 สวมหมวกประธาน สมช. 14 ส.ค.นี้ ทอ.ยันใช้ตารางฝึกตามวงรอบปกติ

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 09.19 น.

4 สิงหาคม 2569 วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร โพสต์ข้อความผ่านเฟชบุ๊ก Wassana Nanuam ระบุว่า ทอ.เผย“นายกฯ”บิน F16 สวมหมวก“ประธาน สมช.” ใช้งบฝึกตามวงรอบ เพราะนักบินต้องทำการบินฝึกอยู่แล้ว จับตา อาจพาบินลาดตระเวนในพื้นที่ชายแดน เพราะเป็นเส้นทางและแผนการฝึกเป็นของนักบินอยู่แล้ว เพื่อให้เห็นการปฏิบัติการของนักบินตอนอยู่บนอากาศ

พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผช.ผบ.ทอ.ชี้แจงกรณีกองทัพอากาศ ได้เชิญ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะ “ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ” (สมช.) ทำการบินกับเครื่องบินขับไล่แบบที่ ๑๙ ก หรือ F16 กองบิน 1 อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 14 สิงหาคม 2569 นี้ ว่า เครื่องบินของกองทัพอากาศ มีวงรอบการฝึกตามปกติอยู่แล้ว ไม่ได้มีการใช้งบฯ เพิ่มเติม

ทั้งนี้ เพื่อให้นายกรัฐมนตรีได้รับทราบ ถึงการปฏิบัติหน้าที่บนอากาศของนักบิน ได้เห็นมุมมองต่างๆ จากหน้าจอและจากด้านบน ซึ่งนายกรัฐมนตรีเป็นนักบินอยู่แล้วด้วย

เมื่อถามว่า จะพานายกรัฐมนตรีเป็นลาดตระเวนชายแดนด้วยหรือไม่ นั้น พลอากาศเอก ประภาส กล่าวว่า ตามแผนการฝึกบินเดิมของนักบิน น่าจะอยู่ในเส้นทาง และแผนการบินฝึกของนักบินอยู่แล้ว ในการบินลาดตระเวน ในพื้นที่ปฏิบัติการ

ทั้งนีั มีรายงานว่า นายอนุทิน จะสวมชุดนักบิน เดินทางจากกองบิน 6 ไปกองบิน 1 โดยเครื่องบินกองทัพอากาศ โดยมีกำหนดเข้ารับฟังการบรรยายสรุปเกี่ยวกับภารกิจ, สถานการณ์ในพื้นที่ และการปฏิบัติในห้วง สถานการณ์ความไม่สงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน และการบรรยายสรุปโครงการและการวิจัยที่สำคัญของกองทัพอากาศ และการบรรยายสรุปการบรรยายสรุปภารกิจบิน

จากนั้น นายอนุทิน จะไปห้องแต่งตัวนักบิน สวมชุด G-Suit และเดินทางไปที่ซองจอดเครื่องบิน และขึ้นบินพร้อมหมู่บิน เครื่องบินขับไล่ F16 วิ่งขึ้นจากสนามบินกองบิน 1 มาลงสนามบินกองบิน 1 จากนั้น เป็นพิธีแสดงความยินดี ที่นายกฯ ผ่านการบิน และร่วมบันทึกภาพ โดยนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ ให้โอวาทแก่ทหารกองบิน 1 และชมยุทโธปกรณ์

ทั้งนี้ นายอนุทิน จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ที่ได้ขึ้นนั่งบิน F16 โดยเป็นเครื่องบิน 2 ที่นั่ง โดยนายอนุทินจะนั่งหลัง เช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่ขึ้นนั่งบิน F16 แม้จะเป็นพลเรือน แต่ก็เป็นศิษย์เก่าเตรียมทหารรุ่น 10

ทยอยไล่ปลดโกงสอบ ฟันซ้ำอาญา จี้คืนเงินเดือนทั้งหมด

ทยอยไล่ปลดโกงสอบ  ฟันซ้ำอาญา  จี้คืนเงินเดือนทั้งหมด

ทยอยไล่ปลดโกงสอบ ฟันซ้ำอาญา จี้คืนเงินเดือนทั้งหมด

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ทยอยไล่ปลดโกงสอบ ฟันซ้ำอาญา จี้คืนเงินเดือนทั้งหมด มท.หมายหัว5,925ราย โยนก.กลางสั่งเพิกถอน ‘ปกรณ์’ดอดคุยนายกฯ สรุปรายงานการทุจริต

“วรศิษฎ์” ลั่นเผยสิงหาคมนี้ เป็นเดือนมรณะของ ข้าราชการโกงสอบ ทั้ง 5,925 คน เตรียมถกกสถ. 5 สิงหาคม ก่อนส่งมติไปให้ ก.กลาง มีคำสั่งไปยังแต่ละจังหวัดให้เพิกถอนการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการขี้ฉ้อ พร้อมดำเนินคดีอาญา เรียกเงินเดือนคืน ผบช.ก. เผย 13 ผู้ต้องหาคดีทุจริต ทยอยเข้าพบตำรวจแล้ว 5 ราย ด้าน”ธีรุตม์”อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมผู้ต้องหาอีก 7 ราย ขอเลื่อนรับทราบข้อกล่าวหาไปเป็นสัปดาห์นี้และต้นสัปดาห์

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีความคืบหน้าการสอบสวนทุจริตท้องถิ่นว่าทุกอย่างเริ่มจากการพบทุจริตในเดือนมิถุนายน เรากำลังทำเรื่องจับทุจริตที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ มีผู้เกี่ยวเป็นหมื่นคน เราใช้เวลาหนึ่งเดือนกับ 10 กว่าวันเห็นแล้วว่าจำนวน 5,925 คนมีใครบ้าง ถือว่าไม่ใช่ เพราะทั้งอาญา ป.ป.ช. ตำรวจมีการจับกุม แจ้งข้อกล่าวหาคืบหน้าไปตามลำดับ

รมช.มหาดไทยกล่าวอีกว่า จากนี้เมื่อประชุมคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) วันที่ 5 สิงหาคม และคณะกรรมการกลางบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(ก.กลาง)วันที่ 6 สิงหาคมแล้ว จะส่งเรื่องไปยัง ก.จังหวัดวาระเร่งด่วนแบบนี้คงใช้เวลาประชุมไม่กี่วัน หลังจากได้รับเรื่องจา ก.กลาง จากนั้นเป็นหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่นที่ต้องไปจัดการต่อว่าจะถอดถอนผู้ทุจริตสอบได้เมื่อไหร่ คงใช้เวลาไม่นาน

นายวรศิษฐ์ กล่าวอีกว่า เชื่อว่าภายสิงหาคมนี้ จะได้เห็นการถอดถอนผู้ทุจริตสอบแล้วได้เข้าไปเป็นข้าราชการได้เพราะขณะนี้ต้นเดือนอยู่กระบวนการของจังหวัดคงใช้ไม่นาน เมื่อถอดบุคคลเหล่านี้ออกมาแล้วก็เท่ากับมีตำแหน่งว่าง สิ่งที่กสถ.ต้องประชุมก็คือวิธีการปฏิบัติการเลื่อนบัญชีผู้สอบขึ้นมาว่าการบริหารบัญชีจะเป็นอย่างไร

รมช.มหาดไทย กล่าวต่อว่า ส่วนจะเปิดเผยผู้ทุจริตสอบต่อสาธารณชนได้หรือไม่นั้น คงต้องให้ฝ่ายกฎหมายดูว่าสามารถเปิดเผยได้หรือไม่ แต่สิ่งที่ต้องทำคือต้องทำให้เห็นว่าแต่ละพื้นที่ใครมีปัญหาบ้าง และใครที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตทั้งหมดต้องโดนโทษอาญา เพราะที่มาคุณผิดและเป็นความผิดแบบไม่สมควรเกิดขึ้น มันไม่ใช่ความผิดพลาดที่เกิดจากกระบวนการแต่เกิดจากความตั้งใจ เพื่อให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ารับราชการ โดยที่ตัวเองไม่ควรได้เข้าไปแต่เรื่องอาญาต้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ

เมื่อถามถึงเงินเดือนที่คนเหล่านี้ได้รับไปนั้น นายวรศิษฎ์ กล่าวว่าไม่ควรได้รับตั้งแต่แรก

วันเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้เรียก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีและนายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท.เข้าพบ คาดหารือการแก้ปัญหาข้าราชการทุจริตสอบท้องถิ่น

ทั้งนี้ ในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ เวลา13.30 น. คณะกรรมการชุดของรองนายกฯนายปกรณ์จะมีการประชุมครั้งสุดท้ายสรุปมูลเหตุรวมถึงช่องทางการทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ก่อนส่งรายงานนายกรัฐมนตรีต่อไป

ขณะเดียวกัน วันที่ 5 สิงหาคมนี้ จะมีการประชุมคณะกรรมการกลางสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ กสถ. ที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จากนั้น วันที่ 6 สิงหาคม เวลา 13.30 น. จะมีการประชุม ก กลาง ซึ่งก่อนหน้านี้มีการเปิดเผยระเบียบวาระการประชุม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การประกาศยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 และขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 และแนวทางการดำเนินการภายหลัง กสถ. มีประกาศ เรื่อง ยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ และขึ้นบัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ใหม่

ด้าน พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้เปิดเผยความคืบหน้าภายหลังพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกผู้ต้องหารวม 13 ราย ให้เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ว่ามีมาพบตำรวจแล้ว 5 ราย ส่วนนายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่จะเลื่อนมาให้ปากคำ คาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า พร้อมผู้ต้องหารายอื่น

นายกฯ ร่วมเป็นสักขีพยานพิธี มอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติแก่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

นายกฯ ร่วมเป็นสักขีพยานพิธี มอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติแก่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

นายกฯ ร่วมเป็นสักขีพยานพิธี มอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติแก่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 20.59 น.

นายกฯ ร่วมเป็นสักขีพยานพิธีมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติแก่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย สะท้อนมิตรภาพกองทัพไทย–อินโดนีเซีย และความร่วมมือด้านความมั่นคงที่แน่นแฟ้น

เวลา 19.30 น. ภายหลังการแถลงข่าวร่วมระหว่างนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับนายปราโบโว ซูบียันโต ประธานาธิบดีสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ณ ทำเนียบประธานาธิบดี กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย 

นายกรัฐมนตรีได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติจากหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ กองทัพบก แด่ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย เพื่อเชิดชูบทบาทและคุณูปการในการส่งเสริมความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างไทยและอินโดนีเซีย ตลอดจนสะท้อนสายสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ

โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า เครื่องหมายเชิดชูเกียรติที่มอบให้ในโอกาสดังกล่าว ประกอบด้วย หมวกเบเรต์สีแดง อันเป็นสัญลักษณ์ของกำลังรบพิเศษ มีดรบพร้อมเชือกสีแดง ซึ่งสื่อถึงความพร้อมรบ ความกล้าหาญ และเกียรติยศของนักรบพิเศษ ปีกกระโดดร่ม อันเป็นเครื่องหมายแสดงการผ่านหลักสูตรส่งทางอากาศ (Airborne) และ เหรียญที่ระลึก เพื่อเป็นเกียรติและแสดงถึงมิตรภาพระหว่างหน่วยรบพิเศษของทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ ศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายสากลยังได้มีการมอบ โล่และปีกของหน่วย เพื่อรำลึกถึงความร่วมมือด้านการต่อต้านการก่อการร้ายระหว่างไทยและอินโดนีเซีย โดยเฉพาะ ปฏิบัติการ “Woyla” ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในภารกิจช่วยเหลือตัวประกันที่ประสบความสำเร็จ และเป็นข้อพิสูจน์ถึงความเป็นมืออาชีพอันโดดเด่นของหน่วย Kopassus ของอินโดนีเซีย อันมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือด้านความมั่นคง และกระชับสัมพันธไมตรีอันยาวนานระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐอินโดนีเซียให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

“โอกาสดังกล่าวสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยและอินโดนีเซียในฐานะประเทศมิตรและสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน ที่พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านความมั่นคง การพัฒนาขีดความสามารถของกำลังพล และการรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและสันติภาพของภูมิภาคร่วมกัน” นางสาวรัชดา กล่าว

โสภณ สร้างบ้านให้ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง

โสภณ สร้างบ้านให้ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง

โสภณ สร้างบ้านให้ ผู้ยากไร้ ผู้พิการ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.41 น.

‘โสภณ’ เดินหน้าสร้างบ้านให้ ‘ผู้ยากไร้–ผู้พิการ‘ ถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวง ที่ อ.คูเมือง บุรีรัมย์ 

3ส.ค.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานชมรมทำคนทำดีเพื่อพ่อของแผ่นดิน เป็นประธานในพิธียกเสาเอกบ้านของนางแหล่ ศรีพลัง ซึ่งเป็นราษฎรบ้านทุ่งสว่าง ต.ตูมใหญ่ อ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในราษฎรที่ได้รับการคัดเลือกให้ได้รับความช่วยเหลือตามโครงการเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569 เพื่อความเป็นสิริมงคลในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ในที่อยู่อาศัยที่มั่นคงปลอดภัย ซึ่งสถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) และชมรมทำคนทำดีเพื่อพ่อของแผ่นดิน ร่วมกันจัดขึ้น โดยมีนายศักดิ์ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย นายสมบูรณ์ สุธีระกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายแพทย์กิตติศักดิ์ อักษรวงศ์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต นายแพทย์ปกรณ์ ตุงคะเสรีรักษ์ รองอธิบดีกรมกรมอนามมัย นายแพทย์วิฑิต สฤษฎีชัยกุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เขตสุขภาพที่ 9 นายแพทย์ยุทธนา สุริยะ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดบุรีรัมย์ นายมนูญศักดิ์ นามประเทือง นายอำเภอคูเมือง หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมในพิธี 

โสภณ ซารัมย์

นางแหล่ ศรีพลัง เผยว่า รู้สึกดีใจและปลาบปลื้มใจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกล่าวขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมกันให้ความช่วยเหลือจนทำให้มีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง โดยเชื่อว่าบ้านหลังใหม่นี้จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น อีกทั้งตนจะดูแลรักษาบ้านและตั้งใจใช้ชีวิตอย่างดีที่สุด เพื่อตอบแทนความเมตตาและกำลังใจที่ได้รับจากทุกภาคส่วน ทั้งนี้ในส่วนของ อำเภอคูเมือง ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินการก่อสร้างบ้านสำหรับผู้พิการและผู้ยากไร้ ตามโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ภายใต้กิจกรรม “สร้างบ้านให้ผู้พิการและผู้ยากไร้ ถวายเป็นพระราชกุศล” เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยแก่ประชาชนผู้ด้อยโอกาสในพื้นที่ 

ด้านนายโสภณ กล่าวว่า ได้ดำเนินการก่อสร้างบ้านให้แก่ผู้ได้รับการคัดเลือก จำนวน 4 ราย ในพื้นที่ 4 ตำบล ได้แก่ ตำบลตูมใหญ่ ตำบลพรสำราญ ตำบลคูเมือง และตำบลปะเคียบ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากมูลนิธิอาณัตพณ ซารัมย์ (ลูกเติ้ง) จำนวน 4 หลัง ๆ ละ 100,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 400,000 บาท สำหรับการก่อสร้างบ้านสำหรับผู้พิการและผู้ยากไร้ ตามโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ภายใต้กิจกรรม “สร้างบ้านให้ผู้พิการและผู้ยากไร้ ถวายเป็นพระราชกุศล” โดยการสร้างบ้านให้กับราษฎรผู้ยากยากจน ยากไร้ พิการ และได้รับความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย ในพื้นที่ 6 อำเภอ คือ อ.ลำปลายมาศ  อ.หนองหงส์ อ.คูเมือง อ.พุทไธสง อ.บ้านใหม่ไชยพจน์ และ อ.นาโพธิ์ รวมถึงเป็นบบุคลที่ไม่ข้องเกี่ยวกับยาเสพติด และอบายมุขทุกประเภท ซึ่งโครงการฯ นี้จะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนที่อยากร่วมถวายความจงรักภักดีมาร่วมโครงการ

โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์
โสภณ ซารัมย์

งบบัตรทอง 6 หมื่นล้านไปไหน รมว.สธ. สั่ง สปสช.แจง ให้เวลา 7 วัน

งบบัตรทอง 6 หมื่นล้านไปไหน รมว.สธ. สั่ง สปสช.แจง ให้เวลา 7 วัน

งบบัตรทอง 6 หมื่นล้านไปไหน รมว.สธ. สั่ง สปสช.แจง ให้เวลา 7 วัน

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 19.29 น.

รมว.สธ.สั่งอนุกก.พัฒนาระบบการเงินการคลัง สปสช.แจงรายละเอียดงบบัตรทอง 60,000 ล้านบาทไปไหน ให้เวลา 7 วันแย้มอาจนำสู่การปรับทิศทางจัดสรรงบบัตรทองใหม่ เป้ารื้อการกระจายงบบัตรทอง ให้เหมาะสมถูกทางมากขึ้น 

วันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข และประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีการสอบถามบอร์ด สปสช.เรื่องงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือกองทุนบัตรทอง ราว 60,000 ล้านบาทไปไหน ไม่ได้เข้ารพ.สังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ว่า เงิน 60,000 ล้านบาทที่พูดถึงเป็นเรื่องของงบประมาณปี 2568 ที่มีช่องว่าง ซึ่งในการประชุมได้มีการสอบถามในที่ประชุม เพื่อทำความกระจ่างในการจัดสรรงบประมาณ โดย ประธานอนุกรรมการพัฒนาการเงินการคลังได้ชี้แจงเบื้องต้นว่าเงินส่วนนี้มีบางส่วนที่จัดสรรให้กระทรวงสาธารณสุข แต่อยู่นอกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณ สุข ประมาณ 16,000 -17,000 ล้านบาท แต่ภายใต้เงินก้อนนี้ เป็นเงินที่จัดสรรให้เป็นการเฉพาะเจาะจง คือ ให้รพ.ราชวิถีนำไปซื้อยาประมาณ 100 กว่ารายการ ซึ่งไม่สามารถนำไปทำอย่างอื่นได้ จึงหักออกไป 11,000 ล้านบาท ก็จะเหลือเงินอีกประมาณ 5,000 ล้านบาทที่เติมเข้าไปในระบบของสธ. นอกจากนั้น จะเป็นเรื่องของงบประมาณด้านการป้องกันและส่งเสริม สุขภาพ (Prevention and Promotion – P&P) อีกประมาณ 20,000 กว่าล้านบาท ซึ่งถือเป็นก้อนที่ใหญ่ที่สุด รวมถึงยังมีก้อนอื่นๆอีกหลายก้อน สำหรับรายละเอียดของกระบวนการนั้นต้องรอข้อมูลเชิงลึก ซึ่งตนได้ขอให้อนุกรรมการพัฒนาการเงินการคลัง สรุปข้อมูลรายละเอียดภายใน 7 วัน

“ไม่ได้ขอรายละเอียดแค่ว่าเงินไปอยู่ที่กลุ่มงานใดเท่านั้น แต่ต้องขอข้อมูลเชิงลึกถึงการจ่ายเงินว่าหน่วยงานที่รับเงินไปมีสภาพเป็นอย่างไร เป็นนิติบุคคล บุคคล มูลนิธิ หรือคลินิก และกระบวนการเบิกจ่ายมีการควบคุมคุณภาพมาตรฐานหรือไม่ รวมถึงดูว่ามีการกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่หรือภูมิภาคใดเป็นพิเศษ หรือกระจุกตัวอยู่ในงานด้านใดเป็นพิเศษหรือไม่ นั่นคือโจทย์ที่ให้อนุกรรมการชี้แจง เมื่อได้ช้อมูลแล้วหากจะดำเนินการอย่างไรต่อไป จะต้องนำเข้าพิจารณาในบอร์ดสปสช.”นายพัฒนา กล่าว 
 
ผู้สื่อข่าวถามว่าท้ายที่สุดแล้วมันจะนำไปสู่แนวทางการจัดสรรงบบัตรทองใหม่หรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า  แน่นอนครับ นั่นคือเหตุผลที่นำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมบอร์ดฯ เพราะการกระจายตัวของงบประมาณต้องถูกจัดสรรให้เกิดประสิทธิภาพและดูแลประชาชนให้ได้มากที่สุด แต่ไม่ได้หมาย ความว่าจะต้องจัดสรรให้โรคใด โรคหนึ่ง หรือบริการใด บริการหนึ่งเป็นพิเศษเพียงอย่างเดียว ต้องมีการสร้างความสมดุล เพราะยังมีเรื่องโรคหายาก หรืออาการวิกฤตที่เสี่ยงถึงชีวิตหากไม่ได้ยา ดังนั้น บอร์ด สปสช.ต้องนำมาพิจารณาและปรับปรุง จะไม่ทำงานในลักษณะที่ว่าปีที่แล้วตั้งงบไว้อย่างไร ก็ทำต่อไปอย่างนั้น

ต่อข้อถามว่ามีงบส่วนไหนหรือกองทุนย่อยใดที่ควรมีการปรับนั้น นายพัฒนา กล่าวว่า  ต้องขอข้อมูลจากทางอนุกรรมการการเงินฯส่งขึ้นมาประกอบการพิจารณาก่อน อนุกรรมการฯชุดนี้เปรียบเสมือนฝ่ายบัญชีของบริษัทที่ต้องคอยสอดส่องดูแล มีหลักฐานการทำงาน(proof of work) และใบเสร็จต่างๆมาแสดง

“ใครจะบอกว่ารัฐมนตรีไม่รู้ว่างบ 60,000 ล้านบาทไปไหน ก็ต้องบอกว่าบางทีรู้แต่ไม่พูด และการที่ผมโยนประเด็นไปว่าเงิน 60,000 ล้านหายไปไหน ผมพูดชัดเจนว่ามันไม่ได้อยู่ในระบบของสธ. ซึ่งก็ต้องดูต่อว่าตัวเลขที่เหลือไปที่ไหน ไปแล้ว…..”

ผู้สื่อข่าวถามว่า แปลว่าจะมีการตรวจสอบเรื่องประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ หรือตรวจสอบว่ามีการทุจริตด้วยหรือไม่ นายพัฒนา กล่าวว่า อันดับแรกต้องดูเรื่องประสิทธิภาพ ส่วนเรื่องการทุจริตหรือการใช้เงินโดยมิชอบด้วยกฎหมายเป็นเรื่องที่ต้องตามมาแน่นอน ซึ่งจะมีหรือไม่นั้นก็ต้องไปว่ากันที่การพิสูจน์
“ความโปร่งใสควรจะถูกชี้แจงออกมา เพราะในหมวกของสธ. ดูเรื่องความแข็งแรงของโรงพยาบาลและการดูแลประชา ชน แต่ในส่วนของ สปสช. ก็ต้องเคลียร์ตัวเองได้ว่าจัดสรรงบประมาณอย่างเพียงพอและเหมาะสมหรือไม่”นายพัฒนากล่าว 
 
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า แสดงว่ามองถึงการปรับเปลี่ยนการกระจายงบของงบบัตรทองไปยังส่วนต่างๆด้วย นายพัฒนา กล่าวว่า  ใช่ เพราะในฐานะกระทรวงสาธารณ สุขไม่สามารถปล่อยให้โรงพยาบาลมีปัญหาได้ เนื่องจากโรงพยาบาลถือเป็นแกนหลักในการดูแลรักษาประชาชน ถ้าแกนนี้เสียหาย ระบบก็จะล้มและเกิดปัญหาตามมา

“งบบัตรทอง 60,000 ล้านบาทหายไปไหนที่ออกจากระบบของสธ. ส่วนไปไหนบ้าง เป็นสิ่งที่สปสช.ต้องชี้แจง อธิบายออกมาแล้วว่าไปอยู่ที่ไหน แหล่งที่รับเงินมีความถูกต้องตามกฎหมาย มีคุณภาพ ต้นทุน การจัดสรรต่างๆเป็นสิ่งที่เหมาะสมหรือไม่อย่างไร ซึ่งอาจจะยังไม่กระโดดไปว่าเกิดการทุจริต แต่เกิดประสิทธิภาพ เกิดประ โยชน์กับประชาชนในวงกว้างใช่หรือไม่ การใช้งบเหล่านี้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิ ผลอย่างไร ส่วนลงไปแล้วถ้ามีเหตุทุจริต หรือเป็นข้อผิดพลาดหรือความผิดใดๆนั้น ถูกก็ว่าไปถูก ผิดก็ว่าไปตามผิด”นายพัฒนา กล่าว 

ด้านนพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวชี้แจงจัดสรร 60,000 ล้านบาทไปไหนว่า ในส่วนของงบบัตรทอง 60,000 ล้านบาทที่รมว.สาธารณสุข ตั้งคำถามนั้น ในงบประมาณปี  2568  จัดสรรไปแล้ว 1.79 แสนล้านบาท ไปที่สธ.ประ มาณ 1 แสนล้านบาทเศษ ที่เหลือหากมองตามหน่วยบริการจะไปสังกัดโรงเรียนแพทย์ประมาณ 12,800 ล้านบาทเศษ ไปองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) 4,300 ล้านบาท ไปรพ.รัฐอื่นๆ เช่น กระทรวงกลาโหม กทม. 7,500 ล้านบาท  เอกชนรวมทั้งรพ.คลินิก ราว 26,000 ล้านบาท และอื่นๆ กองทุนระดับพื้นที่ 6,482 ล้านบาท
 
“รมว.สาธารณสุข แจ้งในที่ประชุมแล้วว่าที่ถามนั้น หมายถึงว่าเงินไปไหน คือไปนอกเหนือจากสธ. จึงอยากให้ดูว่าได้มีการใช้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่  และได้ลงไปตรวจสอบหรือไม่ สปสช.ก็จะทำงานกับอนุฯเพื่อดูว่าส่วนนี้ไปในจุดที่เหมาะสมหรือไม่ ผู้มาเบิกสมควรเบิกหรือไม่ เบิกถูกต้อง ตามกติกาหรือไม่ ซึ่งมีการทำอยู่แล้วในรูปของงการออดิท และจะดูด้วยว่าหน่วยที่มารับงบประมาณสมควรมารับหรือไม่ด้วย”นพ.จเด็จ กล่าว  

นายกฯ เยือนอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี ปธน.ต้อนรับอย่างสมเกียรติ ก่อนร่วมโต๊ะหารือร่วมมืออนาคต

นายกฯ เยือนอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี ปธน.ต้อนรับอย่างสมเกียรติ ก่อนร่วมโต๊ะหารือร่วมมืออนาคต

นายกฯ เยือนอินโดนีเซียในรอบ 15 ปี ปธน.ต้อนรับอย่างสมเกียรติ ก่อนร่วมโต๊ะหารือร่วมมืออนาคต

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 18.22 น.

นายกฯ เปิดฉากการเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการในรอบ 15 ปี ปธน. อินโดนีเซียให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ ก่อนร่วมโต๊ะกำหนดทิศทางความร่วมมือแห่งอนาคต

เมื่อ16.30 น. ณ ทำเนียบประธานาธิบดีอินโดนีเซีย กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ในโอกาสเดินทางเยือนสาธารณรัฐอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีเดินทางถึงทำเนียบประธานาธิบดี นายปราโบโว ซูบียันโต (H.E. Mr. Prabowo Subianto) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ได้ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและสมเกียรติ โดยผู้นำทั้งสองได้เข้าร่วมพิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการ ซึ่งประกอบด้วยการบรรเลงเพลงชาติของทั้งสองประเทศ การยิงสลุต 19 นัด และการตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ จากนั้น ได้พบปะทักทายกับเยาวชนที่มารอต้อนรับ พร้อมแนะนำคณะผู้แทนของทั้งสองฝ่าย ก่อนถ่ายภาพร่วมกันบริเวณหน้าธงชาติของทั้งสองประเทศ

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พิธีต้อนรับอย่างเป็นทางการครั้งนี้สะท้อนถึงมิตรภาพอันแน่นแฟ้น ความไว้วางใจ และความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย พร้อมตอกย้ำความสำคัญของการเยือนอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี และเจตนารมณ์ร่วมของทั้งสองประเทศในการต่อยอดความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธี นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีอินโดนีเซียจะเข้าหารือกลุ่มเล็ก ต่อด้วยการหารือทวิภาคีเต็มคณะ ก่อนร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีแลกเปลี่ยนเอกสารสำคัญจำนวน 2 ฉบับ และการแถลงข่าวร่วมของสองประเทศ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ยกคณะร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.เกษตรฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ยกคณะร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.เกษตรฯ

‘อธิบดีกรมปศุสัตว์’ ยกคณะร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของ รมว.เกษตรฯ

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 17.54 น.

4 สิงหาคม 2569 เวลา 09.30 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมหารือคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งที่ 11/2569 โดยมีนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ในฐานะประธานกรรมการ คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

ทั้งนี้ เพื่อหารือกรอบแนวคิดในการเสนอข้อคิดเห็นและแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมุ่งเน้นการยกระดับเศรษฐกิจภาคการเกษตร ให้มีความเข้มแข็งและทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน การเพิ่มมูลค่าเพื่อสร้างรายได้และเสริมสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้แก่เกษตรกรไทยอย่างยั่งยืนต่อไป

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช

'อธิบดีกรมการข้าว'นำทีมประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช

‘อธิบดีกรมการข้าว’นำทีมประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 14.23 น.

4 สิงหาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ครั้งที่ 4/2569 โดยมีผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการข้าวเข้าร่วม เพื่อติดตามผลการดำเนินงานและพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการเงินทุนให้มีประสิทธิภาพ สามารถสนับสนุนภารกิจการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพสู่เกษตรกรได้อย่างต่อเนื่อง ณ ห้องประชุมรวงข้าว ชั้น 2 อาคารกรมการข้าว และผ่านระบบ Zoom Meeting

ในการประชุมในครั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานด้านการตรวจสอบภายในประจำปีงบประมาณ 2569 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของกลุ่มตรวจสอบภายในแล้วในหลายประเด็น ทั้งด้านการบริหารพัสดุ การใช้รถราชการ การเงินการคลัง และการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวคืน เพื่อยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการยังได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ปี 2568 – 2570 และแผนปฏิบัติการประจำปีบัญชี 2570 ซึ่งกำหนด 3 ประเด็นยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ การบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนให้มีความมั่นคง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าว และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การกระจายเมล็ดพันธุ์ และการให้บริการแก่เกษตรกรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและยังได้พิจารณาแผนปฏิบัติการดิจิทัลเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ปี 2568 – 2570 และแผนปฏิบัติการดิจิทัลประจำปีบัญชี 2570 เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ พัฒนาระบบฐานข้อมูลและการบริหารจัดการข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ รวมถึงเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้กับบุคลากร รองรับการก้าวสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ตลอดจนการพิจารณาแผนปฏิบัติการบริหารทรัพยากรบุคคล ประจำปี 2570 ซึ่งประกอบด้วยโครงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร 18 โครงการ ครอบคลุมด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ การเงิน การบัญชี เทคโนโลยีสารสนเทศ การจัดการองค์ความรู้ ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพ คุณธรรม และจริยธรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถของบุคลากรให้พร้อมรองรับภารกิจของกรมการข้าวในอนาคต

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับโครงสร้างการบริหารและกรอบอัตรากำลังของเงินทุนหมุนเวียนเพื่อผลิตและขยายพันธุ์พืช ปี 2570 – 2574 เพื่อให้สอดคล้องกับภารกิจที่เพิ่มขึ้น และรองรับการดำเนินงานด้านการผลิตและกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในระยะยาว

เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านดอกไม้

เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านดอกไม้

เรื่องนี้มีประวัติ : วังบ้านดอกไม้

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.38 น.

นายพลเอก พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน หรือ พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าบุรฉัตรไชยากร ต้นราชสกลุ “ฉัตรไชย” พระราชโอรสลำดับที่ 35 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กับเจ้าจอมมารดาวาด

ประสูติเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2425 สิ้นพระชนม์วันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2479 ณ เกาะสิงคโปร์ สิริพระชันษา 55 ปี จากนั้นจึงเชิญพระศพกลับสู่สยาม ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานพระศพ ณ พระที่นั่งทรงธรรม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร แล้วมีพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ ณ พระเมรุ วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2480   

เมื่อครั้งรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนพระราชอิสริยยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนกำแพงเพชรอรรคโยธิน เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2459 แล้วต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 เช่นกัน ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เลื่อนพระราชอิสริยยศขึ้นเป็น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงกำแพงเพชรอัครโยธิน

ต่อมาในรัชสมัยแห่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงได้รับพระมหากรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็น พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธิน ประชาธิบดีเจษฎภาดา ปิยมหาราชวงศ์วิศิษฏ์ อเนกยนตรวิจิตรกฤตยโกศล วิมลรัตนมหาโยธาธิบดี ราชธุรันธรีมโหฬาร พาณิชยการคมนาคม อุดมรัตนตรัยสรณธาดา มัททวเมตตาชวาศรัย ฉัตรชัยดิลกบพิตร  

กรมพระกำแพงเพชรอัครราชโยธิน เคยทรงดำรงตำแหน่งสำคัญ ดังนี้ องคมนตรี แม่ทัพภาค 1 พระองค์แรก ผู้บัญชาการกรมรถไฟหลวง เสนาบดีกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคม นอกจากนี้ยังทรงเป็นริเริ่มการค้นหาแหล่งน้ำมันปิโตรเลียมในเขตประเทศสยาม และทรงริเริ่มกิจการโทรคมนาคม ทรงตั้งเครื่องส่งวิทยุกระจายเสียง และทรงวางรากฐานการวิทยุโทรทัศน์ และการภาพยนตร์ ทรงได้รับการถวายการยกย่องว่าเป็นพระบิดาแห่งทหารช่าง และพระบิดาแห่งการรถไฟไทย

พระองค์ทรงเป็นเจ้าของ “วังบ้านดอกไม้” ซึ่งอันที่จริงคำว่าบ้านดอกไม้ มาจากคำเต็มว่าบ้านดอกไม้ไฟ แต่กร่อนคำว่าไฟออกไป จึงเหลือเพียงวังบ้านดอกไม้เท่านั้น เพราะตั้งอยู่ใกล้กับแหล่งผลิตดอกไม้ไฟในกรุงเทพฯ ในย่านภูเขาทอง บ้านบาตร บริเวณถนนบริพัตรและถนนหลวง แต่ปัจจุบันวังแห่งนี้ไม่อนุญาตให้คนทั่วไปเข้าชม เพราะอยู่ในความดูแลของหน่วยราชการ คือสำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย กระทรวงอุตสาหกรรม แต่ก่อนจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของกระทรวงอุตสาหกรรม วังนี้เคยเป็นของกรมป่าไม้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันวังบ้านดอกไม้ ถูกขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน มีพื้นที่โดยประมาณคือ 3 ไร่เศษ (3.65 ไร่) ตัววังสร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิกผสมกับวิคตอเรีย เป็นอาคารสองชั้น มีจุดเด่นคือประดับด้วยลวดลายปูนปั้นแบบยุโรป ผสมกับลายฉลุที่ช่องลมเหนือหน้าต่างที่ทำเป็นซุ้มโค้ง อันที่จริงตัววังเป็นอาคารสองชั้น แต่มีบางส่วนของวังมีความสูงสามชั้น โดยมีดาดฟ้าอยู่ด้วย

ที่ตั้งของวังบ้านดอกไม้มาจากชื่อของชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่งในเขตพระนคร ตั้งอยู่ใกล้แนวกำแพงเมืองกรุงเทพฯ อยู่ไม่ไกลจากชุมชนบ้านบาตร ส่วนการเดินทางไปวังบ้านดอกไม้ในยุคนี้ก็ไม่ยาก เพราะอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสามยอด

คนยุคปัจจุบันจำนวนไม่น้อยไม่รู้ประวัติความเป็นมาของวังบ้านดอกไม้ บางคนเข้าใจว่าคำว่าวังบ้านดอกไม้ มาจากวังที่มีดอกไม้สวยงามปลูกอยู่ในวัง แต่อันที่จริงวังบ้านดอกไม้มาจากคำเต็มว่าวังบ้านดอกไม้ไฟ เพราะอยู่ในชุมชนที่ผลิต และนำเข้าดอกไม้ไฟ ด้วยความที่ดอกไม้ไฟเป็นของอันตราย หากจัดเก็บรักษาไม่ถูกวิธี ดังนั้นร้านค้าและแหล่งผลิตดอกไม้ไฟจึงถูกย้ายออกไปจากเขตชั้นในของกรุงเทพฯ เพื่อความปลอดภัยของผู้คน เมื่อร้านขายดอกไม้ไฟหมดไปจากบริเวณนี้ คำว่าวังบ้านดอกไม้จึงถูกเข้าใจว่าเป็นดอกไม้ที่สวยสดงดงามที่ปลูกไว้ประดับบ้านเรือน

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองของสยามประเทศ กรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินทรงย้ายประทับที่เกาะสิงคโปร์ จนสิ้นพระชนม์ วังบ้านดอกไม้ถูกทิ้งร้างอยู่ระยะหนึ่ง จนในที่สุดพระทายาทของพระกำแพงเพชรอัครโยธินจึงตัดสินใจขายสมบัติชิ้นนี้ให้หน่วยราชการของไทย

เป็นที่น่าเสียดายมากที่การเข้าชมความงดงามของวังบ้านดอกไม้ ทำได้ค่อนข้างยากมาก แต่ที่น่าเสียดายยิ่งกว่าคือวังแห่งนี้ถูกปล่อยให้ทรุดโทรมอย่างหนัก เพราะไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้ที่ใช้วังเป็นที่ทำการ

แม้ว่าวังบ้านดอกไม้จะทรุดโทรมอย่างน่าเสียดาย แต่ทว่าความงดงามยังปรากฏอยู่อย่างชัดเจน งานสถาปัตยกรรมแบบยุโรปที่โดดเด่นด้วยลายฉลุเหนือกรอบหน้าต่าง ผสมงานปูนปั้นที่สุดวิจิตร แม้ว่าจะผันผ่านกาลเวลามาเนินนาน แต่วังบ้านดอกไม้ยังอุดมได้ด้วยความทรงจำที่ด้านบวกและลบในมโนสำนึกของท่านผู้ทรงเป็นเจ้าของวัง และบรรดาทายาทของพระองค์

แล้ววันหนึ่งในอนาคต วังแห่งนี้น่าจะกลับมางดงาม อลังการดังเดิมเหมือนเคยเป็นมาในอดีต หากได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างจริงจัง

‘ดร.วราภัสร์ ไพพรรณรัตน์’ เข้ารับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่น ในงานวันสตรีไทย ประจำปี 2569

‘ดร.วราภัสร์ ไพพรรณรัตน์’ เข้ารับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่น ในงานวันสตรีไทย ประจำปี 2569

‘ดร.วราภัสร์ ไพพรรณรัตน์’ เข้ารับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่น ในงานวันสตรีไทย ประจำปี 2569

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2569, 16.17 น.

สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินทรงเป็นองค์ประธานเปิดงาน” วันสตรีไทย ประจำปี 2569″ ณ ห้องรอยัล จูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี พร้อมทั้งพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติแก่สตรีไทยดีเด่น จำนวน 156 ราย และพระราชทานเกียรติบัตรแก่เยาวสตรีไทยดีเด่น จำนวน 15 ราย จากทั่วประเทศ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้แก่สตรีไทยและสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์

ในการนี้ “ดร.ผ่อง”วราภัสร์ ไพพรรณรัตน์  ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาสังคมและกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาสและความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา ได้เข้ารับพระราชทาน เข็มเชิดชูเกียรติรางวัลผู้ทำคุณประโยชน์ดีเด่น เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติในฐานะผู้ที่มีความเสียสละ อุทิศตน และสร้างคุณประโยชน์อันเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมส่วนรวมอย่างต่อเนื่อง

 “สว.ผ่อง”วราภัสร์ เผยความรู้สึกการได้รับพระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติในครั้งนี้ ถือเป็นเกียรติประวัติอันทรงคุณค่ายิ่ง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ตลอดจนการเป็นแบบอย่างของการทำงานด้วยความรับผิดชอบ เสียสละ และยึดมั่นในการสร้างประโยชน์แก่สังคม อันสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการจัดงานวันสตรีไทยในการยกย่องสตรีผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาประเทศ และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน