ประชาธิปัตย์ มีมติงดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ เผยหากสภาฯให้อภิปรายคุณสมบัติ ส่ง อภิสิทธิ์ แจงเหตุผล

ประชาธิปัตย์ มีมติงดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ เผยหากสภาฯให้อภิปรายคุณสมบัติ ส่ง อภิสิทธิ์ แจงเหตุผล

ประชาธิปัตย์ มีมติงดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ เผยหากสภาฯให้อภิปรายคุณสมบัติ ส่ง อภิสิทธิ์ แจงเหตุผล

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.20 น.

“ประชาธิปัตย์” มีมติงดออกเสียงโหวตเลือกนายกฯ เผยหากสภาฯให้อภิปรายคุณสมบัติ ส่ง“อภิสิทธิ์”ลุกแจงเหตุผล

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์มีการประชุมสส. เพื่อพิจารณาในการโหวตนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในวันที่ 19 มี.ค. เวลา 10.00 น. โดยมีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. บัญชีรายชื่อ และประธานสส.พรรคประชาธิปัตย์เป็นประธานการ โดยมีสส. 20 คนเข้าร่วมประชุม ขาดเพียง นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อประชาธิปัตย์ ลาการประชุมไปพบแพทย์ 

จากนั้นเวลา 15.30 น.นายสาทิตย์ แถลงว่าพรรคประชาธิปัตย์มีมติงดออกเสียงในการโหวตนายกรัฐมนตรี เพราะจากที่ผ่านมาพรรคจะลงมติงดออกเสียงเป็นส่วนใหญ่ และหากที่ประชุม ให้สมาชิกอภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีพรรคมีมติให้นายอภิสิทธิ์เป็นผู้อภิปรายและชี้แจงเหตุผลรายละเอียดว่าเหตุใดพรรคจึงงดออกเสียง 

ทั้งนี้พรรคได้รับการประสานจากประธานสภาผู้แทนราษฎรเชิญหัวหน้าพรรคหารือ ที่สภาฯ ในเวลา 09.00 น.วันที่ 19 มี.ค.ซึ่งทำให้ไม่แน่ใจว่าอาจจะไม่ให้มีการอภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี ก็ได้แต่หวังว่าเสียงข้างมากในสภาฯคือพรรคภูมิใจไทยจะเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายเรื่องคุณสมบัตินายกรัฐมนตรี เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก และตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งที่สำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน คุณสมบัติความโปร่งใส ก็ควรได้รับการตรวจสอบ จากสภาฯด้วยเช่นกัน

เมื่อถามว่า เป็นเพราะมีการส่งแข่งพรรคจึงได้มีมติงดออกเสียง หากมีเพียงคนเดียวก็สามารถที่จะลงมติถึงได้งดออกเสียง หากมีเพียงคนเดียว ก็ สามารถลงมติ เห็นด้วยหรือเห็นด้วยได้  นายสาทิตย์ กล่าวว่า เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทั้งหมด เพราะเราได้พิจารณาคุณสมบัติของทั้งสองคนที่จะลงแข่งขันเป็นนายก แต่เห็นว่าการงดออกเสียงจำเป็นและสำคัญส่วนเหตุผล และรายละเอียดนายอภิสิทธิ์จะเป็นผู้ชี้แจง

เพื่อไทย มติเอกฉันท์ โหวต อนุทิน เป็นนายกฯ รับรายชื่อรัฐมนตรีใกล้ลงตัวนานแล้ว

เพื่อไทย มติเอกฉันท์ โหวต อนุทิน เป็นนายกฯ รับรายชื่อรัฐมนตรีใกล้ลงตัวนานแล้ว

เพื่อไทย มติเอกฉันท์ โหวต อนุทิน เป็นนายกฯ รับรายชื่อรัฐมนตรีใกล้ลงตัวนานแล้ว

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.01 น.

“เพื่อไทย” มติเอกฉันท์ โหวตอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี เตรียมนัดหารือจัดสรรตำแหน่ง เผยพรรคใกล้ลงตัวนานแล้ว ”จุลพันธ์“ ย้ำจุยืนเพื่อไทยไม่เห็นต่าง เรื่องตัดงบอาหารกลางวัน ส.ส. ขอพูดในวาระที่ถูกต้อง

วันที่ 18 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย มีการประชุม สส.พรรคเพื่อไทย ก่อนการโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 19 มีนาคม โดยมีนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เป็นประธานการประชุม ที่ประชุมได้มีการหารือแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติพลังงานในปัจจุบันด้วย

นายจุลพันธ์ แถลงหลังการประชุมว่า การประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเพื่อไทยวันนี้ เป็นวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันพรุ่งนี้ ซึ่งเป็นวาระของการเสนอรายชื่อบุคคลซึ่งสมควรได้รับตำแหน่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และจากความชัดเจนของพรรคเพื่อไทยในการเข้าร่วมรัฐบาล พรรคมีมติเป็นเอกฉันท์ ว่าจะสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เป็นมติที่สมาชิกได้มีร่วมกัน และพรุ่งนี้มีการนัดหมาย ก่อนการประชุมราว 09.00 น. เพื่อที่จะไปประชุมร่วมกัน และเตรียมความพร้อมสู่การลงมติ

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากนี้มีการคุยเรื่องการส่งชื่อว่าที่รัฐมนตรีไปอย่างไรบ้าง นายจุลพันธ์กล่าวว่า ไปทีละขั้นตอน พรุ่งนี้มีการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี เสร็จแล้วก็คงได้มีการพูดคุยกับท่านนายกรัฐมนตรี เพื่อที่จะหารือนัดหมายในเรื่องของการพิจารณาเรื่องการจัดสรร และการทำงานร่วมกันต่อไป

ถามอีกว่า ภายในของเพื่อไทยมีการพูดคุยกันหรือยัง นายจุลพันธ์กล่าวว่า มีการพูดคุยอยู่ตลอด เป็นเรื่องปกติ แต่การตัดสินใจยังไม่ได้ดำเนินการ อยู่ที่องค์คณะกรรมการบริหารพรรคมอบหมายไป ถามย้ำว่า ใกล้ลงตัวหรือยัง นายจุลพันธ์กล่าวว่า ใกล้นานแล้ว

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวถามเรื่องตัดงบอาหารกลางวันของ ส.ส. ถึงจุดยืนของพรรคเพื่อไทยเรื่องนี้ว่า 

นายจุลพันธ์กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีการพูดคุยกันมาต่อเนื่อง อดีต ส.ส. ของเราหลายคนก็พูดในสภามาหลายครั้ง เป็นเรื่องที่มีความพยายามแล้ว ในชั้นของกรรมาธิการมีการพูดในเรื่องของการปรับลดงบประมาณของสภาในส่วนที่เป็นไขมันส่วนเกินนี้ไปหลายครั้ง รวมถึงเรื่องของอาหาร เรื่องของค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ก็เคยดำเนินการมาแล้ว ไม่ใช่ไม่เคยปรับลด ซึ่งตรงนี้ทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่านมีจิตสำนึกและมีความพร้อมที่จะดำเนินการตามนั้น เพียงแต่ว่าวันนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของวาระ ซึ่งไม่ถูกต้อง เพราะว่าสภาอยู่ในกรอบของข้อบังคับการประชุมเท่านั้นเอง จังหวะในการพูดจริง ๆ แล้วเรื่องจะต้องรอให้ถึงวาระของมัน เช่น เรื่องของการหารือ หรือจังหวะวาระของการประชุมกรรมาธิการ หรือประชุมวาระหนึ่งของ พ.ร.บ.งบประมาณ ซึ่งคงมีการเปิดให้มีการพูดคุยกันอยู่แล้ว พรรคเพื่อไทยเองก็มีความคิดเห็นไม่แตกต่าง และคงมีการพูดคุยกันเมื่อถึงวาระที่ถูกต้อง

ปลัด มท. สั่งด่วน ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ประสาน ผู้การตำรวจจังหวัด เคลียร์ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่ง 24 ชม.

ปลัด มท. สั่งด่วน ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ประสาน ผู้การตำรวจจังหวัด เคลียร์ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่ง 24 ชม.

ปลัด มท. สั่งด่วน ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ประสาน ผู้การตำรวจจังหวัด เคลียร์ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่ง 24 ชม.

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.57 น.

ปลัด มท. เด้งรับข้อสั่งการ อนุทิน สั่งด่วน ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ประสาน ผู้การตำรวจจังหวัด ช่วยเคลียร์ผ่อนผันรถขนส่งน้ำมันวิ่งตลอด 24 ชม. บรรเทาความเดือดร้อนจากความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของประชาชน

เมื่อวัน 18 มี.ค.2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้มีข้อสั่งการเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงาน ยกระดับมาตรการกำกับดูแลสถานการณ์พลังงานของประเทศ เพื่อเตรียมรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยกำชับให้กระทรวงมหาดไทย เป็นกลไกหลักในการสนับสนุนกระทรวงพลังงาน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะด้านพลังงานเชื้อเพลิงให้มีความต่อเนื่องและทั่วถึงในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทยได้รับแจ้งจากกระทรวงพลังงานถึงผลการประชุมร่วมกับกลุ่มผู้ค้าน้ำมันเมื่อวันที่ 16มี.ค.2569 เพื่อประเมินสถานการณ์และวางมาตรการแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันไปยังสถานีบริการที่อาจมีปริมาณไม่เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งกลุ่มผู้ค้าน้ำมันมีความประสงค์จะเพิ่มรอบและปริมาณการกระจายน้ำมันออกจากคลังสู่สถานีบริการ แต่ปัจจุบันยังติดข้อจำกัดด้านช่วงเวลาและเส้นทางตามข้อบังคับของหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในแต่ละพื้นที่ตามกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก ซึ่งส่งผลต่อความรวดเร็วในการจัดส่งน้ำมันท่ามกลางสภาวะความตึงเครียดของสถานการณ์โลก

นายอรรษิษฐ์ กล่าวอีกว่า ดังนั้น เพื่อสนับสนุนให้การกระจายน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงพลังงานจึงได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอพิจารณาผ่อนผันให้รถขนส่งน้ำมันสามารถปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เป็นระยะเวลา 1 เดือน พร้อมทั้งขอความร่วมมือมายังกระทรวงมหาดไทยให้แจ้งประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ดำเนินการหารือกับหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตพื้นที่รับผิดชอบในการผ่อนผันเกณฑ์การเดินรถดังกล่าว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา – อิสราเอล และอิหร่าน ที่กำลังเกิดขึ้น

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวด้วยว่า เพื่อให้การดำเนินการในระดับพื้นที่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย รวดเร็ว และสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างทั่วถึง กระทรวงมหาดไทยจึงได้มีหนังสือสั่งการขอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เน้นย้ำไปยังผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ในฐานะหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ให้ความสำคัญกับการผ่อนผันเวลาเดินรถขนส่งน้ำมันเป็นกรณีพิเศษในช่วงสถานการณ์นี้ เพื่อให้การเคลื่อนย้ายทรัพยากรพลังงานจากคลังน้ำมันไปสู่สถานีบริการน้ำมันในชุมชนเป็นไปอย่างไร้รอยต่อ

“การผ่อนผันมาตรการจราจรในครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่างกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพลังงาน และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามนโยบายการบูรณาการการทำงานเพื่อรับมือกับสภาวะปัจจุบันของนายกรัฐมนตรี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงในระดับภูมิภาค ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และพร้อมอำนวยความสะดวกในทุกมิติเพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากวิกฤตการณ์ด้านความขัดแย้งในต่างประเทศ” ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าว

ประธานสภาฯ ตกม้าตั้งแต่เริ่ม นักเขียนดัง แนะ รูดซิปปาก-เลิกพฤติกรรมขุนนางนั่งเกี้ยว!

ประธานสภาฯ ตกม้าตั้งแต่เริ่ม นักเขียนดัง แนะ รูดซิปปาก-เลิกพฤติกรรมขุนนางนั่งเกี้ยว!

ประธานสภาฯ ตกม้าตั้งแต่เริ่ม นักเขียนดัง แนะ รูดซิปปาก-เลิกพฤติกรรมขุนนางนั่งเกี้ยว!

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.44 น.

วันที่ 18 มีนาคม 2569 นายปฏิพล อภิญญาณกุล นักเขียนชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก “Padipon Apinyankul” ระบุว่า เริ่มต้นก็ไม่สวย .. ไม่มีเปลือกกล้วยให้เหยียบลื่น แต่ดันทะลึ่งเหยียบลมลื่นเอาเอง

นักข่าวถามถึงเรื่องแนวคิด “ยกเลิกอาหารของสส.” ที่คุณหมอวรงค์ นำเสนอขึ้นมา  สิ่งแรกที่ประธานสภาฯทำ . แทนที่จะตอบว่า ต้องให้สมาชิกสภาทั้งหมดปรึกษากัน , แต่กลับแสดงกิริยา
หัวเราะ 555 . แล้วพูดว่า “ตลก”

ย้อนดูคลิปการหัวเราะนี้ 4-5 ครั้ง จับความรู้สึกได้เลยว่า เป็นกิริยาหัวเราะแบบเสแสร้ง , ส่วนคำว่า ตลก คือการดูถูกอีกฝ่าย

การหัวเราะที่ต้องการด้อยค่าคนอื่นว่า ตลก . กลับกลายเป็นกิริยาที่ด้อยค่าตัวเอง

ตามด้วยลักษณะการคุยทับ ว่า ตนนั้นเป็นสส.มานาน สภาฯก็เลี้ยงอาหารกันแบบนี้ .. 

ซึ่งนั้นไม่ใช่เหตุผลที่จะรับฟังได้อย่างแท้จริง – ว่าเมื่อเลี้ยงอาหารกันมาแบบนี้ ใช้งบมากแบบนี้ หรือมีจำนวนผู้ช่วยสส.มากแบบนี้ จะถือเป็นบรรทัดฐานที่ถูกต้องเสมอไป

(ทั้งที่ไม่รู้ผู้ช่วยแต่ละคน มีประสิทธิภาพแค่ไหน หรือเป็นเพียงแค่ตอบแทนผลประโยชน์ด้วยตำแหน่ง ให้พรรคพวกหัวคะแนนในพื้นที่) 

มันเป็นเพียงความเฉยชิน ที่ทำกันมา จนสบาย

สำนวนจีนหนึ่ง กล่าวไว้ว่า 

○ เมื่อเป็นขุนนางได้นั่งเกี้ยว นั่งไปนาน ๆ ก็รู้สึกไม่อยากเดิน ลืมความเป็นราษฎร

เสียดายจุดเริ่มต้นของประธานสภาฯ หมาด ๆ – จริง ๆ

ดันตกม้าลงมา ตั้งแต่เริ่มขึ้นขี่ .. เพียงเพราะคะนองแสดงกิริยาหัวเราะตลก ไม่เข้าท่า 

ต้องฝึกหน้านิ่ง อย่าใช้การหัวเราะตอบคำถาม 

สถานะ “ประธานสภาฯ” ต่อไปต้องระวังวาจาไว้ให้มาก .. ถ้าไม่แน่ใจว่าจะระวังคำพูดได้ ก็ควรไปร้านปะกางเกงให้ทำซิบไว้ที่ริมปาก

เมื่อคิดดีแล้ว จึงค่อยรูดซิบเปิด เพื่อให้วาจาหลุดออกมา

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ขุดมันขึ้นมาฝัง! อัษฎางค์ เตือน อนุทิน ระวังตกม้าตาย เพราะประธานสภา

พิพัฒน์ ขอบคุณสมาคมประมง ไม่เอาเรือไปปิดอ่าว บอกไม่อยากตำหนิหน่วยงานอื่น ขนรถปิดถนน

พิพัฒน์ ขอบคุณสมาคมประมง ไม่เอาเรือไปปิดอ่าว บอกไม่อยากตำหนิหน่วยงานอื่น ขนรถปิดถนน

พิพัฒน์ ขอบคุณสมาคมประมง ไม่เอาเรือไปปิดอ่าว บอกไม่อยากตำหนิหน่วยงานอื่น ขนรถปิดถนน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

พิพัฒน์ ขอบคุณสมาคมประมง พูดคุยเจรจา ดีกว่าเอาเรือไปปิดอ่าว บอกไม่อยากตำหนิหน่วยงานอื่น ขนรถปิดถนน ย้ำ นายกฯ ให้ความสำคัญความเดือดร้อนประชาชน

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย นำโดยนายไตรฤกษณ์ มือสันทัด นายกสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย นำผู้ประกอบการ เข้าพบนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อหารือแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงในภาคการประมง โดยมีกรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมด้วย 

ก่อนการหารือนายพิพัฒน์ กล่าวว่า ขอบคุณเจ้าหน้าที่หลายหน่วยงานที่เข้ามานั่งประชุม และหารือกับสมาคมประมงวันนี้ ซึ่งวันนี้ที่พวกเราได้มามานั่งคุยกัน ตนคิดว่าวิธีนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุด ไม่ใช่อยู่ๆ นำเรือไปปิดปากอ่าวหมด แบบนี้ตนคิดว่ามันไม่ควร มีอะไรตนคิดว่ารัฐบาล โดยเฉพาะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมที่จะรับฟังปัญหาทุกเรื่อง โดยเฉพาะขณะนี้ปัญหาสงครามในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยที่รับความเดือดร้อน แต่หลายประเทศได้รับความเดือดร้อนเหมือนกับประเทศไทย พร้อมขอบคุณสมาคมประมงที่ได้ส่งจดหมาย เพื่อหารือกัน ซึ่งตนก็ไม่อยากไปตำหนิหน่วยงานอื่น ที่ไปปิดถนน เพื่อเรียกร้อง

สำหรับข้อเรียกร้องสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย ขอให้รัฐบาลใช้มาตรการตรึงราคาน้ำมันเขียวไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ในราคาเดียวกับหน้าปั๊ม พร้อมขอให้นำเงินกองทุนน้ำมันพยุงราคาผ่านจ๊อบเบอร์  ที่ขายน้ำมันให้กับเรือประมงที่เติมน้ำมันบนฝั่ง และขอให้นำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศสำหรับชาวประมง ทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ซึ่งที่ผ่านมามีมติ ครม. ไปแล้ว เมื่อวันที่ 14 มี.ค.2549 แต่ปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้เพราะยังไม่มีกฎ ระเบียบ รองรับ นอกจากนี้ยังขอลดค่ากลั่นน้ำมันเขียวของโรงกลั่นลงลิตรละ 5 บาท และขอให้ช่วยเหลือประมงพื้นบ้านให้สามารถเติมน้ำมันได้ในราคาที่ถูกลง เพราะประมงพื้นบ้านมีทางที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล

วิโรจน์ กางแผนฝ่าวิกฤตน้ำมัน ลั่นอย่าเพิ่งโทษรัฐบาล ดักคอ อนุทิน อย่าประมาทซ้ำรอยโควิด

วิโรจน์ กางแผนฝ่าวิกฤตน้ำมัน ลั่นอย่าเพิ่งโทษรัฐบาล ดักคอ อนุทิน อย่าประมาทซ้ำรอยโควิด

วิโรจน์ กางแผนฝ่าวิกฤตน้ำมัน ลั่นอย่าเพิ่งโทษรัฐบาล ดักคอ อนุทิน อย่าประมาทซ้ำรอยโควิด

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.14 น.

“วิโรจน์” หวังดี กางแผนฝ่าวิกฤตน้ำมัน! บอกอย่าเพิ่งโทษรัฐบาลเพราะไม่ได้บริหารผิดพลาดอะไร แนะรัฐบาลเร่งบอกความจริงประชาชน ปมสงครามตะวันออกกลางทำน้ำมันพุ่งลิตรละ 50 บาท จี้ปรับราคาขั้นบันไดคุมเงินเฟ้อแทนการฝืนอุ้มวันละ 1.7 พันล้าน ค้าน “พิพัฒน์” ตรึงราคา ทำลายกลไก-เปิดทางกักตุนเก็งกำไร ดักคอ “นายกฯ อนุทิน” อย่าประมาทซ้ำรอยบทเรียนโควิดกระจอก-วัคซีนเต็มแขน

วันที่ 18 มีนาคม 2569 นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงวิกฤติน้ำมัน ว่า เราอย่าเพิ่งไปโทษรัฐบาล เพราะไม่ได้มาจากการบริหารผิดพลาดอะไร แต่เกิดจากภาวะสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เราเองก็ได้รับผลกระทบ สิ่งที่เราต้องเร่งทำคือ การทำให้ประชาชนตระหนักและรับรู้ว่าตอนนี้เรากำลังเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ที่มีแนวโน้มจะยืดเยื้อ เพื่อให้ประชาชนปรับพฤติกรรมในการบริโภคน้ำมัน ซึ่งยอมรับว่าประชาชนก็ต้องต่อว่ารัฐบาลบ้าง เพราะประสบกับความเดือดร้อน แต่รัฐบาลต้องกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับการวิพากษ์วิจารณ์และออกมาบอกความจริง แม้ว่าจะไม่ใช่ความผิดโดยตรงของตนเอง

นายวิโรจน์ กล่าวต่อว่า หลังจากบอกความจริงแล้ว รัฐบาลสามารถใช้มาตรการฝ่าวิกฤต โดยปรับราคาน้ำมันดีเซลหรือเบนซินให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น และใช้กองทุนน้ำมันคอยประคับประคองไม่ให้ราคาดีดตัวแบบกระชาก เพื่อคุมสภาวะเงินเฟ้อและไม่ให้ประชาชนตื่นตระหนก ซึ่งเรื่องนี้น่ากลัวมาก หากรัฐบาลไม่ทำอะไรเลย ไม่บอกความจริงและไม่รายงานสถานะของกองทุนน้ำมัน ประชาชนก็จะไม่ทราบว่าปัจจุบันกองทุนมีภาระสูงถึงวันละ 1,000 – 1,700 ล้านบาท ถ้าไม่ปรับราคาน้ำมันให้สะท้อนความจริง ประชาชนจะรู้สึกว่าราคายังถูกอยู่และจะไม่มีกลไกไปกดอุปสงค์การใช้น้ำมันให้ลดลง 

นายวิโรจน์ ระบุว่า ปัจจุบันกองทุนน้ำมันอุ้มราคาดีเซลอยู่ถึงลิตรละ 20 บาท ซึ่งไม่สามารถอุ้มทุกลิตรที่ออกจากหัวจ่ายได้ต่อไป จะปล่อยให้เป็น 50 บาทก็คงไม่ไหว  รัฐบาลอาจจะต้องทยอยปรับราคาขึ้นทีละสเต็ป เพื่อให้ประชาชนค่อยๆ ตระหนักถึงวิกฤต จากนั้รัฐบาลค่อยใช้วิธีอุดหนุนเฉพาะกลุ่มอย่างมียุทธศาสตร์ เช่น ธุรกิจขนส่ง รถไฟ รถเมล์ หรืออุดหนุนราคาปุ๋ยให้ภาคการเกษตร ซึ่งจะตรงจุดและใช้เงินกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ไม่เช่นนั้น หากต้องแบกรับวันละ 1,700 ล้านบาท หรือเดือนละ 50,000 ล้านบาท กองทุนจะรับไม่ไหว โดยเฉพาะเมื่อสถานการณ์สงครามมีแนวโน้มรุนแรงและยืดเยื้อ จากการที่สหรัฐอเมริกาพร้อมสู้รบ และอิหร่านพร้อมจะโจมตีคลังน้ำมัน และใช้ปริมาณน้ำมันเป็นตัวประกันหรือตัวเดิมพัน

ส่วนที่เมื่อวานนี้นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานออกมาพูดเรื่องการคุมค่าใช้จ่าย เป็นไปได้หรือไม่ว่ารัฐบาลกลัวผลกระทบจากการวิจารณ์ก็เลยต้องแบกไว้แบบนี้ นายวิโรจน์ กล่าวว่า ปัญหานี้เกิดจากสงคราม แต่ประเทศไทยต้องรับผลกระทบแน่นอน เพราะน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรลต่อวันที่เราใช้ 57% มาจากช่องแคบฮอร์มุซ และอีก 42% มาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งล้วนเป็นเป้าหมายในภาวะสงครามทั้งสิ้น 

“การเอาเงินกองทุนไปอุดไว้เรื่อยๆ โดยไม่บอกความจริง จะคล้ายกับวิกฤตต้มยำกุ้งแล้วนะ ที่ตอนนั้นเราพยายามเอาเงินสำรองไปอุ้มค่าเงินให้อยู่ที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ สุดท้ายพออุ้มไม่อยู่ ค่าเงินก็ถูกปล่อยลอยตัวตามยถากรรม ในกรณีนี้ก็เช่นกัน หากอุ้มไม่ไหว ราคาดีเซลจะกระชากตัวขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้เกิดเงินเฟ้อเฉียบพลัน ซึ่งจะลากยาวและสร้างความทุกข์ยากให้ประชาชน” นายวิโรจน์ กล่าว

นายวิโรจน์ ย้ำว่า ตนไม่เห็นด้วยที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ประกาศว่าจะตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาท เพราะทุกคนทราบดีว่าราคาที่แท้จริงคือประมาณ 50 บาท ถ้ากองทุนน้ำมันอุ้มไว้ถึง 20 บาทและประกาศชัดเจนว่าจะตรึงราคาตายตัว คนก็จะยิ่งกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างนี้ เพราะรู้ว่าแนวโน้มราคาน้ำมันจะยิ่งสูงขึ้น 

ดังนั้น รัฐบาลไม่ควรประกาศว่าจะตรึงราคาตายตัว แต่ควรบอกว่าจะใช้กองทุนน้ำมันประคับประคองให้การปรับขึ้นราคาเป็นไปแบบค่อยเป็นค่อยไป เมื่อของแพงขึ้นสะท้อนความเป็นจริง คนก็จะปรับพฤติกรรมการใช้น้ำมันลดลง และรัฐบาลอาจจะเสริมด้วยมาตรการต่างๆ เช่น ให้สิทธิหย่อนภาษีแก่บริษัทที่มีมาตรการ Work from home เพื่อจูงใจให้ช่วยกันลดปริมาณการใช้น้ำมันของประเทศลง รัฐบาลต้องเรียนรู้จากบทเรียนในอดีตช่วงโควิด แล้วเราจะฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน

“ผมพูดตรงๆ นะ นี่ไม่ใช่เวลาที่รัฐบาลจะออกมาบอกว่าเอาอยู่ ผมไม่ได้ตำหนิคุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในยุคนี้ แต่คุณอนุทินต้องมีบทเรียน กรณีที่คุณอนุทินเคยบอกว่าโควิดกระจอกบ้าง หรือวัคซีนเต็มแขน แล้วสุดท้ายมันเกิดปัญหา” นายวิโรจน์ กล่าว

คืบโผ ครม.อนุทิน 2 ขยับ ทรงศักดิ์ ขึ้นรองนายกฯ คุมน้ำ-ยาเสพติด

คืบโผ ครม.อนุทิน 2 ขยับ ทรงศักดิ์ ขึ้นรองนายกฯ คุมน้ำ-ยาเสพติด

คืบโผ ครม.อนุทิน 2 ขยับ ทรงศักดิ์ ขึ้นรองนายกฯ คุมน้ำ-ยาเสพติด

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.29 น.

18 มีนาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) “อนุทิน 2” เริ่มลงตัวแล้ว ซึ่งบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อล่าสุด พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เริ่มกระบวนการจัดส่งประวัติเพื่อเข้ารับการตรวจสอบใน 18 หน่วยงาน ทั้งนี้ มีรายชื่อกว่า 40 รายชื่อ รวมกับชื่อสำรอง หากมีบุคคลใดขาดคุณสมบัติ

โดยในสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย รายชื่อสะเด็ดน้ำแล้ว ประกอบด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีรัฐมนตรีช่วยว่าการมหาดไทย 3 คน คือ นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล , นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี และ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี สส.นครราชสีมา

ส่วน นายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่มีรายชื่อก่อนหน้านี้ จะขยับไปนั่งรองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลแก้ปัญหาน้ำทั่วประเทศ พร้อมกับปัญหายาเสพติด หลังจากที่นั่งเป็น มท.2 มาอย่างยาวนาน ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไล่มาจนถึงรัฐบาล นายเศรษฐา ทวีสิน , น.ส.แพทองธาร ชินวัตร และต่อเนื่องถึงรัฐบาล “อนุทิน 1”

ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประกอบด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง , นางศุภมาส อิศรภักดี สส.บัญชีรายชื่อ , นายนภินทร ศรีสรรพางค์ แกนนำพรรค และ นางสุขสมรวย วันทนียกุล สส.อำนาจเจริญ

ขณะที่กระทรวงกลาโหม ชัดเจนแล้วว่า พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ จะขยับจากรัฐมนตรีช่วย ขึ้นเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

ส่วนความชัดเจนของกระทรวงยุติธรรม ยังเป็นคนเดิม คือ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

ขณะที่กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยมีรัฐมนตรีช่วย ได้แก่ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.ศรีสะเกษ , นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ สส.พิจิตร และ นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา

ด้านกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มี นายไชยนก ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และมี น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี เป็นรัฐมนตรีช่วยฯ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็น นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็น นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

กระทรวงพลังงาน มี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

กระทรวงวัฒนธรรม มี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

กระทรวงสาธารณสุข มี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

กระทรวงอุตสาหกรรม มี นายวราวุธ ศิลปอาชา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

ขณะที่โควตาเทคโนแครตของนายอนุทิน ประกอบด้วย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ , นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง , นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยจะไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยฯ เพราะต้องการให้ทำงานเต็มที่ และไม่มีการเมืองแทรก และนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี

ส่วนโควตาพรรคร่วมรัฐบาล ได้รับการจัดสรร 5 กระทรวง 9 ตำแหน่ง โดยมีรัฐมนตรีว่าการ 5 ตำแหน่งควบรองนายกฯ และรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง และ นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , กระทรวงศึกษาธิการ , กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม , กระทรวงแรงงาน , กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้ 1 ตำแหน่ง

มวล.จัดงานเกษตรวลัยลักษณ์’69 ดึงนวัตกรรมพลิกโฉมเกษตรไทยสู่อนาคต

มวล.จัดงานเกษตรวลัยลักษณ์’69 ดึงนวัตกรรมพลิกโฉมเกษตรไทยสู่อนาคต

มวล.จัดงานเกษตรวลัยลักษณ์’69 ดึงนวัตกรรมพลิกโฉมเกษตรไทยสู่อนาคต

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) โดยสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดพิธีเปิดงาน “เกษตรวลัยลักษณ์ ประจำปี 2569” อย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจากนายเอกชัย สุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พร้อมด้วย รศ.ดร.มัลลิกา เจริญสุธาสินี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รศ.ดร.วรวรรณ พันพิพัฒน์ คณบดีสำนักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร เกษตรกรและประชาชนเข้าร่วมงาน ณ เวทีกลาง ลานอเนกประสงค์ข้างอาคาร Next Gen มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี มวล. เปิดเผยว่า มวล.มีพันธกิจสำคัญในการสร้างองค์ความรู้เพื่อยกระดับภาคการเกษตรให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลง แนวคิด AgriNext สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อน “เกษตรอนาคต” ที่ผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น มุ่งเน้นการทำเกษตรกรรมที่แม่นยำ เกษตรอัจฉริยะ และเกษตรที่ยั่งยืน เพื่อเพิ่มมูลค่า ลดความเสี่ยง และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่พี่น้องเกษตรกร

ด้าน นายเอกชัย สุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวเน้นย้ำถึงทิศทางของภาคการเกษตรไทยว่า ในยุคที่เกษตรกรต้องเผชิญความท้าทาย ทั้งต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น สภาพอากาศที่ผันผวน และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป “นวัตกรรม” จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็น “กุญแจสำคัญ” ที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ งานเกษตรวลัยลักษณ์จึงเป็นเวทีสำคัญที่เชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่การนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่จริง เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของจังหวัดนครศรีธรรมราชให้เข้มแข็ง

รศ.ดร.มัลลิกา เจริญสุธาสินี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานคณะกรรมการอำนวยการจัดงาน กล่าวว่า สำหรับการจัดงาน “เกษตรวลัยลักษณ์ ประจำปี 2569” ในครั้งนี้ มุ่งหวังให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชน โดยภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ นิทรรศการผลงานวิจัยและนวัตกรรม โดยการจัดแสดงเทคโนโลยีด้านการเกษตรและอาหารที่ล้ำสมัยของมหาวิทยาลัย การสาธิตเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในฟาร์ม เวทีเสวนาวิชาการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อสร้างแนวคิดใหม่และต่อยอดสู่การปฏิบัติ การออกร้านจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร สินค้าเกษตรปลอดภัย ผลิตภัณฑ์ชุมชน และสินค้านวัตกรรม เป็นต้น

ผู้ที่สนใจสามารถร่วมสัมผัสประสบการณ์และอัปเดตเทรนด์การเกษตรยุคใหม่ได้ในงาน “เกษตรวลัยลักษณ์ ประจำปี 2569” ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 23 มีนาคม 2569 ณ ลานอเนกประสงค์ข้างอาคาร Next Gen มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ติดตามข่าวสารอื่นๆ ทางเพจ Facebook:เกษตรวลัยลักษณ์’69

สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

สร้าง ‘ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง’ ม.นครพนม พัฒนาสถานีตรวจวัดฝุ่น PM2.5 เพื่อข้อมูลอากาศที่ประชาชนเข้าถึงได้

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 กลายเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมสำคัญที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ รวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งที่การเผาชีวมวล การจราจร และสภาพอากาศ ส่งผลให้ค่าฝุ่นสะสมสูงและกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

ที่จังหวัดนครพนม กลุ่มนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนครพนมได้พัฒนา “สถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ” เพื่อสร้างฐานข้อมูลฝุ่นในพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศได้ใกล้ชิดมากขึ้น งานวิจัยนี้นำโดย ดร.อภิรักษ์ ทูลธรรม นักวิจัยจากวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมศรีสงคราม มหาวิทยาลัยนครพนม ซึ่งมุ่งพัฒนาระบบตรวจวัดฝุ่น PM2.5 ในรูปแบบ Low-cost Sensor หรือเซ็นเซอร์ต้นทุนต่ำที่ยังคงมีความแม่นยำสูง

PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน เล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ประมาณ 20 เท่า สามารถลอยอยู่ในอากาศได้นาน และเมื่อสูดดมเข้าไปจะเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจลึกถึงถุงลมปอด รวมถึงบางส่วนอาจเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพหลายด้าน

เพื่อลดข้อจำกัดด้านต้นทุนของเครื่องตรวจวัดมาตรฐานที่มีราคาสูง ทีมนักวิจัยจึงพัฒนาเซ็นเซอร์ที่ใช้เทคโนโลยี Laser Scattering หรือการกระเจิงของแสงเลเซอร์ ทำให้สามารถตรวจวัดค่าฝุ่นได้แม่นยำในงบประมาณระดับ “หลักหมื่นบาท” ส่งผลให้หน่วยงานท้องถิ่นหรือชุมชนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ได้มากขึ้น

นอกจากนี้ ระบบยังเชื่อมต่อกับเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) โดยข้อมูลจากเครื่องตรวจวัดจะถูกส่งขึ้นไปเก็บในเซิร์ฟเวอร์กลางทุกครั้งที่มีการตรวจวัด เพื่อสร้างฐานข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์และพยากรณ์แนวโน้มฝุ่นในอนาคต ขณะเดียวกันข้อมูลบางส่วนจะถูกนำมาแสดงผลแบบเรียลไทม์ผ่านแดชบอร์ด เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศได้ทันที

ก่อนหน้านี้ในปี 2568 ทีมวิจัยได้ทดลองติดตั้งสถานีต้นแบบบริเวณลานพญานาคริมแม่น้ำโขง และเปรียบเทียบข้อมูลกับสถานีของกรมควบคุมมลพิษที่สถานีอุตุนิยมวิทยานครพนม พบว่าแนวโน้มค่าฝุ่นมีทิศทางใกล้เคียงกัน แม้ตัวเลขอาจแตกต่างกันจากปัจจัยด้านสภาพพื้นที่และสภาพแวดล้อม

ในปี 2569 งานวิจัยได้รับทุนสนับสนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (FF) เพื่อขยายเครือข่ายสถานีตรวจวัดจำนวน 5 จุด ในพื้นที่นำร่อง ได้แก่ อำเภอบ้านแพง ท่าอุเทน เมืองนครพนม ธาตุพนม และศรีสงคราม เพื่อศึกษาแหล่งกำเนิดฝุ่นในพื้นที่ รวมถึงปัจจัยด้านสภาพอากาศและฝุ่นข้ามแดน

สถานีตรวจวัดรุ่นใหม่ยังสามารถตรวจวัดฝุ่นชนิดอื่น เช่น PM10 และ PM1 รวมถึงปัจจัยด้านอุตุนิยมวิทยา เช่น อุณหภูมิ ความชื้น ความเร็วลม และทิศทางลม เพื่อให้การวิเคราะห์ข้อมูลมีความครบถ้วนมากยิ่งขึ้น

ในระยะยาว ทีมวิจัยเชื่อว่าฐานข้อมูลคุณภาพอากาศระดับพื้นที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ช่วยให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถวิเคราะห์แหล่งกำเนิดฝุ่นและออกมาตรการป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

งานวิจัยของมหาวิทยาลัยนครพนมจึงเป็นอีกก้าวสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสร้าง “ระบบข้อมูลลมหายใจของเมือง” ที่ช่วยให้ประชาชนรับรู้สถานการณ์คุณภาพอากาศ และเตรียมรับมือกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ได้อย่างเท่าทันในอนาคต

คุรุสภา สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5 เหตุไม่ส่งงาน

คุรุสภา สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5  เหตุไม่ส่งงาน

คุรุสภา สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5 เหตุไม่ส่งงาน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.05 น.

“คุรุสภา” สั่งการเอาผิดจรรยาบรรณขั้นเด็ดขาด ครูโหด ตบ-ต่อย นักเรียน ป.5  เหตุเพราะไม่ส่งงาน

วันที่ 18 มีนาคม 2569 ตามที่ปรากฏข่าวครูโรงเรียนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดชลบุรี ลงโทษนักเรียนชั้น ป.5 ด้วยการตบ-ต่อย เหตุเพราะไม่ส่งงาน ซึ่งผู้ปกครองได้ร้องเรียนและแจ้งความให้ดำเนินคดีทางกฎหมาย นั้น 

ความคืบหน้าล่าสุด ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า คุรุสภาทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ซึ่งตนเองได้สั่งการให้ส่วนงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบข้อมูลของครูที่ตกเป็นข่าว ทั้งด้านใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การได้รับรางวัลต่าง ๆ จากคุรุสภา และให้ดำเนินการเอาผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างเร่งด่วนแล้ว 

ซึ่งจากข้อมูลที่ตรวจสอบ พบว่า ครูรายดังกล่าวเป็นข้าราชการครู สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูชั้นสูง ออกให้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 หมดอายุวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2576 และข้อมูลตรวจสอบการได้รับรางวัล ปรากฏว่ารางวัลครูผู้สอนการงานอาชีพดีเด่นที่ครูได้รับนั้น เป็นรางวัลที่ออกให้โดยหน่วยงานต้นสังกัด มิใช่รางวัลที่ออกให้โดยคุรุสภา ทั้งนี้ ได้รับเรื่องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาดําเนินการทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ และอยู่ระหว่างประสานข้อมูลอย่างเป็นทางการกับหน่วยงานต้นสังกัด เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่ปรากฏในข่าว พฤติกรรมอาจเข้าข่ายเป็นการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพอย่างร้ายแรง ซึ่งมีระดับโทษถึงขั้นพักใช้ใบอนุญาต หรือเพิกถอนใบอนุญาต และจะได้นำเสนอคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาดกำหนดระดับโทษต่อไป 

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปัจจุบันกระบวนการดำเนินงานพิจารณาการประพฤติตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของคุรุสภาเป็นไปอย่างรวดเร็ว และเคร่งครัดกับกรณีการประพฤติผิด เป็นอย่างมาก หากพบว่าครูประพฤติผิดก็จะต้องดำเนินการตามข้อเท็จจริง และพิจารณาด้วยความถูกต้องและรวดเร็ว เพื่อไม่ปล่อยให้ประพฤติผิดต่อไปอย่างแน่นอน และสำหรับเหตุการณ์นี้ คุรุสภาก็จะเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง และสรุปผลโดยเร็วที่สุด เพื่อดูแลความปลอดภัยของนักเรียน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม  

“ขอแจ้งไปยังผู้ประกอบวิชาชีพครูทุกคน ให้ตระหนักถึงการดำเนินการใด ๆ กับศิษย์ โดยเฉพาะการลงโทษ ที่เกินกว่าเหตุ ควรใช้วิธีการปรับพฤติกรรมของศิษย์ในทางที่สร้างสรรค์ ร่วมกันดูแลและสร้างพื้นที่ปลอดภัย สำหรับนักเรียน ไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งทางกายและวาจา และต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งทางจิตใจ และร่างกายของศิษย์เป็นสำคัญ” ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว