กรมการข้าวเตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569 ยิ่งใหญ่ กลางกรุง 5 – 7 มิ.ย.นี้

กรมการข้าวเตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569 ยิ่งใหญ่ กลางกรุง 5 - 7 มิ.ย.นี้

กรมการข้าวเตรียมจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ 2569 ยิ่งใหญ่ กลางกรุง 5 – 7 มิ.ย.นี้

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.51 น.

18 มีนาคม 2569 นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานเปิดการประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2569 โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมการข้าว เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมรวงข้าว กรมการข้าว

การประชุมครั้งนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันกำหนดกรอบการดำเนินงานในการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ โดยครอบคลุมการกำหนดห้วงเวลา สถานที่ รูปแบบการจัดงาน และแนวทางการดำเนินกิจกรรมให้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับภารกิจของกรมการข้าว และสามารถสะท้อนบทบาทสำคัญของข้าวและชาวนาไทยได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า วันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปี ถือเป็นวันข้าวและชาวนาแห่งชาติ ที่จัดขึ้นทุกปี เพื่อรำลึกถึงความสำคัญของข้าวในฐานะอาหารหลักและวัฒนธรรมไทย รวมถึงเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้ชาวนาไทย พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้ เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาและความมั่นคงทางอาหาร โดยในปี 2569 นี้ กรมการข้าวจะมีการจัดงานในวันที่ 5 – 7 มิ.ย.2569 ณ กรมการข้าว ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร โดยภายในงานจะจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย อาทิ นิทรรศการด้านข้าว การสาธิตและกิจกรรมร่วมสนุกที่น่าสนใจ ตลอดจนการออกร้านค้าที่จะนำสินค้าและอื่นๆอีกมากมายมาจัดแสดงภายในงาน

– 006

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.32 น.

องคมนตรีเป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ประจำปี 2569

18 มีนาคม 2569 เวลา 10.00 น. พลอากาศเอก ชลิต พุกผาสุข องคมนตรี ประธานกรรมการ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิฝนหลวง เป็นประธานเปิดปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศ ยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร กับกองทัพอากาศ ประจำปี 2569 และประชุมติดตามการดำเนินงาน โดยมี นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นายราชันย์ ซุ้นหั้ว ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ นางศศิพร ปาณิกบุตร รองเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) พลอากาศโท นิทัศน์ ยูประพัฒน์ เจ้ากรมยุทธการทหารอากาศ หัวหน้าสำนักงานฝนหลวงกองทัพอากาศ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ข้าราชการทหาร หัวหน้าส่วนราชการและเจ้าหน้าที่ในจังหวัดอุดรธานี เข้าร่วมพิธีเปิดและร่วมประชุม ณ ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 23 จังหวัดอุดรธานี

นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีภารกิจการดัดแปรสภาพอากาศยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บ ซึ่งมีการดำเนินการในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคมของทุกปี เนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านฤดูเข้าสู่ฤดูร้อน มักจะพบการเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง พายุฤดูร้อน และลูกเห็บตก สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ซึ่งภารกิจดังกล่าวเป็นการช่วยบรรเทาภัยธรรมชาติด้วยการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อบรรเทาความรุนแรงจากพายุลูกเห็บ ด้วยการยิงพลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ (AgI Flare) ที่ยอดเมฆซึ่งมีระดับอุณหภูมิ -4 ถึง -12 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นเทคนิคการดัดแปรสภาพอากาศเพื่อทำให้กลุ่มเมฆตกเป็นฝนก่อนที่จะก่อยอดสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและเกิดลูกเห็บตกมาถึงพื้น ที่อาจสร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิตประชาชน และในแต่ละปีกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะมีการดำเนินงานร่วมกับกองทัพอากาศที่สนับสนุนเครื่องบินและเจ้าหน้าที่การบินในการปฏิบัติการภารกิจดังกล่าว

นายราเชน กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา มีการปฏิบัติการยับยั้งและบรรเทาความรุนแรงของการเกิดพายุลูกเห็บตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม – 31 พฤษภาคม 2568 จำนวนทั้งสิ้น 33 วัน 48 เที่ยวบิน ใช้พลุซิลเวอร์ไอโอไดด์ จำนวน 1,088 นัด ปฏิบัติการช่วยเหลือพื้นที่ 22 จังหวัด เช่น จ.เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง พิษณุโลก อุดรธานี ชัยภูมิ ขอนแก่น นครราชสีมา เป็นต้น ซึ่งผลปฏิบัติการมีความสำเร็จคิดเป็นร้อยละ 58.83 สำหรับในปีงบประมาณ 2569 กรมฝนหลวงและการบินเกษตรจัดตั้งหน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จำนวน 3 หน่วย ปฏิบัติการระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคม 2569 ได้แก่ 1) หน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.เชียงใหม่ ใช้เครื่องบิน Alpha Jet ของกองทัพอากาศ จำนวน 1 ลำ สำหรับปฏิบัติการบริเวณภาคเหนือตอนบน 2) หน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.พิษณุโลก ใช้เครื่องบิน Super King Air ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร สำหรับปฏิบัติการบริเวณภาคเหนือตอนล่าง และ 3) หน่วยยับยั้งการเกิดพายุลูกเห็บ จ.อุดรธานีใช้เครื่องบิน Alpha Jet ของกองทัพอากาศ จำนวน 1 ลำ สำหรับปฏิบัติการบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นอกจากนี้ องคมนตรีและผู้บริหารได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมอาสาสมัครฝนหลวงกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง บ้านหนองคอนแสน ต.สามพร้าว อ.เมือง จ.อุดรธานี เพื่อรับฟังการปฏิบัติการหน้าที่ของอาสาสมัครฝนหลวงในการสนับสนุนภารกิจของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และความต้องการน้ำในพื้นที่ รวมถึงรับฟังการดำเนินการของกลุ่มเศรษฐกิจพอเพียงฯ และความต้องการน้ำสำหรับการเพาะปลูก โดยได้รับทราบถึงความต้องการของเกษตรกรและประชาชน และได้กำชับให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรวางแผนปฏิบัติการฝนหลวงช่วยเหลือพื้นที่ที่ต้องการน้ำให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับใช้การและบรรเทาสถานการณ์ในบางพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งอีกด้วย

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาล

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาล

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาล

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 11.33 น.

เรือประมงจ่อชะงัก หลังราคาน้ำมันเขียวพุ่ง ส่อกระทบราคาอาหารทะเล เตรียมหารือรัฐบาลเพื่อพิจารณามาตรการตรึงราคาน้ำมันเขียว

เมื่อวันที่ 18 มี.ค.2569 นายสุรเดช นิลอุบล นายกสมาคมประมงสงขลา เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการเรือประมงสมาชิกสมาคมที่ทยอยนำเรือกลับเข้าฝั่ง หลังจากน้ำมันที่เติมไว้​ใกล้หมด ได้แจ้งว่า​ อาจยังไม่ออกทำประมงในรอบใหม่ เนื่องจากราคาน้ำมันเขียวปรับตัวสูงขึ้นมาก ส่งผลให้ต้นทุนการทำประมงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญราคาน้ำมันเขียวที่ผู้ประกอบการเติมไว้เมื่อ 10–15 วันก่อน อยู่ที่ประมาณลิตรละ 18–20 บาท

ล่าสุดราคาน้ำมันเขียวหน้าคลังอยู่ที่ 39.39 บาทต่อลิตร สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งต้นทุนหลักของการทำประมงมาจากค่าน้ำมัน เมื่อราคาปรับตัวสูงขึ้นในขณะที่ราคาสัตว์น้ำหน้าท่ายังไม่ปรับเพิ่ม ทำให้ผู้ประกอบการไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้​ นอกจากนี้​ยัง​ข้อจำกัดในการเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิง​

ขณะที่ต้นทุนสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ​ ค่าแรงลูกเรือ ซึ่งต้องจ่ายตามกฎหมายแรงงาน แม้ไม่ได้ออกเรือก็ตาม​ 

ขณะเดียวกัน ภาคการประมงยังเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยอื่น ทั้งการแข่งขันจากสินค้าประมงนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน​ดังนั้น หากผู้ประกอบการตัดสินใจจอดเรือ อาจจำเป็นต้องเลิกจ้างแรงงาน และจะส่งผลกระทบต่ออุปทาน​และ​ราคา​สินค้า​ประมงในตลาดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตัดสินใจจอดเรืออาจเกิดขึ้นในหลายพื้นที่จังหวัดชายทะเล จากสถานการณ์ราคาน้ำมันเขียวที่พุ่งสูง จึงเป็นเหตุให้สมาคมการประมงแห่งประเทศไทย​ นำโดยนายไตรฤกษ์​ มือสันทัด​ ประธาน​สมาคม​ฯ เตรียมเข้าหารือกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​คมนาคม​ในช่วงบ่ายวันนี้ เพื่อเสนอแนวทางช่วยเหลือเร่งด่วน

สำหรับ​ประเด็นสำคัญที่สมาคมฯ เตรียมเสนอได้แก่ การขอให้รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันเขียวไม่เกินลิตรละ 30 บาท โดยใช้กลไกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงหรือกองทุนที่เกี่ยวข้อง การขอปรับลดค่าการกลั่นน้ำมันเขียวลงลิตรละ 5 บาท รวมถึงการเปิดทางให้นำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเพื่อใช้ในภาคประมง

นอกจากนี้ ยังเสนอให้เรือประมงทั้งพาณิชย์และพื้นบ้านสามารถเข้าถึงน้ำมันเชื้อเพลิงในราคาที่เหมาะสม และขอให้มีมาตรการช่วยเหลือด้านต้นทุนอย่างเร่งด่วน เพื่อประคองผู้ประกอบการในช่วงที่สถานการณ์พลังงานโลกยังผันผวน โดยสมาคมการประมงแห่งประเทศไทยประเมินว่า ปัจจุบันมีเรือประมงจำนวนกว่า 6,000 ลำ ใช้น้ำมันรวมกันหลายสิบล้านลิตรต่อเดือน หากไม่สามารถควบคุมต้นทุนเชื้อเพลิงได้ อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อทั้งภาคการผลิต การจ้างงาน และราคาสินค้าอาหารทะเลในประเทศ

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรยั่งยืน

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำสู่เกษตรยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569, 20.35 น.

อธิบดีกรมการข้าว- SCG GREEN CIRCULAR หารือแนวทางลดการเผา ดันไบโอชาร์ยกระดับสู่ระบบข้าวคาร์บอนต่ำ”สู่เกษตรยั่งยืน”

วันที่ 17 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมรวงข้าว กรมการข้าว นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับ SCG GREEN CIRCULAR นำโดย นายวิสุทธ จงเจริญกิจ ประธานกลุ่มธุรกิจทรัพยากรหมุนเวียน พร้อมคณะ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางการลดการเผาในภาคการเกษตร และสนับสนุนระบบการผลิต “ข้าวคาร์บอนต่ำ” โดยมุ่งผลักดันการนำเทคโนโลยีไบโอชาร์ (Biochar) และนวัตกรรมด้านการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจ

ที่ประชุมได้มีการนำเสนอภาพรวมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร พร้อมทั้งบทบาทของภาคเอกชน โดย SCG ในการสนับสนุนระบบเกษตรคาร์บอนต่ำ ผ่านแนวทางลดการเผาในพื้นที่ต้นแบบ “Saraburi Sandbox” ซึ่งครอบคลุมการนำวัสดุชีวมวลไปใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนในภาคอุตสาหกรรม การกักเก็บคาร์บอน และแนวทาง “Biomass Direct Storage” เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือระหว่างกรมการข้าวและภาคเอกชน ในการผลักดันนโยบายและกลไกสนับสนุนรูปแบบความร่วมมือภาครัฐและเอกชน (PPP) เพื่อให้การดำเนินงานเกิดขึ้นได้จริงและยั่งยืน โดยเน้นการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ตามกรอบ T-VER และเป้าหมาย NDC 3.0 ของประเทศ ควบคู่กับการวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคม (SROI)

ในด้านการปฏิบัติ ได้มีการนำเสนอข้อมูลพื้นที่ปลูกข้าวเพื่อบริหารจัดการฟางข้าวอย่างเป็นระบบ ลดการเผาในพื้นที่ และส่งเสริมการนำฟางข้าวและตอซังกลับมาใช้ประโยชน์ ทั้งในรูปแบบพลังงาน อาหารสัตว์ และการผลิตไบโอชาร์ รวมถึงการส่งเสริมการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การใช้เทคโนโลยีเลเซอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก และการวิเคราะห์ดินก่อนใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อลดต้นทุนและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่สามารถนำฟางข้าวออกจากแปลงไปใช้ประโยชน์ได้ทันที สอดคล้องกับแนวทางลดการเผาและเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร

ทั้งนี้ เทคโนโลยีไบโอชาร์ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในการแปรรูปวัสดุชีวมวลเหลือใช้ให้เป็นวัสดุที่สามารถปรับปรุงคุณภาพดิน ใช้เป็นส่วนผสมในคอนกรีต และเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นพลังงานทดแทนถ่านหิน ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน

ถึงเวลาหรือยังที่ “ฟางข้าว” จะไม่ใช่ของเหลือทิ้ง แต่เป็นทรัพยากรสร้างอนาคต ….ผมอยากรู้ว่า สมาชิกเพจคิดว่าการ แปรรูปเป็นไบโอชาร์ จะสามารถตอบโจทย์ในส่วนนี้หรือไม่?

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทย ต่อยอดเมนูและสินค้าในร้านกว่า 40 รายการ

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทย  ต่อยอดเมนูและสินค้าในร้านกว่า 40 รายการ

ซีพี ออลล์ – เซเว่น อีเลฟเว่น หนุนมะพร้าวไทย ต่อยอดเมนูและสินค้าในร้านกว่า 40 รายการ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 15.11 น.

ท่ามกลางสถานการณ์ผลผลิตมะพร้าวของไทยที่ล้นตลาดตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรในหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก การเพิ่มช่องทางรับซื้อและการนำมะพร้าวไปต่อยอดเป็นสินค้าแปรรูป จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการช่วยกระจายผลผลิต พร้อมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบทางการเกษตรของไทย

ซีพี ออลล์ ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้าสนับสนุนเกษตรกรไทย ด้วยการรับซื้อมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง พร้อมร่วมมือกับคู่ค้ารายใหญ่ รายย่อย และผู้ประกอบการ SME นำมาต่อยอดเป็นสินค้าและเมนูต่างๆ ภายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ ทั้งในรูปแบบมะพร้าวสด เครื่องดื่ม ขนมหวาน และเบเกอรี่ รวมกว่า 40 รายการ โดยมีปริมาณการใช้มะพร้าวไทยรวมกว่า 1 ล้านลูกต่อเดือน หรือคิดเป็นประมาณ 459 ตันต่อเดือน เพื่อช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบทางการเกษตร และสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยอย่างต่อเนื่อง  

ผลจากการพัฒนาสินค้า ทำให้ผู้บริโภคสามารถเลือกอร่อยกับเมนูจากมะพร้าวได้อย่างหลากหลายภายในร้านเซเว่นฯ สำหรับคนที่ต้องการความสดชื่นระหว่างวัน มีสินค้าอย่างมะพร้าวน้ำหอมสด ทั้งแบบมะพร้าวควั่น และมะพร้าวเจีย ผ่านกระบวนการผลิตอย่างพิถีพิถัน เพิ่มความสะดวกในการเปิดทานด้วยเทคนิคการเจาะ ที่นำมาปรับให้สะดวกต่อการรับประทาน สามารถแช่เย็นพร้อมดื่มได้ทันที โดยมีให้เลือกทั้ง มะพร้าวน้ำหอมสด และมะพร้าวน้ำหอมต้มเผา

ส่วนใครที่เป็นสายหวาน ก็มีเมนูขนมหวานและเบเกอรี่จากมะพร้าวที่พัฒนาโดยคู่ค้า และผู้ประกอบการ SME ไทยให้เลือกหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น ชิฟฟ่อนเค้กครีมมะพร้าวอ่อน, ซาหริ่มมะพร้าวอ่อน, อินทนิลมะพร้าวอ่อนน้ำกะทิ และพายไส้เผือกมะพร้าวอ่อน เป็นต้น ปิดท้ายด้วยสายเครื่องดื่มและคอกาแฟ มะพร้าวถูกนำมาผสมผสานเป็นเมนูเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ All Café ได้แก่อเมริกาโน่น้ำมะพร้าว และ มะพร้าวนมสดปั่น

นอกจากนี้เซเว่นฯ ยังเปิดพื้นที่ให้คู่ค้า และผู้ประกอบการ SME ไทยนำมะพร้าวจากเกษตรกรมาต่อยอดเป็นสินค้าแปรรูปหลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์ขนมหวานที่ใช้วัตถุดิบจากกะทิ หรือเครื่องดื่มและอาหารที่มีส่วนประกอบจากมะพร้าว ทำให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคผ่านร้านเซเว่น อีเลฟเว่นใกล้บ้านได้มากขึ้น

ทั้งนี้ การรับซื้อมะพร้าวไทยเพื่อนำมาต่อยอดเป็นสินค้าและเมนูต่างๆ ภายในร้านเซเว่นฯ ไม่เพียงทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวได้ง่ายขึ้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของเซเว่นฯ ในการเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญที่ช่วยกระจายผลผลิต เพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบทางการเกษตร และสนับสนุนรายได้ให้เกษตรกรไทย ภายใต้แนวคิด “SME โตไกลไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

กลุ่มเซ็นทรัล ผนึกกำลัง ททท. นำเสนอเอกลักษณ์ไทย ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว กรุงเบอร์ลิน พร้อมต่อยอดความร่วมมือในยุโรปและเอเชีย

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.40 น.

กลุ่มเซ็นทรัล ผู้นำด้านธุรกิจค้าปลีกและบริการในประเทศไทย ครอบคลุมถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นำเอกลักษณ์ของประเทศไทย ผ่านประสบการณ์เสน่ห์อาหารไทย สู่สายตานานาชาติผ่านกิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับงาน ITB Berlin 2026 เวทีเจรจาธุรกิจท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในโลก กิจกรรมครั้งนี้สะท้อนพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทย ในการใช้เครือข่ายธุรกิจระดับสากลเป็นพื้นที่ถ่ายทอดอัตลักษณ์ วัฒนธรรม เปิดประสบการณ์รสชาติอาหารไทย พร้อมเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานักเดินทางคุณภาพจากทั่วโลก

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย 

สุพัตรา จิราธิวัฒน์ และนัทรียา ทวีวงศ

กิจกรรม Amazing Thailand Fest 2026 (The Wholesome Taste of Thai) แบ่งออกเป็น 2 ส่วนสำคัญที่ทำให้พื้นที่ของ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กลายเป็นเวทีของความเป็นไทยอย่างเต็มรูปแบบ

Amazing Thailand Brand Take Over ระหว่างวันที่ 2–14 มีนาคม 2569 พื้นที่ด้านหน้าอาคารถูกปรับโฉมผ่านแบนเนอร์ขนาดยักษ์บน Façade และ Window Display จำนวน 10 ช่องตลอดแนวถนนสายหลักของกรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเรื่องราววัฒนธรรมอาหารไทยทั้ง 5 ภาค ควบคู่ความงดงามของแหล่งท่องเที่ยว สถาปัตยกรรมไทย และงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย สื่อสารศักยภาพประเทศไทยด้าน Gastronomy และ Wellness สู่สายตานานาชาติอย่างโดดเด่น พร้อมกันนี้ ยังมีพันธมิตรภาคเอกชนไทยร่วมสะท้อนอีกมิติหนึ่งของประเทศไทย อาทิ Thailand Privilege Card Company Limited และ Good Goods แบรนด์ไลฟ์สไตล์ของไทยที่ร่วมมือกับชุมชนพัฒนาสินค้าจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้ร่วมสมัย ด้วยความปรารถนาที่จะสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม สนับสนุนให้ทุกชุมชนมีความสุข พร้อมรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน โดยรายได้ทั้งหมดนำกลับไปพัฒนาชุมชนเพื่อรักษาวัฒนธรรมท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป ภายใต้บริษัท เซ็นทรัล ทำ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ได้ นำเสนอวินโดว์ดิสเพลย์ ณ ห้างสรรพสินค้าคาเดเว (KaDeWe) กรุงเบอร์ลิน ถ่ายทอดเสน่ห์ของภูมิปัญญาหัตถศิลป์ไทยสู่สายตาชาวโลก ผ่านการออกแบบร่วมสมัยที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยคุณค่า โดยนำชิ้นงานหัตถศิลป์จากชุมชนมารังสรรค์เป็นดีไซน์พิเศษ อาทิ เสื่อกกจากจังหวัดสุรินทร์ที่พัฒนาขึ้นใหม่ร่วมกับมูลนิธิชัยพัฒนา และกระเป๋าหัตถกรรมที่ใช้ผ้าทอจากชุมชนนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง ซึ่งสะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างงดงาม เป็นคอลเลคชั่นใหม่ล่าสุดนำมาเปิดเผยเป็นที่แรก ผสานการตกแต่งวินโดว์ให้บรรยากาศหรูหราในแบบไทยร่วมสมัย ด้วยวัสดุผ้าไหมทอมือและองค์ประกอบจากธรรมชาติ เพื่อถ่ายทอดความงามของงานฝีมือไทยในมิติที่ร่วมสมัย สง่างาม และพร้อมก้าวสู่สายตาชาวโลก

กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรมและสาธิตการประกอบอาหารไทย ระหว่างวันที่ 5–7 มีนาคม 2569 บริเวณชั้น 6 ของห้างสรรพสินค้าเพื่อถ่ายทอดอัตลักษณ์และเสน่ห์ความเป็นไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมกิจกรรมและลิ้มลองอาหารไทย ควบคู่กับการนำเสนอข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวไทย เพื่อเชื่อมโยง “รสชาติ” สู่ “ประสบการณ์การเดินทาง” และสร้างแรงบันดาลใจสู่การออกเดินทางท่องเที่ยวจริงในประเทศไทย พร้อมของที่ระลึกเป็นตุ๊กตาช้างจาก Good Goods ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “ตลาดยุโรปเป็นตลาดคุณภาพที่มีศักยภาพสูง และเป็นหนึ่งในตลาดยุทธศาสตร์ของประเทศไทย การได้ร่วมมือกับกลุ่มเซ็นทรัล จึงเป็นโอกาสดีที่จะช่วยขยายการรับรู้ พร้อมถ่ายทอดเอกลักษณ์ วัฒนธรรม และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทยไปสู่กลุ่มนักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ที่มีคุณค่าได้อย่างตรงกลุ่มและมีประสิทธิภาพ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ในช่วงเวลาเดียวกับ ITB Berlin 2026 ยิ่งช่วยเสริมพลังในการขยายการรับรู้ในระดับนานาชาติ และสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการเดินทางจริงมายังประเทศไทย ททท. เชื่อว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนไทยในลักษณะนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนตลาดระยะไกลอย่างยั่งยืน และช่วยตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มอบประสบการณ์ระดับโลกได้อย่างครบมิติ”

ด้าน พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า “กลุ่มเซ็นทรัลเติบโตขึ้นจากประเทศไทย และได้ขยายธุรกิจสู่เวทีระดับสากลอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของเราไม่ได้เป็นเพียงการขยายขอบเขตทางธุรกิจ แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่ออัตลักษณ์ความเป็นไทยไปสู่สายตาชาวโลก พื้นที่ค้าปลีกในยุโรปของเรา จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ทางการค้า หากแต่เป็นแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เรื่องราวของประเทศไทยได้ถูกถ่ายทอดอย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็นรสชาติอาหาร วัฒนธรรมอันมีเอกลักษณ์   งานฝีมือที่เปี่ยมด้วยภูมิปัญญา หรือวิถีชีวิตที่อบอุ่นของผู้คน การได้เห็นภาพของความเป็นไทยปรากฏอยู่ในห้างสรรพสินค้าระดับแลนด์มาร์กของโลก จึงไม่เพียงสะท้อนถึงการเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัล หากยังเป็นความภาคภูมิใจที่เราได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการนำเสน่ห์ของประเทศไทยให้โลกได้เห็นอย่างสง่างาม เป็นตัวอย่างว่า ภาคเอกชนไทยสามารถมีบทบาทในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม เราหวังว่าความ ร่วมมือนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่สามารถต่อยอดในการนำประเทศไทยสู่สายตานานาชาติได้อย่าง ต่อเนื่องในอนาคต”

กลุ่มเซ็นทรัลขอเป็นอีกหนึ่งพลังขององค์กรไทยในการสนับสนุนประเทศไทยบนเวทีโลก ถ่ายทอดเรื่องราว วัฒนธรรม และคุณค่าของไทยสู่สายตานานาชาติอย่างงดงาม และร่วมผลักดันให้ประเทศไทยเติบโตในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพที่มีความหมายในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน

กรมการพัฒนาชุมชนติวเข้มผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล

กรมการพัฒนาชุมชนติวเข้มผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล

กรมการพัฒนาชุมชนติวเข้มผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดกิจกรรมการอบรมโครงการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาผลิตภัณฑ์ Young OTOP สู่สากล ประจำปี 2569 เสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ และการตลาดให้กับผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ พร้อมต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดยุคใหม่และก้าวสู่ระดับสากล ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP รุ่นใหม่ให้สามารถประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม และองค์ความรู้ด้านการออกแบบและการตลาดในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ตลอดจนสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านแฟชั่น สิ่งทอ และการออกแบบ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยให้มีคุณภาพและมีความโดดเด่นในตลาดสากล

กิจกรรมการอบรมครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้ผลิต ผู้ประกอบการเยาวชน Young OTOP จากผู้สมัครทั่วประเทศ 105 ราย ผ่านการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการฯ จำนวนทั้งสิ้น 59 ราย  แบ่งเป็น ประเภทผ้า เครื่องแต่งกาย จำนวน 54 ราย และประเภท ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก จำนวน 5 ราย ซึ่งถือเป็นผู้ผลิต ผู้ประกอบการเยาวชน Young OTOP ที่มีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์บนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่น เข้าร่วมกิจกรรมฯ

พิธีเปิดการอบรม นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมรับฟังรายงานการดำเนินโครงการจาก นายสุรพล แก้วอินธิ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและวิสาหกิจชุมชน กล่าวถึงแนวทางการส่งเสริมผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีอัตลักษณ์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และสามารถแข่งขันได้ในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมด้วย นางอรจิรา ศิริมงคล ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน ที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” หัวหน้าส่วนราชการกรมการพัฒนาชุมชน ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ เยาวชน Young OTOP  ร่วมประพิธีเปิดการอบรม

การอบรมตลอดระยะเวลา 3 วัน ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายสาขา โดยในวันแรกมีการบรรยายหัวข้อ “Global Market Communication การประชาสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมช่องทางการตลาดภายในและต่างประเทศ” โดย อ.ดร.ฐิศิรักน์ โปตะวณิช อาจารย์ประจำวิชาเอกการจัดการธุรกิจไซเบอร์ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งถ่ายทอดแนวทางการสื่อสารแบรนด์และการทำการตลาดในยุคดิจิทัลเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

ต่อเนื่องด้วยการบรรยายหัวข้อ “Thai Trend Color Mastery เทคนิคการจับคู่สีตามเทรนด์บุ๊ค (Thai Textiles Trend Book) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์” โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ได้แก่ นายศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบและผู้ก่อตั้งแบรนด์ THEATRE, ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน ประธานหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาแฟชั่นสิ่งทอและเครื่องตกแต่ง วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ อ.ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งได้ถ่ายทอดแนวคิดด้านการใช้สีและแนวโน้มแฟชั่นสิ่งทอไทยเพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรม Workshop หัวข้อ “Creative Mood Board & Story Inspiration เทคนิคการทำ Mood Board เพื่อหาแรงบันดาลใจในการออกแบบสินค้า” โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก, นายศิริชัย ทหรานนท์, ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน, อ.ดร.กรกลด คำสุข, อ.ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายพัฒนากายภาพ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, และ อ.ดร.แพรวา รุจิณรงค์ อาจารย์วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เพื่อให้ผู้ประกอบการได้ฝึกกระบวนการคิดเชิงสร้างสรรค์และพัฒนาแนวคิดการออกแบบผลิตภัณฑ์

การอบรมวันที่สอง ประกอบด้วย หัวข้อ “Local Wisdom to Future Green การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นและการสร้างนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม” โดย ผศ.ดร.วุฒิไกร ศิรพล รองคณบดีฝ่ายวิชาการ และอาจารย์ประจำสาขาศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ อ.ดร.แพรวา รุจิณรงค์ ซึ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับแนวคิดการออกแบบเพื่อความยั่งยืน การบรรยายหัวข้อ “Brand DNA Insight วิเคราะห์ผลิตภัณฑ์เพื่อพัฒนาแบรนด์ให้โดดเด่นและยั่งยืน” โดย ภานินี นิมากร ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดของกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งถ่ายทอดแนวคิดการสร้างอัตลักษณ์แบรนด์ให้มีความแตกต่างและสามารถแข่งขันในตลาดได้

กิจกรรม Workshop “Creative Fashion Lab การออกแบบผลิตภัณฑ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ให้เป็นแฟชั่นร่วมสมัย” โดยทีมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน, นายศิริชัย ทหรานนท์, ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน, อ.ดร.กรกลด คำสุข, อ.ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์, ผศ.ดร.วุฒิไกร ศิรพล, อ.ดร.แพรวา รุจิณรงค์, อ.ปวรุตม์ แสงสีทอง อาจารย์พิเศษด้านการออกแบบแฟชั่นสิ่งทอและผู้ช่วยนักออกแบบ, และ อ.อเนก ตันตสิรินทร์ ที่ปรึกษาอิสระด้านการออกแบบเครื่องประดับ

วันที่สามของกิจกรรมเป็นการเรียนรู้หัวข้อ “Omni-Channel Merchandising เทคนิคการจัดหน้าร้านออฟไลน์และออนไลน์ให้ดึงดูดลูกค้า” โดย อ.ดร.กิติศักดิ์ เยาวนานนท์ เพื่อพัฒนาทักษะด้านการจัดแสดงสินค้าและการขายผ่านช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อีกทั้ง ยังได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาดูงานด้านการสืบสานและต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม ณ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ โดยมีทีมวิทยากร ได้แก่ ดร.ศรินดา จามรมาน, นายศิริชัย ทหรานนท์, ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน และ อ.ดร.กรกลด คำสุข ร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมรดกทางวัฒนธรรมไทย

บทความพิเศษ : “นิทานแห่งความดี” เรื่อง “พัดลิซ่า” พลังแห่งการส่งต่อ..

บทความพิเศษ :

บทความพิเศษ : “นิทานแห่งความดี” เรื่อง “พัดลิซ่า” พลังแห่งการส่งต่อ..

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 12.45 น.

            ในโลกยุคดิจิทัลที่ไร้พรมแดน ชื่อของ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล ไม่ใช่เพียงศิลปินไทยที่โด่งดังระดับโลก แต่เธอคือ พลังอ่อนโยน “Soft Power” ที่มีชีวิต    ทุกย่างก้าวของเธอคือเป็นปรากฏการณ์ “หยิบจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง”
            “ลูกชิ้นยืนกิน” ที่สถานีรถไฟบุรีรัมย์  “โรตีสายไหม” ที่อยุธยา และการตามรอย “ทะเลบัวแดง” ที่อุดรธานี ไม่ใช่แค่กระแสฉาบฉวย แต่เป็นการสร้างเศรษฐกิจชุมชน ด้วยพลังของบุคคลเพียงคนเดียว
             ที่ ร้านอาหารในจังหวัดทางภาคใต้ ลิซ่าได้รับมอบ “พัดจักสาน” เล่มหนึ่งจากเจ้าของร้าน   เพียงภาพถ่ายใบเดียวที่เธอถือพัดเล่มนั้นด้วยรอยยิ้มที่สดใส พัดไม้ไผ่ที่เคยเห็นชินตาก็กลายเป็นสินค้าล้ำค่าที่คนทั่วโลกโหยหา ยอดสั่งจองถล่มทลาย
             จาก “แรงศรัทธา” สู่ “การแบ่งปัน”
ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต เล็งเห็นว่ากระแส “พัดลิซ่า” นี้สามารถเปลี่ยนเป็นบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่ได้ จึงได้ติดต่อกลุ่มแม่บ้านช่างจักสาน ผลิต”พัดแห่งความดี“รุ่นพิเศษจากไม้ไผ่และผักตบ  ประดับคำว่า “THAILAND” มอบให้แก่ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย

            “พัดแห่งความดี”รุ่นพิเศษนี้ไม่ได้มีไว้ขาย แต่มีไว้เป็น “ของสมณาคุณ” แทนคำขอบคุณแด่ผู้มีจิตศรัทธาที่บริจาคเงินเข้ามูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยาก  เพื่อนำไปจัดซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค บรรจุลงใน “ถุงยังชีพ” ส่งต่อไปยังพี่น้องชาวไทยที่กำลังเผชิญกับอุทกภัยหรือภัยพิบัติต่างๆ ทั่วประเทศ
 
            พัดแห่งความดี 1 เล่ม สร้างความดี 4 ต่อ (Ripple Effect)
• ต่อที่ 1: เชิดชูภูมิปัญญา – ประกาศศักดาความประณีตของงานจักสานฝีมือคนไทยสู่สายตาโลก
• ต่อที่ 2: สร้างรายได้ชุมชน – เงินสดไหลกลับสู่มือชาวบ้านโดยตรง สร้างอาชีพที่ยั่งยืน
• ต่อที่ 3: เป็นสะพานบุญ – เชื่อมโยงน้ำใจจากผู้ให้ สู่มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ)ยามยากเพื่อเป็นทุนในการช่วยเหลือสังคม
• ต่อที่ 4: บรรเทาทุกข์ผู้ยากไร้ – หยาดเหงื่อของช่างจักสานและเงินบริจาค กลายเป็นอาหารชุดแรกที่ถึงมือผู้ประสบภัยในยามวิกฤติ

บทละครสั้นสำหรับลูกเสือแสดงรอบกองไฟ  
ชื่อเรื่อง: พัดลิซ่าแห่งความดี
ตัวละคร:
1. เจ้าจุก: ลูกเสือ (ถือโทรศัพท์)
2. ยายสาย: ช่างจักสานผู้ใจดี (สานพัดไม้ไผ่)
3. พี่ลิซ่า (สมมติ): ลูกเสือหญิงที่แต่งตัวเลียนแบบลิซ่า (ถือพัดแห่งความดี)
4. ชาวบ้าน/ลูกเสือคนอื่นๆ: ผู้ประสบภัย
[ฉาก: ลานกิจกรรมกลางหมู่บ้าน ช่างจักสานสูงอายุกำลังนั่งสานพัดอย่างเงียบเหงา]

เจ้าจุก: (เดินไลฟ์สด) “สวัสดีครับแฟนเพจ! วันนี้จุกมาดูของดีเมืองไทย แต่ดูท่าจะขายไม่ออกนะครับ ยายสายสานพัดจนมือหงิกแล้ว ยังไม่มีใครซื้อเลย!”

ยายสาย: (ถอนหายใจ) “เฮ้อ.. จุกเอ้ย งานฝีมือมันต้องใช้เวลา แต่คนสมัยนี้เขาใช้พัดลมไฟฟ้ากันหมดแล้ว ยายจะเอาเงินที่ไหนไปส่งหลานเรียนล่ะเนี่ย”

[ทันใดนั้น พี่ลิซ่า เดินเข้ามาพร้อมท่าเต้นเบาๆ]

พี่ลิซ่า: “สวัสดีจ้า ยายสาย! พัดนี้สวยจังเลยค่ะ ขอลิซ่าลองถือถ่ายรูปหน่อยนะคะ”
(ลิซ่าหยิบพัดขึ้นมาโพสต์ท่าถ่ายรูป ยิ้มหวาน)

เจ้าจุก: (ตะโกนลั่น) “เหวอออ! ทุกคนดูนี่! พี่ลิซ่าถือพัดยายสาย! ยอดไลฟ์พุ่งกระฉูด! มีคนถามว่า  พัดรุ่น ‘THAILAND’ นี้หาซื้อได้ที่ไหน!”

ยายสาย: (งง) “เอ้า! จริงหรือลูก? พัดไม้ไผ่ธรรมดาๆ เนี่ยนะ?”

พี่ลิซ่า: “ไม่ใช่แค่พัดธรรมดาค่ะยาย แต่นี่คือ ‘พัดแห่งความดี’ ชมรมเสมาพัฒนาชีวิตจะนำพัดนี้ไปมอบให้คนใจบุญที่บริจาคช่วยมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ค่ะ”
[ฉากตัดมาที่: เสียงฟ้าร้องและจำลองสถานการณ์น้ำท่วม (ลูกเสือช่วยกันเขย่าผ้าสีฟ้า)]

ชาวบ้าน: “ช่วยด้วย! น้ำท่วมนาข้าวหมดแล้ว ไม่มีข้าวกินเลย!”

เจ้าจุก: “ไม่ต้องห่วงครับ! เพราะ ‘พัดลิซ่าแห่งความดี’ กลายเป็นเงินบริจาคที่ซื้อถุงยังชีพมาให้พวกเราแล้ว!”

[ลูกเสือทุกคนเดินออกมา พร้อมพัดในมือและถุงยังชีพ ส่งมอบให้ผู้ประสบภัยด้วยรอยยิ้ม]
[จบด้วยการร้องเพลงรักกันไว้เถิด ต่อด้วยเพลงรำวง “ใกล้เข้าไปอีกนิด  งามแสงเดือน  และลอยกระทง“]

เอกสารนี้ จัดทำโดยชมรมเสมาพัฒนาชีวิต ของมูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย
This document produce by Sema Life Development Club, Thai Scouts Promotion Foundation.

บทความพิเศษ : ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

บทความพิเศษ : ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

บทความพิเศษ : ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ยุทธศาสตร์ทางรอดของไทย: เมื่อไร้น้ำมัน ไฟฟ้า และ อินเทอร์เน็ต

เสนอแนะโดย: ชมรมเสมาพัฒนาชีวิต มูลนิธิส่งเสริมการลูกเสือแห่งประเทศไทย

ในวันที่สงครามลุกลามจนน้ำมันขาดแคลน ไฟฟ้าดับวูบ น้ำประปาหยุดไหล และสัญญาณสื่อสารตัดขาด… วิกฤตที่โลกตื่นตระหนกนี้ คือ “โอกาส” สำคัญที่จะดึงเอาภูมิปัญญาไทยที่มีมานานกว่า 700 ปี กลับมาสร้างความอยู่รอดอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่
ย้อนกลับไปในรัชสมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  กรุงศรีอยุธยาเคยเป็นศูนย์กลางความมั่งคั่งของโลกได้โดยไม่ง้อน้ำมัน ไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต  และนี่คือ 5 ยุทธศาสตร์ทางรอดที่คนไทยสมัยปัจจุบันสามารถทำได้ทันที:

1. วิศวกรรมพลังงานธรรมชาติ (พลังงานฟรีจากภูมิปัญญา) เมื่อไม่มีไฟฟ้า เราต้องใช้แสงแดด ลมและน้ำเป็นต้นกำลัง:
• ระหัดลมและระหัดชกมวย: ฟื้นวิชาการสร้างระหัดไม้เพื่อฉุดน้ำเข้านาหรือถังเก็บน้ำ โดยใช้เพียงแรงลมและแรงคน ช่วยให้การเกษตรดำเนินต่อได้โดยไม่ต้องใช้ปั๊มไฟฟ้า
• หลุก (กังหันน้ำ): ในพื้นที่น้ำไหล ให้สร้างกังหันไม้ไผ่เพื่อดึงน้ำขึ้นที่สูง เป็นพลังงานสะอาดที่ทำงานให้เราตลอด 24 ชั่วโมง
• สถาปัตยกรรมรับลม: กลับมาใช้พัดจักสานไม้ไผ่ และปรับวิถีชีวิตให้อยู่กับ “บ้านใต้ถุนสูง” เพื่อรับลมธรรมชาติแทนเครื่องปรับอากาศ
. ใช้พลังงานแสงอาทิตย ทำกล้วยตาก  ปลาแห้ง  หมูแดดเดียว  เตาอบแสงอาทิตย์  โซล่ารเซลล์
2. ยุทธศาสตร์ทางน้ำ: คืนชีพเส้นทางคมนาคมไร้เชื้อเพลิง  เมื่อรถยนต์กลายเป็นเศษเหล็ก แม่น้ำลำคลองจะกลับมาเป็นเส้นเลือดใหญ่:
• เรือพาย เรือแจวและเรือกรรเชียง: ฝึกทักษะการบังคับเรือด้วยแรงกาย เป็นการขนส่งที่ปลอดภัย และไร้เสียงรบกวน
• เรือใบ: เรียนรู้วิธีดูทิศทางลมเพื่อเดินทางไกลเลาะชายฝั่ง ข้ามทะเล หรือลำน้ำสายใหญ่ เป็นการคมนาคมที่ใช้ต้นทุนต่ำ
3. คลังเสบียงยั่งยืน: โรงงานอาหารในครัวเรือน…ในวันที่ร้านสะดวกซื้อ ซุปเปอรมารเกต ปิดตัว เราต้องเป็นเจ้าของแหล่งอาหารเอง:
• สวนผักยุทธศาสตร์: ปลูกพืชกินได้ที่ทนทาน เช่น ถั่วพู, แคบ้าน, ชะอม และมะละกอ ไว้ทุกครัวเรือน
• แหล่งโปรตีนพื้นที่น้อย: เลี้ยงไก่ไข่ นกกระทา , เลี้ยงกบในล้อยาง เลี้ยงจิ้งหรีดหรือเลี้ยงปลาในบ่อดิน
• ภูมิปัญญาถนอมอาหาร: ฝึกทำปลาแห้ง, ปลาเค็ม, หมูแดดเดียว,ไส้กรอกอีสาน  ,ปลาร้า  ,กุ้งดอง  ข้างตาก ข้าวเม่า ข้าวตัง  ข้าวคั่ว  เพื่อสะสมเสบียงยามยากลำบาก
4. เทคโนโลยีที่มีชีวิต: แรงงานสัตว์และการพึ่งพาตนเอง
• กสิกรรมธรรมชาติ: คืนชีพการใช้แรงงานวัวควายในการทำนา นอกจากไม่ต้องง้อน้ำมันแล้ว ยังได้ปุ๋ยคอกกลับคืนสู่ดิน
• พาหนะสื่อสาร: เตรียมใช้ม้ารถม้า เกวียน เป็นยานพาหนะสาธารณะและทางเลือกในการสื่อสารที่รวดเร็วในชุมชน

5. วิชาชีวิตและการป้องกันตัว เมื่อระบบรักษาความปลอดภัยสมัยใหม่ใช้การไม่ได้ ทักษะพื้นฐานคือสิ่งสำคัญที่สุด:
• ศิลปะป้องกันตัว: ฝึกมวยไทย  ฟันดาบและกระบี่กระบอง ไม่ใช่เพื่อการร่ายรำ แต่เพื่อฝึกสติและเตรียมพร้อมป้องกันภัยด้วยอุปกรณ์ใกล้ตัว
• ทักษะการยังชีพ: ฝึกการขึ้นต้นไม้เพื่อหาอาหารและสังเกตการณ์ รวมถึงการทำระบบกรองน้ำดื่มสะอาดด้วยชั้นหินดินทรายตามธรรมชาติ

บทสรุป:
ประวัติศาสตร์ไทยกว่า 700 ปี พิสูจน์แล้วว่า บรรพชนไทยสามารถสร้างบ้านแปรงเมืองให้ยิ่งใหญ่และอยู่รอดอย่างมีเกียรติได้โดยไม่พึ่งพาน้ำมัน ไฟฟ้า หรืออินเทอร์เน็ต

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

‘รูมาตอยด์’ โรคข้ออักเสบจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

รูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis หรือ RA) คือโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะทำลายเนื้อเยื่อของตัวเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ส่งผลให้เกิดการอักเสบในบริเวณ “ข้อเล็ก” เช่น ข้อมือ นิ้วมือ และนิ้วเท้า และอาจเกิดการบวม แดง ร้อน เกิดอาการเจ็บปวด และมักมีความฝืดของข้อในช่วงเช้า เป็นเวลานานกว่า 30 นาทีและเนื้อเยื่อรอบข้อ อาจส่งผลต่ออวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย หากผู้ป่วยปล่อยไว้นานโดยไม่รักษา อาจทำให้บริเวณข้อเสียหายหรือผิดรูป และส่งผลต่ออวัยวะอื่น เช่น ปอด หัวใจ หรือหลอดเลือดได้

นพ. เกรียงศักดิ์ เล็กเครือสุวรรณ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ โรงพยาลเวิลด์เมดิคอล ให้ข้อมูลว่า สาเหตุของการเกิดโรครูมาตอยด์  ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่ปัจจัยที่เกี่ยวข้องอาจรวมถึง  พันธุกรรม  สิ่งแวดล้อม  ฮอร์โมน  โดย ผู้ป่วยที่มีโรครูมาตอยด์มักมีอาการดังต่อไปนี้ ปวดข้อเรื้อรัง บริเวณ ข้อ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ ข้อเข่า ข้อบวมและอักเสบ บวม แดง ร้อน และกดเจ็บ, อาการข้อติดในตอนเช้า ตื่นเช้ามาแล้วรู้สึกว่าข้อแข็ง ขยับลำบาก อาการอาจใช้เวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมงกว่าจะดีขึ้น รวมทั้งอากาอาจรเกิดในหลายข้อพร้อมกัน มักเกิดในข้อเล็ก ๆ เช่น ข้อนิ้ว ข้อมือ โดยมีลักษณะอาการสมมาตร (ทั้งสองข้างของร่างกาย)

ผู้ป่วยโรครูมาตอยด์ห้ามกินอะไรบ้าง?  อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น ขนมกรุบกรอบ เบเกอรีที่มีเนยขาว หรืออาหารแปรรูป ไขมันทรานส์สามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ, น้ำตาลและอาหารที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม ขนมหวาน ลูกอม หรืออาหารที่มีการเติมน้ำตาลมาก เพราะน้ำตาลสามารถกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มระดับสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบในร่างกาย, เนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน หรือแฮม เนื้อแดงมีกรดอะแรคิโดนิก (Arachidonic acid) ซึ่งอาจกระตุ้นการอักเสบ, อาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น เนย มาการีน ชีส หรือผลิตภัณฑ์นมที่มีไขมันเต็มส่วน โดยไขมันอิ่มตัวอาจกระตุ้นการอักเสบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังอื่นๆ

อาหารที่มีเกลือสูง อาหารหมักดอง อาหารกระป๋อง เกลืออาจกระตุ้นการอักเสบและส่งผลเสียต่อสุขภาพกระดูกและข้อ, เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปอาจกระตุ้นการอักเสบและลดประสิทธิภาพของการรักษาด้วยยา, กลูเตน (สำหรับผู้ป่วยบางราย) ผู้ป่วยบางคนอาจไวต่อกลูเตน (พบในแป้งสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์) ซึ่งอาจกระตุ้นอาการอักเสบในบางกรณี, อาหารทอดหรือปิ้งย่างที่มีการไหม้เกรียม สารที่เกิดจากการไหม้หรือทอดน้ำมันท่วม เช่น อะคริลาไมด์ (Acrylamide) อาจเพิ่มการอักเสบในร่างกาย

อาหารที่ควรรับประทานแทน มีดังนี้ ผักและผลไม้ เช่น บลูเบอร์รี่ ส้ม ผักใบเขียว, ปลาที่มีไขมันสูง เช่น แซลมอน แมคเคอเรล (โอเมก้า-3 ลดการอักเสบ), ถั่วและเมล็ดพืช เช่น อัลมอนด์ วอลนัท, ธัญพืชเต็มเมล็ด เช่น ข้าวโอ๊ต ควินัว,เครื่องเทศ เช่น ขมิ้นและขิง (มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ)

การรักษา เริ่มจากการใช้ ยา เช่น ยาต้านการอักเสบ (NSAIDs), ยากลุ่มสเตียรอยด์ และยากดภูมิคุ้มกัน,กายภาพบำบัด ช่วยลดอาการปวดและเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ, การผ่าตัด (ในกรณีรุนแรง) เช่น การเปลี่ยนข้อ

แม้โรครูมาตอยด์จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ และแม้ว่าโรคจะสงบแล้วก็อาจกลับมาเป็นได้อีก  แต่การรักษาในปัจจุบันสามารถช่วยควบคุมโรค ลดอาการ และป้องกันความเสียหายของข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การดูแลตัวเองและการรักษาอย่างสม่ำเสมอมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีและลดผลกระทบจากโรคในระยะยาว

หากมีข้อสงสัยเกี้ยวกับอาหารของโรค สามารถขอรับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน คลินิกระงับปวด และผ่าตัด ข้อสะโพก ข้อเข่า ข้อไหล่ ได้ที่โทร 02-836-9999 ต่อ *2621