งานวิ่งที่ฮอตเกินต้าน! DBD ควงเจมส์จิ ปล่อยเอเนอร์จีคุณพ่อสายเฮลธ์ตี้ นำทีม 800 นักวิ่งปลุกสวนลุมฯ

งานวิ่งที่ฮอตเกินต้าน! DBD ควงเจมส์จิ ปล่อยเอเนอร์จีคุณพ่อสายเฮลธ์ตี้ นำทีม 800 นักวิ่งปลุกสวนลุมฯ

งานวิ่งที่ฮอตเกินต้าน! DBD ควงเจมส์จิ ปล่อยเอเนอร์จีคุณพ่อสายเฮลธ์ตี้ นำทีม 800 นักวิ่งปลุกสวนลุมฯ

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.59 น.

กระแส “รันคลับ” ในเมืองกรุงยังแรงไม่มีตก จากกิจกรรมออกกำลังกายที่วันนี้กลายเป็นคอมมูนิตี้ไลฟ์สไตล์ที่รวมทั้งสุขภาพ ความสนุก และการพบปะผู้คนไว้ในสนามเดียวกัน ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดสนามวิ่งสีสันใหม่ “Herban Era Run 2026” ชวนคนเมืองออกสตาร์ตสุขภาพดี พร้อมทำความรู้จักสมุนไพรไทยผ่านประสบการณ์ที่สนุก เข้าถึงง่าย และใกล้ตัวกว่าภาพจำเดิม

งานนี้ได้รับเกียรติจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มาเป็นประธานเปิดกิจกรรม ณ ลานแอโรบิก สวนลุมพินี พร้อมเปิดเผยถึงเบื้องหลังของแคมเปญ ‘Herban Era เริ่มต้นสุขภาพดี ด้วยสมุนไพรไทย’ ว่า เป็นความตั้งใจที่อยากเชื่อมโยงธุรกิจสมุนไพรไทยให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะเทรนด์การออกกำลังกายที่กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย เพื่อให้คนรักสุขภาพและประชาชนทั่วไปเข้าถึงสมุนไพรไทยได้ง่ายและเป็นธรรมชาติที่สุด

บรรยากาศภายในสวนลุมพินีถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นจุดรวมตัวของสายวิ่งและคนรักสุขภาพกว่า 800 คน พร้อมกิจกรรม After Run Experience ที่ขนความสดชื่นมาเสิร์ฟหลังเข้าเส้นชัยแบบครบทุกอารมณ์ ตั้งแต่เครื่องดื่มสมุนไพร การนวดอโรมาจากสมุนไพรไทย กิจกรรม DIY ยาดม การเลือกชมผลิตภัณฑ์จากผู้ประกอบการไทย ไปจนถึงโซนฟื้นฟูร่างกายด้วยศาสตร์การแพทย์แผนไทย ภายใต้ความร่วมมือกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เรียกว่าไม่ได้ชวนมาวิ่งแล้วแยกย้าย แต่เปลี่ยนเช้าวันหยุดให้กลายเป็นพื้นที่แฮงเอาต์ฉบับสาย Wellness

แต่สีสันที่แรงไม่แพ้บรรยากาศในสนาม ต้องยกให้พระเอกและคุณพ่อสุดฮอตและเฮลธ์ตี้ที่กระแสยังดีไม่มีตกอย่าง “เจมส์–จิรายุ ตั้งศรีสุข” ที่มาร่วมเติมเอเนอร์จีให้เหล่านักวิ่ง ตั้งแต่นำทีมวอร์มอัป ส่งสัญญาณออกตัว ไปจนถึงวิ่งกับผู้ร่วมงานอย่างเป็นกันเอง โดยเฉพาะผู้ลงทะเบียน 100 คนแรกที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วม “After Run Experience with James Jirayu” พูดคุยและถ่ายภาพกับพระเอกหนุ่มแบบใกล้ชิด เรียกว่าเป็นรางวัลหลังเข้าเส้นชัยที่ทำเอาหลายคนหายเหนื่อยทันที

เจมส์–จิรายุ กล่าวว่า “ช่วงนี้กระแสรันคลับคึกคักมากครับ เพราะการวิ่งไม่ได้เป็นเพียงการออกกำลังกาย แต่เป็นกิจกรรมที่ทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่ ออกมาสนุก และเริ่มดูแลตัวเองไปพร้อมกัน วันนี้ดีใจที่เห็นทุกคนตื่นเช้ามาร่วมวิ่งด้วยกันกว่า 800 คน บรรยากาศเต็มไปด้วยพลัง ทำให้เห็นว่าการเริ่มต้นดูแลสุขภาพไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยาก แค่ได้ออกมาขยับร่างกายกับกิจกรรมที่เราชอบ ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้วครับ”

พระเอกหนุ่มเผยต่อว่า สิ่งหนึ่งที่ประทับใจคือกิจกรรมนี้ทำให้การวิ่งไม่ได้จบลงแค่ที่เส้นชัย แต่ต่อยอดไปสู่ช่วงเวลาที่ทุกคนได้ใช้เวลาร่วมกัน ได้พักผ่อน พูดคุย และเปิดประสบการณ์ใหม่ ๆ ผ่านกิจกรรมเวิร์กช็อป ทำให้การออกกำลังกายครั้งนี้มีทั้งความสนุก และเต็มไปด้วยบรรยากาศที่ดี

จากสนามวิ่งยังไปต่อที่โต๊ะอาหารกับกิจกรรม “Herban Era Workshop” ซึ่งเนรมิต Paname French Café-Brasserie ให้กลายเป็นพื้นที่ Wellness High Tea โดยควง “เชฟอังกฤษ–อังศ์กฤษฏิ์ เชื้ออ่ำ” แชมป์ MasterChef Thailand Season 5 มารับหน้าที่พลิกโฉมสมุนไพรคุ้นครัวอย่างตะไคร้ ใบเตย และข่าอ่อน ให้กลายเป็น 3 เมนูร่วมสมัย พิสูจน์ว่าสมุนไพรไทยไม่ได้มีดีเฉพาะในตำรับดั้งเดิม แต่สามารถนำมาเสิร์ฟในลุคใหม่ที่ทั้งเก๋ อร่อย และเข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้

เชฟอังกฤษ กล่าวว่า “โจทย์ของผมคือทำอย่างไรให้คนเห็นสมุนไพรไทยแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวหรืออยู่เฉพาะในเมนูดั้งเดิม เพราะจริง ๆ แล้วสมุนไพรแต่ละชนิดมีคาแรกเตอร์ชัดมาก ทั้งกลิ่น รสชาติ และสีสัน หากเราเข้าใจว่าจะดึงจุดเด่นของวัตถุดิบออกมาอย่างไร ก็สามารถนำไปสร้างสรรค์เป็นอาหารร่วมสมัยที่รับประทานง่ายและมีเสน่ห์ได้ครับ”

สำหรับเซต Wellness High Tea ครั้งนี้ เชฟอังกฤษออกแบบ 3 เมนูให้เชื่อมโยงกับประสบการณ์หลังการวิ่ง เริ่มจาก Savory Canapé อกไก่และถั่วขาวบดบนข้าวตังกรอบ เติมกลิ่นสดชื่นด้วยตะไคร้ ต่อด้วย Sweet Trifle คัสตาร์ดใบเตย เสิร์ฟคู่ข้าวเหนียวดำและซอสมะม่วง ก่อนปิดท้ายด้วย Recovery Drink แตงโม–ทับทิม เติมกลิ่นหอมบาง ๆ จากข่าอ่อน กลายเป็นสามเมนูที่พาสมุนไพรไทยออกจากกรอบเดิม สู่ประสบการณ์การกินที่มีทั้งความคุ้นเคยและความแปลกใหม่ในคำเดียวกัน

“ผมอยากให้ทุกคนกลับไปพร้อมความรู้สึกว่า สมุนไพรไทยสนุกและสร้างสรรค์ได้มากกว่าที่คิด ตะไคร้ ใบเตย หรือข่าอ่อนที่หลายคนมีอยู่ในครัว สามารถกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเมนูใหม่ ๆ ได้ สิ่งสำคัญคือการกล้าลองและเข้าใจธรรมชาติของวัตถุดิบ เพราะของใกล้ตัวก็สามารถสร้างรสชาติและประสบการณ์ที่น่าจดจำได้ครับ” เชฟอังกฤษ กล่าวทิ้งท้าย

กิจกรรม Herban Era 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Herban Era เริ่มต้นสุขภาพดี ด้วยสมุนไพรไทย” เพื่อเปิดมุมมองใหม่ให้ผู้บริโภครู้จักสมุนไพรไทยผ่านกิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่เข้าถึงง่าย พร้อมสร้างพื้นที่ให้ผลิตภัณฑ์และบริการของผู้ประกอบการไทยเข้าใกล้ผู้บริโภครุ่นใหม่ และต่อยอดโอกาสจากกระแส Wellness ที่กำลังเติบโต ติดตามรายละเอียดและข่าวสารเพิ่มเติมได้ทาง Facebook: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า DBD

ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ขึ้น คอนเสิร์ต อวดใต้ Style ชุมพร

ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ขึ้น คอนเสิร์ต อวดใต้ Style ชุมพร

ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ขึ้น คอนเสิร์ต อวดใต้ Style ชุมพร

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 16.56 น.

ถ้าจะพูดถึงศิลปินนักร้องชื่อดังสายเลือดเมืองใต้แดนสะตอที่นามว่า นารีนาท เชื้อแหลม ผมเชื่อว่าแฟนเพลงคงจะงง…งง.เป็นไก่ตาแตกแต่ถ้าผมจะบอกว่า นารีนาท เชื้อแหลม ก็คือ น้องลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น เจ้าของเพลง เลิกคุยทั้งอำเภอเพื่อเธอคนเดียว คงไม่มีใครกล้า ปฏิเสธว่าไม่รู้จัก ซึ่งปัจจุบัน น้องลิลลี่ มีผลงานเพลงใหม่ร่วมกับวงโอทูในเพลง “เป็นแฟนกันนะ” หลังจากได้ออกเดินสายขึ้นแสดงคอนเสิร์ตและมินิคอนเสิร์ต“ลิลลี่เต็มวง” ล่าสุด ลิลลี่ ได้หมดถ้าสดชื่น ขึ้น มินิคอนเสิร์ตในงาน “อวดใต้ Style ชุมพร”ณ ลานโปรโมชั่นคอมเพล็กซ์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าโอเชี่ยนจ.ชุมพร 

งานนี้ได้รับเกียรติจากนายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพรเป็นประธานในพิธี  โดยมีนายกรนิจ โนนจุ้ย ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ นางสาวยุพาพร สวัสดี พาณิชย์จังหวัดชุมพร นายกอบ ทวนดำ พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี และดร.สุรินทร์ เหล่าพัทรเกษม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชุมพร และ ประธานคณะทำงานขับเคลื่อนศูนย์ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมของภาคธุรกิจจังหวัดชุมพร (CSR Chumphon)ร่วมงาน ณ ลานโปรโมชั่นคอมเพล็กซ์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าโอเชี่ยนจ.ชุมพร สำหรับงานอวดใต้Styleชุมพร”ได้มีผู้ประกอบการคัดสรรผลิตภัณฑ์ เข้าร่วมออกร้านค้ามากมายไม่ว่าจะเป็น บูธผลิตภัณฑ์ OTOPภายใต้แบรนด์เด็กเทพพลัดถิ่น” ได้นำ  PokkyBanana(ป๊อปกี้กล้วย) นวัตกรรมกล้วยเล็บมือนางของดีเมืองชุมพรที่กลายเป็นSignatureผลิตภัณฑ์ของฝากสุดยอดนิยมของจังหวัดชุมพรนอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชาวชุมพร อาทิ สินค้าเกษตร สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์(OTOP)อาหารทะเลแปรรูปพร้อมรับประทาน ตลอดจนผลิตภัณฑ์เชิงสร้างสรรค์ต่าง ๆ ลูกทุ่งแนวหน้า ..หมึก มายา รายงาน

‘MSU Happy x Uni-Health’ รวมพลอินฟลูฯ เติมพลัง ‘กาย-ใจ’ ให้นิสิต มมส

‘MSU Happy x Uni-Health’ รวมพลอินฟลูฯ เติมพลัง ‘กาย-ใจ’ ให้นิสิต มมส

‘MSU Happy x Uni-Health’ รวมพลอินฟลูฯ เติมพลัง ‘กาย-ใจ’ ให้นิสิต มมส

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดโครงการ “MSU Happy x Uni-Health” โดยมี รศ.ดร.นิตยา วรรณกิตร์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิตและภาพลักษณ์องค์กร เป็นประธานเปิดงาน ณ ลานกิจกรรมหน้าอาคารพัฒนานิสิต กองกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

บรรยากาศเปิดงาน เริ่มด้วยชุดการแสดง “ตีกลองและพ่นไฟ” จากนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ผังเมืองและนฤมิตศิลป์ ต่อด้วยชุดการแสดง “สารคามลำเพลิน” จากคณะศิลปกรรมศาสตร์และวัฒนธรรมศาสตร์ จากนั้น นิสิตได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงผ่านฐานกิจกรรมสุขภาวะที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต การเงิน และเทคโนโลยี อาทิ การตรวจวัดค่า BMI, คลินิกสุขภาพจิตและเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลสุทธาเวช, ศูนย์ความเป็นเลิศทางจิตวิทยา, Finance Lab, AI Literacy ตลอดจนบูธกิจกรรมภาคเอกชน

ไฮไลต์สำคัญในวันนี้ มีการเสวนาสร้างแรงบันดาลใจในหัวข้อ “Work-life balance” โดยอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังประจำมหาวิทยาลัย ได้แก่ หมวยสะเม๊าะแด๊ะ, เจ้โดมาเอง, นิสิตเภสัชฟังลำ และ Mayron เมร่อน พร้อมรณรงค์ความปลอดภัยผ่านกิจกรรมขับขี่ปลอดภัย ลุ้นรับหมวกกันน็อค ก่อนปิดท้ายค่ำคืนแห่งความสุขด้วยท่วงทำนองดนตรีสุดไพเราะจากชมรมวงแคน

เปิดเวที ‘Junior Hackathon’ ชวนเยาวชนใช้ Coding – AI ออกแบบทางออกเพื่อกรุงเทพฯน่าอยู่

เปิดเวที ‘Junior Hackathon’ ชวนเยาวชนใช้ Coding - AI ออกแบบทางออกเพื่อกรุงเทพฯน่าอยู่

เปิดเวที ‘Junior Hackathon’ ชวนเยาวชนใช้ Coding – AI ออกแบบทางออกเพื่อกรุงเทพฯน่าอยู่

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

Code Genius ภายใต้ LEARN Corporation จัดกิจกรรม Code Genius Junior Hackathon 2026 ภายใต้หัวข้อ “Young Innovators for Better Bangkok : กรุงเทพฯ น่าอยู่ ด้วยไอเดียอัจฉริยะรุ่นจิ๋ว” เปิดพื้นที่ให้เยาวชน นำความรู้ด้าน Coding, AI, Scratch และ micro:bit มาประยุกต์ใช้ในการออกแบบนวัตกรรมและแนวทางแก้ไขปัญหาจากโจทย์จริงของกรุงเทพมหานคร ครอบคลุมประเด็นสำคัญทั้งด้านคุณภาพอากาศ สัตว์จรจัด การรับมือภัยพิบัติ ความปลอดภัยในเวลากลางคืน การเดินทางและการจราจร รวมถึงการสร้างเมืองที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง สะท้อนแนวคิดการเรียนรู้ที่มุ่งให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการทำความเข้าใจและแก้ไขปัญหาจากสถานการณ์จริง

กิจกรรมจัดขึ้น ณ โรงเรียนเลิร์นสาธิตพัฒนา (LSP School) โดยผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการ Design Thinking ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การทำความเข้าใจผู้ใช้งาน การพัฒนาแนวคิด ไปจนถึงการสร้างต้นแบบและนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเทคโนโลยี หลายแนวคิดสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถของผู้เรียนในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีกับปัญหาสังคมและคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยหนึ่งในผลงานที่ได้รับความสนใจคือแนวคิดจากทีม Safer ที่นำเสนอแอปพลิเคชันแจ้งเตือนภัยน้ำท่วมแบบ Real-Time พร้อมแสดงจุดปลอดภัยใกล้เคียงและบริการเรือกู้ภัยที่ออกแบบให้รองรับทั้งประชาชนทั่วไป ผู้เลี้ยงสัตว์ และผู้พิการ สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจปัญหาและการออกแบบนวัตกรรมที่คำนึงถึงผู้ใช้งานอย่างรอบด้าน

สำหรับการตัดสินผลงาน คณะกรรมการใช้เกณฑ์ตามกระบวนการ Design Thinking โดยพิจารณาจากความเข้าใจปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ของแนวทางแก้ไข และความสามารถในการพัฒนาต้นแบบให้สอดคล้องกับโจทย์ที่ได้รับ โดยภายในงานได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเทคโนโลยีร่วมเป็นกรรมการและให้ข้อเสนอแนะ เพื่อส่งเสริมให้แนวคิดของผู้เรียนสามารถต่อยอดสู่การใช้งานได้จริงในอนาคต

นายชนปทิน พลาพิภัทร กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้ง Code Genius กล่าวว่า เราเชื่อว่าเด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เรียนกับบริบทจริง การให้ผู้เรียนใช้ Coding หรือ AI เพื่อแก้ปัญหาเมืองไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบ แต่เพื่อให้เขาได้ฝึกตั้งคำถาม มองเห็นผลกระทบต่อผู้คน และเรียนรู้ว่าความรู้ที่มีสามารถนำไปสร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง เพราะในอนาคต สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่เพียงความสามารถในการใช้เทคโนโลยี แต่คือความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหาที่มีความหมาย

วว.ขยายผลสำเร็จเทคโนโลยี เพาะ ‘เห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำ’ ไม่ใช้โรงเรือน ยกระดับรายได้เกษตรกร 5 จว.ภาคเหนือ

วว.ขยายผลสำเร็จเทคโนโลยี เพาะ ‘เห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำ’ ไม่ใช้โรงเรือน ยกระดับรายได้เกษตรกร 5 จว.ภาคเหนือ

วว.ขยายผลสำเร็จเทคโนโลยี เพาะ ‘เห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำ’ ไม่ใช้โรงเรือน ยกระดับรายได้เกษตรกร 5 จว.ภาคเหนือ

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตร ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่เฉลิมพระเกียรติ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และตัวแทนเกษตรกร ร่วมกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีและการเสวนา “ผลสำเร็จการเพาะเห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำแบบไม่ใช้โรงเรือน” ภายใต้การดำเนินงานโครงการการขยายผลเทคโนโลยีการผลิตเห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำแบบไม่อาศัยโรงเรือนในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ และน่าน  โดยได้รับเกียรติจาก นายธีระ แก้วมา นายอำเภอร้องกวาง เป็นประธานในพิธีเปิด และดร.นงลักษณ์ ปานเกิดดี ผู้ทรงคุณวุฒิ สวก. และอดีตผู้ว่าการ วว. เข้าร่วมกิจกรรม ณ มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่เฉลิมพระเกียรติ จ.แพร่

นายมนตรี แก้วดวง รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ กล่าวว่า โครงการการขยายผลเทคโนโลยีการผลิตเห็ดตีนแรดต้นทุนต่ำแบบไม่อาศัยโรงเรือนฯ ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร มีเป้าหมายเพื่อขยายผลองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตเห็ดตีนแรด ซึ่งเป็นเห็ดพื้นบ้าน ไปยังพื้นที่เป้าหมายทั้ง 5 จังหวัด ด้วยการสร้างสวนป่าร่วมกับสวนเห็ด เป็นกระบวนการเพาะเห็ดแบบเลียนแบบธรรมชาติ ไม่ต้องอาศัยโรงเรือน สามารถทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ได้ผลผลิตเห็ดตีนแรดที่สูงกว่าการผลิตแบบเดิม ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มรายได้มากกว่า 20% มีความเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ สามารถสร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยโครงการฯได้ขยายผลนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมถ่ายทอดสู่ชุมชนต่างๆ ในพื้นที่ รวมผู้ใช้ประโยชน์ทั้งสิ้น 142 ราย นับว่าการดำเนินโครงการนี้ประสบความสำเร็จบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่วางไว้

ความสำเร็จจากการบูรณาการความร่วมมือดังกล่าว ช่วยตอบโจทย์ด้านการลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ถือเป็นต้นแบบของการนำงานวิจัยและเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชนและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่ง วว. และเครือข่ายพันธมิตร พร้อมที่จะมุ่งมั่นเดินหน้าขยายผลและส่งเสริมองค์ความรู้วิทยาศาสตร์สร้างสรรค์ไปสู่เกษตรกรในภูมิภาคอื่นๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างมั่นคงต่อไป

โฆษก ศธ.ชู ‘Co-Learning Space’ ดึงจุดแข็งเยาวชน สร้างการเรียนรู้ร่วมกันทั้งจังหวัด

โฆษก ศธ.ชู ‘Co-Learning Space’ ดึงจุดแข็งเยาวชน สร้างการเรียนรู้ร่วมกันทั้งจังหวัด

โฆษก ศธ.ชู ‘Co-Learning Space’ ดึงจุดแข็งเยาวชน สร้างการเรียนรู้ร่วมกันทั้งจังหวัด

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เข้าร่วมและกล่าวปาฐกถาพิเศษในกิจกรรม “เวทีร่วมออกแบบพิมพ์เขียวการศึกษาและระบบนิเวศการเรียนรู้จังหวัดปัตตานี : Pattani Co-Design Forum on Education Futures and Learning Ecosystems” ณ อาคารอธิการบดี (ตึกเรือ) ชั้น 4 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี โดยมีผู้บริหารจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาการศึกษาของจังหวัดในอนาคต

ในการปาฐกถาพิเศษ นายตติยภัทร์ ปิติเศรษฐพันธุ์ โฆษก ศธ. ได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายของ ศธ. สู่การปฏิบัติ โดยเน้นย้ำการดำเนินงานตามนโยบายสำคัญทั้ง 5 ด้าน ครอบคลุมการพัฒนาผู้เรียน การดูแลครู การสร้างโอกาสทางการศึกษา และการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำนโยบายสำคัญ Thailand Zero Dropout ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติของ ศธ. โดยยืนยันว่า “เด็กทุกคนต้องมีโอกาสกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา ไม่ว่าจะหลุดออกจากระบบด้วยเหตุผลด้านเศรษฐกิจ สังคม ครอบครัว หรือข้อจำกัดด้านอื่นๆ เพราะไม่มีเด็กคนใดควรถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” พร้อมทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานในการติดตาม ค้นหา และพาเด็กกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้อีกครั้ง พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมกับศักยภาพและบริบทของตนเอง ทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ การศึกษาอาชีพ การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสะสมหน่วยการเรียนรู้ เพื่อให้ทุกคนสามารถออกแบบเส้นทางการศึกษาของตนเองได้อย่างยืดหยุ่นและไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบเดิม

“แม้จังหวัดจะมีเป้าหมายในการก้าวสู่ Learning City แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือการสร้าง Co-Learning Space หรือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ร่วมกันของทุกภาคส่วน เพราะการศึกษาของปัตตานี มีความหลากหลายและยืดหยุ่น ทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ ศาสนา ชุมชน และภาคประชาสังคม จึงจำเป็นต้องบูรณาการการทำงานของทุกองค์กรให้เดินไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ทุกพื้นที่สามารถเป็นประตูแห่งโอกาสในการพัฒนาเด็กและเยาวชน” นายตติยภัทร์ กล่าว

โฆษก ศธ. กล่าวต่อไปว่า จุดแข็งของเยาวชนจังหวัดปัตตานี ถือเป็นต้นทุนที่มีคุณค่าในการพัฒนาพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถด้านภาษาที่หลากหลาย ทักษะการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม ความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่โดดเด่น ซึ่งควรได้รับการต่อยอดให้เป็นศักยภาพในการแข่งขันของคนรุ่นใหม่ในอนาคต

“เป้าหมายของเราคือการทำให้นักเรียนได้อยู่ในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ เป็นทั้ง Safe Zone ที่สร้างความอบอุ่นทางใจ และ Safety Zone ที่สร้างความปลอดภัยในทุกมิติ ขณะเดียวกัน เราจะไม่ปล่อยให้เด็กคนใดหลุดออกจากระบบการศึกษา หากหลุดไปแล้ว เราจะช่วยกันพากลับมา และเปิดโอกาสให้เขาได้เลือกเส้นทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับชีวิตของตนเอง เพราะการศึกษาไม่ควรมีประตูเพียงบานเดียว แต่ต้องมีหลายเส้นทางสำหรับทุกคน การยกระดับการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อน เพื่อให้เด็กปัตตานีมีศักยภาพ มีโอกาส และมีอนาคตที่ดีอย่างยั่งยืน” นายตติยภัทร์ กล่าว

ทภ.1 นำมวลชน-นร.-นศ. รวมพลังความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

ทภ.1 นำมวลชน-นร.-นศ. รวมพลังความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

ทภ.1 นำมวลชน-นร.-นศ. รวมพลังความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 20.58 น.

ทภ.1 นำมวลชน นักเรียนและนักศึกษา รวมพลังความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จฯ และร่วมพิธีจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ บริเวณหน้าพระลาน พระราชวังดุสิต และหน้า ทภ.1 โดยพร้อมเพรียง

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.2569 กองทัพภาคที่ 1 นำ กำลังพล และมวลชน ประกอบด้วย ชาวชุมชนตามแนวคลองเปรมประชากร และเขตพื้นที่ใกล้เคียง, ชาวชุมชนมุสลิม 31 ชุมชน ในพื้นที่เขตสะพานสูง, ชาวขุมชนพื้น โดยรอบ ทภ.1 รวมไปถึงน้องๆ นักเรียนนักศึกษา จากโรงเรียนและสถาบันการศึกษา ในพื้นที่ กทม. และปริมณฑล ที่พร้อมใจแสดงความสามัคคีและแสดงออกถึงความจงรักภักดี เฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณหน้าพระลาน พระราชวังดุสิต และหน้ากองทัพภาคที่ 1 พร้อมรวมใจจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ตลอดสองข้างทางบริเวณถนนราชดำเนินนอก

บรรยากาศการเฝ้ารับเสด็จฯ เต็มไปด้วย ความปลื้มปิติ ซาบซึ้งใจที่ได้ชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย นอกจากนี้การจุดเทียนถวายพระพรชัยมงคล ตลอดสองฝั่งตามเส้นทางเสด็จพระราชราชดำเนินนั้น ถือเป็นพลังที่สะท้อนถึงความรักความสามัคคี และความจงรักภักดีของคนในชาติ ที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างแท้จริง
 

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง ลุยสอบ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จ่อเพิ่มผู้ต้องหาทะลุ 8 ราย

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.52 น.

DSI โต้ปล่อยเกียร์ว่าง คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ยืนยันเดินหน้าสอบสวน รวบรวมหลักฐาน แจงจะพิจารณาคำสั่งฟ้องคดีอาญา ต้องรอดูผลวินิจฉัยชี้ขาดคดี 229 ผู้ถูกกล่าวหา ของบอร์ด กกต.ก่อน ตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษสั่งให้รวมสำนวน DSI กับสำนวนคดีฮั้ว สว.ของ กกต. แย้มคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ อาจมีผู้ต้องหามากกว่า 8 คนล็อตแรกที่สั่งฟ้องไปก่อนหน้านี้ ขณะที่แหล่งข่าว กกต.เปรยบอร์ด กกต.อาจยืดเวลามีมติคดีออกไปอีก 1 เดือน ราว ก.ย.69

28 กรกฎาคม 2569 รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคฝ่ายค้าน นำโดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ เป๋า iLaw ผอ.โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือ ไอลอว์ (iLaw) ได้นำคำให้การของพยานและเอกสารบางส่วนที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มาเปิดเผยต่อสาธารณะ โดยมีเนื้อหาอ้างถึงการจัดซื้อตั๋วเครื่องบิน การจัดที่พัก การพาผู้สมัครบางส่วนร่วมกิจกรรมบนเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงการประชุมและการจัดทำโพยลงคะแนนเลือก สว.นั้น

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.รายงานว่า ตามหลักการสอบสวน หากพยานมีการให้ข้อมูลหรือคำให้การในชั้นสอบสวน รายละเอียดดังกล่าวจะถูกบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของสำนวนคดีอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาดีเอสไอไม่เคยเปิดเผยรายละเอียดภายในสำนวนคดี อีกทั้งพยานหลักฐานของสำนวนดีเอสไอ (อั้งยี่-ฟอกเงิน สว.) และสำนวนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 (ฮั้ว สว.) ก็เป็นพยานหลักฐานชุดเดียวกัน

ดังนั้น โดยเฉพาะสำนวนคดีฮั้ว สว.ซึ่งก่อนหน้านี้คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ได้มีมติดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสิ้น 229 ราย ซึ่งสำนวนนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองไปถึงชั้นคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 และล่าสุดอยู่ในชั้นของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว กกต.ก็จะมีทีมงานในการช่วยตรวจสอบสำนวนและรายละเอียดข้อเท็จจริง ถ้อยคำให้การของพยานต่างๆ

รายงานข่าวจากดีเอสไอ เผยอีกว่า ส่วนความคืบหน้าคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ยังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ โดยได้มีการสอบปากคำพยานเพิ่ม และได้นำเอาเอกสารรายงานธุรกรรมการเงินจากสถาบันธนาคารของผู้เกี่ยวข้องในคดีมาตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ดี จากเดิมในตอนแรกที่ดีเอสไอได้มีการสั่งฟ้องไปทั้งสิ้น 8 ราย ซึ่งประกอบด้วย เครือข่ายพรรคการเมืองใหญ่ 6 ราย และสมาชิกวุฒิสภาตัวจริง 2 รายนั้น อัยการเห็นว่าจำนวนผู้ถูกกล่าวหายังไม่สอดคล้องกับพยานหลักฐาน จึงได้มีการสั่งสอบเพิ่มเติม ขณะนี้มีพยานหลักฐานที่บ่งชี้ได้ว่าในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ของดีเอสไอ ท้ายสุดอาจมีการสรุปสำนวนดำเนินคดีผู้ต้องหาเพิ่มเติมที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงกับขบวน การเลือกฮั้ว สว.ระดับประเทศ ไม่ได้มีผู้ต้องหาเพียง 8 รายดังเดิม

นอกจากนี้ การที่อัยการได้สั่งให้รวบรวมสำนวนดีเอสไอเข้ากับของสำนวน กกต.ด้วย จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.ยังต้องรอผลการวินิจฉัยชี้ขาดของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (บอร์ด กกต.) ว่าจะมีความเห็นให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหากี่รายและเป็นรายใดบ้าง และจากฐานความผิดใดบ้าง เพื่อดีเอสไอจะได้นำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาประกอบสำนวน ก่อนสรุปส่งสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.พร้อมเห็นดำเนินคดีให้อัยการคดีพิเศษพิจารณาอีกครั้ง

รายงานข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า การดำเนินการของ กกต.และดีเอสไอ เป็นคนละกระบวนการตามกฎหมาย โดย กกต.พิจารณาความผิดตามกฎหมายเลือกตั้ง ขณะที่ดีเอสไอดำเนินคดีอาญาในความผิดฐานอั้งยี่ ความผิดเกี่ยวกับการฟอกเงิน และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง แม้ท้ายสุดผลการพิจารณาของ กกต.จะถูกนำมาประกอบสำนวนคดี แต่ก็ไม่ได้ใช้เป็นข้อยุติของการดำเนินคดีอาญาในส่วนสำนวนของดีเอสไอ ซึ่งยังต้องพิจารณาพยานหลักฐานตามกระบวนการกฎหมาย

“โดยระหว่างนี้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังคงเดินหน้าสอบปากคำพยาน และรวบรวมเอกสารพยานหลักฐานตามที่อัยการคดีพิเศษมีคำแนะนำ 5 ข้อ ไม่ว่าจะเป็นการรวมสำนวนเดียวกับกลุ่มร่วมกระทำผิดอื่นๆ ให้นำพยานหลักฐานสำคัญแห่งคดีในสำนวนไต่สวนของ กกต. มาประกอบสำนวนด้วย ทั้งความเห็นของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่เคยมีมติให้ดำเนินคดีผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย และความเห็นของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ที่เคยมีมติไม่ดำเนินคดีทั้ง 229 ราย เนื่องด้วยไม่มีมูลความผิด ก่อนที่ความเห็นของทั้ง 2 คณะอนุกรรมการฯ จะถูกส่งไปยังชั้นคณะกรรมการ กกต.ในตอนนี้ อย่างไรก็ตาม ในการสอบสวนปากคำพยานที่ผ่านมา พยานยังคงยืนยันในหลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงกับขบวนการผู้ถูกกล่าวหา แต่ตามขั้นตอนแล้ว เพื่อความเป็นธรรม คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็มีความจำเป็นต้องรอผลการมีมติของคณะกรรมการ กกต.ที่จะพิจารณาว่าเห็นควรหรือไม่เห็นควรที่จะดำเนินคดีผู้กระทำความผิดรายใดบ้างตามกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะการมีมติก็จะต้องมีการยกเหตุผลประกอบการพิจารณา ดังนั้น ความเห็นพิจารณาภายในคณะกรรมการ กกต. ท้ายสุดไม่ว่าจะมีผลอย่างไร ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษก็จะต้องนำมาประกอบเข้าสำนวนการสอบสวนคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.เช่นกัน”

ขณะที่ แหล่งข่าวจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระบุว่าจากเดิมที่ประธาน กกต.ได้มีการวางกรอบไว้ว่าจะให้มีการพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว.ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ส.ค.69 ตามที่ได้รับการกลั่นกรองสำนวนและรายละเอียดพฤติการณ์ทางคดี พร้อมความเห็นดำเนินคดีต่อผู้ถูกกล่าวหา ทั้งจากคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ที่ได้มีการดำเนินคดีไว้ทั้งสิ้น 229 ราย รวมถึงกรณีที่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ได้มีมติเสียงส่วนมากไม่ดำเนินคดีกับผู้ใด อย่างไรก็ตาม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการขยายเวลาการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวนคดีฮั้ว สว.ออกไปอีก1 เดือน จากเดิมกำหนดภายใน ส.ค.นี้ หรือราวๆ เดือน ก.ย.69 เนื่องด้วยพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ จึงต้องการให้ทุกกระบวนการของพยานหลักฐานในแต่ละประเด็นเเล้วเสร็จครบถ้วน ซึ่งสามารถขยายเวลาเวลาได้ตามความจำเป็น

รองปลัดฯเซมเบ้ เผยคืบหน้า แก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น มีการจัดแรงกิ้งคะแนนใหม่ พบ 5,925 ราย แก้คะแนน

รองปลัดฯเซมเบ้ เผยคืบหน้า แก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น มีการจัดแรงกิ้งคะแนนใหม่ พบ 5,925 ราย แก้คะแนน

รองปลัดฯเซมเบ้ เผยคืบหน้า แก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น มีการจัดแรงกิ้งคะแนนใหม่ พบ 5,925 ราย แก้คะแนน

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

“รองปลัดฯ เซมเบ้”เผยคืบแก้ปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่น แอ็คชั่น 8-9-10 มีการจัดแรงกิ้งคะแนนใหม่ พบ 5,925 ราย แก้คะแนน ส่วนคนที่สุจริตบรรจุไปแล้ว 11,030 คน ไร้ปัญหา สัปดาห์หน้าถก”กสถ.”สรุปวิธีปฏิบัติผู้สอบ 3 กลุ่ม รับมีหารือ”กฤษฎีกา-กรมบัญชีกลาง-อสส.”ขึ้นแบล็คลิสต์”มศว”

28 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงมหาดไทย นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย และรักษาการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยความคืบหน้า เกี่ยวกับการจัดการปัญหาการทุจริตสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น ในแอ็คชั่นที่ 8 ตามที่นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงว่า จากสิ่งที่ทุกคนรอคอยโดยเฉพาะผู้สอบและญาติในการสอบ 279,949 คน ตั้งแต่ช่วงเดือนธันวาคม 2568 และในภาคใต้ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากผู้สมัครทั้งประเทศ 400,000 คน และมาสอบจริงเกือบ 280,000 คน ซึ่งจาก ประกาศและบรรจุไป 55,193 คน

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ในบัญชีดังภายหลังพบว่ามีความผิดปกติ ไม่ได้เป็นไปตามกระบวนการสอบที่ควรเป็น นำไปสู่การยกเลิกผลสอบบัญชีดังกล่าวและนำบัญชีการสอบที่ถูกต้องมาใช้ ซึ่งครั้งนี้ไม่ได้มีการตรวจกระดาษคำตอบใหม่ ซึ่งหลังจากที่ตำรวจและ ป.ป.ช.เข้าไปจับกุมและตรวจสอบ บริษัทคู่สัญญากับ มศว ยืนยันตรงกันว่าตรวจกระดาษคำตอบตั้งแต่วันนั้น คะแนนขึ้นมาวันเดียวกัน ซึ่งมีตัวเลขดิจิตอลซิกเนเจอร์ ระบุเอาไว้ แต่การประชุม กสถ.ที่รับรอง มีการนำบัญชีอื่นมาใช้ในการรับรอง จำนวน 55,193 คน ส่งไปบรรจุตามที่ต่างๆ แต่หลังจากเหตุการณ์ทุจริตปรากฏนำบัญชีที่ถูกต้องที่มีแล้วนำมาใช้เลย หลังตรวจสอบแล้วมีอยู่ 50,064 คน มีผู้สอบด้วยสุจริต 49,268 คน การแก้ไขคะแนน 5,925 คน และในจำนวนนี้มีจำนวนสอบไม่ผ่านเลยเพื่อแก้ให้ผ่าน 5,129 คน และมีคนที่สอบผ่าน แต่ไม่รู้จะแก้คะแนนด้วยเหตุใดอัพแรงกิ้ง 790 คน บัญชีทั้งหมดจะถูกประกาศโดยบัญชีใหม่ที่ไม่ได้มีการตรวจใหม่ เป็นบัญชีเดิมแต่ยังไม่ได้นำมาใช้ ขณะนี้ประธาน กสถ.ได้ลงนามแล้ว ใช้เวลาตั้งแต่วันที่ 17 – 27 กรกฎาคม เป็นเวลา 10 วัน เพราะ สถ.ใช้คนตรวจสอบควบคู่กับเครื่องอีกรอบนึง เพื่อลดความผิดพลาดให้ถูกต้องมากที่สุด อาจจะช้าแต่ทำให้ไม่หยุด

นายนิรัตน์ กล่าวว่า หลังจากนี้แอ็คชั่นที่ 9 จะเรียกประชุม กสถ.อีกครั้ง ในสัปดาห์หน้า เพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับผู้สอบแต่ละกลุ่ม หรือกลุ่มที่สอบได้อยู่แล้วแล้วบัญชีที่ประกาศใหม่ไม่ได้กระทบกระเทือนจะทำอย่างไร กลุ่มที่สองกลุ่มที่ต้องเปลี่ยนแปลงจากคะแนนต่ำ ซึ่งไม่ควรได้บรรจุบรรจุไปแล้ว 5,000 กว่ากว่าคน จะมีวิธีแจ้งไปยัง ก. แต่ละจังหวัด และกลุ่มที่สาม ที่สอบผ่านอยู่แล้วแต่ที่มีการแก้คะแนนทั้งทั้งที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจจะล่าช้าแต่ได้ดำเนินมาถึงจุดที่ถูกต้องแล้ว

นายนิรัตน์ ยังกล่าวเกี่ยวกับแนวคิดจากประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ในการขึ้นแบล็คลิสต์ มศว เหตุทำงานไม่เสร็จว่า มีการคุยเรื่องนี้อยู่ เนื่องจากเกิดความเสียหายในวงกว้าง และกระทบกับคนหมู่มาก โดยกำลังหารือสำนักงานกฤษฎีกา กรมบัญชีกลาง สำนักงานอัยการสูงสุด ว่าดำเนินการอย่างไรให้ถูกกฎหมายและเป็นไปตามเป้าหมายพร้อมทั้งป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งกลุ่มที่หนึ่งที่มีคะแนนสอบผ่าน หลังประกาศใหม่ คะแนนไม่ได้เปลี่ยนแปลงรับราชการตามปกติ เพราะเป็นกลุ่มที่มีคะแนนมากอยู่แล้วจำนวนกว่า 10,000 คน ต้องยอมรับว่ามีการจัดแล้งกิ้งใหม่ทำให้ลำดับผลการสอบอาจเปลี่ยนแปลง 11,030 คน ซึ่งมาด้วยความสามารถล้วนๆ สถานะไม่เปลี่ยนรับราชการต่อได้ เพราะไม่ได้มีข้อบกพร่องอะไร

นายนิรัตน์ กล่าวว่า ส่วนที่บรรจุไปแล้วก่อนหน้านี้ 14,988 คน รวมทั้งหมดที่บรรจุไป รวมจำนวนผู้สอบเองและมีการตกแต่งบัญชี แต่จากจำนวนกว่า 5,000 คน ที่คะแนนไม่ถึงตามมาตรฐาน ก็จะหลุดจากการบรรจุข้าราชการเลย หรือหมายถึงการเลือกจ้าง ซึ่งมีผู้สอบไม่ผ่านเลยจำนวน 5,129 คน บรรจุไปแล้วกวาด 3,000 คน ที่จะต้องถูกเพิกถอน

นายนิรัตน์ กล่าวถึงความคืบหน้าในแอ็คชั่นที่ 10 หลัง กสถ.กำหนดวิธีปฏิบัติต่อกลุ่มบุคคลที่สอบทั้ง 3 กลุ่ม จะนำเข้าสู่ ก.กลาง เพื่อรับทราบบัญชีเก่าบัญชีใหม่ และเห็นชอบกับวิธีปฏิบัติหลังจากหลังจากที่นำบัญชีใหม่มาใช้แล้ว ต่อไปจะแจ้งไปยัง ก. จังหวัดต่างๆ พร้อมบัญชีรายชื่อจังหวัดนั้นๆ เท่านั้น ว่าคนที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการต่ออย่างไรบ้าง โดยแจ้งไปยัง อปท. – เทศบาล – อบต.แต่ละแห่ง ว่าจะดำเนินการแต่ละคนด้วยเหตุผลในข้อกฎหมายแตกต่างกันไป

เอาแล้ว! 2 สว.อำนาจเจริญ จ่อแจ้งความ ยิ่งชีพ iLaw กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

เอาแล้ว! 2 สว.อำนาจเจริญ จ่อแจ้งความ ยิ่งชีพ iLaw กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

เอาแล้ว! 2 สว.อำนาจเจริญ จ่อแจ้งความ ยิ่งชีพ iLaw กล่าวหาขาดคุณสมบัติ

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.23 น.

เอาแล้ว!”สมพาน-แดง” 2 สว.จากอำนาจเจริญ จ่อแจ้งความ”ยิ่งชีพ” กล่าวหา”ขาดคุณสมบัติ” ชี้”กกต.”ปัดตกคำร้องไปนานแล้ว สวนเจ็บ!อย่าสู้คดีด้วยการหาคดีเพิ่ม ข้องใจทำคอนเทนต์มีวัตถุประสงค์ใดแอบแฝงหรือไม่

28 กรกฎาคม 2569 นายสมพาน พละศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จาก จ.อำนาจเจริญ กล่าวถึงกรณีที่ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวกล่าวหาตัวเอง และ นางแดง กองมา สว. จาก จ.อำนาจเจริญ ขาดคุณสมบัติการเป็น สว.กลุ่ม 10 ว่า เป็นเรื่องเก่ามากกว่า 2 ปี ที่ตนและนางแดงเคยถูกร้อง กกต.และ กกต.ได้ตีตกคำร้องไปแล้ว เนื่องจากตนมีคุณสมบัติครบถ้วน หากนายยิ่งชีพไม่เชื่อ ให้ไปดูคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 249/2567 ที่ได้มีคำสั่งยกคำร้อง นางแดง กองมา ที่กล่าวหาว่าไม่มีคุณสมบัติ โดยจากหลักฐานและคำวินิจฉัย ชี้ชัดว่า นางแดง มีประสบการณ์การทำงานในกลุ่มที่สมัคร มาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี และไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา

นายสมพาน กล่าวต่อว่า เช่นเดียวกับ คำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ 17/2568 ได้มีคำสั่งยกคำร้องตน กรณีที่ถูกกล่าวหาว่าไม่ใช่บุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์หรือทำงานในด้านที่สมัครไม่น้อยกว่า 10 ปี ซึ่งจากพยานหลักฐาน รับฟังได้ว่าผู้ถูกร้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ หรือทำงานในกลุ่มผู้ประกอบการอื่นนอกจากกลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฎหมาย ไม่น้อยกว่าสิบปี

นายสมพาน กล่าวอีกว่า นายยิ่งชีพเป็นนักกฎหมาย ต้องรู้หรือควรจะรู้ว่า กกต.คำวินิจฉัยจบไปแล้ว และต้องตรวจสอบข้อมูลให้ดี อีกอย่างคือ เหตุใดถึงตีความ สว.กลุ่ม 10 คือ “กลุ่มประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมตามกฏหมายว่าด้วยการนั้นหรืออื่นๆ ในทำนองเดียวกัน” ว่าหมายถึง “กลุ่มเจ้าของกิจการขนาดใหญ่ ที่ใหญ่กว่าเอสเอ็มอี” หรือนายยิ่งชีพควรเคารพคำวินิจฉัย กกต.และไม่ควรจะเปิดประเด็นให้สังคมสับสน สงสัยอย่างมีนัยยะแอบแฝง อันอาจเป็นการแสดงความคิดเห็นชี้นำโดยไม่สุจริตสุจริต ทั้งนี้ ตนและนางแดง ได้เตรียมแจ้งความดำเนินคดีกับนายยิ่งชีพ เนื่องจากทำให้เกิดความเสียหายต่อตนเอง ทั้งที่ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและรับรองโดย กกต.ไปแล้ว ก็ยังจะหยิบมาเปิดประเด็น สร้างความเสื่อมเสียต่อชื่อเสียง ให้ถูกดูหมิ่นและเกลียดชัง โดยตนคงอาศัยช่องทางการแจ้งความผ่านตำรวจเพราะไม่มีเงินบริจาคช่วยสู้คดีเหมือนกับกลุ่ม iLaw อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเอาใจช่วยสำหรับการเดินทางมาสู้คดีที่อำนาจเจริญ แต่ก็ไม่ควรอย่าหาคดีเพิ่ม เพราะทราบว่าต้องเดินสายอีกหลายจังหวัด

“นายยิ่งชีพเป็นถึงผู้นำจิตวิญญาณของการเมืองบางกลุ่มและเรียนจบกฎหมาย ไม่นึกว่าจะขาดการกลั่นกรองข้อมูล เลยเถิดไปถึงการดูถูกอาชีพคนอื่นทั้งที่นิยามตัวเองว่าเป็นนักประชาธิปไตย จึงไม่รู้ว่ามีทีมงานแนะนำการทำคอนเทนต์ด้อยคุณภาพแบบนี้เพื่อหวังสิ่งใดตอบแทนหรือไม่ ถ้าเป็นทีมงานแนะนำจริง ต้องไล่ออก เพราะทำให้เสียชื่อเสียงไปถึง NGO ต่างชาติที่ให้การสนับสนุนกลุ่ม iLaw ซึ่งนายยิ่งชีพก็ออกมายอมรับเองแล้วว่ารับเงินต่างชาติจริง” นายสมพาน กล่าว