แน็ก ชาลี ตัดพ้อ คดีถูกงัดบ้านยกเซฟผ่านไป 1 ปี ไม่คืบหน้า ได้คืนแค่ ปืนของเล่น

แน็ก ชาลี ตัดพ้อ คดีถูกงัดบ้านยกเซฟผ่านไป 1 ปี ไม่คืบหน้า ได้คืนแค่ ปืนของเล่น

แน็ก ชาลี ตัดพ้อ คดีถูกงัดบ้านยกเซฟผ่านไป 1 ปี ไม่คืบหน้า ได้คืนแค่ ปืนของเล่น

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.51 น.

กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกโซเชียล เมื่อนักแสดงชื่อดัง แน็ก – ชาลี ปอทเจส ได้ออกมาโพสต์ข้อความระบายความในใจยาวเหยียดถึงความคืบหน้าของคดีความที่เกิดขึ้นเมื่อ 1 ปีที่แล้ว หลังถูกกลุ่มคนร้ายบุกงัดตู้เซฟขโมยทรัพย์สินมูลค่าหลายสิบล้านบาท รวมถึงปืนสะสมที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายถึง 62 กระบอก

แน็ก ชาลี เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นตั้งแต่ปีที่แล้ว ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ทั้งลายนิ้วมือ คำรับสารภาพของผู้ก่อเหตุ และสามารถจับตัวกลุ่มคนร้ายได้ตั้งแต่ 2 วันแรก แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจกลับปล่อยตัวผู้ต้องหา พร้อมบอกให้ตน “ใจเย็นๆ” และกำชับห้ามแตะต้องผู้ต้องหา โดยปล่อยให้โจรทยอยนำปืนมาคืนเองเพียงไม่กี่กระบอกตลอด 1 ปีที่ผ่านมา คนร้ายกลับได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย มีการซื้อรถใหม่และย้ายไปอยู่ในที่ดีขึ้น ขณะที่ตนต้องรอคอยคำตอบโดยไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทางคดี

เจ้าตัวระบุต่อว่า จนกระทั่งเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เมื่อเรื่องราวกลับมาเป็นข่าวใหญ่อีกครั้ง และคนร้ายยอมรับออกสื่อ ทางตำรวจจึงเริ่มตื่นตัวและเร่งจับกุมผู้ต้องหาเข้าเรือนจำทันที อย่างไรก็ตาม ล่าสุดเมื่อตนเดินทางไป สน. เพื่อติดตามเรื่องและรับของคืน กลับพบว่าของที่ได้รับคืนมีเพียง “ปืนของเล่นสำหรับโชว์ติดผนัง” เท่านั้นส่วนปืนสะสมจริงอีก 62 กระบอก (ซึ่งหลายกระบอกเป็นปืนโบราณอายุกว่า 100 ปีที่มีคุณค่าทางจิตใจสูง) พร้อมทรัพย์สิน เงินสด และทองคำมูลค่าหลายสิบล้านบาท ยังคงสูญหายไร้ร่องรอย

“คำตอบที่ผมได้รับในวันนี้คือ ผู้ต้องหาถูกส่งเข้าเรือนจำหมดแล้ว จึงไม่สามารถสืบขยายผลต่อได้ หากจะเบิกตัวมาสอบก็ทำเรื่องยุ่งยาก และถึงเรียกมาสอบพวกนั้นก็คงไม่พูดอะไรแล้ว” แน็ก ชาลี ระบุในโพสต์

นักแสดงหนุ่มได้ตั้งข้อสงสัยถึงกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างหนักว่า เหตุใดตลอดเวลา 1 ปีที่มีโอกาสสืบสวนขยายผล เช่น การเช็กกล้องวงจรปิดตอนคนร้ายนำปืนมาคืน กลับไม่มีการดำเนินการใดๆ แต่พอเป็นข่าวกลับรีบนำตัวส่งเรือนจำจนทำให้การสืบหาทรัพย์สินที่เหลือต้องหยุดชะงักลง พร้อมทิ้งท้ายว่า หากประชาชนทั่วไปต้องเจอเหตุการณ์แบบเดียวกันก็คงรู้สึกหมดหวังอย่างยิ่ง

ส่งกำลังใจแน่น สุนารี แอดมิตโรงพยาบาล ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ แฟนคลับ คนบันเทิงห่วงไม่ขาดสาย

ส่งกำลังใจแน่น สุนารี แอดมิตโรงพยาบาล ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ แฟนคลับ คนบันเทิงห่วงไม่ขาดสาย

ส่งกำลังใจแน่น สุนารี แอดมิตโรงพยาบาล ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ แฟนคลับ คนบันเทิงห่วงไม่ขาดสาย

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.24 น.

ทำเอาแฟนเพลงลูกทุ่งและคนในวงการบันเทิงเป็นห่วงกันยกใหญ่ เมื่อนักร้องลูกทุ่งรุ่นใหญ่ชื่อดัง “สุนารี ราชสีมา” ต้องเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล รัตนาธิเบศร์ จากอาการปวดท้อง

อัปเดตอาการล่าสุด หลังส่องกล้องเรียบร้อยสุนารี ได้เคลื่อนไหวผ่านโพสต์บนโซเชียลมีเดีย อัปเดตอาการให้แฟนๆ ได้คลายกังวลว่าแพทย์ได้ทำการส่องกล้องและดูดอุจจาระที่ตกค้างในลำไส้ออก รวมถึงตัดชิ้นเนื้อตรงจุดที่ทำให้ลำไส้ใหญ่แคบลง ซึ่งเป็นสาเหตุให้ขับถ่ายลำบากขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลตรวจชิ้นเนื้อเพิ่มเติมอีกประมาณ 1 สัปดาห์อาการปวดท้องลดลง สามารถรับประทานอาหารอ่อนๆ และน้ำซุปได้บ้างแล้วตลอดการรักษาตัว ‘สุนารี’ได้รับกำลังใจอย่างอบอุ่นจากครอบครัวและลูกหลานที่เดินทางมาเฝ้าไข้ถึงขอบเตียงรวมถึงรุ่นพี่ในวงการอย่าง “หม่ำ จ๊กมก” ที่ต่อสายตรงวิดีโอคอลมาถามไถ่อาการด้วยความห่วงใยงานนี้เหล่าแฟนคลับต่างเข้ามาคอมเมนต์ส่งกำลังใจ อวยพรให้เจ้าตัวหายป่วยไวๆ และกลับมามีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ในเร็ววัน!

ม.สยาม คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ‘RTARF Cyber Warrior Contest 2026’ สะท้อนศักยภาพ นศ.ประยุกย์ใช้ IT รับมือภัยไซเบอร์

ม.สยาม คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ‘RTARF Cyber Warrior Contest 2026’ สะท้อนศักยภาพ นศ.ประยุกย์ใช้ IT รับมือภัยไซเบอร์

ม.สยาม คว้ารองชนะเลิศอันดับ 1 ‘RTARF Cyber Warrior Contest 2026’ สะท้อนศักยภาพ นศ.ประยุกย์ใช้ IT รับมือภัยไซเบอร์

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักศึกษาคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสยาม คว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 (1st Runner Up) จากการแข่งขัน RTARF Cyber Warrior Contest 2026 ซึ่งจัดโดยกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ รวมถึงทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (Cybersecurity) ให้กับเยาวชน นิสิต และนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ

การแข่งขันในปีนี้มีทีมจากสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น 38 ทีม โดยมหาวิทยาลัยสยามสามารถสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น เป็นมหาวิทยาลัยเพียงแห่งเดียวที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ก่อนจะคว้ารางวัล รองชนะเลิศอันดับ 1 มาครองได้สำเร็จ สะท้อนถึงศักยภาพของนักศึกษาในการประยุกต์ใช้ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การวิเคราะห์ปัญหา การคิดเชิงระบบ และการรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากความมุ่งมั่น ทุ่มเท และการเตรียมความพร้อมอย่างเข้มข้นของทีม โดยมี อาจารย์พงศ์พัฒน์ ฉายศิริพันธ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและผู้ฝึกซ้อม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้สามารถแข่งขันในเวทีระดับประเทศได้อย่างยอดเยี่ยม

รางวัลที่ได้รับในครั้งนี้นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของมหา’ลัยและสะท้อนถึงคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่มุ่งพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ตอบโจทย์ความต้องการของอุตสาหกรรมและสังคมในยุคดิจิทัล พร้อมก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศด้านเทคโนโลยีและความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ในอนาคต

‘Sahapat Admission’ ครั้งที่ 29 ระดมทัพติวเตอร์ อัปสกิล #DEK70 เตรียมพร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS

‘Sahapat Admission’ ครั้งที่ 29 ระดมทัพติวเตอร์ อัปสกิล #DEK70 เตรียมพร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS

‘Sahapat Admission’ ครั้งที่ 29 ระดมทัพติวเตอร์ อัปสกิล #DEK70 เตรียมพร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

บมจ.สหพัฒนพิบูล เปิดตัวโครงการ “Sahapat Admission ครั้งที่ 29” มหกรรมติวฟรีระดับประเทศ ภายใต้แนวคิด “วัยรุ่น TEST ดี TEST นี้ต้องรอด อัปสกิลให้พร้อมก่อนลงสนามสอบ TCAS” ระดมทัพติวเตอร์และกูรูชื่อดัง ร่วมอัปเดตข้อมูลสำคัญ วิเคราะห์แนวข้อสอบ และถ่ายทอดเทคนิคการทำข้อสอบ เสริมความพร้อมให้เยาวชน #DEK70 ทั่วประเทศ พร้อมสานต่อการมอบทุนการศึกษาเพื่อขยายโอกาสทางการเรียนรู้แก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสและผลักดันเด็กไทยสู่มหาวิทยาลัยในฝัน โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

นางชัยลดา ตันติเวชกุล รองกรรมการผู้อำนวยการ SPC กล่าวว่า การสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นอีกก้าวสำคัญของชีวิต เราจึงดำเนินโครงการ สหพัฒน์แอดมิชชั่น มาอย่างต่อเนื่องถึง 29 ปี ด้วยความมุ่งมั่นที่จะเปิดโอกาสความเท่าเทียมทางการศึกษา และเสริมความรู้ให้กับน้องๆทุกคนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทางโครงการฯ ได้รับความร่วมมือจากติวเตอร์ชั้นนำของประเทศ มาให้ความรู้ เทคนิคการทำข้อสอบ พร้อมถ่ายทอดให้กับน้องๆ อย่างเข้มข้น

กิจกรรมฯในปีนี้ ประกอบด้วย กิจกรรม Upskill TCAS70 เสวนาพิเศษ “วัยรุ่น TEST ดี TEST นี้ต้องรอด” จัดขึ้นในวันเปิดตัวโครงการ เมื่อวันที่ 23 ก.ค.69 ที่ผ่านมา ณ ห้อง Auditorium อาคารบางกอกทาวเวอร์ SPC และถ่ายทอดสดผ่าน Facebook: Sahapat Admission โดยกูรู TCAS ชื่อดังระดับประเทศ ได้แก่ พี่เฟรนด์ OnDemand (อ.ภัทรพล ไพศาลภาณุมาศ) พี่น็อต SmartMathPro (ดร.ธีระยุทธ บุญมา) และพี่อะตอม “เด็กโชว์พอร์ต” (ขจรเกียรติ ดลตรี) ร่วมอัปเดตทุกประเด็นสำคัญที่ #DEK70 ต้องรู้ก่อนสอบ TCAS

กิจกรรมติวสดออนไลน์ ติวเข้มฟรี 5 วันติด จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28 กันยายน – 2 ตุลาคม 2569 โดยจะเน้นวิเคราะห์แนวข้อสอบ พร้อมเทคนิคการทำคะแนน เพื่อเพิ่มความพร้อมในทุกสนามสอบ สามารถเข้าร่วมติวสดออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ http://www.sahapatadmission.com

และ Exclusive Clip รวบรวมคลิปตะลุยโจทย์เข้มข้นในวิชาสำคัญสำหรับการสอบ คณิตศาสตร์ประยุกต์ (A-Level) (คณิต 1+2) และ ฟิสิกส์ (A-Level)

นอกจากนี้ ยังรวบรวมคอนเทนต์ทบทวนสาระสำคัญสำหรับ #DEK70 เพื่อให้น้องๆที่พลาดการติวออนไลน์ หรือผู้ที่ต้องการทบทวนเนื้อหาเพิ่มเติม สามารถติดตามบทเรียนและประเด็นสำคัญได้อย่างต่อเนื่อง เตรียมความพร้อมและเพิ่มความมั่นใจก่อนลงสนามสอบจริง โดยจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน เป็นต้นไป

ติวเข้มโค้งสุดท้าย TPAT (1 วันเต็ม) เจาะลึกวิชา TPAT1 ความถนัดแพทย์ TPAT3 ความถนัดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมศาสตร์ และ TPAT5 ความถนัดครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2569

นอกจากนี้ โครงการฯยังมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรม โดยในปีที่ผ่านมา มีนักเรียนผ่านเกณฑ์การพิจารณาได้รับทุนการศึกษารวม 9 ทุนจาก 6 จังหวัด ได้แก่ จ.สงขลา 1 คน จ.เชียงใหม่ 1 คน จ.ตรัง 3 คน จ.น่าน 2 คน จ.ตาก 1 คน และจ.ร้อยเอ็ด 1 คน

ตลอดระยะเวลา 29 ปี โครงการ Sahapat Admission ที่จัดโดย SPC ร่วมกับผลิตภัณฑ์มาม่า บิสชิน มองต์เฟลอ ริชเชส และมูลนิธิ ดร.เทียม โชควัฒนา เดินหน้าสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนก้าวสู่คณะและมหาวิทยาลัยในฝัน สะท้อนความมุ่งมั่นของบริษัทในการร่วมพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ผู้ปกครอง และสถานศึกษาทั่วประเทศ สามารถเข้าร่วมโครงการได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการและติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่  http://www.sahapatadmission.com

รายงานพิเศษ : เคาะ 4 วาระพลิกโฉมประเทศ! ชูยุทธศาสตร์ ‘เศรษฐกิจควอนตัม-AI ขั้นสูง’ สู่ผู้นำอาเซียน

รายงานพิเศษ : เคาะ 4 วาระพลิกโฉมประเทศ! ชูยุทธศาสตร์ ‘เศรษฐกิจควอนตัม-AI ขั้นสูง’ สู่ผู้นำอาเซียน

รายงานพิเศษ : เคาะ 4 วาระพลิกโฉมประเทศ! ชูยุทธศาสตร์ ‘เศรษฐกิจควอนตัม-AI ขั้นสูง’ สู่ผู้นำอาเซียน

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบาย) ครั้งที่ 3/2569 โดยมี ศ. ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในฐานะเลขานุการสภานโยบาย พร้อมด้วยรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ทำเนียบรัฐบาล

ศ.ดร.ยศชนัน เปิดเผยว่า ที่ประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ ได้มีมติเห็นชอบ 4 วาระสำคัญในการพลิกโฉมประเทศ โดยเริ่มต้นจากการเร่งพัฒนากำลังคนทักษะสูง การยกระดับคุณภาพชีวิตและระบบสาธารณสุข การแก้ปัญหาความยากจนเชิงพื้นที่ ไปจนถึงการวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต เพื่อใช้เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

ในด้านการเร่งสร้างคน ปัจจุบันมีการอนุมัติแล้วถึง 24 ข้อเสนอ ตั้งเป้าผลิตบุคลากรทักษะสูงกว่า 26,620 คน โดยมีหลักสูตรที่เริ่มเปิดสอนจริงแล้ว 16 ข้อเสนอ มีนักศึกษาเข้าร่วมกว่า 2,077 คน ตัวอย่างที่เห็นผลชัดเจนคือ หลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีดิจิทัล ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรับมาเน้นการเรียนแบบเจาะลึก  และให้นิสิตฝึกงานจริงตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ร่วมกับภาคธุรกิจกว่า 200 แห่ง ผลการประเมินพบว่า นิสิตปี 1 ถึงร้อยละ 80 สามารถทำงานได้ดีเทียบเท่าหรือดีกว่านักศึกษาชั้นปีที่ 3 ในหลักสูตรปกติ ความสำเร็จนี้เป็นนวัตกรรมที่ช่วยให้เด็กรู้ข้อจำกัดและความถนัดของตนเองเพื่อนำไปต่อยอดได้จริง พร้อมกันนี้ กระทรวง อว. ยังเตรียมเร่งสร้างกำลังคนคุณภาพสูงเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งจะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ ควบคู่ไปกับการผลักดันมาตรการ Talent Mobility เพื่อส่งเสริมการเคลื่อนย้ายนักวิจัยและอาจารย์เข้าสู่ภาคเอกชน หวังเปลี่ยนผ่านธุรกิจไทยจากการแข่งขันด้วยราคาไปสู่การใช้นวัตกรรม

สำหรับมิติของสังคมและระบบสาธารณสุข ที่ประชุมได้เห็นชอบโครงการผลิตแพทย์เพิ่มแห่งประเทศไทย ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2571–2580) โดยตั้งเป้าผลิตแพทย์เพิ่มให้ได้ 22,200 คน ภายใน 10 ปี ผ่านความร่วมมือของโรงเรียนแพทย์ 22 แห่ง เพื่อรองรับปัญหาสังคมสูงวัยและแก้ไขวิกฤตการขาดแคลนบุคลากร โดยจะปรับลดสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรจาก 1 ต่อ 922 คน ให้เหลือ 1 ต่อ 650 คน ภายในปี 2580 ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีแพทย์ในระบบรวมกว่า 97,763 คน ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึงมากยิ่งขึ้น

ควบคู่ไปกับการยกระดับคุณภาพชีวิต ที่ประชุมยังได้อนุมัติแผนการขจัดความยากจนและยกระดับฐานะทางสังคมใน 5 มิติ ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ มาตรฐานความเป็นอยู่ สุขภาพ การศึกษา และการคุ้มครองทางสังคม โดยเตรียมขยายผลโครงการสู่ 20 จังหวัดต้นแบบ ใช้มหาวิทยาลัยเป็นศูนย์กลางในการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ เพื่อให้ความช่วยเหลือลงลึกถึงมือประชาชนอย่างแม่นยำและยั่งยืน นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม โดยมุ่งเพิ่มจำนวนสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นจาก 3 เป็น 7 บริษัท สร้างรายได้ให้ธุรกิจ SME แตะ 75,000 ล้านบาท รวมถึงผลักดันเกษตรกรเข้าสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) เพื่อเพิ่มรายได้เฉลี่ยให้ก้าวกระโดดถึง 3 เท่า หรือจาก 236,000 บาท เป็น 600,000 บาทต่อครัวเรือนต่อปี

เพื่อเป็นการปูทางสู่อนาคต ที่ประชุมได้เห็นชอบยุทธศาสตร์การพัฒนา “เศรษฐกิจควอนตัมของประเทศ” ผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ การผลักดันเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม การยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ การสร้างศูนย์กลางพัฒนาบุคลากร และการต่อยอดฐานการผลิตฮาร์ดแวร์ควอนตัม “ควอนตัมคือเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เป็นไปได้จริง หากเรากล้าเปลี่ยนวิธีคิด แม้ในสงครามเทคโนโลยีนี้จะยังไม่มีใครเป็นผู้ชนะที่ชัดเจน แต่ไทยจะไม่ปล่อยให้โอกาสสำคัญนี้ผ่านไป เราจะเน้นนำควอนตัมมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าในอุตสาหกรรมที่เราถนัด มากกว่าการลงไปแข่งสร้างเครื่องคอมพิวเตอร์ควอนตัมโดยตรง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้ยกให้ “ปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง” (AI) เป็นวาระเร่งด่วนระดับชาติ โดยมุ่งยกระดับไทยจากการเป็นเพียง “ผู้ใช้” สู่การเป็น “ผู้พัฒนาและต่อยอด” ผ่านการเตรียมความพร้อมทั้งด้านบุคลากร ข้อมูล และโครงสร้างพื้นฐาน GPU โดยตั้งเป้าเป็นผู้นำภูมิภาคในด้านเอไอทางการแพทย์และชีวภาพ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับอาเซียนอย่างมั่นคง

เครือข่าย ร.ร.คาทอลิก จับมือสถาบัน พว.นำร่องพลิกโฉมการศึกษาภาคใต้! สร้าง ‘นวัตกรตัวน้อย’

เครือข่าย ร.ร.คาทอลิก จับมือสถาบัน พว.นำร่องพลิกโฉมการศึกษาภาคใต้! สร้าง 'นวัตกรตัวน้อย'

เครือข่าย ร.ร.คาทอลิก จับมือสถาบัน พว.นำร่องพลิกโฉมการศึกษาภาคใต้! สร้าง ‘นวัตกรตัวน้อย’

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.38 น.

พลิกโฉมการศึกษาใต้! เครือข่ายโรงเรียนคาทอลิกชื่อดัง เขตมิสซังสุราษฎร์ธานี จับมือสถาบัน พว.ยกระดับครูสู่การจัดการเรียนรู้ Active Learning ด้วยกระบวนการ GPAS 5 Steps มุ่งสร้าง “นวัตกรตัวน้อย”

เครือข่ายโรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ร่วมกับสถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) จัดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการในหัวข้อ “การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน ผ่านนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps และการประเมินตามสภาพจริง” ณ โรงแรมวังใต้ อำเภอเมือง จ.สุราษฎร์ธานี ในวันที่ 25-26 กรกฎาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูก้าวสู่การจัดการศึกษาฐานสมรรถนะอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีผู้บริหารโรงเรียนและคณะครูโรงเรียนเทพมิตรศึกษา อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษา และโรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษา อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช เปิดสอนตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงประถมศึกษา รวมประมาณ 220 คน เข้าร่วมการอบรม

ทั้งนี้ ไฮไลต์ของการอบรมครั้งนี้ สถาบัน พว.ได้เพิ่มความเข้มข้นในภาคปฏิบัติ โดยมีการแยกห้องอบรมปฏิบัติการเจาะลึกตามระดับชั้นเรียนออกเป็น 3 ห้อง เพื่อตอบโจทย์จิตวิทยาและพัฒนาการของนักเรียนอย่างตรงจุด โดยมีคณะวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ ประกอบด้วย ห้องที่ 1 ระดับปฐมวัย : วิทยากรโดย ดร.อภิรัตน์ดา ทองแกมแก้ว , ห้องที่ 2 ระดับประถมศึกษา : วิทยากรโดย ดร.ปพนวัจน์ ลภัสภิญโญโชค และห้องที่ 3-4 ระดับมัธยมศึกษา : วิทยากรโดย รศ. ดร.ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน และ ดร.สรัล สุวรรณ เพื่อบรรลุตามเป้าหมายสูงสุดของโครงการตลอดการอบรมทั้ง 2 วัน โดยคณะครูจะได้ร่วมกันลงมือปฏิบัติ ถอดบทเรียน และออกแบบ “หน่วยการเรียนรู้บูรณาการกลุ่มละ 1 หน่วย” ที่สมบูรณ์พร้อมและสามารถนำกลับไปทดลองใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนจริงในชั้นเรียนได้ทันที ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการพัฒนาครูที่เน้นผลลัพธ์เชิงพฤติกรรม เพื่อขับเคลื่อนคุณภาพผู้เรียนในพื้นที่ภาคใต้ให้เติบโตอย่างมีสมรรถนะในระดับสากลต่อไป

บาทหลวงยุทธการ ยนปลัดยศ ผู้รับใบอนุญาตสถานศึกษา โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี กล่าวในระหว่างเป็นประธานพิธีเปิดการอบรมเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ว่า ถือเป็นโอกาสดีที่คณะครูและผู้บริหารโรงเรียนในเครือเทพมิตรศึกษา จะได้มาร่วมกันเรียนรู้จากสถาบัน พว.ในการเพิ่มสมรรถนะให้กับนักเรียน ผ่านการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps และการประเมินตามสภาพจริง ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่ช่วยทำให้ครูได้ปรับเปลี่ยนมุมมองการจัดการเรียนการสอนแบบเก่า จากผู้ถ่ายถอดเนื้อหามาเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ ให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นการดึงศักยภาพของนักเรียนออกมาได้อย่างสูงสุด เพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นนวัตกรรมที่มีคุณค่าต่อสังคม อันเป็นทักษะที่จำเป็นในโลกศตวรรษที่ 21

“การร่วมมือกับสถาบัน พว.ครั้งนี้ เชื่อว่าจะทำให้ครูของโรงเรียนในเครือเทพมิตรศึกษาสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างโดดเด่นกว่าโรงเรียนแห่งอื่นๆ และสอดรับกับที่โรงเรียนของเราได้ตั้งเป้าการเป็นโรงเรียนนำร่องสร้างนวัตกรรมทั้งของครูและนักเรียน” บาทหลวงยุทธการ กล่าว

ดร.ศักดิ์สิน โรจน์สราญรมย์ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันพัฒนาคุณภาพวิชาการ (พว.) ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญของคณะกรรมาธิการการศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา และอดีตกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา บรรยายพิเศษในหัวข้อ “กรอบแนวคิดหลักของการพลิกโฉมกระบวนการเรียนรู้” โดยได้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการยกระดับคุณภาพห้องเรียนไทย จากระบบท่องจำ (Passive Learning) ไปสู่ปฏิบัตินิยม (Active Learning) บ่มเพาะทักษะผ่านกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps เพื่อสร้างสมรรถนะนักเรียนให้ก้าวไปสู่การเป็น “นวัตกร” ที่สร้างสรรค์นวัตกรรมมีคุณค่าประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นชัดเจนจากผลงานนวัตกรรมของนักเรียนโรงเรียนดรุณาราชบุรี ที่สถาบัน พว.ได้ไปช่วยสร้างให้เป็นโรงเรียนต้นแบบมาตรฐานระดับโลก เช่น นวัตกรรมของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่คิดค้นสร้างเสียงสะท้อนไล่นกพิราบไม่ให้มารบกวนตามอาคารบ้านเรือน หรือผลงานนวัตกรรมของนักเรียนชั้น ม.4 เกี่ยวกับแสงที่ช่วยให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลหาเส้นเลือดของผู้ป่วยเพื่อเจาะไปตรวจได้อย่างง่ายดาย

ดร.ศักดิ์สิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการบรรยายว่า การที่ประเทศไทยจะสามารถก้าวไปสู่ยุค 4.0 ได้ จำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาจากการถ่ายทอดเนื้อหา (Content) ไปสู่การพัฒนาสมรรถนะนักเรียนให้สามารถคิดวิเคราะห์ สร้างองค์ความรู้ และสร้างนวัตกรรมได้ด้วยตนเอง แต่โรงเรียนส่วนใหญ่ในปัจจุบันยังยึดติดกับการสอนเพื่อสอบ และตัดสินนักเรียนจากคะแนน ซึ่งเป็นเพียงการจำแนกเด็กเก่งหรืออ่อน มากกว่าการประเมินเพื่อดึงศักยภาพของนักเรียนแต่ละคนออกมา แตกต่างจากหลักสากลที่ใช้กระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม Active Learning ให้นักเรียนเป็นผู้ลงมือทำ และสร้างความรู้ด้วยตนเอง ครูจะทำหน้าที่เป็นเพียงออกแบบประสบการณ์การเรียนรู้ แทนการถ่ายทอดเนื้อหาเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้เรียนรู้แต่ละรายวิชาอย่างรู้ความหมาย ค้นพบความรู้และสร้างขึ้นเองกลายเป็นความจำระยะยาว และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง แตกต่างจากการเรียนแบบท่องจำที่ผ่านไปไม่กี่วันก็ลืมแล้ว

“สถาบัน พว.จะเดินหน้าพัฒนาสมรรถนะครูและนักเรียนในโรงเรียนภูมิภาคอื่นๆ ด้วย เพื่อให้เยาวชนไทยทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม” ดร.ศักดิ์สิน กล่าว

นายชาญชัย ชื่นพระแสง ผู้อำนวยการโรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเชื่อว่าการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps จะเป็นเครื่องมือช่วยให้ครูของโรงเรียนสามารถออกแบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองศักยภาพของนักเรียนแต่ละคนที่แตกต่างกัน จะช่วยให้นักเรียนทุกคนสามารถพัฒนาไปพร้อมๆ กันได้ เพื่อให้นักเรียนมีสมรรถนะ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ในแต่ละห้องเรียนย่อมมีทั้งนักเรียนที่เรียนรู้ได้เร็วและนักเรียนที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ

นางศุภลักษณ์ สวนจันทร์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายประถมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า การอบรมครั้งนี้ทำให้เห็นแนวทางการพัฒนาสมรรถนะนักเรียนที่เป็นรูปธรรม สามารถนำไปปรับใช้ในห้องเรียนได้ทันที เพียงแค่ปรับเปลี่ยนบทบาทของครูจากผู้ถ่ายทอดเนื้อหามาเป็นผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ เพื่อคิดค้นสร้างความรู้ด้วยตนเอง โดยเฉพาะในปัจจุบันมีแหล่งเรียนรู้มากมาย ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะแต่ในหนังสือเท่านั้น

นายชนก ณ วาโย ผู้ช่วยผู้อำนวยการ กลุ่มบริหารงานมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ให้สัมภาษณ์ว่า การจัดอบรมของสถาบัน พว.ครั้งนี้ จะช่วยให้ครูมีความเข้าใจชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับขั้นตอนและกระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ซึ่งเป็นความท้าทายของครูในการออกแบบการเรียนรู้ให้นักเรียนทุกคนได้รับโอกาสการพัฒนาอย่างเท่าเทียม มีความสุขกับการเรียน ไม่หนีคาบเรียน และมีทักษะที่สามารถต่อยอดในอนาคตได้ ครูนิภาวรรณ เทพีรัตน์ หัวหน้ากลุ่มงานวิชาการ โรงเรียนเทพมิตรศึกษา จ.สุราษฎร์ธานี ใหสัมภาษณ์ว่า กระบวนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตามแนวทางของสถาบัน พว. ถือเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับการเรียนการสอน เพราะเปลี่ยนบทบาทนักเรียนเรียนจากผู้รับความรู้ไปสู่ผู้สร้างความรู้ด้วยตนเอง ผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นลำดับขั้น โดยกรอบการจัดการเรียนรู้ GPAS 5 Steps จะช่วยให้ครูออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นระบบ ส่งเสริมให้นักเรียนได้ค้นคว้า รวบรวมข้อมูล คิดวิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติ และนำเสนอผลงานด้วยตนเอง นักเรียนไม่ได้เป็นเพียงผู้ฟัง แต่ได้มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการเรียนรู้ เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กที่มีความสามารถแตกต่างกันได้แสดงศักยภาพในด้านที่ตนถนัด ซึ่งจะทำให้ทั้งครูและนักเรียนสนุกกับการเรียนการสอนมากขึ้น

ครูสาคร มาตพงษ์ โรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษา จ.นครศรีธรรมราช กล่าวว่า การมาเข้าร่วมอบรมกับวิทยากรจากสถาบัน พว.ในครั้งนี้ ทำให้มีความรู้ความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ร่วมกับกระบวนการคิดขั้นสูงเชิงระบบ GPAS 5 Steps ตนเชื่อว่าจะเป็นเครื่องมือในการจัดการเรียนการสอนที่ช่วยพลิกโฉมคุณภาพของนักเรียนได้อย่างแน่นอน ซึ่งคิดว่าไม่ใช่เรื่องยากที่ครูจะนำไปถ่ายทอดต่อให้กับลูกศิษย์ของเรา ทั้งนี้ ที่ผ่านมาครูในโรงเรียนมารีย์พิทักษ์ศึกษาก็มีการจัดการเรียนการสอนแบบ Active Learning อยู่บ้าง แต่หลังจากนี้ก็คงดำเนินการกันอย่างเข้มข้นขึ้น และคงจะเป็นโมเดลตัวอย่างให้กับโรงเรียนอื่นๆ ใน จ.นครศรีธรรมราชได้ด้วย

พลอากาศเอก สมคิด เป็นประธานเปิดกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพผู้ต้องขังหญิง ภายใต้โครงการ ราชทัณฑ์ปันสุขฯ

พลอากาศเอก สมคิด เป็นประธานเปิดกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพผู้ต้องขังหญิง ภายใต้โครงการ ราชทัณฑ์ปันสุขฯ

พลอากาศเอก สมคิด เป็นประธานเปิดกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพผู้ต้องขังหญิง ภายใต้โครงการ ราชทัณฑ์ปันสุขฯ

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.12 น.

พลอากาศเอก สมคิด เป็นประธานเปิดกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพผู้ต้องขังหญิง ภายใต้โครงการ ราชทัณฑ์ปันสุขฯ

26 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. พลอากาศเอก สมคิด สุขบาง กรรมการมูลนิธิราชทัณฑ์ ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นประธานเปิดกิจกรรม “บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค” ให้แก่ผู้ต้องขังภายใต้“โครงการราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ” ณ ทัณฑสถานหญิงกลาง แขวงลาดยาว เขตจตุจักร โดยมี นางจิรภา สินธุนาวา รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พันตำรวจโท ประวุธ วงศ์สีนิล อธิบดีกรมราชทัณฑ์ นางสาววลัยลักษณ์ ชุ่มชื่น ผู้อำนวยการทัณฑสถานหญิงกลาง พร้อมเจ้าหน้าที่รอรับ

“โครงการราชทัณฑ์ ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” เป็นการดำเนินงานตามพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีเล็งเห็นว่า โรงพยาบาลราชทัณฑ์เป็นโรงพยาบาลแห่งเดียวในสังกัดกระทรวงยุติธรรมที่ต้องให้บริการแก่ผู้ต้องขังเป็นจำนวนมาก และยังขาดแคลนบุคลากร เครื่องมือแพทย์ ตลอดจนเวชภัณฑ์ที่จำเป็น จึงพระราชทานความช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาพยาบาลอย่างเท่าเทียมตามหลักมนุษยธรรมของ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีสุขภาพกายและใจอย่างเหมาะสม เมื่อพ้นโทษแล้วสามารถประกอบอาชีพสุจริตและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมั่นคง ซึ่งมีการดำเนินงานภายใต้มูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุข ทำความ ดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า พัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นองค์ประธานกรรมการ ได้ทำงานร่วมกับกรมราชทัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานอื่น ๆ ในการช่วยเหลือ เพื่อให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้เข้าถึงบริการด้านการแพทย์

โดยกิจกรรมบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้แก่ผู้ต้องขัง ในวันนี้เป็นการดำเนินการในระยะที่ 4 ของโครงการ  ซึ่งจะเน้นการบำบัดฟื้นฟู และการกลับคืนสู่สังคม ประกอบด้วย กิจกรรมการตรวจสายตา และตัดแว่นสายตา ตรวจรักษาโรคทางสายตาโดยจักษุแพทย์ผู้ชำนาญการ การมอบแว่นสายตาแก่ผู้ต้องขังหญิง

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีตรวจหาเชื้อ HPV DNA การตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี และซี ผ่านการเจาะปลายนิ้วซึ่งสามารถทราบผลเบื้องต้นได้ภายใน 15 นาที การตรวจหาไขมันพอกตับด้วยเครื่องมือ FibroScan (ไฟโบรสแกน) ที่ใช้คลื่นเสียงความถี่สูงตรวจวัดระดับความแข็งของเนื้อตับเพื่อหาภาวะพังผืด และประเมินปริมาณไขมันสะสมในตับ ใช้เวลาตรวจประมาณ 5-10 นาที  การตรวจมะเร็งลำไส้ใหญ่  นอกจากนี้ยังมีการมอบเครื่องฟังเสียงหัวใจทารกจำนวน 1 เครื่อง รวมถึงมอบของเยี่ยมของใช้ที่จำเป็นแก่ ผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ จำนวน 5 ราย และตัวแทนเด็กติดผู้ต้องขัง จำนวน 3 ราย

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้เป็นความร่วมมือของภาครัฐ และเอกชน บุคคลากรทางการแพทย์ และจิตอาสาทุกภาคส่วน อาทิ มูลนิธิธรรมาภิบาลทางการแพทย์ คณะผู้อบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลทางการแพทย์ สำหรับผู้บริหารระดับสูง รุ่นที่ 11 (ปธพ.11) คณะผู้อบรมหลักสูตรประกาศนียบัตรกฎหมายทางการแพทย์ รุ่นที่ 2 (ปกพ.2) และคณะผู้อบรมหลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรม ระดับสูง รุ่นที่ 30 (บยส.30) เป็นต้น เพื่อร่วมกันลดความเหลื่อมล้ำด้านสุขภาพ และสร้างโอกาสให้ผู้ต้องราชทัณฑ์ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การฟื้นฟูทั้งร่างกาย จิตใจ และการเตรียมความพร้อมก่อนกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ เป็นการสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีและพระดำริสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา ในการสร้างการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้ต้องราชทัณฑ์อย่างเท่าเทียม ซึ่งมีสิทธิที่จะได้รับบริการขั้นพื้นฐานของรัฐ รวมทั้งเป็นไปตามหลักมนุษยธรรม

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.08 น.

เปิดโผแต่งตั้งโยกย้าย บิ๊กกระทรวงเกษตรฯ ล่าสุด! สุริยะ จ่อเสนอเข้าครม.พรุ่งนี้

เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน จากกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ว่าในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันจันทร์ที่ 27 ก.ค.นี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ จะนำรายชื่อการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯ เสนอต่อ ครม. โดยมีรายชื่อที่คาดว่าจะมีการเสนอแต่งตั้งโยกย้าย ดังต่อไปนี้

นายศรัญญู  พูลลาภ อธิบดีกรมหม่อนไหม ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน

นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมปศุสัตว

นางสาวนฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์  ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตร และอาหารแห่งชาติ (มกอช.) 

นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมฝนหลวง และการบินเกษตร ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมชลประทาน

นางสาวอิงอร ปัญญากิจ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นายธิติ โลหะปิยะพรรณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นายสุริยพล นุชอนงค์ อธิบดีกรมชลประทาน ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์

นางสาวสุมิตรา วัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน ไปดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ หรือรองปลัดฯ

นางอัญชลี สุวจิตตานนท์ อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมหม่อนไหม หรือ ที่เดิม 

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร หรือที่เดิม

นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ไปดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)

มีรายงานข่าวแจ้งด้วยว่าในการแต่งตั้งโยกย้ายในครั้งนี้ นายสุริยะ ต้องการที่จะมีการขับเคลื่อนงานด้านการเกษตรให้เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากการขับเคลื่อนงานกระทรวงเกษตร ช่วง 90 วันที่ผ่านมา การบริหารงานในกรมต่างๆ ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และอาจจะนำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านได้ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตร เพื่อขับเคลื่อนงานให้ได้ต่อไป

สถ.คุมเข้มลงพื้นที่ เยี่ยมสอบ ขรก.ท้องถิ่น สายงานผู้บริหารอปท. มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี

สถ.คุมเข้มลงพื้นที่ เยี่ยมสอบ ขรก.ท้องถิ่น สายงานผู้บริหารอปท. มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี

สถ.คุมเข้มลงพื้นที่ เยี่ยมสอบ ขรก.ท้องถิ่น สายงานผู้บริหารอปท. มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.00 น.

‘รักษาการอธิบดี สถ.’ ยกคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามสอบ ‘ขรก.ท้องถิ่นสายงานผู้บริหารอปท.’ มธ.ศูนย์รังสิต-ชลบุรี ยืนรับทักทายยันหน้าห้องสอบ กำชับคุมเข้มโกง เน้นโปร่งใส-รัดกุม-ตรงไปตรงมา เตือนอย่าตกเป็นเหยื่อหลงกลคนไม่หวังดี-ใครแอบตกลงรีบคืนเงินด่วน หากพบทุจริตฟันไม่เลี้ยง

26 กรกฎาคม 2569 ที่อาคารศูนย์ประชุมธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พร้อมด้วยนายบุญประสงศ์ นวลสายย์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายกริชชัย ศิลปรายะ ผู้ตรวจราชการกรม นายเทพสุริยา สะอาด ท้องถิ่นจังหวัดปทุมธานี ลงพื้นที่ตรวจสอบความเรียบร้อยในการสอบ และระบบการตรวจข้อสอบ โดยมี นายอุดมเวท โต๋วสัจจา ผู้อำนวยการโครงการศูนย์สอบธรรมศาสตร์ให้การต้อนรับและนำเยี่ยมชม ตั้งแต่ช่วงเช้าที่ผ่านมา

โดยนายนิรัตน์ กล่าวว่า การเตรียมความพร้อมการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) ได้มีการเตรียมความพร้อมของสนามสอบอย่างปลอดภัย รัดกุม ซึ่งวานนี้(25ก.ค.)เป็นการขนส่งข้อสอบและกระดาษคำตอบไปยังสนามสอบต่าง ๆ อย่างปลอดภัย มีการเก็บรักษาและกรรมการตรวจสอบทุกขั้นตอน ส่วนเช้าวันนี้แต่ละสนามสอบมีความพร้อมทั้งห้องสอบ และมาตรฐานการรักษาความปลอดภัย กรรมการคุมสอบได้ประชุมซักซ้อมความเข้าใจเพื่อจำแนกหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยบุคคลที่ไม่มีหน้าที่ไม่อนุญาตให้เข้าห้องสอบเด็ดขาด 

“กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะดำเนินการจัดสอบอย่างตรงไปตรงมา มีความตั้งใจ และมีการกำหนดเป้าหมายในการสอบเพื่อสร้างความเป็นธรรม ให้โอกาสกับทุกคนที่เข้าสอบ” นายนิรัตน์ กล่าว

จากนั้นนายนิรัตน์ ได้เดินทางต่อไปยังสนามสอบในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ตรวจเยี่ยมความพร้อมและความเรียบร้อยของสนามสอบโรงเรียนชลบุรีสุขบท โดยมีนายอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายเจษ เสียงลือชา ท้องถิ่นจังหวัดชลบุรี ให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมชมห้องสอบ และบรรยากาศรอบสนามสอบ ทั้งนี้นายนิรัตน์ ได้ยืนทักทายผู้เข้าสอบที่บริเวณหน้าห้องสอบด้วยตัวเอง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใส
พร้อมทั้ง ฝากเตือนไปยังผู้เข้าสอบว่าอย่าตกเป็นเหยื่อหรือหลงกลเสียเงินให้ผู้ไม่ประสงค์ดี ให้เชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถของตนเองเพราะหากผู้สอบถูกจับได้ว่ามีการทุจริต และบุคคลนั้นเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นอยู่แล้วจะต้องถูกออกจากราชการทันที ส่วนผู้ที่แอบตกลงหรือเจรจา ก็ให้รีบคืนเงิน อย่างไรก็ตาม สำหรับการสอบในครั้งนี้ นอกจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว ยังมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายร่วมเฝ้าระวังการทุจริตด้วย น่าจะทำให้การกระทำผิดเป็นไปได้ยากขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในฐานะผู้จัดสอบข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ให้ดำรงตำแหน่งสายงานผู้บริหาร อปท. ได้ดำเนินการจัดสนามสอบแบ่งเป็น 5 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.อุดรธานี-จ.ขอนแก่น, ภาคกลาง จ.ปทุมธานี ภาคตะวันออก จ.ชลบุรี และภาคใต้ จ.นครศรีธรรมราช รวมผู้เข้าสอบทั้งสิ้น 37,359 คน โดยมีตำแหน่งว่าง 17,543 ตำแหน่ง ทั้งนี้ ระบบการตรวจสอบจะดำเนินการอย่างละเอียดทุกขั้นตอน เพื่อป้องกันการทุจริตไม่ให้ซ้ำรอยการทุจริตสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี2568 คาดว่าจะประกาศผลได้ช้าที่สุดวันพรุ่งนี้ (27ก.ค.)

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์

วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.27 น.

เขมรโกหกทุกหน่วยงานจริงๆ ผอ. JIC ไทย ซัด ข้อมูล CMAC ไร้ตรวจสอบร่วม ย้ำตัวเลขกระสุนคลัสเตอร์ยังไร้หลักฐานพิสูจน์ ชี้การสร้างภาพว่าไทยเป็นผู้รุกราน จะไม่ทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลง

26 กรกฎาคม 2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย – กัมพูชา (Joint Information Center : JIC) เปิดเผยถึงกรณีที่ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งกัมพูชา (CMAC) เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปนเปื้อนวัตถุระเบิดตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา โดยระบุว่า JIC ได้รับทราบข้อมูลดังกล่าวแล้ว และขอชี้แจงต่อสาธารณชนในหลายประเด็น

พล.อ.อ.ประภาส ระบุว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองประชาชนและการลดผลกระทบด้านมนุษยธรรมจากความขัดแย้งตามแนวชายแดน พร้อมสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดตกค้างตามหลักมนุษยธรรมสากล โดยไม่เลือกปฏิบัติ

สำหรับตัวเลขและข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับจำนวนกระสุน ปริมาณลูกระเบิดย่อย และพื้นที่ปนเปื้อนที่ CMAC เผยแพร่นั้น พล.อ.อ.ประภาส  กล่าวว่าเป็นข้อมูลที่ฝ่ายกัมพูชาจัดทำขึ้นเพียงฝ่ายเดียว และยังไม่ได้ผ่านการตรวจสอบร่วม หรือได้รับการรับรองจากกลไกระหว่างประเทศที่เป็นอิสระ จึงยังไม่สามารถถือเป็นข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันได้

นอกจากนี้ ผอ.JIC ยังระบุว่า ประเทศไทยไม่สามารถรับรองความถูกต้องของข้อกล่าวอ้างที่ระบุว่ากองทัพไทยยิงกระสุนคลัสเตอร์จำนวน 120,000–130,000 นัด หรือมีลูกระเบิดย่อยตกค้างหลายล้านลูก เนื่องจากไม่มีการนำเสนอหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจพิสูจน์ทางเทคนิค หรือผลการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญอิสระที่สามารถยืนยันข้อกล่าวอ้างดังกล่าวได้

พร้อมกันนี้ ประเทศไทยยืนยันความพร้อมในการสนับสนุนการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใส เป็นกลาง และตั้งอยู่บนพื้นฐานของหลักฐานที่สามารถตรวจสอบได้ หากมีความจำเป็น โดยผ่านกลไกที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกัน หรือผ่านองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง

ผอ.JIC ยังแสดงความกังวลว่า การเผยแพร่ข้อมูลที่กล่าวโทษอีกฝ่ายโดยปราศจากการตรวจสอบร่วม อาจส่งผลกระทบต่อบรรยากาศแห่งความไว้วางใจ และไม่เอื้อต่อการฟื้นฟูความสัมพันธ์ภายหลังการหยุดยิงเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันที่จะหลีกเลี่ยงการยั่วยุและส่งเสริมการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์

“ประเทศไทยยังคงยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาผ่านการเจรจา กลไกทวิภาคี กฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม พร้อมสนับสนุนมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนของทั้งสองประเทศสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน โดยเชื่อว่าการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์ ความโปร่งใส และความร่วมมือจากทุกฝ่าย มากกว่าการเผยแพร่ข้อมูลหรือข้อกล่าวหาที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบร่วม” ผอ.JIC กล่าว

– 006