กอ.โยกย้าย 657 อัยการ ดาวดังขยับพรึบ สุรเชษฐ์ ผงาดคดีพิเศษ

กอ.โยกย้าย 657 อัยการ ดาวดังขยับพรึบ สุรเชษฐ์ ผงาดคดีพิเศษ

กอ.โยกย้าย 657 อัยการ ดาวดังขยับพรึบ สุรเชษฐ์ ผงาดคดีพิเศษ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.02 น.

ก.อ.โยกย้ายเเต่งตั้งอัยการ 657 ตำเเหน่ง อัยการดาวดังขยับพรึบ “สุรเชษฐ์” ผงาดขึ้นคดีพิเศษ ”ธีระวัฒน์นั่งอธ.อาญา ”สมคิด“คุมภ.1 พื้นที่ติดเมืองหลวง “ประยุทธ-วัชรินทร์” นั่งที่เดิม

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมาที่ห้องประชุมคณะกรรมการอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการ ฯ ถนนแจ้งวัฒนะ

นายวุฒิพงศ์ วิบูลย์วงศ์ประธานคณะกรรมการอัยการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอัยการ (ก.อ.) โดย มีวาระพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอัยการครั้งที่ 9/2569 ตั้งเเต่ระดับ รองอัยการสูงสุด 7 ตำเเหน่ง ระดับผู้ตรวจการอัยการอัยการ 9 ตำเเหน่ง ระดับอธิบดีอัยการ 55 ตำเเหน่ง ระดับรองอธิบดีอัยการ 85 ตำเเหน่ง ระดัยอัยการพิเศษฝ่าย 130 ตำเเหน่ง ระดับ อัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ 69 ตำเเหน่ง ระดับอัยการชั้น 5 (อัยการผู้เชี่ยวชาญ)83 ตำเเหน่ง ระดับอัยการชั้น4 (อัยการประจำจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด)90 ตำเเหน่ง อัยการชั้น3 (รองอัยการจังหวัด)92 ตำเเหน่ง โยกย้ายอัยการอาวุโสเดิม 34 ตำเเหน่ง เเต่งตั้งอาวุโสใหม่ 83 ตำเเหน่ง 

โดยการเเต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้มีบัญชีรายชื่ออัยการ เเละตำแหน่งที่น่าสนใจดังนี้

เลื่อน นายชาติ ชัยเดชสุริยะ ผู้ตรวจการอัยการ ขึ้นเป็นรองอัยการสูงสุดอาวุโสลำดับ3 (คิว อสส.ปี2571)

เลื่อน นายนิติ สุขเจริญ อธิบดีอัยการสำนักงานที่ปรึกษากฎหมาย ขึ้นเป็นผู้ตรวจอัยการ(คิว อสส.ปี2572)

นายมงคล ไชยสิงห์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ เป็นอธิบดีอัยการภาค 2 

นายธีระวัฒน์ พุฒิบูรณวัฒน์ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีแรงงานภาค1 เป็นอธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญา

นายวรวิทย์ สัมพัฒนวรชัย อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญาธนบุรีเป็นอธิบดีอัยการภาค 7 

นายสมคิด สายเจริญ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีอาญามีนบุรี เป็นอธิบดีอัยการภาค1 

นายสุรเชษฐ์ งามวงศ์ อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร เป็นอธิบดีอัยการคดีพิเศษ

นายนิรันด์ ยั่งยืน รองอธิบดีอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) เป็นอธิบดีอัยการ สคช.

สำหรับบัญชีรายชื่ออัยการชื่อดัง เเละตำแหน่งที่น่าสนใจที่อยู่ที่เดิมมีดังนี้ 

นายประยุทธ เพชรคุณ อธิบดีอัยการภาค 4 

นายวัชรินทร์ ภาณุรัตน์ อธิบดีอัยการสำนักงานการสอบสวน

ส่วนนายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการ สคช.เป็นอัยการอาวุโสที่ สคช. 

บิ๊กดุลย์ พบ รมว.กลาโหมจีน พรุ่งนี้ กระชับสัมพันธ์ ต่อยอด 2 ผู้นำไทย-จีน

บิ๊กดุลย์ พบ รมว.กลาโหมจีน พรุ่งนี้ กระชับสัมพันธ์ ต่อยอด 2 ผู้นำไทย-จีน

บิ๊กดุลย์ พบ รมว.กลาโหมจีน พรุ่งนี้ กระชับสัมพันธ์ ต่อยอด 2 ผู้นำไทย-จีน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 17.40 น.

“บิ๊กดุลย์” พบ “รมว.กลาโหม”จีน พรุ่งนี้ กระชับสัมพันธ์ ต่อยอด 2 ผู้นำไทย-จีน  ปมปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมตรวจเยี่ยมหน่วยรบพิเศษ

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ที่กระทรวงกลาโหมพล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกำหนดการเดินทางเยือนกระทรวงกลาโหมไทย ของ พลเรือเอก ต่ง จวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน ในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ โดยมี พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะให้การต้อนรับ และเป็นมิติในเรื่องของความสัมพันธ์ เพื่อฉลองครบรอบความสัมพันธ์ไทย-จีน ซึ่งดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้มีนัยสำคัญ หรือซ่อนเร้น 

โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมจีน จะหารือร่วมกับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไทย เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระดับกระทรวงกลาโหม และจะไปเยี่ยมชมภารกิจของหน่วยบัญขาการสงครามพิเศษ ที่จังหวัดลพบุรี ในวันเสาร์ที่ 25 สิงหาคม 2569  

ส่วนการหารือจะมีประเด็นที่จีนแสดงท่าที อยากเป็นตัวเชื่อมให้ไทย-กัมพูชา พูดคุยกัน ต่อยอดจากที่นายกรัฐมนตรีไปเยือนจีน หรือไม่นั้น โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ฝ่ายจีนได้แสดงจุดยืนชัดเจนแล้ว ว่าจะเป็นตัวเชื่อม โดยจะไม่เข้ามาก้าวก่ายในรายละเอียด

‘ศวข.ปทุมธานี’เดินหน้าขับเคลื่อน’เทคโนโลยีสมัยใหม่ในนาข้าว’สู่’ฉลากคาร์บอน’ การันตีคุณภาพข้าวของกลุ่มเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ

'ศวข.ปทุมธานี'เดินหน้าขับเคลื่อน'เทคโนโลยีสมัยใหม่ในนาข้าว'สู่'ฉลากคาร์บอน' การันตีคุณภาพข้าวของกลุ่มเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ

‘ศวข.ปทุมธานี’เดินหน้าขับเคลื่อน’เทคโนโลยีสมัยใหม่ในนาข้าว’สู่’ฉลากคาร์บอน’ การันตีคุณภาพข้าวของกลุ่มเครือข่ายข้าวชาวนาร่วมใจ

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 07.33 น.

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลายเป็นวาระสำคัญของโลก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย เกษตรยั่งยืน เกษตรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Agriculture) ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ขานรับนโยบายดังกล่าว กรมการข้าว ได้เร่งผลักดันการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกร ผ่าน ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี โดยดำเนินงานวิจัยด้านข้าวคาร์บอนต่ำ เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวและชาวนาไทย มุ่งเปลี่ยนองค์ความรู้จากห้องปฏิบัติการสู่แปลงนา ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตข้าวที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควบคู่กับการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับข้าวไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ธารารัตน์ มณีน่วม นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ หัวหน้าโครงการ เปิดเผยว่า แม้ภาพนาข้าวสีเขียวจะสะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของประเทศ แต่ในทุกกระบวนการผลิตกลับมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแฝงอยู่ ตั้งแต่การเผาฟางหลังเก็บเกี่ยวที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมาก ไปจนถึงการปลูกข้าวแบบน้ำท่วมขังตลอดฤดูเพาะปลูก ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดก๊าซมีเทน หนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลต่อภาวะโลกร้อน ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานีจึงนำองค์ความรู้จากงานวิจัยมาปรับใช้ในพื้นที่จริง ด้วยการส่งเสริม “การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง” (Alternate Wetting and Drying : AWD) โดยควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้มีช่วงเปียกและแห้งสลับกันอย่างเหมาะสม เมื่อดินได้รับออกซิเจนมากขึ้น จะช่วยลดการสะสมของก๊าซมีเทนในดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังช่วยประหยัดน้ำ ลดต้นทุนการสูบน้ำ และส่งเสริมการเจริญเติบโตของระบบรากข้าวให้แข็งแรงยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี กรมการข้าว ได้ดำเนิน โครงการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและแปรรูปข้าวคาร์บอนต่ำคุณภาพดีแบบครบวงจรในระดับกลุ่มเกษตรกรเพื่อรองรับการส่งออก ซึ่งได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. พื้นที่นำร่องคือ กลุ่มเครือข่าย “ข้าวชาวนาร่วมใจ” อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยนำ 7 เทคโนโลยีสำคัญ มาใช้ตลอดกระบวนการผลิต ได้แก่ การปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ การปลูกข้าวด้วยโดรน การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดิน การสำรวจแปลงและจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน การจัดการหลังการเก็บเกี่ยวอย่างเหมาะสม และการจัดการฟางและตอซังโดยไม่เผา

ผลการดำเนินงานพบว่า สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 66.7–90.2% ผลผลิตเพิ่มขึ้น 17.4–25.6% และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร 2,261–3,591 บาทต่อไร่ ขณะเดียวกัน ข้อมูลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิต ยังถูกนำไปใช้ประกอบการขอรับรอง ฉลากคาร์บอน จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. ความสำเร็จของโครงการไม่ได้หยุดเพียงการลดต้นทุนหรือเพิ่มผลผลิต แต่ยังต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรไทย

ปัจจุบัน กลุ่มเครือข่าย “ข้าวชาวนาร่วมใจ” มีสมาชิกกว่า 77 ราย ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกกว่า 1,975 ไร่ สมาชิกทุกคนได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ขณะที่โรงสีของกลุ่มผ่านมาตรฐาน GMP, HACCP และได้รับเครื่องหมาย Q ซึ่งช่วยยกระดับความปลอดภัยด้านอาหารตลอดห่วงโซ่การผลิต ที่สำคัญ กลุ่มยังสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับวงการข้าวไทย ด้วยการเป็น กลุ่มเกษตรกรภาคกลางแห่งแรกของประเทศ ที่ผลิตภัณฑ์ข้าวสารได้รับการรับรอง “ฉลากคาร์บอน” จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สะท้อนให้เห็นว่า การผลิตข้าวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสามารถเกิดขึ้นได้จริง และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการบูรณาการระหว่าง นโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับการขับเคลื่อนของ กรมการข้าว ที่นำองค์ความรู้ด้านวิจัยมาต่อยอดสู่การปฏิบัติจริงในระดับชุมชน จนเกิดเป็นโมเดลการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำที่สร้างทั้งคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมเพราะการทำนายุคใหม่ ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มผลผลิตในแปลงนาเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อโลกในทุกขั้นตอนของการผลิต ทุกหยดน้ำที่บริหารจัดการอย่างเหมาะสม ทุกฟางข้าวที่ไม่ถูกเผา และทุกเทคโนโลยีที่นำมาใช้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อยกระดับคุณภาพข้าวไทย สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร และขับเคลื่อนภาคการเกษตรไทยสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม ลิงค์ : https://youtu.be/Cm-4ErQkHAM

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระดมสมองผู้บริหารกรมขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระดมสมองผู้บริหารกรมขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบ

อธิบดีกรมปศุสัตว์ ระดมสมองผู้บริหารกรมขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 18.39 น.

วันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เวลา 14.00 น. นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ อธิบดีกรมปศุสัตว์  เป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบ พร้อมด้วยผู้บริหารกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมฯ ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ พญาไท กรุงเทพฯ

สำหรับการประชุมในครั้งนี้ จัดขึ้นเพื่อรับทราบข้อมูลการผลิตและการตลาดโคเนื้อ ติดตามสถานการณ์โรคระบาด การเฝ้าระวังจำนวนเกษตรกรและโคเนื้อ รวมทั้งร่วมพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนโคเนื้อทั้งระบบของกรมปศุสัตว์ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาโคเนื้อต่อไป  

สธ. จับมือ GWI ผนึก 8 ภาคีหลัก ประกาศความพร้อมไทยเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 ที่ ภูเก็ต ชู ไทยเป็นศูนย์กลาง wellness ของโลก

สธ. จับมือ GWI ผนึก 8 ภาคีหลัก ประกาศความพร้อมไทยเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 ที่ ภูเก็ต ชู ไทยเป็นศูนย์กลาง wellness ของโลก

สธ. จับมือ GWI ผนึก 8 ภาคีหลัก ประกาศความพร้อมไทยเป็นเจ้าภาพ Global Wellness Summit 2026 ที่ ภูเก็ต ชู ไทยเป็นศูนย์กลาง wellness ของโลก

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.49 น.

กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับคณะผู้บริหาร Global Wellness Institute (GWI) และ 8 ภาคีเครือข่าย ประกาศความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดเวลเนสโลก Global Wellness Summit (GWS 2026) ที่จังหวัดภูเก็ต เดือนพฤศจิกายนนี้ มุ่งยกระดับมรดกภูมิปัญญาไทยสู่สากล ชู ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง wellness ของโลกภายใต้ 3 เสาหลักเศรษฐกิจสุขภาพ ได้แก่ ผสานภูมิปัญญากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, ยกระดับสู่มาตรฐานสากลและเศรษฐกิจมูลค่าสูง และผลักดันสู่เชิงพาณิชย์และการส่งออก

วันนี้ (24 กรกฎาคม 2569) ที่ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.ศักดา อัลภาชน์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ดร. นพ.พงศธร พอกเพิ่มดี อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก คณะผู้บริหาร Global Wellness Institute และภาคีเครือข่ายผู้สนับสนุนหลัก 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) องค์การเภสัชกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์ (สทนว.) กลุ่มบีดีเอ็มเอส เวลเนส บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) บริษัทชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท และ บริษัท แวลู ซอร์สซิ่ง จำกัด ร่วมกันแถลงข่าว Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10–13 พฤศจิกายน 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต ภายใต้แนวคิด “The Science, Art and Soul of Wellness : วิทยาศาสตร์ ศิลปะ และจิตวิญญาณแห่งสุขภาพที่ดี”

นายพัฒนา เปิดเผยว่า การที่ประเทศไทยได้รับเลือกเป็นเจ้าภาพจัดงาน GWS 2026 เป็นสิ่งยืนยันถึงศักยภาพของการเป็นหมุดหมายด้านสุขภาพอันดับหนึ่งที่ทั่วโลกไว้วางใจ ในนามของรัฐบาลไทย ต้องขอขอบคุณคณะผู้บริหาร Global Wellness Summit ที่ให้ความไว้วางใจเลือกประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute (GWI) ชี้ว่า ในปี 2567 (ค.ศ. 2024) เศรษฐกิจเวลเนสโลกมีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 230 ล้านล้านบาท ขณะที่ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็น ตลาดเวลเนสอันดับ 24 ของโลก ด้วยมูลค่าเศรษฐกิจ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.45 ล้านล้านบาท) เติบโต 10.1% สะท้อนศักยภาพของไทยในการก้าวสู่หนึ่งในศูนย์กลางอุตสาหกรรมเวลเนสของโลก เฉพาะภาคการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีความแข็งแกร่งเป็นอันดับ 15 ของโลก รัฐบาลจึงตั้งเป้าใช้จังหวัดภูเก็ตเป็นพื้นที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม Hi-End และนักลงทุนที่มีศักยภาพ เพื่อเพิ่มค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป กระตุ้นการลงทุนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างความมั่งคั่งให้แก่ประเทศ

การเป็นเจ้าภาพจัดงาน Global Wellness Summit 2026 (GWS 2026) สะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลไทยในการขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางเวลเนสระดับโลก (Global Wellness Hub) โดยมุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1) ด้านเศรษฐกิจ ผ่านการยกระดับมูลค่าอุตสาหกรรมสมุนไพร นวดไทย ผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพ ควบคู่กับการกระตุ้นการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการกระจายรายได้สู่ชุมชน 2) ด้านซอฟต์พาวเวอร์ โดยผลักดันภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกสู่การยอมรับในระดับนานาชาติ บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม และมาตรฐานการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการส่งเสริมสุขภาวะระยะยาว (Preventive & Longevity Care) และ 3) ด้านระบบนิเวศสุขภาพ (Wellness Ecosystem) ผ่านการเชื่อมโยงเครือข่ายตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ผู้ผลิตสมุนไพร ผู้ประกอบการสปาและเวลเนส คลินิกและสถานพยาบาล ไปจนถึงเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมเวลเนสไทยอย่างครบวงจรและยั่งยืน

“ขอเชิญชวนกลุ่มนักลงทุน องค์กรภาคธุรกิจ องค์กรภาครัฐ กลุ่มนักวิชาการ และผู้สนใจด้านสุขภาพจากทั่วโลก มาพบกันที่จังหวัดภูเก็ต ในการประชุม GWS 2026 ระหว่างวันที่ 10-13 พฤศจิกายน 2569 เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ สร้างเครือข่าย และออกแบบอนาคตของโลกแห่งสุขภาวะร่วมกัน” นายพัฒนากล่าว

ด้าน ซูซี เอลลิส (Susie Ellis) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Global Wellness Institute (GWI) กล่าวถึงเหตุผลที่เลือกประเทศไทยว่า “ไม่มีสถานที่ใดที่จะเหมาะสมไปกว่าประเทศไทยในการสำรวจอนาคตนี้อีกแล้ว ที่ซึ่งประเพณีการดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิมที่มีมาอย่างยาวนาน กำลังถูกผสานรวมเข้ากับความพยายามอันน่าประทับใจ เพื่อก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์-สุขภาพ (Medical-Wellness) และการแพทย์เชิงป้องกันแห่งใหม่ล่าสุดของโลก”

นพ.ศักดา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมุ่งขับเคลื่อนระบบสุขภาพที่ยั่งยืน สอดรับกับทิศทางประเทศที่ยกระดับอุตสาหกรรมสุขภาพและเวลเนสเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจแห่งอนาคต โดยเชื่อมโยงศักยภาพด้านการแพทย์ การแพทย์แผนไทย สมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ การจัดงาน GWS 2026 จึงเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือ การลงทุน และเครือข่ายสุขภาพระดับโลก ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และเวลเนสของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ขณะที่ ดร.นพ.พงศธร กล่าวว่า กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เร่งขับเคลื่อนเวลเนสเชิงพื้นที่ผ่าน Thai Wellness Destination (TWD) ยกระดับสถานประกอบการสู่ “ศูนย์เวลเนสอัตลักษณ์ไทย” และThai Wellness Community (TWC) พัฒนาชุมชนต้นแบบ สร้างมูลค่าจากสมุนไพร การแพทย์แผนไทยและภูมิปัญญาท้องถิ่น ภายใต้ 3 เสาหลักเศรษฐกิจสุขภาพ ได้แก่ การผสานภูมิปัญญากับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การยกระดับสู่มาตรฐานสากลและเศรษฐกิจมูลค่าสูง และการผลักดันสู่เชิงพาณิชย์และการส่งออก โดย GWS 2026 จะเป็นเวทีเชื่อมไทยกับผู้นำและนักลงทุนระดับโลก ซึ่งคาดว่าประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลาง wellness ของโลกและเกิดการต่อยอดการลงทุน การท่องเที่ยวคุณภาพสูง และมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งนักลงทุน ผู้นำธุรกิจองค์กรภาครัฐ นักวิชาการ และบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก สามารถติดตามรายละเอียดการเข้าร่วมงาน ได้ที่ https://www.globalwellnesssummit.com/ หรือ https://thailandgws.dtam.moph.go.th และกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โทรศัพท์ 0 2591 7007 ต่อ 2510

‘CRA BRAIN POWER สมองฟิต ชีวิตเฟิร์ม’ ชวนคนไทยใส่ใจสุขภาพสมองในทุกช่วงวัย

‘CRA BRAIN POWER สมองฟิต ชีวิตเฟิร์ม’ ชวนคนไทยใส่ใจสุขภาพสมองในทุกช่วงวัย

‘CRA BRAIN POWER สมองฟิต ชีวิตเฟิร์ม’ ชวนคนไทยใส่ใจสุขภาพสมองในทุกช่วงวัย

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 15.41 น.

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมบริการวิชาการด้านสุขภาพ “CRA BRAIN POWER สมองฟิต ชีวิตเฟิร์ม” เนื่องในวันสมองโลก เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคสมองและระบบประสาท พร้อมส่งเสริมการดูแลสุขภาพสมองเชิงป้องกันให้แก่ประชาชน โดยแบรนด์ซุปไก่สกัด ภายใต้ บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมสนับสนุนการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาพสมอง ภายในงานมีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากทีมแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท และสหสาขาวิชาชีพ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสมองในทุกช่วงวัย

นพ.ดำรงค์ สุกิจปัญญาโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “สมองเป็นอวัยวะสำคัญที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย ความคิด ความจำ การเคลื่อนไหว และการดำเนินชีวิต การหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ และการได้รับการวินิจฉัยที่รวดเร็วสำหรับโรคต่าง ๆ อาทิ โรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอกสมอง โรคพาร์กินสัน หรือโรคทางระบบประสาทอื่นๆ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงและคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วยได้ ทั้งนี้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์มุ่งมั่นพัฒนาการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง สหสาขาวิชาชีพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกัน ลดปัจจัยเสี่ยง และเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม”

นางสาวจตุรพร ธนาพรสังสุทธิ์ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตอาหารเสริมสุขภาพ ภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ (BRAND’S) กล่าวว่า “สุขภาพสมองเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ การทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในทุกช่วงวัย การดูแลสุขภาพสมองจึงเป็นสิ่งที่ควรเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการใช้ชีวิตในระยะยาว แบรนด์มุ่งมั่นพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกช่วงวัยภายใต้ปรัชญา Seikatsusha ที่ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง พร้อมนำนวัตกรรมและองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย โดย ‘แบรนด์ซุปไก่สกัด’ มีคาร์โนซีนและวิตามินบี 12 ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง ขณะที่ ‘แบรนด์ โกลด์’ ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัย

นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เรายังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับพันธมิตรจากภาครัฐ ภาคการแพทย์ และภาคสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพสมอง และยกระดับความตระหนักรู้ด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันให้แก่ประชาชน โดยมุ่งให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง โดยแบรนด์และโรงพยาบาลจุฬาภรณ์มีเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมสุขภาพสมองและคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านการให้ความรู้และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน

ที่ผ่านมา เราได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมด้านสุขภาพในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการออกหน่วยตรวจสุขภาพ การเผยแพร่องค์ความรู้ การมอบผลิตภัณฑ์เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของโรงพยาบาลและชุมชน การเชิญบุคลากรทางการแพทย์มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ตลอดจนการสนับสนุนกิจกรรม Open House สำหรับเยาวชนราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และล่าสุด ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ‘แบรนด์ โกลด์’ ยังได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรม ‘เช็กสัญญาณฟิต ชีวิตไปต่อ’ เพื่อส่งเสริมแนวคิด Active Aging และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ความร่วมมือในครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการร่วมสร้างสังคมที่มีสุขภาวะ พร้อมส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยสามารถดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของตนเองได้อย่างยั่งยืน”

ผศ.ป.นพ.ปโยธร เดชะรินทร์ หัวหน้างานศัลยกรรมทั่วไป แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมระบบประสาทและรังสีร่วมรักษาระบบประสาท โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง เป็นภาวะที่ผนังหลอดเลือดสมองมีการโป่งพองออก ทำให้มีโอกาสปริแตก ส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองหรือภายในเนื้อสมองบริเวณนั้น ซึ่งเกิดจากปัจจัยเสี่ยงได้หลายประการ อาทิ ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ การใช้สารเสพติด อายุที่มากขึ้น หรือโรคทางพันธุกรรมบางชนิด ทั้งนี้ โรคหลอดเลือดสมองโป่งพองมักไม่แสดงอาการจนกว่าจะมีการแตกของเส้นเลือดปริเวณที่โป่งพองและมีเลือดออก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการปวดศีรษะ ซึ่งบ่อยครั้งเป็นอาการปวดศีรษะที่รุนแรงที่สุดในชีวิต นอกจากนี้ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แขนขาอ่อนแรง ระดับความรู้สึกตัวลดลง และในรายที่รุนแรงอาจเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ หากเกิดการแตกซ้ำ ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือพิการอาจสูงถึงร้อยละ 50–70

ปัจจุบัน แนวทางรักษามี 3 วิธีหลัก คือ 1. การผ่าตัดหนีบหลอดเลือดบริเวณที่โป่งพองเพื่อป้องกันการแตก  2. การรักษาผ่านสายสวนด้วยเทคโนโลยีการอุดหลอดเลือดที่โป่งพองด้วยขดลวดขนาดเล็ก ซึ่งในปัจจุบัน มีอุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยให้การรักษาผ่านสายสวนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ขดลวดหรือ stent ที่มีตาถี่อย่างละเอียดเพื่อเปลี่ยนทางเดินเลือดไม่ให้เข้าสู่บริเวณที่เส้นเลือดสมองโป่งพอง และแนวทางสุดท้ายคือการติดตามอาการในกรณีที่ความเสี่ยงต่ำ ทั้งนี้ การพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ขนาดและตำแหน่งของหลอดเลือดสมองที่โป่งพอง การเข้าถึงโดยการผ่าตัด ความเสี่ยงของแต่ละวิธี รวมถึงอายุและสุขภาพของผู้ป่วย นอกจากนี้ โรงพยาบาลฯ ยังพร้อมนำเสนอความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการผ่าตัดสมองแผลเล็ก (Minimally Invasive Brain Surgery) และการผ่าตัดผ่านโพรงจมูกเพื่อรักษาเนื้องอกฐานกะโหลกและต่อมใต้สมอง ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อสมอง ลดความเจ็บปวด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็ว ควบคู่กับการดูแลผู้ป่วยแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ครอบคลุมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด”

พญ. อาทิตา ชูหลำ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เป็นภาวะที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจึงควรตระหนักถึงสัญญาณเตือนด้วยหลัก FAST  ประกอบด้วย B (Balance): เวียนศีรษะร่วมกับอาการสูญเสียการทรงตัวทันทีทันใด E (Eye): ตามืดบอด มองไม่เห็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง หรือมองเห็นภาพซ้อนแบบฉับพลัน F (Face): หน้าเบี้ยว ปากตก ยิ้มไม่เท่ากัน A (Arm): แขนหรือขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก S (Speech): พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือฟังไม่เข้าใจ และ T (Time): ใช้เวลาในการมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพราะ ‘Time is Brain’ ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งช่วยลดการสูญเสียเนื้อสมอง ลดความพิการ และลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมในอนาคตได้ ทั้งนี้ การป้องกัน Stroke สามารถทำได้โดยการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควบคุมเบาหวานและไขมันในเลือด งดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดหวาน มัน เค็ม ควบคุมน้ำหนักตัว ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เพื่อป้องกันความพิการและโอกาสการเสียชีวิต ตลอดจนลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมในอนาคตอีกด้วย”

พญ.ชัญญา วุฒิไกรกุล อายุรแพทย์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) คือภาวะที่ความผิดปกติของสมองส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการเสื่อมของการทำงานของสมองหลายด้าน ทั้งความจำ การคิด การวางแผน การตัดสินใจ การใช้ภาษา การรับรู้สิ่งรอบตัว และการทำกิจวัตรประจำวัน ภาวะสมองเสื่อมจึงไม่ใช่เพียงอาการหลงลืมตามวัย แต่เป็นความผิดปกติของสมองที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ หากเริ่มมีอาการลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ถามคำถามซ้ำ หลงทางในสถานที่คุ้นเคย หรือไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมเพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น”

10 เหตุผลชวนหนีฝนไปพักผ่อนที่ ไพน์เฮิร์สท สนามกอล์ฟระดับตำนาน สู่ Green Lifestyle Destination

10 เหตุผลชวนหนีฝนไปพักผ่อนที่ ไพน์เฮิร์สท สนามกอล์ฟระดับตำนาน สู่ Green Lifestyle Destination

10 เหตุผลชวนหนีฝนไปพักผ่อนที่ ไพน์เฮิร์สท สนามกอล์ฟระดับตำนาน สู่ Green Lifestyle Destination

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.53 น.

ทุกครั้งที่เข้าสู่ฤดูฝน หลายคนมักยกเลิกแผนออกไปพักผ่อน โดยเฉพาะกิจกรรมกลางแจ้ง เพราะเชื่อว่า “ฝนตกแล้วไปสนามกอล์ฟไม่ได้” แต่สำหรับ  Pinehurst Golf Club & Hotel ฤดูฝนกลับเป็นช่วงเวลาที่พื้นที่สีเขียวกว่า 560 ไร่ มีชีวิตชีวามากที่สุด และกำลังกลายเป็นอีกหนึ่ง Green Lifestyle Destinationใกล้กรุงเทพฯ ที่ไม่ได้มีเพียงสนามกอล์ฟ หากแต่รวมโรงแรม คาเฟ่ ร้านอาหาร สปา สระว่ายน้ำ และพื้นที่พักผ่อนสำหรับทุกคนไว้ในที่เดียว

จากหลายคนที่รู้จัก “ไพน์เฮิร์สท” ในฐานะสนามกอล์ฟชื่อดังที่อยู่คู่กับวงการกอล์ฟไทยมายาวนานกว่า 42 ปี แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่าปัจจุบัน  ที่นี่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่การเป็น Golf & Lifestyle Community ที่รวมทุกการพักผ่อน ทั้งสุขภาพ กีฬา อาหาร และไลฟ์สไตล์ไว้ในพื้นที่แห่งเดียวได้อย่างสมบูรณ์ครบครัน เพราะไม่ว่าคุณกำลังจะมองหาสถานที่สำหรับพักผ่อน หลังเลิกงาน หรือในวันหยุด เพื่อได้ใช้เวลากับครอบครัว เพื่อนฝูงนัดพบลูกค้า หรือแม้แต่หามุมสงบสำหรับนั่งทำงานท่ามกลางวิวสีเขียว ที่นี่จึงมี 10 เหตุผล ที่จะทำให้ไพน์เฮิร์สทกลายเป็นจุดหมายที่ไม่ควรมองข้าม…

ช่วงหน้าฝน ฤดูกาลแห่งการท้าทายเพราะตลอดระยะเวลา 3-5 เดือนในช่วงกลางปี  ที่ท้องฟ้าครึ้มและสายฝนที่โปรยปราย หลายคนอาจพับแผนการออกไปพักผ่อนโดยเฉพาะกิจกรรมนอกบ้าน   แต่สำหรับ “ไพน์เฮิร์สท” ฤดูฝนกลับเป็นอีกช่วงเวลาที่เผยให้เห็นเสน่ห์ของพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ใกล้กรุงเทพฯ ได้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะที่นี่ไม่ได้มีเพียงสนามกอล์ฟ แต่ยังมีครบครันทั้งโรงแรม สปา คาเฟ่ ห้องอาหาร สระว่ายน้ำ และมุมพักผ่อน ท่ามกลางธรรมชาติที่เตรียมพร้อมต้อนรับทุกคนตลอดทั้งปี

   คุณกรณ์ภัสสร จึงรุ่งเรืองกิจ รองประธานที่ปรึกษา Pinehurst Group ได้กล่าวว่า “ปัจจุบันคนเมืองไม่ได้มองหาสถานที่สำหรับเล่นกอล์ฟเพียงอย่างเดียว แต่กำลังมองหาพื้นที่สีเขียวที่สามารถพักผ่อน ทำงาน พบปะผู้คนและใช้เวลากับครอบครัวได้ในวันเดียว เราจึงพัฒนา Pinehurst ให้เป็นมากกว่าสนามกอล์ฟ แต่เป็น Golf & Lifestyle Community ที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ เพราะเราอยากให้ไพน์เฮิร์สทเป็นมากกว่าสนามกอล์ฟแต่คือพื้นที่แห่งความสุข หรือ Beyond Golf   ในทุกๆ ช่วงเวลา ไม่ว่าจะเป็นฤดูฝนที่อาจจะเป็น Low Season ของหลายธุรกิจ แต่สำหรับที่ Pinehurst เรากลับมองว่าเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติสวยที่สุด สนามเขียวที่สุด และเหมาะที่สุดสำหรับการพักผ่อนใกล้กรุงเทพฯ” ผู้บริหารกล่าว

10 เหตุผลที่ “ไพน์เฮิร์สท” กลายเป็น Green Lifestyle Destination ที่ทำให้หลายคนมาเยือน แม้ไม่ได้ถือไม้กอล์ฟ 

1. สนามกอล์ฟระดับตำนาน แต่ใกล้กรุงเทพฯ เพียงนิดเดียว

ไพน์เฮิร์สทตั้งอยู่ในย่านรังสิต จังหวัดปทุมธานี เดินทางสะดวกจากใจกลางกรุงเทพฯ ใช้เวลาไม่นาน เหมาะสำหรับการพักผ่อนแบบ One Day Trip หรือ Weekend Escape โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไกลเหมือนการออกต่างจังหวัด

2. สนามแชมเปี้ยนชิพคอร์ส 27 หลุม มาตรฐานระดับสากล

สนามได้รับการออกแบบโดย Mr. Yoshihara Aihara สถาปนิกสนามกอล์ฟชื่อดังจากญี่ปุ่น โดดเด่นด้วยสนามขนาด 27 หลุม แบ่งออกเป็น North Course, West Course และ South Course ซึ่งแต่ละคอร์สมีเอกลักษณ์และความท้าทายที่แตกต่างกัน

3. สนามประวัติศาสตร์ที่เคยต้อนรับการแข่งขันระดับโลก

ไพน์เฮิร์สทเคยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพการแข่งขันกอล์ฟรายการระดับนานาชาติ อาทิ Johnnie Walker Classic International ปี 1992 และ Thailand Open ปี 1994 และได้รับการคัดเลือกให้เป็น ที่พักอย่างเป็นทางการสำหรับนักกีฬาแบดมินตัน และ นักกีฬาโปโลน้ำจากหลายชาติ ในการแข่งขัน มหกรรมกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33  สะท้อนถึงมาตรฐานและคุณภาพที่ได้รับการยอมรับมาอย่างยาวนาน

4. สนุกกับ Night Golf ได้แม้หลังเลิกงาน และพบกับสนามไดร์ฟ (Driving Range) โฉมใหม่

อีกหนึ่งจุดเด่นที่ทำให้ไพน์เฮิร์สทแตกต่างคือการเปิดให้บริการ Night Golf สำหรับผู้ที่มีเวลาว่างหลังเลิกงาน หรือผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงอากาศร้อนในช่วงกลางวัน ทำให้สามารถออกรอบได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น ล่าสุดได้เปิดให้บริการ สนามไดร์ฟ(Driving Range) โฉมใหม่

5. สัมผัสหลุมซิกเนเจอร์แห่งความท้าทาย

หนึ่งในจุดที่นักกอล์ฟต้องไม่พลาดคือ หลุม 8 ของ West Course ซึ่งมีแท่นทีออฟพิเศษบน “สกายวอล์ค” ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ สร้างทั้งความตื่นเต้น ความท้าทาย และมุมถ่ายภาพที่สวยงามไม่เหมือนสนามใด

6. โรงแรมสไตล์รีสอร์ท ท่ามกลางธรรมชาติ

สำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนต่อเนื่อง ไพน์เฮิร์สทมีโรงแรมสไตล์รีสอร์ทที่โอบล้อมด้วยพื้นที่สีเขียว เหมาะสำหรับการพักผ่อนในวันหยุด การจัดสัมมนา หรือการพักค้างคืนหลังออกรอบ

7. สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ และฟิตเนสที่มีอุปกรณ์ออกกำลังกายครบครัน สำหรับทุกคนในครอบครัว                        

8. ผ่อนคลายกับสปาและนวดแผนไทย  

หลังจากการออกรอบหรือการประชุมทางธุรกิจ สามารถผ่อนคลายร่างกายด้วยบริการสปาและนวดแผนไทย

9. ลิ้มรสเมนูขึ้นชื่อที่นักกอล์ฟพูดถึงหนึ่งในเมนูที่ได้รับการบอกต่อมายาวนานคือ “ข้าวขาหมูไพน์เฮิร์สท”

เมนูซิกเนเจอร์ที่ได้รับความนิยมจากทั้งนักกอล์ฟชาวไทยและชาวต่างชาติ รวมถึงเมนูอาหารไทยและนานาชาติอีกหลากหลายรายการที่พร้อมรองรับทุกกลุ่มลูกค้า

10. คาเฟ่วิวแฟร์เวย์ มุมพักผ่อนแห่งใหม่ของคนเมือง

นอกจากสนามกอล์ฟแล้ว ไพน์เฮิร์สทยังมีคาเฟ่บรรยากาศสบาย ๆ พร้อมวิวแฟร์เวย์สีเขียว ให้ผู้มาเยือนได้นั่งจิบกาแฟ เครื่องดื่มแก้วโปรด หรือเพลิดเพลินกับเบเกอรี่หลากหลายเมนู เหมาะสำหรับการนัดพบ พูดคุยธุรกิจ หรือแม้แต่ใช้เป็น Working Space ท่ามกลางธรรมชาติ

ในวันที่ฝนทำให้หลายคนยกเลิกแผนการเดินทาง Pinehurst กลับเชื่อว่านี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการใช้เวลากับธรรมชาติเติมพลังให้ร่างกาย และหลีกหนีความวุ่นวายของเมืองใหญ่ โดยไม่ต้องเดินทางไกล …..คุณพร้อมจะหนีฝนไปพักผ่อนที่ “ไพน์เฮิร์สท” กันหรือยัง สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ : 02-5168679-84 /  Line : @pinehurstline

Website: http://www.pinehurst.co.th / Facebook : Pinehurst Golf Thailand  / Instagram : @pinehurstgolf.hotel  LINE: @pinehurstline

รพ.จุฬาภรณ์ ชวนใส่ใจสุขภาพสมอง ในงาน “CRA BRAIN POWER” เนื่องในวันสมองโลก 69

รพ.จุฬาภรณ์ ชวนใส่ใจสุขภาพสมอง  ในงาน “CRA BRAIN POWER” เนื่องในวันสมองโลก 69

รพ.จุฬาภรณ์ ชวนใส่ใจสุขภาพสมอง ในงาน “CRA BRAIN POWER” เนื่องในวันสมองโลก 69

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 14.52 น.

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมบริการวิชาการด้านสุขภาพ “CRA BRAIN POWER สมองฟิต ชีวิตเฟิร์ม” เนื่องในวันสมองโลก 2569 เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคสมองและระบบประสาท พร้อมส่งเสริมการดูแลสุขภาพสมองเชิงป้องกันให้แก่ประชาชน โดยแบรนด์ซุปไก่สกัด ภายใต้ บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมสนับสนุนการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสุขภาพสมอง ภายในงานมีการถ่ายทอดองค์ความรู้จากทีมแพทย์เฉพาะทางด้านสมองและระบบประสาท และสหสาขาวิชาชีพ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและการให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อกระตุ้นให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสมองในทุกช่วงวัย

นพ.ดำรงค์ สุกิจปัญญาโรจน์ และ จตุพร สุกิจปัญญาโรจน์

นพ.ดำรงค์ สุกิจปัญญาโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “สมองเป็นอวัยวะสำคัญที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย ความคิด ความจำ การเคลื่อนไหว และการดำเนินชีวิต การหมั่นสังเกตอาการผิดปกติ และการได้รับการวินิจฉัยที่รวดเร็วสำหรับโรคต่าง ๆ อาทิ โรคหลอดเลือดสมอง เนื้องอกสมอง โรคพาร์กินสัน หรือโรคทางระบบประสาทอื่น ๆ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงและคืนคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้ป่วยได้ ทั้งนี้ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์มุ่งมั่นพัฒนาการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร ด้วยทีมแพทย์เฉพาะทาง สหสาขาวิชาชีพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้ประชาชนสามารถป้องกัน ลดปัจจัยเสี่ยง และเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม”

จตุรพร ธนาพรสังสุทธิ์ รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำตลาดอาหารเสริมสุขภาพภายใต้ตราผลิตภัณฑ์แบรนด์ (BRAND’S) กล่าวว่า “สุขภาพสมองเป็นรากฐานสำคัญของการเรียนรู้ การทำงาน และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในทุกช่วงวัย การดูแลสุขภาพสมองจึงเป็นสิ่งที่ควรเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการใช้ชีวิตในระยะยาว แบรนด์มุ่งมั่นพัฒนาและส่งมอบผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพคุณภาพสูงที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคทุกช่วงวัยภายใต้ปรัชญา Seikatsusha ที่ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง พร้อมนำนวัตกรรมและองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มาพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องเพื่อตอบโจทย์คนทุกช่วงวัย โดย ‘แบรนด์ซุปไก่สกัด’ มีคาร์โนซีนและวิตามินบี 12 ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานตามปกติของระบบประสาทและสมอง ขณะที่ ‘แบรนด์ โกลด์’ ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัย นอกเหนือจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เรายังให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับพันธมิตรจากภาครัฐ ภาคการแพทย์ และภาคสาธารณสุข เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพสมอง และยกระดับความตระหนักรู้ด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันให้แก่ประชาชน โดยมุ่งให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง

โดยแบรนด์และโรงพยาบาลจุฬาภรณ์มีเป้าหมายร่วมกันในการส่งเสริมสุขภาพสมองและคุณภาพชีวิตของคนไทยผ่านการให้ความรู้และการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน โดยที่ผ่านมา เราได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรมด้านสุขภาพในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการออกหน่วยตรวจสุขภาพ การเผยแพร่องค์ความรู้ การมอบผลิตภัณฑ์เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของโรงพยาบาลและชุมชน การเชิญบุคลากรทางการแพทย์มาร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านสุขภาพ ตลอดจนการสนับสนุนกิจกรรม Open House สำหรับเยาวชนราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และล่าสุด ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ‘แบรนด์ โกลด์’ ยังได้ร่วมสนับสนุนกิจกรรม ‘เช็กสัญญาณฟิต ชีวิตไปต่อ’ เพื่อส่งเสริมแนวคิด Active Aging และสร้างความตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของประเทศไทยที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ความร่วมมือในครั้งนี้จึงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการร่วมสร้างสังคมที่มีสุขภาวะ พร้อมส่งเสริมให้คนไทยทุกช่วงวัยสามารถดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของตนเองได้อย่างยั่งยืน”

ผศ.ป.นพ.ปโยธร เดชะรินทร์ หัวหน้างานศัลยกรรมทั่วไป แพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมระบบประสาทและรังสีร่วมรักษาระบบประสาท โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง เป็นภาวะที่ผนังหลอดเลือดสมองมีการโป่งพองออก ทำให้มีโอกาสปริแตก ส่งผลให้เกิดภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองหรือภายในเนื้อสมองบริเวณนั้น ซึ่งเกิดจากปัจจัยเสี่ยงได้หลายประการ อาทิ ความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ การใช้สารเสพติด อายุที่มากขึ้น หรือโรคทางพันธุกรรมบางชนิด ทั้งนี้ โรคหลอดเลือดสมองโป่งพองมักไม่แสดงอาการจนกว่าจะมีการแตกของเส้นเลือดปริเวณที่โป่งพองและมีเลือดออก ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักมีอาการปวดศีรษะ ซึ่งบ่อยครั้งเป็นอาการปวดศีรษะที่รุนแรงที่สุดในชีวิต นอกจากนี้ อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน แขนขาอ่อนแรง ระดับความรู้สึกตัวลดลง และในรายที่รุนแรงอาจเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ หากเกิดการแตกซ้ำ ความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตหรือพิการอาจสูงถึงร้อยละ 50–70 ปัจจุบัน แนวทางรักษามี 3 วิธีหลัก คือ 1. การผ่าตัดหนีบหลอดเลือดบริเวณที่โป่งพองเพื่อป้องกันการแตก  2. การรักษาผ่านสายสวนด้วยเทคโนโลยีการอุดหลอดเลือดที่โป่งพองด้วยขดลวดขนาดเล็ก ซึ่งในปัจจุบัน มีอุปกรณ์เทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ช่วยให้การรักษาผ่านสายสวนมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น ขดลวดหรือ stent ที่มีตาถี่อย่างละเอียดเพื่อเปลี่ยนทางเดินเลือดไม่ให้เข้าสู่บริเวณที่เส้นเลือดสมองโป่งพอง และแนวทางสุดท้ายคือการติดตามอาการในกรณีที่ความเสี่ยงต่ำ

ทั้งนี้ การพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ขนาดและตำแหน่งของหลอดเลือดสมองที่โป่งพอง การเข้าถึงโดยการผ่าตัด ความเสี่ยงของแต่ละวิธี รวมถึงอายุและสุขภาพของผู้ป่วย นอกจากนี้ โรงพยาบาลฯ ยังพร้อมนำเสนอความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีการผ่าตัดสมองแผลเล็ก (Minimally Invasive Brain Surgery) และการผ่าตัดผ่านโพรงจมูกเพื่อรักษาเนื้องอกฐานกะโหลกและต่อมใต้สมอง ซึ่งช่วยลดการบาดเจ็บต่อเนื้อสมอง ลดความเจ็บปวด ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้รวดเร็ว ควบคู่กับการดูแลผู้ป่วยแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ครอบคลุมและมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุด”

พญ. อาทิตา ชูหลำ อายุรแพทย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “โรคหลอดเลือดสมอง หรือ Stroke เป็นภาวะที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ และเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ ประชาชนจึงควรตระหนักถึงสัญญาณเตือนด้วยหลัก FAST  ประกอบด้วย B (Balance): เวียนศีรษะร่วมกับอาการสูญเสียการทรงตัวทันทีทันใด E (Eye): ตามืดบอด มองไม่เห็นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง หรือมองเห็นภาพซ้อนแบบฉับพลัน F (Face): หน้าเบี้ยว ปากตก ยิ้มไม่เท่ากัน A (Arm): แขนหรือขาอ่อนแรง ชาครึ่งซีก S (Speech): พูดไม่ชัด พูดลำบาก หรือฟังไม่เข้าใจ และ T (Time): ใช้เวลาในการมาโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เพราะ ‘Time is Brain’ ยิ่งรักษาเร็ว ยิ่งช่วยลดการสูญเสียเนื้อสมอง ลดความพิการ และลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมในอนาคตได้ ทั้งนี้ การป้องกัน Stroke สามารถทำได้โดยการควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ควบคุมเบาหวานและไขมันในเลือด งดสูบบุหรี่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดหวาน มัน เค็ม ควบคุมน้ำหนักตัว ตรวจสุขภาพเป็นประจำ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว เพื่อป้องกันความพิการและโอกาสการเสียชีวิต ตลอดจนลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมในอนาคตอีกด้วย”

พญ.ชัญญา วุฒิไกรกุล อายุรแพทย์ผู้สูงอายุ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า “ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) คือภาวะที่ความผิดปกติของสมองส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการเสื่อมของการทำงานของสมองหลายด้าน ทั้งความจำ การคิด การวางแผน การตัดสินใจ การใช้ภาษา การรับรู้สิ่งรอบตัว และการทำกิจวัตรประจำวัน ภาวะสมองเสื่อมจึงไม่ใช่เพียงอาการหลงลืมตามวัย แต่เป็นความผิดปกติของสมองที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ หากเริ่มมีอาการลืมเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ถามคำถามซ้ำ หลงทางในสถานที่คุ้นเคย หรือไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยเกี่ยวกับภาวะสมองเสื่อมเพื่อประเมินสาเหตุและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น”

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากผู้ป่วยและครอบครัว เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วยโรคสมอง รวมถึงกิจกรรม Mini Workshop “ฟิตสมองได้ในชีวิตจริง” ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้การฝึกสมาธิและกิจกรรมกระตุ้นสมองจากผู้เชี่ยวชาญ นอกจากนี้ ภายใน Experience Zone ผู้เข้าร่วมงานสามารถเข้ารับบริการตรวจสุขภาพและร่วมกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพสมอง อาทิ การตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดคอ การประเมินดัชนีมวลกาย วัดความดันโลหิต ตรวจองค์ประกอบร่างกาย เกมทดสอบความจำ เกมฝึกสมอง การให้คำแนะนำด้านโภชนาการเพื่อบำรุงสมอง เทคนิคการจัดการความเครียด รวมถึงกิจกรรมสะสมแต้มเพื่อรับของที่ระลึก และกิจกรรมถ่ายภาพ Brain Power Challenge

สำหรับกิจกรรม ‘CRA BRAIN POWER สมองฟิต ชีวิตเฟิร์ม’ ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ด้านการดูแลสุขภาพสมองแก่สาธารณชน และในอนาคต BRAND’S พร้อมเดินหน้าร่วมเป็นพันธมิตรกับโรงพยาบาลจุฬาภรณ์อย่างต่อเนื่อง ผ่านการสนับสนุนกิจกรรมสุขภาพ การจัดเสวนา และโครงการรณรงค์ต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพสมอง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืนในทุกช่วงวัย” รองประธานบริหารอาวุโสฝ่ายการตลาด บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด กล่าวเสริม

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://brandsworld.co.th/products และ LINE Official Account @brandsworld

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทอดพระเนตรหนังสือประกอบนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทอดพระเนตรหนังสือประกอบนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’ ทอดพระเนตรหนังสือประกอบนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.37 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จพระราชดำเนิน ทอดพระเนตร หนังสือประกอบนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล “La Mode en Majesté – Royal Thai Dress: From Tradition to Modernity“  ที่วางขาย ณ ร้านหนังสือ Librairie Galignani กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

ในประเทศไทย หนังสือประกอบนิทรรศการราชพัสตราสู่สากล “La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ

หนังสือ “La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity”  ถ่ายทอดเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่างไทยและฝรั่งเศสที่มีมายาวนาน ผ่านฉลองพระองค์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ผสมผสานธรรมเนียมการแต่งกายแบบไทยและแฟชั่นโอต์กูตูร์จากฝรั่งเศส รวมถึงฉลองพระองค์ชุดไทยและเครื่องแต่งกายร่วมสมัยที่ตัดเย็บจากผ้าไทย โดยหนังสือเล่มนี้มีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นบรรณาธิการ

ภายในเล่มยังรวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับความเป็นมาของชุดไทยพระราชนิยม งานหัตถศิลป์อันทรงคุณค่า และผ้าทอมือ ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของไทย หนังสือ “La Mode en Majesté: Royal Thai Dress from Tradition to Modernity” วางจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ราคาเล่มละ 2,000 บาท ทั้งนี้ สามารถสอบถามหรือสั่งซื้อได้ทางข้อความเพจ หรือ LINE Official: @qsmtshop หรือ https://lin.ee/vLs5iqZ

คุณแหน : 24 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 24 กรกฎาคม 2569

คุณแหน : 24 กรกฎาคม 2569

วันศุกร์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

  • พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี  เชิญสัญญาบัตร พัดยศ และผ้าไตร ถวายแด่ พระราชปริยัติวัชรานุกูล พระราชวัชรชัยเมธี พระราชสุทธิวัชรสุธี พระราชอุดมวัชรเมธี และพระศรีวชิรธรรมสุธี ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569..
  • โชตินรินทร์ เกิดสม ผวจ.ภูเก็ต เป็นประธานมอบประกาศเกียรติคุณให้ เนเน่ รอยัล หรือ น้องแพรว – รัตติกานต์ อำลอย เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติแก่เยาวชนต้นแบบผู้มีความสามารถทางดนตรีและสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติและจ.ภูเก็ต..
  • ชาว ปธพ 1. ร่วมยินดีกับ ศ.ดร.นพ.พงษ์รักษ์ ศรีบัณฑิตมงคล ที่ได้รับโปรดเกล้าฯเป็น อธิการบดี ม.เชียงใหม่ อีกวาระหนึ่งเป็นสมัยที่ 2..
  • ยินดีกับ ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา ที่ได้เป็น ประธานกรรมการ คณะกรรมการ สนง.เทคโนโลยีและ นวัตกรรมด้านชีววิทยาศาสตร์..
  • คณะกรรมการมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ ร่วมเลี้ยงวันเกิดครบ 8 รอบ ให้ ท่านผู้หญิงเพ็ญศรี วัชโรทัย ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ โดยมี ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง, ผศ.(พิเศษ) ภก.ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์, ม.ร.ว.อัจฉรา ขจรวิทยา, ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์-พญ.สุภาณี ศุกระฤกษ์, พลตรีหญิงวันดี ลีเลิศวราวงศ์, พลตรีหญิงบุศรา อินทรทัต, พลตรีหญิงกฤติยา บัวหลวงงาม, ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, ดร.ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์ ร่วมด้วย..
  • มิตรสหายปลื้มใจแทน ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ที่ NER ได้รับรางวัล บริษัทยอดเยี่ยมแห่งปี 2569 ในหมวดการเกษตร จาก วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ในงาน MONEY & BANKING AWARDS 2026 สะท้อนศักยภาพการดำเนินธุรกิจและการกำกับดูแลที่โดดเด่น..
  • ชวลิต กาญจนชัยภูมิ และครอบครัว บริจาคเงิน เพื่อหน่วยโรคปอด ฝ่ายอายุรศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์ โดยมี ผศ.นพ. ธิติวัฒน์ ศรีประสาธน์ รับมอบ..
  • เพื่อนๆ Digital CEO#7 ดีใจกับ รศ.ดร.สถาพร เชื้อเพ็ง ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็น รองอธิการบดีวิทยาเขตศรีราชา ม.เกษตรศาสตร์ ต่ออีก 1 วาระ..
  • อารยา ยมนา วันเกิดได้ไปทำบุญที่วัดพระรามเก้า แล้วทานข้าวฉลองกับครอบครัวที่บ้านพร้อมเป่าเค้ก ปักเทียนเล่มเดียวเพราะถ้าปักเท่าอายุจะนับไม่ไหว..
  • รร.กรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ขอแสดงความยินดีกับ ดช.วรินทร ทองพรหม ชั้น ม. 2 /26 ได้รับรางวัลชนะเลิศ ประเภทดาบฟอย-บุคคลชาย รุ่นอายุไม่เกิน 14 ปี จากการแข่งขันกีฬาฟันดาบสากล รายการ TFF Minime & Veteran Challenge 2026 ณ ม.การกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชลบุรี..
  • สภาเภสัชกรรม เชิญเภสัชกรทุกสาขา เข้าร่วมประชุม Pharmacy Research & Innovation Summit (PRIS 2026) มุ่งเน้นแนวคิด “Pharmacy Research & Innovation Driving Sustainable Healthcare” จัดขึ้น 29-30 ต.ค. ณ ห้อง Jupiter 4-13 อาคารชาเลนเจอร์ IMPACT เมืองทองธานี ลงทะเบียนราคาพิเศษ Early Bird บัดนี้ถึง 31 สค. ได้ที่ https://pris.pharmacycouncil.org/..

น้องใหม่